ในปี "หนึ่งในหนังยอดเยี่ยมแห่งปี
เป็นซิมโฟนีที่ผสมผสานระหว่างแอคชั่นและภาพ เป็นมหากาพย์ที่เร้าระทึกใจ
เป็นหนึ่งในหนังมหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา เป็นหนังที่เหมาะสำหรับผู้ชมทุกเพศทุกวัย"
เจ้าของข้อความสรรเสริญเยินยอข้างต้น ไม่ใช่ผมหรอกนะครับ แต่เป็น
โรเจอร์ อีเบิร์ตส์ นักวิจารณ์หนังชื่อดังชาวอเมริกัน ซึ่งแสดงความเห็นต่อการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง
Princess Mononoke
Princess Mononoke เป็นผลงานปี 1997 จากฝีมือการสร้างของฮายาโอะ
มิยาซากิ ผู้กำกับหนังประเภทอนิเมชั่นคนสำคัญของญี่ปุ่น ซึ่งว่ากันว่างานของเขามีอิทธิพลต่อคนทำหนังการ์ตูนอเมริกันหลาย
ๆ ราย ที่เด่นชัดว่ารับแรงบันดาลใจมาเต็ม ๆ ก็คือ แบร์รี คุกและโทนี
แบนครอฟท์ในเรื่อง Mulan
Princess Mononoke ประสบความสำเร็จถล่มทลายเมื่อออกฉายในญี่ปุ่น
สามารถกวาดรายได้สูงลิ่วเป็นประวัติการณ์ เกือบ ๆ จะยึดอันดับหนึ่งหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล
โดยตกเป็นรอง Titanic เพียงเรื่องเดียว และเมื่อออกฉายที่อเมริกา
แม้จะไม่โกยเงินหรือโด่งดังเกรียวกราวมากนัก แต่ก็เป็นงานชิ้นหนึ่งซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชม
รวมทั้งเป็น "ขวัญใจ" นักวิจารณ์ด้วยคะแนนเสียงความเห็นเอกฉันท์ท่วมท้น
เนื้อเรื่องคร่าว ๆ ของ Princess Mononoke กล่าวถึงชายหนุ่มชื่ออาชิทากะ
ซึ่งพลั้งมือสังหารหมูป่าที่บุกเข้ามาอาละวาดในหมู่บ้านจนถึงแก่ความตาย
ก่อนจะมาล่วงรู้ความจริงในภายหลังว่า สัตว์ร้ายดังกล่าวเป็นเทพพิทักษ์ป่า
ซึ่งโดนมนุษย์ทำร้ายจนบาดเจ็บ ด้วยความโกรธแค้น จึงกลายร่างแปรเปลี่ยนจาก
"เทพ" มาเป็น "อสูร" ที่ดุดันเกรี้ยวกราด
ก่อนที่อสูรร้ายจะสิ้นชีพ ได้ทิ้งคำสาปแช่งเอาไว้กับอาชิทากะ
ทำให้เขาต้องเดินทางมุ่งหน้าไปสู่ป่าลึกทางเบื้องทิศตะวันออกอันไกลโพ้น
เพื่อแก้ไขคลี่คลายเรื่องร้ายให้กลับกลายเป็นดี
จุดใหญ่ใจความของเรื่อง อยู่ที่การผจญภัยระหว่างทางของชายหนุ่ม
ซึ่งนำพาตนเองเข้าไปพัวพัน ท่ามกลางความขัดแย้งและศึกสงครามระหว่างหลายฝักฝ่าย
ตั้งแต่มนุษย์กับมนุษย์ด้วยกัน และมนุษย์กับผองสัตว์ (ซึ่งเป็นเทพผู้พิทักษ์ป่า)
ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างงานชิ้นนี้กับการ์ตูนอเมริกัน
(โดยเฉพาะผลผลิตของวอลท์ ดิสนีย์) น่าจะอยู่ที่เนื้อเรื่อง แม้จะมีเค้าโครงว่าด้วยการผจญภัย
เป็นตำนานเทพนิยายปรัมปราเหมือน ๆ กัน แต่ฝีมือการเขียนบทและผูกเหตุการณ์อย่างละเอียดลออ
เต็มไปด้วยจินตนาการอันสร้างสรรค์ของฮายะโอะ มิยาซากิ ก็ทำให้
Princess Mononoke ดูเหมือนหนังมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่อลังการอย่าง
Ben Hur หรือ Gladiator มากกว่าจะเหมือนเทพนิยายอ่อนโยนสำหรับเด็กอย่างสโนไวท์หรือซินเดอเรลลา
กล่าวคือ มีความหนักแน่นเข้มข้นจริงจังเหนือกว่ากันมาก จนทำให้ผมรู้สึกราวกับว่ากำลังนั่งดูหนังมหากาพย์ที่สร้างโดยผู้กำกับชั้นครูอย่างอากิระ
คุโรซาว่า เช่นเรื่อง Ran หรือ Kagemusha เพียงแต่เปลี่ยนจากการใช้คนแสดงมาเป็นการวาดภาพขึ้นใหม่เท่านั้นเอง
โครงเรื่องของ Princess Mononoke นั้น "แน่น" มีตัวละครและเหตุการณ์มากมายเกิดขึ้น
จนคาดเดาแทบไม่ถูกว่าเรื่องราวจะลงเอยเช่นไร มิหนำซ้ำยังสนุกครบถ้วนทุกรสชาติ
ทั้งอารมณ์ตื่นเต้น ซาบซึ้ง สะเทือนใจ และตลกขบขัน
ปกติแล้วความดีเด่นของหนังการ์ตูน มักจะพิจารณาคำนึงถึงโดยแยกแยะจากหนังที่ใช้คนแสดงอย่างเด็ดขาด
เนื่องจากมีธรรมชาติผิดแผกแตกต่างกัน แต่ Princess Mononoke
นั้นดีเด่นถึงขนาดทีว่า จะเทียบกับหนังการ์ตูนด้วยกันหรือเทียบกับหนังที่ใช้คนแสดง
ผลลัพธ์ก็ยังคงอยู่ในเกณฑ์เยี่ยมยอด
ถ้าจะถามว่าเพราะอะไร คำตอบแรกสุดก็คือ สืบเนื่องมาจาก "บทหนังที่ดี"
ถัดมาได้แก่ฝีมือการสร้าง ซึ่งสามารถผสมผสานระหว่างการวาดด้วยมือกับการใช้เทคนิคความทันสมัยทางด้านคอมพิวเตอร์
ได้อย่างกลมกลืนจนแทบจะจับสังเกตไม่ออกว่า ส่วนไหนใช้คนวาด ส่วนไหนใช้คอมพิวเตอร์
(ขณะที่การ์ตูนดิสนีย์นั้น โชว์ความน่าตื่นตาในการสร้างภาพด้วยคอมพิวเตอร์
จนเห็นได้เด่นชัด ดูสวย หวือหวา แต่ค่อนข้าง "กระด้าง"
จนไร้ชีวิตชีวา)
ฮายาโอะ มิยาซากิกำหนดแนวทางของ Princess Mononoke ด้วยการให้ตัวละครทั้งหมดมีลายเส้นรูปลักษณ์ดูแบนเป็นการ์ตูน
ปราศจากมิติในด้านน้ำหนักความลึก แต่เน้นฉากเบื้องหลังทั้งหมดให้ออกมาประณีตพิถีพิถันเหมือนจริง
ความสวยงามน่าตื่นตาตื่นใจของ Princess Mononoke อยู่ที่ฉากห้อมล้อมเบื้องหลังนี้เอง
ไม่ว่าจะเป็นขุนเขาเหลื่อมซ้อน ป่าทึบต้นไม้ใบหญ้า ธารน้ำใสสะอาด
และเมฆหมอก (นี่เป็นการ์ตูนที่วาดเมฆ หมอก และควันไฟ ออกมาได้อ่อนช้อย
สวยงาม เหมือนจริงมากที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา)
กล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ความสวยงามของการ์ตูนเรื่องนี้ อยู่ที่การใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก
ๆ น้อย ๆ เช่น พื้นผิวน้ำใสที่มีประกายแดดสะท้อนเพียงบางเสี้ยวส่วน
ลมเบา ๆ พัดแตะยอดหญ้า เม็ดฝนค่อย ๆ แทรกซึมลงบนก้อนหินสีเทาหม่นจนแปรเปลี่ยนเป็นคล้ำดำ
แตกต่างตรงข้ามกับการ์ตูนอเมริกันที่เน้นความใหญ่โตของจำนวนผู้คน
ความวิจิตรพิศดารของสิ่งก่อสร้างและฉากหลัง สีสันมลังเมลืองแบบเทคนิคคัลเลอร์ของธรรมชาติ
เทียบกันแล้วผมก็เห็นว่า การ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนี้ละเอียดอ่อนกว่ากันเยอะ
ทั้ง ๆ ที่มีฉากใหญ่โตมโหฬารมากไม่แพ้กัน แต่ Princess Mononoke
ก็ถ่ายทอดภาพเหล่านี้ตามที่เนื้อเรื่องจะพาไป ไม่มีแวะหยุดพักเพื่อแสดง
"ฉากโชว์" ให้เห็นกันเลย
การมุ่งมั่นอยู่ที่บทและความคืบหน้าของเรื่องราว การใส่ใจต่อรายละเอียดเล็ก
ๆ น้อย ๆ ขณะเดียวกันก็มี "ฉากใหญ่" มากมายตามที่เค้าโครงกำหนดไว้
เหล่านี้ล้วนทำให้ Princess Mononoke ดู "เหนือชั้น"
กว่าการ์ตูนอเมริกันจนเห็นได้ชัดในทุก ๆ ด้าน
ในฉากบทสรุปบั้นปลายที่เป็น "จุดสูงสุด" ของหนัง
ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมขนาดที่ว่า วอลท์ ดิสนีย์เองยังต้องลอกเลียนไปใช้ในตอนหนึ่งของการ์ตูนเรื่อง
Fantasia 2000
และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระหว่างงานเลียนแบบกับงานต้นตำรับ เรื่องไหนจะดีเด่นกว่ากัน
แม้จะเป็นการ์ตูนที่ดูสนุกเร้าใจ และสวยจนน่าตกตะลึง แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมมากสุดในงานชิ้นนี้ก็คือ
เนื้อหาสาระว่าด้วยความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ การแย่งชิงทรัพยากรเพื่อสนองตอบต่อประโยชน์เฉพาะตน
โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบเสียหายในวงกว้าง การตีแผ่ธาตุแท้ของผู้คนแบบต่าง
ๆ ที่มีทั้งความเสียสละ ความเห็นแก่ตัว ความขลาด ความกล้าหาญ
ความละโมบ เหลี่ยมเล่ห์เพทุบาย คุณธรรมน้ำมิตร ฯลฯ ออกมาได้อย่างครบครัน
ที่สำคัญคือ การสะท้อนภาพวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันระหว่างธรรมชาติและมวลมนุษย์
วงจรวัฏจักรหมุนเวียนสลับเปลี่ยนระหว่างการก่อเกิดและแตกดับ
เนื้อหาสาระต่าง ๆ ใน Princess Mononoke อาจไม่ใช่แง่มุมข้อมูลที่แปลกใหม่
แต่จุดที่ทำให้กลายเป็นความยอดเยี่ยมนั้นอยู่ที่ว่า วิธีการถ่ายทอดแง่คิดเหล่านี้ลงไปในหนังนั้น
ทำได้อย่างแนบเนียน สอดคล้องกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเนื้อเรื่องอยู่ตลอดเวลา
(ผมอดไม่ได้อีกนั่นแหละที่จะต้องนำเอาไปเปรียบเทียบกับการ์ตูนดิสนีย์
ซึ่งมักจะเน้นย้ำสาระสำคัญของเรื่อง ด้วยบทพูดสั่งสอนกันตรง
ๆ หรือไม่ก็ในเพลงประกอบ แต่ไม่ค่อยจะเกาะเกี่ยวโยงใยกับตัวเนื้อเรื่องเท่าที่ควร)
ความชื่นชอบประการสุดท้ายที่ผมมีต่อหนังเรื่องนี้ก็คือ แม้จะเต็มไปด้วยฉากสู้รบมากมาย
แต่เอาเข้าจริงหนังก็แสดงให้เห็นเฉพาะผลลัพธ์บั้นปลายและการสูญเสียที่น่าเศร้าสลด
ซึ่งไม่เพียงแต่จะหลีกเลี่ยงการนำเสนอความรุนแรงในหนังการ์ตูน
(ที่เป้าหมายผู้ชมส่วนหนึ่งคือเด็ก ๆ) ได้อย่างชาญฉลาดแล้ว การไม่ได้เห็นอะไรตรง
ๆ ยังส่งผลกระตุ้นให้ผู้ชมต้องใช้จินตนาการเอาเอง
นี่เป็นความเหนือชั้นอีกอย่างหนึ่ง ของหนังการ์ตูนเรื่องเยี่ยมที่ไม่อาจนิยามเป็นอื่นไปได้เลย
นอกจากคำว่า "เหนือชั้น"
Credits
บริษัทผู้สร้าง - Gibli Studio กำกับ
- Hayao Miyazaki บทภาพยนตร์ - Hayao Miyazaki
ดนตรีประกอบ - Jo Hiraishi พากย์เสียง
- Yoji Matsuda, Yuriko Ishida, Yoko Tanaka, Kaoru
Kobayashi, Masahiko Nishimura, Tsunehiko Kamijo, Sumi Shimamoto,
Tetsu Watanabe, Mitsuru Sato, Akira Nagoya, Akihiro Miwa, Mitsuko
Mori, Hisaya Morishige |