The Banquet - ศึกสะท้านภพ สยบบังลังก์มังกร (2006)

ก่อนอื่นที่จะทำความรู้จักกับหนังเรื่อง The Banquet มีสี่เรื่องที่จะสนจะเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ ที่ควรทราบก่อน ประการแรก The Banquet เป็นหนังที่ได้รับความสนใจในประเทศจีนอย่างมหาศาล สามารถทำเงินได้สูงสุดเป็นอันดับหนึ่งตลอดกาลของจีนในขณะนี้ เนื้อหาสัญชาติเดียวกันทุกเรื่อง นอกจากนั้น สามารถทำเงินทะลุกำแพง 100 ล้านหยวน ได้สำเร็จเป็นเรื่องแรก ถึงแม้ The Banquet จะถูกเมินจากรัฐบาลจีนในการคัดเลือกเพื่อส่งเข้าเข้าประกวด รางวัลออสการ์ปี 2007 สาขาหนังต่างประเทศ ของประเทศจีน ให้กับ Curse of Golden Flower ของจางอี้โหมว แต่สุดท้ายหนังคู่ก็ได้ไปฟาดฟันกับบทเวทีออสการ์จนได้ เมื่อ The Banquet ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของฮ่องกง

ประการที่สอง ถึงแม้หนังจะทำเงินมหาศาล แต่ The Banquet ไม่ใช่หนังที่สนุกเท่าไหร่นัก น่าจะเรียกว่าเป็นงานที่ "ตื่นตาตื่นใจ" มากกว่า ประการที่สาม บทของหนังเรื่องนี้เป็นการดัดแปลงมาจาก บทละครคลาสสิคของ วิลเลี่ยม เชคสเปียร์ เรื่อง Hamlet โดยเปลี่ยนฉากหลังเป็นประเทศจีนยุคราชวงศ์ถัง และประการสุดท้าย The Banquet เป็นหนังกำลังภายใน ที่มีฉากฟ้อนรำทำเพลง มากกว่าคิวบู๊ซะอีก!!

The Banquet เล่าเรื่องความรัก ความแค้น ความลุ่มหลง ที่เกิดขึ้นในราชสำนัก เมื่อสมัยราชวงศ์ถัง ช่วงยุคที่เริ่มถึงการเสื่อมถอย ของราชวงศ์ บ้านเมืองแบ่งออกเป็นก๊กเป็นเหล่า เป็นยุคสมัยที่เรียกกันว่า "ห้าราชวงศ์ สิบแผ่นดิน" ในราชสำนักจีนเกิดความวุ่นวาย เมื่อองค์ฮ่องเต้สิ้นพระชนลงอย่างกระทันหัน พระอนุชาของท่าน (เก๋อหยู) ขึ้นสืบทอดตำแหน่งแทน และแต่งตั้งฮองเฮา (จางจื่ออี้) ของฮ่องเต้ องค์ก่อนขึ้นเป็นฮองเฮาของตน ในวังเกิดความสับสนขึ้นอย่างหนัก

อู๋หลวน (เดเนียล วู) องค์รัชทายาท ที่หลบลี้หนีออกจากวังไปหลายปี เหตุเพราะหญิงที่เขารัก ได้กลายเป็นฮองเฮาของพระบิดาไปเสียแล้ว อู๋หลวน ใช้ชีวิตอยู่อย่างเดียวดายเพื่อให้ลืมความโศกเศ้า ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการ ขับขานบทเพลง และร่ายรำ เมื่อข่าวการสิ้นพระชนของพระบิดา ถูกส่งไปถึง อู๋หลวน เขาจึงรีบรุดกลับวังหลวง และก็ได้พบว่า พระเจ้าอาได้แย้งชิงทุกๆ อย่างของเขาไปเสียแล้ว

คนผู้เดียวที่ดูเหมือนจะให้การตอนรับการกลับมาขององค์ชายหนุ่ม ดูเหมือนจะมีเพียง ชิงหนิว (โจวซิ่น) คู่หมั่นหมายของเขาเท่านั้น ซึ่งนั้นก็สร้างความลำบากใจให้กับ พี่ชาย (หวงเสี่ยมหมิง) และ บิดา (หม่าจิงหวู่) ของนาง ที่เป็น อมาตชั้นผู้ใหญ่ เพราะสถานภาพของ อดีตรัชทายาทหาได้เป็นอย่างวันวานแล้ว อู๋หลวน อยู่ในวังแบบกล้ำกลืนฝืนทน ในงานวันแต่งแต่งตั้งตำแหน่งฮองเฮา อู๋หลวน ได้รับมอบหมายให้แสดงรำกระบี่ เขากลับปรากฏตัวด้วยชุดขาว มีหน้ากากอันเก่าคร่ำครึอยู่บนใบหน้า อู๋หลวนเริ่มต้นการแสดงละครของเขาขึ้น หากแต่นี้มิใช่ละครธรรมดา แต่เป็นการเล่าเรื่องราว ฉากการสิ้นพระชนของพระบิดาของตน ในละครของ อู๋หลวน เป็นการกล่าวหา ฮ่องเต้ คนปัจจุบันแบบไม่ปิดปังอำพราง

ผลสุดท้าย อู๋หลวนถูกลงโทษ ส่งตัวไปยังเมืองชี่ตันเพื่อเป็นเชลยให้กับชาวชี่ตัน แต่นั้นเป็นเพียงแผนอำพรางเท่านั้น ระหว่างทาง อู๋หลวน จะต้องถูกสำเร็จโทษ เพื่อให้พ้นเสื้อนหนามของฮ่องเต้ แน่นอนว่าโชคของ อู๋หลวน ยังดีเขารอดชีวิตมาได้ ในอีกไม่กี่ว่า ฮ่องเต้จะจัด "งานเลี้ยง" ขึ้นในวังหลวง นั้นเป็นวันสำคัญ ถึงเวลาแห่งการตัดสินใจ ของ องค์ชาย ฮองเต้ และฮองเฮา ความแคนจะต้องถูกชำระ ใน งานเลี้ยงแห่งนี้เอง

ถ้าใครเคยผ่านตา Hamlet มาบ้าง ไม่ว่าจะในฉบับตัวอักษร หรือฉบับภาพยนตร์ที่ถูกสร้างมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง จะพบว่า The Banquet นั้นถ่ายทอดความเป็น Hamlet มาชนิดถอดแบบ เลยทีเดียว ทั้งเนื้อหาหลายๆ ช่วง และตัวละครสำคัญเกือบทั้งหมด โดยมีการเปลี่ยนแปลงรายละลายบางประการ อย่างเช่น ตัวละครราชินี (หรือฮองเฮาใน The Banquet) หรือการตัดพบ "ผี" พระราชบิดาของตัวเอกออกไปเสีย

สิ่งที่แตกต่างออกไปมากที่สุดที่ The Banquet สร้างขึ้นก็คือ การเปลี่ยนจุดศูนย์กลางของเรื่อง แทนที่จะให้ตัวละคร รัชทายาท (Hamlet หรือ อู๋หลวน) เป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง The Banquet เลือกที่จะให้หนัง เพ่งความสนใจไปที่ตัวละคร ฮ่องเฮา ที่แสดงโดย จางจื่ออี้ ที่ดูเหมือนว่าบุคลิคหลายๆ ประการของตัวละครตัวนี้ จะถูกหยิบมาจากตัวละครจากบทละครเรื่อง Macbett บทประพันธ์เรื่องดังอีกเรื่องของ เชคสเปียร์ โดยเฉพาะการเป็นตัวละครหญิงที่เต็มไปความทะเยอทะยาน และใช้วิธีการเป้าหูบุรุษเพื่อบงการอยู่เบื้องหลัง

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นผลให้ประเด็นของเรื่อง แตกต่างจากต้นฉบับออย่าง Hamlet ไปไม่น้อย ขณะที่นิยายของเชคสเปียร์เรื่องนั้นเน้นไปที่ การแสดงออกถึงความซับซน ว่าวุ้นสับสนในใจ ความโลเล ตัดสินใจไม่ได้ ของ แฮมเลต บุคลิกหลายๆ ประการดังกล่าวก็ไปปรากฏอยู่กับตัวละคร ของจางจื่ออี้ด้วย ฮองเฮา กลายเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนสูง นางเต็มไปด้วยความขัดแย้งในใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรักของนางกับอู๋หลวน และฮองเต้ ความหึงหวง และความแค้น

ในตลอดทั้งเรื่อ มีตัวละครหลักอยู่แค่ 6 ตัวเท่านั้น ต้องชมเชยด้วยว่าแต่ละคนสามารถวาดลวดลายกันได้อย่างยอดเยี่ยม The Banquet ดำเนินเรื่องด้วยท่าลีลาที่เนิบนาบ หนังเต็มไปด้วยบนสนทนาที่ดูเย่อเย้อเกินความจำเป็น เล่าเรื่องที่ไม่ซับซ้อน แต่ที่ซับซ้อนกลับเป็นตัวละคร ที่ดูแล้วอ่านได้ค่อนข้างยาก พฤติกรรมของตัวละครแต่ละตัวไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าใครร้ายใครดี ใครเจตนาอย่างไรกันแน่

อย่างไรก็ตามบท และเรื่องราวของ The Banquet ยังห่างจากความสมบูรณ์อยู่ไม่น้อย หนังไม่สามารถเร้าอารมณ์ได้อย่างที่ควรเป็น อย่างเช่น การเสียชีวิตของตัวละครหลายเป็นเป็นไปแบบ ไร้ประโยชน์ ไม่สามารถเรียกร้องอารมณ์ร่วมจากคนดูได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามธรรรมเนียมของหนังจีนยุคใหม่ งานสร้างดูจะกลายเป็นส่วนสำคัญของหนัง อาจจะสำคัญมากกว่าส่วนประกอบอื่นๆ อย่างการแสดง หรือบทภาพยนตร์ ไปแล้วด้วยซ้ำ The Banquet ก็ไม่ได้แตกแถวไปจากประเพณีนี้แต่อย่างใด หนังระดมทีมงาน ฉาก เสื้อผ้า หน้าผม ดนตรีประกอบ ระดับโลก ชื่อคุ้นหูกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ผู้กำกับศิลป์ Tim Yip (CTHD, Hero, The Promise), นักประพันธ์ดนตรีอย่าง Tan Dun (CTHD, Hero) โดยมี คนหน้าเก่าอย่างหยวนวูปิง มารับหน้าที่ดูแลคิวบู๊ หยวนวูปิง บอกว่าเขาพยายามจะ สังสรรค์แนวทางของฉากต่อสู้ขึ้นมาใหม่ ที่เป็นการผสมผสานระหว่างการเต้นรำกับการต่อสู้ ผลออกมาใช้ได้ทีเดียว แต่ถ้าจะประเมินกันในเรื่อง "ความมัน" ในมุมคิวบู๊แล้ว

ถึงแม้จะเต็มไปด้วยบุคลากรชื่อเก่าๆ แต่งานสร้างของ The Banquet ก็ดูสดใหม่ใช้ได้ เนื่องจากหนัง มีงานสร้างที่นอกจากจะสวยงาม แล้วยังดูไม่ซ้ำแบบใคร งานสร้างพยายามเน้นการตัดกันของสีขาว แดง กับสีดำของความมืดมิด สร้างบรรยากาศที่ไม่น่าใว้วางใจ ฉากพระราชสถานกลับให้ความรู้วังเวงอย่างกับบ้านผีสิง ดนตรีประกอบก็ไม่ได้เน้นความเป็นตะวันออกแบบชัดเจนแบบงานประเภทเดียวกัน แต่ผสมผสานตะวันตก และตะวันออก เป็นดนตรีที่ให้ความรู้สึกแตกต่าง และไพเราะอย่างมาก องค์ประกอบทั้งหมดสร้างให้การดู The Banquet นั้นเป็นประสบการณ์ทางตา และทางหู ที่รื่นรมไม่น้อยเลย

จุดด้อยอันหนึ่งของ The Banquet ดูเหมือนจะเป็นงานสร้างที่ทำหน้าที่เกินหน้าเกินตาตัวหนังนั้นเอง นี้ดุเหมือนจะเป็นปัญหากับหนังจีนในแนว "Epic" หลายๆ เรื่องรวมถึงเป็น ปัญหาที่สืบทอดมาตั้งแต่งานชิ้นที่แล้วของ ฟางเสี่ยวกัง อย่าง A World Without a Thive แล้ว หนังของเขาดูเหมือนจะถูกกลบด้วย สไตล์ที่หวือหวา ทั้งดนตรี งานสร้าง งานภาพ จนเรื่องราวเป็นเพียง "ส่วนประกอบ" ที่ไม่ค่อยสลักสำคัญนักส่วนหนึ่งของหนังเท่านั้น The Banquet เป็นหนังที่เต็มไปด้วย "ลีลา" ลีลาที่ฉายออกมามาก ชนิดอาจจะก้าวล้ำไปสู่ความเกินจำเป็นอยู่มะรอมมะร่อ ทั้งสไตล์งานสร้าง การเยื้องย่างของตัวละครที่ดูวิจิตรพิศดาร จนดูจะก้ำกึ่งระหว่าง ศิลปะ และความแสร้ง

แต่ส่วนตัวแล้วผมชอบ The Banquet มากกว่า A World Without a Thive อยู่ไม่น้อยเลย ถึงแม้จะคนละสไตล์ ทั้งคู่ถือเป็นงานดราม่าของเจ้าพ่อตลกอย่าง ฟางเซี่ยวกัง แต่ถึงที่สุดแล้วรูปแบบการนำเสนอที่ เกินจริง เน้นอารมณ์ที่ไม่เป็นธรรมชาติ ดูจะเข้ากับหนังย้อนยุคแฟนตาซีแบบนี้มากกว่า คำถามอยู่ที่ว่าการปราศจาก งานสร้างเหล่านี้แล้ว The Banquet หลงเหลืออะไรให้กับคนดู ในอนาคตเมื่อ รสนิยมของคนเปลี่ยนไป มีหนังใหม่ที่หวือหวาความ ยิ่งใหญ่กว่า The Banquet จะมีสถานะเป็นเช่นไร? นั้นก็ต้องให้เวลาเป็นผู้ให้คำตอบเอง

Credits
บริษัทผู้สร้าง
- Huayi Brothers, Media Asia Films Ltd.
กำกับ - Feng Xiaogang
อำนวยการสร้าง - Wang Zhongjun, John Chong
บทภาพยนตร์ - Qiu Gangjian, Sheng Heyu
กำกับภาพ - Zhang Li
ตัดต่อ - Liu Miao Miao
ดนตรีประกอบ - Tan Dun
กำกับศิลป์ - Tim Yip
กำกับคิวบู๊ - Yuen Woo-Ping
แสดงนำ - Zhang Ziyi, Ge You, Daniel Wu, Zhou Xun, Ma Jingwu, Huang Xiaoming

Feng Xiaogang

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาฟางเซี่ยวกัง ก้าวจากผู้กำกับโนเนมสู่เจ้าพ่อวงการหนังของเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ เขาเริ่มจากการเขียนบท และแสดงในบทเล็กๆ จนเขาเริ่มต้นเส้นทางในสายผู้กำกับในปี 1997 เส้นทางแห่งความรุ่งเรืองก็ดูเหมือนจะเปิดกว้างขึ้น

ฟางเซี่ยวกังมารุ่งเรื่องสุดๆ กับการสร้างหนังตลกเสียดสีสังคมอย่าง A Sigh, Big Shot's Funeral, Cell Phone ทุกเรื่องทำเงินทำทองได้มหาศาล นอกจากนั้นยังปั้น เก๋อหยู ให้กลายเป็นดาราดังคู่กับหนังของฟางเสี่ยวกัง มาจนถึงทุกวันนี้

ดูเหมือนปัจจุบัน ฟางเซี่ยวกังดูจะเป็นขวัญใจของมหาชนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ไปซะแล้ว ไม่ว่าจะจับงานอะไรก็ประสบความสำเร็จไปซะหมด สื่อมวลชนในจีนก็ดูเหมือนจะชื่นชมในตัวของเขามากทีเดียว สิ่งสำคัญก็คือ หนังของ ฟางเสี่ยวกัง ดูเหมือนจะเป็นหนังที่ต้องการสื่อสารกับคนจีนโดยเฉพาะ ขณะที่ผู้กำกับรุ่นพี่อย่าง จางอี้โหมว เฉินก่ายเค่อ หรือรุ่นเดียวกับตัวฟางเสี่ยวกังเอง อย่าง เจียจางเคอะ หรือ เฉินเสี่ยวฉุ่ย ถูกมองว่า ทำหนังในแบบที่ขายตัวให้กับต่างชาติ ใช้วัฒธรรมของชาติไปขาย เอาใจนักวิจารณ์ต่างประเทศ โดยไม่สนใจที่คนในประเทศเลย

ส่วนงานของเขาเต็มไปด้วยลีลา และเนื้อหา ที่พูดกับคนจีนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นงานในยุคเก่าของเขาอย่าง A World Without A Theiv หรือ Cell Phone ที่ว่าด้วยชีวิตในโลกทุนนิยม ยุคหลังการปกครองในระบบคอมมิวนิสท์ของชาวจีน ที่เล่าในแบบลีลาไม่ตึงเครียด ส่วนหนังเรื่อง The Banquet เองก็เต็มไปด้วยการเสนอ ศิลป์โบราณของจีนทั้งการร้อยเพลง ร่ายรำ ภาพวาด ที่ถูกนำเสนอออกมาในแบบร่วมสมัย

นอกจากจะกำกับหนังแล้วฟางเสี่ยวกังยังมีเวลา โผล่หน้าไปรับเชิญในหนังหลายๆ เรื่องที่คุ้นหน้าคุ้นตาคนไทยที่สุดก็คือ การรับบท "หัวหน้าแก็งจระเข้" ในหนังเรื่อง Kung Fu Hustle ของโจวซิงฉือ

Feng Xiaogang's Filmography

Unexpected Passion (CHINA 1991)[writer]
After Separation (CHINA 1993)[writer]
Gone Forever with My Love (CHINA 1994)[writer/director]
Born Coward (CHINA 1994)[writer]
In the Heat of the Sun (CHINA 1994)[actor]
The Dream Factory (CHINA 1997)[director][actor]
Be There or Be Square (CHINA 1998)[writer/director]
Sorry Baby (CHINA 1999)[director]
Papa (CHINA 2000)[writer][actor]
A Sigh (CHINA 2001)[writer/director]
Big Shot's Funeral (CHINA 2001)[writer/director]
The Marriage Certificate (CHINA 2001)[actor]
Cell Phone (CHINA 2003)[director/producer]
Cala, My Dog! (CHINA 2003)[producer]
A World Without Thieves (CHINA 2004)[writer/director]
Kung Fu Hustle (2004)[actor]
Wait 'Til You're Older (2005)[actor]
Gimme Kudos (CHINA 2005)[producer]
The Banquet (CHINA 2006)[director]

Back To [chinese and taiwan]

Hosted by www.Geocities.ws

1