นับตั้งแต่มีชื่อของผู้กำกับรุ่นที่
5 ของจีนปรากฏออกมาในโลกภาพยนตร์ เส้นทางอาชีพของสองผู้กำกับ
จางอี้โหมว และเฉินกายเค่อ นั้นถูกเปรียบเทียบในฐานะคู่แข่งกันมาตลอด
และระยะหลังเป็นเฉินกายเค่อที่ต้องพายแพ้มาโดยตลอด จนเมื่อหนังกำลังภายใน
(Wuxia Pian) ทุนสูงจากจีนแผ่นดินใหญ่กำลังเป็นกระแสที่มาแรง
จางอี้โหม่วก็ล่วงหน้าไปก่อนด้วยการสร้างหนังแนวนี้ออกมาสองเรื่องคือ
Hero และ The House of Flying Dagger ผลที่ออกมาก็คือ หนังทั้งสองเรื่องกลายเป็นของฮิต
และได้รับคำวิจารณ์ในระดับสวยหรู จนกระทั่งในปี 2005 นี่เองที่
เฉินกายเค่อ ก็สร้างหนังในแนวทางเดียวกันออกมาบ้าง
อันที่จริงแล้ว ถึงแม้ว่าในกระแสการประชาสัมพันธ์ The Promise
ถูกวางให้เป็นหนังกำลังภายใน เรื่องแรกของจางอี้โหมว แต่ความจริงแล้ว
The Promise เป็นหนังอภินิหารแนวเหนือจริง มีฉากหลังอยู่ในยุคสมัยที่ไม่มีใครรู้จัก
หนังเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละคร 5 คน องค์หญิงฉิงเฉิง
(จางป๋อจือ) หญิงสาวที่ได้รับพรจากเทพแห่งชตากรรม ให้มีความงามเป็นอันดับหนึ่งในโลก
ได้อยู่อย่างสุขสบาย สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดี แลกกับการต้องสูญเสียรักแท้
ฉิงเฉิงกลายเป็นองค์หญิงฉิงเฉิงของฮ่องเต้ ที่ทำให้ทุกคนหลงไหล
พร้อมกับทำให้บัลลังก์สั่นสะเทือนได้ทุกขณะ กวงหมิง (ฮิโรยูกิ
ซานาดะ) ขุนศึกเกราะแดง นักรบคู่ใจของฮ่องเต้ กวงหมิงถูกท้าทายจาก
เทพแห่งชตากรรมว่า เค้าจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง สูญเสียน้ำตาให้กับความรัก
สูญเสียเกาะแดงคู่ใจ คุนหลุน (แจงดองกัน) ทาศหนุ่มที่วิ่งเร็วยิ่งกว่าลม
อู๋ฮวง (เซียะถิงฟง) จ้าวจากดินแดนพายัพผู้ช่วยร้ายลึกลับ อู๋ฮวงทำการโค้นล้มราชบัลลังค์
แต่เหตุผมกลับดูคลุมคลือ เพื่ออำนาจ เพื่อสาวงาม ไม่มีใครตอบได้
กุยลั้ง (หลิวเย่) มือสังหารชุดดำลึกลับ ผู้มีความเร็วในระดับที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน
The Promise เป็นเรื่องราวแห่งชะตากรรมของตัวละครเอกทั้ง 5
ที่มีทั้งเรื่องราวของ ความรัก การพิสูจน์คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์
และคำมั่นสัญญา
จุดหนึ่งที่ต้องชมเชยก็คือ การสร้างหนังด้วยจิตนาการของผู้กำกับ
เฉินกายเค่อ และทีมงาน ที่ทำให้ The Promise กลายเป็นงานที่โดดเด่นเป็นอย่างยิ่งในเรื่องความแปลกใหม่
หนังกำลังภายในนั้นเป็นหนังที่ ผู้สร้างส่วนใหญ่มักจะสร้างออกมาโดยอ้างอิง
วัตถุดิบเก่าๆ เป็นประการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในการออกแบบเนื้อเรื่อง
หรืองานสร้าง โดยเป็นการอ้างอิงจากทั้ง หนังแนวเดียวกันในยุคก่อนหน้า
หรือ แม้กระทั่งอ้างอิงจากศิลปะวัฒนธรรม การแสดง ประวัติศาสตร์
หรือภาควาดโบราณ ขณะที่ The Promise ดูเหมือนเฉินกายเค่อดีไซท์ทุกสิ่งทุกอย่างในหนังของเค้า
ได้อย่างมีแบบฉบับเฉพาะตัวสูงมาก งานสร้างดูวิจิตรพิสดารแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ทั้งภาพ และเนื้อหา จุดเด่นที่ว่านี้อาจจะกลายเป็นจุดด้อยได้เหมือนกัน
โดยเฉพาะผู้เบื่อหน่ายกับหนังที่ระดมคอมพิวเตอร์กราฟฟิคใส่คนดู
ทำให้ The Promise กลายเป็นหนังที่อาจทำให้บางคนหลงรักสุดใจ
ขณะที่อีกส่วนก็เกลียดจนเข้าใส้
หนังเกือบทุกเรื่องของเฉินกายเค่อนั้นมีลักษณ์ที่เรียกได้ว่า
"น้ำเน่า" ผสมอยู่เล็กน้อยโดยตลอด น้ำเน่าในที่นี่ไม่ได้หมายถึงในแง่การประเมินคุณค่า
แต่หมายถึงขนบบ้างอย่าง ที่ดูซ้ำซาก เช่น ความบังเอิญครั้งแล้วครั้งเล่า
การเร้าอารมณ์แบบเกินพอดี ทำให้หนังหลายๆ เรื่องของเฉินกายเค่อ
(โดยเฉพาะช่วงหลัง) ถูกประเมินว่ามาตรฐานลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่ผู้กำกับส่วนใหญ่ดูจะบูชากับความสมจริงสมจังกันเหลือเกินในยุคสมัยนี้
ใน The Promise ก็เช่นกัน หนังยังคงเป็นแบบฉบับของเฉินกายเค่อ
ทำให้หนังขาดความเชื่อถือ และไม่สามารถโน้มน้าวคนดูบางกลุ่ม
ให้เชื่อในเนื้อเรื่องได้ นอกจากนั้นหนังยังมีปัญหาเรื่องการตัดต่อ
ลำดับเรื่องราว พอสมควร ซึ่งเป็นเสียผลต่อการเล่าเรื่องสูงทีเดียว
ภาคโปรดักชั่นของหนังทำได้เยี่ยมทุกส่วน ส่วนการกำกับคิวบู๊เป็นงานของ
Dion Lam กับ Tung Wei ซึ่งก็ฝีมือดีทั้งสองคน แต่ข้อจำกัดที่
ฉากต่อสู้ในเรื่องมีไม่มากนัก และหนังใช้เทคนิคพิเศษค่อนข้างมาก
บวกการการตัดต่อ กับเคลื่อนกล้องที่แสนหวือหว่า ผลงานของผู้กำกับคิวบู๊ทั้งคู่จึงไม่ค่อยเป็นเนื้อเป็นน้ำนัก
จุดขายสำคัญอีกอย่างของหนังก็คือการรวบรวมดาราจาก 4 ประเทศ
จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลี คนที่เด่น และออกจอมากที่สุดเห็นจะเป็น
ฮิโรยูกิ ซานาดะ ดาราแอ็กชั่นของญี่ปุ่นลูกศิษย์ ซอนนี่ ชิบะ
ถึงแม้จะใช่บทที่มีเสน่ห์ที่สุด ไม่ได้เป็นพระเอกของเรื่อง ฮิโรยูกิ
ซานาดะทำให้บทกวงหมิงกลายเป็นตัวละครที่มีสีสรรค์ที่สุดในเรื่อง
กวงหมิงกลายเป็นตัวละครที่ทั้งอหังการจนน่าหมั่นใส้ จนไปถึงตกต่ำจนน่าสมเพส
แต่ในอีกด้านนึงก็เป็นตัวละครที่คนดูผูกผันมากที่สุด แจงดองกันพระเอกชาวเกาหลีรับบทพระเอกที่สาวๆ
หลายคนบอกว่า ทั้งเรื่องหล่ออยู่ไม่กี่ฉาก เพราะเค้ารับบทเป็นทาศที่หัวยุ่ง
หน้าทำทั้งเรื่อง จางป๋อจือรับบทเป็นสาวงามที่สุดในโลก จริงๆ
ก็ดูจะเป็นบทที่เหมาะกับจางป๋อจือ น่าเสียดายเส้นกราฟความสวยของจางป๋อจือไม่ได้ขึ้นสูงสุดในการแสดงหนังเรื่องนี้
ฉากที่ต้องสร้างความตกตะลึงนั้น สร้างความตกตะลึกได้เฉพาะแก่ตัวละครในหนังเท่านั้น
คนดูอาจจะรู้สึกว่าจางป๋อจือเคยสวยกว่านี้ ในด้านบทบาท ก็คือว่าเป็นบทที่ท้าทายความสามารถของนักแสดงอยู่ได้พอสมควรเลย
เพราะไม่ใช่บทสาวสวยใสซื่ออย่างที่จางป๋อจือเคยได้รับบ่อยๆ เซียะถิงฟงรับบทเป็นอู๋ฮวง
ราชนิกูลหนุ่มท่าทางลึกลับ ความหล่อแบบแปลกๆ ของเซียะถิงฟง บวกกับลีลาการแสดงแบบยียวน
ก็สร้างสีสรรค์ให้กับหนังได้มากเหมือนกัน หลิวเย่เป็นกุยลั้งมือสังหารลึกลับที่แต่งตัวแต่งหน้าแต่ตา
อย่างกับผี แต่แสดงออกทางอารมณ์มากกว่าใครในเรื่อง หลิวเย่ก็ยังคงเป็นดาราเกรดเออย่างที่เคยแสดงให้เห็นมาตลอด
คนสุดท้ายก็คือ เฉินหง ภรรยาของเฉินกายเค่อ แสดงเป็นเทพแห่งชตากรรม
ที่เรียกว่าออกมาฉากไหนก็เด่นฉากนั้น รวมๆ แล้วน่าจะเรียกได้ว่า
The Promise เป็นหนังที่นักแสดงที่โชว์ของกันทุกคน ถ้าไม่ใช่การแสดงก็เป็นเสน่ห์ส่วนตัว
ในขณะนี้ The Promise ทำลายสถิติการเปิดตัว และรายได้ในจีน
ส่วนในฮ่องกงทำเงินน้อยจนถึงขั้นคว่ำ พร้อมกับถูกโหวตให้เป็นหนังน่าผิดหวังแห่งปี
หนังถูกซื้อไปฉายที่อเมริกาแล้ว โดยบริษัทของ ฮาวี่ ไวส์ตีน
พร้อมกับถูกสั่งให้ตัดใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น Master of The
Crimson Armor หนังยังถูกส่งเป็นตัวแทนเข้าชิงรางวัลออสก้าของจีน
ส่วนรางวัลลูกโลกทองคำได้เข้ารอบ 5 เรื่องสุดท้ายแล้ว ถึงตอนนี้ยังไม่สามารถจะวัดได้ว่า
The Promise เป็นงานที่ล้มเหลว หรือสำเร็จ แต่ที่แน่ๆ เมื่อประเมินจากผลตอบรับ
สงครามของจางอี้โหม่ว กับเฉินกายเค่อนั้นในยกนี้ฝ่ายหลังต้องพ่ายแพ้ไปอีกครั้งอย่างเป็นทางการแล้ว
Credits .
กำกับ - Chen Kaige
อำนวยการสร้าง - Chen Kaige, Chen Hong
บทภาพยนตร์ - Chen Kaige, Zhang Tan
กำกับภาพ - Peter Pau
เครื่องแต่งกาย - Masago Kimiya
กำกับคิวบู๊ - Dion Lam, Tung Wai
ออกแบบงานสร้าง - Tim Yip
แสดงนำ - Jang Dong-Gun, Hiroyuki Sanada,
Cecilia Cheung Pak-Chi, Nicholas Tse Ting-Fung, Liu Ye, Chen
Hong |