My Name is Fame (2006)

"ดาราบางคนมีชตากรรรมที่จะเกิดมาเพื่อดัง ขณะที่คนที่ไม่ดังนั้นก็เป็นชตากรรมเหมือนกัน แต่ไอ้ประเภท โคตรมีพรสวรรค์ แต่ไม่ดัง นั้นเป็น ชตากรรมของ พูนกาไฟ"

พูนกาไฟ (หลิวชิงหวิน) หรือที่ใครๆ รู้จักกันดีในฐานะอดีตดาราผู้รุ่งโรจน์ ในวงการบังเทิงมีคนอยู่สองประเภท หนึ่งคือดารา สองนักแสดง กาไฟก็คือประเภทที่สอง เขาเกิดมาเพื่อวงการนี้ ทั้งพ่อ และปู่ เป็นคนเบื้องหลัง ส่วนกาไฟ ก็เดินเข้าสู่วงการด้วยการไขว้คว้าของตัวเอง เริ่มจากการสมัครเข้าโรงเรียนการแสดง และจบลงด้วย คว้ารางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกงสาขา นักแสดงหน้าใหม่ ตั้งแต่การแสดงหนังครั้งแรก เป็นนักแสดงที่ทุ่มเทเพื่อศิลปะ เวลาผ่านไปหลายสิบปี ชื่อของพูนกาไฟ ก็กลายเป็นแค่ความจำลางๆ ในสมองของหลายๆ คนไปแล้ว ถามว่าเพราะอะไรเขาก็คงไม่รู้เหมือนกัน บาทีสาเหตุก็มาจากตัวของเขานั้นเอง

กาไฟ มองเห็น การแสดงเป็นศาสตร์แห่งความยิ่งใหญ่ และภาพยนตร์ เป็นสิ่งศักดิ์ ทำงานทุกชิ้นต้องใส่ใจตั้งใจ อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทัศนะคติแบบนี้กลับทำให้ กาไฟ เลือกรับหนังเฉพาะที่เขาเห็นว่ามีค่าเท่านั้น และวุ่นวายกับทุกรายละเอียดของบท จนเกิดเป็นความรำคาญแก่คนรอบข้าง พูนกาไฟ นักแสดงที่รุ่งโรจน์วันนี้เหลือเพืองดาราตัวประกอบ ถึงอย่างนั้น พูนกาไฟ ก็ยังคงอยู่ในวงการภาพยนตร์นี้ต่อไป เขายังคงเป็นขาใหญ่ในกองถ่าย เป็นคนที่ใครๆ ก็รู้จัก และติดจะเกรงใจเล็กๆ ด้วยซ้ำ แต่ในเรื่องการงาน ดูเหมือนชื่อเสียงของเขานับวันจะสลาวันเตี้ยลงทุกที งานที่เคยมีก็หลายหด แทบกาไฟยังมีเรื่องให้ทะเลาะ กับบริษัทเอเจ็นในเรื่องไม่ยอมหางานมาป้อนให้อยู่บ่อยๆ จนดูเหมือนว่าหนทางในอาชีพของเขา จะถึงทางตีบตันซะแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่ง ในกองถ่าย กาไฟ ได้พบกับ อู๋เฟย หรือ อาเฟย สาวน้อยจากหังโจว ที่เดินทางจากฮ่องกงมาเพื่อตะกายดาว เธอก็เหมือนเด็กสาวทั่วๆ ไปที่เข้าสู่วงการบังเทิง หวังจะมีชื่อเสียง อดทน ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้อาชีพก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ รับงานอะไรก็ได้ ทั้งถ่ายแบบ, ออกรายการเด็ก หรือ แม้กระทั่งเป็นสแตนด์อิน กาไฟ ได้มีโอกาศแนะนำ โดยไม่ทันรู้ตัว กาไฟ ก็กลายมาเป็นผู้จัดการ และอาจารย์ของ อาเฟย ไปโดยปริยาย ในเวลาไม่นานสาวน้อยก็หอบเสื้อผ้ามาอยู่กับเข้าที่ห้องพักเล็กๆ ด้วยกัน กาไฟ ถ่ายทอดทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนรู้ให้กับ อาเฟย ทั้งการแสดง การทำความเข้าใจกับบท ที่สำคัญการค้นหา "วินาทีแห่งชีวิต" ของตัวเอง อันหมายถึง ช่วงเวลาที่น่าจดจำในชีวิต ที่ใช้สร้างอารมณ์ในการแสดง

แต่อาชีพการทำงานของ อาเฟย ก็ดูเหมือนจะยังไม่ก้าวหน้าอย่างที่ควร กาไฟ ปฏิเสธโอกาส มากมายของอาเฟยไป เพราะต้องการให้เธอ มุ่งมั่นสู่การเป็นนักแสดงมากกว่า รวมถึงโอกาศที่อาเฟย จะได้เป็นนักร้องในวง Girl Band วงใหม่ที่ค่ายเพลงกำลังจะฟอร์มขึ้น เพราะเห็นว่านั้นไม่ได้เป็นเส้นทางของ "นักแสดง" ที่แท้จริง และจะเป็นการทำลายพรสวรรค์ของลูกศิษย์ไปเสียมากกว่า ถึงแม้อาเฟยจะรู้สึกผิดหวังแต่เธอก็ยังคงเชื่อใจในการตัดสินใจ ของอาจายน์คนนี้อยู่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้กำกับชื่อดัง กอร์ดอน ชาน วางแผนที่จะลองสร้างหนัง อาร์ท เพื่อเข้าประกวดในเทศกาลต่างๆ ดูบ้าง เขาเรียกออดิชั่นให้ดาราสาวเข้ามาทดสอบ นอกจากจะต้องไปถ่ายทำที่ประเทศญี่ปุ่น แล้วยังมีบทเลิฟซีน และต้องเปลือยต่อหน้ากล้องด้วย อาเฟย คิดว่านี้จะเป็นจุดเปลี่ยนในอาชีพของเธอ แต่กาไฟ คัดค้าน เขา เห็นว่าการเล่นบทเปลือยครั้งนี้อาจทำลายชีวิตนักแสดง ของดาราสาวหน้าใหม่อย่างอาเฟยจนหมดสิ้น ถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นหนังอาร์ท ถ้าหนังล้มเหลว มันก็เป็นได้แค่หนังโป๊เรื่องหนึ่งเท่านั้น

สุดท้าย อาเฟย ก็ตัดสินใจในครั้งนี้ด้วยตัวของตัวเอง เธอเข้าทดสอบ และได้รับบทดังกล่าวไป ในเวลาไม่นาน อาเฟย ก็ต้องเก็บของออกจากบ้านพักของกาไฟ และเดินทางไปถ่ายทำยังประเทศญี่ปุ่น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรื่องงานเท่านั้น ศิษย์และอาจารย์ คู่นี่เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ไปมากกว่าที่เป็นอยู่แล้ว กาไฟ รู้ดีว่า ถ้าลูกศิษย์สาวของเขาจากไป เธอจะได้ไปพบกับโลกใบใหม่ และนั้นอาจทำเธอไม่กลับมาหาเขาอีกแล้ว วินาทีที่ อาเฟย หอบกระเป๋าออก ห้องพักที่ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกัน ออกไป เธอดูจะมีอาการอาลัยอาวรแบบรุนแรง "ซีฟู (อาจารย์) คะ รอชั้นกลับมานะคะ" อาเฟยพูดกับกาไฟ แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น หญิงสาวจากหังโจว กลายเป็นนักแสดงชื่อดังคนใหม่ เธอได้เริ่มต้นเดินในเส้นทางของเธอเองต่อไป

กาไฟ มีโอกาศได้ทบทวนถึงชีวิตของตัวเอง ตัดสินใจกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของอาชีพตัวเอง เริ่มกลับไปฝึกฝนการแสดงตั้งแต่ขั้นต้น ไขว้ขว้าทุกโอกาศที่เข้ามาในชีวิต เขาตัดสินใจที่จะกลับไปสู่เส้นทางของนักแสดงอีกครั้ง โดยเข้าออดิชั่นในบทประกอบในหนังใหม่ของ แอน ฮุย ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้งในงานประกาศรางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกง ทั้งสองกลับมาพบกันอีกครั้ง ถึงแม้ว่าความสัมพันธ์เช่นวันวาน จะไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว แต่ความรู้สึกดีๆ "วินาทีแห่งชีวิต" ของทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ไปตลอดกาล

ความโด่งดัง ชื่อเสียง และการประสบความสำเร็จดูจะเป็นความฝันของทุกคน My Name is Fame เสนอแง่มุมของการเดินทางสู่ความฝันนั้น ที่ต้องพึ่ง ทั้งความอดทน พยายาม การมุ่งไขว้คว้าโอกาศที่มาถึง มิใช่รอให้โอกาศมาตกลงตรงหน้า และ เชื่อมั่นในตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางอันขรุขระก็อาจจะทำให้คนเราต้องลืมเลือนบางสิ่งบางอย่างในชีวิตไป ลืมเลือนความฝันของตัวเอง ลืมเลือนข้อเท็จจริงที่ว่า ชื่อเสียง ความโด่งดัง ล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถกำหนดเองได้ หากแต่เป็นเรื่องของวาสนา โชคชตา และถึงที่สุดแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่จำเป็นเลย ความสุขที่แท้ก็คือ ความสุขที่ได้เดินทาง ได้มีผู้ร่วมเดินไปด้วยกัน ได้จดจำช่วงเวลานี้ไว้ในฐานะ "วินาทีแห่งชีวิต"

........................................................................

ด้วยใบปิดที่มีรูปล้อเลียนหนังอย่าง In the Mood For Love, Brokeback Moutain และ Mr. and Mrs. Smith อาจจะทำให้ ถูกมองเป็นหนังตลกประเภทหยิบหนังดังๆ มาล้อเลียน ประเภท Naked Gun อะไรประมาณนั้น แต่ในความเป็นจริง My Name is Fame เป็นหนังชีวิตเจืออารมณ์ขัน เรื่องของนักแสดงตะกายดาว และดาวที่หล่นตุบลงมาเป็นดิน ที่มีฉากหนังคือ วงการภาพยนตร์ของฮ่องกง ในยุคปัจจุบัน ยุคที่พึ่งผ่านความรุ่งเรืองมาหมาดๆ ความยอดเยี่ยมของ My Name is Fame ก็คือ การที่หนังใช้องค์ประกอบเรียบง่าย ธรรมดาสามัญสร้างเป็น ความกลมกล่อม ที่น่าชม

อย่างไรก็ตามเหมือนว่า My Name is Fame นั้นเป็นหนังที่ตั้งอยู่ในฐานะของ การเสนอภาพจริงอันถูกบิดเบือน โดยเฉพาะ ในการให้ภาพของวงการภาพยนตร์ ที่ขาดความตึงเครียดอย่างที่ควรมีไป ภาพของวงการนี้ที่ควรจะรุ่นแรง และขัดแย้ง เต็มไปด้วยการแข่งขัน แต่ในหนังกลับดูก็ดูค่อนข้างเบาบาง ง่ายดาย และขาดความสมจริงสมจัง จนอาจจะถือว่าไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือ ให้กับหนังได้ดีพอ อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินว่าหนังไม่ได้มุ่งเน้น ที่จะนำเสนอประเด็นความจริงในภาพรวมของวงการบังเทิง หากแต่เป็นเรื่องของปัจเจก ก็ยังถือว่าพอรับได้

เมื่อมองไปยังภาพรวม หนังเรื่องนี้เป็นงานที่ให้ความรู้สึก แบบ "พอดีๆ" บทและเนื้อเรื่อง ถือว่าใช้ได้ แม้จะดูแล้ว เรื่องราวทั้งหลายในหนัง ดูถูกคลื่คลายด้วยความง่ายดายไปสักนิด และ ถึงแม้ว่าพล๊อต ทำนองที่ว่า "เชื่อในสิ่งที่ทำ และทำในสิ่งที่เชื่อ" และการ "รู้จักตัวเอง" จะเป็นเนื้อหาประเภทที่เรียกได้ว่า ซ้ำซากอยู่ไม่น้อย ความซ้ำซากที่อยู่ในหนัง ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่ได้ดู หนังอาจจะไม่ได้สะท้อนโลกแห่งความเป็นจริงของสังคม (วงการภาพยนตร์) หรือแสดงให้เห็นถึงสัญจธรรมอันยิ่งใหญ่ แต่ก็ให้ภาพการไต่เต้าของคนตัวเล็กๆ ได้อย่างเรียบง่าย ลึกซึ้ง และจริงใจ

My Name is Fame เป็นหนังที่ไม่มุ่งเน้นที่จะ กระตุ้น และเร้าอารมณ์ คนดูจนเกินควร ขณะเดียวกัน หนังก็ไม่ได้ดำเนินเรื่องแบบ "นิ่ง ช้า เหงา" ตามสมัยนิยมแต่อย่างใด หากแต่ขับเคลื่อนด้วยจังหวะลีลาธรรมดาๆ แทรกด้วยมุขตลกเบาๆ เป็นระยะ ให้บทสรุปที่ลงตัวน่าประทับใจ โดยไม่ได้เรียกใช้บริการ การหักมุม หรือใส่ฉากกระตุ้นอารมณ์เข้ามาแต่อย่างใด ผู้กำกับถ่ายทอดภาพ My Name is Fame ด้วยสไตล์ที่ไม่หวือหวา ที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือ การออกแบบเครื่องแต่งกายที่ดูมีสีสรรค์ และงานภาพสวยงาม ที่เป็นพิเศษหน่อยก็คือ การให้ภาพถนนหนทางของฮ่องกงเวลาค่ำคืน ที่ดูสงบนิ่ง และอบอุ่น ผิดกลับสภาพความวุ่นวายในเวลากลางวัน

หนังจะไม่มาถึงขั้นนี้ไม่ได้เลยถ้าขาดดารานำที่ให้การแสดงที่ยอดเยี่ยมทั้งสองคน หลิวชิงหวิน ได้มีโอกาศที่จะใช้ใบหน้าย่นยับยู่ยี่ของตัวเอง ให้เป็นประโยชน์ในหนังเรื่องนี้เอง หน้าตา และการแสดงของเขา สื่อได้ถึง ความปนแปกันระหว่าง ความหยิ่งยะโสโอหัง และน่าสมเพศ ถ้ามีไม่หลิวชิงหวินแสดง ก็นึกไม่ออกเหมือนกันว่า My Name is Fame จะออกมาเป็นอย่างไง ดาราสาวที่ถูกเลือก ให้มารับบทนำคู่กับหลิวชิงหวินก็คือ ดาราสาวจากแผ่นดินใหญ่ ที่ค่อนข้างไร้ชื่อเสีย ฮัวซื่อหยัน (Huo Si Yan) ที่ก่อนหน้านี้มีผลงานส่วนใหญ่ในด้านโทรทัศน์ การแสดงของ ฮัวซื่อหยัน อาจจะติดลักษณะของการโอเวอร์แอ็กติ่ง บทบาทนักแสดงสาวสดใส ก็ดูจะไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่นัก อย่างไรก็ตามเธอก็สามารถแสดงออกถึงพลัง และความหวัง ในตัวละคร ตัวแทนของคนรุ่นใหม่ออกมาได้อย่างชัดเจน

ดาราประกอบคุ้นหน้าคุ้นตาจากอุตสหกรรมภาพยนตร์ฮ่องกง มาร่วมปรากฏตัวในหนัง กันมากมาย ทั้งดารา และทีมงานเบื้องหลัง ที่ส่วนใหญ่มารับบทเป็นตัวเองกันนั้นเอง นอกจาก กอร์ดอน ชาน และแอน ฮุย ที่ได้กล่าวไปแล้วยังมี ฟรุต ชาน, ตงเหว่ย และบรรดาทีมงานเบื้องหลัง (ที่ไม่รู้ว่าชื่อว่าอะไร) อีกหลายคน ส่วนดาราก็มีทั้งสองดาราสาว ซิข่ายฉี (Fiona Sit) โจวลี่ถี (Niki Chow) เจิ้งอี้เจี้ยน และดารารุ่นเก๋าของ ชอว์บราเดอร์ กุ๊ฟง คนที่มีบทมากหน่อยก็คือ เหลียงเจียฮุย (ทั้งคู่มีชื่อเหมือนกัน Poon Kar Fai และ Lueng Kar Fai ซึ่งภาษากวางตุ้งจะอ่านว่า เหลงกาไฟ) ที่มาพบและให้ข้อคิดกับกาไฟในช่วงท้ายๆ เรื่อง

ผู้กำกับ Lawrence Ah Mon (Lau Kwok-Cheung) กลับมาทำงานอีกครั้ง ทิ้งช่วงจากหนังเรื่องก่อนไป 5 ปี หากย้อนกลับไปมอง จะพบว่าชีวิตของ Lawrence Ah Mon ก็ไม่ได้แตกต่างจาก กาไฟ เท่าไหร่นัก ที่เต็มไปด้วยช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ และตกต่ำ เขาเริ่มต้นการทำงานในช่วงกลางยุค 80 โดยมีเครื่องหมายการค้าอยู่ที่การทำหนัง นอกกระแส ที่เน้นความสมจริงของเนื้อหา สะท้อนสังคม และชีวิตของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ หนังเรื่องแรกของเขา Gangs (1988) จนกระทั่งยุค 90 Lawrence Ah Mon เลือกที่จะรับงานที่ท้าทายมากขึ้น หนังเรื่อง Lee Rock (1993) หนังตำรวจฟอร์มยักที่แสดงโดยหลิวเต๋อหัว หนังประสบความสำเร็จทางการค้าเป็นอย่างดี แต่กลับไม่น่าสนใจเท่างานในยุคต้นๆ ของเขา หลังจากนั้นเขาก็หยุดพักไปอีกหลายปี ในช่วงปลายยุค 90 Lawrance Ah Mon ก็กลับมาสู่งานสะท้อนสังคมอีกครั้ง ในหนังวัยรุ่นใจแตกสองเรื่อง Spacked Out (1998) และ Gimmie Gimmie (2001) ซึ่งก็ได้รับการตอนรับจากนักวิจารณ์เป็นอย่างดี

Lawrance Ah Mon ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างหนังที่ถ่ายทอดชีวิต ของคนฮ่องกงอย่างที่เคยเป็นมาเสมอ My Name is Fame อาจจะบกพร่องด้านการนำเสนอความจริง และเข้าขั้นบิดเบือน ภาพของวงการบังเทิงในหลายๆ ส่วน แต่หนังสร้างคุณค่าได้ด้วยการ สะท้อนความจริงในอีกด้านหนึ่ง ด้านที่ให้ความหวัง โอกาศในชีวิต และการเริ่มต้นใหม่ นี่คือเป็นหนังดีที่สุดแห่งปี 2006 เรื่องหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

หมายเหตุ - ถึงแม้ใน My Name is Fame ตัวละครของ หลิวชิงหวินจะได้รับรางวัลดาราหน้าใหม่ยอดเยี่ยมจาก งานตุ๊กตาทองฮ่อง แต่ในชีวิตจริง เข้ายังไม่เคยได้รับรางวัลนี้เลย จากการเข้าชิงมาแล้ว 7 ครั้ง ส่วนผู้กำกับ Lawrance Ah Mon เคยเข้าชิงสองครั้ง และไม่เคยชนะเช่นเดียวกัน

Credits
บริษัทผู้สร้าง
- BMA, China Star Entertainment
อำนวยการสร้าง - Henry Fong, Steven Lo
กำกับ - Lawrence Ah Mon
บทภาพยนตร์ - Jessica Fong Ching, Yiu Fai Lo, James Yuen
ถ่ายภาพ - Sung Fai Choi
ตัดต่อ - Angie Lam
กำกับศิลป์/ออกแบบเครื่องแต่งกาย - Kwok Keung Mak
แสดงนำ - Lau Ching-Wan, Huo Siyan, Candy Yu On-On, Lai Yiu-Cheung, Ekin Cheng Yee-Kin, Tony Leung Ka-Fai, Fiona Sit Hoi-Kei, Fruit Chan Gor, Derek Tsang Kwok-Cheung, Niki Chow Lai-Kei, Guk Fung, Elena Kong Mei-Yi, Samson Chiu Leung-Chun, Stephen Tung Wai, Henry Fong Ping, Gordon Chan Car-Seung, Ann Hui On-Wah, Jo Koo (Kuk Cho-Lam), Lau Dan, Calvin Choi Yat-Chi, Edmond So Chi-Wai, Remus Choi Yat-Kit, Jamie Luk Kin-Ming, Vincent Tsui

DVD
บริษัทผู้สร้าง
- Joy Sales
เสียง - Cantonese 5.1, Cantonese DTS, Mandarin 5.1
ภาพ - 16x9

DVD My Name is Fame ผลิตโดยบริษัท Joy Sales แผ่นทำออกมาโอเค แต่ไม่มีอะไรพิเศษ ภาพชัด เสียงดี สวนของถม มีเบื้องหลัง และฉากที่ตัดออกแถมมาให้ด้วย น่าเสียดายที่ซับภาษาอังกฤษในส่วนของ ของแถมนั้นเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ในเบื้องหลังงานสร้าง ซับขึ้นไม่ครบ แปลให้เพียงบางประโยคเท่านั้น (ขึ้นเพียงประมาณ 15% ของเบื้องหลังทั้งหมด) นอกจากนั้นตัวหนังสือในซับยังเป็นสีดำยากที่จะอ่านออก ส่วนฉากที่ตัดออกไปมีซับให้ครบถ้วน ความผิดพลาดนี้ดูจะเป็นเรื่องน่าเสียดายไม่น้อย เพราะ Joy Sales เองก็ดูจะมีความตั้งใจในการใส่ซับอังกฤษ ในของแถมมาให้ แต่ในขั้นตอนการผลิต กลับขาดการตรวจสอบสินค้าที่ดีพอเท่าให้แผ่นที่ทำท่าว่าจะดี กลายเป็นมีปัญหาไปได้

Back To [drama]

Hosted by www.Geocities.ws

1