มิยาโมโตะ มุซาชิ
เป็นชื่อนักดาบที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่นอยู่ในช่วงปี
ค.ศ. 1584 - 1645 เรื่องราวของเค้าเป็นที่โด่งดังก็เพราะนักเขียนชื่อ
เอจิ โยชิคาว่า เอาชีวิตของนักดาบผู้นี้มาแต่งเป็นนิยาย
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ สองหนุ่มแห่งบ้านมิยาโมโต้ ชิเม็น
ทาเคโซ(โตชิโร่ มิฟูเน่) และมาตาฮาชิ ฮอนอิเด็น(เรนท่าโร่ มิคูนิ)
ตัดสินใจออกจากหมู่บ้านเพื่อเข้าร่วมกับสงครามใหญ่ ทาเคโซ นั้นไม่มีอะไรต้องห่วงเนื่องจากมีตัวคนเดียว
ส่วนมาตาฮาชิ มีทั้งแม่ที่ต้องดูแล แถมยังมีคู่หมั่นอยู่อีกหนึ่งคนคือ
โอซึ(คาโอรุ ยาจิกูสะ) แต่ด้วยความเป็นเพื่อนมาตาฮาชิ ก็ตัดสินใจไปกับทาเคโซด้วย
ในการรบที่ทุ่งเซคิกาฮาร่า ฝ่ายของทาเคโซ และมาตาฮาชิ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ระหว่างหลบหนีทั้งสองได้พบกับสองแม่ลูกโอคุ และอาเคมิ ที่ใช้ชีวิตตามลำพัง
และถูกรังควานจากโจรป่า มาตาฮาชิ และทาเคโซ ได้ขออาศัยอยู่กับพวกนาง
และช่วยจัดการกับโจรป่าให้ และเป็นมาตาฮาชิ ที่ไปหลงเสน่โอคุ
มาตาฮาชิ และสองแม่ลูกตัดสินใจหนีไปด้วยกัน ทาเคโซจึงต้องกลับบ้านเกิดแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อกลับถึงบ้าน แม่ของมาตาฮาชิกลับไม่เชื่อคำพูดของทาเคโซ
นางเชื่อว่าเป็นทาเคโซที่หนีมาตาฮาชิกลับมาคนเดียวทุกคนเห็นด้วยกับแม่ของมาตาฮาชิ
ทาเคโซต้องหลบหนีไปอยู่บนภูเขาใช้ชีวิตเยี่ยงสัตว์ป่า แต่ไม่ว่าทางการจะระดมพลมาเพียงไรก็หาได้จับทาเคโซได้
จนกระทั่ง นักบวชทาคุอัน(คูโรเอม่อน โอโนเอะ) ตัดสินใจจะไปเป็นผู้จับทาเคโซเอง
เค้านำโอซึ ผู้กำลังเศร้าโศกเสียใจที่มาตาฮาชิคู่หมั่นของเธอปันใจไปให้หญิงอื่น
ไปด้วย ท่ามกลางป่าเขาเสียงขลุ่ยของโอซึเท่าให้จิตใจของทาเคโซอ่อนลง
สุดท้ายทาคุอันก็จับทาเคโซได้ เค้าจับทาเคโซห้อยไว้กับต้นไม่เพื่อให้สำนึกผิด
แต่ด้วยความเห็นใจ และเปลี่ยนกลายเป็นความรักทำให้โอซึช่วยเหลือทาเคโซลงมา
ทั้งคู่หนีไปด้วยกัน แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ถูกจับได้ทาเคโซ ถูกจับขังไว้ในปราศาจถึงสองปี
ในเวลาสองปีเค้าคิดได้หลายอย่าง เมื่อได้รับการปล่อยตัวออกมา
แทนที่ทาเคโซจะไปหาและใช้ชีวิตร่วมกับโอซึ เค้ากลับออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง
และฝึกฝนวิชาดาบ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น "มิยาโมโต้ มุซาชิ"
ในภาคสองเปิดฉากออกมาด้วย ฉากการด้วนดาบอันดุเดือดของ มุซาชิ
กับ "จอมเคียว" ชิมาดะ ไบเค็น การต่อสู้เต็มไปด้วยความดุเดือด
และก็จบลงด้วยชัยชนะของมุซาชิ ต่อมามุซาชิ ได้รับเด็กจรจัดคนหนึ่งชื่อ
โยทาโร่ ไว้เป็นลูกศิษย์ ส่วนโอซึก็อออกตามหามุซาชิ ทางฝ่ายมาตาฮาชิกลับย่ำแย่
เค้ากลายเป็นคนขี้เมาไม่ทำการทำงาน ทำให้ครอบครอต้องขัดสน จนอะเคมิต้องออกไปทำงานเป็นหญิงคณิกาแต่นางก็ยังเฝ้ารอวันที่จะได้พบชายที่เธอรักอย่างมุซาชิ
ไฮไลท์ที่สำคัญของภาคนี้ก็คือ เมื่อมุซาชิตัดสินใจจะพิสูจน์ฝีมือตัวเองด้วยการขอปะลองกับสำนักดาบที่มีชื่อที่สุดของเอโดะอย่าง
"สำนักโยชิโอกะ" มาซาชิ ต้องต่อกรกับ โยชิโอกะ เด็นอิจิโร่
และโยชิโอกา เซจูโร่ รวมถึงลูกศิษย์ของสำนักโยชิโอกะ มุซาชิเอาชนะไปได้ด้วยร่างกายที่บอบช้ำ
แต่แล้วมุซาชิก็ได้พบกับโอซึอีกครั้ง ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันช่วงสั้นๆ
ก่อนที่มุซาชิจะแสดงกิริยาล่วงเกินต่อโอซึโดยไม่ได้ตั่งใจ มุซาชิรู้สึกละอายใจต่อโอซึ
และตัดสินใจออกเดินทางเพื่อฝึกฝนตัวเอง พร้อมกับลูกศิษย์โจทาโร่อีกครั้ง
ในภาคสามแน่นอนว่าจะต้อเป็นเรื่องราวของการต่อสู้ของ มูซาชิ
และซาซากิ โคจิโร่ แต่เรื่องราวที่สำคัญอีกส่วนที่มีในภาคสามก็คือเรื่องรัก
3 เส้าของ มุซาชิ โอซึ และอาเคมิ เมื่อมุซาชิรับคำท้าของโคจิโร่
วันประลองถูกกำหนดให้เป็นอีกหนึ่งปีข้างหน้า แต่มุซาชิก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจในต่อเอง
แทนที่จะฝึกฝนวิชาดาบ มุซาชิ กลับใช้เวลา 1 ปีในหมู่บ้านเล็กๆ
แห่งหนึ่งในการทำไรทำนาสร้างความสงสัยแก่โจทาโร่อย่างยิ่ง และที่หมู่บ้านแห่งนี้เองโอซึ
และอาเคมิ ก็ตามมาพบมุซาชิ ซึ่งสุดท้ายเค้าก็ได้เลือกว่ายังคงไม่เปลี่ยนใจจากหญิงคนรักอย่างโอซึ
ในช่วงท้ายของเรื่องเมื่อถึงการประลองกับ โคจิโร่กลายเป็นครูดาบที่ยิ่งใหญ่ไปแล้ว
แต่มุซาชิก็ยังเป็นนักดาบพเนจรเช่นเดิม การประลองเกิดขึ้นที่เกาะเก็นริว
การต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดแห่งยุคเกิดขึ้นที่นั้น และมุซาชิก็สามารถขึ้นสู่การเป็นนักดาบอันดับหนึ่งของแผ่นดินแต่เพียงผู้เดียวไปในท้ายที่สุด
หนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้กำกับ ฮิโรชิ อินากากิ ซึ่งงานของเค้าส่วนใหญ่จะอยู่ในยุค
50 และ 60 ในยุคนั้นเค้าถือเป็นผู้กำกับอันดับต้นของบริษัทโตโฮ
เป็นรองเพียง อากิระ คุโรซาว่า เท่านั้น หนังเกือบทั้งหมดเป็นหนังแนวซามูไร
งานที่ดีที่สุดของเค้าก็คือ หนังไตรภาคชุดนี้นั้นเอง นอกจากนี้ในปี
อินากากิ ยังได้สร้างหนังเกี่ยวกับ ซูซูกิ โคจิโร่ ขึ้นมาด้วยใช่ชื่อเรื่องว่า
Kojiro (ในเรื่องนี้มีเท็ตซึย่า นากาดาอิ ที่แสดงเป็นตัวเอกใน
Ran และ Kagemusha มารับบทเป็นมิยาโมโต้ มุซาชิด้วย) หนังเด่นอีกเรื่องของเค้าก็เรื่อง
Chushingura หรือ 47 Ronin ในปี 1967 อินากากิ ถึงแก่กรรมในปี
1980 ในวัย 75 ปี สาเหตุจากการดื่มสุราอย่างหนัก
ในการนำเรื่องราวของมุซาชิ มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในครั้งนี้ผู้กำกับก็พยายามคงเรื่องราวดังเดิมไว้ให้มากที่สุด
แต่ตัวละครสำคัญบางตัวอย่าง มาตาฮาชิและแม่ถูกลดบทบาทลงไป หนังให้น้ำหนังไปในส่วนของเรื่องรักสามเศร้าระหว่าง
มุซาชิ โอซึ และอาเคมิ ค่อนข้างมาก ในยุค 50 - 60 คงไม่มีดาราคนไหนที่จะเหมาะสมกับบทบาทของมิยาโมโต้
มุซาชิ ไปมากกว่า โตชิโร่ มิฟูเน่อีกแล้ว อีกตัวละครนึงที่หนังให้รายละเอียดอยู่พอสมควรเลยก็คือ
ซาซากิ โคจิโร่ หนังให้รายละเอียดตัวละครตัวนี้ทั้งในด้านนิสัยใจคอ
และเรื่องความรักอยู่พอสมควรเลยทีเดียว แต่สำหรับผมตัวละครที่ชอบที่สุดก็คือ
โอซึ แสดงโดย คาโอรุ ยาจิกุสะ เธอเล่นเป็นโอซึได้อย่างดีน่าสงสารเหลือเกิน
เพราะถึงแม้โอสึจะเป็นหญิงที่มุซาชิรัก แต่ก็ดูเหมือนจะให้เธอเป็นได้เพียงอับดับสองรองจากวิชาดาบเท่านั้น
ฉากระหว่างโอซึกับมุซาชิที่ซาบซึ้งตรึงใจที่สุดก็คือ ฉากรำลาก่อนที่มุซาชิ
กำลังจะไปประลองกับโคจิโร่ จุดเด่นอีกอย่างก็คือหนังมีภาคโปรดักท์ชั่นที่ดีมากๆ
ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ฉาก การถ่ายภาพ หรือด้านเพลงประกอบ ส่วนฉากต่อสู้ทำได้เยี่ยมถึงแม้จะดูเชยไปตามกาลเวลา
ฉากที่เด่นที่สุดก็แน่นอน ว่าต้องเป็นฉาก มุซาชิดวลกับโคจิโร่
แน่นอน ส่วนฉากอื่นๆ อย่าง มุซาชิสู้กับไบเค็น หรือมุซาชิสู้กับสำนักโยชิโอกะ
ก็ดีไม่แพ้กัน
Credits
กำกับ - Hiroshi Inagaki
แสดงนำ - โตชิโร่ มิฟูเน่, คาโอรุ ยาจิกูสะ,
โคจิ ทซึรูตะ, มาริโกะ โอคาดะ, เรนทาโร่ มิคูนิ, คูโรเอม่อน
โอโนเอะ, มิตซึโกะ มิโตะ |