Killing Machine - Shojinri Kempo (1975)

Killing Machine เล่าเรื่องของบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์อย่าง โดชิน โซ (1911-1980) ปรมาจารย์วิชาศิลปะป้องกันตัวที่ชื่อว่า Shorinji Kempo ที่เข้าคิดค้นขึ้นเอง หนังเริ่มเรื่องตั้งแต่ โดชิน โซ ยังทำงานเป็นสายลับให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นอยู่ในประเทศจีน ระหว่างปฏิบัติงาน โซ ได้พบว่าประเทศญี่ปุ่นของเค้าได้ประกาศยอมแพ้ในสงครามเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มผู้ที่ทุ่มแททุกอย่างให้ชาติอย่าง โซ แทบจะสิ้นสติสัมประชัญญะที่จะทำอะไรได้อีก แต่ไม่ว่าอย่างไรชีวิตต้องดำเนินต่อไป โซตัดสินใจเดินทางกลับสู่ประเทศ ระหว่างทาง โซ ได้พบกับการกดขี่คนญี่ปุ่นมากมายจากทั้ง คนจีน คนเกาหลี และคนญี่ปุ่นด้วยกันเอง นอกจากนั้น ประชาชนชายญี่ปุ่นยังอยู่ในสภาพบอบช้ำอย่างหนักจากสงคราม โซ ตัดสินใจตั้งสำนักศิลปะป้องกับตัวที่เค้าคิดค้นขึ้นมาเอง Shorinji Kempo เพื่อพื้นความแข็งแกร่งทั้งจิตใจ และร่างกายของคนญี่ปุ่นขึ้นมากอีกครั้ง

Shorinji Kempo เป็นวิชาที่มีพื้นฐานมาจากมวยจีน อันที่จริงคำว่า Shorinji นั้นก็คือคำว่า "เส้าหลิน" ที่อ่านในแบบญี่ปุ่นนั้นเอง Shorinji Kempo นั้นเป็การผสมผสานวิชาการต่อสู้หลายอย่างเข้าด้วยกันทั้ง มวยจีน คาราเต้ ยูโด และ ไอคิโด้ แต่ที่สำคัญ Shorinji Kempo ไม่ใช่วิชาที่ว่าด้วย การต่อสู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึง เป็นวิชาที่เน้นในการฝึกจิตใจด้วย โดยได้รับอิทธิพลมาจาก แนวคิดของศาสนาพุทธ และเซน ทั้งหมดหล่อหลอมรวมกัน โดยมีจุดมุ่งหมายในการฝึกเพื่อ ป้องกันตัวเอง สร้างเสริมสุขภาพ และช่วยยกระดับจิตใจ โดยรวมๆ แล้วภายของ Shorinji Kempo นั้นมีความใกล้เคียงกับการเป็นศาสนา พอๆ กับเป็นศิลปะป้องกันตัวเลยทีเดียว สำหรับเรื่องราวของ โดชิน โซ ในภาพยนตร์นั้นค่อนข้างจะไม่ชัดเจนว่าสิ่งที่ปรากฏในหนังนั้น เป็นเรื่องจริงแค่ไหน หนังเล่าเรื่องของ โดชิน โซ ตั้งแต่เป็นคนหนุ่มเลือดร้อน จนกระทั่งกลายเป็นหัวหน้าสำนัก และสามารถค้นพบ หัวใจแห่งการต่อสู้ของเค้า ซึ่งก็คือ "ความแข็งแก่ง ต้องอยู่คู่กับความรัก" ซึ่งกว่าได้บรรลุ โซ ก็ต้องผ่านประสบการณ์มากมาย

ถึงแม้หนังจะเล่าเรื่องประเทศญี่ปุ่นหลังสงคราม และเปิดเรื่องด้วยฉากที่ตัวเองซับคนจีน คนเกาหลีเสียหมอบกระแต แต่ Killing Machine ก็ยังไม่ถึงกับเป็นหนังชาตินิยมสุดขั่ว ประเภทว่าคนต่างชาติเลวหมด แบบเดียวกับ Fist of Fury แต่หนังเลือกที่จะพูดถึงสภาพจิตใจ และสังคม ของญี่ปุ่นในภาวะหลังสงคราม ที่ข้าวยากหมากแพง ยากูซ่าครองเมือง ผู้หญิงมากมายต้องกลายเป็นโสเภณี เด็กกำพร้าไร้ที่อยู่มีอยู่ดาดเดื่อน โดยเล่าเรื่องราว และบุคคลที่ โดชิน โซ ได้พบเจอ และเข้าไปช่วยเหลือ ได้แก่ หญิงสาวที่โซเคยพบระหว่างกลับจากจีน ที่ต้องกลายเป็นโสเภณีเพราะความแร้นแค้น (ถือเป็นส่วนโรแมนติกของเรื่องด้วย) เพื่อนสนิทของโซที่พลัดพลากกับภรรยา ลูกศิษย์หนุ่มที่สูญเสียความเชื่อมั่นในชีวิตไปกับการเสียแขน เด็กสาวที่ถูกยากูซ่าข่มขืน และหลังจากที่ชาวบ้านต้องถูกกดขี่จากพวกยากูซ่ามานาน ฉากสุดท้ายของเรื่อง โซ และเหล่าลูกศิษย์จึงไม่สามารถอยู่นิ่งได้อีก ต้องเปิดศึกครั้งใหญ่กับพวกยากูซ่า

Killing Machine มีฉากต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม ออกแบบและกำกับโดย ตัวของ ซอนนี่ ชิบะ เอง อย่างหนึ่งต้องยอมรับว่า ฉากบู๊ของหนังญี่ปุ่น(หรือทั่วโลก) ในยุคนั้น ดูด้อยไปสักนิดเมื่อเทียบกับหนังฮ่องกง แต่ฉากบู๊ของ Killing Machine ก็ยังถือว่ายอดเยี่ยมมาก ดูแล้วได้รับอิทธิพลมาจากหนังของ บรูซ ลี อยู่ไม่น้อยเลย ดูรุนแรง และสมจริงสมจัง ฉากต่อสู้ในหนังดูแล้วแต่ละฉากจะไม่ค่อยยาวนัก เนื่องด้วย ถึงแม้จะเป็นหนังเกี่ยวกับศิลปะป้องกันตัว แต่ฉากต่อสู้ในหนังอยู่ในประเภท ต่อสู้เอาชีวิต มากกว่าจะเป็นการประลองฝีมือ เพราะฉะนั้น ในเรื่องเราจะไม่ค่อยเห็น โซ ได้ต่อสู้กับยอดนักสู้ ที่ฝีมือทัดเทียมกันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะเป็นการเอาชีวิตเพื่อลงโทษคนเลว ซะมากกว่า และเมื่อเทียบกับดาราบู๊ทั่วโลกแล้ว ก็พอจะพูดได้เหมือนกันว่า ซอนนี่ ชิบะ มีฝีมือการแสดงในเชิงดราม่าที่ไม่เป็นรองใครเลย ในเรื่อง เค้าต้องแสดงถึงอารมณ์ที่หลากหลาย โดยเฉพาะแสดงความโกรธ และกดดันของคนญี่ปุ่นในยุคหลังสงคราม

ท่ามกลางข้อบกพร่องที่มีอยู่บ้างตามข้อจำกัดเรื่องยุคสมัย และแนวของหนัง Killing Machine ถือว่า ไม่เป็นรองหนังเรื่องไหนในแนวเดียวกัน หนังมีเนื้อเรื่องที่ดีที่สุดเท่าที่หนังแอ็กชั่นยุค 70 เรื่องนึงจะมีได้ หนังมีฉากต่อสู้ การแสดง และเนื้อหาที่ทรงพลังมากๆ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นมาสเตอร์พีสของ ซอนนี่ ชิบะเลย

Credits
บริษัทผู้สร้าง
- Toei Co., Ltd.
กำกับ - Norifumi Suzuki
บทภาพยนตร์ - Takeshi Matsumoto
กำกับภาพ - Yoshio Nakajima
ดนตรีประกอบ - Shunsuke Kikuchi
แสดงนำ - Sonny Chiba, Yutaka Nakajima, Asao Koike, Kei Sato, Etsuko Shihomi

Back To [asian movies]

Hosted by www.Geocities.ws

1