- ชีวิตอาจารย์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
มันเหนื่อย แต่มันท้าทายและสนุก คือตอนที่จะให้มาที่นี่
เราก็รู้อยู่แล้วว่าจะต้องมาแน่นอน แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะดูว่าสุดท้ายแล้ว
เขาจะสามารถหาคนที่เหมาะสมได้หรือไม่ การที่เราเป็นคนช่างคิด
เราคิดของเราข้างในเรารู้อยู่แล้ว ว่าอย่างไรก็คงจะต้องมาอยู่ตรงนี้
ก็เตรียมตัวไว้แล้ว
- นานไหมที่รู้ว่าจะอยู่ตรงนี้
จริงแล้วก่อนเลือกตั้งอีก เพราะเจ้านายผมเขาก็ไม่ได้ติดต่อใคร
แค่นี้ก็รู้แล้ว แต่ถ้าให้เลือกได้เราก็อยากจะไปทำในสิ่งที่เราชอบ
เรื่องสภาพัฒน์ เรื่องอะไรที่มองไปไกลๆ แล้วก็เปลี่ยนทิศทางประเทศไปเลย
คราวนี้ในเมื่อนายกฯอยากจะให้มาอยู่ที่คลัง แสดงว่าเขามองเห็นแล้วว่าเราเหมาะที่จะมาอยู่ตรงนี้ที่สุด
ผมไม่คิดว่าคนอื่นเขาอยากมาตรงนี้ คนในพรรคเขาก็ไม่อยากจะมาอยู่
คนนอกพรรคเขาก็ไม่อยากจะมา ในใจเราเองเราก็คิดว่าในเมื่อรัฐบาลมีตั้ง
300 กว่าเสียง ถ้าได้คนที่ดีที่สุด แข็งที่สุดก็ดี แต่ในเมื่อต้องเป็นเราก็โอเค
ไม่มีปัญหา
เมื่อ 2 อาทิตย์ที่แล้ว ไฟแนนเชียลไทม์มาสัมภาษณ์ผม
เขาถามว่ามีคนบอกว่าผมไม่ได้โตขึ้นมาทางนี้ คิดอย่างไรเกี่ยวกับตำแหน่งนี้
ผมก็ตอบเขากลับไปว่า ถ้าคุณต้องการรัฐมนตรีคลังที่เป็นคนที่
run ธนาคาร ผมไม่ใช่ ถ้าต้องการรัฐมนตรีคลังที่เป็นนักเศรษฐศาสตร์
ผมก็ไม่ใช่อีก แต่ถ้าต้องการรัฐมนตรีคลังที่เป็น CEO ของคลังจริงๆ
ที่มีหน้าที่ที่จะกำหนดวิสัยทัศน์ วางยุทธศาสตร์ของคลัง เพื่อพัฒนาประเทศ
ไม่ใช่พัฒนาแบงก์อย่างเดียว แล้วสามารถเลือกใช้คนที่เหมาะสม
คุมเขาทำงาน กระตุ้นเขาให้ทำงาน ตีให้อยู่ในกรอบ แล้วให้บรรลุเป้าหมาย
อันนั้นแหละผมจะทำให้ดู
ผมอธิบายให้เขาฟังว่าจุดหนึ่งในชีวิตของเรา
ประสบการณ์ที่เราทำมา มีน้อยคนที่รู้ว่าเราทำอะไรมาบ้าง ในด้าน
private เราไปถึงไหน ด้าน public เราไปถึงไหน ก็เป็นเรื่องธรรมดา
ผมก็บอกเขาว่าให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์
ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งเคยถามผมว่าทำไม่เรื่อง AMC
ถึงจบเร็ว ผมก็บอกว่าผมใช้วิธีของผม ผมชอบเล่นหมากรุก รู้ว่าผมจะเดินไปสู่ตรงไหน
ผมก็เลือกก่อนว่าผมจะใช้ใคร ผมว่างานนี้ต้องมีแบงก์ชาติเป็นหลัก
ทีแรกคนมองว่าต้องเป็นกระทรวงการคลัง ผมบอกไม่ใช่ คนกำหนดนโนบายการเงินคือแบงก์ชาติ
เพราะฉนั้นแบงก์ชาติต้องเป็นเจ้าภาพ ผมเลยเอาผู้ว่าแบงก์ชาติไปอยู่ต่อหน้านายกฯ
แล้วก็บอกกับเขาว่าผมจะจัดสัมมนาเรื่อง national AMC คุณชายจัตุมงคลต้องเป็นหลัก
ในการ present ตุ๊กตาให้เห็นว่า national AMC ในความคิดของแบงก์ชาติเป็นอย่างไร
ตอนนั้นก็มีหลายคน ทั้งเลขาสภาพัฒน์ ปลัดคลัง
และนายกฯ เมื่อนายกฯเห็นด้วย ผมก็บอกว่าให้จัดสัมมนานี่ขึ้นมา
แล้วก็ให้มีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามานั่งอยู่ในนั้น เอาแบงเกอร์มาทั้งหมด
เอาสภาพัฒน์มา แล้วผมขอตัวดร.ทนง พิทยะมาเป็นประธาน
ถามว่าทำไมต้องเป็นดร.ทนง พิทยะ เพราะว่าถ้าผมให้ปลัดคลังเป็น
ปลัดคลังกับผู้ว่าแบงก์ชาติศักดิ์ศรีเขาเท่าเทียมกัน ฉนั้นคนที่สามารถอยู่ตรงกลางระหว่าง
2 ฝ่ายนี้ได้ ต้องเป็นอดีตรัฐมนตรี และต้องรู้เรื่องธนาคารด้วย
รู้เรื่องการแก้หนี้ด้วย และก็ต้องมีบุคคลิกที่พอที่จะประนีประนอมได้ในระดับหนึ่ง
ผมก็เลือกอาจารย์ทนง ซึ่งเขากับผมนี่สามารถสื่อถึงกันได้อยู่แล้ว
และนายกฯก็รู้จักดี
เพราะฉนั้นผมก็พูดคุยก่อนล่วงหน้าทั้งหมด และก็ให้ทีมที่ปรึกษาคิดออกมาก่อน
ส่วนผมก็มีหน้าที่คิดว่าในวันประชุมนั้นผมจะช่วยนายกฯอย่างไร
เพื่อให้งานมันจบภายในเวลา 2 วัน แล้วก็ได้คำตอบออกมา ก็เหมือนเลข
คุณคิดคำตอบล่วงหน้าก่อนว่าคุณต้องการอะไร แล้วก็ให้การดำเนินงานเหล่านั้นมุ่งไปสู่ทางที่เราต้องการ
ฉนั้นในคำตอบใหญ่ ความแปรผันจะไม่เกินบวก-ลบ 10 และการสัมมนาก็ดำเนินไปตามทีละจุด
ผมก็เรียนท่านนายกฯว่างานนี้ต้องมีข้อสรุป ก็คือการตั้งคณะทำงานขึ้นมา
ตอนนี้ก็มีคณะทำงาน มันก็ได้กรอบใหญ่ในวันนั้น และคณะทำงานก็เกิดขึ้นมาในวันนั้น
ผมก็ส่งรายชื่อให้ท่านนายกฯไปเสร็จแล้วก็คิดว่าตัดสินใจถูก เพราะอาจารย์ทนงแกทำงานหนัก
งานก็คืบหน้าไป
มันก็เหมือนกับเราจะสร้างบ้าน เราหลับตาเห็นแล้วว่าบ้านจะต้องเป็นอย่างนี้
แล้วแต่เราจะเลือกสถาปนิกคนไหน ช่างไม้คนไหน ช่างปูนคนไหน แล้วทุกคนมีส่วนที่จะต้องร่วมกัน
ในงานสัมมนาวันนั้น แบงก์ชาติเขาก็ present
ก่อน แบงเกอร์เขาก็คอมเม้นท์ ทุกอย่างมันอยู่ในแปลนที่เราร่างไว้ล่วงหน้าในความฝันของเรา
เราทำอย่างนี้ให้เขาได้ และงานอื่นๆในอนาคตก็จะเป็นแบบนี้
คือเราจะต้องเห็นทางที่เราจะเดินก่อนแล้วเราค่อยทำ แล้วเราก็ให้เกียรติทุกคน
ไม่มีการไม่ให้เกียรติเขา
- กรอบมันกว้าง แต่กระบวนการทำให้ทุกคนมีส่วนร่วมค่อนข้างยาก
กรอบมันกว้าง แต่เรารู้อยู่แล้วว่าเราต่อเป็นอะไร
ให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม และกรอบนั้นพร้อมจะเปลี่ยน ถ้าหากมันเป็นกรอบที่ไม่ดี
แต่อย่างน้อยเราต้องมีภาพร่างไว้ในใจ มีอะไรบางอย่างที่เราเห็นมาก่อนแล้วว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้น
อย่างเรื่องนี้ ผมได้ให้ดร.ศุภวุฒิศึกษาก่อน
แล้วผมไปคุยกับหม่อมอุ๋ย คุยกับคุณศุภเดช ซึ่งเป็นพวกที่มี model
ของ AMC อยู่แล้ว ดังนั้นกรอบใหญ่ๆมันรู้อยู่แล้ว
ทีนี้พอตั้งคณะทำงานเริ่มเจรจาไป เราก็รู้แล้วว่าเรื่อง
discount นั้น จะให้ทำเดี๋ยวนี้คงไม่ได้ เพราะ discount มาก
แบงก์จะสะเทือน ถ้าแบงก์สะเทือนทุกอย่างมันจะปั่นป่วนหมด มัน
out of control ฉนั้นก็พูดง่ายๆคือเอาสิ่งที่ธนาคารต้องสูญเสียไปจ่ายในอนาคต
เมื่อทุกอย่างมันเริ่มคงที่แล้ว ทุกๆฝ่ายก็ยอมรับกันได้
คราวนี้ถ้าใครจะมากระแนะกระแหน ผมก็ไม่สนใจ
เพราะผมเรียนรู้จากการเมืองที่อินโดนีเซีย มันไม่สำเร็จเพราะอะไร
เพราะเหตุผล 2 อย่าง หนึ่ง-ก็เหมือนที่เมืองไทยเรา มีการว่าคนนั้นไม่ดี
คนโน่นไม่ดี คนนั้นได้เปรียบ คนนี้คนรวย คนจนอะไรอย่างนี้ มันไม่จบเสียที
มันเป็นอย่างนี้ตลอดเวลา ไม่สามารถทะลุอันนี้ได้ และสอง-อำนาจสูงสุดตามกฏหมายมันไม่มี
เวลาที่มี AMC ขึ้นมา อำนาจจริงไม่มี ฉนั้นตรงนี้ ก็เรียนรู้มา
เมื่อถึงจุดนี้ก็ถือว่าดี เพราะตอนที่ขึ้นมาใหม่ๆ
คนกระแนะกระแหนเยอะ ทำให้ใจมันนิ่งเร็ว เดี๋ยวนี้ใครกระแนะกระแหน
ไม่รู้สึกเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และเมื่อเป็นอย่างนี้ เราก็รู้ว่าเรามาเพื่อทำงาน
ไม่มี agenda ฉนั้นเมื่อเราคิด เมื่อเราทำ เราเดินไปที่ไหน มันไม่มีความรู้สึกหวั่นเกรง
ไม่ว่าจะเป็นเวิร์ลแบงก์มา ไอเอ็มเอฟมา เราจะชี้ให้เขาดู บอกให้เขารู้
แต่ถ้าคนมี agenda ทางการเมือง มันจะต้องคิดแล้วว่าไอ้นี่จะเป็นอย่างไร
แต่เราไม่มี ฉนั้นง่าย ไม่ยาก ความกดดันมี เหนื่อย แต่ว่าไม่รู้สึกอะไรเลย
เวลาที่ใครจะมาบอกว่าไอ้นั่นอุ้มคนรวย ไอ้นี่อุ้มคนจน เพราะว่าในใจเราชัดเจน
เราเอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เป็นตัวตั้ง แล้วก็ไม่มีปัญหาใดๆทั้งสิ้น
และใครทำดีเราก็สนับสนุน นี่เป็นวิธีการทำงานของผม
เมื่อวานนี้ ผมก็ไปที่แบงก์ชาติ ไปกับนายกฯ
แล้วก็ไปฟังเขาสรุปทั้งหมดเรื่องของแบงก์ชาติ แล้วผมก็ให้นโยบายไป
ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ารัฐมนตรีคลังคนอื่น เขาทำแบบผมหรือเปล่านะ
รู้แต่ว่าคนก่อนนี้ไม่คุยกันมา 2 ปีแล้ว ผมพูดในที่ประชุม มีคนนั่งกันเต็ม
ว่าเหมือนกับว่าผมกลับมาบ้านเก่า เพราะครึ่งห้องในนั้น เรารู้จักหมด
ตึกที่ผมไปพูดเมื่อวานนี้ ผมเดินทะลุทุกซอกทุกซอยอยู่แล้ว
ผมบอกเขาบอกว่า นายกฯส่งผมมาที่นี่มาทำงาน และเวลาผมทำงาน
ผมทำงานซีเรียส ทำงานเล่นๆไม่เป็น แต่เวลาผมทำงาน ผมให้เกียรติทุกคน
และให้อิสระทุกคน ผมไม่มีความว่ากระทรวงการคลัง แบงก์ชาติ ไม่มี
ทุกคนเหมือนกันหมด และเวลาที่ให้เกียรติก็ให้เกียรติจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าการ
ให้เกียรติเขา ผมจะให้เขามีอิสระเต็มที่เลย คำว่า independent
ไม่มีห้ามอยู่แล้ว จะให้อิสระเต็มที่ ตราบใดที่คุณทำงานสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
ก็พูดชัดเจน
และก็บอกเขาบอกว่าที่ฟังมาทั้งหมด ผมเห็นว่าคลังกับแบงก์ชาตินี่
มีรอยต่อเชื่อมโยงกันน้อยเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น มันเชื่อมโยงกันระดับรัฐมนตรีกับผู้ว่า
และก็เชื่อมกันระหว่างสศค.กับฝ่ายวิชาการนิดหน่อย มันไม่ได้
เพราะคนเก่งเขาเยอะ ผมก็เลยเสนอที่ประชุมไปว่า ตอนนี้ประชาชนข้างนอกหวั่นไหวมาก
ไม่มีความมั่นใจ เดี๋ยวก็มีข่าววิกฤตรอบ 2 รอบ 3 ขึ้นมา เพราะคนมันมองว่า
ข้างบนมันตีกัน ก็เลยเสนอว่า ผมอยางจะ pool ทรัพยากรเข้าด้วยกัน
ให้ข้างนอกเห็นว่าเราร่วมกันนะ และก็มีพลัง ไม่ได้ทอดทิ้งประชาชน
ผมก็เลยเสนอขอตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง ผมจะเอาคนดีๆของแบงก์ชาติ
ผมชี้ตัวลงไปเลย บัณฑิต ธีรชัย อัจนา เป็นต้น เอามาอยู่ในทีมนี้
ทางคลังผมก็เอาสถิตย์ จากสศค. และปลัดคลังก็อยู่ในนี้ ขอเลขาสภาพัฒน์มาอยู่ตรงนี้
ใจผมยังมีคนอื่นจากกระทรวงอื่น จะเอาเข้ามาอีก แล้วเจอกันอาทิตย์ละครั้งเดียวพอ
เพื่อคอยเกาะติดสถานการณ์ คิดอะไรล่วงหน้าว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นล่วงหน้า
จะได้มีอะไรรองรับได้ ไม่งั้นตอนนี้ไอ้นั่นก็ TDRI ไอ้นั่นก็แบงก์ชาติ
ไอ้นี่สภาพัฒน์ มันอะไรกันก็ไม่รู้ เดี๋ยวตัวเลขก็คนละอย่างอีก
มองคนละอย่าง
ผมเสนอออกมา แล้วก็บอกนายกฯตรงนั้น ขออนุญาตนายกฯ
แล้วก็บอกท่านผู้ว่า ซึ่งทุกคนก็เห็นด้วยกันหมด แล้วตอนกินข้าวผมก็คุยกับบัณฑิตและธีรชัย
บอกให้มาช่วยหน่อย ทุกคนก็ยินดี นี่เป็นสิ่งที่ควรจะทำ นี่คือสไตล์
คือใช้คน เรารู้ว่าเราจะเดินตรงไหน แต่เรารู้ว่าเราจะใช้ใคร
และจะ convince เขาอย่างไรให้เขามาช่วยเรา การ convince ให้เขาช่วยเรา
คือให้ความจริงใจกับเขา ถ้าเขาไม่มีความจริงใจให้กับเขา เขาก็ไม่มาช่วยเรา
ตอนตั้งที่ปรึกษาก็เหมือนกัน ผมคิดซ้ายคิดขวา
ผมมองว่าผมอยากมีแต่ละคน ซึ่งเป็นตัวเชื่อมระหว่างผมกับคนอื่น
real sector 2 คน ก็รู้อยู่แล้ว คุณธนินท์ กับคุณบุญยสิทธิ์
จากสหพัฒน์ แต่คุณสมพลนี่ ผมเลือกคุณสมพล เพราะเมื่อผมได้เขามาก็เหมือนผมเข้ากระทรวงพาณิชย์ได้ทะลุหมด
เรารู้จักอธิบดีส่วนใหญ่อยู่แล้ว ยิ่งได้ตัวสมพลมา เขาเป็นคนที่รู้เรื่องสินค้าเกษตรได้ทะลุ
ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศ ก็เหมือนกับเรามีสินทรัพย์มหาศาล ทั้งคุณธนินท์
คุณบุญยสิทธิ์นี่ ไม่ต้องพูดถึงอยู่แล้ว ทั้ง 2 ท่านไม่เคยยอมเป็นที่ปรึกษาใครเลยแบบเป็นทางการ
เขามาแบ็คเรา
ทางด้านแมคโคร เราก็มาดู ผมว่าดร.ชัยวัฒน์นี่เป็นคนเก่ง
และเป็นคนที่มีหลัก เราต้องมีหลัก คือบทบู๊เราต้องเดินไปข้างหน้า
แต่เราต้องคนที่มาตีกรอบว่าเราเดินบู๊มากไปแล้ว ตรงนี้เราต้องมีกรอบให้ชัยวัฒน์เป็นคนตีกรอบ
set ระบบข้อมูลขึ้นมา
ดร.ศุภวุฒิ เป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ พวกนี้จะรู้เรื่องจริงๆใน
sector ที่เขาสนใจ ผมก็เอาศุภวุฒิ
ท่านชวลิต ท่านเป็นคนที่ดีมาก และมีประสบการณ์
ผมก็ไปขอให้ท่านชวลิตมาอยู่ในทีมแมคโคร
ทางคลังผมเลือกคุณศุภชัย เพราะคุณศุภชัยรู้งานทุกซอกทุกมุม
เรื่องที่เข้ามาที่กระทรวง ไม่มีซักเรื่องที่ศุภชัยไม่รู้ แต่ผมก็บอกท่านศุภชัยว่าท่านเป็นที่ปรึกษาผม
แต่อย่าไปเกิน limit ที่ทำให้ท่านปลัดคนใหม่รู้สึกกระอักกระอ่วน
เพราะท่านเคยเป็นเจ้านายลูกน้องกันมาก่อน ผมมีเส้นขั้น ช่วยผมได้แต่ว่าห้ามล้ำเส้น
และก็มาถึงตลาดทุน ก็เห็น 2 คน ในเมืองไทยมีแค่
2 คน อาจารย์สังเวียนกับคุณวิโรจน์
ด้านสังคมผมก็เอาดร.ไพบูลย์เข้ามา
ตอนนี้ผมเติมเข้าไปอีกคน ผมเอาคุณศิววงศ์เข้ามา
น้อยคนที่รู้ว่าเรารู้จักกันดี
ผมโทรศัพท์ไปบอก พี่มาช่วยผมหน่อยซิ
- เคยร้จักกันตอนอยู่ปตท.
ใช่ ผมชอบนิสัย ผมรู้ว่าคุณศิววงศ์นี่เป็นคนที่มีความรู้มากเลยเรื่องอุตสาหกรรมและเรื่องพลังงาน
ไม่มีใครสู้แกได้ และใจแกสปอร์ต ผมเลยบอกให้แกมาช่วยผมหน่อย
โดยเฉพาะเวลาจะแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จะได้ให้แกไปคุยกับรัฐวิสาหกิจให้
อย่างวันนั้น ผมเรื่องประชุมผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ
ผมเอาพี่ศิววงศ์มา คนจากไฟฟ้าเป็นลูกน้องแกหมด
- ที่สำคัญคือแกสามารถเชื่อมกับกลุ่มคนชั้นสูงเก่าๆได้
ใช่ เพราะคนกลุ่มนี้เรายังไม่ได้ซึ่งแกก็ดี
แกรับปากทันที
เพราะฉนั้น ถ้าถามว่าสไตล์คืออะไร สไตล์คืออย่างนี้
รู้ว่าจะเดินไปทางไหน
- ที่ปรึกษาเยอะแยะอย่างนี้ อาจารย์ manage
อย่างไร
นี่ไม่เยอะนะ เมื่อเทียบกับงานที่มี สมมุตว่างานวันหนึ่ง
ตั้งแต่ 7.30 น.ถึง 2-3 ทุ่ม ยกตัวอย่างง่ายๆเลย สมมุติผมจะเสนอนายกฯเรื่องแผนเกษตร
เรื่องนิยมไทย ผมบอกปลัดสมพลให้ช่วยผมหน่อย เอาดร.สุวิทย์เป็นเลขาset
paper ออกมา และดร.สุวิทย์ต้องคอยเตือนผมด้วยว่าผมสั่งอะไรไปแล้วบ้าง
ผมก็บอกให้ที่ประชุมไปทำ paper มา
พอมาถึงชัยวัฒน์ เรื่องงบประมาณ เรื่องนโยบายการเงิน
ชัยวัฒน์รับผิดชอบ ถึงเวลาต้องคอยเตือนผมเรื่องนั้นเรื่องนี้
อย่างบ่ายนี้มีประชุมงบประมาณ ต้องคอยเตือนนะ มีกรอบ มีอะไรบ้าง
เรื่องตลาดหุ้น อาจารย์สังเวียนนี่ ผมกระซิบแกนิดเดียวเอง
แต่แกลุยไปถึงโน่นเลย จะมีการจัดสัมมนาร่วมกันระหว่าง 3 สมาคม
คือสมาคมโบรกเกอร์มาหาผมก่อน แล้วผมก็ไปคุยกับก.ล.ต.
และผมก็ไปตลาดหลักทรัพย์ นักข่าวคิดว่าผมจะต้องไปตีกับตลาดหลักทรัพย์
ไม่มีอะไร กับพี่อมเรศนี่เรารู้จักกันมา 20 ปีแล้ว ฉนั้นนี่จะเป็นครั้งแรกเลยที่
3 สมาคมคุยกัน และผมต้องการ solution แบบที่จะเป็นการแก้ปัญหาตลาดทุนจริงๆ
ไม่ใช่แค่ให้ตลาดทุนฟื้นตัวชั่วคราว
แต่เรื่องหลักๆของตลาดทุน ซึ่งมันซึมอยู่ในสายเลือดเรา
10 กว่าปีมาแล้ว ผมเห็นอะไรมามาก 1.demand side จะให้มันทะลุอย่างไร
2.supply side รัฐวิสาหกิจที่จะเข้ามา เราจะเร่ง process ได้ไหม
เอาหุ้นดีๆเข้าตลาด เราลด tax เป็นไปได้ไหม เรื่อง facility
ต่างที่จะทำให้มันดีขึ้น เช่นมี stock devidend ที่มันค้างๆอยู่
เรื่องตลาดตราสารหนี้ ตลาดอนุพันธ์ ที่มันค้างๆอยู่ มันอยู่ในสศค.ทั้งนั้น
เพราะฉนั้นพวกคุณไปคุยกันก่อน เช่นตลาดหลักทรัพย์ไปคุยกับสมาคมบริษัทจดทะเบียน
คุยก่อนว่าปัญหามันคืออะไร แต่เดิมเราไม่ค่อยได้คุย ไปเวิร์กล่วงหน้า
อาจารย์สังเวียนก็ทำการบ้าน ไปนั่งคุยหาข้อสรุป แล้วก็มาบอกว่าผมต้องการสัมมนาทีละเรื่อง
ทีละเรื่อง และให้นายกฯดูอีกที แล้วก็เอาข้อสรุปมา
ผมประชุมกับสภาอุตสาหกรรมไทย วันนั้นพี่ทวีมา
กระทรวงอุตสาหกรรมมาทั้งกระทรวงเลย พี่ทวีเขาพูดบอกว่านี่เป็นครั้งแรก
ที่ฟังเขาแล้วช่วยเขาทุกอย่าง ผมก็เลขขอพี่ทวีว่าให้สภาอุตสาหกรรมไทยเป็นตัวกรองบริษัทเพื่อส่งเข้าตลาดอีกทีหนึ่ง
เพราะตลาดเราคนมันมีนิด เราก็เชื่อมกันอย่างนี้ เพราะฉนั้นการที่เรารู้จักทุกคน
แล้วเชื่อมกันอย่างนี้ มันก็จะง่ายขึ้นเยอะ เพราะฉนั้นมันจะมีการสัมมนา
อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ผมเชื่อว่ามันจะทะลุได้ก็เพราะว่าเขาตื่นตัวแล้ว
เขารู้
เราไปตลาดหลักทรัพย์ เราไปที่นั่นมันก็เหมือนกับพี่น้อง
ผู้บริหารทุกคนรุ่นเดียวกับผมหมด ฉนั้นการไปตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้
ก็เหมือนกลับบ้าน การพูดอะไรมันก็ง่าย แล้วเราก็ respect ผู้ใหญ่ทุกคนอยู่แล้ว
พี่อมเรศก็สบายใจ
- อาจารย์ไม่ได้จะปลดเขาใช่ไหม
ผมไปที่นั่นนักข่าวก็ถามคำถามนี้ คุณวิชรัตน์
คุณอมเรศก็นั่งอยู่ข้างๆ ผมก็ตอบว่าผมเป็นคนให้โอกาสคนทำงาน
คนทำงานดี จะมีเหตุผลอะไรไปเคลื่อนย้าย แต่ถ้าทำงานไม่ได้ดังเจตนา
ก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของงาน
เขาก็เข้าใจ นี่ก็คือสไตล์ ทุกอย่างทำโดยวิธีนี้
- แล้วความแตกต่างในการทำงานของกระทรวงการคลังยุคนี้
จะเป็นอย่างไร
เมื่อกี้ที่พูดมาคือสไตล์การทำงาน ไม่เกี่ยวกับกระทรวงการคลังเลย
เป็นสไตล์การทำงานของผม แต่จะให้ผมมองบทบาทของกระทรวงการคลังจะเป็นอย่างไร
ผมมองต่างไป มันจะมีอยู่ 2 agenda agenda เร่งด่วนคือให้กระทรวงการคลังเป็นกลไกที่ที่ดึงเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากวิกฤต
ฉนั้น policy ใดๆที่ออกมา ก็แล้วแต่ต้องการอย่างเดียวคือผลักให้มันขึ้นมาจากหลุม
แต่ agenda ที่ 2 นี่สำคัญกว่า คือใช้ fiscal
policy ในการ reform ประเทศ อันนี้ไม่เคยมีใครสนใจมาก่อน คือนโยบายการเงินโดยผ่านแบงก์ชาติ
กับนโยบายการคลัง มันสามารถปฏิรูปประเทศได้เลยนะ และการปฏิรูปประเทศ
มันแบ่งเป็น 3 อย่าง ปฏิรูปภาคเศรษฐกิจจริง อันหนึ่ง อันนั้นสำคัญเลย
คือจะต้องมี tarket portfolio ของอุตสาหกรรม ในอนาคตจะให้กลุ่มไหนขึ้นมา
นั่นในนัยหนึ่ง เราจะส่งเสริมบริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ให้เข้มแข็งขึ้น
อุตสาหกรรมเล็กๆ SME ให้มันมีเยอะๆ พวกนี้ fiscal policy ได้หมด
นั่นคือการใช้ fiscal policy ในการปฏิรูปภาคเศรษฐกิจจริง
อันที่ 2 ใช้ fiscal policy ในการ reform financial
market บาง sector ในใจเรามีอยู่แล้ว state bank ทั้งหลายในอนาคต
จะไม่ใช่เป็นแบบนี้ แบงก์ของรัฐจะต้องสามารถ serve ทุก segment
และเน้นเชิงพัฒนาด้วย
ธกส.ต้องไม่ใช่แบงเกอร์ ไม่ใช่ปล่อยหนี้ให้ชาวนา
แล้วเอา morgage มาค้ำประกัน ชาวนาจ่ายไม่ได้แล้วไปยึดทรัพย์
ไม่ใช่อย่างนั้น ธกส.มีหน้าที่ที่จะต้องไปสร้างชนบทให้แข็งแรง
สร้าง farming economy ถ้าบอกว่าสร้าง farming economy มันก็หมายความว่าต้องเข้าไปช่วยพัฒนาท้องถิ่น
สร้างวิสาหกิจชุมชน เทรนเขา สินเชื่อที่ให้เป็นแค่เครื่องมือ
ผมก็คุยกับธกส.บอกว่าเขาต้องเปลี่ยนวิสัยทัศน์แล้ว และก็บทบาทในอนาคตจะมีมหาศาลเลย
เพราะรัฐบาลชุดนี้จะเน้นตรงนี้ กองทุนหมู่บ้าน หรืออะไรนี่ มันก็คือสิ่งนี้
รัฐบาล support อยู่แล้ว เพราะฉนั้นนี้คือวิสัยทัศน์ของคุณ แล้วคุณก็ไปประกาศวิสัยทัศน์ของคุณเลย
ให้เป็นเครดิตของคุณ
ออมสิน อย่างคุณมีเงินเดือนประจำ เข้าแบงก์กู้ไม่ได้
ออมสินในอนาคตนี่ จะต้องเป็น micro lending ให้กู้ไม่มาก 5,000-10,000
เอาบุคคลค้ำประกัน แล้วหลักการจริงใช้ชุมชนใน comunity ค้ำเข้าไป
อันนี้ออมสินต้องทำแล้ว คุณชาญชัยก็ต้อง set อันนี้
มันจะเป็น layer เกษตรกร ชุมชน ซึ่งชุมชนนั้นหมายถึงเมืองด้วย
ต่อไปก็ SME SME นี่อาจจะยกระดับบอย. หรือแบงก์บางแห่งให้เป็น
SME มันก็แล้วแต่นโยบาย IFCT ก็คือ big corporation ใหญ่ ฉนั้นจะมี
layer แล้ว กรุงไทย ไทยธนาคาร SCIB ศรีนคร เป็น state bank แต่
SCIB ศรีนคร นี่ต่อไปก็จะต้องเป็นเอกชนหมด ฉนั้นกรุงไทย ไทยธนาคาร
จะต้องเป็นกำลัง เป็น lead bank ของรัฐบาลที่จะนำร่อง รัฐบาลจะทำอะไร
2 แบงก์นี้จะต้องนำร่องให้เอกชนรับรู้
ฉนั้น comercial bank ก็ให้ฝรั่งเข้ามาซิ แล้วก็แข่งขันกัน
มันไม่ใช่ต้องไปทับซ้อนกัน เมื่อก่อนมันเป็นอย่างนี้หมดเลย ทุกแห่งมันเป็นอย่างนี้หมดเลย
แข่งสนามเดียวกันหมด แล้วมันลืมหน้าที่ตัวเราเอง ว่าหน้าที่เราคืออะไร
เราอยู่ธกส.บางทีเรายังลืมเลย กลายเป็นนายแบงก์ไปแล้ว นี่คือสิ่งที่จะต้อง
reform มัน
พอพูดถึง reform ด้านสังคม อันนี้สำคัญ เวลาเราเขียนหนังสือ
อ่านหนังสือ บอกว่าเป็น knowlage society อะไรอย่างนี้ แต่เราก็ไม่ต้องการให้ตัวเราเองไปแข่งขันใน
new economy เป็นไปไม่ได้ เราสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว แต่เราต้องการให้สังคมสามารถ
เข้าไปอยู่ใน knowlage society ได้ฉนั้น fiscal policy ที่สามารถ
reinfrastructure การศึกษา เช่นกระดาษ หนังสือ พวกไอที เราจะต้องทำ
จะต้องมีทางให้พวกนี้เกิดขึ้นมาให้ได้ นี่คือการ reform อย่างที่ผมคิด
โดยใช้ fiscal policy
- รูปแบบนี้ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
ผมคิดถึงกระทรวงศึกษา fiscal policy อิทธิพลที่สำคัญคือการศึกษา
ผมเลือกดร.ไพบูลย์ เพราะไพบูลย์แกคุมพัฒนาชนบท แต่เรื่องการศึกษา
การเรียนรู้ ผมจะใช้นี่เป็นเครื่องมือ
โดยสรุปก็คือว่าบทบาทกระทรวงการคลังจะเปลี่ยนไป
ไม่ใช่แค่ แต่บทบาทเราจะอยู่ที่ reform เศรษฐกิจ อันนี้มันเป็นเครื่องมือ
เราก็ต้องใช้ตรงนี้ ที่นี้จะทำสำเร็จหรือเปล่า เราไม่รู้ แต่ว่ามันต้องเริ่ม
และเวลาเริ่ม นิสัยเรามันเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว เดิน เดิน เดิน
ต้านอย่างไรก็ไม่ต้องกลัว
- ความเก่าของบุคคลากรกระทรวงการคลังจะเป็นอุปสรรคกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ไม่ใช่ปัญหาเลย ในระดับอธิบดีผมรู้จัก แล้วเวลาให้เขาทำงาน
เขาต้องส่งงานให้ผม ก่อนหน้าจะเข้ามามีคนเตือนกันเยอะ คนนี้ต้องย้าย
คนนั้นต้องย้าย ผมไม่เห็นย้ายเลย พวกนี้เขาทำงานกันดี สถิตย์
ศุภรัตน์ เขาทำงานดี เมื่อเขาทำงานดี ต้องให้เขาทำงาน
- ไม่สนว่าคนพวกนี้ คุณธารินทร์ตั้ง
เขาต้องทำงาน serve รัฐมนตรีทุกคนอยู่แล้วใช่ไหม
เขาทำงานได้ดี ต้องใช้เขา แล้วความเก่านี่ เราต้องยอมรับว่าองค์กรเวลามันเก่า
มันก็ต้องมีวิธีการทำงานอีกอย่างหนึ่ง วัฒนธรรมมันเป็นอีกอย่างหนึ่ง
เมื่อ 2 วันก่อน ผมก็ไปเยี่ยมกรมธนารักษ์ คิดง่ายๆ
เขาก็ present ทุกอย่างให้ผมดูบนจอ เอาซี 6 มาทั้งหมดเป็นร้อยคน
ผมฟังเสร็จผมก็บอกผมรู้เลย ผมขอใช้คำว่า asset base management
กรมสรรพกรเป็น tax base แต่นี่เป็น asset base เหตุผลเพราะมันมีทรัพย์สินเต็มเลย
ทั้งประเทศ คุณรู้หรือเปล่าว่าอยู่ตรงไหน ยังไม่รู้เลย ฉนั้นคุณต้อง
identify มาก่อนว่าคุณมีที่ตรงไหน สุราษฎร์คุณก็มี ท่าเรือก็มี
มีหมดเลย ฉนั้นคุณจะต้อง identify มาให้ได้ว่าที่ตรงนี้ มันทำอะไรได้บ้าง
แล้วไม่ต้องไปทำเอง คุณสามารถเอาเอกชนเข้ามา joy แล้วคุณคุมให้มันยั่งยืน
ไม่ซี้ซั้ว ฉนั้นคุณต้องตั้งเป้าว่าคุณจะทำอะไร
แล้วผมก็บอกอธิบดีวิสุทธิ์ว่าถ้าผมเป็นคุณ ผมจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกรมธนารักษ์
เพราะคนส่วนใหญ่พอพูดถึงกรมธนารักษ์จะคิดถึงเหรียญ อันนั้นดี
มันเป็นเรื่องของ culture เป็นเรื่องของสังคม แต่ผมจะทำวิสัยทัศน์ธนารักษ์
2000 ผมพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า asset base management ธนารักษ์
2000 สู่ create value ให้กับประเทศ
เหมือนเวลาเราออกหุ้น เราก็ต้องมีหนังสือชี้ชวนให้คนรู้ว่า
mission คืออะไร พอเราฟังแล้วมันเกิดภาพในใจ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขา
get ภาพหรือเปล่า เราคิดว่าถ้าเราจะทำ เราจะออกเป็นหนังสือเล่มนึงเลย
เหมือนสมัยก่อนหลักทรัพย์มันบูมๆ เขาทำเป็นหนังสือ human and
value แต่ของผมจะทำเป็น value welth of the nation อะไรก็ว่ากันไป
หลักก็คือธนารักษ์ asset base management วางเป้าปีนี้ กลุ่มนี้ทำอะไร
set ทีมขึ้นมามีหน้าที่พัฒนาธุรกิจ ร่วมกับเอกชน แล้วอธิบดีก็เป็นคนคุม
- อยากให้เล่าประสบการณ์ในชีวิตอาจารย์ที่สำคัญที่ทำให้เข้าใจ
และมีแนวคิดที่จะทำอะไรได้เมื่อมายืนอยู่ตรงนี้
ผมเกิดมา ตอนเด็กๆก็ไปอยู่กับคุณอา พอ 5 ขวบก็เริ่มสอนหนังสือลูกพี่ลูกน้อง
ลูกอา ฉนั้น 5 ขวบผมก็มีหน้าที่บอกเขาแล้วว่าให้อ่านตรงนี้ สกัดกั้นแล้วเก็งข้อสอบ
คิดล่วงหน้าแล้วว่าอาจารย์จะออกข้อสอบอะไร ตั้งแต่ 5 ขวบ จนถึงม.ศ.3
เพราะว่าลูกอาผมเรียนไม่เก่ง เรียนได้ 50% ผมก็ต้องเป็นคนคิดล่วงหน้า
ขีดเส้นให้เขาด้วย หน้าที่ผมมีอย่างนี้ ขีดเส้น คือเรารู้ว่าเขาเรียนไม่เก่ง
ฉนั้นหนังสือทั้งหมด ยิ่งอ่านมากยิ่งตก เราจึงต้องเก็ง ต้องเสี่ยงดวง
และเมื่อเราอ่าน เราขีดเส้น ทุกอย่างมันก็อยู่ในหัวเราหมด เวลาเราสอบเราก็ได้
90% เป็นของตาย
- แล้วชีวิตตอนอยู่ทรงวาดเป็นอย่างไร
เราก็ติดดิน เราเห็นคนจน เราไม่ใช่คนรวย เดินออกมาก็มีท่าน้ำ
เห็นกุลีแบกหาม ถึงวันนี้เราก็ไม่ได้มองว่าเราไปอยู่ในที่สูง
เราอยู่ในที่ต่ำ เราก็เห็นหมด บ้านเดิมของเราผมยังจำได้เลยว่า
มีพ่อ แล้วก็น้องชายพ่อ พ่อมีลูกเป็นขโยง น้องชายพ่อก็มีลูกเป็นขโยง
บ้าน 2 ชั้นครึ่งก็อยู่กันอย่างนั้น นี่คือชีวิตคนจีนในเยาวราช
อยู่กันอย่างนั้นจริงๆ ผมพาลูกชายไปเดินในตรอกในเยาวราช ลูกชายงงเลย
เพราะตอนนี้เราอยู่ในคอนโด พาเขาเข้าไปดูเพื่อให้เขารู้ว่าเมื่อก่อนชีวิตปู่ย่าอยู่กันอย่างนี้
ลำบากอย่างนี้ พาเขาไปดูให้เขาสำนึก ไม่ให้เขาลืมตัว เพราะเด็กรุ่นใหม่เกิดมาแล้วมันสบาย
มันมีรถนั่งแล้ว เราก็ให้เขาเห็น เตือนตลอดเวลา
แล้วการที่เราเรียนหนังสือดี เพื่อนเราก็เยอะ
เรื่องเพื่อนเราเป็นคนที่ชอบคบเพื่อนที่มันจริงใจ ช่วยคนนั้น
ช่วยคนนี้ การเข้าใจคนมันช่วยเราเยอะ แล้วเราเป็นคนช่างคิด พอไปเรียนธรรมศาสตร์
ก็ไปได้คอนเซ็ปต์สังคมแบบธรรมศาสตร์ ซึ่งรุ่นนั้นเป็นช่วงพอดีกับ
14 ตุลา ซึ่งเป็นเรื่องโชคดี เพราะเขาบังคับให้เรียนเรื่องสังคมเศรษฐกิจ
สังคมกับการเมือง สังคมกับกฏหมาย แล้วก็เห็น social activity
ในยุค 14 ตุลาพอดี ท่านอาจารย์ป๋วยเป็นอธิการบดี เวลาเขาไปเดินขบวนก็ไปเดินกับเขา
มันปลูกฝังอะไรบางอย่างทำให้เราไม่ลืม
- แต่ก็ไม่ได้เป็นแกนนำ
ก็ไม่ได้ถึงกับขนาดที่เป็นแกนนำ เพราะว่าเราเป็นคนขี้อาย
บางทีก็อยากจะขึ้นไปบนเวทีเหมือนกัน แต่มันอาย คือเราโตขึ้นมาแบบไม่ได้ถูกสร้างให้แสดงออก
เราถูกสร้างให้คิด แล้วพอจบธรรมศาสตร์ แทนที่จะได้เห็นเหรียญด้านเดียว
เราก็ไปเรียน MBA มันก็เป็นเหรียญอีกด้านหนึง
- ทำไมตอนนั้นไปเรียน MBA
คือเพื่อนๆ ไปเรียนเศรษฐศาสตรภาคค่ำหมด ดร.นริศ
ดร.ชัยพัฒน์ พวกนี้ไปเรียนภาคค่ำภาษาอังกฤษหมด เราตอนนั้นอยากไปเรียนเมืองนอก
ก็ไปติดต่อมหาวิทยาลัยเมืองนอก ก็ได้ I-20 โปรแกรมปริญญาเอกมา
ตอนนั้นอย่างเป็นลูกศิษย์ของลอเรนซ์ ไคลน์ เจ้าพ่อ Economistric
ที่ยู-เพน เราก็สมัครมาสเตอร์ ดีกรี แต่มันส่งโปรแกรมปริญญาเอกมาให้
แต่เงินที่จะไปเรียนมันมีปีเดียว คุณอาเตรียมเงินไว้ให้ 2 แสนบาท
เพื่อไปเรียนปีเดียว ปริญญาโทปีเดียวมันก็จบ พอ I-20 มา� โปรแกรมปริญญาเอกมาเราไม่รู้ว่าจะจบกี่ปี
เมื่อไม่มีเราก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะไป
- แสดงว่าอาจารย์อยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์
อยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์มาก เพราะอยากเป็นแบบอาจารย์ป๋วย
I-20 ฉบับนั้นทีแรกผมยังเก็บไว้ในตู้ กะว่าจะเก็บไว้เป็นอุธาหรณ์
สุดท้ายก็ฉีกทิ้งไป ไม่งั้นก็ได้เป็นศิษย์ของไคลน์ ซึ่งตอนนั้นดังมาก
เมื่อไม่ได้ไปเรียน ผิดหวัง เพราะเพื่อนฝูงเขาก็ขึ้นไปหมดแล้ว
เรียนกันไปปีนึ่งแล้ว ผมก็เลยเดินเข้าไปในนิด้า ไปเข้าคณะบริหารธุรกิจ
โดยที่ไม่ได้เตรียมตัวสอบเลย เข้าไปสอบแล้วผ่าน พอเราเข้าไปที่นิด้าเราก็รู้แล้วว่ายังไงเราก็ต้องไปนอก
เราตั้งใจอยู่แล้วว่าเราต้องไปเรียนต่อ ดังนั้นระหว่างเรียนที่นิด้า
ก็สอบชิงทุนไปด้วย
ที่นิด้าได้เข้าไปเรียนไฟแนนซ์ ก็ฉีกออกไปอีกแล้วโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
เรียนไฟแนนซ์เทอมแรก เรียนไปจิตใจก็เซ็ง ก็เดินไปหาอาจารย์ที่ปรึกษา
บอกผมไม่อยากจะเรียนเลย ไม่รู้เป็นอะไร แกบอกให้ทนไปอีกสักเทอม
พอเรียนต่อไปอีกเทอม ได้ A มา ก็เลยคิดว่าไหนๆก็ไหนๆแล้ว ก็เรียน
แล้วก็ได้เกียรตินิยมไฟแนนซ์มา
ช่วงนั้นก็ไปสอบทุนก.พ.ไปด้วย แล้วก็ได้ทุนก.พ.มา
แต่ทุนก.พ.ตอนนั้นด้านไฟแนนซ์ไม่มีเลย เพราะก่อนหน้านั้นเขาให้ทุนไฟแนนซ์ไปหมดแล้ว
ทุนเศรษฐศาสตร์แค่ปริญญาโท ตอนนั้นมีประมาณ 9 ทุน เป็นทุนบริหารธุรกิจ
4-5 ทุน อันดับ 1 เป็นทุนมาร์เก็ตติ้ง ก็ได้มา พอได้มาผมก็ไปหาอาจารย์อัศวิน
จินตกานนท์ ซึ่ง เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาผม บอกผมขอเปลี่ยนทุนได้ไหม
ไปเรียนเศรษฐศาสตร์ หรือไฟแนนซ์ได้ไหม แกบอกไม่ได้ เพราะเป็นแผนการสร้างบุคคลากรของสถาบัน
ก็ต้องไป ชีวิตมันก็ไปมาร์เก็ตติ้งอีก ก็ไปเจอฟิลลิป คอตเลอร์ที่นั่น
ดวงมันเดินเป็นอย่างนี้
พอไปที่นั่น เจอเขาก็ถูกคอกัน แล้วบังเอิญไปเจอ
artical ที่เขาเขียนแล้วเราก็ชอบทางนั้นอยู่แล้ว ก็เลยเขียนเป็นหนังสือ
เขียนเสร็จ เขาบอกว่าให้เขียนใหม่ เขียนใหม่ก็เขียนใหม่ อีกเล่มหนึ่ง
เพื่อนผมคนหนึ่งชื่อแพททริค คูฟแมน อายุมากแล้ว พอจบเขาก็ไปเป็นอาจารย์ที่ฮาวาร์ด
บอกสมคิดคุณจบแล้วจะเป็นอะไร จะสอนหรือเปล่า ผมบอกไม่ ผมบอก
I'm not a scorla เขาถามว่าจะเป็นอะไร ผมบอกสงสัยอีกหน่อยจะต้องเป็นรัฐมนตรีแหงเลย
คือพูดเล่นๆ
คือเราต้องการจะทำสิ่งที่เกี่ยวกับ pubilc policy
อะไรที่เป็นนโยบายเพื่อสาธารณะ เรียนบริหารธุรกิจ แต่ในใจเราอยากจะทำวิจัยเรื่องการส่งออก
การพัฒนาประเทศ พวกเรายังคิดว่าเราเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่เลย
และก่อนที่จะกลับมา ผมจำได้ว่าอยู่บนเครื่องบิน ผมเอากระดาษมานั่งเขียน
ผมจะทำวิจัยเรื่องนั้น เรื่องนี้ ใช้ปากกาแดงเขียน มาถึงปั๊บ
เข้ามาคณะบริหารธุรกิจ ไม่มีทุนอย่างนี้เลย มันไปที่คณะเศรษฐศาสตร์หมด
ผมเจอประเภทให้ไปศึกษาความเป็นไปได้ว่าจะสร้างตึกนี้จะกำไรเท่าไร
มันผิดหวัง ก็เลยต้องชิ่งออกมาเป็นที่ปรึกษาบริษัท เพราะขืนอยู่อย่างนั้นแย่แน่
ก็เริ่มจากภัทร
- การเป็นที่ปรึกษาบริษัทนี้เริ่มอย่างไร
เริ่มต้นเลยคืออาจารย์สังเวียนให้ผมไปสอน MBA
อาจารย์สังเวียนนี่ผมรู้จักมาก่อน เพราะตอนผมจบปริญญาตรีมาใหม่ๆ
งานแรกของผมคือที่ตลาดหลักทรัพย์ ตอนนั้นอาจารย์สังเวียนเดินในเสื้อแขนสั้นจิ๊กโก๋เข้ามาเลย
ทีนี้อาจารย์ก็ให้ไปสอน bisiness policy ตอนนั้นเราก็เสียว
ประสบการณ์เราก็ไม่มี คนสอนวิชานี้มีประสบการณ์หมด ก็ตัดสินใจสอนเลย
เพราะถ้า class นี้ได้ ก็สามารถสอนได้ทุก class ก็ไปสอน ชื่อมันก็เลยออก
ประกอบกับหนังสือที่เราเขียนมันเป็นตัวช่วยคุณวิโรจน์ก็ส่งคนมาติดต่อให้เข้าไปช่วยที่ภัทร
ไป set up capital market ทั้งที่เราเกิดมาไม่เคยเล่นหุ้นเลย
ก็เลยไป set up capital market กับอาจารย์พิพัฒน์ 2 คน
เวลาเรา set up เรื่องรีเสิร์ชเราก็ไม่ได้ทำแบบที่เขาคิดกันดั้งเดิม
พวกตัวเลขมันไม่ใช่ เราก็ทำโมเดลให้วิเคราะห์อุตสาหกรรม วิเคราะห์บริษัท
แล้วก็วิเคราะห์ฐานะการเงิน ตอนนี้ที่แบ็คกราวน์มันช่วยเราแล้ว
2 โมเดล คือ competitive strategy คนอื่นยังไม่คิด แต่เราคิดแล้ว
พอมาพาร์ทการเงิน เรามีแบ็คกราวน์ MBA ด้านไฟแนนซ์ก็หมูเลย และยังมีด้านเศรษฐศาสตร์
แบ็คกราวน์มาช่วยเรา ฉนั้นเรามองได้ 3 มิติ strategy ไฟแนนซ์
ตัวเลข ขณะที่คนอื่น พวกนักเล่นหุ้นทั้งหลายตอนนั้นคิดแต่ตัวเลข
เหมือนกับม้าลำปาง คือมองตรงอย่างเดียว ฉนั้นบทวิจัยของภัทรจะเริ่มจากอุตสาหกรรม
ก็เริ่มสร้างกันขึ้นมา
เวลาประชุมนี่ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ก็ต้องมานั่ง
present ว่าหุ้นตัวนี้ดีหรือไม่ดี อย่างหุ้นผู้จัดการดีไม๊ เขาก็ต้อง
present ผมก่อนว่าอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์เป็นอย่างไร ดีหรือไม่
ถ้าดีแล้วผู้จัดการเป็นอย่างไร ดีหรือเปล่า วิเคราะห์ตัวเลขผู้จัดการ
ฉนั้นเกือบ 10 ปีที่อยู่ตรงนั้นมา คุณเอ่ยชื่อบริษัทหนึ่งขึ้นมา
ผมยังจำได้เลยว่าบริษัทนั้นเป็นอย่างไร ใครเป็นผู้บริหาร มันดีอย่างไร
มันเจ๊งได้อย่างไร มันซึมเข้าไป พอมันเริ่มซึม มันก็เป็น asset
ที่อยู่ในหัว
หลังจากนั้นก็มาเจอนายห้างเทียม ผมเข้าไปอยู่กลุ่มสหพัฒน์
เขาเชิญไปที่บริษัท กับอาจารย์สังเวียน หลังจากนั้นก็ถูกโฉลกกัน
หลังจากนั้นไม่กี่วันคุณบุญยสิทธ์เขาก็ชวนผมไปให้ช่วยที่สหพัฒน์
เขาถามผมว่าอยากเป็นกรรมการของสหพัฒน์โฮลดิ้ง หรือว่าเป็นกรรมการไอซีซี
ผมบอกผมขอเป็นกรรมการของไอซีซี มันหลากหลาย เพราะอยู่โฮลดิ้งไม่มีอะไร
แต่ที่ไอซีซีมันเต็มเลย เราก็อยากจะเรียนรู้
ก็ไปศึกษาสไตล์ของกลุ่มสหพัฒน์ ก็พบว่าที่เราเรียนมามันผิด
มันต้องมี mixture นี่คือธุรกิจแบบจีน เขาแบ่งอย่างไร เวลาทำงานเราเห็น
ไอ้ที่เราเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างนั้นอย่างนี้ มิน่ามันเจ๊งเป็นแถวเลย
ที่นี่มันของจริง แข่งกันตลาดมันเป็นอย่างนี้ เวลาเขาจะออกสินค้าตัวหนึ่ง
เขาขนทีมกันมาทั้งทีม ถกกันไป อย่างเพียซจะออกคอนเซ็ปต์อันนึงออกมา
ผมนั่งฟังเพราะเขาต้องมี present ผมก่อน ผมฟังเขา present อย่างวาโก้นี่
เขาลึกมาก เพราะทั้งวันคิดแต่เรื่องของยกทรง แล้วเวลาที่เขาคิดกัน
ทำให้รู้เลยว่าทำไมวาโก้ถึงกินตลาดได้หมด
พวกเหล่านี้มันซึมเข้ามา ในเรื่องของมาร์เก็ต
เรารู้ว่าแอโรว์เป็นอย่างไร ไอซีซีสินค้ามันชนชั้นสูง สหพัฒน์สินค้าชนชั้นล่าง
เราก็ซึมเรื่องคอนซูเมอร์มาร์เก็ตหลังจากนั้นก็เข้าไปสู่พวกเรียลเอสเตท
เราก็เข้าไปอยู่ในกลุ่มของเรียลเอสเตท เข้าไปนั่งดู นั่งคิด
นั่งฟัง
คราวนี้เราลองหลับตานึกภาพดู มันก็เหมือนกับเรามีเป้า
ตรงกลางคือตลาดหลักทรัพย์ ผมเป็นที่ปรึกษาประธานตลาดหลักทรัพย์อยู่
10 ปี อยู่ในคณะอนุกรรมการรับหลักทรัพย์ ฉนั้นหัวใจของ capital
market มันซึมอยู่ในสายเลือด ส่วนข้างนอกเราเห็นทุก sector ร้อยกันไปหมด
แต่เราก็ไม่เคยคุย เพราะนิสัยเราไม่เคยยกหางตัวเอง
นายห้างเทียมเป็นคนที่สอนผม เขาบอกว่าถ้าคุณเป็นต้นไม้ใหญ่ต้องพยายามทำตัวให้เล็ก
คนตัวเล็กเสียอีกที่พยายามทำตัวเองให้ใหญ่ สิ่งที่นายห้างเทียมบอก
มี 2 ประโยค ใหญ่ต้องทำให้เล็ก เล็กต้องทำให้ใหญ่ กับมากคนมากวาสนา
และนี่คือหลักการทำงาน เอาคนเข้ามาเจอกัน
พอเวลาผ่านไป ถึงจุดนึงคุณทักษิณบอกให้ไปช่วยที่กระทรวงการต่างประเทศ
เราก็ไปช่วยที่กระทรวงการต่างประเทศ การที่เราเคยในอยู่ในบอร์ดต่างๆตอนเราอายุ
30 กว่า ทำให้เวลาเราเจอผู้ใหญ่เราไม่ประหม่า เราสามารถ handle
ผู้ใหญ่ได้ เรา respect เขา คุยกับเขา เขาก็รักเรา มันก็เป็นการสร้าง
network มิตรสหาย พอคุณทักษิณเข้าทำเนียบ ดูแลการจราจร อันนี้ก็อีกซีกหนึ่งแล้ว
มีทั้งการก่อสร้าง จราจร
พอดร.ทนงขึ้นเป็นรัฐมนตรีคลังมานั่งตรงนี้ อาจารย์ทนงนี่ไม่มีเวลาที่จะไปเจอพวกข้าราชการ
ผมก็ link หมด จึงเหมือนพี่เหมือนน้องกัน เราก็ได้เห็นวิธีการทำงานของแต่ละกระทรวง
เคยตามพี่สมเข้าไปอยู่กระทรวงพาณิชย์ ไปช่วยพี่สม เราก็รู้จักหมด
ตั้งแต่อธิบดีกรมการค้าภายในขึ้นไป เราก็เห็น
ส่วนในสภา จริงๆในสภานี่เรามาก่อนพวกนี้เสียอีก
เพราะคุณกรเคยให้ผมเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการอุตสาหกรรม ผมเข้าไปก็เห็นสส.
พอเราไปนั่งในบอร์ดปตท.ก็เริ่มเรียนรู้ถึงรัฐวิสาหกิจ
- ไปเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการอุตสาหกรรมปีไหน
ก่อนที่จะไปที่กระทรวงการต่างประเทศ ประมาณปี
2536
- แล้วเข้าไปในกลุ่มชินวัตรปีไหน
ชินวัตรนี่จำไม่ได้แล้ว แต่ผมไม่ได้เข้าไปยุ่งในกลุ่มชินวัตรเลย
ผมเข้าไปในฐานะที่ปรึกษาของดร.ทักษิณ
ส่วนการที่เราใกล้ชิดดร.สม ซึ่งเขาเป็นคนรุ่นก่อน
เราคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่น้อยคนมากที่จะรู้ว่าคนรุ่นก่อนใครเก่ง
พี่สมเขาก็คอยอธิบายให้ฟังว่าคนนั้นเก่งอย่างไร เพราะฉนั้นเวลาที่ผมจะตั้งที่ปรึกษา
ผมเลือกง่ายมาก ที่นี้คนยังไม่รู้หรอกว่าคุณศิววงศ์เป็นอย่างไร
สมพลเป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้เรื่อง แต่เราแต่งตั้งแล้ว
- อาจารย์ลองเล่าเรื่องที่เข้าไปอยู่กับคุณทักษิณ
คุณวีรวัฒน์ ชลวณิช ได้แนะนำให้ผมได้เจอคุณทักษิณ
ผมก็ได้เจอคุณทักษิณ ก็ถูกอัธยาศัย และเวลามีอะไรคุณทักษิณเขาก็ปรึกษาหารือผม
ซึ่งคิดว่าเป็นการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพราะคุณทักษิณเป็นนักธุรกิจ
เขาไวมาก แล้วเราก็เรียนมาทางด้าน business economist จะเป็นเศรษฐศาสตร์ก็ไม่ใช่
ก็ให้ความรู้ที่เรามีไป 2 คนนี่เหมือนเป็นการปรับความถี่ จูนเข้าหากัน
เพราะฉนั้นเวลาที่คุณทักษิณจะพูดอะไร ก็รู้กันหมด อย่างเวลาถ้าผมเขียนข้อความแค่
3 ประโยค คุณทักษิณเขารู้เลยว่าผมหมายถึงอะไร แต่คนอื่นไม่รู้
แล้วจริงๆถ้าถามว่าผมอยากอยู่กระทรวงการคลังไหม
ผมเฉยๆ จริงๆผมอยากอยู่ข้างๆ ผมจะได้คอยช่วยได้เต็มที่ เพราะถ้าผมมาตรงนี้แล้ว
คำถามต่อไปก็คือแล้วใครอยู่ข้างๆเขา แต่ในเมื่อต้องมาตรงนี้
ก็ต้องมา นี่คือสิ่งที่มัน develop มา มันเป็น trust คนเราอยู่ด้วยกันจะต้องมี
trust คืออยู่ด้วยกันเพราะว่าเขาให้เกียรติ ที่ปรึกษาเขาเยอะ
เป็นเจ้าพอเทเลคอม บริษัทใหญ่ ที่ปรึกษาเยอะ ใครๆก็เข้าหาเขา
แต่เขาเอาเราเข้ามาใช้ แสดงว่าเขาให้เกียรติ
ตรงนี้ต่างหาก มั่นเริ่มมาจากการให้เกียรติ
และเชื่อใจ เราเป็นคนที่ไม่มีนอกมีในอยู่แล้ว เมื่อให้เกียรติ
คนอย่างเราเวลาให้เกียรติแล้วก็ทำให้ตายเลย ถ้าไม่ให้เกียรติ
ทำอย่างไรเราก็ไม่ทำ ก็อยู่แบบนี้เป็นปี เพราะเชื่อใจกัน
เวลาที่คุณทักษิณมาตั้งพรรค เราก็ช่วยกันคิดว่าควรจะมีใครบ้างเป็นผู้ก่อตั้ง
จะขยายพรรคอย่างไร จะทำอย่างไร มันเหมือนกับเกื้อกูลกันตลอด
- จุดสำคัญที่ผมสังเกตุ อาจารย์เป็นคนที่ดึงคนต่างๆเข้ามา
ก็จากประสบการณ์ เพราะเรารู้ พอเรารู้ เขาก็มีความคิดของเขา
เราก็มี ก็เชื่อมกัน เป็นการผสมผสานกันโดยธรรมชาติ แรกๆก็ผสมกันไม่ได้
แต่มันก็เป็นไปตามธรรมชาติ
- เป็นไปได้ไหมว่ารุ่นอาจารย์ อาจารย์เป็นคนที่รู้จักคนมากที่สุดใน
business society
อาจใช่ ถ้าถามว่า asset ของสมคิดคืออะไร ก็ตรงนี้
คือมันไม่ใช่แค่มองไปข้างหน้า เหมือนที่คนชอบบอกว่าผมชอบมองไปข้างหน้า
ตรงนี้ต่างหากที่เรารู้ว่าอะไรดี เราหยิบมาใช้ เราให้เกียรติเขา
แต่เวลาถึงบทบู๊ ผมก็บู๊
- อาจารย์เคยตัดสินใจอะไรที่เฉียบขาดบ้าง
ผมเฉียบขาดอยู่แล้ว แต่ไม่ต้องบอก บอกไม่ได้
คือเรารู้ ของบางอย่างเรารู้อยู่แล้ว ของบางอย่างเวลาจะเป็นตัวหา
solution ของมัน อย่างที่บอก บางอย่างมันก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊กไป
คือเรารู้ว่ามันต้องไปอย่างนี้ สุดท้ายมันก็ต้องออกมาอย่างนี้
เราก็ปล่อยให้เวลามันเดินไป ของบางอย่างมันไม่ได้ ไปก็ต้องไป
ทำก็ต้องทำ มันอยู่ที่สถานการณ์ แต่ถ้าบอกว่าสมคิดเป็นนักกลยุทธ์
มัวแต่คิดกลยุทธ์อะไรอย่างนั้น มันไม่ใช่ ผมยังเคยบอกว่าภาพลักษณ์อย่างนี้มันไม่ดี
เรานั่งเฉยๆ ตามองฟ้าก็บอกว่าเราคิดอีกแล้ว
- ชีวิตอาจารย์เปลี่ยนไปมากไหม
เปลี่ยนเยอะ เนื่องจากชีวิตที่ผ่านมาเป็นอย่างนี้
เวลาผมพบกับนักการเมือง ผมเข้ากับเขาได้ง่ายมาก แล้วยิ่งเป็นสส.ต่างจังหวัด
ผมยิ่งชอบนิสัยเขา เพราะว่าใจเปิด คำไหนคำนั้น เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง
เจอคุณเสนาะอย่างนี้ ผมชอบแกมาก ผมชอบตรงที่ใจใหญ่ คนเราวัดขนาดกันที่หัวใจ
ถ้าใจนิดเดียวนี่ ไปไกลๆเลย ผมเป็นคนที่ชอบ test น้ำใจ ป๋าเหนาะใจแกเปิด
ไม่มีอย่างอื่นเลย แกตั้งใจ เวลาแกช่วยคนเยอะ มันก็ต้องเจอของดีๆบ้าง
เจอของร้อนบ้าง ของดีบ้าง ฉนั้นสส.ต่างจังหวัดไม่มีปัญหากับผม
สส.กรุงเทพนี่ก็ไม่มีปัญหา เพราะว่าพูดภาษาเดียวกันอยู่แล้ว
นักวิชาการก็ต้องคุยกันให้เข้าใจ เพราะผมไม่ใช่นักวิชาการประเภทกางตำราท่อง
วิชาการเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการนำ solution ออกมา ถ้านักวิชาการประเภทฝอยอย่างเดียวทั้งวัน
ผมไม่เอา ผมต้องการวิชาการที่รู้ว่าจะจบอะไร solution คืออะไร
สไตล์อย่างนี้อาจจะทำให้บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ ช่วยไม่ได้
แต่ชีวิตในเรื่องของการเมืองไม่มีปัญหา เดิมทีเป็นคนเครียด
ตอนนี้ก็เริ่ม relax ขึ้น เพราะไหนๆก็อยู่ในนี้แล้ว มันต้องเปลี่ยนชีวิต
ก็ต้องเปลี่ยน แรกๆก็รู้สึกแปลกๆ เพราะชีวิตจริงๆของผมเป็นคนที่อยู่กับครอบครัวมาก
แทบเป็นอันดับ 1 เลย เรื่องอื่นไม่สำคัญเท่ากับลูก จะพาเขานุ่งกางเกงขาสั้นเดินเที่ยวทุกแห่ง
ร้านตามถนนจะรู้เลยว่าเจ้าไหนอร่อย แต่ตอนนี้โอกาสมันน้อยลงจริงๆ
เวลาที่จะให้กับลูกก็น้อยลง
แต่ว่ามันดีอย่าง วันที่เข้าไปในสภา ลูกของผม
2 คน ทำการ์ดกันคนละใบ คนเล็กก็ทำแบบเด็กๆ ทำเป็นรูปหัวใจ คิดถึงพ่ออะไรก็ว่าไป
แต่คนโตเขาแต่งกลอน 8 ให้กับผม ผมอ่านแล้ววันนั้นเป็นวันที่ผมเลิกเครียดเลย
เพราะผมห่วงลูกมากว่าถ้าเขาไม่เข้าใจ มีแต่คนกระแนะกระแหนอย่างนี้
เด็กมันจะถูกล้อ แต่เขาเขียนกลอน 8 มาผมจำคำพูดได้ชัดเลยวันนั้น
เขาเขียนว่า"ใครจะด่าใครจะว่าก็ช่างเขา คิดจะคอยเป็นกำลังใจให้
วันนี้ไม่มีเวลาไม่เป็นไร ตื่นเช้าพรุ่งนี้เรามาจอยกันใหม่"
คืออย่างนี้ผมสบายใจ เพราะเหมือนกับได้วีซ่าจากลูกแล้ว เขาทำการ์ดให้ผม
2 ใบ มันเป็นกำลังใจมหาศาล เราก็จะทำเท่าที่สุขภาพเราจะอำนวย
ไอ้เราสุขภาพไม่แข็งแรงอยู่แล้ว ทำงานตั้งแต่ 7 โมงครึ่ง ถึงค่ำๆทุกวัน
ก็พยายามออกมาวิ่งบ้าง
private life มันหายไป เพราะเราต้องมาออกข่าว
เดิมทีผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนที่พูดให้นักข่าวฟังเข้าใจ คือผมขี้เกียจพูดอยู่แล้ว
แต่โดยหน้าที่มันบังคับ ต้องพูดทุกวัน พยายามพูดให้น้อยมันก็ไม่ได้
เพราะว่าทุกอย่างมันมาลงที่กระทรวงนี้หมด คนมันก็จำหน้าได้ พอคนจำหน้าได้
ชีวิตที่ผมเคยมีเวลา พาครอบครัวโดดขึ้นรถไฟฟ้า มันก็ไม่มี มันก็
miss นะ คิดถึงมากเลย
- ตอนนี้อาจารย์อยู่ที่รัตนโกสินธ์ แมนชั่น
ใช่มันสงบ
- เขาจัดอะไรให้เป็นพิเศษไหม
ไม่มี ผมต้องการอย่างนี้ เดิมทีผมอยู่บ้านสมถวิล
แต่คนเยอะ นักธุรกิจมันเยอะ ผมเดินออกมาก็เจอแล้ว เดินออกมาเจอ
pressident JATRO ผมก็เลยหลบดีกว่า ออกไปอยู่ที่มันสงบ จะคิดอะไรเขียนอะไร
มันคิดออก บางทีก็ออกมาดูสายน้ำ นั่งเรือ เมื่อก่อนผมชอบนั่งเรือไปธรรมศาสตร์
ไปท่าพระจันทร์ ไปเดินเลือกซื้อ CD เดี๋ยวนี้ไม่มีโอกาส แล้วมันแย่อย่างหนึ่งตรงที่เราเป็นคนที่ไม่มีงานอดิเรก
งานอดิเรกของเราคือจูงลูกไปเดินซื้อ CD พาไปเดินเล่น เดี๋ยวนี้ต้องหางานอดิเรกทำ
ต้องคิดว่าวันอาทิตย์จะทำอะไร
แต่มันก็ดีอย่าง ตรงที่มันไม่เครียด แปลกมาก
เคยคิดว่าอยู่ตรงนี้มันต้องเครียดมากแน่นอน แต่มันไม่เครียด
เหมือนกับว่าเรามีดาบอยู่เล่มหนึ่ง เรารู้ว่าตรงนี้มีปม มันต้องตัดหมด
ใหญ่แค่ไหนก็ต้องตัด
- อาจารย์ตื่นนอนกี่โมง
ตี 5
- ตื่นแล้วทานอะไรมาก่อนหรือเปล่า
ก็ทานที่บ้านมา แฟนผมดี คือชีวิตของผมมีแต่เรื่องของงาน
และเป็นชีวิตที่ซีเรียสจริงจัง ภรรยาผมคนนี้เข้าใจผมมาก ผมถึงไม่ซีเรียส
ดูแลลูกแทนได้สบาย ตอนนี้เขาเป็นรองคณบดีแล้ว ผมมาทำงานอย่างนี้
งานเขาก็หนัก คอยเทคแคร์ลูก ทำให้เราไม่เป็นห่วง คอยติวหนังสือให้
คือผมเป็นคนต้องติวลูก ยิ่งคณิตศาสตร์ ยิ่งต้องคอยติวเขา ตอนนี้ก็ไม่มีเวลาติว
ภรรยาผมเขาก็ช่วยดูแลให้ แล้วเขาก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย มันก็เหมือนกับว่าเราได้วีซ่าจากที่บ้านครบ
ไม่มีปัญหา
- อยากให้อาจารย์เล่าถึงหนังสือ The New Competition
ที่เขียนกับคอตเลอร์
ตอนนั้นเราเข้าไปปี 1 เราก็ไม่รู้จักนอร์ทเวสเทิร์น
รู้จักแต่คอตเลอร์จากหนังสือที่เราเรียน ก็ไปหาเขา บอกเขาว่าผมขอเป็นลูกศิษย์ได้ไหม
ให้อาจารย์เป็น chairman ของผม แล้วแกก็เอา article ที่แกเขียนโยนมาให้
หน้าปกเป็นรูปหุ่นยนต์ เขียนกัน 2 คน กับเฮย์ ผมก็เอาอันนั้นแหละ
แกบอกแกสนใจเรื่องนี้ ผมก็เอาเรื่องนี้ไปขยายเป็นเปเปอร์ความหนาประมาณ
100 หน้า ส่งกับไปให้แก แล้วแกก็พอใจ แล้วก็ส่งต่อไปสำนักพิมพ์
เขาก็สนใจว่าจะทำเป็นหนังสือ แต่ขอให้ structure ใหม่ ก็เขียนเป็นหนังสือขึ้นมา
ก็เลยเกิดเป็นหนังสือเล่มนั้นขึ้นมา ทีแรกผมจะไม่ใช้ชื่อนี้
จะใช้ชื่อว่า strategic giobal marketing lesson from the Japanist
แต่คอตเลอร์เขาคิดชื่อให้เป็น The New Competition แล้วก็ออกมา
นั่นคือเบื้องหลัง เปเปอร์ที่เราเขียนออกมา เขียนโดยที่อาจารย์เขาก็ไม่
commit แต่เราชอบ ใช้เวลากลางคืนเขียน
เวลาเรียนที่นอร์ทเวสเทิร์น ตีเสียว่าเราทำงานของเราถึง
3-4 ทุ่ม แล้วหลัง 3-4 ทุ่มขึ้นไปถึงตอนดึกนี่ ก็คือทำอันนี้
ก็เหมือนกับว่าเราเรียนไปด้วย ทำเรื่องนี้ไปด้วย ก็เป็นปี ชีวิตมันเป็นอย่างนี้
แล้วช่วงนั้นสูบบุหรี่แป็บเดียวหมด ห้องผมนี่เหม็นแต่ควันบุหรี่
แต่ตอนนี้เลิกแล้ว
ชีวิตตอนนั้นมันมาก คือบ้านแรกที่ผมไปอยู่เป็นบ้านในเมือง
มีแต่คนดำ ย่านคนดำนี่คนไม่ค่อยยอมไปอยู่ แต่เรามันเงินน้อย
ก็ต้องอยู่กับคนดำ เขาให้ห้องข้างบน เป็นห้องใหญ่ สูบบุหรี่จนห้องเหม็น
ผมยาว เหมือนซอมบี้ ฝรั่งมันมาเห็นเรายังสงสารเลย เราเหมือนกับซากศพ
เดินออกมานี่กลิ่นบุหรี่โขยมาเลย แล้วมันหนาวด้วย
แล้วก็เจอพิพัฒน์ 2 คนนี่เวลานั่งคุยกัน ควันเต็มห้อง
มองอะไรไม่เห็นเลย มวนต่อมวน
- อาจารย์ไปเจออาจารย์พิพัฒน์ที่นั่น
ที่นั่น เขาเป็นคนที่ไบรท์มาก เห็นหน้าแล้วจะรู้ว่าคนนี้มันไบรท์จริงๆ
มันไบร์ทตลอด แต่เป็นคนที่มีจิตใจเมตตามาก เวลาเราไปใหม่เราโฮมซิค
แกก็นั่งฟังเราบ่น แกเป็นคนที่ไม่เคยมีความเครียด ยิ้มตลอด แล้วก็เมาเบียร์ตลอด
มันก็เป็นอีกแบบนึง สำหรับชีวิตที่นั่น
แล้วเวลามันจน มันจนจริงๆ เงินก.พ.เขาให้ 300
กว่าเหรียญ ทุกรัฐเท่ากัน แล้วที่ชิคาโก นอร์ทเวสเทิร์น ก็รู้อยู่แล้ว
แค่ค่าห้องอย่างเดียวมันก็เกินครึ่งไปแล้ว ที่เหลือมันนิดเดียว
นิดเดียวมันไม่พอกิน ก่อนไปเมืองนอกก็คิดว่ากินแฮมเบอร์เกอร์วันละ
3 มื้อก็ได้ เพราะเราทำกับข้าวไม่เป็น แต่พอไปถึงเงินที่เหลือมันไม่พอ
เมื่อไม่พอก็ต้องทำเอง
มื้อเช้าผมไม่เคยทานเลย ไปกินตอน 11 โมง แล้วอาหารของผม
ผมซื้อขนมปังที่ไม่มียี่ห้อ มันใช้ชื่อเจเนอริค จะเขียนว่าเบรด
แล้วก็พีนัทบัทเตอร์ จะอยู่ชั้นล่างสุด แล้วที่คณะผมเขาจะเขียนเลยว่าถ้าคุณกินเจเนอริค
แบรนด์ ให้ถามหมอเสียก่อน ก่อนที่จะกิน แต่ผมกินทุกวัน แล้วผมจะใช้วิธีนี้
คือเอาขนมปังมา 5 แผ่น แล้วทาพีนัทสอดไปแต่ละแผ่นประกอบกัน แล้วก็ไปหยอดเหรียญซื้อกาแฟกินที่คณะ
กินเป็นมื้อเที่ยง 2 ปีเต็ม มื้อเช้าไม่เคยกิน
แล้วตอนเย็นผมก็ต้องทำอาหารเอง ต้องซื้อเนื้อซื้อไก่เอง
แล้วเราทำกับข้าวเป็นที่ไหน ก็พยายามนึกถึงเวลาอยู่บ้าน เวลาเขาหั่นไก่
เวลาเขาทอด เขาทำกันยังไง ไปซื้อกระเทียม ซื้อมาหมดเลย จากไม่รู้เรื่อง
เวลาทอดทำไมข้างนอกมันเกรียม แต่ข้างในไม่สุก เพราะไก่มันแช่ฟรีซ
เอาออกมาข้างในมันแข็ง เวลาทอดแล้วข้างในไม่สุก แล้วก็ผัดบล๊อคเคอรี่
วันนี้บล็อคเคอรี่กับไก่ พรุ่งนี้กับหมู มะรืนนี้ไก่ย่าง วนอยู่อย่างนี้
แล้วก็ให้เจ้าของบ้านมากินด้วยกัน ถ้าเขากินได้เราก็กินได้ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ปี
1 ชีวิตมันเริ่มจากตรงนี้ แล้วก็เริ่มรู้ว่าเวลาต้มน้ำแกง ต้องเคาะกระดูก
ให้น้ำมันเดือดก่อนใส่มันถึงจะหวาน เรียนรู้แล้วพยายามจำ
- จริงๆชีวิตอาจารย์ลำบากมาตั้งแต่เด็ก
มันไม่ลำบากหรอก เพราะว่าตอนเด็กเราอยู่กับอา
เขาเป็นคนดีมาก เป็นคนที่มีวินัย เราต้องช่วยตัวเอง เนื่องจากว่าเราต้องดูแลน้อง
คือเราช่วยตัวเองตลอด เวลาไปเมืองนอกเราก็ช่วยตัวเอง ไม่ต้องให้ใครช่วย
ไปเดินหาบ้าน เดินไปดูแผนที่มาตลอด นี่คือข้อดีของการไปเรียนเมืองนอก
ชีวิตมันทัฟ แล้วเวลากลับมาถึงมันทน
(สัมภาษณ์เมื่อ 16 มีนาคม 2544)
http://www.gotomanager.com/app/details.asp?id=996&menu=theguide,people
|