Everlasting Regret (2005)

Everlasting Regret เล่าเรื่องของชีวิตตลอด 40 ปีของผู้หญิงคนหนึ่งที่ผ่านทั้งความรุ่งโรจน์ และตกต่ำ ผ่านความเปลี่ยนแปลงของสังคม สิ่งเดียวที่เธอโหยหาอยู่ตลอดเวลาก็คือการความรัก จากชายคนแล้วคนเล่า ที่ถึงที่สุดแล้วก็ไม่มีใครมอบสิ่งที่สมบูรณ์ที่สุดให้กับเธอได้ จวบจนวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิต

ชีวิตอันยุ่งยากของ หวังฉีเหยา (เจิ้งซิ่วเหวิน) เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เธอได้พบกับ จาง (เหลียงเจียฮุย) ช่างภาพมีระดับคนหนึ่งในเมืองเซียงไฮ้ จางสังเกตุเห็นถึงความงามของ ฉีเหยา เป็นความงามที่แตกต่างไปจากสาวเซี่ยงไฮ้คนอื่นๆ เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ จางชักชวนให้ฉีเหยาเข้าแข่งขันใน งานประกวดนางงามแห่งเซี้ยงไฮ้ ขณะที่ผู้เข้าประกวด คนอื่นๆ ล้วนแต่งหน้าแต่งด้วยเครื่องสำอางชั้นดี แต่กายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา สีสรรค์ฉูดฉาด แต่ฉีเหยาที่ปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่ฉาบด้วยเครื่องสำอางบางๆ ชุดสีขาวบริสุทธิ์ โดดเด่นขึ้นมาจากหญิงสาวทุกคน ฉีเหยาได้รับตำแหน่งมิสเซี่ยงไฮ้ แต่นั้นไม่สำคัญเท่ากับที่เธอได้พบกับ เจ้าหน้าที่หลี่ ข้าราชการผู้มีตำแหน่งสำคัญในราชการ (ฮูจุน) ผู้ที่ประทับใจ และหลงรักฉีเหยาตั้งแต่แรกเห็น

ในเวลาไม่นานทั้งคู่ก็ตัดสินใจอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา หลี่ดูแล่ฉีเหยาอย่างดี เชิดชูในงานสังคมชั้นสูง ใช้ชีวิตอย่างที่ภรรยาของผู้ยิ่งใหญ่สักคนพึ่งมี แต่ความสุขอยู่ได้เพียงประเดี๋ยวประด๋าวเวลาเพียงไม่นาน สวรรค์น้อยๆ ของฉีเหยาก็ล่มสลายลงอย่างไม่คาดคิด เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นหลี่ ต้องลี้ภัยจากเซี่ยงไฮ้ และด้วยเหตุผลบางประการเค้าจึงไม่อาจจะที่จะพาฉีเหยาไปด้วยได้ หญิงสาวได้แต่รอคอยการกลับมาของหลี่อยู่ทุกขณะ แต่สิ่งเดียวที่เธอได้รับก็คือข่าวการตายของชายคนรัก

หลังจากนั้นบ้านเมืองก็เปลี่ยนแปลง พรรคคอมมิวนิสเข้าดูจัดการประเทศแบบเบ็ดเสร็จ ชีวิตของฉีเหยาก็เปลี่ยนไปจากการใช้วิตหรูหรา ในแมนชั่นสุดหรู ก็ต้องทำงานเหมือนคนอื่น ใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา แต่งกายด้วยเสื้อผ้าธรรมดา แต่นั้นก็ไม่สามารถอำพรางความงามของเธอไปได้ ฉีเหยาพบรักกับชาวหนุ่มหน้าตาดี ลูกชายนักธุรกิจใหญ่คนหนึ่ง (เดเนียล วู) ด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ชัดเจน อาจจะเพราะครอบครัวของชายหนุ่มไม่ยอมรับ ความแตกต่างทางฐานะทางสังคม แม้ฉีเหยาจะตั้งท้องลูกของทั้งคู่ แต่ชายหนุ่มก็อ่อนแอเกินไปที่จะปกป้องหญิงคนรัก สุดท้ายชายหนุ่มก็จากเธอไปอีกคน

ฉีเหยาต้องทนกล้ำกลืนฝืนทน เข้าพิธืสมรสปลอมๆ ว่าจากชายไม่รู้จักด้วยสมบัติสำคัญ เพื่อให้เค้าเซ็นรับรองเป็นบิดาของลูก ในใบเกิด และเลี้ยงลูกสาวด้วยตัวคนเดียว โดยมีพ่อของลูกที่ย้ายไปอยู่ต่างประเทศส่งเงินมาให้เป็นระยะ ส่วนฉีเหยาก็เลี้ยงลูกด้วยตัวลำพัง คนให้การช่วยเหลือ เมื่อถึงเวลาอันควร ลูกสาวก็ออกเรือน และย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ส่วนฉีเหยาก็กลับมาอยู่ในวังวนเดิมๆ อีกครั้ง วังวนแห่งการไขว้คว้า ลุ่มหลง วังวนที่เหมือนจะไม่มีวันจบสิ้นสำหรับผู้หญิงอย่างเธอ

ผู้กำกับ Stanley Kwan ยังคงเล่าเรื่องถึงความเปลี่ยนแปลงของประเทศจีนผ่านชีวิตของสตรีเพศ แฉกเช่นเดียวกับงานอดีตของเค้าอย่าง Center Stage, Rouge และ Red Rose, White Rose ใน Everlasting Regret บรรยายถึงการพังทลายของสังคมจีนในแบบเก่าๆ สะท้อนภาพของการไผ่หาความรัก ที่ไม่มีตัวตนของผู้หญิงคนหนึ่ง

ถึงแม้จะมีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย แต่กลายเป็นว่าสิ่งเดียวที่ทุกคนสนใจทั้งก่อนหน้า และเมื่อออกฉาย ก็คือการแสดงของเจิ้งซิ่วเหวิน ราชินีแห่งหนังตลกโรแมนติกอันดับหนึ่งของตาราง เพราะนี้เป็นงานแสดงที่เธอว่าเป็น "การแสดง" ครั้งแรกของเธอ หนังมีเนื้อหาหนักอึ้ง ความท้าทายที่ต้องเล่นเป็นตัวละครที่มีชีวิตทั้งแต่สาวจนแก่ แถมหนังยังประกอบไปด้วยฉากรักร้อนแรงไม่น้อย คำวิจารณ์จึงมีมากเป็นธรรมดา

ประเด็นแรกก็คือ เรื่องภาษา Everlasting Regret เป็นหนังที่พูดจีนกลาง ทักษะทางภาษาจีนกลางของเจิ้งซิ่วเหวินนั้นถูกโจมตีมากว่ายังห่างใกลจากคำว่าใช้ได้ ข้อนี้อาจจะพอให้อภัยกันได้ เพราะแม้กระทั่งดาราระดับมือรางวัลอย่าง เหลียงเฉาเหว่ย โจวเหวินฟะ จางม่านอวี้ ก็ได้รับคำวิจารณ์ในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วจากการที่ต้องแสดงหนังในภาษาที่ไม่ใช้ภาษาแม่ ภาษพ่อ ข้อนี้จึงเป็นความผิดประเภท ผิดพลาดทางเทคนิคแบบช่วยไม่ได้

ประเด็นที่สอง และเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องการแสดงนั้น ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ งานของเจิ้งซิ่วเหวินใน Everlasting Regret ไม่ถึงระดับแห่งความคาดหวัง ถ้าเป็นคะแนนสอบก็คงจะสักประมาณ 70 - 75 เต็มร้อยคะแนน เรียกว่าเป็นคะแนนที่น่าพอใจสำหรับบททดสอบที่โหดหินขนาดนี้ แต่ก็คงไม่สามารถเทียบเคียงได้ กับความคาดหวังที่สูงลิ้ว รวมทั้งมาตรฐานเก่าๆ ของผู้หญิงในหนังของ Stanley Kwan ที่มักจะได้ 100 เต็มไม่ก็ใกลเคียง ว่ากันจริงๆ แล้วการแสดงของเจิ้งซิ่วเหวินในเรื่องอยู่ในขั้นดีด้วยซ้ำ เธอถ่ายทอดชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งตั้งแต่แรกรุ่น จนล่วงเลยสู่วัยชรา ได้ค่อนข้างน่าเชื่อถือ (ถึงแม้ช่วงหลังๆ ของเรื่องจะดูแต่งแก่ได้สวยไปหน่อยก็เถอะ) มีช่วงเวลาเยี่ยมๆ อยู่หลายช่วง อาทิเช่น ฉากระเบิดอารมณ์ฉากหนึ่งในเรื่อง ที่แสดงได้ถึงทีเดียว แต่รวมๆ แล้วต้องบอกว่าตัวละคร ฉีเหยา ออกจะเกินกำลังของเจิ้งซิ่วเหวินไปหน่อย และตัวละครยังขาดความชัดเจน ดูจบแล้วเรายังแทบไม่รู้จักฉีเหยาเลยว่าเธอเป็นคนยังไงกันแน่ ส่วนนี้มีผลให้คนดูไม่รู้สึกผูกผันกับตัวละครอย่างที่ควรจะเป็น

กลายเป็นเหลียงเจียฮุยโดดเด่นขึ้นมากกับบทช่างภาพที่เป็นผู้ค้นพบฉีเหยา เหลียงเจียฮุยให้การแสดงที่ยอดเยี่ยมซับซ้อน แสดงออกถึงความอดกลั้น ปิดปัง ของความรักของจางที่มีต่อฉีเหยา ได้แบบลึกซึ้ง โดยไม่พยายามจะขโมยซีนของนางเอกของเจิ้งซิ่วเหวินจนเกินเหตุ อีกคนที่คนข้างโดดเด่นก็คือ ซูหยาน (Su Yan) ที่แสดงเป็นลี่ลี่ เพื่อนรักของฉีเหยา ที่แสดงได้มีสีสรรค์และหวิดจะขโมยซีนนางเอกได้เป็นระยะ ส่วนคนอื่นๆ ก็แสดงได้ในระดับดีแทบทุกคน

ถึงแม้จะมีทั้งคนที่แสดงดีมาก และดีปานกลาง แต่การแสดงใน Everlasting Regret ก็ยังเป็นหนึ่งในสิ่งดีที่หนังมี เพราะเมื่อมองไปยังภาพรวมของหนังทั้งเรื่อง ผลงานของ Stanley Kwan เรื่องนี้ เต็มไปด้วยช่องโหว่ที่ทำให้หนังห่างใกลเหลือเกินกับคำว่าลงตัว

หนังดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Changhen ge ของนักเขียนชื่อดัง Wang Anyi (เจ้าของบทประพันธ์ Temptress Moon ที่เคยถูกสร้างเป็นหนังมาแล้วเหมือนกัน) หนังมีหลายช่วงเวลาที่ส่วนผมต้องยอมรับว่า งง ตามไม่ทัน จนไปถึงดูไม่รู้เรื่องเลย อาจจะเป็นเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของผมเอง หรือ ไม่การเล่าเรื่องของหนังก็มีปัญหาจริงๆ การพยายามรักษาเค้าโครงเรื่องตามนิยายต้นฉบับที่มีตัวละคร และเหตุการณ์มากมาย นั้นทำให้หนังดูสับสนวุ่นวาย จนไปถึงขั้นรกรุงรังบวกกับความพยายามของผู้กำกับ ที่จะพยายามสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงจากการเมือง และสังคมลงไปก็เพิ่มความสับสนให้กับหนังขึ้นไปอีก (โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้มีพื้นฐานความรู้ทางประวัติศาสตร์จีน) ช่วงเฉพาะช่วงท้ายเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมือง การปกครองค่อนข้างมาก

หนังมีปัญหาทั้ง การตัดต่อ และเล่าเรื่อง ผู้กำกับ Stanley Kwan สร้างให้หนังมีเหตุการณ์มากเกินไป ภายใต้เวลา 115 นาที ที่หนังมี ทำหนังทำได้เพียง "แตะ" ไปในแต่ละเหตุการณ์แต่ละฉาก โดยไม่สามารถสร้างความลึกซึ้งได้มากเพียงพอ ซึ่งก่อปัญหาพอสมควรในการสร้างอารมณ์ร่วมแก่ผู้ชม นอกจากนั้นภาพรวมของหนังยังขาดความชัดเจน จุดเด่นที่สุดของหนัง อาจจะพูดได้ว่าเป็นการออกแบบงานสร้าง โดยจางซู่ผิง Art Director ที่โด่งดังมาจากการร่วมงานกับหว่องกงไว ที่ทั้งดูดี และทรงพลัง สีโทนมืดในหนัง ทั้ง เทา เขียว ดำ ม่วง แม้แต่สีแดงในหนังก็ดูช่างเป็นแดงที่ไม่สดใสเลย ช่วยเสริมอารมณ์ในแต่ละฉาก และสร้างบรรยากาศที่สวยงสดามแต่แฝงความเศร้าให้กับหนังได้เป็นอย่างดี

น่าเสียดายที่ Everlasting Regret อาจะไม่ได้รับผลรับที่หลายๆ คนคาดหวังนัก หนังเต็มไปด้วยองค์ประกอบแห่งความเป็นหนังชั้นดี ทั้งความทะเยอทะยานในการพิสูจน์ฝีมือของนักแสดง มีผู้กำกับฝีมือเยี่ยมที่ถนัดเป็นพิเศษกับการขับเสน่ห์เพศหญิง ผู้อำนวยการสร้างอย่างเฉินหลงที่ถึงแม้จะดัง และหากินกับหนังกังฟู หนังแอ็กชั่นตลาดๆ มานาน แต่ทุ่มแทกับการสร้างหนังดีๆ ที่ไม่ทำเงินมาโดยตลอด (อาทิเช่น Center Stage, Rouge ของ Stanley Kwan, Painted Face ของ Alex Law และ Tempting Heart ของ Sylvia Chang) รวมถึงมีงานเก่งๆ มากมาย น่าเสียดายที่องค์ประกอบชั้นเยี่ยมต่างๆ ใน Everlasting Regret ไม่สามารถรวมกันออกมาเป็นหนังชั้นเยี่ยมอย่างที่ทุกคนหวังได้

Credits
บริษัทผู้สร้าง
- JCE Entertainment Ltd., Shanghai Film Studios
อำนวยการสร้าง - Jackie Chan, Xu Pengle, Willie Chan, Chen Baoping, Fang Jun
กำกับ - Stanley Kwan Kam Pang
บทภาพยนตร์ - Jackie Chan, Xu Pengle, Willie Chan, Chen Baoping, Fang Jun
ถ่ายภาพ - Huang Lian
ตัดต่อ - William Chang Suk Ping
กำกับศิลป์/ออกแบบเครื่องแต่งกาย - William Chang Suk Ping
แสดงนำ - Sammi Cheng Sau-Man, Tony Leung Ka-Fai, Hu Jun, Daniel Wu, Huang Jue, Su Yan, Yumiko Cheng Hei-Yi

เจิ้งซิ่วเหวินเข้ามาในวงการบันเทิงแบบไม่เหวือหวา ทั้งร้องเพลง เล่นละครชุดทางทีวี ทั้งบทนำ บทรอง เทียบกับคนอื่นๆ แล้วเจิ้งซิ่วเหวิน จัดว่าเป็นคนสวยแบบกลางๆ ไม่ได้เสียงดีสุดๆ แบบ Sandy Lam ไม่ได้เล่นหนังเก่งแบบจางม่านอวี้ ไม่ได้มีภาพลักษณ์หวือหวาแบบเหมยเยี่ยฟาง แต่ด้วยส่วนประกอบธรรมดาๆ แบบนี้ ภายในเวลาไม่กี่ปี วงการบันเทิงฮ่องกงก็แทบจะมาอยู่แทบเท้าสาวธรรมดาๆ ที่ชื่อว่าจิ้งซิ่วเหวิน เหตุผลง่ายๆ สำหรับความสำเร็จของ ดารา/นักร้อง สาวผู้นี้ก็คือ ในช่วงปลายๆ ยุค 90 ต่อเนื่องมาถึงศรตวรรตใหม่ เกาะฮ่องกงตกอยู่ใต้มนต์เสน่ห์แห่งความน่ารักแบบธรรมดาๆ ของ Sammi

เจิ้งซิ่วเหวิน หรือที่ใครๆ ก็เรียกเธอว่า Sammi เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ปี 1972 เริ่มต้นอาชีพตั้งแต่อายุ 16 ปีในการประกวดร้องเพลงแห่งหนึ่ง ถึงแม้จะแค่ตำแหน่งที่สอง แต่นั้นก็ทำให้เธอได้ก้าวมาสู่วงการเพลงกว้างตุ้ง โดยได้อัลบั้มกับ Capitol Records ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง จนกระทั่งหมดสัญญาออก และย้ายไปอยู่กับบริษัท Warner Bros. เมื่อนั้นเองที่ตำนานความโด่งดังของ เจิ้งซิ่วเหวิน ก็เริ่มต้นขึ้น เพลงทุกเพลง อัลบั้มทุกชุด กลายเป็นของฮิต คอนเสิร์ตหลายสิบรอบขายบัตรหมดในเวลาอันรวดเร็ว เสียงของ Sammi นั้นไม่ได้ไพเราะแบบสุดๆ หรือเต็มไปด้วยพลังเสียงเหมือนใคร เสียงของเจิ้งซิ่วเหวินนั้นฟังง่าย สบายหู แฝงไปด้วยความอบอุ่น เป็นเพราะที่ฟังได้สำหรับทุกคน

สำหรับการแสดง เจิ้งซิ่วเหวินแสดงหนังเรื่องแรกตั้งแต่ปี 1992 แล้วกับหนังแอ็กชั่นที่ชื่อว่า Best of The Best ที่ได้ประกบจางเซียะโหย่ว แต่หนังก็ไม่ประสบความสำเร็จอะไรมากนัก หนังเรื่องต่อๆ มา Feel Feel 100% และภาคต่อ Feel 100% ...once more ที่เธอแสดงกับเจิ้งอี้เจี้ยน หรือ The Lucky Guy ที่ได้ร่วมงานกับโจวซิงฉือ ถึงแม้หนังจะดังพอสมควร แต่ชื่อของเจิ้งซิ่วเหวินก็ยังเป็นแค่นางเอกระดับรองๆ เหมือนอย่างเคย

จนกระทั่งผลงานในปี 2000 กับหนังที่เธอเช่นคู่กับพระเอกอันดับหนึ่งของฮ่องกง หลิวเต๋อหัว มีตู้ฉีฟง เป็นผู้กำกับ Needing You เล่าเรื่องของความรักในที่ทำงานระหว่าง เจ้านายหนุ่มที่เก่งไปซะทุกอย่าง กับลูกน้องสาวจอมเปิ่น ที่ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องเลย พระเอกต้องคอยช่วยนางเอกไปซะทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องงานยันความรัก โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเอง ตกหลุมรักสาวเปิ้นคนนี้ซะแล้ว Needing You เป็นส่วนผสมของความกลมกล่อมของหนัง Romantic Comedy แบบอเมริกัน กับอารมณ์ขันแบบฮ่องกง ที่คุมโทนไม่ตลกปัญญาอ่อนกันจนทำลายบรรยากาศของเรื่องแบบหนังตลกฮ่องกงก่อนหน้า หนังอาจจะไม่ได้มีเนื้อหาอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่อารมณ์โรแมนติกอบอุ่น ในเรื่องก็ช่วยให้ Needing You อยู่ในใจคนดูได้นาน ไม่ใช่ประเภทออกจากโรงหนังก็ถูกลบออกจากสมองทันที

Needing You ทำรายได้เป็นอันดับหนึ่งในปี 2000 และได้รับคำวิจารณ์ระดับดีมาก ในปีต่อมา 2001 ก็ไม่มีอะไรที่จะมาหยุด Sammi อยู่แล้ว หนัง 3 เรื่องของเธอในปีนี้อย่างง Wu Yen, Fighting for Love , Love on a Diet ล้วนทำเงินทำทองแบบเป็นกอบเป็นกำ แถมสร้างปรากฏการเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองฮ่องกงจากหนัง 3 เรื่องในปีเดียว ซึ่งก่อนหน้านั้นมีเพียงดาราชายสองคนเท่านั้นที่ทำได้ คือ โจวเหวินฟะ กับหวงซิวเซิง

ความโด่งดังในวงการหนังของ Sammi นั้นก่อให้เกิดปรากฏการหนัง Romantic Comedy ที่มีดาราหญิงเป็นตัวชูโรงขึ้นในฮ่องกง คนที่ได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ ก็คือ Miriam Yeung หยังเชี้ยนหัว ที่ได้รับคำจำกัดความว่าเป็น Sammi หมายเลขสองอยู่พรรคใหญ่ แต่ไปๆ มาๆ กับรุ่งกับหนังตลกมากกว่า Sammi ตัวจริงซะอีก เพราะถึงแม้จะ สวยน้อยกว่า แต่หยังเชี่ยนหัวก็ดูตลกกว่า แถมยังกล้าฉีกไปเล่นหนังแนวอื่นก่อน Sammi ใน Three Extreme ด้วย ส่วนนางเอกคนอื่นๆ ทั้ง เหลียงหยงฉี จางป๋อจือ ซูฉี ก็หันมาเล่นแนว Romantic Comedy ในแบบเจิ้งซิ่วเหวินกันหมด

ช่วงปี 2002 - 2004 เจิ้งซิ่วเหวินมีผลงานทั้งหมด 6 เรื่อง ทั้งหมดเป็นแนวเดียวกันคือ Romantic Comedy ไล่ตั้งแต่ Marry a Rich Man, My Left Eye Sees Ghosts, Love For All Seasons, Good Times, Bed Times, Magic Kitchen และ Yesterday Once More ทุกเรื่องทำเงินเฉลี่ยเกิน 20 ล้านเหรียญอ่องกง ได้ประกบกับพระเอกทั้ง หลิวเต๋อหัว กู่เทียนเล่อ เจอร์รี่ F4 หลิวชิงหวิน แต่หนังเหล่านี้ก็แต่ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับอาชีพ ในวงการภาพยนตร์ให้กับ เจิ้งซิ่วเหวิน แต่อย่างใด Sammi ก็ยังคงเป็นสาวน่ารัก ที่ใครๆ ก็ชอบไปหมด แต่อีกด้าน Sammi ก็ยังถูกตั้งคำถามถึงความสามารถในการแสดง ว่าจริงๆ แล้วเธอเล่นหนังเป็นจริงรึเปล่า

จนกระทั่งในปีนี้เองที่ถึงจุดที่เรียกได้ว่าเป็นหลักไมล์ในอาชีพการแสดงของเจิ้งซิ่วเหวิน แม้ว่า Everlasting Regret อาจจะไม่ได้สร้างปรากฏการณ์อย่างที่ใครๆ คาดหวัง แต่อย่างนี้งานชิ้นนี้ก็สามารถพิสูจน์ความเป็นนักแสดงของ เจิ้งซิ่วเหวิน ได้อย่างชัดเจนทั้งในแง่ฝีมือ และกระตือรือล้นที่จะพัฒนาบทบาทของตัวเอง

Sammi Cheng Filmography

Best of the Best (1992)
Feel 100% (1996)
Feel 100%...Once More (1996)
Killing Me Tenderly (1997)
The Lucky Guy (1998)
Needing You... (2000)
Summer Holiday (2000)
Wu Yen (2001)
Fighting for Love (2001)
Love on a Diet (2001)
Marry a Rich Man (2002)
My Left Eye Sees Ghosts (2002)
Infernal Affairs (2002)
Love For All Seasons (2003)
Good Times, Bed Times (2003)
Infernal Affairs III (2003)[cameo]
Magic Kitchen (2004)
Enter the Phoenix (2004)[cameo]
Yesterday Once More (2004)
Everlasting Regret (2005)

Back To [drama]

Hosted by www.Geocities.ws

1