สี่นับรบไซอิ๋ว
ถังถังไต้ซือ (เซี่ยถิงฟง) กับลูกศิษย์ทั้งสาม ศิษย์คนโต ซุนหงอคง
(เฉินป๋อหลิน) ศิษย์คนที่สอง ตือโป๊ยก่าย (เคนนี่ กวานจื้อปีน)
ศิษย์คนที่สาม ซังเจ๋ง (สตีเว่น จางจื้อเหิง) เดินทางรอนแรมมาถึงเมืองซาเซอ
เมื่อมาถึง ก็ไดรับการต้อนรับจากผู้กล้าในเมืองอย่างดี แต่ใครจะรู้
ว่าที่นี่ ถังถังไต้ซือจะต้องพบกับการทดสอบครั้งสำคัญก่อนสำเร็จมรรคผล
และการทดสอบครั้งนี้ เค้าต้องอาศัยเพียงตัวเองเท่านั้น
ศิษย์ทั้งสามถูกต้นไม่ปีศาจของเมืองซาเซอจับไว้ ถังถังไต้ซืออาศัยไม้เท้าศักดิ์ศิษย์ประจำตัวจึงรอดมาได้
เที่ยวหาวิธีเพื่อช่วยเหลือลูกศิษย์ จนมาพบยอดอัปลักษณ์ นางปีศาจน้อยผู้ไม่ทราบที่มา
เหม่ยเยี่ยน (ซาเลน ซอย) หลงรักถังถังไต้ซือตั้งแต่แรกพบนับจากนั้นก็ถูกนางตามตื้อ
ตามขอความรักไม่หยุดหย่อน ผิดกฎสวรรค์
แดนซือวี้ นอกจากปีศาจเยอะ ตัวประหลาดแยะ สิ่งมีชีวิตไม่ทราบที่มาก็มาก
องค์หญิงจากดาวอิสระ (ฟั่นปิงปิง) กับกองทหารคู่ใจ เดินทางมาเที่ยวโลกรู้จักกับถังถังไต้ซือ
จึงรับปากจะช่วย ถังถังไต้ซือเลือกจะไปกับองค์หญิง จึงจากเหม่ยเยี่ยนไป
ทำให้นางหังใจสลาย ระหว่างทำร้ายตัวเอง จึงได้รู้ฐานะที่แท้จริงของตน
นางผลัดร่างเปลี่ยนกระดูกเป็นนักรบดวงดาว ช่วยองค์หญิงขับไล่ศัตรูกำจัดปีศาจร้าย
นางรักษาคำพูดหากว่าช่วยถังถังไต้ซือกับลูกศิษย์แล้ว นางก็เดินทางไปรับการลงโทษจากสวรรค์ตามลำพัง
ถังถังไต้ซือสั่งให้หงอคงบุกสวรรค์ สุดท้ายพระโพธิสัตย์ขอร้อง
ให้ทั้งสองร่วมเผชิญอันตรายด้วยกันแปดสิบเอ็ดครั้งช่วยเหลือผู้คน
ไถ่ถอนโทษรัก.....
(เรื่องย่อของหนังจากบริษัทสหมงคลฟิมล์)
ดูจากเนื้อเรื่องแล้ว A Chinese Tall Story ไม่น่าจะหลุดจากความเป็นไซอิ๋วไปมาก
แต่จริงๆ แล้วหนังถือว่าเป็นไซอิ๋วเวอร์ชั่นที่หลุดโลกที่สุด
เวอร์ชั่นหนึ่ง เป็นไซอิ๋วแบบปี 2000 โดยเฉพาะ ตัวหนังนำเสนอในแนว
ล้อเลียน ตลกแบบไร้สติ มีตัวละครประเภท องค์หญิงจากโลกอนาคตที่อยู่ๆ
ก็ควักบุหรี่ขึ้นมาพ่นขวัญหน้าตาเฉย แต่สิ่งที่หลุดโลก หนังโพกัสไปที่ตัวพระถังเป็นตัวเอกของหนังแบบเดียวๆ
แต่เป็นพระถังในแบบที่หลายๆ คนอาจจะรับไม่ได้ ทั้งฆ่าคน แต่ตัวเป็นมนุษย์แมงมุม
แถมยังบ้าเต้นรำ หนังแสดงให้เห็นว่าเป็นภาคต่อของหนังปี 95 (Chinese
Odyessy 95) ที่โจวฉิงชือเช่นจริงๆ ทั้งบทพูดของตัวละครบางตัวที่อ้างอิงไปถึงภาคเดิม
หรือ บุคคลตัวละครโดยเฉพาะ หงอคง กับ พระถังซำจั๋งที่เหมือนกับสมัยของ
โจวซิงฉือ กับหลอเจียอิงเคยเล่นไว้ในปี 95 ไม่มีผิด โดยเฉพาะบุคคลิกประเภท
ช่างจ้อ น่ารำคาญ อ่อนไหวแบบโอเวอร์ นั้นแทบจะแกะมาจากบทของหลอเจียอิงแบบไม่มีเพี้ยน
หนังยังนำเอาแนวคิดหลักเดิมจาก Chinese Odyessy 95 มาสานต่อด้วย
แนวคิดที่ว่าอุปสรรค์ที่สำคัญที่สุดในการเดินทางของพระถัง และศิษย์ทั้ง
3 นั้น หาใช่ปีศาจร้ายที่ไหน แต่เป็นกิเลส ความรัก โลภ โกรธ
หลง ที่ไม่สามารถตัดขาดได้นั้นเอง ใน Chinese Odyessy 95 ผู้ที่เผชิญกับบททดสอบก็คือหงอคง
ที่ต้องพบกับความรัก และความสูญเสีย จนกระทั่งบรรลุถึงความจริงที่ว่าสิ่งเหล่านั้นล้วนไม่จีรังยั่งยืน
ขณะที่ใน A Chinese Tall Story เป็นพระถังซำจั๋งเองที่ต้องพบกับบททดสอบบ้าง
หนังพูดถึงการต่อสู้กับกิเลส ความหมายของความรัก และบาป แท้จริงแล้วใครเป็นผู้กำหนด
โดยวิพากไปถึงสวรสวรรค์ที่เที่ยวตัดสินมนุษย์โดยปราศจากหลักธรรมที่ชัดเจน
รวมๆ แล้ว A Chinese Tall Story ดูจะมีความทะเยอทะยานในการพูดถึงหลักธรรมคำสอน
แต่เนื้อหาหลายอย่างในมุมมองเกื่ยวกับศาสนายังดูคลุมครือเกินไป
ที่จะให้ผู้ชมสัมผัสได้
หนังนำแสดงโดยดาราวัยรุ่นมากมาย แต่ส่วนใหญ่ออกแนวผลุบๆ โผล่
มากันคนละฉากสองฉาก แม้แต่บทศิษย์ 3 คนของพระถังซำจั๋งก็ออกน้อยจนน่าตกใจ
ชนิดแฟนๆ ของเฉินป๋อหลินที่ได้แสดงเป็นหงอคงได้แบบเข้าท่าเข้าทางมาก
คงต้องผิดหวังกันไปตามๆ กัน เพราะโอกาศออกจอน้อยเช่นเดียวกัน
ส่วนคนอื่นๆ แทบไม่ต้องพูดถึงเลย คนที่เด่นที่สุดของเรื่องก็คือ
เซียะถิงฟง กับอาซา (Twin) ที่โผล่กันอยู่สองคนเกือบทั้งเรื่อง
น่าเสียดายที่ถึงแม้จะเล่นหนังใช้ได้ แต่ทั้งสองคนยังขาดเสน่ห์
และประสบการร์บางอย่างที่สามารถแบกหนังไว้ได้
Jeff Lau นั้นได้รับการยกย่องเป็นอันดับหนึ่งในฐานะผู้กำกับหนังตลกมานานกว่า
15 ปีแล้ว ถือว่าเป็นผู้กำกับที่เข้าใจธรรมชาติของความเป็นหนังตลกได้ที่สุดของฮ่องกง
หนังของเค้ามีทั้งตลกไร้สติแบบโจวซิงฉือ ตลกน่ารัก ตลกโฉ่งฉ่าง
ไปจนถึงหนังตลกแบบฉลาดๆ แฝงแนวคิด นอกจากนั้น Jeff Lau ยังเป็นชอบเน้นเรื่องราว
และอารมณ์ในแบบ Nostalgia หรือ การรำลึก หรือความอาลัยอาวรณ์
ถึงอดีตที่สวยงาม โดยเฉพาะกับการรำลึกถึงหนังฮ่องกงสมัยเก่า
สำหรับ A Chinese Tall Story ก็เป็นงานในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
เป็นความพยายามของผู้กำกับในการ update ให้กับหนังแนวอิทธิฤทธิ์อภินิหาร
ที่เป็นที่นิยมมากในช่วงปี 50 - 60 น่าเสียดายที่ความพยายามครั้งนี้กลายเป็นงานที่ไม่น่าจดจำนักของผู้กำกับชั้นยอดคนหนึ่งแห่งยุค
ปัญหาที่สำคัญที่สุดของ A Chinese Tall Story ก็คือความสนุกของหนัง
เป็นความลงตัวของหนัง โดยเฉพาะ สนุกอย่างที่ควรจะเป็น หนังไม่ลื่นไหล
มุขตลกก็ไม่เฉียบคมพอ การแสดงบทตลกของสองดารานำก็ไม่ช่ำชองพออย่างที่ว่าไว้ด้านบท
เทียบกับงานเก่าๆ ของ Jeff Lau ที่ได้ดารามีประสบการณ์มากกว่า
อย่างโจวเหวินฟะ เหลียงเฉาเหว่ย หรือเหลียงเจียฮุย (ส่วนโจวซิงฉือคงไม่ต้องพูดถึง)
ก็สามารถผลักดันมุขตลกในหนังได้มากกว่าด้วย
A Chinese Tall Story ทดแทนด้วยโปรดักชั่นที่แข็งโปก หนังมี
Corey Yuen มาออกแบบคิวบู๊ ที่จะว่าไปแล้วไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่
ไปเน้นฉากต่อสู้แบบเหาะเหินเดินอากาศซะมาก มีจางซุกปิงมาออกแบบเครื่องแต่งกาย
และที่น่าสนใจที่สุดก็คือหนังได้ โจ ฮิราอิชิ คอมโพสเซอร์คนดังจากญี่ปุ่นที่ทำงานกับฮายาโอะ
มิยาซากิ มานาน ดนตรีของ ฮิราอิชิ ช่วยสร้างเสริมอารมณ์ให้กับหนังได้ค่อนข้างมาก
โดยเฉพาะในฉากชวนซึ้งทั้งหลาย
จุดบอดในภาคโปรดักชั่นของหนังกลับไปอยู่ที่การสร้างภาพคอมพิวเตอร์
(CG) แทน ทั้งๆ ที่น่าจะเป็นจุดขายของหนังด้วยซ้ำ ปัญหาก็คือ
CG ของ A Chinese Tall Story ขาดความเนียน และพิถีพิถันเพียงพอ
มีแต่บริมาณ แต่คุณภาพยังด้อย หนังพยายมหลีกเลี่ยงการสร้าง CG
ที่สมจริงสมจัง ที่ยากที่จะทำได้ โดยหันไปสร้าง CG ในหนังให้ออกมาในแนวเหนือจริง
ดูเหมือนการ์ตูน แต่ผลงานที่ออกมากลับไม่น่าพึงพอใจนัก โดยเฉพาะช่วงท้ายของหนังภาพดูหยาบอย่างเห็นได้ชัด
A Chinese Tall Story อาจจะไม่ได้แย่ขนาดเป็นหนังสุดห่วยแห่งปี
หนังมีช่วงเวลาที่ดีให้ได้สัมผัสกันบ้าง แต่เมื่อพิจารณาจาก
เม็ดเงินที่ลุงไปไม่ใช่น้อย ทีมงานเบื้องหลัง ดาราวัยรุ่นที่น่าสนใจ
และที่สำคัญที่สุดฝีมือของผู้กำกับ Jeff Lau ก็น่าเสียดายที่
A Chinese Tall Story เป็นได้เพียงงานที่ใช้ทรัพยากรไปแบบเปล่าประโยชน์
Credits
กำกับ - Emperer Classic Films
อำนวยการสร้าง - Albert Lee, Wang Zhangliang,
Wang Zhonglei
กำกับ - Jeff Lau Chun-Wai
ดนตรีประกอบ - Joe Hiraishi
กำกับศิลป์ - William Chang Suk Ping
กำกับคิวบู๊ - Corey Yuen
บทภาพยนตร์ - Kei On
แสดงนำ - Nicholas Tse Ting-Fung, Charlene
Choi Cheuk-Yin, Fan Bing-Bing, Wilson Chen Bo-Lin, Kenny Kwan
Chi-Bun, Steven Cheung Chi-Hung, Isabella Leong, Kara Hui
Ying-Hung, Gordon Liu Chia-Hui, Yuen Wah, Patrick Tam Yiu-Man,
Wong Yat-Fei, GC Goo Bi, Lee Kin-Yan, Tats Lau Yi-Tat, Chan
Wai-Man, Lai Yiu-Cheung |