ความผิดพลาดจากการวัด ( Error )

เนื่องจากความสามารถของคน และประสิทธิภาพของเครื่องมือวัดที่ใช้มีขีดจำกัด จึงไม่สามารถจะวัดให้ถูกต้องแม่นยำได้ ความผิดพลาดที่เกิดจากการวัดแบ่งเป็นต่างๆดังนี้
1 ความผิดพลาดเนื่องจากบุคคล ( Personal Error ) จะเกิดสาเหตุต่อไปนี้
1.1 เกิดความลำเอียงในการวัด หมายถึง การวัดปริมาณฟิสิกส์ซ้ำกันหลายๆครั้ง จะมีความเชื่อว่าถูกต้องเพียงครั้งใดครั้งหนึ่งเท่านั้น
1.2 อ่านสเกลผิดพลาด หมายถึง การอ่านสเกลต่างๆบนเครื่องมือวัดแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะการใช้สายตาในการอ่านระดับของเหลวในหลอดแก้ว
1.3 ไม่รู้จักใช้เลขนัยสำคัญ ตัวเลขที่ได้จากการวัดจะมีทั้งค่าจริง และค่าได้จากการประมาณเนื่องจากความไม่ละเอียดของเครื่องมือ ค่าตัวเลขที่ได้จากการประมาณของตัววัดเรียกว่า เลขนัยสำคัญ เช่น 1.008 มีเลขนัยสำคัญ 4 ตัว 0.00854 มีเลขนัยสำคัญ 3 ตัว เป็นต้น
ในสมัยโบราณบรรพบุรุษของเรายังไม่มีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานเกี่ยวกับการวัดระยะทาง เวลา พื้นที่ และปริมาตร จนบางครั้งเกิดปัญหาการสื่อความหมายไม่ตรงกัน เมื่อมีการติดต่อไปมาระหว่างชุมชน มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน ทำให้ต้องมีหน่วยการวัดและเครื่องมือที่ใช้ในการวัดที่ชัดเจนเพื่อสื่อความหมายได้ตรงกันมากขึ้น
สำหรับการวัดความยาวมีวิวัฒนาการเป็นลำดับคร่าวๆ โดยในระยะแรกๆ มีการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นเกณฑ์อ้างอิง เช่น 1 นิ้ว , 1 คืบ , 1 ศอก , 1 วา แต่ก็ยังไม่สามารถบอกความชัดเจนได้อยู่ดี เพราะ คืบ , ศอก , วา ของแค่ละชุมชนที่ใช้ในการวัดยาวไม่เท่ากัน
ต่อมาจึงได้พัฒนาหน่วยการวัดให้เป็นมาตรฐานสากล ที่นิยมใช้กัน คือ ระบบอังกฤษ จะมีหน่วยวัดความยาวเป็น นิ้ว , ฟุต , หลา และ ไมล์ เป็นต้นระบบเมตริก ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ . 2336 กำหนดหน่วยความยาวเป็น เซนติเมตร , เมตร และ กิโลเมตร เป็นต้น
สำหรับในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2466 ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัดโดยใช้หน่วยการวัดของระบบเมตริก โดยพระราชบัญญัติได้กำหนดไว้เฉพาะหน่วยการวัดความยาว พื้นที่ ปริมาตร และมวล มุ่งประสงค์สำหรับไว้ใช้โดยเฉพาะในการซื้อขาย เช่น 2 ศอก เท่ากับ 1 วา ,1 ไร่ เท่ากับ 1600 ตารางเมตร ,1 บาท เท่ากับ 15 กรัม