www.geocities.com/lungcan2000
|Home |Coffee room| Funny talk| Poem | Quest book| Contact us| About me |
 
องค์กรณ์การเมือง
 


:: รัฐสภาไทย

:: รัฐธรรมนูญ๒๕๔๐
คณะกรรมการเลือกตั้ง
ปราบปรามการฟอกเงิน
ปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
:: วุฒิสภา

เก็บเหตุการณ์ในประวัติศ่สาตร์ มาไว้ให้อ่าน

 

**บันทึกเหตุการณ์ตุลามหาวิปโยคทั้งสองครั้ง..ใครอยากค้นหาความจริงที่เขาปิดบังกัน เชิญเร่เข้ามา**
อรัมภบท..

จู่ ๆ ก็เกิดมีกระแสข่าวว่า จะมีการสังคายนาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใหม่ เปลี่ยนตัวผู้ต้องหาในเหตุการณ์เดือนตุลาเป็นคนที่ไม่ใช่สกุลกิตติขจรและจารุเสถียร เป็นทำนองชำระประวัติศาสตร์เพื่อความเข้าใจอันถูกต้องของสังคมเสียใหม่ นั่นเป็นปฐมเหตุให้เกิดกระทู้นี้

ต้องแจ้งให้เพื่อน ๆ ทราบก่อนว่า บทความนี้มีความยาวหลายหน้ากระดาษ อาจอ่านไม่หมดในวันเดียว และอาจไม่อยู่ในกระทู้เดียวก็ได้ หากรวบรวมเป็นหนังสือมีความยาวนับร้อยหน้ากระดาษ
ผมมีความจริงใจที่จะเปิดเผยเรื่องราวที่หลายท่านอาจเคยได้ยินมาบ้าง แต่หลายท่านไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์และไม่รู้ว่าจะฟังความจากที่ใดจึงจะเป็นข้อเท็จจริง
ผมยินดีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักประชาธิปไตยทุกรุ่นทุกสมัยเพื่อสะสางความกระจ่างในเรื่องที่เกิดขึ้น และขอมอบเป็นวิทยาทานแก่บุคคลที่สนใจทั่วไป ขอสงวนสิทธิ์หากผู้ใดคิดจะเอาไปเผยแพร่เพื่อการค้าครับ

..เหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ มีความเกี่ยวเนื่องกัน เหมือนหนังสองภาค ดูภาคแรกแล้วต้องดูภาคสอง เหมือนฟุตบอลที่มีครึ่งแรกและครึ่งหลัง..
เกี่ยวพันกันอย่างไร มาติดตามกันเป็นฉาก ๆ นะครับ

๑ / ปฐมเหตุ..

หลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย เมื่อปีพ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ประเทศเราก็เข้าสู่ระบบการเมืองที่มีสองฝักสองฝ่ายในทันที คือฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของระบบพรรคการเมืองตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เมื่อสิ้นยุคดร.ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำ (ลี้ภัยในต่างประเทศ) และการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๘ การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันทางการเมืองก็ยิ่งชัดเจนขึ้น จากการต่อสู้กันในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นอุดมการณ์ที่ท่านปรีดี วางรากฐานเอาไว้ ถูกแปรเปลี่ยนโดยผู้สูญเสียผลประโยชน์

เมื่อเห็นว่าการต่อสู้กันในระบบรัฐสภาไม่อาจทำให้ตนเองได้สืบทอดอำนาจอันยาวนานและต่อเนื่องได้ จึงต้องใช้วิธีรวบอำนาจปกครองไว้แต่ผู้เดียว เกิดการปฏิวัติ รัฐประหารหลายครั้ง หลายหน โดยนายทหารชั้นผู้ใหญ่ จากจอมพลป.พิบูลย์สงคราม เรื่อยมายัง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งมาถึงมือ จอมพล ถนอม กิตติขจร ล้วนเป็นการสืบทอดอำนาจที่ได้มาโดยมิชอบในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น ทั้งนี้..เป็นจุดอ่อนของประชาธิปไตยเอง ประเทศปกครองในระบอบประชาธิปไตยก็จริง แต่สถาบันทหารปกครองกันในระบบเจ้าขุนมูลนาย และศักดินานิยม ซึ่งเป็นมาช้านานแล้วนับแต่อดีตกาล

นักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ และครูอาจารย์ที่มีอุดมการณ์ในระบอบประชาธิปไตย ต้องหนีหัวซุกหัวซุนมาทุกยุคทุกสมัยที่เผด็จการเรืองอำนาจ บ้างก็เลิกเกี่ยวข้องกับการเมืองไปเลย ที่เหลืออยู่ยงคงกระพันที่สุด ก็จะต้องเป็นจิ้งจกเปลี่ยนสีได้ หรือ พวกเก็บตัวอยู่กับพรรคการเมือง ซึ่งในอดีตมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนหยัดอยู่ได้ และเป็นฝ่ายตรงกันข้ามกับรัฐบาลทหารมาทุกยุคทุกสมัย เนื่องจากพรรคอื่นต้องมีอันล้มหายตายจากไปเพราะทนแรงเสียดทานทางการเมืองไม่ได้

จอมพลถนอม ได้ฤกษ์เถลิงอำนาจต่อจากจอมพลสฤษดิ์ แบบอัตโนมัติโดยไม่ผ่านระบบการคัดเลือกทางการเมืองเมื่อจอมพลสฤษดิ์เสียชีวิตลง และกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๓ ในฐานะนายกรัฐมนตรี โดยมีจอมพลประภาส จารุเสถียร ที่เกี่ยวดองกันเป็นเครือญาติกับท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจรเป็นผู้ช่วยและกุมอำนาจทางทหารและตำรวจ ระหว่างนั้นประเทศไทยมีการเลือกตั้งหลายครั้งภายใต้สัญญาของจอมพลถนอมที่ว่าจะให้ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นแม่บท ไม่ใช่กฎหมายของคณะปฏิวัติ แต่เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยชัยชนะของรัฐบาล (พรรคประชาธิปัตย์จะชนะเฉพาะในเขตเลือกตั้งในพระนคร-ธนบุรีเท่านั้น เนื่องจากเป็นศูนย์รวมของประชากรที่มีความรู้ทางด้านการเมืองมากที่สุด) จอมพลถนอมก็กลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง และไม่นานเมื่อกฎหมายสำคัญเข้าสู่สภาและเห็นว่าตัวเองอาจจะเพลี่ยงพล้ำ ท่านก็จะทำการรัฐประหารเสียทีหนึ่ง เพื่อล้มกฎหมายแม่บทและกลับมาใช้กฎหมายของคณะปฏิวัติอีก เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากนักการเมือง และเสรีชนจำนวนมากทวงถามรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักร ท่านก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเสียทีหนึ่ง และเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป ก็จะได้รัฐบาลชุดที่มีจอมพลถนอมเป็นนายกรัฐมนตรีเช่นเดิม

ที่กล่าวมานั้น เป็นปฐมบทของเรื่องราวสำคัญที่จะกล่าวต่อไป..
การตระบัดสัตย์ของตัวเองนั่นแหละที่ก่อให้เกิดผลร้ายต่อคณะผู้ปกครองบ้านเมือง..เพราะเมื่อประชาชนเริ่มไม่ไว้วางใจ คำสัญญาก็เปรียบเหมือนคำพูดของเด็กเลี้ยงแกะ

๒ / การก่อกำเนิดนักศึกษาหัวรุนแรง..

การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยมีส่วนสำคัญที่สร้างความคิดแตกฉานให้กับนักศึกษาจำนวนมาก โดยเฉพาะวิชาเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ ตำราที่เรียนในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ได้มาจากการแปลจากหนังสือที่ใช้ในการเรียนการสอนที่ประเทศเสรีในตะวันตกใช้อยู่ และอาจารย์ที่ทำการแปลก็เป็นผู้ที่จบการศึกษาจากที่นั่นในระดบปริญญาโทและเอก แม่แบบที่สำคัญคือ สหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศส ซึ่งล้วนแต่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเรียกว่าผู้นำโลกเสรี (แม้ในระยะหลังจะมีปรัชญาการเมืองการปกครองแบบสังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ ที่นำโดยรัสเซียและจีน แต่ก็เป็นตลาดมืดของการศึกษา เพราะรัฐบาลสมัยนั้นไม่อนุญาตให้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับลัทธิการปกครองนี้ต่อมหาชน) เมื่อนำตำรามาเรียนมาสอน แต่ปฏิบัติกับประเทศเราไม่ได้ ระบบพรรคการเมืองก็ไม่เข้มแข็งพอ ทำให้นักศึกษาหัวก้าวหน้าส่วนหนึ่งตั้งชมรมกิจกรรมทางการเมือง และพรรคการเมืองในมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้ รัฐบาลของจอมพลถนอมเข้าไม่ถึง และยับยั้งไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ยุคสมัยสงครามเย็น โลกถูกแบ่งแยกออกเป็นสองค่ายชัดเจน คือ โลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกา เป็นพี่ใหญ่ และโลกคอมมิวนิสต์ ที่มีรัสเซียเป็นหัวหน้า ในการเรียนการสอนต้องเรียนการปกครองทั้งสองค่ายด้วย การเรียนในระดับอุดมศึกษาเป็นสถานที่แห่งเดียวที่ยอมให้ศึกษาระบอบการปกครองและปรัชญาของลัทธิมาร์กซิสม์ด้วย นักศึกษาหัวรุนแรงบางคนเห็นว่าลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวอย่างที่พวกเขาถูกมอมเมาในตำราเรียนตอนเด็ก ๆ แถมยังมีความเชื่อด้วยว่า ..น่าจะเหมาะสมกับประเทศไทยเรา ที่มีประชากรกว่า ๘๐% เป็นชาวไร่ชาวนาและผู้ใช้แรงงาน.. การปฏิวัติในรัสเซีย ในจีนโดยชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างเหมาเจอตุง นำประเทศยักษ์ใหญ่ไปสู่การปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ได้สำเร็จ ก่อให้เกิดกระแสผลักดันน้อย ๆ ขึ้นในจิตใจของนักศึกษาหัวรุนแรงเหล่านี้
การแพร่กระจายของลัทธิคอมมิวนิสต์ไปยังประเทศในยุโรปตะวันออกและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ไทยเหมือนถูกหมากปิดล้อมเอาไว้ หลังการพ่ายแพ้สงครามของสหรัฐในเวียตนาม ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกจับตามายังประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานการเมืองและเศรษฐกิจค่อนข้างอ่อนแอ
ทฤษฎีโดมิโน ที่มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนในบทความ ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน มีนักศึกษาหลายคนเชื่อว่า ประเทศไทยเป็นตัวโดมิโนตัวหนึ่งซึ่งในที่สุดจะต้องถูกตัวอื่นผลักให้ล้มลง

พรรคการเมืองในมหาวิทยาลัยสำคัญ ๆ เช่น ธรรมศาสตร์ และ รามคำแหง คือบ่อเกิดให้มีกระแสต่อต้านระบบทุนนิยมในโลกเสรี องค์กรนิสิตนักศึกษาถูกก่อตั้งขึ้นโดยได้รับทุนอุดหนุนจากผู้บริหารของมหาวิทยาลัย และกระทำกิจกรรมทางการเมืองอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรก

๓ / การเดินขบวนต่อต้านระบบทุนนิยม..

ในราวปีพ.ศ.๒๕๑๔ ประเทศเราเริ่มรู้จักการเดินขบวนประท้วงกับเขาบ้าง โดยอ่านจากข่าวต่างประเทศ มีการเดินขบวนที่นั่น ที่นี่ เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้รับ หรือได้รับไม่เพียงพอ พรรคการเมืองของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยนี่แหละเป็นตัวตั้งตัวตี สมัยนั้น ประเทศเราเสียดุลการค้าให้กับประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด เครื่องใช้ไฟฟ้าแทบจะทุกบ้านต้องมียี่ห้อของญี่ปุ่นอยู่ ทดแทนยี่ห้อของสหรัฐและยุโรปที่เข้ามาก่อนหน้า เพราะญี่ปุ่น เติบโตเร็ว ก้าวมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกด้วยสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่าและถูกกว่า

นักศึกษาหนุ่มสาว คาดผ้าที่ศีรษะเป็นสัญญลักษณ์ ออกแจกจ่ายใบปลิวตามศูนย์การค้า เรียกร้องให้หันมานิยมไทย ต่อต้านสินค้านำเข้า โดยเฉพาะญี่ปุ่น ปรากฏว่า หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับที่ตีพิมพ์ในวันรุ่งขึ้นออกข่าวและเนื้อในบทความก็สดุดีความสร้างสรรค์เพื่อสังคมไทยของเหล่าเด็ก ๆ พวกนี้ ประชาชนทั่วไป ก็ตอบรับ พวกเขาจะเดินทางมาท้องสนามหลวงหรือที่ไหนก็แล้วแต่ที่นักศึกษามาจัดไฮด์ปาร์ครณรงค์ให้ต่อต้านสินค้านำเข้า ที่เห็นเด่นชัดมากคือที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บริเวณลานโพธิ์ และสนามฟุตบอล จะมีไฮด์ปาร์คแทบทุกสัปดาห์

รัฐบาลเห็นว่า สิ่งที่นักศึกษากระทำลงไป มิได้คุกคามต่ออำนาจที่ตนเองปกครองอยู่ก็เลยมิได้ออกมาปรามแต่อย่างใด การขยายตัวในกิจกรรมของนักศึกษาก็เริ่มจากจุดที่ผู้คนในประเทศให้การสนับสนุนนี่เอง

แก้ไขเมื่อ 14 ต.ค. 46 15:26:34

จากคุณ : *bonny - [ 14 ต.ค. 46 09:04:01 ]


--------------------------------------------------------------------------------








--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

๔ / เรียกร้องรัฐธรรมนูญ

กิจกรรมต่อต้านสินค้าของชาวค่างชาติประสบความสำเร็จอย่างงดงาม รัฐบาลรับฟังและโอนอ่อนให้กับข้อเรียกร้องที่เป็นประโยชน์ของนักศึกษา นักศึกษาธรรมศาสตร์มีอิสระที่จะใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงยีนส์ไปเรียนหนังสือ อ้างเพื่อความประหยัด ผู้บริหารท่านก็ให้อิสระเสรีเพราะเห็นว่า เครื่องแบบไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอน

เมื่อเห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมคืนรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนอย่างจริงใจเสียที กลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรง ที่ขณะนี้กระทำตัวเหมือนเป็นฝ่ายค้านนอกสภาไปแล้ว (ในสภาพรรคปชป.เป็นเพียงเสียงข้างน้อย แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ การเลือกตั้งครั้งล่าสุดทุกครั้ง คะแนนของปชป.ค่อย ๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ แต่นักศึกษาใจร้อนและรอไม่ได้ เพราะแต่ละคนเข้ามาและออกจากรั้วมหาวิทยาลัยในรอบระยะเวลา ๔ - ๕ ปี ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมในยุคที่พวกเขาศึกษาอยู่) ก็ลามปามขึ้นเรื่อย ๆ จากไฮด์ปาร์คในมหาวิทยาลัย เลยเถิดไปถึงการล่ารายชื่อ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จำนวน ๑๐๐ คนจากทุกสาขาอาชีพโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อยื่นต่อรัฐบาลจอมพลถนอม รายชื่อสำคัญ ๆ ของบุคคลเหล่านี้แหละครับ ถือว่า ..น่ายกย่องอย่างยิ่ง และเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้เรามีประชาธิปไตยในทุกวันนี้ ผมขอเปิดเผยรายชื่อของท่านเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้…

๑ พลตต.สง่า กิตติขจร**
๒ ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร**
๓ ไขแสง สุกใส**
๔ ธีรยุทธ บุญมี**
๕ สุเทพ วงศ์กำแหง**
๖ ดร.อภิชัย พันธเสน
๗ วิสา คัญทัพ**
๘ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
๙ ชูศรี มณีพฤกษ์
๑๐ นพ.วิชัย โชควัฒนา
๑๑ พตต.อนันต์ เสนาขันธ์**
๑๒ วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน
๑๓ อัจฉรา สภัสอังกูร
๑๔ สุมาลย์ คงมานุสรณ์
๑๕ อรรณพ พงษ์วาท
๑๖ ภาสกร เตชะสุรังกูล
๑๗ วีรศักดิ์ สุนทรศรี
๑๘ เทอดศักดิ์ จันทร์สุระแก้ว
๑๙ สมพล ฆารสไว
๒๐ ณรงค์ เกตุทัต**
๒๑ สถาพร ศรีสัจจัง
๒๒ ธวัชชัย ณ ลำพูน
๒๓ ชวชาติ นันทแพทย์
๒๔ เทพ โชตินุชิต
๒๕ ดำรง ลัทธพิพัฒน์**
๒๖ วิบูลย์ อิงคากุล
๒๗ ประยูร พูนบำเพ็ญ
๒๘ พนม ทินกร ณ อยุธยา
๒๙ เลียง ไชยกาล
๓๐ จุฬา แก้วมงคล
๓๑ วิชัย บำรุงฤทธิ์
๓๒ ทศพล ยศรักษา
๓๓ ดร.บุญสนอง บุณโยทยาน**
๓๔ อรุณ วัชรสวัสดิ์**
๓๕ มนตรี จงศิริอาลักษณ์
๓๖ ศิริยุภา พูลสุวรรณ
๓๗ ปรีดี บุญชื่อ
๓๘ พิภพ ธงไชย**
๓๙ สมเกียรติ อ่อนวิมล**
๔๐ ประสาร มฤคพิทักษ์**
๔๑ แล ดิลกวิทยรัตน์**
๔๒ เดชา อุบลวรรณา
๔๓ นพพร ไพรัตน์
๔๔ รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์**
๔๕ จินตนา เชิญศิริ
๔๖ ชัยศิริ สมุทรวณิช
๔๗ สุชาติ สวัสดิ์ศรี
๔๘ พิทักษ์ ธวัชชัยนันท์
๔๙ รท.รณชัย ศรีสุวรนันท์
๕๐ ดร.เสริม ปุณณหิตานนท์
๕๑ สุชาดา กาญจนพังคะ
๕๒ สุธน สุนทราภา
๕๓ ดร.เขียน ธีรวิทย์**
๕๔ วัชรี วงศ์หาญเชาว์**
๕๕ ฟัก ณ สงขลา
๕๖ ไชยวัฒน์ ยนเปี่ยม
๕๗ ฉายศิลป์ เชี่ยวชาญพิพัฒน์
๕๘ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
๕๙ พงษ์ศักดิ์ พยัคฆ์วิเชียร**
๖๐ พินัย อนันตพงศ์
๖๑ นพพร สุวรรณพานิช**
๖๒ ดร.ชัยอนันต์ สมุทรวณิช**
๖๓ ทวี หมื่นนิกร**
๖๔ ธัญญา ชุนชฎาธาร
๖๕ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ**
๖๖ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
๖๗ นิวัติ กองเพียร**
๖๘ ดร.ศักดา สายบัว
๖๙ สุมิตรา เต็งอำนวย
๗๐ ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์**
๗๑ สุวัฒน์ ทองธนากุล
๗๒ สุรชัย จันทิมาธร**
๗๓ คำสิงห์ ศรีนอก**
๗๔ เสนีย์ ด้านมงคล
๗๕ ปรีชา แสงอุทัย
๗๖ อุดร ทองน้อย
๗๗ สมคิด สิงสง
๗๘ ถวัลย์ วงศ์สุเทพ
๗๙ ประยงค์ มูลสาร
๘๐ พรชัย วีรณรงค์**
๘๑ สุดาทิพย์ อินทร**
๘๒ ไพบูลย์ วงศ์เทศ**
๘๓ ไพสันต์ พรหมน้อย
๘๔ สุรพล วัฒนกุล
๘๕ ประกอบ สงัดศัพท์
๘๖ รต.ประทีป ศิริขันธ์
๘๗ ธรรมเกรียรติ กันอริ
๘๘ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ
๘๙ เหม ศรีวัฒนธรรม
๙๐ ดร.วารินทร์ วงศ์หาญเชาว์**
๙๑ ดาราวัลย์ เกษทอง
๙๒ ชนินทร์ ดีวิโรจน์
๙๓ เสถียร จันทิมาธร**
๙๔ สุภชัย มนัสไพบูลย์
๙๕ กมล จันทรสร
๙๖ พิชัย รัตตกุล**
๙๗ เจริญ คันธวงศ์**
๙๘ สมเกียรติ โอสถสภา
๙๙ ประทุมพร วัชรเสถียร
๑๐๐ วีรพงษ์ รามางกูร**

เริ่มจากท่านเหล่านี้ที่ร่วมลงชื่อสู้กับอำนาจเผด็จการเราจึงมีวันนี้ ..ผมขอคารวะ..
หลายท่านที่ผมดอกจันทร์เอาไว้คือที่ผมรู้จัก ปัจจุบัน แทบทุกคนมีบทบาทสำคัญไม่หน้าที่ใดก็หน้าที่หนึ่งต่อสังคม

(กำลังสนุกอยู่เชียวครับ พรุ่งนี้เรามาติดตามกันในตอนต่อไปนะครับว่าอะไรเกิดขึ้นบ้าง)

จากคุณ : *bonny - [ 14 ต.ค. 46 09:04:30 ]




ความคิดเห็นที่ 2

เอาเลายครับ จะตามอ่าน

จากคุณ : เศรษฐ - [ 14 ต.ค. 46 09:18:12 ]




ความคิดเห็นที่ 3

ขอแทรกนิดนึงครับ

คือว่าในข้อ 1.ปฐมเหตุ ย่อหน้าที่3 นามสกุลของจอมพลถนอมนั้นคือ กิตติขจรครับ ไม่ใช่กิตติยากร รบกวนแก้ด้วยครับ (หวาดเสียวแทน)

จากคุณ : Steeringwheel Father - [ 14 ต.ค. 46 09:56:39 ]




ความคิดเห็นที่ 4

ต่อด้วยค่ะ...

จากคุณ : invisible_TJ - [ 14 ต.ค. 46 10:03:48 ]




ความคิดเห็นที่ 5

มาอ่านด้วยค่ะ..ขอบคุณ

จากคุณ : วีรยา - [ 14 ต.ค. 46 10:15:00 ]




ความคิดเห็นที่ 6

personal bookmark

จากคุณ : `เรียบ แม่จะเรา (จอห์นนี่ ฮะตู) - [ 14 ต.ค. 46 10:19:03 ]




ความคิดเห็นที่ 7

เอา link มาฝาก

http://www.trekkingthai.com/cgi-bin/webboard/generate.pl?board=heart&content=0990

จากคุณ : K_9 - [ 14 ต.ค. 46 10:23:07 ]




ความคิดเห็นที่ 8

อย่าลืมเขียนต่อด้วยว่า หลังจากเหตุการณ์ 3 ปีผ่านไป เหตุการณ์ 6 ตุลา ก็เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะอะไร และจบลงแบบใด
หลัง 6 ตุลา 19 เขามอง พวก 14 ตุลา 16 เป็นอย่างไร ?
ช่วยสนุปด้วย และช่วยบอกเด็กรุ่นหลังด้วย อะไรเป็นอะไร ?

จากคุณ : คนเดือน ตุลา - [ 14 ต.ค. 46 11:21:12 A:202.47.237.159 X: ]




ความคิดเห็นที่ 9

เทพมนตรี ลิมปพยอม....นักวิชาการอิสระเขียนชำแหละ
ไว้ดูเหมือนจะน่าตื่นใจเป็นที่ยิ่ง
แค่อ่านแซมเปิลหน้าสองมติชนก็ทำให้หูตาสว่างอักโข

ในสมัยนั้น....ผมเป็นเด็กที่มีส่วนร่วมขึ้นไปบนหลังคารถ
ประกาศขอเงินบริจาคจากชาวบ้านแถบลุ่มสาละวินได้
เงินมาถุงใหญ่...ฝากมาร่วมสมทบทุนให้แก่ศูนย์นิสิตฯ
แห่งประเทศไทยสมัยนั้น....ผมเองควักเงินตั้งบาทนึง
ใส่ลงไปในขันนั้นด้วย

ข้อเขียนของอาจารย์เทพมนตรีที่ว่า......

อาจารย์เสกสรรค์ อาจารย์ธีรยุทธไปเรียนมหาวิทยา
ลัยคอร์แนลได้อย่างไร เงินกว่า 20 ล้านที่ประชาชน
บริจาคหายไปไหน ถ้าแน่จริงมาพูดกันด้วยหลักฐานให้
จบ อย่าให้เป็นแบบพวกมากลากไป.....

ข้อเท็จจริงเรื่องอื่นเป็นอย่างไรช่างเถอะ

แต่สำหรับผม..อยากทราบความจริงเกี่ยวกับเรื่องเงินก้อน
ดังว่า....ว่าหายไปไหน....ใช้จ่ายอะไร....ใครอม...ใคร
เอาเงินที่แลกมาด้วยเลือดของวีรชนไปเสพสุขส่วนตัว !

บอกมาซะดีๆ....!

จากคุณ : สาละวิน - [ 14 ต.ค. 46 11:32:51 ]




ความคิดเห็นที่ 10

นายสาละวินนี่ มันคิดเรื่องอื่นไม่เป็นเลยนะ ไม่ว่าใครจะตั้งกระทู้เรื่องอะไร มันต้องหาทางเบี่ยงประเด็นไปแขวะคนอื่นจนได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลย

หรือไม่งั้นก็วัน ๆ ได้แต่ตั้งกระทู้ด่า NGO หรือคนที่ไม่หลับหูหลับตาเชียร์รัฐบาล ทรท. เหมือนตัวเองกะเซียวฟง

ว่าจะเลิกเข้ามาอ่านกระทู้ในนี้แล้วละถ้ายังเห็นชื่อสองคนนี้อยู่

จากคุณ : Ku-ละเบื่อ - [ 14 ต.ค. 46 12:11:10 A:202.12.73.6 X:unknown ]




ความคิดเห็นที่ 11

มาอ่าน...และรออ่านตอนต่อไปค่ะ

จากคุณ : uggie* - [ 14 ต.ค. 46 12:26:48 ]




ความคิดเห็นที่ 12

เรียน คคห 10 ผู้อ่านในพันธ์ทิพย์ ทราบกันมานานแล้ว่า เจ้าของกระทู้ นามสาละวิน เป็นหัวหน้า แก๊งคีร์บอร์ด และมีสมาชิกในแก๊งหลายท่าน

จากคุณ : บอนเนอร์ - [ 14 ต.ค. 46 12:59:49 ]




ความคิดเห็นที่ 13

I'm waiting to read the next one ...

Thanks

จากคุณ : C# - [ 14 ต.ค. 46 13:24:11 ]




ความคิดเห็นที่ 14


ขาประจำมาลงชื่อเจ้าค่ะ


จากคุณ : อังศนา - [ 14 ต.ค. 46 13:48:53 ]




ความคิดเห็นที่ 15

มาอ่านค่ะ

จากคุณ : อุณากรรณ - [ 14 ต.ค. 46 15:06:02 ]




ความคิดเห็นที่ 16

คุณSteeringwheel Father..
ขอบคุณครับ แก้ไขแล้ว เสียววูบวาบ(มากกว่าคุณอีก)
.......................
คุณคนเดือนตุลา..
ได้เลยครับ ผมโยงทั้งสองเหตุการณ์และหลังเหตุการณ์อย่างชัดเจนแน่นอน
......................
คุณสาละวิน..
มาเอาเงินบาทนึงของคุณคืนที่ผมได้เลยครับ
......................

ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่มาลงชื่อรออ่าน ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนครับ
ตอนนี้ขอตัวไปค้นคว้าเพิ่มเติมอีกนิดนึงก่อน เดี๋ยวจะกลับมา

จากคุณ : *bonny - [ 14 ต.ค. 46 15:48:44 ]




ความคิดเห็นที่ 17

ผมเกิดไม่ทันครับ ในความคิดส่วนตัวแล้ว
ต้องมีมากกว่า 2 กลุ่ม ต้องมีพวกอยู่ในที่
มืดแล้วรอรับผลประโยชน์แน่นอนครับ
ทั้งฝ่ายรัฐ และนักศึกษา เพียงแต่พวกเรา
จะหาเจอกันหรือเปล่า


จากคุณ : นายบื้อ - [ 14 ต.ค. 46 17:11:59 ]




ความคิดเห็นที่ 18

... Sawasdee kha

... It's an interesting topic. I'm so sorry that I can't finish reading your kratoo. Just come to say HELLO.

... Keep smiling

จากคุณ : MaeNooYim (SiamsmilE) - [ 14 ต.ค. 46 19:27:19 ]




ความคิดเห็นที่ 19

เอาภาพในเหตุการณ์มาให้ดู
กลไกรัฐสมัยนั้น ยิงประชาชนมือเปล่าๆกลางถนน สูปบุหรี่ไปยิงไป
-----------------
http://www.geocities.com/thaisurat/

จากคุณ : วิทยา - [ 14 ต.ค. 46 20:07:51 A:203.156.13.87 X: ]




ความคิดเห็นที่ 20

มารออ่านเหมือนกันครับ ... เร็ว ๆ เข้าครับคุณบอนนี่ ...

จากคุณ : น.นกฮูก - [ 14 ต.ค. 46 20:29:13 ]




ความคิดเห็นที่ 21

คนที่ 9 บรรทัดแรกตกรายละเอียดบางอย่างครับ.....นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์อิสระและ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอม กิตติขจร เปิดตัวหนังสือลอกคราบ 14 ตุลาคม ดักแด้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย ระบุการปราบปรามนักศึกษาไม่เกี่ยวกับตระกูลกิตติขจร ........

ผมเลยไม่ค่อยจะตื่นใจสักเท่าไรครับ

ข้อมูล ผู้จัดการออนไลน์ (ข่าวการเมือง) 14 ต.ค 46

จากคุณ : ไทยพันธุ์แท้ - [ 14 ต.ค. 46 21:30:29 ]




ความคิดเห็นที่ 22

ลงชื่อด้วยคนครับ

จากคุณ : พญาไฟสีเทา - [ 14 ต.ค. 46 22:32:57 ]




ความคิดเห็นที่ 23

สวัสดีครับคุณบอนนี่
มาอ่านสาระเหมือนเคย
แต่อันที่ไม่มีสาระก็ยังมาแจมเหมือนเดิม....อุอุ(อันนี้ไม่อ่าน)

จากคุณ : ตงฟางฯ - [ 14 ต.ค. 46 23:06:48 ]




ความคิดเห็นที่ 24

รออ่านด้วยครับ โหวตกระทู้นี้ขึ้นไปข้างบนดีกว่าไม่งั้นเดี๋ยวตกไปจะเสียดาย

ปี 16 ผม 10 ขวบ แต่รู้เรื่องพอควร บอกตรงๆ ครับว่าตอนนั้นเชื่อเรื่องคอมมิวนิสต์จริงๆ
แต่พอโตขึ้น โตขึ้น ได้ศึกษาเรื่องสงครามเย็น เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ ก็เห็นว่าเป็นการขัดแย้งของมหาอำนาจ และการเอาเรื่องผีมาขู่กันนั่นแหละครับ

จากคุณ : โทเมอิ - [ 15 ต.ค. 46 00:53:04 ]




ความคิดเห็นที่ 25

คคห.9 ลองอ่านกระทู้นี้ดู


"รื้อฟื้น คืนวันเก่า เบื้องหลังเน่าๆ ก่อนจะเป็นที่มาของ 14 ตุลา"

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P2476684/P2476684.html

จากคุณ : awutz - [ 15 ต.ค. 46 07:51:42 A:203.113.34.8 X: ]




ความคิดเห็นที่ 26

คุณ *ิbonny ความคิดเห็นที่ 16
ชอบประโยคนี้จัง
......................
คุณสาละวิน..
มาเอาเงินบาทนึงของคุณคืนที่ผมได้เลยครับ
......................

จากคุณ : `เรียบ แม่จะเรา (จอห์นนี่ ฮะตู) - [ 15 ต.ค. 46 08:31:35 ]




ความคิดเห็นที่ 27

สวัสดีครับ ขอร่ายตอนต่อไปก่อนนะครับ (ขอบคุณทุกท่านที่โหวตให้นะครับ ทำให้กระทู้สามารถสืบสานเรื่องราวนี้ต่อไปได้จนจบก่อนที่จะลับขอบฟ้าไปเสียก่อน)
...............................................

๕ / ก่อนจะเป็นสิบสามกบฏ

หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๗ พย. ๑๔ แล้ว ประเทศก็ใช้กฎหมายของคณะปฏิวัติเรื่อยมา ในระหว่างนี้ขบวนการของนิสิตนักศึกษาก็ค่อย ๆ ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่งเกินที่รัฐบาลในขณะนั้นจะทำลายได้ มีการก่อตั้งศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยขึ้น โดยนักศึกษาแพทย์กำจัดโสณ จุลสมัย เพื่อให้การดำเนินการทางการเมืองและสังคมของนักศึกษาทั่วประเทศเป็นหนึ่งเดียวสอดคล้องกัน โดยมีนายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ นิสิตปี๔ ม.เกษตรฯ เป็นผู้นำคนแรก และต่อมาเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ก็ได้ นายธีรยุทธ บุญมี นศ.คณะวิศวะ จุฬาฯ เป็นเลขาธิการ
ณ เวลานั้น ยังไม่ได้มีการแบ่งแยกฝ่ายขวา – ซ้าย อย่างชัดเจน เพราะกิจกรรมของนักศึกษาส่วนใหญ่ หนักไปทางแอนตี้ระบบทุนนิยมต่างชาติ และการใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรมของรัฐบาลถนอม-ประภาส

การจัดให้มีการเดินขบวนต่อต้านทุกครั้งได้รับการตอบรับที่ดีจากสังคม เช่น วันที่ ๒๐–๓๐ พย.๒๕๑๕ ศูนย์นิสิตฯ ได้จัดสัปดาห์รณรงค์ต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น และวันสุดท้าย มีการเผาหุ่นนายทุนคนไทยที่ร่วมมือกับพ่อค้าญี่ปุ่นที่ท้องสนามหลวง ซึ่งต่อมาถือเป็นประเพณีของการประท้วงเรียกร้องที่จัดให้มีการเผาหุ่นจำลองของผู้มีอำนาจทางการเมือง

มีการจัดงานต่อต้านอีกครั้งในระหว่าง ๕–๒๐ มค.๒๕๑๖ ใช้ชื่อว่า “ปักษ์เลิกซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยของต่างประเทศ” ได้รับความสำเร็จพอประมาณ

ศูนย์กลางนิสิตและนักศึกษาเริ่มแผ่อำนาจในการกดดันรัฐบาลมากขึ้น ด้วยการประท้วงรัฐบาลที่ออกกฎหมายริดรอนอำนาจอธิปไตย เพื่อให้ผู้บริหารสามารถก้าวก่ายอำนาจตุลาการได้ (ม.๒๙๙ หรือ เรียกว่า กม.โบดำ) และกฎหมายที่ถือเป็นสิทธิ์เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรี คือ ม.๑๗ ที่จะสั่งประหารใครก็ได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการไต่สวนของศาล
เนื้อหาของม.๑๗ มีดังนี้..
ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักหรือราชบัลลังก์ หรือก่อกวน คุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการ หรือ กระทำการใด ๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อนายกฯ ได้สั่งการหรือกระทำการใด ๆ ไปตามในวรรค๑ แล้ว ให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ

ซึ่งเมื่อมีกม.ฉบับนี้บังคับใช้ ในยุคจอมพลสฤษดิ์ ได้ประหารชีวิตผู้ถูกกล่าวหาไปทั้งสิ้น ๖ คน แต่ในยุคจอมพลถนอม ใช้มาตรานี้ประหารชีวิตบุคคลไปถึง ๒๘ คน (ไม่รวมการประหารชีวิตตามคำสั่งของศาลหรือคณะปฏิวัติ)
แม้ในตัวบทจะกล่าวว่า ต้องผ่านมติครม. แต่ก็เป็นที่รู้ ๆ กันว่า ในระบอบเผด็จการ ตัวผู้นำรัฐบาลก็คือ ครม.ทั้งคณะนั่นเอง

การประท้วงกม.โบดำไม่ยืดเยื้อมากนัก รัฐบาลยอมยกเลิกกฎหมายฉบับนี้ไปในที่สุด
การยอมแพ้อย่างง่ายดายของรัฐบาลต่อความกดดันที่ขบวนการนิสิตนักศึกษาสร้างขึ้นมานี่เอง คือ จุดเริ่มต้นของสายชนวนที่ต่อตรงไปถึงเก้าอี้เผด็จการที่ครองอำนาจมายาวนานหลายสิบปี (จอมพลป. ต่อมาสฤษดิ์ จนถึงถนอม)

พลังของนักศึกษาได้รับการทดสอบอีกครั้งก่อนเป้าหมายสำคัญ เมื่อ ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ อธิการบดีม.รามคำแหงขณะนั้น ได้สั่งให้ลบชื่อนักศึกษา ๙ คนออกจากมหาวิทยาลัย เนื่องจากจัดพิมพ์หนังสือ “มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ” ซึ่งเนื้อหากล่าวโจมตีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรง
ในช่วงเดือน มิถุนายน พศ.๒๕๑๖ ศูนย์กลางนิสิตฯ และองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยทั่วประเทศจัดไฮปาร์คตามแหล่งชุมชนต่าง ๆ เรียกร้องให้อธิการบดีม.รามคำแหงลาออก และให้รับนศ.ทั้ง ๙ คนกลับเข้าศึกษาดังเดิม
ไฮปาร์คทุกครั้งได้รับการตอบรับจากสาธารณชนเนืองแน่น
ในที่สุด ขบวนการของนักศึกษาทั่วประเทศก็ได้รับชัยชนะอีกครั้ง ดร.ศักดิ์ยอมลาออก นศ.ทั้ง ๙ คนมีชื่อเป็นนักศึกษาม.รามคำแหงต่อไป

ในขณะนั้น..
ใครก็ยากที่จะหยุดขบวนการนักศึกษาและประชาชน(ส่วนใหญ่ชาวกรุงเทพ)ได้ รัฐบาลเองก็จับตาอย่างใกล้ชิด ภายในรัฐบาลเอง มิใช่มิได้คิดหยุดยั้งขบวนการของนิสิตนักศึกษา แต่กำลังหาช่องทางเล่นงานอยู่อย่างเงียบ ๆ

เป็นธรรมดาของกระแส.. เมื่อคิดว่าตนเองกำลังได้เปรียบก็ต้องรุกไล่ ..ได้คืบจะเอาศอก..
ขบวนการนักศึกษาเห็นว่า รัฐบาลจอมพลถนอมไม่มีท่าทีว่าจะคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชนอย่างแน่แท้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ให้ประเทศปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยโดยเร็ว

ในวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๖ ขณะที่กำลังเดินแจกใบปลิวอยู่ที่บริเวณบางลำภู กลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ๑๑ คน นำโดย นายธีรยุทธ บุญมี ก็ถูกตำรวจสันติบาลจับกุม ด้วยข้อหา “มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า ๕ คน” มีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๔
เนื้อหาของใบปลิว คือ..ชี้แจงความสำคัญของการมีรัฐธรรมนูญ..การปิดหูปิดตาประชาชนของรัฐบาล..ทำนองนี้แหละ นายตำรวจที่นำเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ชือว่า พล ต ต.ชัย สุวรรณศร ผบ.สันติบาล และพล ต ต.ณรงค์ มหานนท์ ผบ.นครบาล(ตามบันทึกของผู้สื่อข่าว นายอรุณ เวชสุวรรณ)
ต่อมาในวันที่ ๗ ก็จับกุมนศ.รามคำแหงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนาย (ก้องเกียรติ คงคา) รวมเป็น ๑๒ คน ก่อนที่นายไขแสง สุกใส นักการเมืองฝ่ายค้านที่หลบไปได้ จะมามอบตัวในภายหลัง (วันที่ ๙) เพื่อรับทราบข้อหาเดียวกัน รวมทั้งสิ้นมีกบฏต่อราชอาณาจักรตามข้อกล่าวหา ๑๓ คน

ในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว พล ต ท.ประจวบ สุนทรางกูล รองอ.ต.ร.สมัยนั้น ได้เข้าไปทำการสอบสวนผู้ต้องหาด้วยตัวเองที่ศูนย์ฝึกตร.นครบาลบางเขน และได้เรียกนายธีรยุทธ บุญมีเข้ามาพบ แล้วถามว่า..
“ทำไมเรียนวิศวะอยู่ดี ๆ แล้วไม่ทำงานตามที่ได้เล่าเรียนมา”
นายธีรยุทธตอบว่า..
“เรื่องการเมืองสนุกและมันดี” (ประชด)

ต่อมาได้มีการเพิ่มข้อกล่าวหาให้กับกบฎทั้ง ๑๓ คนอีกข้อ คือ “ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ (มีที่ไหนกัน ถูกฉีกไปแล้ว) หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตใจ (รู้ได้ไงว่าเขาไม่สุจริตใจ) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มีโทษจำคุกไม่เกิน ๗ ปี” ตามมาตรา ๑๑๖

ความจริงการชุมนุมเพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิน ๕ คนนี้ มันดำเนินมานานหลายครั้งแล้ว แต่ไม่เคยบังคับใช้กันสักที เจาะจงเลือกในกรณีนี้ เพราะรัฐบาลถือว่า กรณีนี้ กำลังจะริดรอนอำนาจของตนโดยตรง ส่วนมาตรา๑๑๖ นี่ยิ่งตลกใหญ่ เป็นการใช้ดุลยพินิจพิพากษาความผิดทั้งสิ้น

การไม่ให้การประกันตัว และตั้งข้อหารุนแรง รวมถึงการข่มขู่ว่า รัฐบาลอาจใช้มาตรา ๑๗ แก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด คือจุดผิดพลาดที่จอมพลถนอมได้กระทำลงไป อันนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือดในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ในเวลาต่อมา

รายชื่อ ๑๓ ผู้ต้องหากบฏ ได้แก่..
๑ ธีรยุทธ บุญมี
๒ มนตรี จึงศิริอาลักษณ์
๓ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
๔ นพพร สุวรรณพาณิช
๕ ทวี หมื่นนิกร
๖ ธัญญา ชุนชฎาธาร
๗ ก้องเกียรติ คงคา
๘ บุญส่ง ชโลธร
๙ วิสา คัญทัพ
๑๐ บัณฑิต เฮงนิลรัตน์
๑๑ ปรีดี บุญชื่อ
๑๒ ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร
๑๓ ไขแสง สุกใส

ก่อนจบบทความในวันนี้ ขอฝากกลอนร่วมสมัยในยุคนั้น ซึ่งสถานการณ์ได้สร้างนักกวีที่มีคารมคมคายไว้มากมาย เป็นที่กล่าวขวัญกันในเวลาต่อมา เฉกเช่น..

หยาดน้ำตาประชาไทยในวันนี้
ไหลเกือบท่วมปฐพีแล้วพี่เอ๋ย
ถ้าความจริงสามารถอ้างเหมือนอย่างเคย
ก็จะเอ่ยและจะอ้างอย่างไม่กลัว
นี่มีปากก็ถูกปิดจนมิดเม้ม
เขาแทะเล็มถุยรดและกดหัว
ปัญหาที่เกิดนั้นมันพันพัว
ไม่อยากโทษใครชั่วเพราะกลัวตาย
ถ้าขอได้จะขอกันในวันนี้
ขอให้สิทธิ์เสรีอยู่อย่าสูญหาย
ถ้าเลือดไทยจะหลั่งโลมจนโทรมกาย
ก็ขอตายด้วยศักดิ์ศรีเสรีชน


จากคุณ : *bonny - [ 15 ต.ค. 46 09:18:22 ]




ความคิดเห็นที่ 28

ขอทักทายเพื่อนจากห้องราชดำเนินสัมพันธ์หน่อยครับ..

ไม่ได้เจอกันนานมากเลยจนคิดถึงพวกคุณทุกคนครับ

แม่นางหวีจากฮ่องกง..
แม่นางอั๊งดาวค้างฟ้า..
แม่นางฝ่ามือโลหิต..
คุณแม่หนูยิ้ม..
คุณตงฟาง คุณK_9 คุณพญาไฟ คุณนกฮูก

หวังอย่างยิ่งว่า สักวันหนึ่ง ผมมีจิตอิสระแล้ว จะได้เสวนากับพวกคุณอย่างสนุกสนานที่ห้องเก่า เวลาเดิมนะครับ

จากคุณ : *bonny - [ 15 ต.ค. 46 09:23:19 ]




ความคิดเห็นที่ 29

ขอพักผ่อนนิ้วมือผม และสายตาของพวกคุณสักนิด แล้วผมจะกลับมาหลังจากทำธุระเสร็จแล้ว

เนื้อเรื่องคราวต่อไปนี้ จะเป็นเหตุการณ์วันต่อวัน นาทีต่อนาทีของการนองเลือด

แน่นอน งานนี้มีคนผิด มิใช่แค่ ๓ ทรราชอย่างที่ผู้คนโยนทุกสิ่งทุกอย่างไปให้ เป็นใคร? ตามอ่านกันให้ได้นะครับ

จากคุณ : *bonny - [ 15 ต.ค. 46 09:28:29 ]




ความคิดเห็นที่ 30

Good story ... really want to see the next episode :D

จากคุณ : C# - [ 15 ต.ค. 46 09:40:41 ]




ความคิดเห็นที่ 31

เพิ่มเติมรายละเอียดของบุคคลที่คุณ bonny ยกมาในความเห็นที่ 1 แต่ไม่ได้ใส่ดอกจันทร์เอาไว้ แต่ดิฉันพอจะรู้จัก (หมายถึงรู้จักผลงานค่ะ) เลยมาเพิ่มเติมให้ค่ะ

1. สถาพร ศรีสัจจัง - อดีตนักศึกษาภาคภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มช. เป็นกวี / นักเขียน คนสำคัญอีกคนหนึ่งของวงการวรรณกรรมไทย ใช้นามปากกาว่า พนม นันทพฤกษ์ ปัจจุบันไม่แน่ใจว่ายังรับราชการอยู่หรือไม่ แต่เคยทำงานอยู่สถาบันทักษิณคดีศึกษา และไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันฯด้วยหรือไม่

2. สุชาติ สวัสดิ์ศรี - บรรณาธิการคนสำคัญของช่อการะเกด ได้ชื่อว่า เป็นบรรณาธิการที่ส่งให้นักอยากเขียนหลายคนก้าวไปสู่ตำแหน่งนักเขียนคุณภาพมาแล้ว ในยุคหนึ่ง สำหรับคนที่รักการขีดเขียน ถ้าต้นฉบับรอดพ้นมาจากตะกร้าของคุณสุชาติแล้วได้ตีพิมพ์นั้น ถือว่าเป็นแรงใจที่สุดยอดแล้ว และแม้แต่ต้นฉบับบางเรื่องที่เคยถูกปาลงก้นตะกร้าของคุณสุชาติ ก็ยังสามารถเอามารวมเล่มขายได้ (เพราะเชื่อกันว่าคุณภาพยังดีกว่างานเขียนของหลายๆคนในปัจจุบัน)

3. เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ - คณะบรรณาธิการที่ปรึกษาของสำนักพิมพ์มติชนค่ะ

4. ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ - รู้สึกจะเป็นอาจารย์อยู่ที่ธรรมศาสตร์นะคะ มีผลงานการเขียนมากมาย ปัจจุบันรู้สึกจะเขียนลงมติชนอยู่ประจำนะคะ

5. สมคิด สิงสง - รู้แต่ว่าเป็นนักเขียนค่ะ แต่ไม่รู้รายละเอียดไปมากกว่านี้ เพราะไม่ค่อยชอบอ่านงานแนวนี้เท่าไหร่

6. ประทุมพร วัชรเสถียร - อาจารย์, นักเขียน ใช้นามปากกาว่า ดวงใจ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ในอดีต ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะมีรายการแข่งขันที่ให้นักเรียนมาตอบคำถามวิชาต่างๆ และถ้าเป็นเรื่องของรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็จะมีอาจารย์ประทุมพรท่านนี้แหละค่ะ มาเป็นผู้เฉลยและอธิบายให้ฟัง ปัจจุบันอาจารย์ยังเขียนบทความให้กับหนังสือขวัญเรือนอยู่ทุกปักษ์ เป็นบทความที่วิเคราะห์สถานการณ์โลกที่เฉียบคม ที่ทำให้หลายๆคนไม่อยากจะเชื่อเลยว่า นิตยสารสำหรับแม่บ้านอย่างขวัญเรือนจะมีคอลัมน์ที่วิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมืองได้อย่างเฉียบคมและแน่นด้วยสาระอย่างนี้อยู่ด้วย


จากคุณ : [NostalgiA] - [ 15 ต.ค. 46 12:30:52 ]




ความคิดเห็นที่ 32

มารออ่านค่ะ

จากคุณ : ความรักสีส้ม - [ 15 ต.ค. 46 12:49:19 ]




ความคิดเห็นที่ 33

มาให้กำลังใจและรออ่านอยู่นะครับ คุณบอนนี่

ขอบคุณ คุณ [NostalgiA] ครับที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

จากคุณ : ดาววี - [ 15 ต.ค. 46 13:04:34 ]




ความคิดเห็นที่ 34

รออ่านเหมือนกัน

จากคุณ : เป๋ง2000 - [ 15 ต.ค. 46 14:39:22 ]




ความคิดเห็นที่ 35

สวัสดีตอนบ่ายครับ

ขอบคุณคุณNostalgiA ด้วยเช่นกันครับ เข้าใจว่าคุณเป็นคนที่อยู่ในแวดวงนักเขียนนะครับ เพราะที่เอ่ยมาล้วนเป็นบุคคลสำคัญในแวดวงนักเขียนทั้งสิ้น ผมก็มีข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาบอกกล่าวด้วยเหมือนกัน

๑/ คุณประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร เป็นอดีตอจ.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ในเวลาต่อมา

๒/ คุณนพพร สุวรรณพานิช นี่ก็เป็นอาจารย์คณะอักษรศาสตร์ที่จุฬาเหมือนกัน ลูกศิษย์คณะอักษรคงรู้จักดี

๓/ คุณมนตรี จึงศิริอารักษ์ คนนี้กลายเป็นอจ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๔/ คุณทวี หมื่นนิกร ตอน ๑๔ ตุลา ท่านก็เป็นอจ.อยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อยู่แล้ว ได้ชื่อว่า ซ้ายผ่านตลอด

๕/ คุณวิสา คัญทัพ เดิมสังกัดคณะมนุษย์ศาสตร์ ม.รามคำแหง หลังจากนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าสังกัดค่ายเพลงไหน แต่เพลงของท่านล้วนน่าฟังและมีความหมายครับ

๖/ คุณชัยวัฒน์ สุระวิชัย จบวิศวะจุฬา และเป็นอดีตอาจารย์ที่นั่นด้วย

๗/ คุณธีรยุทธ บุญมี วิศวะจุฬา และไปต่อปริญญาโททางด้านสังคมวิทยา ปัจจุบันคงไม่ต้องบอกนะครับ เขาดังอยู่แล้ว

จะเห็นได้ว่า นอกจากรายนามที่คุณNostalgiA กล่าวมาแล้ว กว่าครึ่งค่อนของรายชื่อทั้งหมดที่นำเสนอ ล้วนเป็นบุคคลากรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา (ยังมีนักการเมืองไทยรักไทยเวลานี้อีกกะบิหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏชื่อในรายชื่อ แต่ก็มีบทบาทในฐานะผู้นำการเคลื่อนไหวมาแล้วทั้งสิ้น)

เอ แล้วยังงี้ จะว่า พวกนี้คิดร้าย คิดมิชอบต่อบ้านเมืองได้อย่างไรกัน?
แล้วถ้าหากที่กล่าวมาทั้งหมด โดนเนรเทศบ้าง โดนม.๑๗ ให้ ปุ ปุ ปุ บ้าง ทุกวันนี้ แนวทางการพัฒนาทางด้านเศรษฐศาสตร์และสังคม ของประเทศจะเป็นอย่างไรหนอ?

เราอาจจะเป็นอย่างลาวหรือเขมรก็ได้ ที่สมัยหนึ่งเขาจับคนที่มีความรู้สูง ๆ ทั้งหมดไปยิง ปุ ปุ ปุ สร้างภูเขากองกระดูกนั่น
ทุกวันนี้ คนที่ทำคงสำนึก เวลาชาติต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมาพัฒนาชาติ ก็จะได้แต่ประเภท มือปืน กับมือเผา

...........................................

ขอแก้ข้อกล่าวหาเพื่อความเป็นธรรมให้กับบุคคลที่ผมเอ่ยนามด้วย ดังนี้..
กรณีพล ต ต.ชัย สุวรรณศร ผบ.สันติบาล และพล ต ต.ณรงค์ มหานนท์ ผบ.นครบาลสมัยนั้น การเข้าจับกุมนักศึกษาทั้งหมด มีแผนการที่เตรียมการกันมาก่อนหน้าแล้ว ซึ่งท่านทั้งสองเป็นผู้สืบทอดคำสั่ง ทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

เป็นข้าราชการ จะขัดคำสั่งนายไม่ได้ มิเช่นนั้น ก็ต้องระเห็จไปทำอาชีพอื่น จึงเห็นใจในการกระทำลงไปของท่านอย่างยิ่ง
คนที่ต้องรับผิดชอบจึงควรเป็นเจ้านายสายตรงของท่านทั้งสอง ซึ่งในขณะนั้น คงมีเพียง พล ต อ.ประจวบ สุนทรางกูร และจอมพลประภาส จารุเสถียร เท่านั้นที่สั่งการให้ทำได้


จากคุณ : *bonny - [ 15 ต.ค. 46 15:43:20 ]




ความคิดเห็นที่ 36

ขอ'ยาด คัดลอกรายชื่อจากข้างบนเพิ่มเติมจากที่เจ้าของกระทู้ทำดาวไว้ (ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะหมายถึงผู้มีชื่อเสียงที่ได้ยินชื่อคุ้นหูกันอยู่ในแวดวงกระมังครับ) ดังนี้ครับ

๘ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย**
๑๗ วีรศักดิ์ สุนทรศรี** ลืมเขาไปได้อย่างไร สหายของสุรชัย (จันทร์) นะนั่น
๒๑ สถาพร ศรีสัจจัง** เป็นเจ้าของหนังสือน่าอ่านหลายเล่ม
๒๙ เลียง ไชยกาล** นี่รุ่นเดอะเชียวนะครับ
๓๕ มนตรี จงศิริอาลักษณ์**
๔๗ สุชาติ สวัสดิ์ศรี** นี่ก็เป็นนักเขียนดังไปแล้ว
๔๘ พิทักษ์ ธวัชชัยนันท์**
๕๘ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์** บก. ท่านอื่นมีดาว แล้วพี่แกรอดไปได้ไง
๖๖ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ**
๗๖ อุดร ทองน้อย** นี่ก็อดีต สส.
๗๗ สมคิด สิงสง** อดีตเลขาฯ เชียวนา
๘๖ รต.ประทีป ศิริขันธ์** ดูนามสกุลสิ อย่างน้อยก็คารวะไปถึงคุณพ่อได้นิ
๘๘ ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ** นี่ก็อีกคน
๙๙ ประทุมพร วัชรเสถียร** ลูกศิษย์ท่านคงประท้วงอ่ะ

[/u]อ้าว ! ประทานโทษครับ ไม่ทันได้เห็นข้อความที่ 31 และ 35 เพราะเขียนเอาไว้ยังไม่ได้ส่งแล้วไปทำอย่างอื่นอยู่....[/i]
แก้ไขเมื่อ 15 ต.ค. 46 16:34:40

จากคุณ : Kapoke - [ 15 ต.ค. 46 16:28:17 ]





ความคิดเห็นที่ 37

มาอ่านครับ
เซ็นต์ชื่อตัวเล็กๆ

จากคุณ : Composite (Composite) - [ 15 ต.ค. 46 19:32:36 ]




ความคิดเห็นที่ 38

มาอ่านและลงชื่อด้วยคะ

จากคุณ : R O S - [ 15 ต.ค. 46 21:17:03 ]




ความคิดเห็นที่ 39

มาขอต่อคิวอ่านด้วยอีกคน และเอาใจช่วยให้คุณ*bonny ผลิตงานดีๆมาให้พวกเราอ่าน
ส่วนพวกที่จะเข้ามาก่อกวน ขอร้องละ...เว้นกระทู้นี้ไว้สักอันหนึ่งเถอะนะ นานๆจะมีสิ่งประเทืองปัญญาบ้าง

จากคุณ : SP - [ 15 ต.ค. 46 21:40:52 A:203.113.37.10 X: ]




ความคิดเห็นที่ 40

คุณสาละวิน....

ผมค่อนข้างแน่ใจว่า อาจารย์สองท่านได้รับทุนรัฐบาลหลังจากกลับออกจากป่าครับ.... ผิดถูกยังไง ผมขอรับผิดชอบ

การที่จะกล่าวหาใคร สมควรที่จะต้องมีหลักฐานครับ ถึงแม้ปัจจุบันผมสงสัยในบทบาทของอ.ธีรยุทธ์บ้าง แต่สมัย2516 ท่านเป็นคนที่น่ายกย่องในความกล้าหาญและแนวคิดมากครับ

หลักฐานที่คุณเทพมนตรียกมาอ้าง เลื่อนลอยเอามากๆ อย่างหลักฐานจากพคท. แกยังเชื่อเป็นตุเป็นตะ แกไม่เข้าใจเลยว่า สมัยก่อนเขาต่อสู้กันด้วยปลุกระดมมวลชนครับ ดังนั้นข้อมูล หลักฐานจะมองทางเดียวไม่ได้เลย

แล้วเอกสารการสืบสวนจากราชการ แกกล้ารับประกันว่าเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมดเลยเหรอครับ

สงสัยแกจะไม่รู้เรื่องคดี เชอร์รี่แอน.... หรือไม่แกก็เพิ่งจะกลับจากโลกพระจันทร์

ผมก็รักนายกทักษิณ แต่เป็นห่วงว่าท่านจะลงเหวเพราะมีคนที่รักท่านผิดๆ แบบคุณสาละวินนะครับ ด้วยความเคารพ

จากคุณ : kobee - [ 15 ต.ค. 46 22:16:44 ]




ความคิดเห็นที่ 41

สิ่งที่ผมเชื่อแน่นอนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว คือต้องมีคนกลุ่มหนึ่งอยู่เบื้องหลังนักศึกษาสมัยนั้น ไม่มีคำว่าพลังบริสุทธิ์ของประชาชนหรอกครับ แต่คนในปัจจุบันที่เชื่อเช่นนั้น เพราะคนที่มีส่วนร่วมตอนนั้นกลายมาเป็นนักเขียนกันเยอะ มีงานเขียนมาก

จากคุณ : ละมั่ง - [ 15 ต.ค. 46 22:27:06 A:203.118.70.11 X: ]




ความคิดเห็นที่ 42

เกิดไม่ทันครับ

เป็นยุค พ่อแม่ผมครับ

ขอบคุณ เจ้าของกระทู้มากๆๆๆครับ ทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ได้มากขึ้น

:D

จากคุณ : London bridge is falling down - [ 15 ต.ค. 46 23:10:53 ]




ความคิดเห็นที่ 43

คุณบุญส่ง ชเลธร ตอนนี้อาศัยอยู่ที่สวีเดน
เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงประสานงานเรื่องศาลาไทยอนุสรณ์สถานรัชกาลที่ 5 ที่สวีเดน และแปลหนังสือนิทานภาษาสวีเดนเป็นไทย

จากคุณ : โทเมอิ - [ 16 ต.ค. 46 01:17:57 ]




ความคิดเห็นที่ 44

สวัสดีครับ ขอส่งบทความต่อเลยนะครับ..
..................................................
๖ / นาทีต่อนาที..

วันศุกร์ที่ ๕ ตค.
ผู้นำนักศึกษา ประกอบด้วย นายธีรยุทธ บุญมี นายประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร และนายประสาร มฤคพิทักษ์ รวมกลุ่มกันวางแผนเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ได้นัดกลุ่มสื่อมวลชนแถลงข่าวว่า จะดำเนินการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง และให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพแสดงประชามติ โดยผู้สนใจร่วมลงชื่อสามารถกระทำผ่านตู้ป.ณ. ๒/๑๗๕ โดยระบุชื่อ อาชีพ และสถานที่ติดต่อได้ให้ชัดเจน

พล ต ท.ประจวบ สุนทรางกูล รองอตร. ฝ่ายกิจการพิเศษกล่าวว่า “หากการเรียกร้องครั้งนี้ทำให้เกิดการเดินขบวนกันขึ้น ทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมทันที เพราะผิดกฎหมายคณะปฏิวัติที่ห้ามชุมนุมกันทางการเมืองในที่สาธารณะเกินกว่า ๕ คน ยังมีผลใช้บังคับอยู่..ใครเดิน..ผมจับ”

พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร กล่าวว่า “หากมีการเดินขบวนแล้วไม่ผิดกม.อีก ผมก็จะนำทหารมาเดินขบวนบ้าง เพราะทหารก็ไม่อยากจะไปรบเหมือนกัน”

นั่นแสดงว่า คนของรัฐบาลขู่แล้ว เพราะจะยอมอีกไม่ได้แล้ว นศ.เริ่มล้ำเส้นกันมากแล้ว มาดูกันต่อว่า นศ.เหล่านั้นสนใจคำขู่หรือไม่..

วันที่ ๖ ตค.
เวลา ๑๓.๐๐น. กลุ่มนักเรียน นักศึกษา นักหนังสือพิมพ์และประชาชน เดินติดโปสเตอร์และแจกใบปลิวเรียกร้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ถูกตำรวจสันติบาลจับข้อหา มั่วสุมและชุมนุมทางการเมืองมากกว่า ๕ คนตามมาตรา๔ ของคณะปฏิวัติกบฎ ทั้งหมดจำนวน ๑๑ คนถูกนำตัวไปไว้ที่โรงเรียนฝึกตำรวจบางเขน (ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว)

วันที่ ๗ ตค.
ตลอดวานนี้และวันนี้ ตำรวจสันติบาลไปค้นบ้านพักของผู้ถูกกล่าวหา ที่แฟลตบ้านพักของนายธีรยุทธที่วัดอมตรส.. ที่สำนักงานหนังสือมหาราษฎร์ ของนายปรีชา สามัคคีธรรม และที่โรงพิมพ์บริษัทบพิธ จำกัด ของนายยอดยิ่ง โสภณ ซึ่งตามรายงานให้อธิบดีกรมตำรวจทราบว่า พบเอกสารเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์มากมาย ซึ่งแท้ที่จริงเอกสารเหล่านั้น (นอกจากใบปลิว) ความจริงแล้วมีขายและมีอยู่ที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

เวลา๑๑.๐๐น. มีการแจ้งเพิ่มข้อหา มาตรา ๑๑๖ แก่ผู้ต้องหาทั้ง ๑๑ คน (ตามที่กล่าวมาแล้ว)

เวลา ๑๔.๐๐น. มีการจับกุมนักศึกษาเพิ่มอีกหนึ่งคน คือ นายก้องเกียรติ คงคา นศ.นิติศาสตร์ปี ๓ ม.รามคำแหง รวมผู้ต้องหาเป็น ๑๒ คน

พล ต ต. สง่า กิตติขจร น้องชายของจอมพลถนอม ได้กล่าวในการให้สัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า “เรื่องการจับกุมอาจารย์ นิสิต นักศึกษาทั้ง ๑๒ คนที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ถ้าจับด้วยเหตุผลที่เรียกร้องรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องที่รัฐบาลผิดพลาดมาก”
พล ต ต.สง่าผู้นี้ อดีตเคยเป็นถึงรมต.ช่วยว่าการต่างประเทศ แสดงว่า มีความรอบรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศพอสมควรและมองการณ์ได้ไกลกว่า แต่ภายหลังถูกปรับเปลี่ยนออก น่าจะเป็นเหตุผลเรื่องทัศนะที่ไม่ลงกันในครอบครัว

วันที่ ๘ ตค.
นักเรียน นักศึกษา และ สื่อสารมวลชนประเภทหนังสือพิมพ์ เริ่มมีปฏิกริยา เพราะเห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า การจับกุมกระทำอย่างไม่เป็นธรรม โดยชี้ให้เห็นว่า เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในโลกเสรี ที่จะแจกใบปลิว ประท้วงในสิ่งที่ประชาชนยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาลได้
(ตรงนี้แหละครับ ที่เป็นความผิดพลาดของจอมพลถนอม ที่ประเมินพลังของนักศึกษาต่ำไป การสั่งไม่ให้ประกันตัว สำหรับโทษแค่เดินแจกใบปลิวถือว่าลุแก่อำนาจเผด็จการ หากเพียงตั้งข้อหาแล้วให้มีการประกันตัวออกไปในทันทีทันใด ทั้งสองฝ่ายจะหันมาตั้งหลักและต่อสู้กันในชั้นศาล สามารถประวิงเวลาออกไปได้ระยะหนึ่ง คนที่มีเครื่องมือพรักพร้อมกว่าย่อมได้เปรียบวันยังค่ำ และรัฐบาลยังสามารถใช้ข้ออ้างเดิม ๆ ว่าจะจัดให้มีการเร่งรัดในการร่างรัฐธรรมนูญเร็วกว่ากำหนดเดิมที่ระบุเอาไว้ ๓ปี ก็จะสามารถคลี่คลายสภาวะการณ์ออกไปได้นับปี)

ที่ม.ธรรมศาสตร์กำลังมีการสอบประจำภาค ทางนักศึกษาที่เคลื่อนไหวอิสระได้พยายามหว่านล้อมให้องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ อมธ.ประกาศงดการเรียนการสอบ และยื่นหนังสือต่ออธิการบดี เพื่อให้นักศึกษาสามารถเข้าร่วมประท้วงกันได้อย่างเต็มที่ แต่ยังมีท่าทีรั้งรอทั้งจากนายก อมธ. และทางคณาจารย์ เพราะเห็นว่า ยังมีนักศึกษาส่วนหนึ่งต้องการเข้าสอบตามปกติ และยังไม่เห็นด้วยที่จะนำเรื่องการเมืองนี้มากดดันนักศึกษาโดยรวม

ท่าทีของคณาจารย์และนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่น ๆ..
ส่วนใหญ่ในวันนี้ยังสงวนท่าที แม้จะมีการชุมนุมกันเป็นกลุ่มย่อย ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถประดังพลให้เป็นกลุ่มก้อนถาวรได้ เนื่องจากยังมีการเรียนและการสอบไล่กันอยู่
ดร.สุดใจ เหล่าสุนทร อธิการบดี ม.ประสานมิตร ก็ออกแถลงการณ์ขอให้นศ.ของตนใช้สติ และความรอบคอบ อย่าตกเป็นเครื่องมือของใครได้

ตอนสายวันนั้นเอง..
นายไขแสง สุกใส นักการเมืองที่ถูกออกหมายจับว่าเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้กระทำการอันขัดต่อความสงบเรียบร้อย ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
รวม ณ ขณะนั้น มีผู้ต้องหาในคดีเดียวกันนี้ เป็น ๑๓ คนแล้ว

๑๕.๓๐น.
กรมตำรวจได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ในนครบาลทั้งหมดเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น

ธรรมศาสตร์เป็นจุดเริ่มต้น..
หลังการเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนแล้ว คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้เปิดประชุมลับขึ้นที่มหาวิทยาลัย และผลของการประชุมได้ กำหนดบทบาทที่ชัดเจนในการต่อสู้ของชาวธรรมศาสตร์ทั้งมวล นั่นคือ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาล และสั่งให้เลื่อนการสอบออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมกับสั่งปิดมหาวิทยาลัยเพื่อชุมนุมประท้วงจนกว่าจะได้ข้อยุติ
บทบาทที่ชัดเจนของคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นี้เอง เป็นต้นกำเนิดของการชุมนุมใหญ่ที่ติดตามมาเป็นระลอก ด้วยสายสัมพันธ์ของนิสิตนักศึกษาต่างสถาบันที่ยึดเหนี่ยวกันอย่างหลวม ๆ กลายมาเป็นเกลียวเชือกที่แข็งแรงมั่นคง ยากจะตัดให้ขาดจากกันในเวลาต่อมา

อมธ.เมื่อได้ไฟเขียวจากผู้บริหารแล้ว ก็ได้ออกแถลงการณ์ตามมาอย่างรวดเร็ว ขอให้นักศึกษามารวมตัวกันต่อสู้ที่สนามฟุตบอลในวันรุ่งขึ้น

วันที่ ๙ ตค.
ข่าวการหยุดการเรียนการสอบของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วผ่านหน้าหนังสือพิมพ์
ทำให้สถาบันอื่น ๆ เคลื่อนไหวกันอย่างผิดปกติ ที่จุฬาฯ นายประสาน ไตรรัตน์วรกุล นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ได้เรียกประชุมสมาชิก และออกแถลงการณ์จะต่อสู้ร่วมกันกับนักศึกษาม.ธรรมศาสตร์

การประกาศหยุดเรียนหยุดสอบลุกลามไปยังมหาวิทยาลัยรามคำแหง เกษตรศาสตร์ และสถาบันอื่น ๆ ทั่วประเทศในวันรุ่งขึ้น

ปฏิกริยาต่อต้านรัฐบาลรุนแรงขึ้นในวันนี้ โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักศึกษาทั้งหมดประกาศงดการสอบทุกคนและเข้าร่วมชุมนุมกันอย่างอหิงสาที่บริเวณมหาวิทยาลัย มีการขึ้นเวทีกล่าวโจมตีผู้บริหารประเทศโดยแกนนำนักศึกษา และอาจารย์บางท่าน เนื้อหาเริ่มเลยเถิดไปเป็นการแฉเบื้องหลังอันเลวร้ายของรัฐบาล ทั้งการใช้อำนาจที่ไม่ชอบธรรมและการคอรับชั่น สลับกับการเรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะถือว่าทุกคนบริสุทธิ์ ที่ธรรมศาสตร์ มีการชักธงดำขึ้นเหนือโดมเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การก่อตั้งมหาวิทยาลัย

ไม่ใช่ไม่มีทางออก แต่รัฐบาลเลือกการเผชิญหน้า
มีจดหมายเปิดผนึกจากคณาจารย์หลายสถาบันยื่นต่อผู้นำรัฐบาลโดยผ่านตัวแทน ขอให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คน โดยมิได้เรียกร้องให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ในจำนวนนั้นได้แก่..
๑) จดหมายจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลงวันที่ ๙ ตค. ขอให้ปล่อยตัวผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ลงนามเป็นหางว่าวโดย อาจารย์จำนวน ๒๐๕คน (อาจารย์ทำกันเอง ยังไม่ใช่แถลงการณ์ของมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ)

๒) คณะอาจารย์จากจุฬาฯ นำโดยอาจารย์ณรงค์ชัย อัครเสนี พร้อมด้วยอาจารย์จำนวน ๒๐ ท่านเข้ายื่นหนังสือต่อพณฯท่านจอมพลถนอม แต่ท่านไม่ว่าง ให้ยื่นผ่านตัวแทน

๓) แถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๐ ต.ค. ชี้แจงความชอบธรรมของสิทธิเสรีภาพในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
แถลงการณ์ฉบับนี้ถือเป็นทางการแล้ว แสดงให้เห็นจุดยืนของมหาวิทยาลัยของรัฐที่ไม่เห็นด้วยกับผู้บริหารของรัฐ

๔) แถลงการณ์จากคณาจารย์จุฬาฯ ไม่เห็นด้วยกับการใช้อำนาจรัฐ (ไม่เป็นทางการ)

๕) แถลงการณ์จากคณาจารย์จุฬาฯ ฉบับพิเศษที่๑๕ เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ถูกกล่าวหา และเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว (๑๑ ตค.)

๖) แถลงการณ์จากคณาจารย์วิทยาลัยวิชาการศึกษา ไม่เห็นด้วยกับการตั้งข้อหากบฎกับผู้ถูกกล่าวหา และวิงวอนขอให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม (๑๒ ตค.)

๗) แถลงการณ์สภาคณาจารย์วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพฯ เรียกร้องทำนองเดียวกันกับที่อื่น ๆ (๑๑ ตค.)

๘) แถลงการณ์ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวโจมตีการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของรัฐบาล และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหา (๗ ตค. ฉบับนี้คงไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนประสงค์จะอ่าน และศูนย์นิสิตฯ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับต่อ ๆ มาเป็นระยะ ๆ หลายฉบับ)

๙) แถลงการณ์สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล (๑๐ ตค.)

๑๐) แถลงการณ์องค์การนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตร (๑๐ ตค.)

๑๑) แถลงการณ์สโมสรนศ.มหาวิทยาลัยสงขลาฯ ปัตตานี ..สถาบันเทคโนโลยี่พระจอมเกล้าฯ.. วิทยาลัยครู.. ศูนย์กลางนักเรียนแห่งประเทศไทย และแนวร่วมสถาบันการศึกษาอื่น ๆ อีกมากมาย จาระไนไม่หมด บางแห่งเพิ่งก่อตั้งกันในเวลานี้ก็มี

ที่น่าสนใจเห็นจะเป็นแถลงการณ์จากนักเรียนนักศึกษาไทยในประเทศต่าง ๆ ทั้งอเมริกา..ออสเตรเลีย ..เยอรมัน ..ญี่ปุ่น ต่างส่งข้อความทำนองเดียวกันที่ ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐบาล

แถลงการณ์ทุกฉบับมิได้อยู่ในความสนใจใด ๆ เลยของคณะรัฐบาลเลยหรือ? หรือเพราะไม่มีสักฉบับเดียวออกมาจากรั้วของโรงเรียนนายร้อยจปร. ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่เคยศึกษาหรือเคยเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่น?
พวกเขาทำหูทวนลมไปได้อย่างไร ในเมื่อเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ที่มีการศึกษาของประเทศ หากนำมาประมวลสักนิดและคลี่คลายสถานการณ์ในบัดนั้น ก็เชื่อว่า จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในเวลาต่อมา และ พณฯท่านและคณะก็จะยังปกครองประเทศไปได้อีกระยะหนึ่ง จนกว่าจะมีการเลือกตั้งทั่วไป และก้าวลงจากอำนาจอย่างไม่เจ็บปวด

จากคุณ : *bonny - [ 16 ต.ค. 46 08:10:34 ]




ความคิดเห็นที่ 45

รัฐบาลเลือกสนองตอบข้อเรียกร้องของคนทั้งประเทศอย่างไร?
จอมพลประภาส เรียกประชุมด่วนที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ ๘ ตค.๒๕๑๖ แล้วจุดชนวน**สำคัญที่สุดขึ้น** โดยประกาศว่า ต้องใช้มาตรา ๑๗ กับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ไม่ให้มีการประกันตัว แต่..สาระของการประชุมมีอะไรรุนแรงกว่าที่แถลงออกมา
สาระสำคัญของการประชุมมีดังนี้..
รายงานการประชุมครั้งที่ ๒๘ฝ๒๕๑๖
ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย..
๑) จอมพลประภาส จารุเสถียร รมต.มหาดไทย (ประธาน)
๒) นายถวิล สุนทรางกูร รมช.ว่าการมหาดไทย
๓) นายพ่วง สุวรรณรัฐ รมช.มหาดไทย
๔) นายสาย หุตะเจริญ รักษาการผู้ว่ากทม.
๕) นายวิทูร จักกะพาก ปลัดกท.มหาดไทย
๖) นายชลอ วนะภูติ รองปลัดกท.มหาดไทย
๗) นายดำริ น้อยมณี รองปลัดกท.มหาดไทย
๘) นายวิญญู อังคณารักษ์ รักษาการปลัดกท.มหาดไทย
๙) นายโปร่ง เปล่งศรีงาม อธิบดีกรมอัยการ
๑๐) นายประดิษฐ์ พานิชยการ อธิบดีกรมราชทัณฑ์
๑๑) นายดำรง ชลวิจารณ์ อธิบดีกรมโยธาธิการ
๑๒) นายพัฒน์ บุณยรัตพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน
๑๓) พอ.จำลอง อรัณยกานนท์ ผอ.สำนักผังเมือง
๑๔) นายประสงค์ สุขุม เลขาธิการเร่งรัดพัฒนาชนบท
๑๕) พล ต ท.จำรัส มังคลารัตน์ รักษาการผู้ช่วยอตร.
๑๖) นายอร่าม สุทธะพินทุ รองอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์
๑๗) นายโชติ เศวตรุนทร์ รองอธิบดีกรมที่ดิน
๑๘) นายวงษ์ ช่อวิเชียร รักษาการรองอธิบดีกรมการปกครอง
๑๙) นายพร อุดมพงษ์ รองอธิบดีกรมแรงงาน
๒๐) นายประมูล จันทรจำนง รองผอ.สำนักนโยบายและแผนงานมหาดไทย
๒๑) พล ต ต สนั่น นรินทรสรศักดิ์ รักษาการผบ.ตำรวจภูธร
๒๒)พล ต ต สุวรรณ รัตนชื่น รักษาการผบ.ตำรวจนครบาล
๒๓) พล ต ต สุรพงษ์ นาคะเสถียร รักษาการผบ.สอบสวนกลาง
๒๔) นายเชาวน์วัศ สุดลาภา เลขานุการรัฐมนตรี
๒๕) นายสุนทร ศรีสัตนา ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี
๒๖) นายเชิด ติฐานนท์ หัวหน้ากองกลางสำนักงานปลัดกระทรวง เป็นเลขานุการ
…………………………..
(วัตถุประสงค์ที่ยกเอารายชื่อคณะประชุมมาเปิดเผยก็มิใช่มุ่งหวังกล่าวโทษอะไรหรอกครับ เพียงเพื่อให้เห็นว่า เป็นคณะใหญ่และมีตัวตนจริง เพราะเป็นที่รู้ ๆ กันอยู่ว่า ข้าราชการที่เข้าร่วมประชุมเปรียบเหมือนหางว่าว หัวส่ายไปทางไหน หางก็ต้องไปทางนั้นอยู่แล้ว)
ระเบียบวาระการประชุม..
๑..เรื่องการจับกุมกลุ่มบุคคลผู้เรียกร้องให้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ
(ขอคัดลอกมาโดยย่อเฉพาะตอนที่สำคัญ ๆ นะครับ)…………………………………………
……………………..ได้สืบสวนแล้วปรากฎว่ามีสาเหตุหลายประการ ตามความเป็นจริงไม่ใช่ความนึกคิดของนิสิตนักศึกษาที่จะมายุ่งต่อการเมืองเช่นนี้ ส่วนมากตั้งใจเล่าเรียนเพื่อให้พ้นการศึกษาและออกไปประกอบอาชีพต่อไป มูลเหตุจูงใตที่กระทำครั้งนี้เนื่องมาจากพวก คอมมิวนิสต์ เป็นต้นเหตุ กล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะว่า เมื่อก่อนรัฐบาลมีเรื่องจะจับกุมผู้ใด หรือจะหักห้ามเรื่องใด ๆ ก็หยิบยกเรื่องคอมมิวนิสต์มาบังหน้าทุกครั้ง (อ้าวรับสารภาพเองเสียอีก) ความจริงเหตุการณ์ต่าง ๆ ของบ้านเมืองที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความคิดทางการเมืองในด้านต่าง ๆ นั้น ก็มีอยู่เป็นความจริง แต่ไม่ใช่เรื่องของคอมมิวนิสต์ แต่เป็นแนวคิดทางการเมือง หรือ แนวคิดในทางการปกครองก็ดี หรือในทางที่จะพัฒนาการต่าง ๆ ก็ดี ก็เป็นความคิดที่บริสุทธิ์ เช่น..
แสดงออกโดยการเขียน บทความ การปาฐกถาหรือพูดจาในวงสังคมต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่ไม่รุนแรงและน่าหนักใจ เป็นเรื่องที่ดีมีประโยชน์ ถ้าหากว่าประชาชนในชาติไม่มีการวิวัฒนาการในการปกครองและทางการเมืองที่จะแก้ไขภาวการณ์ที่ตกต่ำอยู่ หรือที่ยืนอยู่ให้ก้าวหน้าไปแล้วละก็ บ้านเมืองก็จะล่มจมแน่นอน….. จึงเห็นว่า ความคิดทางการเมืองโดยบริสุทธิ์มีอยู่ทั่วไป แต่..กลุ่มคอมมิวนิสต์ได้ฉวยโอกาสนำเอาแนวความคิดทางการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้เข้าปลอมปนให้เกิดภาวะฉุกเฉินหรือก่อความไม่สงบเรียนบร้อยขึ้นในบ้านเมืองเสมอมา ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นในบ้านเมืองที่คอมมิวนิสต์ออกหน้านั้น เป็นเรื่องที่รัฐบาลเก่าก่อสร้างปัญหานี้ขึ้นมา…(มีรัฐบาลไหนจะเก่าเท่ารัฐบาลที่ท่านประธานเป็นอยู่ล่ะครับ ท่านและท่านจอมพลถนอมเป็นรัฐบาลปกครองประเทศมาตลอด ๑๒ ปีที่ผ่านมานะครับ ก่อนหน้าท่านก็จอมพลสฤษดิ์ ก็แนวทางเดียวกันนี่แหละ และก็ไม่เห็นว่า การเรียกร้องรัฐธรรมนูญนี่จะเป็นคอมมิวนิสต์ได้อย่างไร เพราะประชาธิปไตยต้องมีกม.รัฐธรรมนูญปกครองประเทศ ตรงนี้จึงเห็นได้ว่า ที่ประชุมออกจะป้ายร้ายเกินความจริงไปหน่อย ฟังรายงานการประชุมต่อนะครับ..)
…………………………รัฐบาลก็ประกาศไปแล้วว่าจะใช้เวลา ๓ ปี ก็จะมีการปกครองเต็มรูป ทำให้เหตุการณ์เพลาลง ต่อมาก็ร่างรัฐธรรมนูญให้เร็วกว่านี้ก็ได้ จึงได้ร่างรัฐธรรมนูญกันขึ้นเอง (ก็ร่างขึ้นเองใครจะยอมรับได้ล่ะครับท่านประธาน) แล้วเรียกร้องรัฐธรรมนูญขึ้นมา หาว่าการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวไม่เป็นธรรม จึงเป็นช่องทางให้นักการเมืองที่มองเห็นในอนาคตว่าจะมีสภามีการเลือกตั้งโดยรวดเร็วเข้ามาสมทบด้วยอีกแรงหนึ่ง (นี่ว่าพรรคปชป.ชัด ๆ) การเข้าสมทบด้วยนี้มีแบ่งออกเป็น ๓ พวก..
๑..พวกเข้ามาสมทบโดยมีความเห็นร่วมด้วย ได้แสดงออกโดยการเขียนบทความ ให้สัมภาษณ์และแสดงปาฐากถา
๒..พวกที่เข้ามาสมทบด้วยโดยจัดการ เข้ามาสนับสนุนนิสิตนักศึกษาโดยชี้ช่องทางให้ทำ ออกทุนรอนให้
๓..เป็นกลุ่มซ้ายจัดหรือพวกคอมมิวนิสต์โดยตรงเข้ามาเช่นเดียวกับพวกที่๒ แต่เร่งรัดให้มีการกระทำโดยรวดเร็วที่สุด
(เอ รู้สึกว่าผมไม่ได้อยู่ใน ๓ ประเภทเลยนะ)
……………………………………ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนักศึกษาหัวรุนแรงเอียงซ้ายอย่างหนักอยู่เป็นจำนวนมาก (เอียงซ้ายธรรมดาก็พอ เอียงอย่างหนักนี่สงสัยต้องไปพบแพทย์แล้วล่ะครับ) เรียกว่า กลุมหน้าโดมกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มเกิดใหม่เรียกว่า กลุ่มอิสระ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ติดต่อกับต่างประเทศ
หมายความว่า ติดต่อกับคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ไม่ใช่ติดต่อกับรัสเซียหรือจีนแดงได้ และวางแผนมาให้นานมาแล้ว โดยเฉพาะนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ (ตรงนี้ไม่แน่ใจว่า ท่านตั้งใจหมายถึง ท่านปรีดี พนมยงค์ที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศส หรือ นักเขียนหัวรุนแรง..คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ และคุณจิตร ภูมิศักดิ์ ที่ลี้ภัยอยู่ในประเทศจีนหรือเปล่า?)
…………………………………….วิธีการรอมชอมปล่อยให้คนทำผิดกฎหมายอยู่เรื่อย ๆ เป็นวิธีที่ใช้ไม่ได้เสียแล้ว จำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่เชื่อว่านิสิตนักศึกษาจะเสียไปราว ๒% จากจำนวนเป็นแสนคน จำต้องเสียสละเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง (และของคณะท่านประธาน?) และเรื่องนี้ก็ได้รายงานฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งก็จะได้นำเข้าปรึกษาหารือในคณะรัฐมนตรี เพื่อวางแนวนโยบายเรื่องนี้เพื่อดำเนินการต่อไป……………………………
…………………………………………………………
ที่ประชุมรับทราบ
๒. เรื่องแฟลตดินแดง………………………………………………….

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๐๐น.
…………………………………………………………….
ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงนี้จำแนกได้คือ..
๑/ มองว่าเป็นการกระทำของคอมมิวนิสต์ ในขณะที่นักศึกษาเอียงซ้ายมีจริง อยากเปลี่ยนแปลงการปกครองมีจริง แต่เป็นหมากที่ยังมาไม่ถึง และยังไม่มีการยอมรับจากมหาชนย่อมทำไม่ได้ แต่ ณ เวลานี้ เป็นการเรียกร้องหารัฐธรรมนูญ มิใช่เป็นการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์แน่นอน

๒/ การพูดเป็นนัยว่า จะต้องสูญเสียนักศึกษาไป ๒% บอกให้รู้ถึงแผนการที่จะดำเนินต่อไปหลังจากนี้ว่า มิใช่การบังเอิญ เป็นการเตรียมการล่วงหน้าที่ได้ไตร่ตรองเอาไว้ก่อนแล้ว

๓/ เรื่องราวนี้ไม่สมควรเข้าที่ประชุมใหญ่ ผมไม่แน่ใจว่า ทำไมต้องมีข้าราชการระดับหางเข้าร่วมรับรู้ด้วย (เช่น อธิบดีกรมที่ดิน..อธิบดีกรมโยธา) เพราะยิ่งเยอะ ยิ่งยุ่งและเป็นเหตุให้ข่าวรั่วไหล น่าจะเป็นการประชุมลับเฉพาะข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์

๔/ ผิดพลาดที่ทำเป็นรายงานการประชุมเช่นนี้ ซึ่งกลายเป็นหลักฐานผูกมัดท่านประธานในที่ประชุมอย่างดิ้นไม่หลุดในเวลาต่อมา ไม่ทราบว่า ท่านประธานได้ทันอ่านรายงานการประชุมฉบับนี้ก่อนลี้ภัยหรือไม่

ในเมื่อเริ่มต้นด้วยความผิดพลาด ก็ต้องจบลงด้วยความผิดพลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้
.....................................
เป็นไงครับสำหรับตอนนี้ พอจะเห็นเค้าลางของสาเหตุของการนองเลือดขึ้นมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ แต่ยังไม่ใช่ไคลแม็กซ์ของเรื่องนะครับ ตัวละครตัวเอกยังปรากฎออกมาไม่หมด ติดตามต่อในตอนถัดไปนะครับ ตอนนี้ผมขอตัวไปทำธุระกิจประจำวัน (ทำงาน) ก่อน เย็น ๆจะแวะเข้ามาใหม่ครับ

ด้วยความขอบพระคุณ (ยังไม่ได้อ่านความเห็นเลยครับ รีบมาก)

จากคุณ : *bonny - [ 16 ต.ค. 46 08:11:30 ]




ความคิดเห็นที่ 46

มารออ่านเลยครับ

จากคุณ : จอห์นนี่ ฮะตู - [ 16 ต.ค. 46 08:24:37 ]




ความคิดเห็นที่ 47


ขอบคุณมากเลย ครับ .... ที่เสียสละเวลา เอาข้อเขียนดีๆ ยังงี้ มาให้อ่านกัน ....

พักเที่ยง ก้อแวบมาเขียนหน่อยน่า .... ติดแล้วอ่ะ ...

จากคุณ : อาฮุย๑ - [ 16 ต.ค. 46 11:46:59 ]




ความคิดเห็นที่ 48

เยี่ยมครับ

จากคุณ : kobee - [ 16 ต.ค. 46 12:11:10 ]




ความคิดเห็นที่ 49

Thanks

จากคุณ : C# - [ 16 ต.ค. 46 13:00:25 ]




ความคิดเห็นที่ 50

รบกวนช่ววยสรุปอีกที่นะคะว่าคน 100 รายชื่อนั้นปัจจุบันมีบทบาทตรงส่วนไหนของสังคมบ้าง ไม่ทราบจริงๆ เพิ่งมาสนใจการเมืองค่ะ
ยังรู้สึกเสียดายว่าสมัยเรียนมธ . น่าจะหาโอกาสให้อาจารย์ที่นั่นช่วยเล่าให้ฟังบ้าง อย่างอ.ชาญวิทย์นี่ เป็นที่ปรึกษาชมรมด้วย
แล้วอ.เกษียร เตชะพีระ นี่สมัยก่อนทำอไรบ้างคะ เห็นอาจารย์เคยเล่าให้ฟังในห้องบรรยายว่าไปอยู่ป่าด้วย พอลงมาก็มาเรียนต่อ ได้ทุนไปต่อโท ต่อเอก (ฝรั่งเองก็สนใจเหตุการณ์ครั้งนั้นไม่น้อย วิทยานิพนธ์ของคนเดือนตุลาที่ได้ทุนไปเรียนที่ต่างปท.ก็ส่วนมากเป็นเรื่อง 14 ตุลา)อาจายร์เคยนำวีดีโอเกี่ยวกับ 14 ต.ค.16 ที่ตัดต่อจากฟิลม์ที่อ.ชาญวิทย์ถ่ายไว้ตอนนั้นมาให้ดูด้วยค่ะ
ยอมรับจริงๆว่าตอนนั้นไม่ค่อยสนใจ เพราะกลัว ไม่ชอบภาพศพ(ตายไปก่อนแล้ว)ที่ถูกผูกคอกับต้นมะขามแล้วถูกตีด้วยไม้หน้าสาม กับศพที่ถูกลากไปกับพื้น ดูโหดร้ายมาก
รบกวนผู้รู้ด้วยนะคะ

จากคุณ : ยูยู (Yuyu) - [ 16 ต.ค. 46 15:53:49 ]




ความคิดเห็นที่ 51

นิวัติ กองเพียร
ปัจจุบันอยู๋คอลัมภ์แนบเนื้อนางวิจารณ์ภาพNudeในมติชนสุดสปัดาห์จ้า

จากคุณ : จ่าพิชิต ขจัดพาลชน - [ 16 ต.ค. 46 17:05:14 A:202.12.73.6 X:unknown ]




ความคิดเห็นที่ 52

ที่มีการลากศพไปเผา หรือยกขึ้นแขวนต้นมะขามแล้วตีนั่น ปี 19 ครับ

จากคุณ : โทเมอิ - [ 16 ต.ค. 46 18:02:43 ]




ความคิดเห็นที่ 53

มาเร็ว ๆ ซิ รออ่านอยู่นะ

จากคุณ : แบดแมน - [ 16 ต.ค. 46 20:13:43 ]




ความคิดเห็นที่ 54

ขอบคุณมาก ๆ ฮะ

กำลังติดตามเรื่องนี้อยู่พอดี

จากคุณ : พูดไม่ค่อยเก่ง แต่หน้าตาดี - [ 16 ต.ค. 46 21:07:10 ]




ความคิดเห็นที่ 55

๖ ดร.อภิชัย พันธเสน ท่านมี ศ. นำหน้าด้วยครับ

จากคุณ : soco - [ 16 ต.ค. 46 22:49:56 ]




ความคิดเห็นที่ 56

๙ ชูศรี มณีพฤกษ์ ท่านมี รศ. นำหน้าด้วยครับ

จากคุณ : soco - [ 16 ต.ค. 46 22:53:16 ]




ความคิดเห็นที่ 57

๑๒ วันรักษ์ มิ่งมณีนาคิน ท่านก็มี รศ.นำหน้าด้วยครับ


สาละวิน & The gang อย่าพี่งมาน๊ะ

จากคุณ : soco - [ 16 ต.ค. 46 22:58:21 ]




ความคิดเห็นที่ 58

๑๕ อรรณพ พงษ์วาท ท่านนี้ มี รศ.ดร. นำครับ

จากคุณ : soco - [ 16 ต.ค. 46 23:03:20 ]




ความคิดเห็นที่ 59

ขอเซฟไว้ก่อนนะคะ

จากคุณ : ROBOTหุ่นยนต์ - [ 16 ต.ค. 46 23:08:23 ]




ความคิดเห็นที่ 60

๒๘ พนม ทินกร ณ อยุธยา รองศาสตราจารย์ ครับ

จากคุณ : soco - [ 16 ต.ค. 46 23:16:06 ]




ความคิดเห็นที่ 61

๒๙ เลียง ไชยกาล เป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ครับ
แก้ไขเมื่อ 16 ต.ค. 46 23:25:14

จากคุณ : soco - [ 16 ต.ค. 46 23:21:48 ]





ความคิดเห็นที่ 62

ผมเพิ่งจะเข้ามาอ่านครับ ต้องขอบคุณ คุณ*bonny มากครับที่ได้ใช้ความพยายามรวบรวมเหตุการณ์ ๑๔ตค.๑๖
มาให้อ่าน ผมยังอยู่มัธยมปลาย ไม่ทราบรายละเอียดขณะนั้นมากนัก เพราะสื่ิอทุกอย่างโดนรัฐบาลเผด็จการทหารควบคุมหมด มาทราบละเอียดบ้างพอสมควรก็ เหตุการณ์ ตค.๑๙
ที่ ท่านอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์(อ.ป๋วย)โดนบีบให้ออกนอกประเทศ ขณะนั้นผมเป็น นศ.ปี๒ให้ต่างจังหวัด ก็ไปร่วมประท้วงกับเขาในส่วนภูมิภาคด้วย แต่ต้องสลายตัวกลับเข้า ม. เมื่อเกิดปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนของทหาร
แก้ไขเมื่อ 18 ต.ค. 46 04:49:52

จากคุณ : คนเขารูปช้าง - [ 17 ต.ค. 46 05:39:13 ]





ความคิดเห็นที่ 63

สวัสดีครับทุก ๆ ท่าน ขอบคุณมากที่สนใจในบทความนี้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในแง่ของความจริงที่มีผู้พยายามทำให้สับสนมาหลายครั้งหลายคราแล้ว (จากทั้งสองฝ่าย) ขอส่งบทความต่อนะครับ
.............................................

วันที่ ๑๐ ตค.
ตลอดทั้งวันนี้ น่าจะเรียกว่าวันรวมพล เพราะมีการตั้งขบวนจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อจุดหมายปลายทาง คือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เริ่มจากประสานมิตร วิทยาลัยครู ๘ แห่งในกรุงเทพฯ อาทิ..บ้านสมเด็จ วิทยาลัยครูพระนคร ธนบุรี สวนสุนันทา และวิทยาลัยวิชาการศึกษา (ไม่เคยมีบทบาทของครูต่อการเมืองชัดเจนเท่านี้มาก่อน แม้ในปัจจุบันนี้) ประกาศหยุดการเรียนการสอนและทยอยเข้ามาสมทบกับนศ.ธรรมศาสตร์
ที่จุฬาฯ มีนิสิตชุมนุมกันประมาณ ๑,๐๐๐คน ตั้งขบวนเดินทางมาที่ลานโพธิ์
ที่ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มอภิปรายการกระทำที่ชั่วร้ายของ ๓ ทรชน ก่อนยกขบวนมาสมทบ
ที่ม.เชียงใหม่ เริ่มเคลื่อนไหว
ที่พิษณุโลกนักศึกษาส่วนหนึ่งมุ่งหน้ามากรุงเทพฯ
ไปทางอีสาน จุดรวมพลอยู่ที่นครราชสีมาก่อนมุ่งเข้ากรุงเทพฯ
พวกเด็กอาชีวะที่เคยยกพวกตีกันนั่นแหละ รวมพลสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง ไม่แยกสถาบันที่เคยรบรากัน (เกเรเพื่อชาติจริง ๆ) ไม่น่าเชื่อว่าพวกช่างกลต่างสถาบันจะมานั่งฟังการอภิปรายอยู่ติด ๆ กันได้เช่นนี้ มีคำปฏิญาณของเหล่านร.อาชีวะในครานั้นว่า “เราจะสมัครสมานสามัคคีกัน กอดคอกันตาย เพื่อไล่ทรชนออกไปจากผืนแผ่นดินไทย” แล้วทั้งหมดก็ก้มลงกราบไปทางที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ น่าเสียดายที่พวกรุ่นน้องทั้งหลายในปัจจุบันมิได้ร่วมเป็นร่วมตายกันอย่างพวกรุ่นพี่ที่ปฏิญาณร่วมกัน

ถึงพลบค่ำ ปรากฏว่ามีประชาชนชุมนุมกันอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กว่า ๒ หมื่นคน

ในวันเดียวกันนี้ทางรัฐบาลได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีพิเศษ และมีมติให้ตั้งศูนย์ปราบจลาจลที่กองอำนวยการป้องกันและปราบปรามคอมมูนิสต์ สวนรื่นฤดี โดยมีจอมพลประภาส เป็นผอ.ศูนย์ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา เป็นรองผู้อำนวยการ เพื่อดำเนินการปราบจลาจล
การตั้งศูนย์บัญชาการนี้ก็เพื่อที่จะสามารถเรียกระดมหน่วยทหารและกรมกองต่าง ๆ ให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในกทม.ได้นั่นเอง

วันที่ ๑๑ ตค.
ในตอนเช้าที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มีการนิมนต์พระภิกษุจากวัดมหาธาตุนับร้อยรูป เข้าไปในสนามฟุตบอลแล้วร่วมกันตักบาตร จากนั้นก็ช่วยกันเก็บกวาด เผาทำลายขยะจนเรียบร้อยและเริ่มเปิดอภิปรายโจมตีรัฐบาลกันต่อไป
นร. นักศึกษาทั่วประเทศหลั่งไหลมาจากทุกทิศทางเข้าสมทบกับพลังที่มาชุมนุมกันอยู่ก่อนแล้วไม่ขาดสาย จากพันเป็นหมื่น จากหมื่นเป็นแสน การอภิปรายโจมตีเผด็จการทั้งสามคนกระหึ่มไปทั่ว ดนตรีจากคณะคาราวาน ดังปลุกเร้า พวกที่มีโทรโข่งจะเน้นแต่คำว่า “ต้องสามัคคีกัน อย่าทอดทิ้งกันเป็นอันขาด ไม่ว่าจะถูกปราบปรามอย่างโหดร้ายแค่ไหนก็ตาม” ประโยคที่เน้นนี้ ก็เพราะเหล่าผู้นำนักศึกษารู้แล้วว่า อาจเกิดการเข่นฆ่าประชาชนขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ขณะเดียวกัน ก็พยายามบอกกับตำรวจทหารที่มารักษาการว่า ศัตรูของพวกเขามีเฉพาะเหล่าทรชนทั้งสามเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ
ผมคัดลอกเอาบรรยากาศในวันนั้นมาเผยแพร่ให้ทราบกันดังนี้…
“ต้องการให้ ๓ ทรชนนั้นสำนึกบาปและมอบอำนาจการปกครองให้กับประชาชนเสียที เพราะตลอดเวลา เหล่า ๓ ทรชนได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมกดขี่ประชาชน ทหาร ตำรวจ และผู้สุจริตเสมอมา” จะเห็นได้ว่า พยายามกัน ๓ คนนั้นออกจากพวกทหารตำรวจชั้นผู้น้อยคนอื่น ๆ และข้อเรียกร้องก็เพียงเพื่อขอประชาธิปไตยของประชาชน ยังไม่มีข้อเรียกร้องให้ขับออกนอกประเทศ หรือลงโทษตามกฎหมาย

ยังมีความพยายามจากแกนนำนักศึกษาและศูนย์กลางนิสิตฯ ที่จะให้มีการเจรจาปล่อยตัวผู้ต้องหาอยู่อีกเพื่อยุติความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถหยุดพลังมวลชนที่มาจากทุกสารทิศได้แล้ว คณะผู้ปกครองประเทศก็เริ่มวิตกแล้วว่า ..แผนการเข่นฆ่านั้น สายเกินกระทำเสียแล้ว กระแสคลื่นชนกระหน่ำมาเร็วกว่าที่คิด ดังนั้น จอมพลประภาสจึงยอมให้ตัวแทนนักศึกษาเข้าพบเป็นครั้งแรก (นำโดยนายสมบัติ ธำรงธัญญวงศ์ เลขาฯ ศูนย์) แต่การเจรจาล้มเหลว! เพียงข้อเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไข กับให้คืนรัฐธรรมนูญกับประชาชน ถูกปฏิเสธ โดยกล่าวว่า..กรณีที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะมีคนมารวมกัน ๒-๓ หมื่นคนก็ยังถือว่าเป็นประชามติไม่ได้ และยืนยันจะลงโทษตามกฎหมาย และจะต้องสอบสวนต่อไปจนกว่าจะเสร็จ การใช้ ม.๑๗ กับผู้ต้องหานั้นเพื่อประโยชน์ของผู้ต้องหาโดยตรงที่จะไม่ต้องยุ่งยากในการนำตัวไปผัดฟ้องต่อศาล
(ไม่รู้ว่าท่านคิดเหตุผลเรื่องการใช้ม.๑๗ นี้ออกมาได้ยังไง หากรับปากไปก่อน เรื่องน่ายินดีนี้จะถูกประกาศออกไป พลังมวลชนสลายตัวไปแล้ว อาศัยความเจ้าเล่ห์ จัดการเลือกตั้งแบบคดโกง ก็ยังสามารถกลับมามีอำนาจอีก ตรงนี้ จอมพลประภาส คิดผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ที่ล้มการเจรจาในขณะที่ยังมีทางออก )

นักเรียนไทยในต่างประเทศออกแถลงการณ์ส่งมาที่ศูนย์นิสิต มีข้อความเรียกร้องให้ต่อสู้ โดยจะให้กำลังใจช่วย รวมทั้งบริจาคเงินส่งมาสมทบด้วย น้ำใจเหล่านี้ส่งมาจากอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมันนี ฯลฯ
นิสิตเกษตรศาสตร์ที่ประกาศงดการสอบแล้วได้เหมารถโดยสารจำนวน ๗๐ คัน บรรทุกนศ.ราว ๔,๐๐๐คนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์
พลังจากนักศึกษาเชียงใหม่ถูกสกัดกั้นไม่ให้เข้ากรุงเทพฯ แม้แต่นศ.ในกรุงเทพที่ปิดการเรียนการสอนก็ถูกปิดกั้น ตั้งด่านมิให้กลับมาตุภูมิ
แต่นร.อาชีวะทั้งมวลประกาศขออยู่แนวหน้าหากเกิดการปะทะ แหละพวกเขาเหล่านี้แหละที่ต้องจบชีวิตมากกว่าคนอื่น ด้วยความบ้าบิ่นมุทะลุ
โรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ปิดการเรียนการสอนไม่มีกำหนด เพื่อให้นร.และครูอาจารย์สามารถไปร่วมชุมนุมได้

และวันนี้แหละครับที่เริ่มมีการับเงินบริจาคจากประชาชนเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้จนกว่า ๑๓ ผู้ต้องหาจะได้รับการปล่อยตัว การประกาศยอดเงินเป็นระยะ ๆ จากคณะบุคคลที่นั่นที่นี่ เป็นแรงผลักดันให้ยอดเงินสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งกรณีนี้ ผมออกจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำนะครับ เพราะข้าวปลาอาหาร มีพ่อค้าแม่ค้าย่านต่าง ๆ ห่อใส่ถุงมาบริจาคให้อยู่แล้ว

เงินทองเป็นของต้องห้าม เข้าไปที่ไหนก็เกิดเรื่องขึ้นทุกทีสิน่า!

ความกังวลใจของท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สองสามวันมานี้อาจารย์เป็นอะไรไป รู้สึกวิตก และเสียใจอยู่เป็นระยะ ๆ ไม่สร่างซา
วันเสาร์ที่ ๖ ตค. พอพีรพลโทรศัพท์มาบอกว่านักศึกษาและอาจารย์มธ. ถูกจับ ก็ใจหายวูบ รู้สึกทันทีว่าเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแล้ว อะไร ๆ จะตามมาก็ไม่รู้
วันจันทร์ที่ ๘ ตค. พีระพลและภูมิสัน มานั่งคอยในห้อง หน้าตาวิตกนัก บอกว่านักศึกษาเห็นจะมีปฏิกิริยาแน่ ก็ยิ่งใจไม่สบาย จะถือท้ายเรือไปล่มหรือไปรอดก็ไม่แน่คราวนี้ ที่ช่วยได้ตอนนั้น ก็เพียงให้สติว่า
๑/ ปฏิกิริยา ถ้าจำต้องมี ก็ขอให้ใจเย็น ๆ คิดใหรอบคอบและควรให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผน
๒/ อย่าใช้ความรุนแรงเป็นอันขาด
๓/ อย่าออกจากมหาวิทยาลัยเป็นอันขาด
๔/ อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาพัวพันกับหลักการ
ใจอาจารย์นี้นึกว่า ทำไมหนอเหตุการณ์และปฏิกิริยาจึงต้องเกิดขึ้นตอนนี้ด้วยเล่า กำลังจะสอบกลางปีอยู่แล้ว เป็นผลเสียของนักศึกษานับเป็นพัน ๆ คน แล้วใครเล่าจะเป็นผู้รับกรรม
วันอังคารที่ ๘ ตค. เช้ามืด ได้รับข่าวว่านักศึกษาสไตร๊ค์แน่ ก็นึกว่า สไตร๊ค์คือ อาการที่นักศึกษาจะไม่เข้าห้องสอบ
แต่ที่ไหนได้ บัดเดี๋ยวเดียวเท่านั้น คณบดีรายงานมาว่า อาจารย์ที่จะไปออกข้อสอบเข้าตึกคณะไม่ได้ นักศึกษาปิดประตูเอาโซ่ล่าม เอาปูนเทใส่รูกุญแจ ถอดสลักไฟลิฟท์ออก ใช้ลิฟท์ไม่ได้ และเป็นดังนี้ทุกคณะที่กำลังมีการสอบวันนี้ อาจารย์นี้เสียใจมาก รู้สึกเหมือนเมื่อถูกญี่ปุ่นรุกเข้ายึดกรุงเทพ เมื่อ ๒๔๘๕ ใจคิดไปว่า แล้วอย่างนี้จะเป็นผู้บริหารมธ. ไปได้อย่างไร แต่พอได้สติก็คิดปลอบใจตนเองว่า..นักศึกษาที่ทำคงคิดแต่เพียงว่าจะกันไม่ให้มีการสอบ เพื่อประท้วงการจับกุมเท่านั้น ถ้าภายหน้าเอาแบบอย่าง ทำกันบ่อย ๆ เข้า มธ.จะยืนอยู่ได้อย่างไร คงเป็นลมฟุบไปสักคราวเป็นแน่
ยิ่งซ้ำร้ายหนักเข้า ได้รับรายงานติดตามมาว่า นักศึกษาเอาธงชาติยอดโดม แล้วชักธงดำขึ้นครึ่งเสา อาจารย์นี้ตกใจมากอย่างยิ่ง เพราะการที่ทำกับธงชาติอย่างนี้ในหลักการถือว่า ลบหลู่ทั้งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะธงไตรรงค์ของเราให้สีมีความหมายอย่างนั้น อันเป็นสัญลักษณ์ของชาติ
นักศึกษาที่คิดเอาลงคงไม่รู้หลักถึงอย่างนี้ คงคิดแต่ว่าจะไว้ทุกข์เท่านั้น แต่ก็ยังดีพอขอไปให้แก้ไข ก็ทำตามภายในครึ่งชั่วโมง
แต่ผ้าดำที่ป้ายชื่อหินอ่อนเมื่อวานยังอยู่ มีคนเขาว่า “ธรรมศาสตร์ตายแล้วหรือ”
วันอังคารที่๙ พุธที่๑๐ อมธ.ยื่นหนังสือขอให้เลื่อนการสอบ ก็จะทำอย่างไร ไม่เลื่อนไม่งดมันก็สอบไม่ได้อยู่เองแล้ว ตามข้อเท็จจริงเห็นอยู่ตำตา แต่ความวิตกกังวลมีอยู่ข้างหน้าอีก..
๑/ เมื่อไหร่จะเปิดสอบได้
๒/ จะสอบอีกเมื่อไหร่ก็ต้องดูเวลา จะร่นเข้าไปชิดการเปิดภาคสอง
๓/ ถ้าเปิดช้าก็ต้องเลื่อนสอบไปอีก
๔/ สอบภาคสองช้าก็กระเทือนถึงซัมเมอร์แน่ คนที่เก็บหน่วยกิตหรือสอบแก้ตัวจะทำอย่างไร
๕/ การได้ปริญญาช้า สมัครงานได้ช้าก็จะตามมา
๖/ การจัดสอบวิชาต่าง ๆ ตามหน่วยกิตก็จะทำให้ปวดหัวแน่
ผลที่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่นี้ นักศึกษาก็เห็นล่วงหน้ากันแล้วทุกคน เพราะเป็นผู้มีสติปัญญา แต่ก็ได้ตัดสินใจทำ และก็ทำไปแล้วด้วยความสมัครใจของตนเอง

วันอังคารที่๙ วันพุธที่๑๐ ตค. จะกินจะนอนไม่เป็นสุข คอยแต่รับข่าวคราวของลานโพธิ์ (ขอบคุณท่านรองอธิการบดี อาจารย์ และนายกอมธ. ประธานและสมาชิกสภาฯ ที่บอกให้ทราบเสมอทุกระยะ) ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์แคบนิดเดียว แม้จะมีเสรีภาพทุกตารางนิ้วอย่างที่เขาว่า ก็จะรับฟังคนตั้งพันตั้งหมื่นตลอดคืนไปได้นานเท่าใด เด็ก ๆ จะไปกินกันที่ไหน ใต้ฝุ่นก็กำลังพาฝุ่นมา ลูกหลานเจ็บไข้ไป พ่อแม่จะวุ่นใจเท่าใด
อีกข้อ คนที่เข้ามาเป็นพันเป็นหมื่นนั้น รู้หรือเปล่าว่าใครเป็นใคร? ถ้าเป็นนิสิตนักศึกษาก็พอทำเนา แต่ที่ไม่ใช่ล่ะ? เธอ ๆ ที่เป็นหัวหน้า รู้หรือว่าอันธพาลหรือนักฉกชิงวิ่งราวจะไม่แทรกเข้าไปด้วย และถ้าใครจะแกล้งมาสวมรอย ปึงปังขึ้นกับนิสิตนักศึกษา ใครจะรับรองได้ว่า จะไม่เป็นการจุดชนวนให้วุ่นวายกันใหญ่ และถ้าทะลักออกไปข้างนอกด้วย ก็คาดการณ์ไม่ถูกว่าอะไรจะเกิดขึ้น อาจารย์นี้วิตกจริง ๆ พวกเธอ ๆ รักษาสถานการณ์ไว้ได้แน่หรือเปล่า? อุ่นใจอยู่นิดว่าพวกเธอประกาศหลัก “อหิงสา” และจนบัดนี้ก็ยังถือปฏิญาณแน่ว่า “ไม่ออกไปข้างนอก” แต่อดหวั่นใจไม่ได้จริง ๆ

สัญญา ธรรมศักดิ์
๑๑ ตค. ๒๕๑๖

อาจารย์ก็ยังคงมีจิตวิญญาณของอาจารย์อยู่วันยังค่ำครับ ท่านวางตนได้สมกับเป็นบุคคลอันน่าเคารพนับถือของลูกศิษย์เสมอมา ผมเข้าใจในความกังวลใจของท่าน และอ่านบทความข้างต้นของท่านด้วยอารมณ์รันทดหดหู่จริง ๆ


จากคุณ : *bonny - [ 17 ต.ค. 46 07:33:28 ]




ความคิดเห็นที่ 64


วันที่ ๑๒ ตค.
ความหลงมัวเมาในอำนาจแท้ ๆ ของ ๒ จอมพลไทยที่ทำให้เกิดวีรชน… หลงมัวเมาที่คิดว่า มีกระบอกปืนและรถถังอยู่ในมือเสียอย่าง อย่างไรก็ได้เปรียบ จึงมิได้คิดจะดับไฟที่กำลังลุกไหม้ด้วยน้ำ แต่ใช้ลมปากเป่าแทน มันส่งผลอยู่ ๒ อย่าง ไม่ดับไปเพราะแรงลม ก็โหมกระพือไปติดฝาบ้าน

ตั้งแต่ ๗.๐๐น.เป็นต้นมา..
ยังมีการเคลื่อนขบวนเข้ามาสมทบของนักเรียน นศ.และประชาชนตลอดทั้งวันนี้ โดยเฉพาะวันนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า เป็นนักเรียนมากกว่านศ.สถาบัน (เพราะวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยประกาศหยุดเรียนไปก่อนหน้าและมากันตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ส่วนโรงเรียนในกทม.เพิ่งประกาศตามหลัง)

ที่ปรากฏตามรายนาม เป็นนร.อาชีวะในกทม.เกือบทุกสถาบัน แต่ละแห่งไม่มากมายนัก ประมาณ ๒๐๐ คน ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า เด็กเหล่านี้มีความรู้เกี่ยวกับการเมือง ประชาธิปไตย หรือ รัฐธรรมนูญแค่ไหนกัน และพ่อแม่ ผู้ปกครองและครูอาจารย์ จักต้องให้การสนับสนุนอย่างแน่นอน มิฉะนั้น คงไม่แห่กันมาทุกหนแห่งเช่นนี้ พวกเขาไม่กลัวความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนในปกครองหรืออย่างไร?
มีรายนามที่ประกาศออกไมค์บนเวทีดังนี้.. ดุสิตพาณิชย์รอบเช้า ๕ พันคน รอบบ่าย ๓ พันคน (จำนวนน่าจะเว่อร์นะครับ เช่นนี้เท่ากับยกมาเกินจำนวนนร.ของตน) พาณิชยการวัดธาตุทอง ๒ พันคน เซนต์จอห์น ๒ พันคน ช่างฝีมือปัญจวิทยา ๘๐๐ พาณิชยการสยาม ๓๐๐ ตั้งตรงจิตรพาณิชยการ ๑๐๐ คน การช่างนนทบุรี ๕๐ คน ช่างกลบางซ่อน ๒ พันคน วิทยาลัยครูพระนคร ๓ พันคน พาณิชยการราชดำเนิน ๔ พันคน พาณิชย์จรัลฯ ๕๐๐คน เป็นต้น
ที่น่าแปลกใจก็คงเป็นการเข้าร่วมการชุมนุมจาก รร.บุตรข้าราชการทบ. ในวันนี้ พวกเขาประกาศว่า “แม้ว่าพวกเราเป็นลูกทหาร แต่ก็รู้ว่าอะไรถูกหรือไม่ถูกอย่างไร และเราก็พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม” (ไม่แน่ใจ เด็กคิดเองหรือพ่อแม่ที่เป็นทหารไฟเขียวให้พูด)

ที่เป็นจำนวนพันขึ้นไป ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากครูและผู้ปกครองจะทำได้อย่างไรล่ะครับ

ตอนเที่ยงวัน..
มีแถลงการณ์ของคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ออกมาแก้ข้อกล่าวหา เรื่องหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำผิดว่าด้วยการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ที่ค้นพบจากแหล่งที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหา ว่ามีการวางโครงสร้างเป็นแบบแผนจะปฏิวัติโค่นอำนาจการปกครองและนำประเทศไปสู่ระบบสังคมนิยมนั้น ว่า การทำผังแสดงโครงสร้างทางการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือประกอบในการสอนวิชาการเมืองเท่านั้น เพื่อช่วยให้นักศึกษาเข้าใจโครงสร้างทางการเมืองของประเทศต่าง ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น จึงไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติอย่างใด และหนังสือเกี่ยวกับลัทธิมาร์กซิสม์ เลนินซิสม์ เหมาซิสม์ คอมมิวนิสต์ และสงครามกองโจร (คิวบา) เป็นตำราที่ใช้เรียนกันตามปกติในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งในไทยด้วย
นอกจากนี้ยังมีจำหน่ายตามร้านหนังสือโดยทั่วไป หากจะถือว่า การอ่านและมีในครอบครองเป็นความผิด ก็หมายความว่า ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทย อาจารย์มหาวิทยาลัยทุกคนที่เรียนทางสังคมศาสตร์ และร้านขายหนังสือต่าง ๆ นั้นมีความผิดด้วย

ในเวลาเดียวกัน ก็มีประกาศจากแถลงการณ์ของศูนย์นิสิตฯ บนเวที ให้เวลารัฐบาลปล่อยผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนใน ๒๔ ชั่วโมง นับตั้งแต่เที่ยงวันนี้ จนถึงเที่ยงพรุ่งนี้ หากยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเนที่น่าพอใจ จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด
(น่าสนใจว่า แถลงการณ์ฉบับนี้ เป็นฟางเส้นสุดท้ายของฝ่ายนักศึกษา หลังจากตัวแทนได้เข้าเจรจากับจอมพลประภาสเมื่อวานนี้ และตกลงกันไม่ได้ ประกอบกับผู้นำนศ.เห็นว่า สถานการณ์พลิกกลับมาได้เปรียบแล้ว หลังจากมีแนวร่วมจากนักเรียน สื่อมวลชน และประชาชนทั้งประเทศร่วมกดดัน จึงกล้ายื่นคำขาดออกมา)

๑๔.๓๐น.
ศูนย์นิสิตแจ้งให้ทราบถึงยอดเงินบริจาค ซึ่งมีทั้งสิ้นประมาณ ๕ แสนกว่าแล้ว ใช้จ่ายไปแล้ว ๔ แสนบาท

ทางฝ่ายราชการ ก็ได้พยายามใช้ไม้นวมแล้วในวันนี้ โดยเริ่มจากคำสัมภาษณ์ของดร.บุญรอด บิณฑสันต์ รมต.ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ และอดีตอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลังเหตุการณ์สงบท่านก็กลับไปสอนที่จุฬาฯ อีก) ว่า ได้เกิดการเข้าใจผิดกันขึ้นในเรื่องที่ว่า นศ.หาว่ารัฐบาลขัดขวางการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วมิได้ขัดขวาง เพียงแต่ไม่ได้ปฏิบัติตามกรอบเขตที่กฎหายอนุญาตเท่านั้น และขอให้ผู้ที่มาชุมนุมเลิกชุมนุมเสีย (ถ้าจะว่าไปแล้ว มีกม.ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน ๕ คน ถ้าบังคับใช้ คนที่มาชุมนุมทั้งหมดก็กระทำผิดกม.ไปแล้ว และต้องติดคุกด้วยเพราะหลักฐานชัดเจนกว่า ๑๓ กบฎเสียอีก)

พลตรีประกอบ จารุมณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ได้กล่าวว่า รัฐบาลแสดงความเป็นห่วงเด็ก ๆ เกรงจะประสบปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ในระหว่างชุมนุม จึงได้สั่งให้กทม.ไปติดตั้งก็อกน้ำ ทำหลุมส้วม และช่วยเหลือเรื่องการแพทย์ พร้อมกับขอให้นสพ.เสนอข่าวตามความเป็นจริง เช่น กรณีคนจำนวนหมื่นไปลงว่า เป็นแสน และเพิ่มเป็นล้านคนในวันถัด ๆ ไป และให้ละเว้นคำว่า นองเลือด ที่จะสร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนที่ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมด้วย

๑๙.๐๐น.
ในเมื่อเห็นว่าจวนตัว จอมพลทั้งสองก็เริ่มคลายความแข็งกร้าวลงทีละน้อย เริ่มจาก ยอมให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง ๑๓ คน แต่คนทั้งหมดไม่ยอมออกจากห้องขัง เพราะเห็นว่าตัวเองไม่ผิด หากจะปล่อยต้องปล่อยโดยไม่มีเงื่อนไข นายประกันที่มาประกันก็คือคนของรัฐบาลนั่นเองทำหน้าที่เป็นหน้าม้า รัฐบาลคิดว่า เมื่อคนทั้งหมดเป็นอิสระแล้ว ปัญหาการชุมนุมจะยุติลง

๒๐.๐๐น.
วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ได้ออกแถลงข่าวอีก ว่าการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง ๑๓ คนเสร็จสิ้นแล้วจึงอนุญาตให้มีการประกันตัว และออกข่าวว่า ในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีกลุ่มบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นนร. นิสิต นศ. เตรียมอาวุธร้ายแรงไว้ใช้ในวันรุ่งขึ้น ขอให้ตักเตือนมิให้บุตรหลานย่างกรายเข้าไปในบริเวณนั้น

(คำประกาศนี้น่าจะอยู่ในแผนสลายม็อปที่กำลังดำเนินอยู่ของรัฐบาล เพื่อสร้างความชอบธรรมใน

จากคุณ : *bonny - [ 17 ต.ค. 46 08:25:58 ]




ความคิดเห็นที่ 65

ตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ ก็คงเข้าสู่ไคลแม็กซ์ของเหตุการณ์ล่ะครับ
ห้ามกระพริบตานะครับ เพราะจะมีการวิเคราะห์หาคนกระทำผิดพลาดที่ทำให้คนตายโดยไม่จำเป็นด้วย
........................................

คุณสาละวิน
เงินของคุณสาละวินน่าจะถูกใช้ไปเป็นค่าน้ำ ค่าข้าวของผู้ชุมนุมในวันที่ ๑๒ นี่เองนะครับ

ดังนั้นได้โปรดสบายใจได้ เงินบาทนึงของท่านได้ทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างครบถ้วนตามเจตนารมย์แล้ว (ผมกำลังกังวลอยู่ว่า ถ้าเกิดคุณสาละวินใจป้ำ บริจาคไปสักพันสักหมื่น เหตุการณ์จะตึงเครียดขนาดไหน !^ _^)

"""""""""""""""""""""""
คุณsoco ขอบคุณครับที่ช่วยอัพเดท ทำให้ทราบว่า เกือบทุกคนที่เคยร่วมต่อสู้ได้กลายเป็นกำลังสำคัญของชาติบ้านเมืองในเวลาต่อมาทั้งสิ้น


จากคุณ : *bonny - [ 17 ต.ค. 46 08:36:23 ]




ความคิดเห็นที่ 66

เสียดายจัง วันเสาร์ไม่ได้อยู่ที่ทำงาน
ต้องมาอ่านวันจันทร์แล้วสิ
ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ

จากคุณ : จอห์นนี่ ฮะตู - [ 17 ต.ค. 46 09:21:10 ]




ความคิดเห็นที่ 67

มีชีวิตวัยรุ่นอยู่ในช่วงเกิดเหตุ แต่รู้อะไรไม่มากเพราะฟังข่าวจากรัฐบาลอย่างเดียว อีกอย่างมัวเรียน ไม่ลึกซึ้งการเมือง พยายามรู้เรื่องมาตลอด แต่กระท่อนกระแท่น คุณบอนนี่ได้ให้ความรู้แก่ผมมากมาย ขอคารวะงาม ๆ หมื่นจอก

จากคุณ : ติ๊ดแก้มเหลือง (ติ๊ดแก้มเหลือง) - [ 17 ต.ค. 46 14:22:30 ]




ความคิดเห็นที่ 68

ติดตามครับ...

จากคุณ : พญาไฟสีเทา - [ 17 ต.ค. 46 16:32:48 ]




ความคิดเห็นที่ 69

โอ ... อดใจรอไม่ไหวแล้วซี่ ...
ขอบคุณมากครับ ที่นำมาเล่าสู่กันฟังให้คนรุ่นหลังรับทราบ ...

อ่านบทความของอ.สัญญา ธรรมศักดิ์ แล้วขนลุกเลยครับ ...

จากคุณ : TotJiro - [ 17 ต.ค. 46 17:10:17 ]




ความคิดเห็นที่ 70

พวกเด็กอาชีวะที่เคยยกพวกตีกันนั่นแหละ รวมพลสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียง ไม่แยกสถาบันที่เคยรบรากัน (เกเรเพื่อชาติจริง ๆ) ไม่น่าเชื่อว่าพวกช่างกลต่างสถาบันจะมานั่งฟังการอภิปรายอยู่ติด ๆ กันได้เช่นนี้ มีคำปฏิญาณของเหล่านร.อาชีวะในครานั้นว่า “เราจะสมัครสมานสามัคคีกัน กอดคอกันตาย เพื่อไล่ทรชนออกไปจากผืนแผ่นดินไทย” แล้วทั้งหมดก็ก้มลงกราบไปทางที่พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ น่าเสียดายที่พวกรุ่นน้องทั้งหลายในปัจจุบันมิได้ร่วมเป็นร่วมตายกันอย่างพวกรุ่นพี่ที่ปฏิญาณร่วมกัน


ขอบคุณที่ยังกล่าวถึง ตอนหลังพวกคุณ ก็ต้องใช้คำว่าเสร็จนาฆ่าโคถึก เพราะพวกคุณบางคนคิดว่าเราเป็นโคมีแต่สมองค.... สมอง.....นี่หละ ทำให้ หน่อยราชการหน่วยหนึ่งเข้ามาแทรกแซงจัดตั้งหน่วยกระทิงแดงขึ้น กลายเป็นหอกข้างแคร่ ถ้าคนที่มีมันสมองแบบยอดคน ดึงกลุ่มนี้เอาไว้ ประวัติศาสตร์ 6 ตค อาจพลิกผันก็เป็นได้ จำเอาไว้เถิด พวกสมองค..... ที่สมัยนั้นนุ่งกางเกงขาสั้นสีดำถุงเท้าดำ ยืนจำมือ ล้อมวง อารักขาพวกที่เอาแต่พูดๆ พูดจนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่หยุด (สุภาพแล้วนะ ที่ไม่ใช้คำว่าเห่า) แล้วระเบิดขวดที่เราปกป้องกลุ่มคนเหล่านี้มาจากไหน ใครล่ะ ที่ขับรถเมล์พุ่งชนทหาร

จากคุณ : ไม่ได้เอาดีใส่ตัว - [ 17 ต.ค. 46 21:38:58 A:203.156.12.218 X: ]




ความคิดเห็นที่ 71

เพิ่งได้อ่านบทความพิเศษของ พญ จินดา ยงใจยุทธ เรื่อง อีกมุมหนึ่งของวันที่ 14 ตค ในมติชนสุดสัปดาห์ ประจำวันที่ 17 ตค หากท่านผู้ใดสนใจเปิดเว็บ www.matichon co.th/weekly เข้าไปอ่านได้ คุณหมอเขียนไว้ดีมาก

จากคุณ : บอนเนอร์ - [ 18 ต.ค. 46 05:26:47 ]




ความคิดเห็นที่ 72

สวัสดีครับทุกคน ขอสานต่อเรื่องราวให้จบก่อนนะครับ แล้วค่อยคุยกันเรื่องความเห็น
*********************


วันที่ ๑๓ ตค.
๐.๓๐น.
นักโทษทั้ง ๑๓ คนออกแถลงการณ์ในคุกไม่ขอประกันตัว และจะรอให้ศูนย์นิสิตฯ เป็นผู้แจ้งให้ทราบเพราะกลัวว่าจะเป็นอุบายของรัฐบาล
ศูนย์นิสิตฯ พ่อแม่ญาติพี่น้องของผู้ต้องหายืนยันไม่ประกันตัว
ข้อเรียกร้องที่เป็นทางการของผู้ประท้วงทั้งหมดยังยืนยันว่า.. พวกเขาต้องการเพียง
-ให้ปล่อยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข
-ใหัรัฐบาลกำหนดเวลาการออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แน่นอน
ง่าย ๆ สองข้อแค่นี้..ทำไมทำไม่ได้ แสดงว่าหวงอำนาจจนหน้ามืดตามัว เพราะขณะนั้นข้อเรียกร้องที่สาม คือ ให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจด้วยยังไม่ได้นำมาเป็นเงื่อนไข

๕.๕๐น.
เช้ามืดวันนี้ ถนนประชาธิปไตยและถนนสุโขทัย อันเป็นทางผ่านหน้าและด้านข้างของสวนรื่นฤดีได้ถูกปิดห้ามรถผ่านเข้าออก หน่วยปราบจราจลเริ่มทำงาน ขนเครื่องกีดขวางปิดทางเข้าบ.ก.สวนรื่น กำลังหน่วยปราบจราจลและรถฉีดน้ำเตรียมรับมือนักศึกษา
พล ตอ.ประจวบ ได้สั่งให้ตำรวจเตรียมพร้อมทั่วกรุงเทพฯ

๑๒.๐๐น.
ถึงกำหนดเส้นตายที่ศูนย์นิสิตขีดไว้ รัฐบาลยังไม่อาจปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไขได้
ขณะที่ พลังของผู้ประท้วงทั้งหมดได้เตรียมจะเดินขบวนออกจากธรรมศาสตร์และสนามหลวงเลยไปถึงราชดำเนินจำนวนนับแสน ๆ คน เพื่อไปพบผู้นำรัฐบาลเพื่อเปิดการเจรจา (ท่านอาจารย์สัญญา กำชับแล้วกำชับอีกว่า อย่าออกจากมหาวิทยาลัยเด็ดขาดก็ไม่เชื่อกัน เพราะมหาวิทยาลัยยังมีรั้วรอบ แต่ออกไปภายนอกก็เหมือนกระแสน้ำ ไหลไปได้ทุกทิศทาง) โดยกำหนดนัดเวลาเที่ยงตรง การเคลื่อนขบวนเป็นไปอย่างช้า ๆ เป็นระเบียบภายใต้การควบคุมดูแลของเหล่าผู้นำนักศึกษาคนสำคัญ ทุกคนท่องขึ้นใจตลอดทาง คือ สามัคคีกันเป็นใจเดียว ยึดชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทัพหน้าเป็นสตรี อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของสองพระองค์ และธงไตรรงค์นำขบวน

บ่ายวันนั้น..
ตัวแทนนิสิตส่วนหนึ่งจำนวน ๑๑ คนนำโดยนายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกส่วนหนึ่งนำโดยนายประสาน ไตรรัตน์วรกุลและนายราชันย์ จีระพันธ์ ได้เข้าพบจอมพลถนอมและจอมพลประภาสอีกครั้ง ซึ่งการเจรจาในครั้งนี้จอมพลประภาสยอมปล่อยผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดอย่างไม่มีเงื่อนไขและเรื่องรัฐธรรมนูญรับปากว่าจะจัดการให้ภายในตุลาคมปีหน้า ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบสองทุ่มแล้ว พลังมวลชนส่วนหนึ่งยังไม่รู้เรื่องการเจรจา ยังเคลื่อนขบวนต่อไปเรื่อย ๆ
(จุดอ่อนที่พบเห็นได้ชัดในการเดินขบวนออกนอกมหาวิทยาลัยก็คือ ไม่มีศูนย์รับและส่งข้อมูลถึงกันและกันระหว่างแกนนำที่ยืนอยู่บนหัวรถซึ่งมีอยู่หลายคน หลายสาย แต่ละคนมีเพียงโทรโข่งสั่งการเท่านั้น โทรศัพท์ไร้สาย หรือ โทรฯมือถือก็ไม่มี)
..จนกระทั่งถึงเวลาสี่ทุ่มสามสิบนาที..
ตัวแทนของศูนย์นิสิตฯที่เข้าพบรัฐบาลก็ออกมาประกาศว่า รัฐบาลยอมตามข้อเรียกร้องแล้วให้ทุกคนสลายตัวกลับบ้านได้ มีบางส่วนกลับบ้าน แต่ส่วนใหญ่กลับไม่ได้เพราะไม่มีรถ และบางคนอยู่ต่างจังหวัด ไม่รู้ว่าจะไปนอนที่ไหนจึงอยู่ร่วมชุมนุมต่อไป
ห้าทุ่ม.. ก็มีข่าวว่า..นักศึกษาที่เข้าพบจอมพลประภาสโดนฆ่าตายหมดแล้ว การสลายตัวจึงทำไม่ได้ต้องเกาะกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น ไม่มีใครกล้ายืนยันว่า จริง หรือไม่จริง

๑๔ ตค.
๐.๑๕น.
เนื่องจากขาดการติดต่อจากทางศูนย์ฯ ทั้งที่เข้าเฝ้าและเข้าพบผู้นำรัฐบาล แม้จะมีข่าวการปล่อยตัว แต่ไม่มีคำยืนยันจากตัวแทนที่ถูกส่งไป ประกอบกับมติมหาชนในที่ชุมนุมเรียกร้องให้มีการเคลื่อนไหว นายเสกสรรค์ ประเสิรฐกุล ผู้นำคนหนึ่ง จึงตัดสินใจสั่งเคลื่อนขบวนจำนวนหนึ่งไปยังสวนจิตรลดา เพื่อขอพึ่งพระบารมีปกเกล้าฯ
ขบวนเคลื่อนเข้ามาสู่บริเวณรอบนอกสวนจิตรฯ แล้ว พลังมวลชนทั้งหมดทั้งหิว ทั้งเหนื่อยอ่อนแทบขาดใจ ทั้งหมดหวังพึ่งองค์พระประมุข พากันนั่งอยู่ที่หน้าประตูวังอย่างสงบ
ตีหนึ่ง..ตีสอง..ตีสาม..ตีสี่แล้ว หลายคนนอนหลับสลบไสล
ในที่สุด พ ต อ.วศิษฐ์ เดชกุญชร ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทมาอ่านให้ฝูงชนฟัง ณ กองบัญชาการเคลื่อนที่ของศูนย์ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ตัวแทนนักศึกษาเข้าพบ และทรงรับสั่งกับตัวแทนด้วยพระเมตตา และทุกคนเมื่อได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องก็เตรียมตัวแยกย้ายกันกลับบ้าน….
๖.๐๕น.
การสลายตัวมิได้ทำได้ทันทีทันใด ขบวนหนึ่งที่เดินไปตามถนนพระรามที่๕ มุ่งสู่สี่แยกดุสิต ถูกสกัดกั้นจากหน่วยคอมมานโดของตำรวจนครบาลและกองปราบ แม้จะขอร้องแล้วแต่ตำรวจก็ยืนกรานให้ประชาชนถอยกลับไปทางเดิม
มีการโต้เถียงกันอยู่นาน และริ้วขบวนด้านหน้าสะดุดกึกอยู่ตรงนั้นในขณะที่ด้านหลังไม่รู้ว่าเขาปิดกั้นทางไว้ก็กดดันกันเข้ามาสมทบ มีการขว้างปาอิฐและขวดไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ตำรวจที่ควบคุมด่านนี้ได้แก่ พล ต ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น ซึ่งรับคำสั่งมาจากพล ต ท ประจวบ สุนทรางกูร มิให้เปิดแนวกั้นอย่างเด็ดขาด
… อาศัยความอ่อนล้าของพลังหนุ่มสาวที่ตรากตรำมาตลอดหลายวัน อาศัยมวลชนที่กระเซ็นออกมาจากกลุ่มใหญ่แล้ว กำลังเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งได้ระดมตีผู้ชุมนุมประท้วงด้วยไม้กระบอง หลายคนบาดเจ็บ และมีบางคนเสียชีวิตที่นี่ เลือดของวีรชนหลั่งไหลอยู่ที่หน้าวังสวนจิตรนี่เอง…
ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนในขณะที่นักเรียนก็ปาระเบิดขวดเข้าใส่ ทำให้ตำรวจส่วนหนึ่งบาดเจ็บเหมือนกัน

ฝูงชนแตกฮือกลับไปที่ด้านนอกสวนจิตรตามเดิม พากันกระโดดลงคลองน้ำหน้าวัง เพื่อเข้าไปในเขตพระราชฐาน หวังพึ่งพระบารมีปกเกล้าฯ เจ้าหน้าที่ทหารที่รักษาการหน้าประตูวัง ยอมให้ผู้ชุมนุมเข้าไปหลบภัยในพระราชวัง
ข่าวการปะทะมาถึงมวลชนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่สลายตัวในตอนเช้า พวกที่กระเซ็นกระสายมาเล่าเหตุการณ์ที่ทหาร ตำรวจไล่เข่นฆ่าประชาชนให้ผู้ประท้วงกลุ่มใหญ่ที่ธรรมศาสตร์และราชดำเนินนอกทราบ ว่ามีการตีตลบหลังและมีผู้บาดเจ็บล้มตายที่หน้าวังสวนจิตร
๗.๓๐น.
มีการนัดรวมพลกันอีกครั้งที่บริเวณลานพระรูปทรงม้า แล้วกระจายกันออกทำลายสิ่งที่เห็นว่าเป็นของอำนาจรัฐอย่างบ้าคลั่ง
พลังอีกส่วนหนึ่งที่รวมกันอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกโอบล้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ที่มีอาวุธครบมือ การปะทะอีกส่วนหนึ่งเกิดขึ้นที่นี่ พวกที่อยู่ภายนอกก็กรูกันไปที่สน.ชนะสงคราม บางคนตะโกนให้เผาซะ เพราะตำรวจที่นี่เป็นผู้เปิดฉากตีผู้ประท้วง แต่ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงได้ขอร้องไว้ เพราะเกรงว่าเปลวเพลิงจะลามไปก่อความเสียหายให้บ้านที่อยู่ข้างเคียง
เวลา ๙.๓๐น.ของวันนั้น กรมประชาสัมพันธ์ได้ประกาศว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอใช้คำว่า “พวกก่อการจราจล (พกจ.) แทนคำว่า นักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน
รัฐบาลออกแถลงการณ์ใจความว่า..”ขณะนี้ปรากฏว่ากลุ่มนร. และผู้แต่งกายคล้ายทหารส่วนหนึ่ง ซึ่งไม่ยอมปฏิบัติตามข้อตกลงซึ่งได้กระทำกันระหว่างรัฐบาลและผู้แทนนิสิตนักศึกษา เมื่อคืนวันที่ ๑๓ ตค. โดยได้ทำการก่อวินาศกรรมและบุกรุกเข้าไปในสถานที่ราชการ และบุกรุกเข้าไปในพระราชฐานสวนจิตรลดา อันเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ นอกจากนี้ยังใช้อาวุธปืนทำร้ายตำรวจและประชาชน และมีการกระทำ ยึดสถานที่สำคัญ ๆ ของรัฐบาลโดยมีความมุ่งหมายที่จะล้มล้างเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศ
เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของประชาชนและความมั่นคงของประเทศชาติ และเพื่อสงวนชีวิตทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติไว้มิให้ได้รับอันตราย เสียหายเดือดร้อน รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอประกาศว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เาหน้าที่ของรัฐบาลจะเข้าระงับสถานการณ์อย่างเด็ดขาดต่อไป…”

๑๐.๔๐น.เป็นต้นไป
พลังมวลชนที่ถูกควบคุมอย่างมีแบบแผนได้สลายไปแล้ว กลายเป็นกลุ่มย่อยที่รวมตัวกันไม่ติด ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ไม่มีผู้นำเด็ดขาด เห็นตำรวจ ทหารที่ไหนก็ถือเป็นศัตรูไปหมด ส่วนหนึ่งบุกไปที่กรมประชาสัมพันธ์ เพราะเป็นแหล่งข่าวของทางการ หน่วยกล้าตายส่วนหนึ่งบุกเข้าไปเผาอาคารของกรมประชาสัมพันธ์ และเผากรมสรรพากรที่อยู่ใกล้เคียง ข้าราชการข้างในหลายคนติดอยู่ในกองเพลิงออกมาไม่ได้ มีบางคนปีนออกมาทางหน้าต่างแล้วกระโดดจากชั้นบนลงมา เขาพวกนั้นตายด้วยและได้รับการขนานนามว่า วีรชน เช่นกัน
“เผากองสลากเลย มันเป็นตัวมอมเมาประชาชน” มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น แล้วอีกหลายคนก็เฮโลไปที่กองสลากกินแบ่งที่ถนนราชดำเนิน
รถเมล์หลายคันถูกเผาทำลาย อีกหลายคันถูกยึดเป็นพาหนะของผู้ประท้วง อาวุธของผู้ประท้วงเป็นมีด และไม้ และเหล็ก มีปืนสั้นบ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งยึดมาจากตำรวจที่บาดเจ็บและยอมจำนน
สถานการณ์ลุกลามไปเป็นจลาจลทั่วกรุงเทพฯ ตำรวจที่อยู่ตามโรงพักต่างถอดเครื่องแบบออกและปลอมเป็นประชาชน สถานที่ราชการและแม้แต่เสาไฟจราจรตามสี่แยกถูกผู้ประท้วงทำลายอย่างบ้าคลั่ง ..ไม่ใช่ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยแล้ว จากนี้ไปเป็นการกระทำเพื่อล้างแค้นให้ตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น..

วีรชนที่แท้จริง หรือบางท่านอาจจะเรียกว่า พวกเสียสติก็ได้ ได้ยึดรถเมล์โดยสาร และรถขยะแล้วขับเข้าชนรถถัง แต่ถูกยิงเสียชีวิตก่อนที่จะทำการสำเร็จ ที่กระทำการสำเร็จ คือ ชนรถถังได้ แต่ตัวเองก็ต้องตายอยู่ในรถนั่นเอง

๑๒.๑๐น.
รัฐบาลได้รับรายงานว่า มีขุมกำลังอาวุธใหญ่ของกลุ่ม พกจ.อยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงพยายามที่จะเข้าทำลายให้ได้ ขณะเดียวกันมีเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มาบินวนเวียนดูลาดเลาครั้งหนึ่งก่อน และอย่างไม่มีใครคาดฝัน ได้มีการยิงปืนกลจากอากาศลงในมหาวิทยาลัยที่มีฝูงชนชุมนุมอยู่ ทำให้มีคนตายทันทีและบาดเจ็บนับร้อยคน

๑๒.๓๐น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้จัดหารถโดยสารจากบริษัทไทยประดิษฐ์ จำนวน ๑๐ คันมารับนักศึกษาที่หลบอยู่ในสวนจิตรลดากลับบ้าน

๑๒.๓๖น.
มีเฮลิคอปเตอร์ ๒ ลำ ยิงกราดลงมาที่กรมสรรพากรประมาณ ๓ ชุด

มีการบุกเผากองสลากและกรมประชาสัมพันธ์ เรื่อยจนถึงกรมสรรพากรที่ถนนราชดำเนิน
มีการบุกเผา กตป.ชั้นล่าง

๑๔.๐๐น.
ประชาชนประมาณ ๕๐๐ คนแบกศพห่อด้วยธงชาติ แห่ไปตามถนนมุ่งสู่วงเวียนใหญ่ และรอบอนุสาวรีย์พระเจ้ากรุงธน แล้วย้อนกลับมาทางศิริราช โดยบอกว่า ทหารเป็นผู้ยิง

ตำรวจส่วนหนึ่งบุกไปจับคนเจ็บถึงโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ทางโรงพยาบาลสั่งปิดประตูห้ามเข้าทุกห้อง จึงจับไม่ได้

กองบัญชาการศูนย์ฯ ติดต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่สวนรื่น ขอให้เจ้าหน้าที่หยุดยิงนักศึกษา เพื่อที่จะได้เจรจาให้ผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายหยุดต่อสู้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลบอกว่า ไม่สามารถทำการหยุดยิงได้ เพราะมีเจ้าที่หลายฝ่ายปฏิบัติการอยู่ ยากแก่การประสานงาน (ว.๑ เรียก ว.๒ มีเอาไว้ทำไม?)

ตอนเย็นวันนั้น นักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สลายการชุมนุมกระจัดกระจายเอาตัวรอด ศูนย์นิสิตฯ ปิดกองบัญชาการของศูนย์

ค่ำวันนั้น จอมพลทั้งสองคนประกาศลาออก รวมทั้งคณะรัฐบาลด้วย เพราะพลอ.กฤษณ์ สีวรา และพลออ.ทวี จุลละทรัพย์ ผู้บัญชาการทหารบกและทหารอากาศ คุยกับจอมพลทั้งสองที่สวนรื่น ชักแม่น้ำทั้ง ๕ รวมทั้งเรื่องสุมาอี้และพระเจ้าตากตอนเสียกรุงให้ฟัง (นี่เป็นเรื่องจริง) แต่พอ.ณรงค์ กิตติขจร ยังไม่ยอมจำนน
(บางกระแสบอกว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงขอให้รัฐบาลลาออก และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่าง สองจอมพลกับพระประมุข)

๑๘.๔๖น.
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีพระกระแสรับสั่งว่า “วันนี้เป็นวันมหาวิปโยค”

๒๒.๐๐น.
รัฐบาลใหม่ ประกาศห้ามประชาชนออกจากบ้านตั้งแต่เวลา ๒๒.๐๐-๕.๓๐น. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

๒๒.๔๕น.
เกิดการปะทะกันขึ้นอีกที่บริเวณหน้าเฉลิมไทย

๒๓.๐๐น.
สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีพระราชดำรัสกับประชาชนทางโทรทัศน์

จากคุณ : *bonny - [ 18 ต.ค. 46 10:34:26 ]




ความคิดเห็นที่ 73

วันที่ ๑๕ ตค.
แม้ว่าจอมพลทั้งสองจะลาออกจากตำแหน่งในคณะรัฐบาลแล้ว แต่ตำแหน่งทางการที่เป็นผบ.สูงสุด และอธิบดีกรมตำรวจ ยังอยู่ ยังคิดจะกลับมาครองอำนาจอีก ยังมีการปะทะกันอยู่ทั่วไป ดังจะเห็นได้จากประกาศจากผบ.สูงสุด ที่ลงชื่อจอมพลถนอม ที่ออกมาเวลา ๐.๐๑น.วันนี้..

“ตามที่รัฐบาลภายใต้การนำของจอมพลถนอม ได้กราบบังคมทูลลาออก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลาออกไปเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ ปรากฏว่า ขณะนี้ผู้ก่อการจลาจลยังมิได้ยับยั้งการดำเนินการก่อความเดือดร้อนทำลายทรัพย์สิน และชีวิตประชาชน ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสแล้ว ก็ยั้งได้นั่งรถยนต์ผ่านมายงหน้ากองบัญชาการ กองพลที่๑ หน้าสนามเสือป่า และในขณะนี้ได้ทำการยิงกองบก.ตำรวจนครบาลผ่านฟ้า พยายามที่จะทำลายและยึดกองบก.แห่งนี้ ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามต่อต้านไว้ การกระทำของผู้ก่อการจลาจลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า มิได้หยุดสั่งการดำเนินการตามคำเรียกร้องที่จะให้รัฐบาลลาออก และจะยุติการปฏิบัติการทั้งสิ้น ตรงกันข้ามกลับทวีการก่อวินาศกรรมตามวิถีทางของผู้ก่อการร้าย เพื่อให้เกิดความระส่ำระสายทั่วประเทศ และพยายามนำลัทธิการปกครองอื่นที่เลวร้ายมาล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตย (ตรงนี้งงอ่ะ ตอนนั้นเรามีอยู่หรือ?) เพื่อความอิสระเสรีของประเทศชาติซึ่งบรรพบุรุษได้สละเลือดเนื้อและชีวิตไว้นับพันปี
ในฐานะผบ.สูงสุด ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่มีหน้าที่ป้องกันเหตุร้าย และรักษาทรัพย์สิน อาคารสถานที่ราชการซึ่งเป็นสมบัติของประชาชน จงปฏิบัติหน้าที่จนสุดความสามารถ”
(ที่งุนงงมาก ก็คือ คำประกาศที่ออกมาหลังจากมีพระราชดำรัสแล้ว น่าจะเป็นหน้าที่ของคณะรัฐบาลใหม่ว่าเขาจะดำเนินการอย่างใดต่อไป มิใช่ผบ.สูงสุดซึ่งได้แก่จอมพลถนอมเป็นผู้แก้ไขสถานการณ์ต่อไปอีก หากเป็นคำประกาศโดยผู้นำรัฐบาลใหม่น่าจะทำให้เกิดการปรองดองกันในชาติมากกว่านี้ นี่แสดงให้เห็นว่า อำนาจยังอยู่ในมือของจอมพลทั้งสองอยู่ดี)

แม้ในวันนี้ก็ยังมีการชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ศูนย์ปวงชนชาวไทย” แต่มีจำนวนเพียงแค่หลักร้อย

ยังมีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและประชาชนอยู่ประปรายทั่วกทม. ป้อมยามและสัญญาณไฟจราจรทั่วกรุงเทพถูกทำลายแทบหมดสิ้น

๑๒.๓๐น.
ทางศูนย์ปวงชนชาวไทยประกาศว่า ได้เจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องหยุดยิงแล้ว ทางตร.ยืนยันว่า ได้สั่งให้หยุดยิงแล้ว แต่ยังมีเสียงปืนดังเป็นระยะ ๆ และมีการระดมยิงกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่ผ่านฟ้าอย่างหนัก

ยังมีคนเจ็บลำเลียงส่งโรงพยาบาลตลอดเวลาแม้ทั้งสองฝ่ายจะประกาศหยุดยิงกันแล้ว จนทุกโรงพยาบาลประกาศขอรับบริจาคโลหิตและเงิน มีประชาชนไปบริจาคเงินอย่างคับคั่ง

หลายโรงพักในกรุงเทพ ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาการอยู่เลย ทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ขบวนการไร้ระเบียบแบบแผนอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ทราบว่าใครเป็นโจร ใครเป็นตำรวจ ใครเป็นประชาชนกันแน่

๑๖.๐๐น.
ศูนย์กลางฯ นำพระราชดำรัสของพระราชชนนีฯ และแถลงการณ์ของรัฐบาลชุดใหม่ แจกประชาชนที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และให้ประชาชนแยกย้ายกันกลับบ้านและยุติการกระทำได้แล้ว

๑๙.๐๐น.
วิทยุและโทรทัศน์ประกาศว่า จอมพลถนอม จอมพลประภาส พอ.ณรงค์ ได้เดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว

วันที่ ๑๖ ตค.
เหตุการณ์ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ทุกหน่วยเหล่าร่วมกันฟื้นฟู บูรณะ ซากปรักหักพัง การเริ่มต้นดำเนินชีวิตใหม่ของประชาชนชาวไทยได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง บาดแผลทางกายเริ่มหายไปตามกาลเวลา แต่บาดแผลทางใจของทั้งสองฝ่าย (ทหาร ตำรวจ กับ นิสิต นักศึกษา และประชาชน) ยังคงเป็นแผลลึกอยู่ภายใน ยังมิได้เยียวยา และสลายไปพร้อมกับเหตุการณ์นองเลือด คิดถึงคราใด ก็เกิดความ เคียดแค้นชิงชัง เสมอ ๆ

รายชื่อคณะรัฐมนตรีพระราชทาน
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ นายกรัฐมนตรี
นายสุกิจ นิมมานเหมินทร์ รองนายกฯ
พลโท แสวง เสนาณรงค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ
พลออ. ทวี จุลละทรัพย์ รมต.กลาโหม
นายบุญมา วงศ์สวรรค์ รมต.คลัง
นายจรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รมต.ต่างประเทศ
มจ. จักรพันธ์ เพ็ญศิริ จักรพันธ์ รมต.เกษตรและสหกรณ์
พลรต. ชลี สินธุโสภณ รมต.คมนาคม
นายชาญชัย ลี้ถาวร รมต.พาณิชย์
นายกมล วรรณประภา รมต.มหาดไทย
นายประกอบ หุตะสิงห์ รมต.ยุติธรรม
นายอภัย จันทวิมล รมต.ศึกษาธิการ
นายอุดม โปรษะกฤษณะ รมต.สาธารณสุข
นายโอสถ โกศิน รมต.อุตสาหกรรม
นายอรุณ สรเทศน์ รมต.ทบวงฯ
พลรอ. ถวิล รายนานนท์ รมช. คมนาคม
พลอ. สุรกิจ มัยลาภ รมช.กลาโหม
นายเยื่อ สุสายัณห์ รมช.คลัง
พลต. ชาติชาย ชุณหวัณ รมช.ต่างประเทศ
พลตอ. พิชัย กุลละวณิชย์ รมช.เกษตรและสหกรณ์
พลตท. ประจวบ สุนทรางกูร รมช.คมนาคม (เหนียวแน่นชมัดยาด น่าจะเป็นเชื้อไฟที่ได้รับการร้องขอของผู้ดำรงอำนาจเดิม)
นายจรูญ สีบุญเรื่อง รมช.พาณิชย์
นายพ่วง สุวรรณรัฐ รมช.มหาดไทย
พลตท. ชุมพล โลหะชาละ รมช.มหาดไทย
นายสมภพ โหตระกิตย์ รมช.ยุติธรรม
นายบุญสม มาร์ติน รมช.ศึกษาธิการ
นายเสม พริ้งพวงแก้ว รมช.สาธารณสุข

จากคุณ : *bonny - [ 18 ต.ค. 46 10:36:40 ]




ความคิดเห็นที่ 74

๗ / เบื้องหลังวันมหาวิปโยค ๑๔ ตค.๑๖

เกร็ดแรก..ชื่อหน่วยกล้าตายที่ใช้ในการพิทักษ์ผู้เดินขบวนในวันนั้นได้แก่ ..หน่วยคอมมานโด..หน่วยฟันเฟือง..หน่วยแขนแดง..หน่วยเรือใบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนอาชีวศึกษา และนักเรียนช่างกล พวกนี้มิใช่ต้นเหตุของการเกิดจลาจล แต่เป็นผลพวงของการก่อจลาจล ผมขอเรียกพวกนี้ว่า เครื่องมือสร้างประชาธิปไตยของเหตุการณ์ในครั้งนี้

เกร็ดสอง..ผู้นำนศ.ที่หน้าวังสวนจิตรที่เป็นชนวนระเบิดความรุนแรงจนก่อให้เกิดวันมหาวิปโยค คือ นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งจากคำบอกเล่า นายเสกสรรค์ ได้คุมขบวนผู้ประท้วงจำนวนหนึ่งแยกออกจากกลุ่มใหญ่ที่ราชดำเนิน ขณะนั้นเป็นเวลาดึกแล้วของวันที่ ๑๓ ซึ่งตัวแทนศูนย์นิสิตที่เข้าพบจอมพลประภาสได้ข้อสรุปในการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาแล้ว แต่ติดต่อประสานงานกันไม่ได้ มีพวกหนึ่งเชื่อ แต่อีกพวกหนึ่งเกรงว่าจะเป็นแผนของจอมพลประภาสจับตัวบังคับตัวแทนให้ออกข่าวหลอกให้มวลชนสลายตัว นายเสกสรรค์จึงขอให้รวมตัวกันไว้ก่อนจนกว่าจะทราบแน่ชัด จนถูกกระแสชนกดดันให้เคลื่อนไหว จนถึงประมาณตีหนึ่งของคืนวันที่ ๑๔ นายเสกสรรค์ได้ออกประกาศว่า จำเป็นเสียแล้วที่จะต้องเข้าพึ่งพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.. จึงนำขบวนมุ่งหน้าไปยังวังสวนจิตร และตั้งมั่นอยู่ที่ประตูทางเข้า มีตำรวจ ทหารมากมายตรึงกำลังอยู่รายรอบและหวุดหวิดจะปะทะกันหลายหน แต่นายเสกสรรพยายามห้ามไว้ และให้ทุกคนนั่งลงบนพื้นถนน นายเสกสรรถูกนำตัวเข้าเฝ้า เพื่อความแน่ใจว่าที่กรรมการศุนย์นิสิตประกาศนั้นเป็นความจริง
ประมาณตี ๕ แล้ว นายเสกสรร พร้อมด้วย พตอ.วิศิษฐ์ เดชกุญชร นายตำรวจรักษาวังได้กลับออกมาบอกขบวนนักศึกษาว่า ทุกอย่างตกลงกันได้แล้ว ขอให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านได้ ผู้ประท้วงทุกคนลุกขึ้นยืนและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเริ่มสลายตัวกันกลับบ้าน ..ขณะที่ขบวนสลายตัวกันมาทางถนนพระราม๕ ตำรวจไม่ได้เปิดทางไว้ทุกทิศทางแต่กันให้ผู้ชุมนุมเดินมาทางถนนนี้เท่านั้น แม้ตัวแทนจะบอกให้เปิดทางด้านอื่นด้วย ซึ่งพลตต.ณรงค์ มหานนท์ ก็รับปากเปิดทางให้ทุกด้าน ..ฉับพลัน..ได้มีคำสั่งจากนายตำรวจอีกผู้หนึ่ง (ดังปรากฏรายนามที่ได้กล่าวมาแล้ว) ปิดทางออกของผู้ชุมนุมไว้ และสั่งให้ยิงแก๊สน้ำตา พร้อมกับบุกตะลุยตีด้วยไม้กระบอง

นศ.หญิงจากวิทยาลัยครูสวนสุนันทา ถูกตำรวจตีเข้าที่ทัดดอกไม้ล้มลงขาดใจตาย หน่วยคอมมานโด(ของผู้ชุมนุม) ซึ่งมีแต่มือเปล่าหรืออาวุธเบา ได้เข้าต่อสู้กับตำรวจอย่างกล้าหาญ พวกที่กำลังจะกลับบ้านอยู่แล้วเห็นเพื่อนถูกโจมตี ส่วนหนึ่งวิ่งกลับมาช่วย ส่วนหนึ่งวิ่งหนีไปสมทบกับกลุ่มใหญ่ที่ราชดำเนิน ผู้ชุมนุมถูกตีจนต้องลุยน้ำข้ามไปยังวังสวนจิตร ตำรวจวังต้องเปิดประตูให้ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเข้าไปหลบในเขตพระราชฐาน

นี่เป็นคำสารภาพของผู้ชุมนุมคนหนึ่งที่รอดมาได้จากเหตุการณ์ในขณะนั้น
มีคำถามเกิดขึ้นมากมายที่มหาชนละเลยที่จะหาคำตอบ..
๑/ ทำไมต้องสั่งเคลื่อนขบวนไปยังพระมหาราชวังในยามวิกาลเช่นนั้น มิได้คิดหรือว่า เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทน่ะ จะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดอย่างไร ในเมื่อท่านนำขบวนผู้ชุมนุมกว่า ๕ พันคนมาถึงรั้วพระมหาราชวังในตอนตีหนึ่งแล้วบอกว่า จะมาขอพึ่งพระบารมี ในขณะนั้น มีเหตุการณ์ตึงเครียดขนาดต้องกระทำสิ่งที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทเช่นนั้นหรือ?
สำหรับผมคิดว่า “ไม่ว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเพียงใด คุณเสกสรรค์ไม่มีสิทธิ์ที่จะคิดดึงฟ้าลงมาต่ำเช่นนั้น และขณะนั้นก็ยังไม่เรียกว่า เป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงเสียด้วย”

๒/ เมื่อถูกปิดกั้น และโจมตีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุใดจึงบุกรุกเข้าไปในเขตพระราชฐานเช่นนั้น หากในวันนั้น ทหารรักษาการณ์สั่งให้ยิงผู้บุกรุก (ซึ่งสามารถกระทำได้ทันทีโดยเหตุที่ไม่ทราบความประสงค์ดีหรือร้าย) ที่ล้ำเข้ามา อะไรจะเกิดขึ้น
ข่าวที่ปรากฏออกมา จะต้องกลายเป็นนายเสกสรรค์กับพวกพยายามบุกเข้าไปในพระราชฐานเพื่อประสงค์ร้าย การณ์จะกลับเปลี่ยนจากวีรชนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามข้ออ้างของผู้นำรัฐบาลโดยพลัน
เดชะบุญ..
ทหารยามไม่นึกเช่นนั้น นายเสกสรรค์จึงรอดออกมาในฐานะวีรบุรุษ (คงเป็นเพราะในหลวงท่านทรงรับสั่งมายังกองอำนวยการรักษาความปลอดภัยในวังว่า ห้ามมิให้ทำร้ายนักศึกษาอย่างเด็ดขาด)

๓/ มีการแตกคอกันระหว่างแกนนำศูนย์นิสิตฯ กับนายเสกสรรค์ก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤต ซึ่งผู้นำศูนย์ฯเองยังบอกว่า “นายเสกสรรค์นี่แหละคือ ผู้ที่คิดและกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากปากของนายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์เอง
(ซึ่งก็มิได้ผิดไปจากความจริง เพราะทั้งนายเสกสรรค์และนายธีรยุทธก็ได้เข้าป่าไปเป็นคอมมิวนิสต์ กระทำการล้มล้างรัฐบาลในเวลาต่อมาจริง ๆ)

ผมไม่อยากจะขัดคอใครที่จะยกใครเป็นวีรชนของชาติ แต่..ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงใด ๆ ขึ้นในบ้านเมือง ประชาชนทุกหัวระแหงอยู่ภายใต้พระบารมีปกเกล้าฯ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว โดยมิพึงต้องไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการกดดันพระองค์ท่าน
ข่าวสารบ้านเมืองและความเป็นไป พระองค์ท่านทรงรับทราบได้ (มีพระราชเลขาฯ อยู่มากมาย) และมีพระวินิจฉัยโดยไม่เคยคิดทอดทิ้งประชาชนอยู่แล้ว

เกร็ดที่สาม..ขณะที่เกิดเรื่องที่สวนจิตรนั้น ผู้นำเหล่าทัพอันได้แก่ พล อ.กฤษณ์ สีวะรา พล ท.ประเสริฐ ธรรมศิริ และ พล ร อ.สงัด ชลออยู่ ถูกเรียกตัวเข้าสวนรื่นหมด ขณะที่เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยเวลานั้นได้แก่ นายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์
การถูกเรียกตัวเข้าสวนรื่น มองได้สองแง่..
หนึ่ง..เข้ามาบัญชาการ
สอง..เพื่อเก็บตัวไว้ มิให้กระทำการอันเป็นการทรยศต่อผู้สั่งการในขณะนั้น

จะเห็นได้ว่า บทบาทของบุคคลทั้งสามในฐานะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่คุมเหล่าทัพ แทบจะไม่มีบทบาทในการปราบจลาจลเลย ซึ่งตรงกับข้อขัดแย้งที่พอ.ณรงค์ ออกมาเปิดเผยครั้งล่าสุด ในกรณีเรียกร้องให้ชำระประวัติศาสตร์ กล่าวโทษพล อ.กฤษณ์ ว่าเป็นผู้บงการทั้งสิ้น แสดงว่า มีการขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในขั้วอำนาจของการทหารในขณะนั้น ทั้ง ๆ ที่ปรากฏตามหลักฐานว่า ทหารที่ปฏิบัติงานอยู่บนถนนราชดำเนินเป็นกองกำลังภายใต้การกำกับการของพอ.ณรงค์ ในขณะนั้น

หากคำกล่าวของพอ.ณรงค์ที่ว่า.. พลเอก กฤษณ์ เคยชวนให้ร่วมกันทำการปฏิวัติโค่นอำนาจจอมพลถนอมสมัยที่อยู่เสือป่า เป็นความจริง ผมก็เชื่อว่า จังหวะที่จอมพลทั้งสองกำลังเพลี่ยงพล้ำและเป็นที่เกลียดชังของคนในประเทศ ถือเป็นโอกาสดีที่สุดแล้ว หากพลเอกกฤษณ์ จะคิดกระทำการปฏิวัติในเวลานั้น การเก็บตัวขุนพลที่อาจแปรพักตร์เอาไว้ที่สวนรื่นจึงเป็นการอ่านเกมของจอมพลทั้งสองออกว่า ไม่ต้องการระแวงศึกสองด้าน
ดังนั้น..คำชี้แจงของพอ.ณรงค์ ที่ออกมาบอกว่า ได้แจ้งให้คุณพ่อทราบตั้งแต่สมัยอยู่เสือป่าแล้วว่า พลเอกกฤษณ์คิดมิซื่อ แต่คุณพ่อไม่เชื่อ ผมว่า ผมไม่เชื่อพอ.ณรงค์ มากกว่า เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว ๓๐ ปี ท่านเพิ่งมาเปิดประเด็นทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ ท่านมีโอกาสมากกว่านี้เสียอีก เพราะมีตำแหน่งทางการเมือง (หรือ ตอนนั้น คุณเทพมนตรี ยังไม่ถือกำเนิดเป็นอาจารย์นักชำระประวัติศาสตร์)

เกร็ดที่สี่..วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ออกข่าวเบือนว่า ผู้ชุมนุมประท้วงมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พยายามจะบุกเข้าไปในเขตพระราชฐาน เพื่อล้มล้างพระราชบัลลังก์ และใช้อาวุธทำร้ายตำรวจและทหารบาดเจ็บไปหลายราย
ขอวิเคราะห์ประเด็นนี้ก่อนจะข้ามไปเกร็ดอื่น ๆ ..หากคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ข้างต้นเป็นจริง ..อุบายที่รัฐบาลนำโดยสองจอมพลกับลูกชาย ณรงค์ กิตติขจร วางเอาไว้ก็คือ..ทำทีเป็นยอมแพ้ ยอมตามเงื่อนไขทุกอย่าง เพื่อสลายพลังส่วนใหญ่ออกด้วยความตายใจ ในขณะที่รู้ว่ามีกำลังส่วนน้อยกลุ่มหนึ่งแยกกระจายไปทางวังสวนจิตร ซึ่งง่ายต่อการปิดล้อมเพราะถนนเส้นนั้นไม่มีทางออกอื่นใด นอกจากหัว-ท้ายถนน ..ออกคำสั่งให้ผลักดันผู้ชุมนุมส่วนนั้นให้ถอยร่นจนต้องเข้าไปในวัง การเปิดประตูชั้นนอกของวังให้ผู้ชุมนุมได้เข้าไปอาศัยหลบภัย ทำให้มีความชอบธรรมที่จะทำร้ายหรือแม้แต่ฆ่าให้ตายด้วยข้อหาล้มล้างพระราชบัลลังก์ การปะทะทำลายล้างอย่างชอบธรรมนี้จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาเข้าข้างรัฐบาลและเกลียดชังผู้ชุมนุม ..โดยส่วนตัวผมเชื่อในคำบอกเล่านี้ครับ เพราะหากนายเสกสรรค์กับผู้ชุมนุมจะคิดล้มล้างสถาบันจริง ต้อง..
๑) นำกำลังส่วนใหญ่มาไม่ใช่กำลังส่วนน้อยที่มีผู้หญิงปะปนอยู่มากมาย
๒) ต้องเตรียมอาวุธหนักครบมือมา เพราะในวังมีตำรวจรักษาการณ์ ไม่ใช่ใช้มือเปล่าเช่นนี้
๓) วัตถุประสงค์ในใจของผู้มาชุมนุมทุกคนไม่ได้เพื่อล้มล้างสถาบัน ดังนั้น หากมีคำสั่งให้ยึดวัง เชื่อว่าผู้ชุมนุมเกือบทั้งหมดจะไม่เล่นด้วยกับนายเสกสรรค์อย่างแน่นอน)

จากคุณ : *bonny - [ 18 ต.ค. 46 10:38:37 ]




ความคิดเห็นที่ 75

๘ / ใครสั่งฆ่า !?!
มีข้อมูลสำคัญ ๆ มาบอกเล่ากันดังนี้..
๑) ตำรวจที่ตีที่ทัดดอกไม้ของนศ.วิทยาลัยครูตายที่หน้าวังสวนจิตร เป็นตำรวจจากสน.ชนะสงคราม
ผบ.นครบาลในขณะนั้นคือ พล ต ต.ณรงค์ มหานนท์ แต่ที่ถูกวิพากษ์กันมากกลับเป็น พล ต ท.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น
แน่นอนว่า พล ต ท.มนต์ชัย มิได้กระทำการโดยพลการ ต้องได้รับการสั่งการจากเบื้องบนมาให้กระทำ และเป็นคำสั่งลับพิเศษ เพราะแม้แต่ พล ต ต.ณรงค์ และ พตอ.วศิษฐ์ เองยังไม่รู้เรื่อง
คนที่ต้องความผิด ต้องมีพล ต ท.มนต์ชัยคนหนึ่ง กับผู้สั่งการอีกหนึ่งหรือสองคน แต่แน่นอนที่สุด ทั้งจอมพลประภาสและพล ต ท.ประจวบ ต้องรับรู้ว่ามีการสั่งการเช่นนั้นแน่นอน

๒) มีรถถังหลายคันวิ่งบนถนนราชดำเนิน มีอยู่คันหนึ่งในจำนวน ๔ คันแล่นทับลงไปบนร่างของสองพี่น้องผู้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ และธงไตรรงค์ คือ นส.นพรัตน์ และนส.ต้อย อิศรางกูรฯ ร่างของทั้งสองคนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี คาธงไตรรงค์และพระบรมฉายาลักษณ์ที่แหลกละเอียด
ทหารจากกองพลทหารราบที่๑๑ เป็นหน่วยหนึ่งที่ถูกเรียกให้มาปฏิบัติการในครั้งนี้ ผบ.คือ พอ.ณรงค์ กิตติขจร

๓) อีกด้านหนึ่งที่ธรรมศาสตร์ บนลำน้ำเจ้าพระยา พล ร ท.จริง จุลละสุขุม ผู้บังคับการกองเรือยุทธการ ได้รับคำสั่งเป็นทอด ๆ มาให้ยิงถล่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทางฝั่งท่าพระจันทร์อีกด้านหนึ่ง แต่ท่านเห็นว่าเหล่านศ.ล้วนแต่ไร้หนทางต่อสู้ และไม่มีอาวุธตามที่แจ้งมา จึงไม่ลงมือ

๔) พล ต.เทียนชัย ศิริสัมพันธ์ ผบ.ป่าหวาย ออกมาปฏิเสธว่า ได้รับคำสั่งให้นำกองกำลังมารักษาความปลอดภัยให้กับสวนรื่นเท่านั้น
ในขณะที่พลเอก กฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ ได้ปฏิเสธที่จะให้นำกองพลทหารราบมาเพิ่มอีก ๒๐๐ คันรถตามคำขอ
(หากข้อมูลตรงนี้เป็นจริงตามที่กล่าวอ้าง แสดงว่ามีขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอย่างน้อยจากสองกองทัพ คือ บก และ เรือ หรือพูดง่าย ๆ ว่ามีการปฏิวัติย่อย ๆ ภายในกองทัพเกิดขึ้น และนี่ยืนยันคำวิเคราะห์ของผมที่กล่าวมาแล้ว คำชี้แจงของพอ.ณรงค์ ในหนังสือของคุณเทพมนตรีจึงไม่น่ารับฟังได้)

๕) “พันตรีประจวบมาหรือยัง สค.๑ เรียก” เสียงนายทหารหนุ่มกล่าวผ่านเครื่องสื่อสาร
“ถึงผู้รับทราบปฏิบัติ ฮบ.กรมการบิน ทบ.”
“ผู้รับทราบ พล.๑ หรือ ๑๑ เรืออ่าง เรือเหยี่ยว เรืออ่าง” เสียงบอกรหัสลับดังขึ้น
“ให้ส่ง ฮ. ติดอาวุธสี่เครื่อง (ซ้ำ) เคลื่อนย้ายไปพร้อมที่เรือเหยี่ยว เรือเอี่ยว เรืออ่าง ราบ๑๑ รอ. ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ให้รายงานผลการปฏิบัติ หมดข้อความ หมดข่าวเรียก พันตรีประจวบ”
“ติดอาวุธพร้อมแล้ว”

หลังจากนั้น ก็ได้มีการนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินวนเหนือธรรมศาสตร์แล้วกราดยิงด้วยปืนกลลงมา นักศึกษาจำนวนมากบาดเจ็บและล้มตายที่นี่
ใครคือ พันตรีประจวบ??

๖) เส้นทางหนี..
มีรายงานว่า เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอย่างรุนแรงภายในครอบครัวกิตติขจร
จอมพลถนอม จะไปสหรัฐ จอมพลประภาสจะไปไต้หวัน ส่วนณรงค์จะไปจาร์กาต้า ในที่สุด จอมพลถนอม-ภรรยา ลูกสาวทรงสุดา และลูกเขย รท.สุวิทย์ ยอดมณี กับหลานเล็ก ๆ อีกสองคน เดินทางในวันถัดไปด้วยสายการบิน TWA มุ่งหน้าไปยังบอสตัน ในนามครอบครัว มร.สมิธ
ส่วนประภาสและณรงค์ ตัดสินใจไปไทเปในคืนก่อนหน้า เมื่อเวลา ๑๘.๐๐ น.

เรื่องราวควรจะจบลงได้แล้วด้วยชัยชนะของนักศึกษา นักเรียนและประชาชน แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์นองเลือดอีกเหตุการณ์หนึ่งหลังจากผ่านไป ๓ ปี (ยังมีภาคต่อนะครับ)

หมายเหตุ..บทความต่าง ๆ ที่ยกมากล่าวนี้ ได้จากหนังสือสรุปเหตุการณ์จำนวน ๓ เล่ม บางเล่มหาไม่ได้แล้ว บวกกับประมวลเหตุการณ์ที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ เขียนโดยผู้อยู่ร่วมในเหตุการณ์หลายท่านหลังจากเกิดเหตุการณ์นองเลือดไม่ถึงเดือน..ซึ่งยังสดยังร้อนอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่ขอยืนยันความถูกต้องใด ๆ ทั้งมวล เนื่องจาก เป็นถ้อยลิขิตของฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงโดยที่อีกฝ่ายไม่มีโอกาสแก้ข้อกล่าวหา แต่ความเป็นไปได้มีอยู่สูงที่จะเป็นไปตามบทความที่ประมวลมาให้

ใครผิดใครถูก ผมเป็นเพียงผู้นำเสนอเหตุผล พวกท่านเป็นผู้วินิจฉัย แต่ขอร้องว่า หากพบข้อความใด ๆ ที่บิดเบือนไปจากบทความที่รวบรวมมานี้ ได้โปรดอย่าเพิ่งเชื่อถือ ให้ใช้สติ วิเคราะห์ และถามหาเหตุผล จากคนร่วมสมัยที่อยู่ในประวัติศาสตร์เหตุการณ์นี้
ประวัติศาสตร์เรื่องนี้ บิดเบือนไม่ได้หรอกครับ เพราะพยานในเหตุการณ์ (ไม่มีนายเทพมนตรี) ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น แต่หากหนังสือของคุณเทพมนตรี ออกมาจำหน่ายในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่า จะมีคนให้ความเชื่อถือในข้อมูลของท่านมากกว่านี้ เพราะถึงเวลานั้น หลาย ๆ คนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ได้ไปเกิดใหม่กันเกือบหมดแล้ว

หมายเหตุ..ยังไม่จบนะครับ ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งนองเลือดกว่า เหี้ยมโหดกว่า และมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาอย่างใกล้ชิด ติดตามกันต่อนะครับ


จากคุณ : *bonny - [ 18 ต.ค. 46 10:39:24 ]




ความคิดเห็นที่ 76

กระทู้นี้น่าจะโหวตให้อยู่นานๆสักหลายๆเดือน

จากคุณ : die before - [ 18 ต.ค. 46 10:43:16 ]




ความคิดเห็นที่ 77

ขอบคุณ ที่ให้ความรู้ตอนนั้นผมยังไม่เกิดเลย

จากคุณ : เป๋ง2000 - [ 18 ต.ค. 46 11:23:29 ]




ความคิดเห็นที่ 78

คุณบอนนี่
ลองไปหาวีซีดีเรื่อง Moon Hunter มาดูซิครับ
เป็นคำตอบของคุณเสกสรรค์ 3 ข้อ ที่คุณสงสัย

๑/ ทำไมต้องสั่งเคลื่อนขบวนไปยังพระมหาราชวังในยามวิกาลเช่นนั้น
๒/ เมื่อถูกปิดกั้น และโจมตีจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เหตุใดจึงบุกรุกเข้าไปในเขตพระราชฐาน
๓/ มีการแตกคอกันระหว่างแกนนำศูนย์นิสิตฯ กับนายเสกสรรค์ก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤต ซึ่งผู้นำศูนย์ฯเองยังบอกว่า “นายเสกสรรค์นี่แหละคือ ผู้ที่คิดและกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์

ดูแล้วจะเชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ผมดูแล้ว เชื่อตามที่หนังเล่า เพราะสมเหตุสมผลดี

ในหนังไม่ได้ตอบข้อเดียว เรื่องใครสั่งการตำรวจให้กั้นฝูงชน

ผมเองอยากให้นำตำรวจตรงจุดประทะมาเล่าข้อเท็จจริง ผมว่าไม่ใช่แผนรัฐที่หลอกนักศึกษาแบบที่คุณว่า หรือแผนมือที่สามหรอก(มือที่สามถ้ามีจริง ก็คงมาตอนที่มันมั่วแล้ว) ผมว่าใครก็ตามที่สั่งตำรวจ ผมว่าเขากลัวม็อบจะเดินต่อไปทางบ้านจอมพลถนอมซะมากกว่า จากตรงนั้นอีกไม่เท่าไร

จากคุณ : Pom.com - [ 18 ต.ค. 46 20:59:36 ]




ความคิดเห็นที่ 79

ผมอยากแสดงความเห็นบ้างนะครับ

ผมว่าพวกเราจงใจเจาะลึกรายละเอียดปลีกย่อยเกินไป
แต่ลืมนึกถึง ความรูสึก และอารมณ์ร่วม
และภาพรวมของเหตุการณ์ก่อนเกิด14ตุลา

ใครจะเถียงหรือไม่ว่า ในยุคนั้น
ถ้าไม่ใช่เผด็จการทรราชย์ กดขี่ ข่มเหง
ชาวบ้านจะรวมตัวกันได้ขนาดนั้น
(เฉพาะที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยกว่า5แสนคน และทั้งประเทศกว่าหลายล้านคน)
ใครจะหาข้อมูล เบื้องลึกของพลังประชาชนบ้าง?
ว่าทำไมรวมตัวกันได้ขนาดนั้น?

หรือมีแต่คนสนใจแต่ว่าใครยิง ใครสั่ง ใครกราดยิงจากที่สูง
ซึ่งผมมองว่าเป็นปลายเหตุ และเป็นประเด็นปลีกย่อยมาก!!!!!!!!!!!

จากคุณ : ไท (แดนไท) - [ 18 ต.ค. 46 23:02:10 ]




ความคิดเห็นที่ 80

มาต่อกันที่เรื่องราวของ ๖ ตุลา ๒๕๑๙กันเลยนะครับ
...............................................

เสรีภาพจนเกินขอบเขตของเสรีประชาธิปไตย

หลังจากที่คณะจอมพลถนอมออกจากประเทศไทยไป และประชาชนได้รัฐบาลชุดพระราชทานที่มี พณฯสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้จัดการให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปีถัดมา ประชาชนก็ได้ลิ้มรสชาติของเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยจนแทบสำลักออกมา มีเหตุการณ์ที่น่าจดจำหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ดังนี้

๑) สานต่ออุดมการณ์ที่ลึกล้ำ
ผู้นำนักศึกษาในยุค ๑๔ ตุลา หลายคนต่างกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองคือ การเรียนหนังสือ ทั้ง ธีรยุทธ บุญมี สมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์ เสาวนีย์ ลิมมานนท์ จีรนันท์ พริตปรีชา และเสกสรร ประเสริฐกุล ดาวไฮปาร์คในยุคต้น ๆ บทบาททางสังคมของบางคนหมดไป บางคนยังไม่หมด อุดมการณ์ของเขายาวไกลไปกว่านั้นอีก นั่นคือ **ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศมาเป็นระบอบสังคมนิยม หรือ คอมมิวนิสต์ เลย ด้วยเห็นว่า การปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตยไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมพื้นฐาน แต่มุ่งที่จะให้คนรวยได้เอารัดเอาเปรียบ และคนจนยังถูกกดขี่อยู่ต่อไป การต่อสู้ในรั้วมหาวิทยาลัยยังไม่ได้รับการยอมรับเนื่องจากกติกาของบ้านเมือง การล้มล้างกติกาของบ้านเมืองกระทำได้ด้วยการล้มระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเท่านั้น ซึ่งถ้าถามความเห็นของผมว่า นักศึกษาหัวรุนแรงสมัยนั้นต้องการล้มล้างราชบัลลังก์หรือไม่ ผมตอบได้ทันทีว่า..พวกเขาต้องการ(แม้ไม่แสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง แต่ในส่วนลึก ๆ ต้องการ) เพราะระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยมเต็มรูปแบบนั้น ไม่มีตำแหน่งของพระมหากษัตริย์

ในขณะนั้น พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ก่อกำเนิดขึ้นมาแล้ว ภายใต้การสนับสนุนอย่างลับล่อ ๆ ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สมาชิกรุ่นแรก ๆ ก็เป็นพวกที่ถูกไล่ล่าโดยชนชั้นปกครองในบ้านเมือง และตั้งตนเป็นศัตรูกับรัฐบาลไทยมาโดยตลอด ตอนหลัง ๆ นี่ได้มันสมองจากนักศึกษาที่เข้าร่วมอุดมการณ์ด้วยความเข้าใจว่า นี่คือหนทางการต่อสู้ของประชาชนอันนำไปสู่การปลดปล่อยของประชาชนทั้งประเทศ จากการต่อสู้ที่ไม่มีรูปแบบและแผนการ มาเป็นการต่อสู้อย่างมีรูปแบบและเป้าหมาย พวกนี้ตั้งแคมป์อยู่ในป่าเขา ห่างไกลจากชุมชน และการติดตามไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ กระจัดกระจายกันอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ มีกองกำลังติดอาวุธหนัก-เบา แต่วัตถุประสงค์ของการมีอาวุธยังไม่ใช่การคุกคามความมั่นคงแต่หวังป้องกันตัวเองเท่านั้น เงินทองในระยะแรก ได้รับการสนับสนุนจากภายนอกประเทศโดยมีคนไทยเป็นนางนกต่อ และจากชาวบ้านในชนบท ที่ได้รับการกล่อมเกลาและชี้แนะว่า สักวันหนึ่งพวกเขาจะทำให้บ้านเมืองเป็นการปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เงินสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งได้มาจากแนวร่วมขบวนการที่เป็นผู้นำนักศึกษาในเมืองใหญ่ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์จากชาติคอมมิวนิสต์ลำเลียงผ่านมาทางด้านชายแดน

๒) ความอ่อนแอของระบอบประชาธิปไตย
ในระยะเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากระบอบเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตยเต็มตัว ความระส่ำระสาย โกลาหล บังเกิดไปทั่วทั้งประเทศ รัฐบาลประชาธิปไตยที่นำโดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และต่อมาเป็นมรว.เสนีย์ ปราโมชของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่อาจจัดการกับปัญหาง่าย ๆ ด้วยอำนาจที่มีอยู่เหมือนเมื่อก่อนที่เป็นเผด็จการ ปัญหาการประท้วงขององค์กรต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายจนกลายเป็นการประท้วงรายวัน องค์กรใหญ่ ๆ ที่มีพนักงานจำนวนมากจะก่อตั้งสหภาพแรงงานขึ้นในองค์กร ต่อรอง เรียกร้องเพื่อให้ได้ผลตอบแทนและสวัสดิการที่ดีขึ้น การนัดหยุดงานลุกลามไปทั่วทั้งประเทศ ขณะที่การจัดการกับปัญหาเหล่านี้โดยการเจรจาเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะรัฐบาลถูกควบคุมโดยเสียงในสภาผู้แทนราษฎร ที่ประกอบด้วยตัวแทนของประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ
ขณะที่ผู้นำนักศึกษาสถาบันต่าง ๆ ไม่เป็นอันเรียนอันสอบ มุ่งทำงานเพื่อรับใช้สังคมเป็นหลัก ใครที่เรียนจบตามกำหนดการ ๔ ปี ถูกมองว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่รักประชาชน ในการประท้วงทุก ๆ ครั้งจะมีผู้นำนักศึกษาและผู้นำสหภาพร่วมกันวางแผนทำงานเสมอ (ปัจจุบัน ngo รับบทบาทนี้ไปแทน)

๓) การมอมเมาลัทธิต้องห้ามในชนชั้นปัญญาชน
ในสถาบันระดับอุดมศึกษา ของมหาวิทยาลัยรัฐบาล การค่อย ๆ แทรกซึมของลัทธิสังคมนิยมเพื่อแย่งชิงเด็กรุ่นใหม่ ๆ มาสืบสานต่ออุดมการณ์ มีการกระทำอย่างเป็นระบบโดยผ่านตัวแทนของนักศึกษาซีเนียร์ ชมรมอาสาพัฒนาชนบทเกิดขึ้นเป็นรากฝอยขององค์กรนักศึกษา หน้าที่ของนักศึกษาเหล่านี้ คือ ไปให้ความรู้ด้านวิชาการเมืองการปกครองให้ชาวบ้านต่างจังหวัดได้เข้าใจถึงวิถีชีวิตภายใต้การปกครองที่พวกเขาต้องมีสิทธิ์มีเสียง และการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนคือ การกดขี่ข่มเหง ทางเดียวที่จะพ้นจากสภาพนั้น คือ ประชาชนทุกคน (ชนชั้นกรรมาชีพ) ต้องลุกขึ้นสู้
ชมรมพัฒนาชนบท (หรือเรียกต่างกันไปตามแต่สถาบัน) จะจัดกิจกรรมออกค่ายในต่างจังหวัดครั้งละหลาย ๆ วัน เป็นประจำตลอดทั้งปี นักศึกษาที่เป็นแกนนำทำกิจกรรมเหล่านี้ บางคนแทบไม่เคยโผล่หน้าในห้องเรียนเลย
การแทรกซึมของลัทธิคอมมิวนิสต์ (ซึ่งในขณะนั้นคือคู่แข่งของลัทธิเสรีนิยมตามที่ได้กล่าวมาแล้ว) เพื่อแย่งชิงประชาชนให้มาเป็นพวกได้เริ่มขึ้นอย่างเงียบ ๆ และลับ ๆ เพื่อไม่ให้เป็นที่จับตามองของสันติบาล (แต่ลับอย่างไรก็ตามแต่ รายชื่อของผู้นำนศ.และผู้นำกรรมกรถูกบันทึกเอาไว้หมด)
ที่ผมกล้ากล่าวมานี้ เพราะมันคือเรื่องจริงในรั้วมหาวิทยาลัยที่ประสบกับตนเอง แม้ทางองค์กรนักศึกษาฯ ก็ดี หรือศูนย์กลางนิสิตฯ ก็ดี พยายามออกมาปฏิเสธเสมอเมื่อได้รับการสอบถาม แต่การแทรกซึมในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงในรูปเงินอุดหนุนอย่างเดียวนะครับ การสนับสนุนในด้านกิจกรรม วรรณกรรม ดนตรีและสิ่งพิมพ์ เห็นได้เด่นชัดที่สุด (ดนตรีเพื่อชีวิตที่เริ่มต้นมาแต่ยุค ๑๔ ตุลา มารุ่งโรจน์ถึงขีดสุดในยุคนี้นี่เอง)

หนังสือปลุกระดมมวลชนอันเคยเป็นหนังสือต้องห้ามในสมัยก่อนการปฏิวัติของนักศึกษา มีวางขายเกลื่อนกลาดในมหาวิทยาลัย ผู้ขายก็คือ นักศึกษานั่นเอง แม้ในห้องกิจกรรมก็มีการติดรูปผู้นำของประเทศที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ผมเองไม่เชื่อว่าการปกครองในระบอบดังกล่าวจะส่งผลดีต่อประชาชนชาวไทย แต่สมัยนั้น พูดไป ก็เหมือนเป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่มีใครรับฟัง
ใครที่มีแนวความคิดเป็นกลาง เขายัดเยียดว่า เป็นพวกขวาตกขอบไปเสียหมด
เหมือนการเมืองในสมัยนี้แหละครับ ใครไม่เห็นด้วยกับการกระทำของไทยรักไทย ต้องโดนข้อหาเป็นปชป. ตราบใดก็ตามที่เกิดความคลั่งไคล้ หลงไหลอยู่ ตาก็จะมองเห็นด้านเดียว ความคิดก็จะคับแคบลง เห็นแค่ไหน แคบแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับดีกรีของความคลั่งไคล้ไหลหลงครับ สัจธรรมนี้ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยครับ

หลายครั้งที่มีผู้ทักท้วงกิจกรรมของนักศึกษาหัวรุนแรง คนผู้นั้นกลายเป็นแกะดำที่ถูกรังเกียจ พวกที่ไม่เห็นด้วยจึงนิ่งเฉยเสีย ผู้บริหารของมหาวิทยาลัย แม้จะออกมากล่าวว่าเป็นอิสระทางความคิดแต่ก็ปล่อยปละมากจนเกินงาม ยอมให้ใช้สถานที่เป็นสถานชุมนุมของคนทุกเหล่าโดยลืมเจตนารมย์ของสถานศึกษาไป

๔) ตัวแทนอำนาจเก่าที่ยังอยู่รอวันกลับคืนมาใหม่
ใช่ว่า บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว ทหาร ตำรวจ ต้องเป็นประชาธิปไตยด้วย
สำหรับประชาชนทั่วไป เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ถือเป็นชัยชนะ แต่อีกด้านหนึ่งในสังคม ทหาร ตำรวจ ถือเป็นความพ่ายแพ้ คงไม่มีทหารอาชีพที่ไหนในโลก ถูกสอนมาให้ยอมรับความพ่ายแพ้ฝ่ายตรงกันข้ามหรอก จริงไหมครับ

ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ นักการเมืองสมัยเผด็จการ ผู้สูญเสียอำนาจและศักดิ์ศรีไปไม่น้อยหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา พวกนี้มิได้ถูกระเห็จไปเช่น ทรราชทั้ง ๓ นี่ครับ เป็นไปได้ไงที่มีผู้กระทำผิดเพียง ๓ คนน่ะ หลาย ๆ คนยังรับราชการและเป็นใหญ่เป็นโตในแวดวงราชการ ทั้งยังจับกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น และเริ่มมีอำนาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามขบวนการแต่งตั้งของระบบราชการ (เห็นได้จากการแต่งตั้งครม.ในรัฐบาลอาจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์..ยังปรากฏรายชื่อของตัวแทนทรราชอยู่..การขอกลับเข้ามาในประเทศของ ๓ ทรราชในอีกสามปีถัดมาก็ผ่านสมุนเก่าที่เรืองอำนาจอยู่ในประเทศไทย..หลังจากนั้น ได้เข้ามาแล้ว เกิดการนองเลือดแล้ว ก็ยังได้รับการอารักขาอยู่ใต้อุ้งเล็บของคนในกองทัพ ปกป้องกันมาจนถึงปัจจุบัน..แม้เหตุการณ์ผ่านไปนาน ปี ๒๕๔๑ ก็ยังมีนายทหารที่สำนึกในบุญคุณเสนอให้คืนยศและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งพิเศษในกองทัพ..ในงานวันเกิดของผู้นำเผด็จการในอดีตที่มือเปื้อนเลือดทั้ง ๑๔ ตุลา และพฤษภาทมิฬ ก็ยังมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในวงการราชการไปอวยพรกันอย่างคับคั่ง ..เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า อำนาจเก่าฝังรกรากอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่สามารถกำจัดได้หมด จนกว่า จะพ้นอายุขัยของผู้ร่วมในเหตุการณ์)

จะเห็นได้ว่า อำนาจของประชาชนได้คืนมาแท้จริง คือ อำนาจในการเลือกผู้บริหารในระดับพลเรือนเท่านั้น แต่อำนาจทางการทหาร ประชาชนไม่ได้คืนมาด้วยแม้แต่น้อย และในการต่อสู้ที่ผ่านมายาวนานตั้งแต่สมัยปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง ประชาชนก็ไม่เคยสามารถยึดอำนาจทางการทหารมาได้เลยสักครั้ง นี่คือ สาเหตุที่มีการปฏิวัติ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่าในประเทศไทย
อำนาจเหล่านี้แกร่งกล้าขึ้น ด้วยได้รับการสนับสนุนจากนายทุนของประเทศ ซึ่งนับวันจะถูกริดรอนผลประโยชน์ไปจากการประท้วงของผู้ใช้แรงงาน ในขณะที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาของเขาได้เช่นกัน เขาลงทุนหลายล้านบาท ต้องปิดโรงงานจากการนัดหยุดงาน เสียรายได้ไปหลายล้านบาท

มีเงื่อนไขสองข้อที่รัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาเสรีภาพในประชาธิปไตยได้ คือ..
๑) รัฐบาลไม่สามารถควบคุมอำนาจทางการทหารได้ รมต.ว่าการกลาโหมยังเล็กกว่าผบทบ.เลยครับ เรื่องนี้ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีซาบซึ้งใจดี เพราะเคยโดนลูกน้องของผบทบ.ที่ชื่อพลเอกชวลิต ยงใจยุทธยกพวกไปถล่มบ้านสวนพลู เพราะพูดจากระทบกระทั่งนายของเขา

นั่นแสดงให้เห็นว่า บ้านเมืองของเรามิได้มีทหารประชาธิปไตย (แม้ปัจจุบันนี้ก็เหอะ) การปกครองแบบทหารยังเป็นแบบศักดินานิยม ไม่ถือว่าประชาชนผู้เสียภาษีเป็นนาย แต่ถือว่า นายทหารผู้ออกคำสั่งเป็นนาย

๒) ประชาชนไม่เข้าใจการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตยที่แท้จริง การปกครองนี้ให้อำนาจกับรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเป็นผู้ตัดสินปัญหา แต่ทุกครั้งที่พวกเขาประสบปัญหา พวกเขาอยากแก้ปัญหาในแนวทางของพวกเขาเอง หากผิดไปจากที่พวกเขาต้องการ พวกเขาก็จะประท้วง เรียกร้อง และขั้นสุดท้าย คือ ทำลายผู้ปฏิเสธข้อเรียกร้อง
นั่นไม่ใช่แนวทางของระบอบเสรีประชาธิปไตยเลย แต่นักศึกษาและกรรมกรสมัยนั้นเข้าใจว่า “เป็น”
พวกเขารังเกียจเผด็จการ แต่พวกเขาเองนั่นแหละที่ชักจูงให้ผู้ประท้วงทำหน้าที่ เผด็จการเสียเอง โดยใช้กำลังหมู่มาก บังคับ ขู่เข็ญ ให้รัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามากระทำการตามที่พวกของตนเองต้องการ นั่นล่ะ เผด็จการละครับ
แล้วบ้านเมืองจะไม่วุ่นวายได้อย่างไรกันในเมื่อ มีรัฐบาลที่คุมอำนาจการบริหารประเทศอยู่หนึ่ง..มีผู้ทำหน้าที่รัฐบาลเงาคอยสั่งการให้เป็นไปตามกระแสเรียกร้องอีกหนึ่ง..และมีกองกำลังที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลเสมอไป จ้องที่จะช่วงชิงอำนาจจากรัฐบาลคืนมาอีกหนึ่ง

นั่นเป็นสาเหตุให้รัฐบาลในประเทศด้อยพัฒนา (ที่ประชาชนมีความรู้น้อยและมักตกเป็นเครื่องมือโดยง่าย) ที่พยายามจะเป็นประชาธิปไตยประสบปัญหา ทุกประเทศล่ะครับ เหมือนกันหมด
ต้องรอจนความคิดอ่านของประชาชนเท่าเทียมกันมากขึ้นก่อน เมื่อนั้น การปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยจึงจะได้ผล ที่เป็นอยู่อย่างได้ผลในหลายประเทศ (รวมทั้งประเทศไทย) คือ ประชาธิปไตยแบบกึ่งเผด็จการ ซึ่งประชาชนมีสิทธิเสรีภาพอย่างจำกัด

จากคุณ : *bonny - [ 19 ต.ค. 46 10:12:05 ]




ความคิดเห็นที่ 81

๕) ชนวนที่รอการจุดระเบิด

การได้รับสัญญาณบางอย่างจากผู้สืบอำนาจเก่าในประเทศทำให้จอมพลถนอม และจอมพลประภาส และครอบครัว ขอกลับเข้าประเทศอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า การกลับมาของพวกเขาจะต้องสร้างกระแสต่อต้านจากผู้นำนักศึกษา และสหภาพแรงงานอย่างแน่นอน แต่พวกเขาก็ดูเหมือนจะได้สัญญาณอะไรบางอย่างว่า มีความพร้อมที่จะปกป้องพวกเขาให้กลับเข้ามาได้อย่างปลอดภัย เพราะผู้ที่คัดค้านล้วนแต่ไม่มีอาวุธมาต่อต้าน

การชุมนุมต่อต้านเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๑๙ แล้ว แต่ไม่หนาแน่นนัก มีเฉพาะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบางส่วนของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ลานโพธิ์ และสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกนัดเป็นแหล่งชุมนุมใหญ่อีกครั้ง และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เหตุการณ์มาเข้าสู่จุดตึงเครียดในช่วงเดือนตุลาคม ที่นักศึกษาทั่วประเทศกำลังจะทำการสอบ

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักศึกษาประกาศขอหยุดการเรียนการสอบเหมือนเช่นเคย ในขณะที่ทางมหาวิทยาลัยยังไม่ยอม มีการกีดกันนักศึกษาที่ประสงค์จะเข้าสอบตามปกติด้วยการกล่าวถ้อยคำปรามาสหลายประการ
(นักศึกษาที่ไม่เข้าสอบถูกปรับให้ได้ F คือ สอบตกทั้งหมดในคราแรกที่ประกาศผล แต่ในเวลาต่อมาก็ยินยอมให้มีการสอบใหม่หลังเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว)

ในที่สุดมหาวิทยาลัยก็ประกาศเลื่อนการสอบออกไป หลังจากที่มีนักศึกษาเข้าห้องสอบไม่ถึงครึ่ง มีนักศึกษาและประชาชนมาชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้งวันทั้งคืนเป็นจำนวนประมาณ ๕๐๐–๑๐๐๐ คนทุกวัน และเพิ่มจำนวนมากขึ้นเมื่อการยกเลิกการเรียนการสอบลุกลามไปยังสถาบันอื่น ๆ

เมื่อจอมพลประภาสประกาศขอกลับมารักษาตาที่ใกล้บอดทั้งสองข้างที่เมืองไทย และจอมพลถนอมบวชเป็นสามเณร (มิใช่พระภิกษุ เพราะถือศีลไม่ครบ๒๒๗ข้อ และมิได้บวชโดยพระอุปัชฌาย์) กลับมาเมืองไทยผ่านทางประเทศสิงคโปร์ จำนวนผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เพิ่มสูงขึ้น คะเนดูว่าอยู่ประมาณไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คนขึ้นไปในเวลากลางวันและลดลงครึ่งหนึ่งในเวลากลางคืน

๖) ปลุกให้สู้ด้วยมือเปล่า

ทุกวันของการชุมนุม ผู้นำนักศึกษาจะปลุกระดมให้ผู้มาชุมนุมต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่จะหวนคืนด้วยมือเปล่า ให้ทุกคนยอมพลีชีพเพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพสืบสานตำนานการต่อสู้ของวีรชน

ภายในมหาวิทยาลัยคุกรุ่นไปด้วยกลิ่นไอของการเสียสละครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ จนผมเองก็รู้สึกได้ว่า หากมีฝ่ายใดบุกตะลุยเข้ามาด้วยอาวุธ ก็พร้อมยอมตายไปกับเขาด้วยเช่นกัน

ขณะที่ภายนอก มีขบวนการต่อต้านนักศึกษาที่จัดเตรียมกันมาอย่างเป็นระบบโดยฐานอำนาจเก่าและนายทุนใหม่ เกิดกลุ่มกระทิงแดง ที่นำโดย พล ต.สุดสาย หัสดินทร ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าแหล่งกำเนิดมาจากกลุ่มอำนาจเก่ากลุ่มใด กลุ่มอภิรักษ์จักรี ก็เป็นกลุ่มที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อหวังล้มขบวนการของนักศึกษาเช่นกัน จุดประสงค์ชัดเจนคือ ตั้งมาเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกกลุ่มหนึ่ง คือ นวพล ที่ไม่น่าเชื่อว่า ต้นกำเนิดมาจากพระภิกษุชั้นผู้ใหญ่ในพุทธศาสนา กิตติวุทโฒภิกขุ เจ้าของคำเทศนาบรรลือโลก..”ฆ่าคอมมิวนิสต์ ไม่บาปไปกว่าฆ่าแมวตายตัวหนึ่ง”

และอีกกลุ่มที่มีการก่อตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกิจ (หลังเหตุการณ์นี้ก็สูญหายไป) โดยข้าราชการผู้มีอำนาจในท้องถิ่น (โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย) คือ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เกณฑ์อาสาสมัครชาวบ้านทั่วไปในชนบท (ส่วนใหญ่เป็นคนแก่และผู้หญิง) เป็นแนวร่วม เน้นการต่อสู้เพื่อปกป้องราชบัลลังก์เช่นกัน
หลายคนเข้ามาอย่างสมัครใจ เป็นคนเฒ่าคนแก่หรือผู้หญิงที่รู้สึกภาคภูมิใจที่มีผ้าพันคอ มีตำแหน่ง มีประโยชน์ต่อประเทศและเป็นการทดแทนคุณและความจงรักภักดีที่มีต่อราชวงศ์

การปลุกระดมโดยองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเหล่านี้มีกระบอกเสียงเป็นสื่อสารมวลชน ผ่านทางวิทยุยานเกราะ ที่มี พท.อุทาร สนิทวงศ์ เป็นโฆษก พท.อุทาร นี้มีตำแหน่งในกองทัพบกด้วย จึงเป็นการประกาศตัวอย่างแน่ชัดเลยว่า บัดนี้ทหารก้าวเข้ามาเป็นศัตรูกับแนวร่วมของนักศึกษาแล้ว ทางด้านสิ่งพิมพ์ มีหนังสือพิมพ์ดาวสยาม หัวสีส้ม พาดหัวและบทความบ่งบอกชัดเจนเหมือนกันว่า มุ่งทำลายขบวนการนักศึกษาเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า การสลายพลังขององค์กรนักศึกษาและกรรมกรเที่ยวนี้ ฝ่ายที่พ่ายแพ้ในคราก่อนมีการวางหมาก แก้เผ็ดไว้อย่างแยบยล ไม่ผิดพลาดง่าย ๆ เหมือนที่ผ่านมา และมีการก่อตั้งแนวร่วมของประชาชนทุกสาขาอาชีพมาเป็นเกราะกำบังเช่นเดียวกับที่นักศึกษาเคยทำในอดีต

(ขอวิเคราะห์บทบาทของนักศึกษาตรงนี้หน่อยนะครับ ..การแสดงจุดยืนของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยว่าไม่ยอมรับระบบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแสดงออกอย่างเปิดเผยกว่าสังคมภายนอก เรียกว่า พวกซ้ายจัด ซึ่งผมเคยเตือนว่า การเป็นซ้ายยังไม่ได้รับการยอมรับ หากสามารถยืนอยู่บนกระแสความเป็นกลางได้ จะเป็นการดำเนินการที่ถูกยุทธวิธีมากกว่า การเป็นซ้ายจัดมากย่อมเป็นอันตรายและเปิดช่องให้สังคมโจมตีได้ง่าย แต่คงหาแนวร่วมในขณะนั้นได้ยาก)

๗) แผนอุบาทว์ ขวาพิฆาตซ้าย..

แล้วจุดแตกหักก็เกิดขึ้นอย่างที่หลายฝ่าย คาดกันเอาไว้ เมื่อละครล้อการเมืองซึ่งกระทำกันอยู่ประจำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้ชุมนุม บทหนึ่ง แสดงให้เห็นชนชั้นกรรมาชีพถูกผูกคอตายอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลียนแบบเหตุการณ์ที่พนักงานการไฟฟ้า ๒ คนถูกตำรวจฆ่าตายและผูกคอแขวนไว้ที่รั้ว ซึ่งจัดโดยอมธ.(องค์กรนศ.ธรรมศาสตร์) ได้ถูกนำไปปลุกเป็นกระแสหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยภาพถ่ายของนายอภินันท์ บัวหภักดี นศ.ธรรมศาสตร์ที่ถูกผูกคอตายนั้น ไปละม้ายกับพระพักตร์ขององค์รัชทายาท ภาพถ่ายดังกล่าวมีเพียงหนังสือพิมพ์สองฉบับเท่านั้นที่ลงภาพในมุมนี้ คือ นสพ.ดาวสยาม และ นสพ.บางกอกโพสต์ ขณะที่ฉบับอื่น ๆ ไม่มี หรือมีตีพิมพ์ ก็ไม่ละม้ายเช่นนี้ (เรื่องนี้ยังถกเถียงกันจนบัดนี้ว่า มีการแต่งฟิล์มหรือไม่ ..น่าแปลกที่ทำไมต้องเป็นดาวสยาม ของนายประสาน มีเฟื่องศาสตร์ ซึ่งเป็นนสพ.ที่มีจุดยืนตรงข้ามกับนศ.อย่างชัดเจนได้รูปนี้ ทำไมไม่เป็นฉบับอื่น ๆ และบางกอกโพสต์ก็เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในนสพ.ภาษาต่างประเทศ มันเป็นการบังเอิญที่ยากจะยอมรับ แต่ในหนังสือของคุณอรุณ เวชสุวรรณ อดีตผู้สื่อข่าวของนสพ.ดาวสยาม ก็กล่าวยอมรับว่า มีการแต่งภาพจริง)

เมื่อข่าวถูกประโคมออกไป แรงโกรธแค้นของกลุ่มขวาจัด ทั้งกระทิงแดง นวพล อภิรักษ์จักรี และลูกเสือชาวบ้านก็ถึงขีดสุด ยึดเอาชนวนเหตุนี้เป็นชนวนแตกหักในการหาความชอบธรรมจัดการกับนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกอำนาจเก่าที่เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ วางแผนการนี้อย่างแยบยลนี้ก็เพื่อยืมมือมวลชนทำลายมวลชนนั่นเอง ซึ่งจะไม่มีข้อครหามาถึงตัวเองได้

๑๐ / โหดเหี้ยมยิ่งกว่า ๑๔ ตค. ๑๖
เช้าตรู่ของวันที่ ๖ ตค. จากปากคำของผู้ชุมนุมที่นอนอยู่ในมหาวิทยาลัยและรอดชีวิตมาได้ บอกว่า ตอนประมาณตี ๕ เริ่มมีการพังประตูรั้วทางเข้ามหาฯ ด้านสนามหลวง โดยคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งปะปนไปหมดทั้งกระทิงแดง นวพล และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ
เมื่อประตูรั้วพังพินาศ ผู้ที่บุกเข้าไปกลับเป็นทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธหนักครบมือ ระดมยิงเข้าไปเพื่อกรุยทางก่อน นักศึกษาและประชาชน ถูกปิดล้อมเอาไว้ทุกทิศทางไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้ มีทางเดียวที่ไม่ถูกปิด คือทางน้ำ แม่น้ำเจ้าพระยาที่เลียบตลอดแนวเขตทางด้านหลังของมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่แตกตื่นส่วนหนึ่งกรูไปที่นั่นและกระโจนลงไปในน้ำ น่าอนาถ ที่พวกนั้นถูกระดมยิงจากอีกฟากหนึ่งของลำน้ำและตายในน้ำจำนวนมาก(นับร้อยคน) มีหลายคนที่รอดไปได้จากการช่วยเหลือของทหารเรือ (ธรรมศาสตร์อยู่ติดกับกองบัญชาการทหารเรือ)

พวกที่อยู่ในมหาวิทยาลัยถูกสั่งให้หมอบราบกับพื้น ถอดเสื้อออกไม่เว้นชาย-หญิง หลายคนถูกยิงตายในทันที ถูกกระแทกด้วยอาวุธหนัก ผู้หญิงหลายคนที่อยู่ตามตึกถูกกระทำการข่มขืนอย่างป่าเถื่อน คนที่พยายามหนีออกทางด้านหน้าสนามหลวง (หรือไม่ได้พยายามหนีออกมา แต่ถูกลากออกมา) เป็นพวกที่โชคร้ายที่สุด เพราะมีกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นประชาชนผู้โกรธแค้นรออยู่ ถูกพวกนี้รุมสกรัมจนถึงตายในทันทีแล้วนำศพไปแขวนคอไว้กับต้นมะขามแล้วจุดไฟเผา อ้างว่าคนที่ตายเป็นพวกญวณคอมมิวนิสต์แปลกปลอมมา ช่างสารเลวสิ้นดี นั่นเป็นคนไทย เป็นประชาชนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันที่แห่กันมาชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต่างหาก

เที่ยงวันนั้น มีรายงานข่าวจากช่อง ๙ อสมท. ซึ่งเป็นช่องเดียวที่นำภาพบันทึกเหตุการณ์ภายในมหาวิทยาลัยมาเผยแพร่ เป็นเวลาประมาณ ๕ นาที เป็นพยานหลักฐานเดียวที่ได้เห็นการกระทำทารุณกรรมที่คนไทยมีต่อคนไทยที่ต่างความคิดแบบโหดร้ายที่สุด มันไม่เว้นแม้เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ มัน..เป็นสัตว์ป่ามากกว่า การแพร่ภาพในครั้งนั้นทำให้ผู้บริหารงานข่าวของอสมท.ถูกเด้งออกไป (ขอคารวะท่านสรรพสิริ วิริยะศิริ และคุณพฤติ อุปถัมภานนท์ด้วยหัวใจจริง) และเราไม่ได้เห็นภาพดังกล่าวอีกเลยในข่าวภาคค่ำทั้งช่อง ๙ และช่องอื่น ๆ


แก้ไขเมื่อ 19 ต.ค. 46 16:33:03

จากคุณ : *bonny - [ 19 ต.ค. 46 10:14:01 ]





ความคิดเห็นที่ 82

๑๑ / ศพหายไปไหน?
หลังเหตุการณ์มีการแถลงข่าวว่ามีผู้บาดเจ็บและล้มตายไม่กี่สิบคน รายงานผู้เสียชีวิตไม่ถึงร้อยศพ บอกว่าเป็นการต่อสู้จากนักศึกษาที่มีอาวุธ มีการระบุว่าภายในธรรมศาสตร์มีห้องลับใต้ถุนตึก เก็บคลังยุทโธปกรณ์ ผมเรียนอยู่ที่นี่ และอยู่ในเหตุการณ์ที่มีการชุมนุมมาตั้งแต่ต้น ย่อมรู้ว่า..เป็นไปไม่ได้

ธรรมศาสตร์ถูกปิดไปสองเดือนกว่า มีการซ่อมแซมรอยกระสุนตามตัวตึกให้ดูเสมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผู้ที่กลับไปเรียนอีกครั้งจะพบว่าเพื่อน ๆ หลายคนที่เคยได้พบหน้าค่าตากันเป็นประจำ ได้สูญหายไปอย่างไม่มีร่องรอย บ้างตายไปโดยไม่พบศพ บ้างหนีเข้าป่าไปเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในห้องน้ำชายมีใบปลิวแจกแจงความโหดร้ายอย่างละเอียด มีคนตายและสูญหายในเหตุการณ์ครั้งนั้นกว่า ๕๐๐ ศพ แต่ศพหายไปไหน? เช่นเดียวกับที่เกิดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ผ่านมา ศพในมหาวิทยาลัยที่ในแม่น้ำถูกกู้ขึ้นมาแล้วนำไปยังสถานที่ไม่ทราบและเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ (นี่คงเป็นบทเรียนความจำเป็นต้องกระทำส่วนหนึ่งที่มีผู้นำไปใช้กับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ)

๑๒ / ยุคมืดในธรรมศาสตร์
นักศึกษาได้อธิการบดีคนใหม่ คือ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์ ผู้ไม่เป็นที่ชื่นชอบเลยไม่ว่านักศึกษาหรือข้าราชการ กิจกรรมทางการเมืองถูกระงับไปหมด ไม่มีค่ายอาสาฯ ไม่มีพรรคการเมืองใoมหาวิทยาลัยอีกต่อไป นักศึกษาเข้ามาเพื่อเรียนรู้อย่างเดียวแล้วจบออกไป

ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหา ความหมาย
ฉันสู้ อุตส่าห์ เรียนแทบตาย
สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว
(วิทยากร เชียงกูร)

๑๓ / จารึกผู้มีบทบาทสำคัญ
นายกรัฐมนตรี..มรว.เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ผมไม่โทษท่านเลย ท่านเป็นแพะของขบวนการขวาพิฆาตซ้าย ไม่ว่าใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกันนี้)

นายชวน หลีกภัย..รมต.เกษตรฯ ถูกตราหน้าว่าเป็นคอมมิวนิสต์ กลุ่มที่อ้างว่าเป็นประชาชนผู้โกรธแค้น บุกเข้าไปที่กระทรวงหมายจับตัวท่าน แต่ท่านบอกกับข้าราชการและเลขาส่วนตัวว่า “ถ้าบุกเข้ามาก็จะไม่หนีไปไหน เพราะเราไม่ได้เป็นคอมมิวนิสต์ ..พระเจ้าสร้างคนตัวเล็กให้มีหัวใจดวงใหญ่..” ตร.ผู้ติดตามของท่านได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ยอม บอกว่าต้องพาท่านหนีไปให้ได้ คนอย่างนี้สมควรที่จะต้องรักษาเอาไว้…(จากปากคำของท่านรตท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ตำรวจติดตามตัวคุณชวน หลีกภัยสมัยนั้น กล่าวในขณะที่เป็นสส.พรรคชาติไทยและรมช.กระทรวงศึกษาธิการสมัยนายกบรรหาร)

นายสุรินทร์ มาศดิษฐ์ รมว.สำนักนายก พ่อของคุณหญิงสุพัตรา หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ หลังเหตุการณ์ ท่านไปครองสมณเพศ และเขียนเรื่องราวของเหตุการณ์ให้ชนรุ่นหลังได้เข้าใจอย่างถูกต้อง ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว

ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ที่ไม่ใช่แค่น่าเคารพแต่น่าบูชาเลยล่ะ ท่านให้เสรีภาพและภราดรภาพแก่นักศึกษาและอาจารย์ด้วยเจตนาที่น่ายกย่อง
ท่านต้องไปลี้ภัยในต่างประเทศจวบจนสิ้นอายุขัย ที่สนามบินดอนเมือง ท่านถูกนายตำรวจผู้หนึ่งซึ่งต่อมาได้เป็นใหญ่เป็นโตทำร้ายร่างกาย

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บทบาทของท่านโดดเด่นในฐานะนักวิชาการมาตั้งแต่เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม จนถึงปัจจุบันนี้ เรื่องราวความเป็นมาทุกอย่าง ท่านทราบดีที่สุด

อาจารย์ชลธิชา กลัดอยู่ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วง ๖ ตุลาคม ๑๙เช่นกัน ท่านรักเสรีภาพและภราดรภาพอย่างน่ายกย่องเช่นกัน ท่านสละคราบอาจารย์สาว หนีเข้าป่าไปเป็นคอมมิวนิสต์หลังเหตุการณ์

นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ เลขาศูนย์นิสิตฯ ในเวลานั้น ร่ำ ๆ ว่าจะกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้งกับพรรคไทยรักไทย (เช่นเดียวกับคนเดือนตุลาที่แปรผันอุดมการณ์ไปแล้วท่านอื่น ๆ)

นายสุธรรม แสงประทุม เลขาองค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกจับดำเนินคดีหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ก่อนที่จะได้รับอิสรภาพในเวลาต่อมา และไปศึกษาต่อต่างประเทศ (ด้วยทุนผลักดันจากคนอื่น)

นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ นายกองค์การนศ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้นำหัวรุนแรงที่ปัจจุบันกลายพันธุ์เป็นอาเสี่ยและนักจัดรายการการเมืองในทีวีไปเสียแล้ว

นายธงชัย วินิจกุล รองนายกอมธ. ปัจจุบันยังอยู่ต่างประเทศ และจบการศึกษาขั้นปริญญาเอก นายธงชัย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการปลุกระดมบนเวที อีกคนคือนายสุรชัย จำนามสกุลไม่ได้แล้ว (นักเรียนเก่าสวนกุหลาบ เพื่อน ๆ เรียกว่า ไอ้หัวโต) ทั้งสองคนเป็นผู้บอกว่า ทุกคนต้องสู้ และยอมพลีชีพเพื่อปกป้องเสรีภาพ แต่นายธงชัยเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตในขณะที่คนที่อยู่ข้างล่างเวทีตายและบาดเจ็บ

แกนนำส่วนใหญ่ได้ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศโดยการสนับสนุนของรัฐบาลผ่านทางตร.สันติบาล ติดต่อที่เรียนที่อยู่ให้เสร็จ แค่เตรียมเงินก้นถุงกับกระเป๋าเสื้อผ้าก็บินปร๋อไปได้เลย นี่เป็นการกำจัดพวกหัวแข็งไม่ให้กลับมาแข็งข้ออีก และเป็นการสลายกลุ่มแกนนำที่ถือว่านุ่มนวลและมีประสิทธิภาพที่สุดแล้ว ปัจจุบันหลายคนกลับมาทำงานในหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน อุดมการณ์ของพวกเขากลายเป็นแค่เรื่องเล่าให้ลูกหลานฟัง ..มันไม่มีวันคุโชนขึ้นมาอีก..

นายสมุคร สุนทรเวช เคยเป็นอดีตสมาชิกพรรคปชป. แต่หลังจากที่พรรคชนะการเลือกตั้งทั่วไปและได้เป็นรัฐบาลมีความเห็นขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรคและแยกตัวออกมา ก่อนเกิดเหตุการณ์ เป็นผู้ที่กล่าวโจมตีการกระทำของนักศึกษา ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มต่อต้านนักศึกษาและข้าราชการอำนาจเก่า ให้เป็นรมต.มหาดไทยในยุครัฐบาลนายธานินทร์ ไกรวิเชียร ผู้ก่อตั้งนสพ.เดลิมิเลอร์ที่ยืนหยัดนโยบายขวาจัด จนต้องปิดกิจการไปในที่สุด

นายดุสิต ศิริวรรณ นักวิชาการ นักจัดรายการข่าวสารบ้านเมือง เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มอำนาจเก่า ที่ใช้สื่อโทรทัศน์ในการโจมตีขบวนการนักศึกษา หลังเหตุการณ์ได้ดิบได้ดีเป็นรมต.สำนักนายก

ผู้พันตึ๋ง ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ทำงานรับใช้ พล ต.สุดสายในเหตุการณ์ครั้งนี้ และหลังเหตุการณ์ได้เข้ารับราชการทหารจากการฝากฝัง


จบบริบูรณ์แล้วครับ ไม่มีตอนต่อไปแล้ว
( ผมเขียนเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยความเศร้าสลดทุกครั้งและรู้สึกสลดใจทุกครั้งที่มีผู้นำไปดัดแปลง สร้างเป็นหนัง เขียนเป็นหนังสือออกมาขาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่ง เงิน และให้ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เข้าใจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ดังนั้น ช่วยกันรักษาประวัติศาสตร์หน้านี้ไว้ให้ดีกันด้วยนะครับ)

ขอบคุณทุกท่านที่ได้อ่านมาจนถึงหน้านี้


จากคุณ : *bonny - [ 19 ต.ค. 46 10:27:06 ]




ความคิดเห็นที่ 83

ขอแก้ข้อมูลนิดนึงนะครับ คุณสุธรรม แสงประทุม ในเหตุการณ์ 6 ตุลานั้น เป็นเลขา ศนท.ที่มาจากคณะนิติศาสตร์จุฬาฯครับ ไม่ใช่ ม.ราม

นายกฯอศมร.ขระนั้น ถ้าไม่ผิดน่าจะเป็นคุณสมพงษ์ สระกวี (ไม่แน่ใจอาจจะเป็น 14 ตุลา) คนที่ไปโต้กับ อ.เทพมนตรี

คุณสุธรรม ได้รับการนัดหมายจากนายกฯให้ไปพบที่ทำเนียบ แต่เมื่อเดินทางไปถึงก็ถูกจับ ทำให้ไม่มีบทบาทในเหตุการณ์ แต่เป็นผู้ต้องหาคนแรกของคดี 6 ตุลา

ในเหตุการร์ 14 ตุลา คุณสุธรรมบอกว่า มาหาเพื่อนแล้วเจอการปะทะที่บางลำพู เลยเข้าไปยึดรถดัวเพลิงและปลุกม๊อบเล้ก ๆ ที่นั่น ทำให้ถูกล๊อกตัวไปที่ สน.ชนะสงคราม แต่รอดมาได้ โดยนายทหารที่คุมกำลัง ณ บริเวณนั้น คือ พ.ต.มนูญ รูปขจร ที่บอกกับคุณสุธรรม ตอนหลังว่า ไม่นารอดมาได้ เพราะที่ถูกพาไปนั่นเป็นห้องเชือดของ สน.

ส่วนเกรียงกมลนั้น น่าจะเป็นเลขาฯศนท.ตอนปี 16 หรือ 17 อะไรประมาณนี้แหละครับ ไม่ใช่ 19 แน่ ๆ คนนี้ในหมู่นักกิจกรรมรุ่นนั้นและรุ่นหลังเล่าลือกันว่า ชีวิตของเขาถูกนำมาเป็นเค้าโครงนิยายเรื่อง มัสยาหลงเหยื่อ ดีเลวยังไงก็ลองหาหนังสือเล่มนี้อ่านดูครับ

จากคุณ : ลานโพธิ์ - [ 19 ต.ค. 46 11:15:17 A:203.113.88.130 X: ]




ความคิดเห็นที่ 84

เข้ามาลงชื่อครับ ได้ความรู้มากเลย

จากคุณ : นอนกอดCom - [ 19 ต.ค. 46 11:17:49 ]




ความคิดเห็นที่ 85

ขอบคุณมากคะ เยอะมากๆ ก็เลย save ไว้
เดี๋ยวค่อยเอามาอ่านทีเดียว

จากคุณ : jdome - [ 19 ต.ค. 46 13:05:47 ]




ความคิดเห็นที่ 86

ขอบคุณมากๆๆค่ะ

จากคุณ : CalmlY - [ 19 ต.ค. 46 15:21:39 ]




ความคิดเห็นที่ 87

แก้นามสกุล พลดรี สุดสาย ในความคิดเห็นที่ 81 ด้วยครับ

จากคุณ : Pom.com - [ 19 ต.ค. 46 15:36:51 ]




ความคิดเห็นที่ 88

ขอบคุณคุณ Bonny สำหรับกระทู้นี้


โดยจิตคารวะแด่วีรชนทุกท่าน...

จากคุณ : แมวขโมย - [ 19 ต.ค. 46 17:46:31 ]




ความคิดเห็นที่ 89

ขอบคุณมากครับสำหรับความรู้

จากคุณ : นายประทีป - [ 19 ต.ค. 46 20:38:47 ]




ความคิดเห็นที่ 90

ขอบคุณคุณ bonny จริงๆ สำหรับกระทู้นี้

จากคุณ : ถ้าคิดว่าท้วงแล้วเท่ก็ช่างมัน (asterisk) - [ 20 ต.ค. 46 00:18:57 ]




ความคิดเห็นที่ 91

มีเรื่องของข้อมูลตัวเลขมาฝากอีกครับ

เหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๑๖ ตัวเลขอย่างเป็นทางการแจ้งว่า มีผู้เสียชีวิต ๖๙ คน พิการ ๔๕ คน สติฟั่นเฟือน ๒๗ คน ทุพพลภาพ ๑๑ คน และสูญหาย ๔ คน

ตัวเลขของสื่อมวลชน มีผู้เสียชีวิต ๗๗ คน บาดเจ็บ ๔๐๐ กว่าคน


สรุปความเสียหายจากเหตุการณ์ 6 ตุลา ตามตัวเลขทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 39 คน บาดเจ็บ 145 คน (ในจำนวนนี้เป็นตำรวจเสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 23 คน) นักศึกษาประชาชนถูกจับกุม 3,094 คน เป็นชาย 2,432 คน หญิง 662 คน

ขณะที่แหล่งข่าวอ้างอิงจากการเก็บศพของเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ประมาณว่ามีนักศึกษาประชาชนเสียชีวิต 530 คน ส่วนทรัพย์สิน (จากการสำรวจของคณะกรรมการของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) มีครุภัณฑ์และวัสดุของคณะต่างๆ เสียหายเป็นมูลค่า 50 กว่าล้านบาท

ตัวเลขทางการมั่วนิ่มเกินไปหน่อยครับ

ใครที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ เพิ่มเติมได้จากเวปนี้ ซึ่งผมอ่านดูแล้ว เป็นกลางตามข้อเท็จจริงที่สุดแล้ว และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางการค้าและการบิดเบือนประวัติศาสตร์ ทั้งยังมีรายงานจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วย

http://www.2519.net/newweb/doc/histry/1.doc

saveไว้เลยนะครับ

จากคุณ : *bonny - [ 20 ต.ค. 46 07:57:48 ]




ความคิดเห็นที่ 92

เรียนเพื่อน ๆ ที่รักความยุติธรรมทุกท่าน..

ผมมีคำปราศรัยของนายชวน หลีกภัย ที่ท้องสนามหลวง เรื่องการวางแผนปฏิวัติของฝ่ายทหารเมื่อวันที่ ๖ ตุลา ๑๙
น่าสนใจมากครับ ชี้ให้เห็นการเตรียมการล่วงหน้าและใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

อีกหนึ่งชิ้น เป็นเอกสารของพระสุรินทร์ มาศดิศ เปิดเผยว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการนองเลือดครั้งนี้ คือ พลเอกชาติชาย ชุนหวัณ
โดยนำเรื่องราวในการประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนวันนองเลือดมาเปิดเผย

เอกสารทั้งสองชิ้นนี้ผมถือว่า สำคัญมากหากใครอยากทราบมูลเหตุทางการเมืองเป็นเงื่อนไขครับ

หวังว่าคงจะได้รับความสนใจจากเพื่อน ๆ ที่รักความเป็นธรรมทุกท่านนะครับ

หมายเหตุ..
การรู้ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ ณ วันนี้ มิได้มุ่งหมายเอาตัวใครมาลงโทษ แต่มุ่งหมายให้ความจริงต้องเป็นสิ่งไม่ตายในสังคมไทยครับ

จากคุณ : *bonny - [ 20 ต.ค. 46 08:12:09 ]




ความคิดเห็นที่ 93

เช้ามา ก็มารออ่าน

จากคุณ : `เรียบ แม่จะเรา (จอห์นนี่ ฮะตู) - [ 20 ต.ค. 46 08:57:43 ]




ความคิดเห็นที่ 94

ขอบคุณอย่างสูงครับ

จากคุณ : แบดแมน - [ 20 ต.ค. 46 12:16:44 ]




ความคิดเห็นที่ 95

ขอบคุณ คุณ *bonny มากครับ ... การเรียบเรียงเหตุการณ์ดีมากครับ
... เหตุการณ์วันที่ ๑๔ ต.ค. ๑๖ ... ความกล้าหาญ และความดียกให้ทุกคนที่เป็นผู้นำ และผู้ที่ร่วมในเหตุการณ์ จริง ๆ เพราะว่าในสมัยนั้นเมื่อเราเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลก็รู้สึกถึงภัยมืด (สันติบาล) ได้ทันที ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ... ผู้นำการประท้วงทั้งหมดมีความกล้าหาญอย่างสูงสุดจริง ๆ ที่จุดประกายประชาธิปไตย ผมเองก็ไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยแต่เป็นผู้ร่วมประท้วงเท่านั้น กิน-นอนอยู่หลายวัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้อาบน้ำ ไม่ค่อยได้นอน ในตอนเช้าประมาณตี ๕ วันที่ ๑๔ หลังจากประกาศชัยชนะแล้ว ผมกับเพื่อน ๆ รู้สึกดีใจมากก็กลับบ้านด้วยความภูมิใจ ด้วยความเหนื่อยอ่อน อาบน้ำนอนตั้งแต่เช้าในวันนั้นจนถึงหัวค่ำ ... พอตื่นขึ้นมาก็มารู้ว่า มีเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเกิดขึ้น ... ผมว่าเป็นแผนของใครบางคนแน่ ๆ ... แต่ก็ไม่ได้ติดตามเหตุการณ์ต่อเพราะว่า ผมไม่ได้เรียนสายกฏหมาย-การเมือง

... ดีใจมากที่ทรราชย์ทั้ง ๓ ได้ออกไปจากประเทศไทย แต่เสียใจที่นิสิต-นักศึกษาไม่มีความพอ ลุแก่อำนาจเช่นเดียวกับ ๓ ทรราชย์ต้องการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างอย่างหน้ามือไปหลังมืออย่างรวดเร็วซึ่งเป็นไปไม่ได้ ประชาชนไม่มีความรู้เพียงพอ ประชาชนไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักการต่อรอง ต้องการอะไรต้องได้อย่างนั้น ในโลกนี้ต้องเป็นสายกลาง อย่างที่คุณบอนนี่บอก ... ดังนั้นในปี ๑๙ ผมไม่ได้เข้าร่วมเพราะว่า ลุแก่อำนาจขอศนนท. แต่ก็เสียใจที่ฝ่ายทหารมีแผนการที่สกปรกกว่าที่คิดไว้มาก คนไทยสามารถฆ่าคนไทยด้วยกันเองอีกครั้ง ...
... ด้วยความรู้สึกของผมในปัจจุบันคนไทยมีเสรีภาพมากขึ้นก็จริง แต่ยังมีคนเข้าใจประชาธิปไตยไม่มากเท่าที่ควร การปกครองประเทศได้เปลี่ยนจากทหารเป็นกลุ่มทุนที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ... มีใครบ้างที่รู้เท่าทันบ้าง เพราะว่า การเข้ามาเป็นสส. ด้วยการซื้อเสียงส่วนใหญ่ก็มาจากกลุ่มทุนที่ต้องการอำนาจรัฐ
... เพราะอะไรที่ประชาธิปไตยของเรายังไม่พัฒนา คนไทยไม่รู้เท่าทันกลุ่มทุน คือ การศึกษาทั้งในโรงเรียน และนอกโรงเรียน ที่คนไทยขาดการไตร่ตรอง ผู้นำชุมชนพูดอย่างไร-นสพ. ลงข่าวอย่างไรก็คิดว่าเป็นอย่างนั้นโดยขาดการไตร่ตรอง ... เบื้องลึกของการเมืองเหมือนหมากรุก เบี้ยน้อยย่อมต้องถูกเดินไปแลกกับขุน เพื่อให้ขุนฝ่ายตนได้รับชัยชนะ
... ผมชอบคนภาคใต้เพราะว่า เขารู้เท่าทัน ... อยากในคนภาคกลาง-เหนือ-อีสานพัฒนาได้อย่างคนภาคใต้ ...

จากคุณ : ประชาธิปไตยเป็นของคนไทย (น.นกฮูก) - [ 20 ต.ค. 46 12:46:24 ]




ความคิดเห็นที่ 96

สาระสำคัญดีมาก สื่อสารดีมาก สองสิ่งนี้เลยไม่อยากวิจารณ์ ในเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวเล็กน้อยๆของเจ้าของเจ้ากระทู้ที่พยายามสอดแทรก อย่างเห็นความนิยมส่วนตัวในบุคคล (นายขวน) หรือโยงใยไปถึงพรรคการเมืองที่ตัวเองไม่ชอบ(ไทยรักไทย)
แต่ไม่ว่ากันค่ะเป็นธรรมดาของผู้วิจารณ์มักย่อมสอดแทรกความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปเสมอ

จากคุณ : หุ่นกระป๋อง - [ 20 ต.ค. 46 14:00:17 A:203.149.35.117 X: ]




ความคิดเห็นที่ 97

#92 คุณ bonny เอกสารชุดแรกผมเคยผ่านตา ชุดหลังแม้นไม่เคย แต่ผมก็อยากแนะนำว่าไม่ควรนำเสนอผ่านเวบบอร์ดนะครับ

สนใจอ่านแต่เป็นห่วง

จากคุณ : เศรษฐ - [ 20 ต.ค. 46 15:19:07 ]




ความคิดเห็นที่ 98

เกิดไม่ทัน
ขอบคุณที่ให้ความรู้ครับ


จากคุณ : 3N - [ 20 ต.ค. 46 15:53:37 ]




ความคิดเห็นที่ 99

ขออ่านไว้เป็นวิทยาทานนะครับขอบคูณหลาย

จากคุณ : hey - [ 20 ต.ค. 46 19:19:40 ]




ความคิดเห็นที่ 100

คุณ83
อ้อ ที่แท้ผู้นำนักศึกษา หน้าหม้อก็คือ"คุณเกียงกามน"นี่เอง
ผมก็สงสัยมานานแล้วว่าใคร หลังจากที่อ่าน มัศยาหลงเหยื่อ
คิดว่าเขาเป็นศูนย์ฯปี18-19 ก่อนคุณสุธรรมนิดเดียว นะ
ผมก็ไม่ทันยุคนั้นหรอก แต่สนใจประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมาก อ่านหนังสือเยอะ และมีพี่ป้าน้าอาที่คลุกคลีวงการกิจกรรมนักศึกษาสมัยนั้นมากพอควร ก็เลยรู้
แก้ไขเมื่อ 21 ต.ค. 46 00:02:53

จากคุณ : ไท (แดนไท) - [ 20 ต.ค. 46 23:56:33 ]





ความคิดเห็นที่ 101

คุณ83
อ้อ ที่แท้ผู้นำนักศึกษา หน้าหม้อก็คือ"คุณเกียงกามน"นี่เอง
ผมก็สงสัยมานานแล้วว่าใคร หลังจากที่อ่าน มัศยาหลงเหยื่อ
คิดว่าเขาเป็นศูนย์ฯปี18-19 ก่อนคุณสุธรรมนิดเดียว นะ
ผมก็ไม่ทันยุคนั้นหรอก แต่สนใจประวัติศาสตร์ช่วงนั้นมาก อ่านหนังสือเยอะ และมีพี่ป้าน้าอาที่คลุกคลีวงการกิจกรรมนักศึกษาสมัยนั้นมากพอควร ก็เลยรู้

จากคุณ : ไท (แดนไท) - [ 20 ต.ค. 46 23:59:37 ]




ความคิดเห็นที่ 102

เอ่อ.... เอกสารที่คุณ bonny จะนำมาเสนออีก2ชุดนี่ผมว่าส่งผ่านเมล์จะดีกว่าน่ะครับ
เพราะคิดว่าจะมีการพาดพิงถึงคนที่ยังมีชีวิตอยู่หลายๆคน

อาจจะเกิดอะไรไม่ดีได้น่ะครับ

จากคุณ : Go-Kung - [ 21 ต.ค. 46 00:07:48 ]




ความคิดเห็นที่ 103

คุณนกฮูก
คารวะความเห็นของคุณด้วยใจจริง
.........................

เอกสารอีกสองฉบับที่ผมอ้างถึง เคยมีการทักท้วงเรื่องการนำเสนอสู่สายตาสาธารณชนมาแล้วในอดีตสมัยเผด็จการเรืองอำนาจ

สมัยนี้ ยุคสมัยเปลี่ยนไปมากแล้ว ผู้คนในปรเทศต้องไม่กลัวความจริงของประวัติศาสตร์ แต่น่าจะกลัว ประวัติศาสตร์ที่ไม่เป็นความจริง มากกว่านะครับ

อย่างไรก็ดี เอกสารมีความยาวหลายหน้ากระดาษ อาจไม่นำเสนอในเวลานี้เพราะต้องก้มหน้าก้มตาพิมพ์ ขอผลัดไปก่อน ฤกษ์งามยามดีก็จะเอามาให้อ่านกัน

ขอบคุณครับที่เป็นห่วงผม แต่กระทู้นี้ เนื้อหาบางส่วนก็พาดพิงบุคคลที่มีชีวิตอยู่มากมายไปในแง่ลบอยู่แล้วครับ

จากคุณ : *bonny - [ 21 ต.ค. 46 07:37:38 ]




ความคิดเห็นที่ 104

รอครับ

จากคุณ : จอห์นนี่ ฮะตู - [ 21 ต.ค. 46 09:49:56 ]




ความคิดเห็นที่ 105

Thank a lot.

จากคุณ : purple sand - [ 21 ต.ค. 46 15:15:35 ]




ความคิดเห็นที่ 106

อยากทราบบทบาทของผู้นำนักศึกษาสมัยนั้น ที่ยังมีบทบาทในสังคม และการเมือง ณ ปัจจุบันนี้ครับ เช่น คุณธีรยุทธ คุณเสกสรรค์ หรือผู้นำนักศึกษาท่านอื่นๆ ผมติดตามอ่านดูมีพูดถึงบ้าง แต่อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมหรือเกร็ดเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้ครับ หากไม่เป็นการรบกวน หรืออาจจะทำให้คุณ *bonny ต้องถูกข้อหาหมิ่นประมาท ก็อยากจะให้คุณ *bonny เล่าให้ฟังด้วยครับ

จากคุณ : เลือดเนื้อไทย - [ 21 ต.ค. 46 16:43:13 A:203.145.31.19 X: ]




ความคิดเห็นที่ 107

ขอชื่นชม
อ่านแล้วรำลึกความหลัง ปลื้มเมื่อ 14 ตุลา แต่ น้ำตาไหลเมื่อ ตุลา พี่ๆคนดี ของเรา หาย ตายจากไปหลายคน

จากคุณ : yrc - [ 21 ต.ค. 46 20:34:50 A:169.210.178.106 X: ]




ความคิดเห็นที่ 108

มาอ่านครับ

จากคุณ : เทวา (รดน.) - [ 21 ต.ค. 46 22:37:48 ]




ความคิดเห็นที่ 109

...เมื่อข่าวถูกประโคมออกไป แรงโกรธแค้นของกลุ่มขวาจัด ทั้งกระทิงแดง นวพล อภิรักษ์จักรี และลูกเสือชาวบ้านก็ถึงขีดสุด ยึดเอาชนวนเหตุนี้เป็นชนวนแตกหักในการหาความชอบธรรมจัดการกับนักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกอำนาจเก่าที่เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ วางแผนการนี้อย่างแยบยลนี้ก็เพื่อยืมมือมวลชนทำลายมวลชนนั่นเอง ซึ่งจะไม่มีข้อครหามาถึงตัวเองได้

เช้าตรู่ของวันที่ ๖ ตค. จากปากคำของผู้ชุมนุมที่นอนอยู่ในมหาวิทยาลัยและรอดชีวิตมาได้ บอกว่า ตอนประมาณตี ๕ เริ่มมีการพังประตูรั้วทางเข้ามหาฯ ด้านสนามหลวง โดยคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งซึ่งปะปนไปหมดทั้งกระทิงแดง นวพล และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ
เมื่อประตูรั้วพังพินาศ ผู้ที่บุกเข้าไปกลับเป็นทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธหนักครบมือ ระดมยิงเข้าไปเพื่อกรุยทางก่อน นักศึกษาและประชาชน ถูกปิดล้อมเอาไว้ทุกทิศทางไม่สามารถหลบหนีไปไหนได้...

ขออนุญาตถาม ในฐานะคนรุ่นหลังที่สนใจในประวัติศาสตร์ตรงนี้นะคะ กรณีของ 6 ตุลา ผู้ที่เป็นคนสั่งการให้ "ทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธหนักครบมือ" เข้าบุกในธรรมศาสตร์นั้น คือฝ่ายใดแน่คะ เหตุใดจึงมี 3 ทรราชย์ที่ได้จาก 14 ตุลา แต่ไม่มีใครที่แท้จริงใน 6 ตุลา ทั้งๆที่มีความโหดร้ายกว่านัก ช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยเถอะค่ะ คุณ*bonny

จากคุณ : mirror - [ 22 ต.ค. 46 01:15:11 A:210.86.176.85 X: ]




ความคิดเห็นที่ 110

ขอบคุณครับ ย้อนอดีตที่เกิดขึ้นชัดเจนดีครับ

จากคุณ : NEURON - [ 22 ต.ค. 46 07:24:50 ]




ความคิดเห็นที่ 111

สวัสดีครับทุกคน

คุณmirror..

"ขออนุญาตถาม ในฐานะคนรุ่นหลังที่สนใจในประวัติศาสตร์ตรงนี้นะคะ กรณีของ 6 ตุลา ผู้ที่เป็นคนสั่งการให้ "ทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธหนักครบมือ" เข้าบุกในธรรมศาสตร์นั้น คือฝ่ายใดแน่คะ เหตุใดจึงมี 3 ทรราชย์ที่ได้จาก 14 ตุลา แต่ไม่มีใครที่แท้จริงใน 6 ตุลา ทั้งๆที่มีความโหดร้ายกว่านัก ช่วยไขข้อข้องใจให้ด้วยเถอะค่ะ"

คุณคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า "ผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์" นะครับ
กรณี ๑๔ ตุลา มวลชนชนะ กรณี ๖ ตุลา อำนาจเก่าที่ประกอบไปด้วย ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และนายทุนเป็นฝ่ายชนะ
ในวันเดียวกันมีปฏิวัติรัฐบาลประชาธิปไตยด้วย

มีการจับตัวผู้นำนักศึกษา นักการเมืองหลายคนเข้าคุกไป ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นฝ่ายสูญเสีย คนยิงกลับไม่มีใครนำตัวมาสอบสวนลงโทษ เพราะเขาอ้างว่า ยิงคอมมิวนิสต์ มีการต่อสู้ หรือถูกยิงก่อน

หลังเกิดเหตุ อาวุธที่ยึดได้พบเพียงปืนสั้นและปืนยาว ๒-๓ กระบอก แต่วันนั้น คอมมานโดหลายร้อยนายมีอาวุธครบมือทุกคน รวมทั้ง เอ็ม๑๖ และเอ็ม๗๙(ใช้ยิงรถถัง)
.................................

คุณเลือดเนื้อไทยและท่านอื่น ๆ ที่สนใจรายละเอียดนอกจากนี้..
ผมกำลังรวบรวมอยู่ครับ เป็นกรณีเฉพาะของ ๖ ตค.อย่างเดียวเลย ถ้าลงให้ไม่ทันในกระทู้นี้ก็ขอยกยอดไปกระทู้หน้านะครับ

เอากันเฉพาะเบื้องหลังเพียว ๆ เลย
และขอย้ำอีกครั้งว่า ไม่ได้ต้องการเอาผิดกับใครแต่อยากให้เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องที่อนุชนรุ่นหลังได้เรียนรู้จากข้อเท็จจริงในขณะที่ ผู้อาสานำมาเปิดเผยยังมีชีวิตอยู่

เพราะจากนี้ไปอีก ๒๐ปี ไม่แน่ว่า เราจะมีคนอย่างคุณเทพมนตรีโผล่มาอีกกี่คน
แก้ไขเมื่อ 22 ต.ค. 46 08:27:16

จากคุณ : *bonny - [ 22 ต.ค. 46 08:24:08 ]





ความคิดเห็นที่ 112

สวัสดีครับทุกท่าน

ผมเพิ่งเข้ามาขอตามอ่านให้ชัดก่อนครับ เผื่ออยากจะเสริมตรงใหน...

จากคุณ : can - [ 22 ต.ค. 46 18:58:49 A:203.154.132.174 X: ]




ความคิดเห็นที่ 113

สวัสดีครับคุณ : *bonny

ผมมัวยุ่งๆเลยไม่ได้เข้ามาอ่าน แต่เห็นความตั้งใจดีครับ

อ่านช่วง 14 ตุลาแล้วครับ การลำดับเหตุการณ์ดีครับ แต่อยากติงเรื่องความเห็นในวงเล็บ ตอนที่เขาประชุมฝ่ายรัฐบาลความเห็นที่ 45 นั่นแหละครับ (จิตร ภูมิศักดิ์ เสียชีวิตตั้งแต่ 2508 ครับ)

อ้อ..อยากให้ไปดูเรื่องตำแหน่งของศูนย์นิสิตอีกทีนะครับ
ผมไม่แน่ใจ รู้สึกแหม่งๆ นิดๆ อ.ธีรยุทธ์ น่าจะเป็นเลขาศูนย์นิสิตฯคนแรกนะครับ (ตอน เกิดเหตุ 14 ตุลา เขาเรียนจบแล้วครับ)

ลองๆหาบทความอ่าน หรือเทียบเคียงในเว็บต่างๆบ้างก็ดีครับ

เรื่องราวตอนข้างวัง น่าจะใช้วิธีสัมภาษณ์ หากมีเวลานะครับ อ.สมบัติ ก็ยังอยู่ครับลองๆไปถามให้เคลียร์ ทั้ง อ.เสกสรร อ.ธีรยุทธ์ ขอเวลาท่านซักนิดคงเคลียร์ได้ในหลายประเด็น

เป็นกำลังใจให้ค้นคว้าต่อไปครับ ยังอ่าน 6 ตุลาไม่จบ อิ อิ

ผมดูความตั้งใจแล้วอยากให้ทำต่อครับ ต้องใช้เวลามากหน่อยครับ ผมว่าถ้าคุณทำได้มันคุ้มค่ามากครับ

ปีหน้าถ้ารวบรวมเสร็จนำมาเสนออีกทีก็ยังไม่สายครับ

จากคุณ : can - [ 22 ต.ค. 46 20:30:46 A:203.154.132.174 X: ]




ความคิดเห็นที่ 114

สวัสดีครับคุณcan..ฃ

ตอน ๑๔ ตุลา ต้องเรียกคุณธีรยุทธว่า อดีตเลขาศูนย์นิสิตฯ ครับ ในขณะที่เกิดเหตุการณ์ คุณสมบัติ เป็นเลขาศูนย์นิสิตฯ ครับ
คุณเกรียงกมลเป็นเลขาศูนย์คนต่อมาก่อนจะถึงมือคุณสุธรรม ตอนเกิดเหตุการณ์ ๖ ตุลา

เข้าใจตามนี้คงไม่ผิดแล้วนะครับ

ส่วนเหตุการณ์หน้าวัง คุณcan ต้องท้วงมาว่า ผิดตรงไหน แต่อย่าให้ไปสอบถามคุณเสกสรรค์ เลย เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะยอมรับ

ผมไม่พบว่าในอดีตจนถึงปัจจุบัน เกิดเรื่องร้ายแรงปานไหนจะต้องพาฝูงชนไปกดดันพระองค์ท่านในยามวิกาล

หากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจริง ไม่ทราบว่า สมองส่วนไหนของคุณเสกสรรค์ตรองดูแล้วเห็นว่าเหมาะสมล่ะครับ
หากอยู่ลานพระรูปหรือราชดำเนินกลาง ไม่มีใครสามารถโอบล้อมขบวนประท้วงได้ และก็ไม่มีคำสั่งใด ๆ จากกองบัญชาการของศูนย์ฯ ให้เคลื่อนทัพ

ผมก็รวบรวมจากปากคนที่อยู่ในเหตุการณ์มาถ่ายทอดอีกที แต่คัดสรรแล้วว่า ตรงกับข้อเท็จจริงมากที่สุด โดยดูจาก..๑/ บันทึกหลังเกิดเหตุการณ์ไม่ถึงเดือน ตรงนี้ภาพยังติดตรึงตาอยู่ กับ ๒/ การนำเสนอบันทึกหลังผู้นำเผด็จการหมดอำนาจแล้ว (ในช่วงเรืองอำนาจมีบทความมากมายแต่ล้วนเชื่อถือไม่ค่อยได้)
................
ขออภัยสำหรับคุณจิตร ภูมิศักดิ์ด้วยครับ ความจริงผมไม่ต้องยกตัวอย่างเลยก็จะดีกว่า เอาเป็นว่า คนไทยส่วนหนึ่งที่เข้ามาในประเทศไทยไม่ได้ก็แล้วกัน

ขอบคุณอีกครั้ง สำหรับข้อสนับสนุนในการค้นคว้าต่อ แต่ที่ผมยังติดค้างอยู่ เป็นความเป็นมาของการปฏิวัติในวันที่ ๖ ตุลา ๑๙ ในส่วนของการบิดเบือนข้อเท็จจริง

ไม่ต้องค้นคว้าหาความถูกต้องหรอกครับ เพราะเป็นเอกสารที่มีอยู่จริง จากบันทึกจริง ๆ ของผู้หลักผู้ใหญ่ในเวลานั้น มิได้เอามาแต่งเติมเสริมแต่งแต่อย่างใด เขาบอกว่าไง ก็จะเอามาลงทั้งดุ้น ไม่ใช่เรื่องเล่า หรือบอกต่อ
ปัจจุบัน ผู้บันทึกเอกสาร ผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ถูกกล่าวโทษ ต่างล้มหายตายจากกันไปเกือบหมดแล้วครับ ยังคงเหลือจอมพลถนอม ที่อายุมั่นขวัญยืนจริง ๆ

เอกสารเหล่านี้ ผมไม่ยืนยันเรื่องความถูกต้องของเนื้อหา เพราะผู้บันทึกมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยืนยันความมีตัวตนอยู่จริงของเอกสารและความ ใกล้ชิด ความจริงอย่างที่สุดของเอกสาร

ได้แก่..
๑/ คำปราศรัยของคุณชวนในการเลือกตั้งทั่วไปที่ท้องสนามหลวงเมื่อปี ๒๕๒๒ สมัยเผด็จการเรืองอำนาจ
๒/ บันทึกส่วนตัวของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์หลังจากลี้ภัยไปต่างประเทศแล้ว
๓/ คำให้สัมภาษณ์ของมรว.เสนีย์ ปราโมช เรื่องการถูกปฏิวัติ
๔/ บันทึกเหตุการณ์วันประชุมครม.ก่อนเกิดเหตุการณ์นองเลือดของ คุณสุรินทร์ มาศดิศถ์ ตอนที่ได้บวชเป็นพระภิกษุแล้ว

ฯลฯ อีกหลายฉบับ แต่ชื่อเสียงของผู้บันทึกมิได้เป็นคนใหญ่คนโต แต่เขาก็มิได้มุ่งหมายอำนาจ หรือ ผลประโยชน์ทางการค้าใด ๆ
เพราะนอกจากท่านเหล่านี้แล้ว ผมมองไม่ออกว่า ใครจะใกล้ชิดเหตุการณ์ได้ยิ่งกว่า

จากคุณ : *bonny - [ วันปิยมหาราช 07:59:21 ]




ความคิดเห็นที่ 115

ดีครับ คุณบอนนี่

ถ้าเราตั้งคำถามตรงๆว่า.."ทำไม"..ไม่ว่ากรณีคุณเสกสรรค์หรือคนอื่นๆ ให้เจ้าตัวตอบ และให้คนอื่นๆตอบในคำถามเดียวกัน จำเป็นต้องมีครับ เสร็จแล้วค่อยมารวบรวมหาคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด

เช่นถามว่า ทำไมคุณเสกสรรค์ถึงสั่งเคลื่อนขบวน จากบริเวณพระบรมรูป ไปล้อมสวนจิตร ต้องถามหลายๆคนหลายๆทัศนะ รวมทั้งคุณเสกสรรค์ด้วย

วิธีคิดล่วงหน้าที่ว่าแบบที่คุณเขียนว่า....หากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณจริง ไม่ทราบว่า สมองส่วนไหนของคุณเสกสรรค์ตรองดูแล้วเห็นว่าเหมาะสมล่ะครับ
หากอยู่ลานพระรูปหรือราชดำเนินกลาง ไม่มีใครสามารถโอบล้อมขบวนประท้วงได้ และก็ไม่มีคำสั่งใด ๆ จากกองบัญชาการของศูนย์ฯ ให้เคลื่อนทัพ.........ในความเห็นที่ 114

วิธีคิดแบบนี้น่าจะไม่ถูกต้องนะครับ เพราะคนจะเขียนประวัติศาสตร์ ต้องก้าวพ้นอคติพวกนี้ คำว่า"หากสำนึก....." แบบนี้น่าจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทเจ้าตัวไปอีก ต้องระมัดระวังนิดนึงครับ

คุณต้องมองสภาพที่ตั้งหน่วยทหารบริเวณนั้นซีครับ ทั้งนั้นเลยครับ ทั้งหน่วยที่ตั้งทหาร ทั้งวังปารุสก์ ทั้งกองพันสารวัตรทหาร แค่เดินผ่านก็เสียวแล้วครับ

จริงๆแล้ว ที่บันทึกอยู่ในเว็บ 14 ตุลา(30 ปี) ก็สรุปไว้ได้ดีแล้วลองๆเทียบเคียงดูได้ครับ

ส่วนที่เรียบเรียงในเว็บสามัญชนก็พอฟังได้ หากจะหาเหตุผลในทุกพฤติกรรม ต้องลงลึกกว่านั้นจริงๆครับ

เฉพาะ 2 เว็บนี้แม้จะใกล้เคียง แต่รายละเอียดเหตุการณ์ไม่ตรงกันหลายจุดครับ เข้าใจว่า เว็บ14 ตุลา ก็เอามาจาก เว็บสามาัญชนนั่นแหละครับ แต่มีการตัดตอนให้เหตุผลคนละอย่างบางประเด็น

อย่างกรณีผู้นำขบวนสั่งเคลื่อนขบวนไปขอพึ่งพระบารมี
หากมองในแง่ดี ไม่ใช่ไปกดดันนะครับ

คนที่ร่วมต่อสู้ทั้งหมด ลึกๆต้องมีความกลัวครับ แล้วเวลาค่ำคืนเช่นนั้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ คนเราต้องหาที่พึ่งทางใจ

ผมได้ยินการประกาศก่อนเคลื่อนพลจากลานพระรูปว่าไปขอพึ่งพระบารมีครับ และเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

หากมองว่าไปกดดัน ก็อาจมองได้ แต่ไม่ถูกทั้งหมด

เขียนประวัติศาสตร์ต้องให้โอกาสข้อมูลเข้าถึงคนเขียนมากที่สุดครับ

อ้อ...มีคำให้การของ ดร.ป๋วย ที่ให้ไว้กับกรรมาธิการสภาคองเกรส ก็น่าอ่านนะครับสำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลา19

ผมฝากไว้นิดเดียว ไม่ว่าจะเขียนแบบใหน ขอให้ตัดอคติออกให้มากที่สุด ใช้เหตุผลและหลักฐาน หากพยานบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ ควรให้เกียรติสอบถามก่อนเผยแพร่

ทุกข้อเขียนเชิงประวัติศาสตร์ ต่างมีผลต่อคนอ่านไม่มากก็น้อย

ถ้าเป็นแค่บอกใครทำอะไรที่ใหนอย่างไร แค่นี้พอรับได้ แต่หากเพิ่มคำว่า"ทำไม" ลงไปด้วยต้องพิจารณาให้ถ่องแท้

ความน่าเชื่อถือ นอกจากหลักฐานทั้งเอกสารและบุคคลแล้ว..คนเขียนต้องแสดงจุดยืนอย่างเป็นกลางอย่างแท้จริง

ยังเป็นกำลังใจครับ

จากคุณ : can - [ วันปิยมหาราช 13:29:54 A:203.154.132.143 X: ]




ความคิดเห็นที่ 116

คุณcan..

เรื่องของข้อมูลก็ส่วนข้อมูลครับ บทวิจารณ์ของผมก็ส่วนบทวิจารณ์ครับ ไม่เหมือนกัน
ความเหมาะสมที่คุณเสกสรรค์กระทำลงไป เป็นบทวิจารณ์ของผมเองครับ เขาอาจคิดหรือไม่คิดอย่างที่ผมวิเคราะห์ก็ได้ สิ่งใดที่เขาทำไปแล้ว ผมวิจารณ์ได้ แม้เขาจะคิดในทางที่ดี แต่วิธีการไม่เหมาะ ผมก็มีสิทธิ์วิจารณ์ได้

แม้จะไปสอบถามแล้ว เขาบอกว่า บริสุทธิ์ใจ ก็
ไม่จำเป็นว่า เขาคิดในแง่ดีแล้วผมไม่สมควรวิจารณ์การกระทำนะครับ

ถ้าทุกม็อบเดือดร้อน กดดัน ถูกรังแก ยกขบวนไปสวนจิตรกันหมด อะไรจะเกิดขึ้นครับ
พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองนะครับ ไม่เช่นนั้นเราจะมีนายกไปทำไมกัน

ผมยังขอยืนยัน คำวิจารณ์ที่ว่า นายเสกสรรค์กระทำไม่เหมาะสมทั้งความคิดอ่านและการกระทำครับ และเป็นมูลเหตุน้อย ๆ ในหลายมูลเหตุที่ทำให้เกิดการนองเลือดและมีคนบาดเจ็บล้มตายที่หน้าวังโดยไม่จำเป็น

จากคุณ : *bonny - [ วันปิยมหาราช 14:42:17 ]




ความคิดเห็นที่ 117

เฮ้อ กว่าจะอ่านจบ เหนื่อยมาก จะเซฟไว้ก็กลัวไม่ได้กลับมาอ่าน เลยต้องอ่านจนจบ
ตอนเกิดเหตุการณ์เรายังเล็กมาก (สี่ขวบ) แต่ก็สนใจประวัติศาตร์ช่วงนี้มาโดยตลอด รู้สึกแย่มาก ๆ กับเหตุการณ์ในช่วงนี้ อ่านหรือได้ดูเทปบันทึกภาพทีไร อดน้ำตาซึมไม่ได้ทุกที
ขอบคุณคุณbonny ที่รวบรวมมาให้อ่าน ถ้ามีกระทู้ต่ออีก ช่วย ๆ กันโหวตไว้หน้าแรกนะคะ จะได้ตามอ่าน (ปกติไม่ค่อยเข้ามาที่ราชดำเนินเท่าไหร่น่ะค่ะ)

จากคุณ : เงือกน้อยกลอยใจ - [ วันปิยมหาราช 15:40:14 ]




ความคิดเห็นที่ 118

ตามความเห็นที่ 74-75 ค่อนข้างเป็นความเห็นที่ไม่เป็นธรรมครับ

ถ้าคุณดูรายการถึงลูกถึงคน ที่อาจารย์สมบัติยืนยันรับประกันเพื่อนๆที่ร่วมทำงานกัน ท่านยังบอกตรงๆว่าไม่มีใครมีพฤติกรรมเป็นคอมมูนิสต์ แต่คุณก็ยังลากออกมาอีก

แบบนี้แหละครับ ความคิดเห็นหรือข้อวิเคราะห์ที่ไม่มีฐานของความจริง

ถ้าคุณเข้าใจคำว่า อำนาจมืด และการใช้กำลังสลายม้อบ
เป็นใครก็กลัวครับ การพึ่งพระบารมีคือสิ่งสุดท้ายที่พวกเราคิดถึงครับ

เหตุทำร้ายกัน มันไม่ใช่เพราะไปล้อมวัง แต่มันเกิดเพราะตำรวจไม่เปิดทางให้กลับบ้านครับ ดูดีก่อนที่จะไปวิเคราะห์แบบไม่ดูเหตุการณ์

ความรับผิดชอบในการยุติการชุมนุมมันเสร็จสิ้นไปแล้ว ตั้งแต่การร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี

แม้พวกผมเองก็เดินกลับมาทางวัดเบญจฯ ก็ไม่อยู่ในเหตุการณ์ด้านโน้นครับ เพราะะด้านผมไม่มีตีกัน เห็นแต่เขาวิ่งหนีกันมา พร้อมกับข่าวคนตะโกนว่าตำรวจยิงพวกเราแค่นั้นเองครับ

ถ้าจะกล่าวหาคุณเสกสรรค์ในช่วงนั้น ผมอยากบอกว่า พวกผมยืนยันและเห็นด้วยในการเดินไปพึ่งพระบารมีครับ

ถ้าจะโทษมันต้องโทษตั้งแต่ก้าวแรกที่พวกเราเดินออกจากธรรมศาสตร์โน่นแล้วครับ มันมีจุดให้โทษกันมากมาย

โทษมาตั้งแต่การเดินแจกใบปลิวไปโน่น
โทษตั้งแต่เรียกร้องรัฐธรรมนูญในรามคำแหงพร้อมๆกับข้อเรียกร้องให้คืนสภาพนักศึกษา

โทษฯลฯ....โทษได้อีกเยอะครับ อย่าไปโทษอะไรหรือใครเลยครับ ทุกอย่างมันได้รับการนิรโทษกรรมมาหมดแล้ว การกล่าวอ้างในเว็บ โดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสแก้ตัว มันไม่แฟร์ครับ
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ถ้าเป็นไปได้ข้อความนี้ น่าจะเขียนใหม่ทั้งย่อหน้า เพราะเหมือนนิยายมากไปหน่อย..........
๑๐.๔๐น.เป็นต้นไป
พลังมวลชนที่ถูกควบคุมอย่างมีแบบแผนได้สลายไปแล้ว กลายเป็นกลุ่มย่อยที่รวมตัวกันไม่ติด ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทำ ไม่มีผู้นำเด็ดขาด เห็นตำรวจ ทหารที่ไหนก็ถือเป็นศัตรูไปหมด ส่วนหนึ่งบุกไปที่กรมประชาสัมพันธ์ เพราะเป็นแหล่งข่าวของทางการ หน่วยกล้าตายส่วนหนึ่งบุกเข้าไปเผาอาคารของกรมประชาสัมพันธ์ และเผากรมสรรพากรที่อยู่ใกล้เคียง ข้าราชการข้างในหลายคนติดอยู่ในกองเพลิงออกมาไม่ได้ มีบางคนปีนออกมาทางหน้าต่างแล้วกระโดดจากชั้นบนลงมา เขาพวกนั้นตายด้วยและได้รับการขนานนามว่า วีรชน เช่นกัน
“เผากองสลากเลย มันเป็นตัวมอมเมาประชาชน” มีเสียงชายคนหนึ่งตะโกนขึ้น แล้วอีกหลายคนก็เฮโลไปที่กองสลากกินแบ่งที่ถนนราชดำเนิน
รถเมล์หลายคันถูกเผาทำลาย อีกหลายคันถูกยึดเป็นพาหนะของผู้ประท้วง อาวุธของผู้ประท้วงเป็นมีด และไม้ และเหล็ก มีปืนสั้นบ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนหนึ่งยึดมาจากตำรวจที่บาดเจ็บและยอมจำนน
สถานการณ์ลุกลามไปเป็นจลาจลทั่วกรุงเทพฯ ตำรวจที่อยู่ตามโรงพักต่างถอดเครื่องแบบออกและปลอมเป็นประชาชน สถานที่ราชการและแม้แต่เสาไฟจราจรตามสี่แยกถูกผู้ประท้วงทำลายอย่างบ้าคลั่ง ..ไม่ใช่ต้องการเรียกร้องประชาธิปไตยแล้ว จากนี้ไปเป็นการกระทำเพื่อล้างแค้นให้ตายกันไปข้างหนึ่งเท่านั้น..

วีรชนที่แท้จริง หรือบางท่านอาจจะเรียกว่า พวกเสียสติก็ได้ ได้ยึดรถเมล์โดยสาร และรถขยะแล้วขับเข้าชนรถถัง แต่ถูกยิงเสียชีวิตก่อนที่จะทำการสำเร็จ ที่กระทำการสำเร็จ คือ ชนรถถังได้ แต่ตัวเองก็ต้องตายอยู่ในรถนั่นเอง
.............................................................
เพราะต่อมาก็บอกเวลาครับ....เผากองสลาก กับตึก กตป.น่ะใช่ครับ

แต่กรมประชาสัมพันธ์กับกรมสรรพากร ยังอยู่อีกนานครับ
เพราะผมอยู่หน้ากรมสรรพากร(ด้านสนามหลวง)จนบ่ายเกือบๆ บ่าย 3 โมงเย็นยังอยู่ดีอยู่เลยครับ ตรวจสอบเวลาได้ก็จะดีครับ

ส่วนที่สงสัยว่าทำไมไม่ปล่อยให้นายกสัญญาทำงานหรือรัฐบาลใหม่ทำงาน ต้องตอบว่ายังไม่มีคณะรัฐมนตรีครับ มีนายกคนเดียว

ส่วนจอมพลทั้งหลายยังเป็นทหารอยู่ครับ ยังมีอำนาจทางทหารเช่นเดิม อย่าลืมว่าจอมพลถนอมเป็นนายกครั้งแรก ก่อนจอมพลผ้าขะม้าแดง 9 เดือน ตั้งแต่ 2500 โน่นแล้วครับ ปล่อยให้ผ้าขะม้าแดงครองเมืองแค่ 4 ปี ก็กลับมาเป็นนายกใหม่ คราวนี้ลากยาวมาอีก 12 ปี ความอาลัยอาวรณ์ในอำนาจมันต้องมีแน่นอน ทหารตำรวจก็อยู่ในมือทั้งหมดครับ ก็ครองเมืองมา 16 ปี มันก็ติดในอำนาจทั้งนั้นครับ

ถ้าไม่เดินทางออกนอกประเทศ เรื่องก็ไม่จบ

จากคุณ : can - [ วันปิยมหาราช 20:49:00 A:203.154.132.161 X: ]




ความคิดเห็นที่ 119

ผมว่า ที่คุณแคน เขาว่า ก็น่า จะถูกต้องน๊ะครับ สำหรับความคิดของผม ( ผมก็ไม่ได้คิดหรอกครับว่าใครจะคิด ต่างกับผมอย่างไร แต่ ณ. เวลานั้น ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ก็ลอง ดูภาพ สื่อ ณ. เวลานั้น ผมเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจขอผม ก็แล้วกันครับ )

ผมมิได้วิจารณ์ น๊ะครับ

แต่เหตุการณ์ในคราวนั้น ทำให้คิดว่า อย่างที่ผมคีย์ จริง ๆ

ของฟรี ไม่มีในโลก

ทุกสิ่งทุกอย่างต้องแลกมาทั้งสิ้น

จากคุณ : soco - [ วันปิยมหาราช 21:41:08 ]




ความคิดเห็นที่ 120

ผมคิดว่าคุณบอนนี่ลองไปอ่าน
สารคดี ฉบับพิเศษ 14ตุลา , หนังสือ "วันมหาปิติ"
และบทสัมภาษณ์ เสกสรรค์ ประเสริจกุลที่มีชื่อว่า "ปากคำประวัติศาตร์"
และหนังสือที่เขาเขียนเองที่ชื่อว่า "มหาวิทยาลัยชีวิต"
สนพ.สามัญชน
มาอ่านดูหน่อยครับ
คิดว่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น
โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่าพาขบวนไปพึ่งในหลวง

ความคิดของคนวัยหนุ่มนั้น(เสกสรรค์สมัยนั้น) สามารถวิเคราะห์อะไรๆได้แตกฉานเหมือนพวกแก่ๆเขี้ยวลากดินแบบคุณได้หรือเปล่า? ต้องมองตรงนี้ด้วย

ที่สำคัญ ถ้าทหารตำรวจ ไม่ใช้กำลังรุนแรง
เหตุการณ์จะบานปลายหรือ?

สังเกตดู คุณบอนนี่อ่านแต่เอกสารของ พรรคปชป. ทั้งนั้นเลย (คุณlist มาให้ดูเองเลย ว่าคุณเอาข้อมูลมาจากไหนบ้าง)
ทั้งคุณชวน คุณเสนีย์ คุณสุรินทร์
ซึ่งในสมัยนั้น พรรคปชป. เป็นลูกผสมครับ
คือไม่กล้าเรียกร้องปชต.แท้จริงกับประชาชน และก็ไม่กล้าพอที่จะอยู่ข้างข้าราชการ เผด็จการเต็มตัว ดูลู่ทางลมอยู่ครับ ว่าฝ่ายไหนได้เปรียบ ก็พร้อมเปลี่ยนสี แต่อาศัยคารมพูดให้ดูดีเท่านั้นเอง (เขาเลยตั้งฉายาพรรคนี้ว่า "แทงกั้กตลอดกาล" ไงครับ)
เขาว่ากันว่า ปชป.พลาดอย่างยิ่งในช่วงเหตุการณ์6 ตค ที่อ่อนข้อให้กลุ่มขวาจัด เพราะดูลู่ทางลมแล้ว กลุ่มขวาจัดมาแน่ ชนะแน่

ถ้าเป็นสมัยอ.คึกฤทธิ์ละก็ 6ตค ไม่มีทางเกิดได้ครับ

เอกสารของคุณเสนีย์ คุณชวน คุณสุรินทร์ ก็ย่อมแก้ตัวให้พรรคตัวเองอยู่แล้ว
ลองหาเอกสารจากฝ่ายประชาชนที่ไม่ได้อยู่ช้างใดเลยมาอ่านบ้างครับ
จะรู้อะไรเป็นอะไร

นักการเมืองเขาพูดเก่งครับ
พูดดำเป็นขาวยังได้
ฟังหูไว้หูครับ

และที่คุณบอกว่า
"ถ้าทุกม็อบเดือดร้อน กดดัน ถูกรังแก ยกขบวนไปสวนจิตรกันหมด อะไรจะเกิดขึ้นครับ
พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองนะครับ ไม่เช่นนั้นเราจะมีนายกไปทำไมกัน"

แสดงว่าคุณไม่เข้าใจอะไรเลย!!!!!!!!!!!!!

เหตุการณ์14 ตุลานั้น มันไม่ใช่แค่ม้อบนะครับ
ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีวิกฤติขนาดนี้มาก่อนเลย
(อย่าว่าแต่คนมาชุมนุม5แสนคนเลย แค่5คนก็เป็นกบฎ ถูกตั้งข้อหาร้ายแรงมีโทษประหารชีวิตด้วยม.17 ของคุณถนอม(นายกฯสมัยนั้น)ได้แล้วครับ)

และนายกฯที่คุณว่ามีไปทำไม ทำไมไม่ไปคุยกะเขา ทำไมต้องพึ่งในหลวง นั้น ก็ไม่เหมือนนายกฯแบบที่คุณเข้าใจนะ
เพราะสมัยนั้น นายกฯเป็นแค่ชื่อ
แต่จริงๆแล้วเป็นระบบเผด็จการทหารเต็มรูปแบบครับ
ไม่ใช่แบบนายกที่ ประท้วง และเรียกร้องคุยกันได้แบบหลังๆนะ

ตอนแรกเห็นคุณพล่ามมาเยอะ ก็นึกว่ารู้ข้อมูลเยอะดี ท่าจะรู้จริง
อ่านไปอ่านมาก็โอละพ่อ เทพมนตรี2 ดีๆนี่เอง

ความเห็นผมแล้ว บางครั้ง เรื่องคอขาดบาดตายของชาติ ก็ต้องคิดถึงทุกสถาบัน(รวมทั้งสถาบันกษัตริย์ด้วย) แม้ว่าตามกฎหมาย ในหลวงจะอยู่เหนือการเมืองก็ตาม
คุณอย่ามาอ้างข้างๆคูๆ คำก็เหนือการเมือง สองคำก็เหนือการเมืองเลยครับ

14ตุลานั้น ถ้าในหลวง ไม่ออกมาห้ามปรามฝ่ายประชาชนนักศึกษา(จริงๆแล้ว ในหลวงออกมาห้ามปรามทั้งสองฝ่าย)
เขาว่ากันว่า
เผลอๆ "ถนอม ประภาศ ณรงค์" ไม่มีโอกาสมาแก้ตัวให้ตัวเองเหมือนทุกวันนี้ด้วยซ้ำ เพราะตายไปแล้วครับ ตั้งแต่วันนั้น

ประชาชนฟังในหลวง เหตุการณ์มันเลยยุติแค่นั้นไงครับ!!!!!!!!!!!!

แก้ไขเมื่อ 23 ต.ค. 46 23:49:09

จากคุณ : ไท (แดนไท) - [ วันปิยมหาราช 23:46:31 ]





ความคิดเห็นที่ 121

เห็นด้วยครับคุณไท

เวลาวิเคราะห์หรือจะให้ความเห็นในสิ่งที่ตัวเองไม่อยู่ในเหตุการณ์ ยิ่งต้องอ่านมากเป็นพิเศษ

ถ้าแยกแยะข้อมูลส่วนข้อมูล ความเห็นส่วนความเห็น มันไม่ผิดหรอกครับ

คำว่า"วีรชน"ในย่อหน้าต่อไปนี้เป็นข้อมูลหรือความเห็นครับ
........"วีรชนที่แท้จริง หรือบางท่านอาจจะเรียกว่า พวกเสียสติก็ได้ ได้ยึดรถเมล์โดยสาร และรถขยะแล้วขับเข้าชนรถถัง แต่ถูกยิงเสียชีวิตก่อนที่จะทำการสำเร็จ ที่กระทำการสำเร็จ คือ ชนรถถังได้ แต่ตัวเองก็ต้องตายอยู่ในรถนั่นเอง"...........

ผมนึกว่าอ่านนิยายครับ...ข้อมูลส่วนนี้มาจากใหนครับ

ที่ผมอยากให้เทียบเคียงข้อมูลก็เพราะสาเหตุนี้ครับ

อย่างที่บอกแต่แรก ให้รู้ว่า ใคร ทำอะไร ที่ใหน อย่างไร น่าจะเพียงพอ

แต่คำถามว่า"ทำไม" เป็นคีย์สำคัญ ถ้ารู้ไม่จริงงดเว้นไว้ให้คนรู้จริงหรือตัวเขาบอกดีกว่าครับ

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 01:47:18 A:203.154.132.161 X: ]




ความคิดเห็นที่ 122

ส่งท้ายอีกที ผมวิเคราะห์ว่าคุณมีอคติกับอ.เสกสรรค์ ครับ

บทความนี้ก็ไม่ผิดกับนายเทพมนตรี นั่นเองครับ

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 02:05:33 A:203.154.132.161 X: ]




ความคิดเห็นที่ 123

คุณไท คุณcan..

แล้วแต่มุมมองก็แล้วกันนะครับ
ณ เวลานั้น ยังไม่มีใครทำอะไรให้กดดันมากพอที่จะเคลื่อนขบวนไปหน้าวังนะครับ

เป็นการดำเนินการโดยพลการหรือไม่?
ได้ปรึกษากับแกนนำศูนย์คนอื่น ๆ หรือไม่?
ณ เวลา ๒๐.๐๐น.ผลการหารือของตัวแทนกับรัฐบาลได้ข้อสรุปว่า ยอมปล่อยตัวนักโทษโดยไม่มีเงื่อนไข แต่..การประสานงานของศูนย์นิสิตฯ ไม่ดีพอ ทำให้ยังมีผู้ชุมนุมที่ไม่รู้เรื่องอีกมาก

๒๑.๐๐น.
วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ออกข่าว การปล่อยตัว ๑๓ ผู้ต้องหาอย่างไม่มีเงื่อนไข อย่าให้มีการก่อกวนความสงบ ถ้ามี จะถือว่าผู้นั้นไม่ใช่นักเรียน นิสิต นักศึกษา หากแต่เป็นฝ่ายตรงข้าม

๒๒.๓๐น.
ทางศูนย์ประกาศข่าวดังกล่าวซ้ำอีกครั้งและให้สลายตัว มีบางส่วนกลับบ้าน แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่เพราะดึกแล้วไม่มีรถกลับ และบางคนมาจากต่างจังหวัดไม่มีที่พัก

นั่นเป็นคำบันทึกของนักข่าวนสพ.ผู้หนึ่ง ซึ่งต้องนำข่าวไปลงในฉบับเช้า
แต่ตกดึกคืนนั้น กลับมีการเคลื่อนขบวนต่อ...ดังที่กล่าว

ถามว่า..คำประกาศของศูนย์ไปไม่ถึงหรือ?
คำประกาศของกรมประชาฯ ทางวิทยุ นักศึกษาทุกคนเปิดรอฟังข่าวอยู่ ไปไม่ถึงหรือ?

มีคำตอบออกมาในภายหลังว่า รู้และทราบแล้ว แต่ในอีกขณะหนึ่งก็มีผู้ปล่อยข่าวว่า ถูกหักหลัง นศ.ที่ขอเข้าพบถูกยิงตาย
อีกส่วนหนึ่ง ขอให้เปลี่ยนมติเรียกร้องเป็น "ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำในคณะรัฐบาล"

จะอย่างไรก็แล้วแต่.. ยังไม่มีวิกฤตการณ์อันควร ให้เคลื่อนทัพแยกตัวออกไปจากกลุ่มใหญ่ที่ชุมนุมอยู่ที่ลานพระรูปและที่ราชดำเนินกลาง
พูดง่าย ๆ คือ การเคลื่อนปากกระบอกปืนของรัฐบาลยังไม่ได้กระทำ ยังไม่ได้กดดัน

ในการชุมนุมประท้วง สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดก็คือ การแตกจากกลุ่มใหญ่ออกไป และดำเนินการตามลำพังนี่แหละครับ

ส่วนการกล่าวหาระหว่างกันในหมู่แกนนำนศ.นั้น เป็นคำบอกเล่าของนายสมบัติเอง ผ่านทางนสพ.คม ชัด ลึกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ลองไปหาอ่านดูนะครับ มีคำกล่าวหาว่า "คอมมิวนิสต์" ต่อนายเสกสรรค์ด้วย

ความขัดแย้งนี้ เกิดขึ้นในคืนวันที่ ๑๔ ตุลานั่นเอง คำประกาศจากแกนนำนศ.ผ่านโทรโข่งในกลุ่มที่ชุมนุมอยู่ส่วนใหญ่ที่บริเวณพระรูปด้านสวนดุสิต บอกให้ผู้ชุมนุมอย่าเคลื่อนไหวตามนายเสกสรรค์ และมีการกล่าวหาด้วยว่า นายเสกสรรเป็นคอมมิวนิสต์

นั่นเป็นบันทึกที่ตรงกันของหนังสือ ๓ ฉบับ

ส่วนเจตนาในใจของคุณเสกสรรค์ ณ เวลานั้น ผมไม่ทราบ
แต่บอกแล้วว่า แม้เป็นเจตนาดี ก็รับฟังไม่ได้ทั้งสิ้น

หลังเหตุการณ์ไม่นาน คุณเสกสรรค์ก็ได้เข้าป่าไปใช้ชีวิตเป็นผู้มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ และพบรักกับคุณจีรนันท์ พริตปรีชา แต่งงานแต่งการกันในป่านั่นเอง คุณเสกสรรค์มีความคิดอ่านเป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่ คงมิต้องสงสัยหรอกครับ เพราะความจริงมันปรากฏอยู่

ก็อย่างที่ผมโพสต์ในตอนหนึ่งว่า อุดมการณ์ของนักศึกษาหลัง ๑๔ ตุลา มีวัตถุประสงค์จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง"จริง" มิเช่นนั้น ในห้องกิจกรรมคงไม่มีหนังสือการปฏิวัติมวลชน ลัทธิมาร์กซิสม์ เลนินซิสม์ และจัดงานรำลึกจิตร ภูมิศักดิ์ใหญ่โตกว่างานวันที่ ๕ ธค.เสียอีก
ในขณะที่ในห้องกิจกรรมแขวนรูปของเลนิน เช คูวาร่า เหมาเจอตุง และแม้แต่ภาพผู้นำโฮจิมิน (บรรยากาศที่ว่า เฉพาะในธรรมศาสตร์นะครับ)

ผมไม่มีอคติกับนายเสกสรรค์ใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่รู้จะอคติไปทำไม เราก็เป็นฝ่ายเดียวกันเพียงแต่บั้นปลายของแนวความคิด ไม่ตรงกัน

แต่ การยกขบวนไปหน้าวัง และบุกรุกเข้าไปในวัง หากถูกยิงตายเสียส่วนมากโดยทหารที่รักษาการณ์ วิกฤตนี้จะกลับเป็นโอกาสของฝ่ายบ้านเมืองในการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์

ส่วนหนังสือต่าง ๆ ที่แนะนำมา ก็ขอขอบคุณครับ ผมอ่านมามากแล้วกับเหตุการณ์นี้ มิใช่แค่ ๓ เล่มอย่างที่เข้าใจ แต่คัดมาเฉพาะที่ผมคิดว่า น่าเชื่อถือมากทีสุด
ส่วนใครจะเชื่อถือหรือไม่ก็มิได้บังคับครับ ควรจะใช้วิจารณญาณของตนเองประกอบ เพราะผมก็แยกให้เห็นคร่าว ๆ แล้วว่า อะไรเป็นข้อมูล อะไรเป็นบทวิจารณ์

ส่วนเวลาเกิดเหตุ เขาบันทึกเอาไว้เช่นนั้นเพราะเป็นบันทึกของผู้สื่อข่าว จำเป็นต้องระบุเวลานำเสนอครับ
ความคลาดเคลื่อนอาจเป็นไปได้ แต่ก็มิใช่สาระสำคัญอะไร สำคัญว่า มันเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือไม่มากกว่า

ส่วนวีรชนขับรถเมล์ รถขยะพุ่งชนรถถังนั้น เป็นข้อมูลจริงที่มีบันทึกอยู่ในหนังสือเกี่ยวกับเหตุการณ์ และนสพ.ในวันหลังเหตุการณ์
ใครจะมานึกเอาเอง เขียนเอาเองได้ล่ะครับ

ส่วนคุณไท ที่บอกว่า ผมอ่านแต่หนังสือของพรรคปชป.เขียน
ไม่จริงหรอกครับ

ก่อนวันที่ ๖ ตุลา พรรคปชป.เป็นรัฐบาล มีการกล่าวหาสมาชิกพรรค ๔ คนเป็นคอมมิวนิสต์โดยวิทยุยานเกราะและนสพ.ดาวสยาม
หนึ่งในสี่คนนั้น ผมเข้าพบพร้อมดร.เจริญ คันธวงศ์ เพื่อที่จะยื่นหนังสือก่อนที่จะมีเหตุการณ์นองเลือด ได้พูดคุยและทราบข้อเท็จจริงบางอย่างของการบิดเบือน

เอกสารที่ผมกล่าวมาก็มาจากผู้สื่อข่าวนสพ.ดาวสยามในอดีตนั่นเอง คุณคงไม่คิดนะครับว่า เขาเป็นพวกของปชป.ด้วย

ส่วนเรื่องหม่อมคึกฤทธิ์อะไรนั่น ผมว่าไม่เกี่ยวนะ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล(ที่มาจากการเลือกตั้ง) ในเวลานั้น ก็ไม่มีทางรอดไปได้หรอกครับ เพราะมันเป็นแผนการที่มีการวางไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ (ตัวหม่อมคึกฤทธิ์เองยังถูกทหารบุกไปพังบ้าน โมโหจนตัวสั่น)

ตอนที่เหยื่อล้มไปแล้ว พวกนี้ยังกัดกันเองเพื่อชิงจ่าฝูงด้วยซ้ำ

จากคุณ : *bonny - [ 24 ต.ค. 46 08:58:16 ]




ความคิดเห็นที่ 124

คุณบอนนี่กำลังเข้าใจคำว่าใส่สีตีไข่ กับความเป็นจริงเป็นเรื่องเดียวกัน

คุณลองกลับไปอ่านข้อความที่คุณเขียนเองซีครับ ตรงคำว่าวีรชนอะไรนั่น คุณไม่ควรไปใส่คำว่าวิกลจริตดังเช่น..วีรชนที่แท้จริง หรือบางท่านอาจจะเรียกว่า พวกเสียสติก็ได้ ได้ยึดรถเมล์โดยสาร....แบบนี้ไงครับ คุณไปตั้งให้เป็นวรีชนที่แท้จริง เป็นพวกเสียสติไ้ยังไง

คุณบอกไม่ให้เชื่อบทความนี้ แต่ไม่ทราบจุดมุ่งหมายตามหัวข้อกระทู้ ฟังดูมันไม่ขัดกันหรือครับ

ช่วงที่ธีรยุทธ์กับเสกสรรคุยกันตอนตีสามคุณเอาไปทิ้งไ้ว้ที่ใหน ตอนที่เขาบอกว่าธีรยุทธ์พาเสกสรรค์เข้าเฝ้า คุณมีเจตนาอะไร

ยิ่งประโยคที่คุณพยายามโน้มน้าวให้ผู้คนเห็นว่าคุณเสกสรรค์อยากให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง

คล้ายๆคุณจะบอกว่า เสกสรรค์พาคนไปตาย

ถ้าคุณตั้งธงไว้แค่นี้ ผมว่าคุณคิดเอาเอง และอาจทำให้คนอื่นเข้าใจผิดได้ครับ

เลิกเถอะครับวิธีการแบบนี้ ประชาธิปัตย์เขาก็ชอบใช้วิธีแบบนี้ครับ

ถ้าให้ดีตั้งกระทู้ขึ้นมาว่า คุณคิดว่าเสกสรรค์ พาคนไปตาย แบบนี้น่าจะดีกว่าไปลากเอาอะไรต่อมิอะไรมาเคลือบเอาไว้ โดยซ่อนจุดประสงค์ที่แท้จริงเอาไว้

แบบนี้เป็นลูกผู้ชายมากกว่ากันเยอะเลยครับ

หนังสือ 3 เล่มที่คุณบอกมา บางเล่มหาไม่ได้แล้ว ทั้ง 3 เล่ม คือชื่ออะไรบ้าง ใครเป็นคนเขียนครับขอเป็นข้อมูลเทียบเคียง เผื่อคนอื่นเขามีอยู่จะได้เอาออกมาดูกันว่าใครโกหกใครของแท้

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 14:52:38 A:203.154.132.142 X: ]




ความคิดเห็นที่ 125

ที่จริงในเว็บสามัญชนกับเว็บ 30 ปี 14 ตุลา เขาสรุปให้ฟังแล้ว ข้อมูลดีไม่กล่าวหาใคร เป็นส่วนตัว คุณน่าจะศึกษาวิธีการเขียนจาก 2 เว็บนั้นได้ครับ

แล้วคุณจะรู้ว่า วิธีเขียนอิงข้อเท็จจริงกับการใส่ความเห็นลงไปในข้อเขียนเป็นยังไง

อย่าลืมว่า คนในรุ่น 14 ตุลา มีคำหนึ่งคือที่พวกเรายึดถือคือ "ความเป็นธรรมในสังคม" ถ้าคุณไม่ให้ความเป็นธรรมกับคนอื่น ก็ไม่ควรเขียนบทความบอกกล่าว "ความจริง" ทั้งๆที่มันเป็น..."ความจริงในสายตาคุณบอนนี่".....

ขอร้องเถอะครับ มือไม่ถึง

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 15:02:39 A:203.154.132.142 X: ]




ความคิดเห็นที่ 126

ประเด็นนี้นะครับ
ส่วนการกล่าวหาระหว่างกันในหมู่แกนนำนศ.นั้น เป็นคำบอกเล่าของนายสมบัติเอง ผ่านทางนสพ.คม ชัด ลึกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ลองไปหาอ่านดูนะครับ มีคำกล่าวหาว่า "คอมมิวนิสต์" ต่อนายเสกสรรค์ด้วย

คุณเชื่อเลยใช่มั๊ยครับ คุณยังเชื่อแค่"คำกล่าวหา" แค่นี้เองหรือครับ

ต้องพิสูจน์ซีครับ ใครพูด พูดยังไง พูดกี่คน จะได้ความจริงครับ

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 17:00:44 A:203.154.132.142 X: ]




ความคิดเห็นที่ 127

อ้อ...ข้อมูลไม่ต้องไปหาใกลที่ใหน เนชั่นสุดสัปดาห์ลงให้อ่านแล้ว ขอคัดมาให้อ่านเล่นๆนะครับ
........................................................................
ดร.เสกสรรค์ ได้ให้บอกเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวกับผู้สื่อข่าว 'ประชาชาติ รายสัปดาห์' (ฉบับ 1 สิงหาคม 2517) ตอนหนึ่งว่า..

"บทบาทของผมในฐานะกรรมการศูนย์ฯ ค่อนข้างสับสน ผมต้องเข้าร่วมวางแผนในฐานะชาวธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และคุมหน่วยปฏิบัติงานต่างๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายคือวันที่ 13 ผมตัดสินใจเลือกด้านปฏิบัติการ เพราะการควบคุมขบวนประชาชนเป็นของยาก ผมจับงานนี้มาแต่แรก มีความเข้าใจดี เลยคิดว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่า

"แต่เหตุการณ์วันที่ 13 ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ผมไม่สามารถติดต่อกับกรรมการศูนย์คนอื่นๆ ได้เลย ผมจึงตัดสินใจเองตามสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น การเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะฝูงชนรอคอยมาหลายวันแล้ว การหยุดอยู่กับที่นานจะทำให้เขาทนไม่ได้ เกิดความระส่ำระสาย ผมจึงตัดสินใจเคลื่อนไปช้าๆ ให้เขารู้สึกว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า

"คืนวันที่ 13 ตอนหัวค่ำ กรรมการศูนย์ฯคนหนึ่งมาบอกผมว่ารัฐบาลจะปล่อย 13 คน และจะให้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี ผมถามเขาว่าถ้าประชาชนไม่ยอมจะทำอย่างไร ที่ชุมนุมมีคนอารมณ์ร้อน ต้องการเร็วกว่านั้น ซึ่งเขาก็เห็นด้วย ขอตัวไปประชุม ส่วนผมไปไม่ได้ ต้องคุมขบวน

"ประมาณ 3 ทุ่ม ผมเริ่มกระวนกระวายใจ เรียกหากรรมการศูนย์ฯ ที่แยกตัวไปประชุม ผมรู้สึกถูกทอดทิ้งให้ตายคนเดียว จึงรีบเคลื่อนรถบัญชาการไปรวมกับรถพยาบาล มีคนมาบอกว่าเมื่อสักครู่นี้คุณสมบัติ (ธำรงธัญญวงศ์) ได้ขึ้นไปพูดบนรถอีกคันหนึ่ง... ผมบอกให้เขาอย่าเพิ่งพูด มาปรึกษากันก่อน เพราะถ้าพูดไม่ถูก ฝูงชนจะไม่ฟังเราต่อไป แต่พรรคพวกผมทำเลยไป ไปล็อกแขนสมบัติไว้ จนเขาคิดว่าผมทรยศต่อเขา จึงหายออกไปจากรถบัญชาการ

"ตอน 5 ทุ่มกว่า ผมชักเอะใจว่ากรรมการศูนย์ฯหายไปไหน พีรพล (ตริยะเกษม) นายกองค์การธรรมศาสตร์ บอกว่าคงชะตาขาดหมดแล้ว ผมใจหายวาบ คิดอะไรไม่ออก อีกทั้งมีคนส่งข่าวมาถึงผมเป็นระยะๆ ล้วนแล้วแต่ข่าวร้ายทำลายขวัญทั้งสิ้น ที่สำคัญมีว่า ตอนตี 1 ฝ่ายทหารจะบุกเข้าทำลายฝูงชน โดยใช้รถดับเพลิงและแก๊สน้ำตา จะฆ่าผู้นำนักศึกษาบนรถบัญชาการ ซึ่งหมายถึงตัวผม ผมปลงตกว่าตายเป็นตาย รวบรวมสติขึ้นไปพูดบนรถอย่างสุขุม รอบคอบ จริงจัง ถามฝูงชนในเวลานั้นว่าจะได้รัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี จะช้าไปไหม ทุกคนตะโกนกลับมาว่าต้องการเร็วกว่านั้น ผมขอให้เขาคิดอย่างสงบ 5 นาที จึงถามใหม่ คราวนี้มีบางส่วนบอกว่าพอแล้ว แต่ส่วนใหญ่บอกให้สู้ต่อไป ตายเป็นตายด้วยกัน

"ขณะนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งท่าทางรุนแรงมาก วิ่งมาที่รถ บอกให้บุกโจมตีสวนรื่นฯ ผมคิดว่าถ้าทำอย่างนั้นการจลาจลจะต้องเกิดขึ้นในกลางดึกอย่างแน่นอน ตอนนั้นผมคุมฝูงชนไม่อยู่แล้ว จึงตัดสินใจเคลื่อนไปที่สวนจิตรฯด้วยเหตุผลทางยุทธวิธี อย่างน้อยที่สุดแถวนั้นมีคูน้ำล้อมรอบ และติดกับสนามม้า ถ้าถูกโจมตีก็ทำได้ด้านเดียว ผิดจากลานพระรูปซึ่งทำให้ถูกโจมตีรอบทิศทาง

"พอไปถึงสวนจิตรฯ ผมได้ยินเสียงโจมตีจากด้านเขาดินว่า ผมเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้คิดทำลายราชบัลลังก์ ประมาณตี 1 กว่า ธีรยุทธ (บุญมี) แหวกคนเข้ามาหาผม ผมดีใจมากสิ่งแรกที่ผมถามคือ กรรมการศูนย์ฯไปไหน แต่เขายังไม่เล่าให้ฟัง จะค่อยอธิบายเรื่องทั้งหมดทีหลัง..

"เมื่อตอนที่คุณธีรยุทธมาพบผม ผมถามเขาว่าเสียงที่ด่าผมจากเขาดินเป็นเสียงจริงหรือเสียงปลอม คล้ายกับเสียงของกรรมการศูนย์ฯที่ผมรู้จักมาก ธีรยุทธบอกว่าจริง ทำให้ผมเสียใจมาก ถึงกับร้องไห้ออกมา ผมกับธีรยุทธออกไปพบกับกรรมการศูนย์ฯ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับผม จึงสั่งให้รุ่นน้องทำงานต่อไป ถ้าผมเป็นอะไรไป และถ้าเขาเป็นอะไรไป ก็ให้ตั้งคนต่อไป

"พวกกรรมการศูนย์ฯพอเห็นผม ทั้งด่าทั้งซักถาม แต่บางคนเริ่มเข้าใจเมื่อผมชี้แจง บางคนก็ยังติดใจสงสัยอยู่ เราเข้าไปปรึกษากันในวัง แล้วตัดสินใจที่จะสลายฝูงชน เขาขอให้ผมพูด ให้คนกลับบ้าน ผมไม่มีทางเลือกประกอบกับยังเสียใจที่ถูกเขากล่าวหา จึงคิดว่าถ้ากรรมการศูนย์ฯต้องการอะไรก็ช่างเขา ต่อไปนี้ให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบ

"ประมาณตี 5 เศษๆ ของวันที่ 14 เราออกมาพูดกับฝูงชนให้สลายตัว หลังจากนั้น ผมและเพื่อนร่วมงานอีก 4-5 คน ก็แหวกคนออกไปจะกลับบ้าน เพราะคิดว่าหมดหน้าที่แล้ว

"พอไปถึงมุมสวนจิตรฯตรงจะเลี้ยวหน้าวชิราวุธ ก็พบตำรวจคอมมานโด กำลังเผชิญหน้ากับพวกนักเรียนอาชีวะ ผมก็แหวกตำรวจเข้าไปและขึ้นไปบนรถตำรวจ พยายามพูดไกล่เกลี่ย รู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรือจะตีกันมาก ผมเลยเลิกพูด ตอนนั้นผมเดินไม่ค่อยไหวแล้ว มีตำรวจคนหนึ่งมาอุ้มผมลงจากรถ พรรคพวกผมช่วยประคองปีกหิ้วไปตามถนน กึ่งรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เสียงแหบไปหมด ถึงมุมเขาดินมีผู้หญิงคนหนึ่งขับรถผ่านมา แสดงความดีใจที่พวกผมสู้จนชนะ แล้วเธอก็อาสาไปส่งผมและเพื่อนๆ ที่บ้านของผม"

เป็นคำบอกเล่าที่ตรงไปตรงมาของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาวะการนำที่ไม่เป็นเอกภาพ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งต่างจากข้อกล่าวหาของนักวิชาการสติเฟื่องที่อ้างว่า การจัดรูปขบวนของนักศึกษาสมัยนั้น เป็นระบบ มีวินัยในการเคลื่อนไหว เพราะรับแผนมาจากพรรคคอมมิวนิสต์ฯ และมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการนองเลือดขึ้นในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม

เหนืออื่นใด ก่อนการสลายตัว 'พวกเขา' ได้พูดจากัน และเคลียร์ข้อกังขาจนหมดสิ้นแล้ว จึงเตรียมตัวจะกลับบ้าน แต่ก็เกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นมาจนได้

หากว่า 'เสกสรรค์' รับแผนมาจากคอมมิวนิสต์จริง ในเช้าวันนั้น เขาจะลุกขึ้นมาห้ามปรามไม่ให้ตำรวจกับนักเรียนอาชีวะปะทะกันทำไม?

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 17:11:29 A:203.154.132.142 X: ]




ความคิดเห็นที่ 128

อืมม์..
ฟังเหตุผลของคุณcan แล้ว ผมคงไม่ขอคุยด้วยล่ะครับ ทำท่าจะลามปามกันไปแล้ว
ขอโทษด้วยนะครับ ยังไงก็ขอบคุณที่เข้ามาแจม แต่ผมมีข้อจำกัดในการสนทนา มิฉะนั้น ๒๐๐ ความเห็นก็คงจะไม่จบและไปไม่ถึงไหน

จากคุณ : *bonny - [ 24 ต.ค. 46 17:15:56 ]




ความคิดเห็นที่ 129

ก็คุณตั้งกระทู้ว่า...ใครอยากค้นหาความจริงที่เขาปิดบังกัน เชิญเร่เข้ามา**

ผมไม่เห็นมีใครปิดบังนี่ครับ เปิดเผยมา 30 ปีแล้วครับ

เพียงแต่การเขียนขึ้นในเว็บ คนที่เกี่ยวข้องเขาไม่ได้มาอ่านด้วยครับ

ผมก็ติติงแลกเปลี่ยนความเห็นตามปกติครับ

การแสวงหาความจริงอย่าว่าแต่ 200 ความเห็น แม้ 1,000,000 ความเห็นก็ต้องฟังครับ

หลักกฎมายบอกไว้ยังไง ต้องยึดถือด้วยครับ คุณลองกลับในดูความเห็นที่คุณเขียนเกี่ยวกับ อ.เสกสรรค์ ดูครับ ที่บอกไม่อคติ

จริงหรือ....

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 17:48:48 A:203.154.132.142 X: ]




ความคิดเห็นที่ 130

จะรีบไปใหนครับคุณ *bonny

เมื่อเขียนแล้วก็ต้องรับผิดชอบในคำพูด หรือตอบข้อซักถามของคนอ่าน คุณลองชี้ชัดๆซีครับคุณต้องการสื่ออะไรจากความเห็นต่อไปนี้
.......................................................
ความคิดเห็นที่ 65

ตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ ก็คงเข้าสู่ไคลแม็กซ์ของเหตุการณ์ล่ะครับ
ห้ามกระพริบตานะครับ เพราะจะมีการวิเคราะห์หาคนกระทำผิดพลาดที่ทำให้คนตายโดยไม่จำเป็นด้วย
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ความเห็นนี้คุณต้องการสื่ออะไร
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ความคิดเห็นที่ 74
๓/ มีการแตกคอกันระหว่างแกนนำศูนย์นิสิตฯ กับนายเสกสรรค์ก่อนเกิดเหตุการณ์วิกฤต ซึ่งผู้นำศูนย์ฯเองยังบอกว่า “นายเสกสรรค์นี่แหละคือ ผู้ที่คิดและกระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากปากของนายสมบัติ ธำรงค์ธัญญวงศ์เอง
(ซึ่งก็มิได้ผิดไปจากความจริง เพราะทั้งนายเสกสรรค์และนายธีรยุทธก็ได้เข้าป่าไปเป็นคอมมิวนิสต์ กระทำการล้มล้างรัฐบาลในเวลาต่อมาจริง ๆ)

ผมไม่อยากจะขัดคอใครที่จะยกใครเป็นวีรชนของชาติ แต่..ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงใด ๆ ขึ้นในบ้านเมือง ประชาชนทุกหัวระแหงอยู่ภายใต้พระบารมีปกเกล้าฯ ทั้งสิ้นอยู่แล้ว โดยมิพึงต้องไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการกดดันพระองค์ท่าน
ข่าวสารบ้านเมืองและความเป็นไป พระองค์ท่านทรงรับทราบได้ (มีพระราชเลขาฯ อยู่มากมาย) และมีพระวินิจฉัยโดยไม่เคยคิดทอดทิ้งประชาชนอยู่แล้ว
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
ข้อความที่คุณอ้างในวงเล็บว่าไม่ผิดจากความเป็นจริง คุณสรุปแบบนั้นได้จริงหรือครับ คนที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลา 19 เป็นแบบนั้นหมดเลยหรือครับ....ผมคิดว่าเหตุผลของคุณฟังไม่ขึ้นเลยครับ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
๑) นำกำลังส่วนใหญ่มาไม่ใช่กำลังส่วนน้อยที่มีผู้หญิงปะปนอยู่มากมาย
๒) ต้องเตรียมอาวุธหนักครบมือมา เพราะในวังมีตำรวจรักษาการณ์ ไม่ใช่ใช้มือเปล่าเช่นนี้
๓) วัตถุประสงค์ในใจของผู้มาชุมนุมทุกคนไม่ได้เพื่อล้มล้างสถาบัน ดังนั้น หากมีคำสั่งให้ยึดวัง เชื่อว่าผู้ชุมนุมเกือบทั้งหมดจะไม่เล่นด้วยกับนายเสกสรรค์อย่างแน่นอน)
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
คุณสมมุติว่าหากนายเสกสรรค์สั่งให้ยึดวัง การสมมุติของคุณมาจากฐานคิดแบบใหนครับ

คุณจะบอกว่ามีข้อจำกัด แล้วขอยุิการคุยมันไม่ได้หรอกครับ คุณต้องเคลียร์ประเด็นพวกนี้ให้ชัดเจน

รักจะเขียนความจริง ต้องเอาความจริงมาพูด ในเนชั่นสุดสัปดาห์เขาก็โค้ดคำพูด อาจารย์เสกสรรค์มาไว้เป็นสกุ๊ฟใหญ่
ข้อความว่า
เหตุเกิดเมื่อรุ่งสาง..14 ตุลาคม 2516
ตอนสายวันที่ 14 ตุลาคม 2546 ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เดินทางไปกล่าวปาฐกถา ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และไม่คาดคิดหรอกว่าในวาระ '30 ปี 14 ตุลา' จะเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเป็น 'คอมมิวนิสต์' จากบุคคลที่อ้างว่าเป็นนักประวัติศาสตร์อิสระ
"ผมไม่ทราบว่าการออกมาทำเรื่องนี้ในช่วง 30 ปี 14 ตุลา เขามีวัตถุประสงค์อะไร แต่ผมมองว่าเป็นธรรมชาติ คนเราเมื่อถูกประณามจากสังคม ก็อยากจะอธิบายตัวเอง ในแง่นี้ผมก็มีเมตตาว่าผ่านมา 30 ปี ทุกฝ่ายน่าจะมีโอกาสได้พูดบ้าง แต่การพูดต้องยืนบนข้อเท็จจริง อย่างการที่บอกว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ในช่วง 14 ตุลา คือความพยายามดิสเครดิตของขบวนการต่อสู้ของคน 5 แสนคน ผมเกลียดระบบเผด็จการพอที่จะไม่ต้องให้ใครมาสั่งให้ผมสู้ ผมไม่ได้รับแผนใครมาทั้งสิ้น คนในเวลานั้นเขาก็คิดเหมือนกันทั้งหมด"

............................................................................................
ถ้าคุณผ่านประเด็นเหล่านี้ไปไม่ได้ ก็ป่วยการที่จะเขียนต่อครับ
..............................................................................................
ส่วนประเด็นการเข้าไปขอพึ่งพระบารมีในหลวง หากคุณวิเคราะห์แบบความคิดของคุณถือว่าใช้ไม่ได้ครับ
เพราะสมัยนั้น มีมหาวิทยาลัย เพียง 5 แห่ง เพิ่ม รามคำแหงอีกหนึ่ง ส่วนวิทยาลัยวิชาการศึกษาที่เรียกว่าอุดมศึกษา
มีเพียง 3 แห่งคือ ประสานมิตร ปทุมวัน และบางแสน
ทุกปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จทรงดนตรีในมหาวิทยาลัย ให้ความใกล้ชิดกับนิสิตนักศึกษา
ผมคิดว่าคนรุ่นคุณคงไม่มีความรู้สึกแบบนั้น

ในหลวงกับนิสิตนักศึกษาใกล้ชิดกันมากครับในสมัยนั้น

ที่คุณไทบอกไว้นั่นแหละครับ
คุณไม่รู้อะไรเลย

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 20:13:06 A:203.154.132.157 X: ]

ความคิดเห็นที่ 131

คุณ can กับ คุณบอนนี่อย่าพึ่งทะเลาะกัน
ผมบอกคุณบอนนี่ตั้งแต่ความคิดเห็นที่ 78 แล้วครับ
ว่าให้ไปหาหนัง Moon Hunter มาดู
อ่านดูที่คุณว่าอาจารย์เสกสรรค์พบรักในป่า แสดงว่าคุณบอนนี่ยังไม่มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้
หนังเรื่องนี้เหมือนคำอธิบายที่อาจารย์เสกสรรค์พยายามตอบคำถามสังคมหลายๆข้อ
รายละเอียดก็ตรงกับความคิดเห็นของคุณ can ในความคิดเห็นที่127 แต่ดูหนังจะให้ภาพและความรู้สึกได้ดีกว่า
แต่จะเชื่อหรือไม่ ก็แล้วแต่เถอะครับ

จากคุณ : Pom.com - [ 24 ต.ค. 46 22:16:42 ]




ความคิดเห็นที่ 132

http://www.fivestarent.com/themoonhunter/home.html

จากคุณ : Pom.com - [ 24 ต.ค. 46 22:27:06 ]




ความคิดเห็นที่ 133

คุณ : Pom.com
ผมไม่ทะเลาะอะไรเลยครับ เพียงแต่อ่านความคิดของเขาแล้วผมไม่เห็นด้วยแค่นั้นเอง ถ้าหากให้ผมวิจารณ์บทความนี้ ตั้งแต่เรื่องการรัฐประหาร 24 มิถุนายน 2475 ไล่เรียงมา คลาดเคลื่อนหลายประเด็น จนไม่อาจจะช่วยแก้ไขได้

แค่มาอ่านเรื่องนักศึกษาหัวรุนแรงก็ไม่เข้าท่าแล้วครับ

คุณบอนนี่ต้องไปลากเอาขบวนการนิสิตนักศึกษา ตั้งแต่ปี 2511 โน่นครับ ความเป็นมาขององค์กรนักศึกษามันพัฒนามาตลอด คุณบอนนี่คงเกิดไม่ทันเลยไม่มีข้อมูลการเดินขบวนซักฟอกเลขาธิการจุฬาฯ

ไม่มีข้อมูลการเดินขบวนขับไล่จอมพลประภาส ให้ออกจากการเป็นอธิการบดีจุฬาฯ

ส่วนข้อมูลนักข่าว ผมไม่แน่ใจว่านักข่าวดาวสยามหรือเปล่า
ทำไมไม่ไปดู ไทยรัฐ เดลินิวส์ ประชาธิปไตย หรือ แม้แต่บันทึกอื่นๆเช่นหนังสือสารคดี

หากจะว่าไปแล้ว นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เขาก็เขียนให้อ่านมากมาย บอกให้อ้างแหล่งข้อมูลก็บอกไม่ได้

คุณบอกให้ไปหาหนังมาดู คุณก็น่าจะรู้เขาไม่เชื่อข้อมูลทางด้านคุณเสกสรรค์ จะไปแนะนำอะไรได้ครับ

คนเราเมื่อเลือกเชื่อในสิ่งที่ตรงใจตัวเองเพียงอย่างเดียว ก็ป่วยการที่จะมาเขียนอะไรให้คนอื่นตอบโต้หรือสนับสนุนครับ

ท้ายที่สุดมันก็ไม่พ้นใบปลิวกล่าวหาคนอื่นโดยไม่ต้องรับผิดชอบแค่นั้นเองครับ

จากคุณ : can - [ 24 ต.ค. 46 23:46:55 A:203.154.132.148 X: ]

 

ความคิดเห็นที่ 134

อยากให้ลองอ่านหนังสือที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล (อ้..า..ยหัวโต)เขียน ชื่อ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง เป็นหนังสือของนักประวัติศาสตร์ขนานแท้ที่มีอคติน้อยกว่าหนังสือและบทความทั่วๆไป
ที่จริงคุณธีรยุทธก็แค่เรียกร้องให้ปล่อยพวกที่เรียกร้องรํฐธรรมนูญและไม่เคยมีแผนจะขับไล่3จอมเผด็จการ คุณเสกสรรค์พอรู้ว่าคุณธีรยุทธแลละพรรคพวกปลอดภัยก็ตกลงสลายฝูงชน แต่บังเอิญมีใครบางคนที่มีอำนาจไม่น้อย ไม่ค่อยจะไว้ใจพ.อ.ณรงค์ ก็เลยอาศัยกระแสที่กำลังร้อนแรง กึ่งบีบกึ่งขอร้องกึ่งหลอกให้ออกจากประเทศไปก่อน
ตอนหลังคนกลุ่มเดิมก็ยังไปนิมนต์เณรถนอมให้กลับมาไทยเพื่อเยี่ยมโยมพ่อที่กำลังป่วยอยู่ เพื่อปูทางไปสู่การกวาดล้างความคิดโน้มเอียงบางอย่างที่กำลังเบ่งบานอย่างไม่มีขอบเขต แต่กลับเป็นการผลักดันให้ปัญญาชนไปเสริมสิ่งที่ชนชั้นปกครองไทยในขณะนั้นหวาดกลัวที่สุด
แต่ในที่สุด..ด้วยการใช้นโยบายการเมืองนำหน้าการทหาร ( 66 / 23 ) ปัญญาชนก็ได้สร้างวีรกรรมให้กับสังคมไทยอีกครั้งหนึ่งด้วยการทำให้พรรคการเมืองที่แข็งแกร่งและเสียสละที่สุดของประเทศไทยต้องถึงกาลอวสานต์โดยสงบราบคาบ


จากคุณ : ชีพ ชูชัย - [ 25 ต.ค. 46 00:09:47 A:203.170.148.36 X: ]




ความคิดเห็นที่ 135

คุณชีพ ชูชัย ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง และมองเหตุการณ์เช่นนั้นมาตลอด
(แต่ผมไม่บอกว่าถูกต้องนะครับ ขี้เกียจทะเลาะกับพวกกบ...)
อาจารย์เสกสรร และอาจารย์ธีรยุทธ์เอง ก็ยังยอมรับว่าเหตุการณ์ช่วงนั้นมันสับสน

ก็แค่สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ แต่พอเวลาผ่านไป เราก็ได้เห็นว่า อะไรคืออะไร

จากคุณ : better man - [ 25 ต.ค. 46 20:43:52 ]




ความคิดเห็นที่ 136

to bonny
เถียงแพ้ก็วิ่งหนี
หน้าไม่อาย ชิ้วๆๆๆ

จากคุณ : ไท (แดนไท) - [ 25 ต.ค. 46 23:54:17 ]




ความคิดเห็นที่ 137

จาก ความคิดเห็นที่ 1 ตอน๔ / เรียกร้องรัฐธรรมนูญ
รายชื่อ ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย จำนวน ๑๐๐ คนจากทุกสาขาอาชีพโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อยื่นต่อรัฐบาลจอมพลถนอม รายชื่อสำคัญ ๆ ของบุคคลเหล่านี้แหละครับ ถือว่า ..น่ายกย่องอย่างยิ่ง และเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้เรามีประชาธิปไตยในทุกวันนี้ ผมขอเปิดเผยรายชื่อของท่านเหล่านั้นไว้ ณ ที่นี้…

๑ พลตต.สง่า กิตติขจร**
๒ ประพันธ์ศักดิ์ กมลเพชร**
๓ ไขแสง สุกใส**
๔ ธีรยุทธ บุญมี**
๕ สุเทพ วงศ์กำแหง**
๖ ดร.อภิชัย พันธเสน
๗ วิสา คัญทัพ**
๘ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
๙ ชูศรี มณีพฤกษ์
๑๐ นพ.วิชัย โชควัฒนา
อันดับ ๑๐ นี่ ชื่อ นามสกุลที่ถูกต้อง คือ
นพ.วิชัย โชควิวัฒน ที่พอ ทรราชย์กลับเข้ามามีอำนาจ
นพ.วิชัย ทำงานในชนบทอีสาน ก็ถูกเชิญตัวไปที่สถานีตำรวจ เช้าไปเย็นกลับอยู่นาน จนกระทรวงส่งไปเรียนต่อ
ที่อเมริกา คงไปแบบเดียวกับที่ อ. เสกสรรค์ อ.ธีรยุทธ
เรียนต่อจบ นพ.วิชัย ก็กลับไปทำงานต่อในอีสาน ได้เป็น
ประธานชมรมแพทย์ชนบท หลายสมัย ได้รับเลือกเป็นกรรมการแพทย์สภาหลายสมัย แล้วก็ได้เป็น เลขาธิการ
แพทย์สภา ส่วนตำแหน่งการงานก็ได้เลื่อนจนได้เป็น
เลขาธิการองค์การอาหารและยา เมื่อ ๒ ๓ ปี ก่อนจะถูก
สับเปลี่ยนฮะ


จากคุณ : ธนิตา - [ 26 ต.ค. 46 06:10:59 ]




ความคิดเห็นที่ 138

เรียนคุณไท คุณcan""

อย่าสำคัญตัวเองผิดไปเลยครับ ไม่มีเหตุผลกลใดที่จะวิ่งหนีกระทู้ตัวเองหรอก

ด้วยวิสัยที่คนอย่างคุณไท ไม่มีวันเข้าใจ..


ข้อจำกัดในการสนทนาของผมมีดังนี้..

๑/ ไม่โต้แย้งยืดยาวกับคนที่ผมไม่รู้จัก เขาอาจเปลี่ยนชื่อไปได้เรื่อย ขณะที่ผมไม่สามารถทำได้ จึงต้องหยุด
ผมไม่รู้จักคุณแคนมาก่อน แต่เขาคงเคยอ่านกระทู้ของผมบ้าง การจะโต้เถียงกับใครยาว ๆ สิ้นเปลืองเวลาและสมอง คุณต้องไตร่ตรองด้วย
ตัวอย่างเช่น.. ถ้าเป็นคุณไท......คุณชีพ............คุณสาละวิน........(ขออภัยที่ยกชื่อมาเป็นตัวอย่าง) เหล่านี้ ซึ่งผมรู้ที่มา และความรู้สึกที่พวกเขามีต่อผม ผมจะไม่เสียเวลายืดยาวเด็ดขาด เพราะต่างฝ่ายต่างก็รู้จักกันมาเป็นอย่างดี

๒/ ลองคุยกัน แลกเปลี่ยนความเห็นกันสักสองสามครั้งแล้ว เห็นว่า เหตุผลลงกันไม่ได้ คุยกันอีกร้อยอีกพันความเห็น ผมก็คงตอบแบบเดิมและเขาก็คงแย้งแบบเดิม เสียเวลา คนอ่านคนอื่นเขาตัดสินได้อยู่แล้ว เพราะผมแสดงข้อมูลและเหตุผลของผมไปแล้ว ไม่ต้องการพูดซ้ำ

๓/ การใช้วาจาลามปาม ปรามาส ตัวผมและข้อมูลของผมอย่างสาวหาวขึ้นเรื่อย ๆ ขืนโต้ตอบไป เขาก็จะยิ่งลามปาม ในขณะที่อ่านความเห็นของผมที่มีต่อเขาได้ ทุกความเห็นให้เกียรติเขาอย่างสุภาพชน (ลองอ่านดู) แม้แต่ตอนที่จะหยุด ก็ขอเป็นฝ่ายถอยหนึ่งก้าว ทั้งขอโทษและขอบคุณ
ถ้านั่น คุณจะตีความว่า หนี ก็ไม่ว่าอะไรนะครับ

ประหนึ่ง คุณเดินอยู่ดี ๆ มีคนไม่รู้จักมาชวนคุย คุณย่อมยินดีจะคุยด้วย แต่พอคุยไปได้สักพัก เขาเริ่มดูถูก เหยียดหยาม คุณจะทำอย่างไรต่อไป? สำหรับผมเลือกที่จะไม่คุยต่อ เพราะเราจะใช้วิธีหลีกเลี่ยงมากกว่าปะทะ เราจึงสามารถยืนหยัดอยู่ ณ สถานที่นี้ได้อย่างยาวนาน และเพราะเราไม่ใช้อารมณ์ ไม่หยาบคายต่อผู้อื่นด้วยกริยาวาจา เราจึงมีคนยอมรับและเข้ามาอ่านกระทู้ของเราสืบเนื่องมาหลายปี

เฉพาะเหตุผลเรื่องแหล่งที่มาของข้อมูลที่เขาดูถูก ผมก็ต้องรีบยกเลิกการสนทนาแล้ว

วีรชนขับรถเมล์ชนรถถัง เขายังหาว่าผมเต้าขึ้นมา ก็แสดงแล้วว่า เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เพราะเรื่องนี้มีทั้งภาพและข่าวทั้งทีวีและหนังสือพิมพ์ในเวลานั้น
ส่วนที่ผมเรียกว่า วีรชนเสียสติ นั้นก็เพราะเขาทำตามอารมณ์โดยไม่ใช้เหตุผล เหมือน พวกระเลิดพลีชีพ ชาวปาเลสไตน์ยกย่องให้เป็นวีรชน แต่ผมให้เป็นคนขาดสติ แต่นั่นยังขาดน้อยกว่า เพราะสามารถสร้างความเสียหายให้ฝ่ายตรงข้ามได้ แต่นี่วิ่งไปชนรถถังแล้วตัวเองตาย รถถังก็ไม่เป็นอะไร ก็ไม่รู้จะเรียกว่า อะไรดีไปกว่านี้

ส่วนเรื่องคนตะโกนให้เผากองสลากที่บอกว่า เหมือนนิยายนั้น แสดงว่า เขาไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หลังเหตุการณ์วันนั้น ซึ่งผมอ่านอย่างละเอียดและยังจำได้
ผู้คนร้องตะโกนบอกว่า "ให้เผากองสลากทิ้งเลย เผาทิ้งเลย เพราะมันคือตัวการสำคัญที่มอมเมาคนไทยมาตลอด"
นั่นผมจำได้อย่างแม่นยำ

การเขียนกระทู้ที่ไม่ใช่รายงานข่าว เป็นสำนวนของแต่ละคน คุณจะไม่ชอบก็ได้ แต่คุณไปห้ามเขาไม่ได้

ยิ่งบทสัมภาษณ์ของอจ.เสกสรรค์ในเนชั่นที่เขาคัดมาลง ก็เป็นอีกสาเหตุที่ผมเลือกจะยุติ
ผมอ่านคำสัมภาษณ์ของคุณเสกสรรมาตั้งแต่นักข่าวไปสัมภาษณ์เขาใหม่ ๆ ตอนเหตุการณ์ยุติ และนำมาลงในเนื้อกระทู้บางส่วนไปแล้ว ทำไมต้องมาฟังคำแก้ต่างที่ผ่านมาแล้วถึง ๓๐ ปี ในเมื่อผมมีคำแก้ต่างของเขาหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ ๆ ล่ะครับ

พอผมหยิบคำสัมภาษณ์และบทความของอจ.สมบัติจากนสพ.มาบ้าง ก็บอกว่า เขาบอกอะไรผมก็เชื่อแล้วหรือ?
อะไรกัน ผมแจ้งแค่ว่า มันมีปรากฏอยู่ในนสพ.ฉบับปัจจุบันนะ ส่วนการเชื่อหรือไม่ ผมมีวิจารณญาณของตัวเอง ผมยังไม่ได้บอกคุณเลยว่า ผมเชื่อ
แต่ตัวเองกลับยกคำสัมภาษณ์ของเสกสรรมาแล้วมาบอกให้ผมอ่านซะ (ฮา)
แล้วผมจะไปคุยด้วยทำไมกัน ในเมื่อยึดของตัวเองเป็นความถูกต้องแต่ของคนอื่นไม่ใช่ เช่นนี้น่ะ

แล้วเรื่องข้อมูลจากหนังสือที่บางคนปรามาสว่า คัดมาแต่ของปชป.บ้าง ใบปลิวที่ไม่น่าเชื่อถือบ้าง? ผมยังคงเล็กเกินไป ไม่รู้ข้อมูลในเหตุการณ์แล้วเอามาแสดง ณ ที่นี้บ้าง?

คุณรู้หรือครับว่า ผมไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์น่ะ อย่าดูหมิ่นคนที่คุณไม่รู้จักตัวตนดีพอนะครับ

หนังสือประกอบที่ผมบอกว่า หาไม่ได้แล้ว เป็นเพราะ ผมซื้อมาตอนหลังเกิดเหตุการณ์ใหม่ ๆ ไม่ถึง ๓ เดือน ในขณะที่ควันยังคุกรุ่นอยู่ หากหนังสือหลังเหตุการณ์สด ๆ ออกมาบิดเบือนความจริง ใครจะยอมเล่าครับ คนร่วมสมัยยังอยู่กันครบถ้วน หนังสือบิดเบือนจะขายได้อย่างไร
ภาพมันยังติดตากันอยู่น่ะ

อีกเล่มที่ใช้ ก็คือ หนังสือภาพ-ข่าวจากบันทึกของนักข่าวอาวุโสก่อนที่เขาจะมาอยู่ดาวสยาม หนังสือออกมาขายได้ เพราะพ้นยุคสมัยเผด็จการไปแล้ว

อีกเล่มเป็นหนังสือที่ระลึกของนักศึกษามหาวิทยาลัยะรรมศาสตร์ เป็นหนังสือของรุ่น แจกในวันรับปริญญาของนักศึกษารุ่นที่ผ่านการนองเลือด หนังสือที่เขียนโดยนักศึกษาหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์และทางมหาวิทยาลัยอนุมัติให้แจกจ่าย คุณคิดว่า เขาจะโกหกได้ไหมล่ะ

แล้วคุณคิดว่า คุณหาซื้อได้ไหมล่ะ?

แล้วพูดก็พูดเหอะ หนังสือก็เป็นเพียงอนุสรณ์ที่มีการบันทึกไว้รำลึกเรื่องราวในอดีต ผมยังไม่ได้บอกหรือว่า ผมอยู่ในเหตุการณ์และมีตำแหน่งอะไร ณ เวลานั้น ตัวเองก็ยังแทบเอาชีวิตไม่รอดเหมือนกันนะ

ไม่ใช่เชื่อแต่หนังสือ แต่ตาและสมองของเราสัมผัสมันมาด้วยตัวเองเต็มลูกกระตา เราไม่รู้หรือไรว่า เล่มไหนถูกเล่มไหนผิด

๔/ ที่นี่เป็นบอร์ดแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่กระดานห้องข่าว เฉพาะในประเด็นนี้ เขายังตีความไม่ตก หากจะเอาความเป็นกลางก็คือ บอร์ดข่าว ผมคงไม่ต้องตั้งกระทู้ แค่ทำลิงค์ไปยังเว็ปที่เกี่ยวข้องแล้วจบไป
แต่นี่มันเป็นห้องกระทู้ คุณสามารถหยิบยกข่าวสารมาแสดงความคิดเห็น แสดงทรรศนะร่วมกับคนอื่นได้

ถ้าอยากหาความเป็นข้อเท็จจริงอย่างเดียวให้ไปอ่านในลิงค์ก็พอ แต่ที่ผมนั่งพิมพ์มานี่ คือ เก็บเอาข้อมูลที่แตกต่างไปจากลิงค์ข่าวสาร แล้วใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปประกอบ
ถ้าคนอยากอ่านข่าวสารเขาไปหาอ่านกันเองได้ แต่ถ้าอยากฟังความเห็นประกอบก็ต้องหาในกระทู้การเมืองนี่แหละ
เฉพาะเหตุผลนี้ เขายังไม่เข้าใจก็ป่วยการจะอธิบาย ทั้ง ๆ ที่เขาแสดงความเห็นอยู่ในบอร์ดแสดงความคิดเห็น

๕/ เวลาผมโต้ไป เขาโต้กลับมา ๓ ถึง ๔ ความเห็นทุกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องแตกแยกความเห็นให้เปลืองเนื้อที่ ควรเอามารวมกันในความเห็นเดียวกันได้ ผมเห็นว่า เป็นการจับจองพื้นที่ของคนอื่น ๆ อย่างไม่ถูกต้อง ต้องเห็นใจคนที่เข้ามาอ่าน และเกรงใจเจ้าของกระทู้บ้าง มีหลาย ๆ คนใช้พื้นที่เดียวกันอาจไม่ต้องการเห็นเราปะทะคารมกันราวกับครอบครองพื้นที่ทั้งหมด
เหมือนเวลาผมเปิดกระทู้คนอื่นเข้าไป พบว่า ข้างในมีคนสองสามคนทะเลาะ โต้เถียงกันอย่างเผ็ดมันเป็นร้อยความเห็น ผมจะรีบคลิกออก เพราะถือว่า ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ให้เกียรติคนที่เข้าไปบริโภคพื้นที่ร่วมกัน

ดังนั้น ผมจึงขอยุติเสีย เพื่ออย่างน้อยคงส่วนดี ๆ ของกระทู้ไว้สำหรับคนอื่นบ้างในขณะที่กระทู้ยังอยู่ในหน้าแนะนำ

ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วยนะครับ

จากคุณ : *bonny - [ 26 ต.ค. 46 08:51:44 ]




ความคิดเห็นที่ 139

ขอบคุณครับคุณธนิตา สำหรับข้อมูลที่ให้มาครับ

จากคุณ : *bonny - [ 26 ต.ค. 46 08:53:52 ]




ความคิดเห็นที่ 140

แบะแบะ แพะกลายพันธ์เป็นปอป แต่ที่ทั้งมันทั้งกรอบคือกบ(ในกะลา)ทอดกระเทียมพริกไทย 14ตุลาฯแม้กบจะก้าวกระโดด แต่ยังงัยก็ไม่พ้นบ่อน้ำ และไม้หน้าสามของคนโตเมืองไทยแต่ใจเป็นพม่าแทงกบ


จนทุกวันนี้ก็ยังห่างที่เดิมอยู่แค่ป้ายรถเมย์(ในบ่อกบ)เดียว เพราะมัวแต่ วนๆไล่จับปอปกันอยู่แถวๆต้นมะขามสนามหลวง วัดได้จากท่านหมัก ปาร้าเน่าเก่าพันปี หนึ่งในทีมงานพ่อหมอไล่กระทืบปอป ออกมาดึงกระแสหลักกลับมาที่รักษาอำนาจเก่าเอาไว้

ที่แม้แต่ท่านฯกษิณ ธาตุไฟยังต้องเงียบกิ๊บกลับไปโค้งรำวงรอบสนามหลวงต่อไป แถมร่วมมือกันขับรถผ่าไฟแดง ไปอ้อล้อสาวสวยบ้านนายดับเบิ้ลทูบูด ด้วยแรงยุของอำนาจเก่า แต่โชคดีที่โอกาสถูกชนกลางสี่แยก80%แต่ดวงเมืองแข็งและภูมิบ้านทำงานหนักไม่คุ้มค่าเครื่องเซ่น แต่20%นั้นเรารอดมา


แต่ได้หน้าได้ตา โดยที่สาวเจ้า(ของบ้าน)ไม่ได้รับรู้ถึงความเสี่ยงมากมายขนาดนั้นเพราะไม่มีอาการบุบสลายหรือผมกระเซิงให้เสียหล่อ แต่ก้อย่าไปมองข้ามความปลอดภัย เพราะอย่างน้อยยังมีใบสั่งอาจจะตามมาแม้จะน้อยกว่าโดนชน แต่สรุปแล้วทำไมต้องเอาประเทศไปเสี่ยงขนาดนั้น แล้วใครไปกดดันใคร?ให้รู้บทบาทหน้าที่และไม่ควรทำเรื่องใหญ่ๆแบบนี้ไปอยู่บนความเสี่ยงขนาดนั้น เพราะบ้านนี้ชื่อประเทศไทย ไม่ใช่อำนาจเก่าหรือของนักปกครองใดๆให้ฝรั่งงง ตกลงตูจะเชื่อใครดีวุ้ยบ้านนี้แปลกๆ

จากคุณ : มาตอม - [ 26 ต.ค. 46 10:03:49 A:203.107.196.236 X: ]




ความคิดเห็นที่ 141

ขอโทษคุณบอนนี่ครับที่ออกนอกประเด็นดุเสียมารยาท แต่เขาอนุญาตผมคุยได้เท่านี้ เอาเป็นว่า คุณลองเอาข้อมูลของคุณ ที่ค่อนข้างดีในเชิงลึก เท่ากรอบ?ของคนชงกระแสหลัก และ ที่ทิ้งท้ายว่าทำไม่ไปตายกันหน้าวัง?


แล้วมันเชื่อมโยงกันยังงัย?กับ การตั้งทีมงานกำจัดปอป แบบดรีมทีม(ตุลาฯ19) ผมอยากตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายไว้ว่า ตอนแรกเขาเป๋ๆแบบที่ตัวจริงไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ(คาดไม่ถึงว่ากบเชื่องๆที่ถูกเผด็จการกดมาตลอดจะกล้าหรือมีวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดด(ก็กบน่ะ) แต่ทีมงานแก้เกมส์ทัน จนแทกซ์ทีมเป็นหน่วยปฎิบัติการกำจัดปอปสยามแห่งประเทศไทย( นวพล,อภิรักษ?,ลูกเสือ แม้แต่ดึงเอาพระไปเทศน์เพี้ยนๆว่าฆ่าปอปไม่ปาป)

แม้การก้าวแบบกระโดดปัญญาชนที่ยังไม่รวมชนชั้นกลาง หรือล่างที่ฐานปิรามิดใหญ่ เราก้ได้เห็นพลังอะไร?มากมายแล้ว จนคนที่เป็นเจ้าของอำนาจเขาจะกลัวยิ่งกว่าปอป หรือคอมฯ ด้วยซ้ำ

จึงต้องดีสเครดิต ด้วยมุขเด็ดคือปอปสยาม และทำลายโครงสร้าง การรวมตัวของกบ จนส่งผลถึงทุกวันนี้เราก้จะได้แต่เด็กไทยเชื่องๆตามทุนนิยม วัตถุนิยม เขาจะป้อนอะไรก้กินได้กินดี ยาบ้างี้

ผมว่ามันเข้าแผนนักปกครองแล้วนี่ที่ต้องการเด็กไทยเชื่องๆว่าง่ายๆไหลมาไหลไป ตามน้ำขึ้นน้ำลง หรือคำบงการของกรอบนั้น เราจะไปปฎิรูปการสึกษากันทำไม ถ้าโลกกว้างของกบมันเท่า เท่าบ่อเลี้ยงไว้เพื่อการพานิชย์?

จากคุณ : มาได้แค่ตอม - [ 26 ต.ค. 46 10:37:56 A:203.107.196.236 X: ]




ความคิดเห็นที่ 142

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล..ไอ้หัวโต
อา จำได้ละ ขอบคุณมากนายชีพ ชูชัย ผมขออนุญาตไปแก้ไขชื่อใน คห.๘๒ นะครับ

........................
คุณมาตอม..
ฟังคุณพูดแล้วผมได้กลิ่นอายของคนในประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้นตัวเองเอาไว้เพราะถูกกดหัวเอาไว้ ยังไงไม่รู้สิ

จากคุณ : *bonny - [ 27 ต.ค. 46 07:49:47 ]




ความคิดเห็นที่ 143

หนังสือเรื่อง "ลอกคราบ 14 ตุลาฯ ดักแด้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย" ของอ.เทพมนตรี ลิมปพยอม ผู้เปิดวิวาทะในขณะนี้จะวางแผนวันที่ 8 พฤศจิกายน 2546 (กรุงเทพธุรกิจฉบับวันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม 2546)

จากคุณ : somkamol - [ 27 ต.ค. 46 14:09:19 ]




ความคิดเห็นที่ 144

http://www.geocities.com/lungcan2000/


ของคุณแคน ครับ

ลองเข้าไปเยี่ยมชมกันได้

จากคุณ : soco - [ 27 ต.ค. 46 18:36:48 ]




ความคิดเห็นที่ 145

เข้าไปเยี่ยมชมแล้วครับ ขอบคุณครับ คุณsoco

จากคุณ : *bonny - [ 28 ต.ค. 46 07:42:14 ]




ความคิดเห็นที่ 146

เพิ่งเข้ามาอีกครั้งครับ สวัสดีทุกท่าน โดยเฉพาะคุณ *bonny ที่จริงผมยืนอยู่ในจุดที่เคยยืนมาตลอด จุดยืนที่ว่าคือ ไม่เชื่อว่ามีคอมมูนิสต์มายุ่มย่ามในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16

ส่วน 6 ตุลา ผมไม่พาดพิงเลยแม่แต่น้อย แม้ขณะนั้นผมเป็นผู้สื่อข่าว(ช่วงนั้นผมเป็นผู้สื่อข่าวยักษ์หัวเขียวครับ) เข้าไปในห้องบัญชาการเขาก็ได้โดยไม่ถูกกีดกัน คนที่ทำข่าวศูนย์นิสิตช่วง 6 ตุลา คุณลองไปถาม สุชิน ติยะวัฒน์ นักข่าวอาวุโสของไทยรัฐดูซีครับ อันใหนที่เราไม่รู้ก็ไม่วิจารณ์ดีกว่า รับฟังข้อมูลให้มากดีที่สุดครับ

คนเราไม่รู้จักกันก็ไม่เป็นไรครับ คุณ SOCO บอกที่อยู่ในเว็บไว้แล้ว และเปิดเผยตัวตนจริงๆไม่ปิดบังครับ เพียงแต่ไม่ลงรูปแค่นั้นเอง

ที่บอกว่าเหมือนนิยาย ไม่ใช่บอกว่าไม่มีคนขับรถชนรถถังหรืออะไร แต่ผมติดใจคำพูดของคุณ ประเด็นที่บอกว่า"วีรชน หรือคุณจะเรียกว่าผู้เสียสติ ..." ตรงนี้ครับ

คุณไปได้ข้อมูลจากที่ใหนว่า พวกเขาเสียสติ ทำไมจึงกล้าเขียนเช่นนั้นครับหรือคุณเชื่อเช่นนั้นจริงๆ

แม้แต่กรณีที่พยายามลากเอาพฤติกรรมของ อ.เสกสรรค์ ออกมาวิเคราะห์ ผมก็บอกว่าเอาที่คนอื่นเขาพูดจะจะ มาลงดูซีครับ ใครเป็นคนกล่าวหา อ.เสกสรรค์ ผมถึงบอกข้อเขียนของคุณมันคลุมเครือ ถ้าจะกล่าวหากันก็ให้มันชัดๆไปเลยว่า

14 ตุลา มีคอมมูนิสต์ หรือ 14 ตุลา อ. เสกสรรค์รับแผนคอมมูนิสต์ แบบนี้จะดูเข้าท่ากว่ากันเยอะครับ

อ้อ...ข้อมูลในเว็บผมก็ลอกมาจาก เว็บสามัญชน กับ 14 ตุลา ยังดูไม่ละเอียดเท่าไหร่ครับ แต่ทำเอาไว้เล่นๆถ้ามีโอกาสอาจเขียนสำนวนตัวเองโดยเฉพาะครับ

ถ้าผมจำไม่ผิดคนที่ประกาศออกมาจากเขาดิน เป็นกลุ่มที่ได้พบกับพวกทหาร แล้วพยายามทำให้ม้อบขาดความเชื่อถือในตัวอ.เสกสรรค์ ซึ่งในคืนนั้นเขาก็คุยเคลียร์กันไปแล้ว อย่างที่เนชั่นเอามาลงให้อ่าน

ถ้าใครไม่เชื่อตรงนั้น ก็ต้องไปหาหลักฐานอื่น ที่ชัดเจนกว่านั้นมากล่าวหากันดีกว่าครับ นั่นคือคำตอบที่ว่า เพียงเขาร้องตะโกนกล่าวหาออกมาเราก็เชื่อ ผมหมายถึงประเด็นนี้ครับ

ผมไม่อยากให้เหมือนกรณีตะโกนในโรงหนัง...แค่นั้นเองครับ

อ้อ...อีกประเด็น ตรงใหนที่ลอกมาจากหนังสืออะไร ลงไว้ให้ตรวจสอบก็ดีครับ เป็นมารยาทของคนเขียนบทความครับ บางทีเราอาจสรุปมาผิดๆ เหมือนที่เนชั่นบอกว่า ประวัติศาสตร์ฉบับตัดแปะนั่นแหละครับ

และท้ายที่สุด คุณก็ยังไม่ได้ตอบเป็นประเด็นๆให้ตรงๆตามที่ผมโค้ดมาให้ตอบนะครับ ขอความกรูณาตอบเป็นประเด็นๆเอากันตรงๆไปเลยครับ จะได้ทราบว่า.."คุณคิดยังไง" คุณเชื่อว่ามีคอมมูนิสต์ ในกลุ่มผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา ยังงั้นใช่มั๊ยครับ จะได้จบประเด็นไป

จากคุณ : can - [ 28 ต.ค. 46 22:39:12 A:202.183.131.28 X: ]

ความคิดเห็นที่ 147

ผมไม่เชื่อว่ามีคอมมิวนิสต์ใน ๑๔ ตุลาอยู่เบื้องหลัง

อจ.เสกสรรค์ตอนนั้นก้ไม่ได้เป็น แต่ต่อมาเป็นและก้ไม่ได้รับความกดดันจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาฯ เหมือนคนอื่นๆ ด้วย

การไม่เป็น แต่ถูกกล่าวหาในเหตุการณ์ว่าเป็น นี่เป็นอีกประเด็น
อจ.ทวี บุตรสุนทร นี่ก็เป็นคอมโดยการถูกใส่ร้าย
ไขแสง ก็คอมฯ ในครวามคิดอ่านของตร.
ดังนั้นจึงมิใช่มีการกล่าวหาเสกสรรค์คนเดียว? เพียงแต่ผิดแปลกจากคนอื่นตรงที่ ผู้ชุมนุมเป็นผู้กล่าวหาแทนที่จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ

เสกสรรค์ไม่เป็น ณ ตอนนั้น มิใช่ว่าเขาจะไม่นิยมนะ

เรื่องเกี่ยวกับเสกสรรค์ ฟังจากปากคำของคุณเสกสรรค์เองไม่ได้ครับ
หลังเหตุการณ์ก็ออกมาพูดเช่นนั้น แน่นอน ที่นี่เมืองไทย คุณพูดเป็นอย่างอื่นไม่ได้

ผมไม่ได้ยึดคำพูดของเขาหรอก ผมยึดการกระทำที่ได้กระทำไปแล้ว
ผมไม่ได้ว่าเขาเป็นคอมฯ แต่ผมคัดมาบอกว่า มีคนบอก และนสพ.ก็เอามาลงเช่นนั้น โดยส่วนตัว ผมบอกไปแต่ต้นแล้วว่า ณ เวลานั้น เขาไม่เป็น แต่นิยม

เหตุผลเพียงความกดดันจากมวลชน ก็รับฟังได้ว่า เขามิใช่ผู้นำขบวนที่ดีพอ เพราะในส่วนอื่น ๆ ที่เป็นส่วนใหญ่เขาปักหลักรอกันอย่างอหิงสาได้ มันผิดที่การกระทำมิได้ผิดที่เขาเป็นคอมฯ ครับ โปรดเข้าใจตามนี้ด้วย

ถ้าคุณจะบอกว่า ให้ความเป็นธรรม คุณก็ต้องรับฟังณรงค์ กับถนอมพูดด้วยเหมือนกัน สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ใคร ๆ ก็พูดได้เพื่อให้ตัวเองฟังแล้วดูดีกันทั้งนั้น เพียงแต่ผู้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์และผู้มีปัญญาต้องใช้ดุลยพินิจ

ส่วนเรื่องวีรชนเสียสติ เป็นสำนวนของผม ผมบอกแล้วคุณจะเรียกเช่นนั้นก็ได้ หรือไม่เรียกก็ได้ ตามใจคุณ
แต่มีวีรชนส่วนหนึ่งที่ยืนอยู่บนรถถือโทรโข่งปาว ๆ ให้สู้ ๆ ๆ หลบมุมไปหมด กลับออกมาหลังเหตุการณ์ก็ได้ชื่อว่า วีรชนเหมือนกัน ผมไม่ได้ว่าเขาขี้ขลาด แต่มีสติสัมปชัญญะ

คนที่ยืนถือไม้กระบองท้าทายกระสุนปืนรอบด้านอย่างนายประพัฒน์ แซ่ฉั่ว ก็เป็นวีรชนที่ขาดสติเหมือนกัน ในที่สุดก็ถูกยิงแต่ไม่ตาย หากตายไป จะนำความเศร้าสูญ อาดูรมาให้กับคนในครอบครัวของเขามากที่สุด

ผมไม่ได้ปฏิเสธวีรกรรมในการขับรถเมล์ชนรถถังว่า ไม่ใช่การกระทำของวีรชน เพียงแต่เป็นวีรชนที่ใช้อารมณ์นำเหตุผล ขาดสติ และความยับยั้งชั่งใจ เหมือนพวกช่างกลที่ยอมตายไม่ยอมเสียศักดิ์ศรีของสถาบัน ตายแล้วก็เป็นวีรชนของเพื่อน ๆ ร่วมสถาบัน แต่ในสายตาของผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ห่าง ๆ เช่นผม มองว่า มันเป็นการกระทำที่เสียสติ

นี่เป็นบทกระทู้ มิใช่ บทความวิชาการที่ต้องพิมพ์ขายเป็นหนังสือ การแสดงความเห็นย่อมชอบธรรมและเป็นส่วนตัวได้ อย่าปรามาสความคิดเห็นของผมว่า..ไม่ถูก..ต้องคิดอย่างนั้นอย่างนี้..ต้องเขียนอย่างนั้นอย่างนี้..

แน่นอน หากเป็นบทความในหน้านสพ. หรือ ตำรา ผมจะไม่พูดตรง ๆ เช่นนี้ แต่ในกระทู้ เรามีเวลาสื่อสารกันน้อยและต้องรวบรัด ตอนที่พิมพ์ ผมยังไม่รู้ว่า กระทู้จะมีอายุเกิน ๕ วันไหม
คุณไม่จำเป็นต้องไปทุ่มเทขนาดนั้นหรอกครับ ชนิดไปสัมภาษณ์ ไปค้นคว้ามาเพื่อโพสต์กระทู้
อย่าลืมว่า ..ผมไม่ใช่คุมภีร์ของความถูกต้อง.. คุณเองก็เช่นกัน แต่เราปฏิเสธสิ่งที่มีอยุ่ร่วมกันไม่ได้นั่นคือ ความปรารถนาดีต่อสังคม

ในเมื่อคุณเป็นอดีตผู้สื่อข่าวไทยรัฐ คุณก็ไม่ควรจะไปสบประมาทอดีตผู้สื่อข่าวดาวสยาม เพราะเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์ที่ผ่านไป พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไทยรัฐ สนองตอบระบอบศักดินาทุนนิยมอย่างไร

ขณะเดียวกัน ถ้าคุณเป็นอดีตผู้สื่อข่าวสยามรัฐ หรือมติชน ก็มิได้บอกว่า คุณเป็นคนหัวก้าวหน้าที่เป็นที่พึ่งพาของประชาธิปไตยได้

เวลามีหัวโขนสวมอยู่ ทุกคนก็เล่นตามบทกันทั้งนั้น เพราะผู้กำกับเขาจ้างคุณให้เล่น แต่พอคุณถอดหัวโขนออกแล้ว คุณก็เป็นตัวของคุณเอง มีอิสระทางความคิด และสามารถที่จะเขียนบทความ หรือออกหนังสือโจมตีผู้กำกับที่เคยมอบบทนั้นให้คุณได้

ผมไม่จำเป็นต้องหมายเหตุว่า เหตุการณ์ไหนที่เอามาลงเป็นของหนังสือฉบับไหน มันจะมั่วไปหมด
การบอกเวลาเป็นช่วง ๆ เป็นลำดับของผู้สื่อข่าวทุกคนเวลาบันทึกข่าวอยู่แล้ว หนังสือหลังเหตุการณ์ที่ผมมี เขาก็ใช้วิธีรวบรวมเอาข้อมูลจากนสพ.ทุกฉบับที่ตีพิมพ์ในระหว่างเกิดเหตุการณ์ เอามาประมวลกันแล้วเย็บเป็นเล่ม นั่นเป็นการประมวลข่าว พอจะเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง เพราะผู้สื่อข่าวใกล้ชิดกับเหตุการณ์ทั้งสองฝ่ายได้มากกว่า คนดู

เราในฐานะคนซื้อ เปิดออกดูก็แยกแยะได้ว่า เขาไม่ได้รวบรวมมาจากฉบับที่เป็น ขวาสุด หรือซ้ายตกขอบ มิเช่นนั้น ตัวเขาเองก็จะถูกประณามได้
ตรงนั้น ดีกว่า คุณนั่งเก็บนสพ.ทุกฉบับไว้เป็นอนุสรณ์ ยอมจ่ายตังค์ให้เขาไป ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

อยากรู้ว่า นสพ.เวลานั้นลงข่าวอย่างไรก็ยงสามารถไปดูไมโครฟิลม์ที่เขาเก็บกันไว้ได้ หากอยากดิ้นรน

สิ่งที่ผมไม่เก็บรวบรวมก็คือ บทวิจารณ์ของคมลัมนิสต์ เพราะไม่พิสมัยในความเป็นกลาง และภูมิปัญญา แต่ผมเก็บรวบรวมส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น คนเขียนบทวิจารณ์มิได้อยู่ภาคสนาม มิได้มีความรู้ความสามารถมากไปกว่าผมนัก

ส่วนหนังสือของท่านต่าง ๆ ที่แนะนำกันมา ลองไปอ่านดูสิครับ มันก็คือ อคติ บนความเห็นส่วนตัวทั้งนั้น มิเช่นนั้น ชื่อผู้แต่งอย่าง เสกสรรค์..ธงชัย..สมศักดิ์ ขายไปทำไม คนซื้อก็เพราะต้องการทราบความคิดเห็นของพวกเขาน่ะแหละคือ จุดขาย

ที่ว่า อคติ ก็คือ ผลประโยชน์ที่สอดคล้องกับแนวความคิดส่วนตัว ความเชื่อส่วนตัว จากประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่เขามีอยู่

...............................
นี่เป็นการแลกเปลี่ยนความเห็นกันนะครับ ผมคุยกับคุณก็ต่อเมื่อคุณคุยดี ๆ ด้วยเท่านั้น เพราะคนเราอยู่ร่วมกันได้ด้วยการให้เกียรติ (โดยเฉพาะคนที่ไม่รู้จักกันต้องให้เกียรติมากกว่าคนที่ซี้ปึ้กกันแล้ว)

คุณลองย้อนไปอ่าน คห.๑๓๖ ของนายไท ดูซิ แล้วจะรู้ว่า คนเราน่าคบ น่าคุยด้วย มันสำคัญที่ตรงไหน แล้วทำไมผมต้องเลือกคุยและเลือกหยุด ทำไมเปิดกระทู้มาแล้วยแลกเปลี่ยนความเห็นกับทุกคนอย่างที่คุณบอกไม่ได้

ถ้าเป็นเมื่อ ๓-๔ ปีก่อนที่ผมเข้ามาที่นี่ใหม่ ๆ ผมก็ตอบทุกความเห็น ลากยาวไปจนกว่ากระทู้จะตกขอบ ไม่คำนึงถึงจิตใจและอารมณ์ของผู้ที่เข้ามาอ่าน หวังเพียงได้เอาชนะคู่สนทนา

แต่ภายหลังจบกระทู้ที่ลากยาวไปแล้ว ต่างก็ไม่ได้ข้อสรุป เป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แถมยังโดนด่าฝ่ายเดียวเสียอีก โดยที่ผมไม่เคยด่ากลับเลย (ใช้วิธีประชดและเสียดสี) มันไม่คุ้มค่าหรอกครับ เพราะในนี้มันมีฝักมีฝ่าย คุณยืนอยู่ตรงกลางไม่ได้(ไม่เชื่อคุณลองดูก็ได้) เพราะความเป็นกลางมันไม่ตอบรับผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งันั่นเอง ในที่สุด คุณก็จะกลายเป็นแกะดำ และเป็นศัตรูของพวกเขาไปในที่สุด

ลองคลิกไปดูให้ทั่วห้องสิครับ ก่อนที่คุณจะตำหนิใครว่า ไม่เป็นกลาง (ผมเองก็ไม่เคยยกตัวเองว่าเป็นกลางนะ ผมใส่อคติ คือ ความเห็นส่วนตัวของผมลงในทุกกระทู้ของผม เพียงแต่ผมไม่นำไปปะปนกับ "ข้อเท็จจริง" ที่เก็บมาต่างหากล่ะ เพื่อให้คนอ่านมีโอกาสในการตัดสินใจ

จากคุณ : *bonny - [ 29 ต.ค. 46 08:38:38 ]




ความคิดเห็นที่ 148

โอเคครับหากประเด็นชัดเจนที่บอกว่า
....ผมไม่เชื่อว่ามีคอมมิวนิสต์ใน ๑๔ ตุลาอยู่เบื้องหลัง....

หากพูดตรงนี้ชัดแล้วประเด็นอื่นก็เป็นรองไปหมดครับ
ตรงนี้แหละที่ผมต้องการให้คุณชี้ชัดๆ หากชัดอย่างนี้แล้วก็คงจบได้มั๊งครับ

ส่วนความเห็นเกี่ยวกับ ไทยรัฐและดาวสยาม คงไม่คุยนะครับ ให้คนอ่านเขาพิจารณาเองว่าอะไรเป็นอะไร

โดยเฉพาะคำพูดของคุณชวนหลีกภัย ที่อภิปรายที่สนามหลวง คงบอกอะไรเกี่ยวกับการทำงานของหนังสือพิมพ์ทั้งสองฉบับนี้อยู่แล้ว คิดว่าคุณคงมีอยู่แล้ว หากหาไม่เจอในหนังสือเย็นลมป่า มีครบถ้วนครับใครรับว่าได้รับเงินเท่าไหร่เขียนใส่ร้ายนายชวน ฉบับใหนลองๆไปอ่านนะครับ แต่คงไม่ใช่ไทยรัฐ

สำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลา เขาตั้งกระทู้ใหม่ลองๆเข้าไปอ่านหรือยังครับ

หากจะวิเคราะห์เรื่องสื่อ ในเหตุการณ์ทั้งสอง คือ 14 ตุลา และ 6 ตุลา ลองหาอ่านงานวิจัย ของ ดร.ระวีวรรณ ประกอบผล คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ทำมาเป็น 20 ปีแล้วกระมัง ลองๆหาอ่านนะครับจะได้หูตากว้างใกลขึ้นอีก

เพราะเท่าที่คุณสรุปเรื่องไทยรัฐกับดาวสยามก็รู้สึกแหม่งๆเหมือนกัน อิ อิ ขี้เกียจคุยแล้วครับสำหรับกระทู้นี้ คิดว่าคนอ่านคงคิดเองได้ ว่าตรงใหนคือ "ข้อเท็จจริง" ตรงใหนคือ "ความคิดเห็น"

จากคุณ : can - [ 29 ต.ค. 46 14:03:22 A:202.183.131.104 X: ]

 


จากคุณ : SP - [ 29 ต.ค. 46 21:14:53 A:203.113.36.12 X: ]

ความคิดเห็นที่ 149

ตามสำนวนความเห็นของคุณ *bonny วีรชน 14 ตุลา กลายเป็นคนเสียสติ ส่วนที่หลบมุมเป็นอีแอบแล้วโผล่หน้าหลังเหตุการณ์ไม่ถือว่าขี้ขลาดแต่มีสติสัมปชัญญะ สำนวนแบบนี้มีลีลาท่วงทำนองเหมือน:-)พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเสียจริงๆ

คุณ *bonny เอาข้อมูลเขามาลง โดยไม่ยอมบอกแหล่งอ้างอิงและใช้ข้ออ้างว่า "มันจะมั่วไปหมด" แถมยังบอกตั้งแต่ต้นว่า "ขอสงวนสิทธิ์หากผู้ใดคิดจะเอาไปเผยแพร่เพื่อการค้า" อย่างนี้ควรจะเรียกว่าอะไร ถ้าไม่ใช่ หน้าไม่มียางอาย

หลังจากได้อ่านข้อความบันทึกเหตุการณ์ที่คุณ *bonny เชิญชวนใครๆ ให้มาค้นหาความจริงที่เขาปิดบังกัน แล้วเทียบเคียงกับข้อมูล 14 ตุลาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ดู ขอบอกได้เลยว่าเป็นการคัดลอกตัดตอนข้อมูลจากที่ต่างๆ มาแปะ แล้วแต่งเติมเสริมใส่ความเห็นของตัวเองเข้าทำนอง "สรุปมาผิดๆ เหมือนที่เนชั่นบอกว่า ประวัติศาสตร์ฉบับตัดแปะ" ใครไม่รู้ที่มาที่ไป ดูเผินๆ ชวนให้น่าเชื่อถือ แต่ที่ไหนได้ ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา ... ฮา

ตัวอย่างข้อมูลตัดแปะหลายแห่งที่ผิดพลาดแบบจะจะ มีหลายท่านได้ท้วงติงด้วยความเอ็นดูไว้แล้ว ทั้งเรื่องมั่วตำแหน่งเลขาฯ ศูนย์นิสิตของคุณธีรยุทธและคุณสมบัติ, มั่วเรื่องคุณสุธรรมเป็นเลขาขององค์กรนักศึกษารามคำแหง, มั่วเรื่องคุณเกรียงกมล และมั่วเรื่องลี้ภัยในจีนของจิตร ภูมิศักดิ์
ถือโอกาสขอตั้งข้อสังเกตท้วงติงเพิ่มเติมบ้างต่อ "ประวัติศาสตร์ฉบับตัดแปะ" ดังนี้

กรณี ดร.ศักดิ์ ลบชื่อ 9 นักศึกษาออกจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น คุณ *bonny ระบุเหตุผลไว้อย่างตื้นเขินว่ามีสาเหตุจากการจัดพิมพ์หนังสือ “มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ” ซึ่งมีเนื้อหากล่าวโจมตีผู้บริหารของมหาวิทยาลัยอย่างรุนแรง ดูช่างจงใจมองแยกส่วนให้ขาดความเชื่อมโยงกับกรณีทุ่งใหญ่และกรณียึดอำนาจ/ต่ออายุราชการให้กับตัวเองของกลุ่มถนอม-ประภาส

สำนวนข้อความคำกล่าวหานักศึกษาว่า "เป็นพวกหัวรุนแรง กระทำตัวเป็นฝ่ายค้านนอกสภา ใจร้อนและรอ (พรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังได้เสียงเลือกตั้งดีวันดีคืน) ไม่ได้ ได้คืบจะเอาศอก" นั้น คุณ *bonny คงต้องการสื่อว่านักศึกษาควรสงบเสงี่ยมเจียมตัวเหมือนตัวแบบพรรคประชาธิปัตย์ที่พ่นว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภา รวมทั้งก็คงตำหนิคุณอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกระมังที่ถูกจับเข้าคุกฐานร่วมกันกับอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปี 2512 อีก 2 คน คือ คุณบุญเกิด หิรัญคำ และคุณอนันต์ ภักดิ์ประไพ เคลื่อนไหวคัดค้านนอกสภาเป็นโจทก์ฟ้องต่อศาลอาญาให้ลงโทษจอมพลถนอม กิตติขจร และพวกว่าเป็นกบฏล้มล้างรัฐธรรมนูญจากกรณีปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514

สำนวนข้อความที่ระบุว่า กลุ่มนักศึกษาหัวรุนแรงกระทำการ "ลามปามขึ้นเรื่อยๆ จากไฮด์ปาร์คในมหาวิทยาลัย เลยเถิดไปถึงการล่ารายชื่อประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจำนวน 100 คนจากทุกสาขาอาชีพโดยศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย เพื่อยื่นต่อรัฐบาลจอมพลถนอม รายชื่อสำคัญ ๆ ของบุคคลเหล่านี้แหละครับ ถือว่า ..น่ายกย่องอย่างยิ่ง และเป็นผู้มีส่วนผลักดันให้เรามีประชาธิปไตยในทุกวันนี้" ข้อความที่คุณ *bonny ระบุคงสรุปได้อย่างหัวมังกุดท้ายมังกรว่า การกระทำที่ลามปามดังกล่าวนั้นเป็นเหตุให้ได้รายชื่อผู้น่ายกย่องอย่างยิ่ง และทำให้เรามีประชาธิปไตยเช่นทุกวันนี้ แล้วอย่างนี้ คงต้องบัญญัติศัพท์แปลความหมายคำว่าลามปามกันใหม่ได้แล้ว

ในจำนวนรายชื่อบุคคลทั้ง 100 คนที่คุณ *bonny ใช้สำนวนระบุว่าน่ายกย่องนั้น เท่าที่รู้มีอย่างน้อยร่วม 10 คนที่ภายหลังเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเหมือนกับคุณเสกสรรค์ที่ถูกคุณ *bonny บอกว่า "ตอนนั้นไม่ได้เป็น แต่ต่อมาเป็น แม้ตอนนั้นไม่ได้เป็นแต่มิใช่ว่าจะไม่นิยม" อย่างนี้แล้วไม่รู้ว่าบุคคลเหล่านั้นจะถูกกล่าวหาว่าตอนนั้นก็นิยมคอมมิวนิสต์ด้วยหรือไม่ จะยังเป็นบุคคลที่น่ายกย่องของคุณ *bonny ต่อไปอีกหรือไม่

"นักเขียนหัวรุนแรง ..คุณกุหลาบ สายประดิษฐ์" ไม่รู้ว่า คุณ *bonny ต้องการสื่ออะไรในสำบัดสำนวนนี้ แต่จากข้อมูลของสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า "หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 เสด็จในกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเล็งเห็นถึงความรู้ความสามารถ จึงได้ชักชวนให้คุณกุหลาบในวัย 27 ปีที่มีความรู้แค่ ม.8 ในขณะนั้นมาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติรายวันของพระองค์" และถึงแม้จะเสียชีวิตไปแล้วในปี 2517 แต่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2543 ยังได้รับรางวัลปรีดี พนมยงค์ในฐานะผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านประชาธิปไตยและสันติภาพ ซึ่งในคำประกาศเกียรติคุณตอนหนึ่ง กล่าวยกย่องว่า คุณกุหลาบเป็นบุคคลพิเศษ "ในฐานะนักคิด นักเขียน และนักต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย ด้วยวิถีทางอันปราศจากการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ด้วยความซื่อสัตย์ จริงใจและจริงจัง" ข้อหานักเขียนหัวรุนแรงช่างขัดแย้งกับการได้รับความไว้วางใจจากเจ้านายชั้นสูงและคำประกาศเกียรติคุณดังกล่าว

ข้อชี้แจงต่อคำท้วงติงเรื่อง "วีรชนเสียสติ" ได้รับการชี้แจงจากคุณ *bonny ว่าเป็นเพียงสำนวนการเขียน แต่ดูเหมือนคุณ *bonny จะชื่นชมอดีตหัวหน้าพรรคการเมืองบางคนถึงกับเลียนแบบวาดลวดลายลีลาสำบัดสำนวนการเขียนทั้งเชือดเฉือนและใส่สีตีไข่ไว้ในกระทู้นี้จนเปรอะไปหมด

เมื่อเป็นเช่นนี้ ชวนให้น่าคิดต่อไปได้ว่าคำเชิญชวนให้เข้ามาค้นหาความจริงในกระทู้นี้ มีเจตนาบริสุทธิ์ หรือต้องการทำลายเจตนารมณ์ของวีรชน 14 ตุลาคม กันแน่

จากคุณ : 9y;0ib' - [ 29 ต.ค. 46 16:45:02 A:202.44.4.24 X: ]




ความคิดเห็นที่ 150

ตามอ่านมาตลอด คุณ bonny ขยัน follow-up กระทู้ทุกวันเลยนะครับ
วันนี้ขอแก้ไขหน่อยนะครับ คือ อจ.ทวี บุตรสุนทร ในความคิดเห็นที่ 147 น่าจะเป็น อาจารย์ ทวี หมื่นนิกร นะครับ ส่วน คุณ ทวี บุตรสุนทร นั้น เคยเป็นอดีตผู้บริหารบริษัทปูนซิเมนต์ไทย และประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คนละคนกันครับ


จากคุณ : SP - [ 29 ต.ค. 46 21:14:53 A:203.113.36.12 X: ]




ความคิดเห็นที่ 151

คุณSP..
ขอบคุณครับ แก้ไขแล้ว ผมคงจะเพี้ยนไปจริง ๆ อย่างที่หลายคนว่า ทั้งสองคนไม่เกี่ยวกันเลยจนนิดเดียว
........................................

คุณ9y;0ib'

การพิมพ์กระทู้ที่ยาวนานนับชั่วโมง และส่วนหนึ่งผมควักออกมาจากความจำประกอบ มันผิดพลาดได้ครับ เพราะเรื่องราวเป็นเมื่อ ๓๐ปีที่แล้ว
คุณต้องดูที่ความตั้งใจของผมด้วยว่า เจตนาหรือไม่ และเป็นสาระสำคัญหรือเปล่า อย่าถือเป็นประเด็นไปเสียทั้งหมด
(ไม่อย่างนั้นผมคงติดคุกไปตั้งแต่ความเห็นแรก ๆ ที่ลงนามสกุลของจอมพลถนอมผิด แต่ทุกคนที่นี่ก็เข้าใจได้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุพลั้งเผลอ)

ตรงไหนผิดพลาด ผมจะยอมรับหลังจากรับทราบและขอบคุณทุกท่านที่ชี้แนะ ผมทำเช่นนี้ทุกครั้งไป
เป็นธรรมดาครับ เพราะผมพิมพ์สด ๆ แล้วส่งเลยก่อนไปทำงานตอนเช้า มันรีบร้อนไปเสียหมด
เพราะความชราภาพมันทำร้ายบ้าง เรื่องของกาลเวลาบ้าง แลงานในหน้าที่ประจำรังควานบ้าง ทำให้ไม่มีเวลาแม้แต่จะทบทวนข้อควาที่พิมพ์ก่อนส่ง

**ก็ต้องขออภัยทุกท่านอย่างสูงมา ณ ที่นี้ หากถูกพาดพิงโดยมิได้ตั้งใจ**

เรื่องอื่น ๆ ที่คุณกล่าวหามา ผมจะไม่ขอพูดคุยด้วย (แม้อยากจะตอบโต้ แต่คิดว่า ไม่มีคุณค่าในการสนทนาภาษาแบบนี้) เฉพาะข้อหา"ไม่มียางอาย" คุณก็ผิดแล้วครับ
การบอกแหล่งที่มาโดยคร่าวเป็นมารยาทที่สมควรครับ (คุณจะสืบค้นต่อก็ได้ เพราะผมก็ให้รายละเอียดไปมากพอ เพียงแต่ไม่บอกชื่อและแหล่งพิมพ์) เพราะที่นี่มิใช่ตำราอ้างอิง ไม่ใช่สนามประลองความถูกต้อง หากระบุชัดเจนเป็นอันตรายต่อผู้เขียนหนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่แน่ว่า หากข้อมูลที่นำมาลงไม่เป็นที่ถูกใจ เขาอาจถูกด่าฟรี ๆ โดยไม่มีสิทธิ์ตอบโต้ข้อกล่าวหา เพราะความเห็นในกระทู้ โพสต์ไปแล้วมันเป็นหลักฐานทั้งสิ้น

โดยเฉพาะกรณีที่ล่อแหลมมาก ๆ เช่นนี้ ไม่เชื่อลองดูสิครับ เอาเรื่องเดือนตุลานี่แหละ คุณลองโพสต์ชื่อหนังสือและคนแต่งดูมั่ง ก็อปเอามาโพสต์เป็นกระทู้นะ จะมีทั้งคนเห็นด้วยและคนจิกด่า
คุณน่ะรอด เพราะใช้ชื่อปลอม แต่คนที่เสียหายล่ะเป็นใคร?
แก้ไขเมื่อ 30 ต.ค. 46 10:01:50

จากคุณ : *bonny - [ 30 ต.ค. 46 09:55:05 ]

โต้ประวัติศาสตร์ฉบับตัดแปะ
โยนแพะ 'พคท.' ก่อการ 14 ตุลา

ปมใหญ่ใจความของการจุดกระแสชำระประวัติศาสตร์เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 โดย พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร และนักวิชาการประวัติศาสตร์ เทพมนตรี ลิมปพยอม ก็คือความพยายามจะบอกกับสังคมว่า พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลประภาส กิตติขจร ไม่ได้มีส่วนในการปราบปรามประชาชนในเหตุการณ์วันนั้น

แน่นอน เมื่อไม่มีส่วน การยึดทรัพย์ของตระกูล 'กิตติขจร' ที่เกิดขึ้นโดยรัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ หลังเกิดเหตุการณ์ก็ย่อมไม่ชอบธรรม

แล้วใคร? ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปราบปราม 'เทพมนตรี' บอกว่า 1.ทหารมือรองที่ขัดแย้งกับ พ.อ.ณรงค์ นำโดย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก และ 2.พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ผ่านองค์กรจัดตั้ง คือศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) โดยเฉพาะ 'ศูนย์บัญชาการเดินขบวน' ที่นำโดย เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

พูดแบบชาวบ้านก็คือ เสกสรรค์ เป็นสายลับของ พคท. แทรกซึมเข้าไปใน ศนท. เพื่อนำขบวน และจงใจเคลื่อนขบวนไปสวนจิตรลดาฯ เพื่อทำให้เกิดการปะทะ

เท่านั้นเอง ความพยายามเพื่อการชำระประวัติศาสตร์ โดยการสร้างประวัติศาสตร์ฉบับ 'กิตติขจร' ขึ้นมาให้ข้อมูลอีกด้าน ก็มีน้ำหนักอันเบาหวิว เป็นประวัติศาสตร์ที่คนเดือนตุลาบางคนเรียกว่า ฉบับ 'ฮากลิ้ง' ฉบับ 'จับแพะชนแกะ' และเป็นวิธีการศึกษาแบบทำรายงานตัดแปะในสมัยมัธยมเอาเลยทีเดียว

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ เทพมนตรี นำมาใช้อ้างว่า พคท. อยู่เบื้องหลังการนองเลือด มีด้วยกัน 2-3 ประการ คือ

1.รายงานทางราชการเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบทางภาคเหนือ ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพปลดแอกของ พคท. ที่ฝ่ายหลังอยู่ในฐานะเพลี่ยงพล้ำ ถูกกดดันอย่างหนักก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลาไม่กี่วัน และพลิกกลับเป็นดีขึ้นหรือตั้งมั่นได้ เมื่อเกิดการพลิกผันทางการเมืองจากเหตุการณ์ 14 ตุลา

2.ยังเลือกอ้างบางตอนของ 'บันทึกรายงานสรุปผลการสัมมนา สรุป วิเคราะห์ และประเมินกรณี 14 ตุลาคม 2516' ที่มีขึ้นในปี 2521 ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย อ้างผู้เข้าร่วมในการสัมมนาครั้งนั้นที่มีบางคนเป็นแกนนำ และบทบาทสำคัญในการนำขบวน (พีรพล ตริยะเกษม นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือ อมธ.) แล้วเหมาเอาว่า การนำขบวนในวันที่ 13-14 ตุลา เป็นเพราะ พคท. และโดย พคท.

3.ย้ำความเป็นคอมมิวนิสต์ของแกนนำที่นำขบวนในวันนั้น โดยอ้างคำพูดของกรรมการ ศนท. ที่ปราศรัยโจมตีเสกสรรค์ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ยอมสลายการชุมนุม แต่ละเลยที่จะพูดถึงปัญหาทางเทคนิคของการสื่อสาร จนทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างแกนนำผู้นั้น กรรมการ ศนท. กับเสกสรรค์ ที่เป็นผู้นำขบวน

ที่ 'ฮากลิ้ง' เพราะข้อมูลที่เลือกหยิบมาบางด้านเป็นข้อมูลจริง แต่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ที่สำคัญ ยังสะท้อนว่าผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ท่านนี้มิได้เข้าใจที่มา ขบวนการนักศึกษา มิได้เข้าใจหรือพยายามทำความเข้าใจการดำเนินงานและวิธีทำงาน การต่อสู้ของ พคท. มากพอ และยังมีทัศนคติแบบ 30 ปีที่แล้วที่เห็นว่า พคท.เป็นปีศาจ มากเสียยิ่งกว่าเป็นองค์กรการต่อสู้ทางอุดมการณ์

0 0 0

ท่ามกลางสมัยแห่งการปิดหูปิดตาประชาชน มิให้ประชาชนยุ่งเกี่ยวกับการเมือง จากยุค 'ข้าฯขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว' จนถึงยุคของจอมพลถนอม กิตติขจร นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยยุ่งอยู่กับกิจกรรมฟุ้งเฟ้อ งานบอลลีลาศ และกีฬาเป็นด้านหลัก กิจกรรมเพื่อสังคมแม้จะมีอยู่บ้างก็เป็นส่วนน้อย ซึ่งได้แก่ค่ายอาสาพัฒนาชนชท ซึ่งก็เน้นหนักทางด้านการสร้างวัตถุมากกว่าสร้างจิตใจ

กระทั่งปัญญาชนกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับยุคสมัย และมีกิจกรรมทางวิชาการนอกรั้วมหาวิทยาลัย หลังจากนั้นการรวมตัวของนักศึกษาจากหลายสถาบันจึงค่อยๆ ก่อรูปขึ้น

จากวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ที่มี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ ตามมาด้วยหนังสือพิมพ์รายสะดวกของนักศึกษาที่ออกในปี 2507 หลังการอสัญกรรมของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในชื่อ '7 สถาบัน' '7พลัง' ที่หมายถึง 7 มหาวิทยาลัยที่มีอยู่ในขณะนั้น กลายเป็นแนวหน้าสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการวิจารณ์สังคมการเมืองให้กับนักศึกษาตามมาอีกหลายเล่ม อาทิ ลานโพธิ์ ที่ตีพิมพ์บทกวี 'กูเป็นนิสิตนักศึกษา' ของสุจิตต์ วงศ์เทศ 'หนังสือเล่มละบาท' และอีกหลายเล่มหลายรูปแบบ กระทั่งก่อรูปเป็นความคิดที่นักศึกษาจะต้องรวมตัวกัน

จรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชน เล่าถึงการก่อรูปขบวนการนักศึกษาไว้ใน 'ก่อนจะถึง 14 ตุลา' ว่าต้นปีการศึกษา 2510 อาจารย์ผู้เป็นเลขาธิการยุวพุทธิกะสมาคมแห่งประเทศไทย ร่วมกับนักศึกษากลุ่มหนึ่ง ได้จัดสัมมนาผู้นำนิสิตนักศึกษาทั่วประเทศขึ้น ในที่ประชุมครั้งนั้นนั่นเองอาจเป็นครั้งแรกๆ ที่ผู้นำนิสิตนักศึกษาได้มีโอกาสแสดงความคิดต่อระบบการศึกษา สังคม เศรษฐกิจ การเมือง โดยมิได้เกรงกลัวต่อการเพ่งเล็งของเจ้าหน้าที่รัฐคือ 'สันติบาล' และในตอนท้ายการสัมมนาครั้งนี้จึงได้มีการเสนอให้จัดตั้งสหพันธ์นักศึกษาแห่งประเทศไทย ทว่า เพื่อหลีกเลี่ยงว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จึงได้ตั้งชื่อองค์กรนิสิตนักศึกษาว่า 'ศูนย์นิสิตนักศึกษายุวพุทธแห่งประเทศไทย' แต่มิได้มีกิจกรรมในฐานะศูนย์มากนัก

กระทั่งเมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี 2511 ก็ถึงยุคของการตื่นตัวทางด้านการเมืองของนักศึกษาแล้ว ความอัดอั้นจากการไม่มีรัฐธรรมนูญไม่มีเสรีภาพ เป็นแรงส่งให้การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเป็นไปอย่างกว้างขวาง กลางปี 2511 นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นหัวหอกของการเดินขบวนครั้งแรกในรอบ 10 ปี เพื่อประท้วงการขึ้นค่ารถเมล์ ตามมาด้วยการอาสาเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2512 โดยการสังเกตการณ์ครั้งนี้มีนักศึกษาเข้าร่วมถึง 3,000 คน

การมีรัฐธรรมนูญยังได้ส่งผลโดยตรงกับบรรยากาศประชาธิปไตยภายในรั้วมหาวิทยาลัยด้วย เพราะในช่วงนี้นี่เองที่สโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับจากที่ต้องมีอาจารย์เข้าร่วมมาเป็นนักศึกษาทั้งหมด คณะกรรมการนักศึกษามาจากการเลือกตั้งโดยตรงของนักศึกษา ขณะเดียวกันก็เกิดกลุ่มอิสระขึ้นมากมาย

ในช่วงนี้เองที่ผู้นำนักศึกษาส่วนใหญ่เริ่มพูดถึงการก่อตั้งองค์การนักศึกษาแห่งประเทศไทยบ่อยขึ้น และการสัมมนาผู้นำนิสิตนักศึกษาในเดือนสิงหาคม 2512 ก็ทำให้องค์การศูนย์รวมของนักศึกษาทั่วประเทศถือกำเนิดอย่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จนกระทั่งมีการรับรองธรรมนูญและประกาศจัดตั้งศูนย์อย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2513 ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในชื่อว่า 'ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย' โดยที่ประชุมครั้งนั้นได้เลือก โกศล โรจนพันธ์ อุปนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเลขาธิการ ศนท. คนแรก

อย่างไรก็ตาม จรัล ได้เล่าถึง ศนท. ในยุคก่อตั้งว่า.

"แม้การตั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ นี้จะสอดคล้องกับสถานการณ์ในเวลานั้น แต่พวกเรานิสิตนักศึกษาผู้ทำกิจกรรม ไม่ค่อยยอมรับ เพราะเห็นว่าเป็นศูนย์กลางของสโมสรหรือองค์การนิสิตนักศึกษาหาใช่ของขบวนการนักศึกษาที่แท้จริงไม่ ยิ่งในระยะต่อมา ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษานี้ทำแต่กิจกรรมเชิงสังคมสงเคราะห์ เช่น แนะแนวการศึกษา เรี่ยไรเสื้อผ้า สิ่งของ จัดรายการหารายได้เพื่อช่วยเหลือประชาชนในยามน้ำท่วมหรือฝนแล้ง การตั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาฯ นี้ ยังไม่ค่อยมีความหมายทางการเมืองเท่าใดนัก

"จนกระทั่งเมื่อธีรยุทธ บุญมี มาเป็นเลขาธิการในปี 2515 ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยนี้จึงเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของขบวนการนักศึกษาและประชาชน"

อย่างที่ทราบกันดีว่า ศนท. ภายใต้การนำของ ธีรยุทธ สร้างการยอมรับด้วยประเด็นสาธารณะ โดยเฉพาะการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น อย่าลืมว่าในปี 2515 นั้น สภาผู้แทนฯถูกยุบเลิกไปแล้วจากการทำรัฐประหารรัฐบาลตัวเองของจอมพลถนอม และไม่กี่เดือนต่อมา ศนท.ยังได้นำนักศึกษาประท้วงต่อต้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 299 ที่ให้ฝ่ายตุลาการขึ้นต่อฝ่ายบริหาร ซึ่งการประท้วงครั้งนั้นจบลงด้วยชัยชนะของ ศนท. อีกเช่นกัน ไม่แปลกเลยที่นาทีนั้น ขบวนการนักศึกษาจะได้กลายเป็นความหวังใหม่ของประชาชนไปแล้ว

เมื่อเกิดกรณีลักลอบล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่นเรศวร ในเดือนเมษายน 2516 ตามมาด้วยการขับชื่อนักศึกษารามคำแหง 9 คน ตามมาด้วยการประท้วงอธิการบดีรามคำแหง ตามมาด้วยการจับกุมกลุ่มผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ ความไม่พอใจของประชาชนและนักศึกษาที่มีต่อเหตุการณ์เหล่านี้และกล่าวให้ถึงที่สุดคือ ความไม่พอใจต่อระบบการเมืองและรัฐบาล ก็เป็นแรงผลักดันให้ ศนท. ต้องเป็นหัวหอกในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญจนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลา ในที่สุด และโดยไม่ต้องอาศัยการชี้นำจากองค์กรการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองไหน หรือแม้แต่ พคท. แต่อย่างใดเลย

อย่างไรก็ตาม คงต้องยอมรับกันด้วยว่า พัฒนาการทางความคิดของนักศึกษาในยุคนั้น หากเรียกอย่างง่ายๆ ก็เห็นจะเป็นว่า 'ก็ซ้ายด้วยกันทั้งนั้น' เพราะเพียงแต่คิดไม่เหมือนรัฐบาล ก็เป็นซ้ายเสียแล้ว แต่ถึงขั้นฝักใฝ่ใน พคท. ที่ยึดแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ ตามแนวทาง 'ป่าล้อมเมือง' ยังไม่เกิดขึ้นในหมู่นักศึกษาทั่วไปแน่ ยิ่งไม่เกิดขึ้นใน ศนท. เพราะแม้แต่ จรัล ดิษฐาอภิชัย ที่เล่าเรื่องนี้ และถือเป็นคนแรกๆ ในกลุ่มนักศึกษาที่เข้าร่วมกับ พคท. ก็เป็นการเข้าร่วมเมื่อหลังปี 2515 ไปแล้ว

ขบวนการนักศึกษาที่ก่อรูปก่อร่างขึ้นมาจึงมิได้ถูกครอบงำจาก พคท. นอกจากนี้ยังมีเอกสารและหลักฐานอีกมากที่ยืนยันด้วยว่า เหตุการณ์ 14 ตุลา ก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการชี้นำของ พคท. ด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในหลักฐานที่ว่า ลองพิจารณาเอกสารที่ เทพมนตรี นำมาอ้าง (แต่ไม่หมด) นั่นคือ เอกสาร 'บันทึกรายงานสรุปผลการสัมมนา สรุป วิเคราะห์ และประเมินกรณี 14 ตุลาคม 2516' ที่มีขึ้นในปี 2521 ที่น่านเหนือของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งตอนท้ายได้สรุปบทบาทของ พคท.ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ว่า

พคท.เข้าร่วมในการเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม ทั้งทางตรงและทางอ้อม มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่ง 3 ทรราชออกนอกประเทศ แต่มิได้มีบทบาทถึงขั้นชี้ขาดการเคลื่อนไหว กล่าวคือ

1) ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ และการลงชื่อ มีคนของ พคท. ส่วนหนึ่งร่วมผลักดันอยู่ด้วย

2) ตามสถาบันการศึกษาทุกแห่ง มีมวลชนและแกนของ พคท. จำนวนหนึ่ง เข้าไปสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกลุ่มแกนนำและเข้าร่วมการเคลื่อนไหว เช่น การเสนอความคิดเห็นเพื่อผลักดันการเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ถูกต้องและมีเป้าหมาย

3) ภายนอกสถาบัน พคท. ได้ผลักดันมวลชนในการจัดตั้ง เช่น กรรมกร และประชาชน

4) มีส่วนผลักดันให้ นสพ. บางฉบับเผยแพร่การเคลื่อนไหวอย่างครึกโครม และเป็นผลดีแก่ฝ่ายประชาชน

5) หาข่าวสารจากหน่วยงานของรัฐบาล สนองแก่กลุ่มแกนนำการเคลื่อนไหวอีกทอดหนึ่ง ฯลฯ

"กล่าวได้ว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการนักเรียนนักศึกษาประชาชน กรณี 14 ตุลาคม มวลชนเป็นผู้ริเริ่ม และก่อการเคลื่อนไหวตลอดทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบ พคท. มิได้เข้าไปมีบทบาทโดยตรง แต่ก็ได้ระดมกำลังทั้งหมดช่วยเหลือการเคลื่อนไหวเกือบทุกด้าน ทั้งร่วมมีส่วนแสดงความคิดเห็นอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มแกนนำการเคลื่อนไหว โดยผ่านแกนของ พคท."

ยิ่งไปกว่านั้น เอาเข้าจริง พคท. ก็มิได้เชิดชูแนวทางการเคลื่อนไหวของ 14 ตุลา มากเท่าไร เพราะ 1 ปีหลังเหตุการณ์ อมธ.ได้ตีพิมพ์บทความของ ผิน บัวอ่อน อดีตกรรมการกลาง พคท. ชื่อ 'แนวทาง 14 ตุลา จงเจริญ' และบทความนี้เองที่ทำให้เกิดวิวาทะครั้งใหญ่ระหว่างสายที่เห็นด้วยกับผิน และสายงาน พคท.ในเมือง ซึ่ง สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำสาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้คัดลอกคำอธิบายเหตุการณ์ 14 ตุลา ของสายงาน พคท.ในเมือง ไว้ในนิตยสาร 'ฟ้าเดียวกัน' โดย สายงาน พคท.ผู้นั้นกล่าวถึง 'ผิน' ว่า

"พวกลัทธิแก้...พยายามหลอกลวงประชาชน พวกมันลงทุนพิมพ์หนังสือ แนวทาง 14 ตุลา จงเจริญ ออกมาหลอกประชาชน นี่มิได้หมายความว่า มันต้องการให้ประชาชนเราพากันไปตายกันหมดหรอกหรือ แนวทาง 14 ตุลา จงเจริญ จะเจริญได้อย่างไร แนวทาง 14 ตุลา เป็นแนวทางที่ไร้การจัดตั้ง มุ่งให้ประชาชนใช้ความรุนแรง" (จากหนังสือวีรชนกล้าหาญ) และอีกคำอธิบายใน นิตยสาร 'เอเชีย' ว่า

"แทนที่เขาจะสดุดีจิตใจ 14 ตุลาคมที่กล้าต่อสู้ กล้าเอาชนะ ไม่กลัวการเสียสละชีวิต เขากลับสดุดีแนวทางการต่อสู้ 14 ตุลาคมซึ่งเป็นแนวทางที่ไร้การจัดตั้ง เป็นแนวทางที่สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรงในเมืองซึ่งไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะมองในแง่ยุทธวิธี หรือมองจากบทเรียนความจัดเจนทั้งในอินโดนีเซียและกรีซ"

เมื่อเป็นดังนี้ ประวัติศาสตร์ฉบับ 'กิตติขจร' ที่ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ว่าจะในแง่ของชัยชนะ หรือการนองเลือด เกิดเพราะ 'คอมมิวนิสต์' จึงออกจะเป็นประวัติศาสตร์ฉบับตัดแปะ และยังมองเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากเพื่อจุดประสงค์ของการ 'แก้ตัว' อยู่นั่นเอง


"เป็นเรื่องปกติ ที่มีการแก้ตัวในทุกๆ ปี"
30 ปี 14 ตุลา ผ่านไปแล้ว แต่ยังมีสีสันใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา เมื่อ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ผู้ถูกสังคมเรียกขานว่า 'ทรราช' และเป็น 1 ใน 3 ของผู้เรืองอำนาจในห้วงเวลานั้น กลับออกมาบอกว่าตนตกเป็น 'เหยื่อของเหตุการณ์' โดยบอกเล่าเรื่องราวผ่านหนังสือและวีซีดีเรื่อง 'ลอกคราบ 14 ตุลา ดักแด้ประวัติศาสตร์การเมืองไทย' เรียบเรียงโดย เทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ที่เพิ่งแถลงข่าวเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2516 และมีคนในตระกูลกิตติขจร, จารุเสถียร มาร่วมงานอย่างคับคั่ง
โดยสาระสำคัญอยู่ที่ว่า พ.อ.ณรงค์ ไม่ได้มีส่วนในการล้มตายของนักศึกษาประชาชน ทั้งยังมีส่วนอย่างยิ่งที่จะระมัดระวังไม่ให้เกิดความรุนแรง

ขณะเดียวกัน เทพมนตรี ลิมปพยอม ผู้เรียบเรียงหนังสือเล่มดังกล่าว ยังได้ตั้งข้อสังเกตต่อหนังสือ 'บันทึกประวัติศาสตร์ 14 ตุลา' เขียนโดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย และอดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ที่มีความตอนหนึ่งระบุว่าเฮลิคอปเตอร์ ลำที่ พ.อ.ณรงค์ ใช้บินขึ้นตรวจการณ์นั้น มีคนใช้ปืนกราดยิงลงมานั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้

รวมทั้งบทบาทของ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ที่หนังสือบันทึกประวัติศาสตร์ฯ ให้น้ำหนักว่าเป็น 'พระเอก' เทพมนตรีกลับมองว่า พล.อ.กฤษณ์คนนี้คือ 'ผู้ร้ายตัวจริง' เพราะเป็นผู้สั่งการให้นำรถถังกับทหารออกมาบนถนน ทำให้เห็นว่าเกิดจลาจล

0 0 0

ในฐานะนักประวัติศาสตร์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวถึงความสำคัญของเหตุการณ์ 14 ตุลา ว่า

ประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 2516 มีความสำคัญมากในแง่กระบวนการประชาธิปไตยของไทย เพราะเหตุการณ์เมื่อ 30 ปีที่แล้ว มองในเชิงปริมาณ เฉพาะคนที่เดินขบวนบนถนนราชดำเนินประมาณกันว่า 5 แสนคน จากสถิติปี 2516 กรุงเทพฯ มีประชากรเพียง 3.7 ล้านคน แสดงว่ามี 1 ในทุก 7 คนออกมาบนถนน ถ้านับรวมกับคนที่ร่วมเรียกร้องในต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย แปลว่ามีคนเข้าร่วมเป็นล้านๆ คน ในแง่คุณภาพ ผู้นำเป็นนิสิตนักศึกษาก็เป็นคนมีการศึกษา แปลว่าเหตุการณ์คราวนั้น มีทั้งปริมาณและคุณภาพ

ทั้งที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่ปรากฏว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ กลับไม่ระบุถึง

"มีเพียงหนังสือที่ภาคเอกชนทำออกมา หากรัฐบาลชุดนี้จะให้มีการดำเนินการชำระประวัติศาสตร์ 14 ตุลา 16 ก็เป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ต้องไม่มีการผูกขาดประวัติศาสตร์ไว้เพียงฉบับเดียว..."

สำหรับข้อโต้แย้งทางประวัติศาสตร์ กรณีที่ว่ามีการยิงกราดลงมาจากเฮลิคอปเตอร์นั้น พ.อ.ณรงค์ ได้เล่าไว้ในคราวแถลงข่าวเปิดตัวการจัดทำหนังสือเล่มดังกล่าวว่า

"วันที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์วันนั้นเป็นวันที่ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา รองผู้บัญชาการทหารบก เสนอในที่ประชุมสวนรื่นฤดีว่า เพื่อให้เหตุการณ์มันจบลงโดยเร็ว จะให้มีการยกพลขึ้นบกแล้วปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ทหารเรือขึ้นทางแม่น้ำเจ้าพระยา และให้ทหารหน่วยของเขา ร.11 พัน 2 เข้าทางสนามหลวง ปิดล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้เหตุการณ์ดีขึ้น ผมก็เสนอว่าขอขึ้นไปตรวจการณ์ตรงนั้นก่อนเพื่อความปลอดภัย ไม่ให้เกิดความรุนแรงนองเลือดขึ้น"

เมื่อเครื่องบินไปถึงบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เห็นว่า ถ้าขืนทำตามที่ พล.อ.กฤษณ์ พูด ก็จะต้องมีการนองเลือดกันแน่นอน เขาจึงรายงานไปว่าขอให้ระงับการเคลื่อนพลมายังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ข่าวก็ออกมาว่าเขาใช้ปืนกลเฮลิคอปเตอร์ยิงลงมา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ชาญวิทย์ ตอบว่า

"มีข้อมูลยืนยันหมด จากคนอยู่ในเหตุการณ์นั้น อย่างคุณภูมิสัน โรจน์เลิศจรรยา ซึ่งเป็นประธานสภานักศึกษา เขาเขียนไว้ในบันทึกหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา บอกว่ามีเฮลิคอปเตอร์ยิงลงมา และเมื่อ 10 วันก่อนผมไปพูดที่วัดไทยในลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็มีพยาบาลคนหนึ่งชื่อคุณน้อย ตอนนี้เปิดร้านอาหารอยู่ในลอสแองเจลิส เขาไปตามหาน้องชายในวันที่ 14 ตุลา (ช่วงนั้นเธอเป็นพยาบาลอยู่ รพ.จุฬาฯ) และยืนยันว่าเห็นเฮลิคอปเตอร์ยิงลงมาจากข้างบนอากาศ"

ซึ่งสอดคล้องกับที่ พ.อ.นพนันท์ มุตตามระ อดีตนายทหารคนสนิท (ทส.) พ.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้ให้สัมภาษณ์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ TODAY เมื่อเร็วๆ นี้ว่า

"ทุกคนที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์มีปืนเอ็ม 16 หลังเหตุการณ์มีก็พูดกันหนักมาก พ.อ.ณรงค์ ไม่ได้เป็นคนขับเฮลิคอปเตอร์ แต่มีนายทหารขับ 2 คน ซึ่งมีเอ็ม 16 ไปด้วย...ปืนที่ยิง ยิงคนที่หลบไปแม่น้ำเจ้าพระยา กระสุนยังเข้าไปโดนคนที่ รพ.ศิริราช เป็นข่าวใหญ่โตตอนนั้น มันลั่นไกเป็นชุด 10-30 นัด แต่ พ.อ.ณรงค์ ไม่ได้ยิง... ผมรู้เพราะนักบินมันพูดเอง"

0 0 0

ดร.ชาญวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลถ้าเราตรวจสอบแล้ว ก็น่าเชื่อถือได้ว่ามีการยิงลงมา และคนที่ตายในเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 จำนวน 77 คน ส่วนใหญ่ถูกยิง มีหนังสือพระราชทานเพลิงศพ เล่มหนึ่งทำโดยแพทย์ศิริราช ซึ่งพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2517 ก็มี เพราะฉะนั้น หมายความว่าหลักฐานประวัติศาสตร์มีชัดแจ้ง แต่การจะแก้ตัวเราก็เข้าใจได้

"ต้องไม่ลืมว่าจอมพลถนอม กิตติขจร และภรรยา, จอมพลประภาส จารุเสถียร และภรรยา, พันเอกณรงค์ กิตติขจรและภรรยา ถูกยึดทรัพย์ โดยรัฐบาลอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ นอกจากนั้นพันเอกณรงค์ ยังถูกปลดออกจากราชการ ไม่มีบำเหน็จบำนาญด้วย อันนี้เป็นสิ่งซึ่งเขาได้รับการลงโทษเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เพราะฉะนั้น การที่จะต้องแก้ตัวอยู่ทุกปีๆ ก็เป็นเรื่องปกติในแง่ประวัติของครอบครัว ประวัติของตระกูล แต่ประวัติศาสตร์ของประเทศชาติ ของสังคม เป็นอีกเรื่องหนึ่ง" และว่า

"เรื่องของการตีความส่วนบุคคล กับการตีความประวัติศาสตร์สังคม เป็นคนละเรื่องที่ไม่เหมือนกันเลย เราต้องเลือกเอาว่าจะเอาประวัติของครอบครัว-บุคคล หรือจะเอาประวัติศาสตร์ของสังคม-ประเทศชาติ... เราบอกว่ามีการยิงมาจากเฮลิคอปเตอร์ แต่ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนยิง ผู้ที่อยู่บนเฮลิคอปเตอร์ และมีอำนาจเด็ดขาดของบ้านเมืองในสมัยนั้น ไม่สามารถจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้"

ประเด็นต่อมาคือ 'บทบาท' ของตัวละครที่ชื่อว่าพล.อ.กฤษณ์ สีวะรา เรื่องนี้ ดร.ชาญวิทย์ ตอบว่า

"ในกลุ่มทหารเขาไม่ได้สามัคคีกัน 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เรือจะล่มคนก็ผลักเรือ นั่นเป็นเรื่องปกติ คือเอาเข้าจริงๆ แล้ว การที่จอมพลถนอม จอมพลประภาส ยึดอำนาจอยู่เป็นเวลานาน และต่ออายุราชการตัวเอง ก็เป็นการขุดหลุมฝังตัวเองในตัว ในกองทัพก็แตกกัน..."

กล่าวโดยสรุป ดร.ชาญวิทย์ มองว่าการตั้งข้อสังเกตของเทพมนตรี ที่ออกมาโต้แย้งกับหนังสือประวัติศาสตร์ฉบับของตนนั้น เรื่องราวแบบนี้ในวงวิชาการถือเป็นเรื่องธรรมดา

ทั้งนี้ ขึ้นกับว่าเจตนารมณ์ของผู้เขียนว่าตั้งใจจะให้เป็น 'ประวัติศาสตร์สังคม' หรือ 'ประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล' ก็เท่านั้น


เหตุเกิดเมื่อรุ่งสาง..14 ตุลาคม 2516
ตอนสายวันที่ 14 ตุลาคม 2546 ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เดินทางไปกล่าวปาฐกถา ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา และไม่คาดคิดหรอกว่าในวาระ '30 ปี 14 ตุลา' จะเผชิญกับข้อกล่าวหาว่าเป็น 'คอมมิวนิสต์' จากบุคคลที่อ้างว่าเป็นนักประวัติศาสตร์อิสระ
"ผมไม่ทราบว่าการออกมาทำเรื่องนี้ในช่วง 30 ปี 14 ตุลา เขามีวัตถุประสงค์อะไร แต่ผมมองว่าเป็นธรรมชาติ คนเราเมื่อถูกประณามจากสังคม ก็อยากจะอธิบายตัวเอง ในแง่นี้ผมก็มีเมตตาว่าผ่านมา 30 ปี ทุกฝ่ายน่าจะมีโอกาสได้พูดบ้าง แต่การพูดต้องยืนบนข้อเท็จจริง อย่างการที่บอกว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์ในช่วง 14 ตุลา คือความพยายามดิสเครดิตของขบวนการต่อสู้ของคน 5 แสนคน ผมเกลียดระบบเผด็จการพอที่จะไม่ต้องให้ใครมาสั่งให้ผมสู้ ผมไม่ได้รับแผนใครมาทั้งสิ้น คนในเวลานั้นเขาก็คิดเหมือนกันทั้งหมด"

ดูเหมือนนักประวัติศาสตร์สติเฟื่องคนนั้น อ้างถึงบันทึกเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.ที่แล้ว ซึ่งมี 'คนเดือนตุลา' เขียน หรือให้สัมภาษณ์กันไว้หลายแง่หลายมุม โดยตัดตอนเอามาเฉพาะส่วนที่ต้องการใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนสมมติฐานเรื่อง 'ขบวนการนักศึกษา' รับแผนการโค่นล้มรัฐบาลจอมพลถนอม มาจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

โดยเฉพาะเหตุการณ์การชุมนุมของนิสิตนักศึกษาและประชาชนกว่า 5 แสนคน ในช่วงรอยต่อของคืนวันที่ 13 ตุลาคม ถึงรุ่งเช้าวันที่ 14 ตุลาคม 2516

ที่มีความสับสนในด้านการสื่อสารระหว่างฝ่ายปฏิบัติการที่ควบคุมการชุมนุมฯ กับกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) ที่ประสานงานกับตัวแทนของรัฐบาลขณะนั้น

ดร.เสกสรรค์ ได้ให้บอกเล่าถึงเหตุการณ์ดังกล่าวกับผู้สื่อข่าว 'ประชาชาติ รายสัปดาห์' (ฉบับ 1 สิงหาคม 2517) ตอนหนึ่งว่า..

"บทบาทของผมในฐานะกรรมการศูนย์ฯ ค่อนข้างสับสน ผมต้องเข้าร่วมวางแผนในฐานะชาวธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และคุมหน่วยปฏิบัติงานต่างๆ จนกระทั่งวันสุดท้ายคือวันที่ 13 ผมตัดสินใจเลือกด้านปฏิบัติการ เพราะการควบคุมขบวนประชาชนเป็นของยาก ผมจับงานนี้มาแต่แรก มีความเข้าใจดี เลยคิดว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดีกว่า

"แต่เหตุการณ์วันที่ 13 ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ผมไม่สามารถติดต่อกับกรรมการศูนย์คนอื่นๆ ได้เลย ผมจึงตัดสินใจเองตามสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น การเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปลานพระบรมรูปทรงม้า เพราะฝูงชนรอคอยมาหลายวันแล้ว การหยุดอยู่กับที่นานจะทำให้เขาทนไม่ได้ เกิดความระส่ำระสาย ผมจึงตัดสินใจเคลื่อนไปช้าๆ ให้เขารู้สึกว่าเรากำลังก้าวไปข้างหน้า

"คืนวันที่ 13 ตอนหัวค่ำ กรรมการศูนย์ฯคนหนึ่งมาบอกผมว่ารัฐบาลจะปล่อย 13 คน และจะให้รัฐธรรมนูญใน 1 ปี ผมถามเขาว่าถ้าประชาชนไม่ยอมจะทำอย่างไร ที่ชุมนุมมีคนอารมณ์ร้อน ต้องการเร็วกว่านั้น ซึ่งเขาก็เห็นด้วย ขอตัวไปประชุม ส่วนผมไปไม่ได้ ต้องคุมขบวน

"ประมาณ 3 ทุ่ม ผมเริ่มกระวนกระวายใจ เรียกหากรรมการศูนย์ฯ ที่แยกตัวไปประชุม ผมรู้สึกถูกทอดทิ้งให้ตายคนเดียว จึงรีบเคลื่อนรถบัญชาการไปรวมกับรถพยาบาล มีคนมาบอกว่าเมื่อสักครู่นี้คุณสมบัติ (ธำรงธัญญวงศ์) ได้ขึ้นไปพูดบนรถอีกคันหนึ่ง... ผมบอกให้เขาอย่าเพิ่งพูด มาปรึกษากันก่อน เพราะถ้าพูดไม่ถูก ฝูงชนจะไม่ฟังเราต่อไป แต่พรรคพวกผมทำเลยไป ไปล็อกแขนสมบัติไว้ จนเขาคิดว่าผมทรยศต่อเขา จึงหายออกไปจากรถบัญชาการ

"ตอน 5 ทุ่มกว่า ผมชักเอะใจว่ากรรมการศูนย์ฯหายไปไหน พีรพล (ตริยะเกษม) นายกองค์การธรรมศาสตร์ บอกว่าคงชะตาขาดหมดแล้ว ผมใจหายวาบ คิดอะไรไม่ออก อีกทั้งมีคนส่งข่าวมาถึงผมเป็นระยะๆ ล้วนแล้วแต่ข่าวร้ายทำลายขวัญทั้งสิ้น ที่สำคัญมีว่า ตอนตี 1 ฝ่ายทหารจะบุกเข้าทำลายฝูงชน โดยใช้รถดับเพลิงและแก๊สน้ำตา จะฆ่าผู้นำนักศึกษาบนรถบัญชาการ ซึ่งหมายถึงตัวผม ผมปลงตกว่าตายเป็นตาย รวบรวมสติขึ้นไปพูดบนรถอย่างสุขุม รอบคอบ จริงจัง ถามฝูงชนในเวลานั้นว่าจะได้รัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี จะช้าไปไหม ทุกคนตะโกนกลับมาว่าต้องการเร็วกว่านั้น ผมขอให้เขาคิดอย่างสงบ 5 นาที จึงถามใหม่ คราวนี้มีบางส่วนบอกว่าพอแล้ว แต่ส่วนใหญ่บอกให้สู้ต่อไป ตายเป็นตายด้วยกัน

"ขณะนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งท่าทางรุนแรงมาก วิ่งมาที่รถ บอกให้บุกโจมตีสวนรื่นฯ ผมคิดว่าถ้าทำอย่างนั้นการจลาจลจะต้องเกิดขึ้นในกลางดึกอย่างแน่นอน ตอนนั้นผมคุมฝูงชนไม่อยู่แล้ว จึงตัดสินใจเคลื่อนไปที่สวนจิตรฯด้วยเหตุผลทางยุทธวิธี อย่างน้อยที่สุดแถวนั้นมีคูน้ำล้อมรอบ และติดกับสนามม้า ถ้าถูกโจมตีก็ทำได้ด้านเดียว ผิดจากลานพระรูปซึ่งทำให้ถูกโจมตีรอบทิศทาง

"พอไปถึงสวนจิตรฯ ผมได้ยินเสียงโจมตีจากด้านเขาดินว่า ผมเป็นผู้ก่อการร้าย ผู้คิดทำลายราชบัลลังก์ ประมาณตี 1 กว่า ธีรยุทธ (บุญมี) แหวกคนเข้ามาหาผม ผมดีใจมากสิ่งแรกที่ผมถามคือ กรรมการศูนย์ฯไปไหน แต่เขายังไม่เล่าให้ฟัง จะค่อยอธิบายเรื่องทั้งหมดทีหลัง..

"เมื่อตอนที่คุณธีรยุทธมาพบผม ผมถามเขาว่าเสียงที่ด่าผมจากเขาดินเป็นเสียงจริงหรือเสียงปลอม คล้ายกับเสียงของกรรมการศูนย์ฯที่ผมรู้จักมาก ธีรยุทธบอกว่าจริง ทำให้ผมเสียใจมาก ถึงกับร้องไห้ออกมา ผมกับธีรยุทธออกไปพบกับกรรมการศูนย์ฯ แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับผม จึงสั่งให้รุ่นน้องทำงานต่อไป ถ้าผมเป็นอะไรไป และถ้าเขาเป็นอะไรไป ก็ให้ตั้งคนต่อไป

"พวกกรรมการศูนย์ฯพอเห็นผม ทั้งด่าทั้งซักถาม แต่บางคนเริ่มเข้าใจเมื่อผมชี้แจง บางคนก็ยังติดใจสงสัยอยู่ เราเข้าไปปรึกษากันในวัง แล้วตัดสินใจที่จะสลายฝูงชน เขาขอให้ผมพูด ให้คนกลับบ้าน ผมไม่มีทางเลือกประกอบกับยังเสียใจที่ถูกเขากล่าวหา จึงคิดว่าถ้ากรรมการศูนย์ฯต้องการอะไรก็ช่างเขา ต่อไปนี้ให้เขาเป็นผู้รับผิดชอบ

"ประมาณตี 5 เศษๆ ของวันที่ 14 เราออกมาพูดกับฝูงชนให้สลายตัว หลังจากนั้น ผมและเพื่อนร่วมงานอีก 4-5 คน ก็แหวกคนออกไปจะกลับบ้าน เพราะคิดว่าหมดหน้าที่แล้ว

"พอไปถึงมุมสวนจิตรฯตรงจะเลี้ยวหน้าวชิราวุธ ก็พบตำรวจคอมมานโด กำลังเผชิญหน้ากับพวกนักเรียนอาชีวะ ผมก็แหวกตำรวจเข้าไปและขึ้นไปบนรถตำรวจ พยายามพูดไกล่เกลี่ย รู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายกระเหี้ยนกระหือรือจะตีกันมาก ผมเลยเลิกพูด ตอนนั้นผมเดินไม่ค่อยไหวแล้ว มีตำรวจคนหนึ่งมาอุ้มผมลงจากรถ พรรคพวกผมช่วยประคองปีกหิ้วไปตามถนน กึ่งรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เสียงแหบไปหมด ถึงมุมเขาดินมีผู้หญิงคนหนึ่งขับรถผ่านมา แสดงความดีใจที่พวกผมสู้จนชนะ แล้วเธอก็อาสาไปส่งผมและเพื่อนๆ ที่บ้านของผม"

เป็นคำบอกเล่าที่ตรงไปตรงมาของผู้อยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาวะการนำที่ไม่เป็นเอกภาพ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งต่างจากข้อกล่าวหาของนักวิชาการสติเฟื่องที่อ้างว่า การจัดรูปขบวนของนักศึกษาสมัยนั้น เป็นระบบ มีวินัยในการเคลื่อนไหว เพราะรับแผนมาจากพรรคคอมมิวนิสต์ฯ และมีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดการนองเลือดขึ้นในเช้าวันที่ 14 ตุลาคม

เหนืออื่นใด ก่อนการสลายตัว 'พวกเขา' ได้พูดจากัน และเคลียร์ข้อกังขาจนหมดสิ้นแล้ว จึงเตรียมตัวจะกลับบ้าน แต่ก็เกิดเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นมาจนได้

หากว่า 'เสกสรรค์' รับแผนมาจากคอมมิวนิสต์จริง ในเช้าวันนั้น เขาจะลุกขึ้นมาห้ามปรามไม่ให้ตำรวจกับนักเรียนอาชีวะปะทะกันทำไม?


หมายเหตุ : อ่านปาฐกถา 14 ตุลา ประจำปี 2546 'ประเทศไทยบนเส้นทางประชาธิปไตย : บทสำรวจปัญหาและทางออก' (ฉบับเต็ม) โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล หน้า 92

ประเทศไทยบนเส้นทางประชาธิปไตย
บทสำรวจปัญหาและทางออก (1)

มิตรสหายและท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย

วันนี้เป็นวันครบรอบสามสิบปีของการต่อสู้ 14 ตุลาคม จึงนับเป็นโอกาสอันควรที่พวกเราจะมาประชุมกันเพื่อตรวจสอบทบทวนสถานะของระบอบประชาธิปไตยในประเทศ

แต่ก่อนที่ผมจะแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว คงต้องขอน้อมคารวะวีรกรรมของผู้พลีชีพในการต่อสู้ครั้งนั้น และขอขอบคุณทุกท่านที่กรุณาให้เกียรติเชิญผมมาเป็นองค์ปาฐกในห้วงยามที่มีความหมายยิ่ง

ที่ผ่านมา... ผมพบว่าการประเมินคุณค่าและความหมายของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม พ.ศ.2516 นั้น มักมีความโน้มเอียงสุดขั้วไปในสองทิศทาง คือ...

ทิศทางแรก มองการต่อสู้ 14 ตุลาคม ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ให้กำเนิดระบอบประชาธิปไตยที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงประเมินการต่อสู้ดังกล่าวไว้อย่างยิ่งใหญ่และแยกออกจากเหตุการณ์อื่นๆ ทั้งปวง กระทั่งถือเอาระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน และถือเอาสถาบันประชาธิปไตยที่เป็นทางการเป็นจุดสิ้นสุดของวิวัฒนาการทางการเมือง

ส่วนทิศทางที่สองนั้น เนื่องจากเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยที่เกิดตามหลังการต่อสู้ 14 ตุลาคมและสถาบันรัฐสภาที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นแค่เวทีการเมืองของชนส่วนน้อย จึงหวนไปประเมินการต่อสู้ของนักศึกษา ประชาชนเมื่อสามสิบก่อนว่าเต็มไปด้วยจุดอ่อนข้อบกพร่อง กระทั่งเป็นแค่เครื่องมือของชนชั้นนำจากภาคธุรกิจในการก้าวขึ้นมากุมอำนาจแทนชนชั้นนำจากระบบราชการ

ในความเห็นของผม การประเมินอย่างสุดขั้วทั้งสองแบบนั้นอาจบรรจุความจริงไว้บางส่วน แต่จะด้วยฉันทาคติหรืออคติก็ตาม ในบางด้านก็หลุดลอยไปจากความถูกต้องและความจริงเช่นกัน

หากพิจารณาเฉพาะการลุกขึ้นสู้กับระบอบเผด็จการของนักศึกษาประชาชนในเดือนตุลาคม 2516 ไม่ว่าจะวัดด้วยมาตรฐานใด เราคงต้องยอมรับว่ามันเป็นการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ในระดับที่ไม่เคยมีมา...และยังไม่เคยมีอีก...ในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของประเทศไทย

ความยิ่งใหญ่ของการต่อสู้ 14 ตุลาคมมิเพียงอยู่ที่การเข้าร่วมของมวลชนเรือนแสนเรือนล้าน หากยังอยู่ที่จิตวิญญาณอันหาญกล้าของผู้เข้าร่วม ที่ผูกผนึกกันไว้ราวพี่น้องร่วมสายโลหิต เบื้องหน้าภัยอันตรายที่คุกคามคร่าชีวิต ปวงมหาประชาชนกลับเคลื่อนเข้าหากันโดยสมัครใจเพื่อสำแดงพลังและสำแดงเจตนารมณ์ที่จะไม่ยอมอยู่ภายใต้แอกอำนาจนิยมอีกต่อไป

ความเคลื่อนไหวเช่นนี้ หากไม่นับเป็นปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่แล้ว ในโลกคงหาเรื่องยิ่งใหญ่มาเล่าขานสู่กันฟังได้ยากเต็มที

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพลังนำในการต่อสู้ 14 ตุลาคมเป็นเพียงเยาวชนคนหนุ่มสาวจากรั้วมหาวิทยาลัย ซึ่งอ่อนด้อยทั้งวุฒิภาวะและประสบการณ์ทางการเมือง หลังจากผลักดันให้ระบอบเผด็จการพังพินาศลงแล้ว พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าไปมีส่วนสถาปนาระบอบประชาธิปไตยได้โดยตรง

ในสถานการณ์หลัง 14 ตุลาคม สังคมไทยยังประกอบด้วยพลังทางการเมืองอีกหลายหมู่เหล่า และโดยธรรมชาติของความสัมพันธ์ทางอำนาจ เมื่อใดก็ตามที่ศูนย์อำนาจเดิมล่มสลายลง การแข่งขันช่วงชิงอำนาจในหมู่ชนชั้นนำและการยืนยันตนเองของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ย่อมเกิดขึ้น ซึ่งในสภาวะเช่นนี้ อย่าว่าแต่นิสิตนักศึกษาเท่านั้นที่คุมสถานการณ์ไม่ได้ แม้แต่พลังทางสังคมอื่นๆ ที่มีวุฒิภาวะมากกว่าก็ยังไม่สามารถกำหนดทิศทางการเมืองของไทยให้คลี่คลายไปสู่สภาวะที่สมดุลได้

พูดกันตามความจริง ขบวนนักศึกษาที่เติบใหญ่อย่างก้าวกระโดดจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ใช่ว่าจะมองไม่เห็นการเคลื่อนตัวเข้ายึดครองเวทีประชาธิปไตยโดยชนชั้นนำที่มาจากภาคธุรกิจ ตรงกันข้าม... พวกเขามองเห็นแนวโน้มเช่นนี้มาตั้งแต่แรก จึงผนึกพลังของตนเองเข้ากับชนชั้นผู้เสียเปรียบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมกรผู้ใช้แรงงานและชาวนาที่ทุกข์ยากอยู่ในชนบท ทั้งนี้โดยหวังว่าระบอบประชาธิปไตยจะเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประชาชนในระดับรากหญ้าด้วย

แต่ก็แน่ละ การเคลื่อนไหวของเยาวชนคนหนุ่มสาวสมัยนั้น มิได้ถูกต้องสอดคล้องกับความจริงไปทั้งหมด บ่อยครั้งพวกเขาอาศัยความบริสุทธิ์ทางจิตใจและความเร่าร้อนทางอุดมคติมาแทนที่การวิเคราะห์ปัญหารูปธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ในเมื่อสะสมความผิดพลาดถึงจุดหนึ่งขบวนก็อ่อนพลังลง

ในบรรดาข้ออ่อนทั้งปวงของขบวนนักศึกษาสมัยหลัง 14 ตุลาคม สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความผิดพลาดชี้ขาดอย่างหนึ่ง คือ พวกเขาประเมินพลังประชาธิปไตยไว้สูงเกินไป อันที่จริงกระแสหลักของชนชั้นนายทุนและคนชั้นกลางไทยในเวลานั้นยังไม่ได้มีความภักดีแน่นหนาต่อระบอบประชาธิปไตย และพร้อมที่จะกลับไปหาระบอบอำนาจนิยมเมื่อรู้สึกว่าผลประโยชน์ของตนถูกคุกคาม

นี่คือที่มาทางสังคมของกรณีสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519

เพราะฉะนั้น สรุปในชั้นนี้ก็คือการลุกขึ้นสู้กับระบอบเผด็จการของนักศึกษาประชาชนในปี 2516 นั้น เป็นปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ควรค่าแก่การคารวะและจดจำ อีกทั้งยังเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของปวงชนชาวไทยในขอบเขตกว้างขวางที่สุด ที่จะเห็นบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพและสังคมมีความเป็นธรรม

ทว่า ทั้งหลายทั้งปวงนี้เราต้องถือเป็นคนละประเด็นกันกับเส้นทางเดินของประชาธิปไตยในระยะสามสิบปีที่ผ่านมา กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือว่าสถานะของประชาธิปไตยไทยในปัจจุบันไม่ได้ถูกกำหนดโดยเหตุการณ์ 14 ตุลาคมอย่างเดียว หากยังมีเหตุการณ์อื่นและปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างเข้ามาปรุงแต่งให้มันเป็นอย่างที่เป็นอยู่

มิตรสหายและท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายครับ

ถ้าเราเอาเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นหลัก บอกระยะทางที่สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย แล้วถามว่าสามสิบปีผ่านไปบ้านเมืองของเราดีขึ้นแค่ไหน ระบอบการเมืองการปกครองเป็นประชาธิปไตยพอแล้วหรือยัง?

คำตอบในเรื่องนี้คงจะพูดแบบขาวล้วนดำล้วนไม่ได้ เพราะในความเป็นจริงมันมีทั้งด้านที่ดีขึ้นและเลวลง

กล่าวสำหรับในเรื่องของระบอบประชาธิปไตย เราคงต้องยอมรับว่าด้านที่ดีขึ้นนั้นมีอยู่ อย่างน้อยเมื่อเทียบกับระบอบเผด็จการในช่วงก่อน 14 ตุลาคม ประชาชนไทยในปัจจุบันก็มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองมากขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลโดยผ่านการเลือกตั้งเป็นไปโดยสม่ำเสมอมากขึ้น และการข่มเหงคนโดยผู้กุมอำนาจก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจทำได้ตามอำเภอใจ

อย่างไรก็ตาม การที่เรามาถึงวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเกิดจากการต่อสู้อย่างต่อเนื่องของพลังฝ่ายประชาชนดังเราจะเห็นได้ว่าเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ไม่สามารถชะลอประชาธิปไตยได้ตามความหวังของชนชั้นปกครองจากระบบราชการ และต้องหวนคืนสู่เส้นทางประชาธิปไตยอีกในปี พ.ศ.2521

การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของขบวนนักศึกษาที่เข้าไปสมทบกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้มีบทบาทอย่างสูงในการกดดันและถ่วงดุลให้รัฐไทยยอมปรับกระบวนทัศน์ แม้ว่าในที่สุดแล้วการต่อสู้ดังกล่าวจะสลายลงด้วยความผันผวนของสถานการณ์สากลตลอดจนความผิดพลาดบกพร่องของขบวนปฏิวัติเอง แต่คุณูปการในการกดดันโดยอ้อมให้รัฐไทยยอมปรับตัวเข้าหาประชาธิปไตยก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ และต้องถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่กำหนดเส้นทางเดินของสังคมไทยให้เป็นไปอย่างที่เป็นมา

การฟื้นตัวของระบอบอำนาจนิยมในปีพุทธศักราช 2534 และการต่อต้านของฝ่ายประชาชนในปี 2535 ก็เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ส่งผลสะเทือนถึงสภาพปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังมิพักต้องเอ่ยถึงบทบาทของการเมืองภาคประชาชนที่ดำเนินมาโดยกลุ่มประชาชนในระดับรากหญ้าและองค์กรพัฒนาเอกชนบางส่วน การแสดงความคิดเห็นของปัญญาชนสาธารณะที่คอยเตือนสติผู้กุมอำนาจ ตลอดจนการทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของสื่อมวลชน...

เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่คอยขับเคลื่อนให้สังคมไทยคลี่คลายไปบนเส้นทางประชาธิปไตย

ถามว่าแล้วเรายังมีปัญหาอันใดอีกหรือ จึงต้องหยิบยกเอาระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาเป็นหัวข้อในการพินิจพิจารณา?

คำตอบคือ เป็นเพราะที่ผ่านมาระบอบประชาธิปไตยไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่สำคัญๆ หลายอย่างให้กับประเทศไทยได้ โดยเฉพาะปัญหาความยากจน ปัญหาความเป็นธรรมทางสังคม และปัญหาระบบการศึกษาซึ่งไม่มีจุดหมายทางปัญญาอย่างแท้จริง

ในทัศนะของผม การที่ระบอบประชาธิปไตยไทยไร้ความสามารถในการดูแลสังคมถึงขนาดนี้ เป็นผลเนื่องมาจากปัจจัยหลักสามประการ คือ

1) แนวทางพัฒนาประเทศที่ไม่สมดุล

2) ความไม่พอเพียงของระบอบรัฐสภา

3) ผลกระทบจากกระแสโลกาภิวัตน์

อันที่จริงปัจจัยทั้งสามอย่างล้วนเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด แต่ผมจะขออนุญาตขยายความทีละข้อเพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน

ประการแรก... เมื่อกล่าวถึงแนวทางพัฒนาประเทศ เราคงต้องยอมรับกันว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ว่าชุดไหนล้วนแล้วแต่ยึดถือในแนวพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ออกแบบโดยส่วนกลาง ตลอดจนรวมศูนย์อำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรไว้ที่ส่วนกลาง

แนวทางพัฒนาดังกล่าว จะว่าไปก็คือการสืบทอดเสริมขยายแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมทุนนิยมที่กำหนดขึ้นมาโดยรัฐเผด็จการนั่นเอง ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2504 จนถึงปัจจุบัน การพัฒนาประเทศในทิศทางนี้ได้ดำเนินมากว่าสี่สิบปี และได้สร้างความแตกต่างเหลื่อมล้ำให้กับผู้คนในสังคมไทยราวกับว่าพวกเขาไม่ได้สังกัดประเทศเดียวกัน

ทุกวันนี้ แม้เราจะกำหนดเส้นแบ่งความยากจนด้วยรายได้ต่อหัวต่อเดือนเพียงแปดร้อยกว่าบาท แต่ผู้อยู่ใต้เส้นแบ่งดังกล่าวก็ยังมีถึงประมาณสิบล้านคน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าเราคงไม่อาจนับประชาชนที่มีรายได้มากกว่านั้นเล็กน้อย ไว้ในฐานะผู้มีอันจะกิน และคงต้องยอมรับว่าแนวทางพัฒนาทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เน้นการเติบโตของสังคมเมือง ได้ทิ้งประชาชนไทยให้จมปลักอยู่กับความยากจนไม่ต่ำกว่าครึ่งประเทศ

ยิ่งไปกว่านั้น ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยนับวันก็ยิ่งถ่างห่างออกไป ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยล่าสุดของนักเศรษฐศาสตร์ ซึ่งระบุผลว่าคนจนในปัจจุบันมีส่วนแบ่งในรายได้รวมน้อยลงกว่าเมื่อประมาณสามสิบปีก่อน ขณะที่ส่วนแบ่งของคนรวยยิ่งมากขึ้นกว่าเดิม

กล่าวอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ กลุ่มประชาชนไทยร้อยละ 20 ที่มีรายได้ต่ำสุด เคยมีส่วนแบ่งจากรายได้รวมของชาติร้อยละ 6 ในปี 2518/2519 ปัจจุบันส่วนแบ่งดังกล่าวได้ลดลงเหลือร้อยละ 3.9 ขณะที่ประชาชนส่วนที่มีรายได้สูงสุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกกลับมีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 49.2 เป็น 57.8 ของรายได้รวม

จากข้อมูลเดียวกันนี้ เมื่อคิดออกมาเป็นอัตราของความเหลื่อมล้ำต่ำสูงแล้วก็จะพบว่าช่องว่างระหว่างกลุ่มคนรวยสุดกับจนสุดได้เพิ่มจาก 8.1 เท่าเป็น 14.9 เท่า และถ้าแบ่งกลุ่มประชากรให้เล็กลงเหลือ 10 เปอร์เซ็นต์แรกที่ร่ำรวยกับ 10 เปอร์เซ็นต์หลังที่ยากไร้ ก็จะพบว่าพวกเขามีรายได้ต่างกันถึง 27 เท่า (ปราณี ทินกร 2545)

กระนั้นก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้ยังสะท้อนความจริงออกมาไม่ได้ทั้งหมด เนื่องจากในการจัดกลุ่มประชากรที่มีรายได้สูง 10 หรือ 20 เปอร์เซ็นต์แรกนั้น แท้จริงแล้วเท่ากับนับรวมอภิมหาเศรษฐีกับคนชั้นกลางธรรมดาไว้ในแถวเดียวกันในรายละเอียดของข้อเท็จจริงช่องว่างระหว่างรายได้ของคนไทยอาจจะห่างไกลกันอย่างเหลือเชื่อยิ่งกว่านี้หลายเท่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราดูที่บัญชีเงินฝากในธนาคารทั้งหมด ซึ่งมีอยู่กว่า 40 ล้านบัญชี ก็จะพบว่าประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าเงินฝากทั้งหมดอยู่ในห้าแสนบัญชีแรกเท่านั้นเอง (ปxป สิงหาคม 2545) ซึ่งแม้เราจะคิดหยาบๆ โดยถือว่าหนึ่งคนมีหนึ่งบัญชี ข้อสรุปก็ยังน่าตกใจยิ่ง เพราะ 70 เปอร์เซ็นต์ของเงินที่อยู่ในธนาคารเป็นของคนจำนวนไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย

คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศนี้จะตกอยู่สภาพเช่นใด...

แน่นอน ความยากจนของคนๆ หนึ่งอาจจะไม่ใช่ความผิดของสังคมเสมอไป แต่ความยากไร้ของคนจำนวนครึ่งค่อนประเทศย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญและไม่ใช่ปัญหาของปัจเจกบุคคลเท่านั้น นอกจากนี้แล้วมันยังเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อระบอบการเมืองการปกครอง

การที่ระบบการเมืองแบบผู้แทนถูกสถาปนาขึ้นมาในสังคมที่คนส่วนใหญ่ยากจนและด้อยโอกาสนั้น แน่นอนที่สุด ในอันดับแรกย่อมหมายถึงการแข่งขันทางการเมืองที่กระจุกตัวแคบอยู่ในหมู่ชนชั้นนำ ซึ่งมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจมากพอที่จะขึ้นสู่เวทีอำนาจได้ ส่วนประชาชนชั้นล่างเป็นได้อย่างมากที่สุด คือ ฐานความชอบธรรม (Legitimacy) ของกระบวนการเลือกตั้ง พ้นจากนี้แล้วถ้าต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง ก็อาจเอาตนเองไปผูกโยงกับเครือข่ายอุปถัมภ์ต่างๆ ซึ่งไม่ได้มีที่ว่างสำหรับทุกคน และยิ่งไม่ได้สะท้อนภาพระบอบการเมืองที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

เอาละ สมมุติว่าเรายอมรับว่าอำนาจการเมืองกับชนชั้นนำนั้นเป็นสิ่งแยกออกจากกันไม่ได้ และการแข่งขันกันอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมในหมู่สมาชิกชนชั้นนำ ก็อาจจะช่วยคัดสรรคนดีมีคุณภาพมาปกครองบ้านเมือง ทว่า ในสภาพที่เป็นจริง เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

สิ่งเลวร้ายที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในระบอบประชาธิปไตยไทยคือ การที่นักการเมืองจำนวนไม่น้อยซึ่งมาจากชนชั้นมั่งคั่งแต่ไร้คุณธรรมและวัฒนธรรมตลอดจนขาดความรู้ในศาสตร์ศิลป์ของการปกครอง ได้ฉวยโอกาสหาประโยชน์จากความยากไร้ของประชาชน โดยหว่านซื้อสิทธิเสียงของพวกเขาด้วยอามิสสินจ้าง และแปรระบอบประชาธิปไตยที่เราเคยเอาเลือดแลกในปี 2516 ให้กลายเป็นแค่สนามประมูลอำนาจของคนมีเงิน

สภาพดังกล่าวได้ดำเนินมาตั้งแต่การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2521 จนถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองในปี พ.ศ.2540 ดังนั้น เราจึงสรุปได้ว่าตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีเต็มของสามสิบปีที่ผ่านมา ระบอบประชาธิปไตยไทยเป็นเพียงเวทีการเมืองของคนไม่กี่พันคนที่แย่งกันครอบงำประชาชน

แน่ละ นักการเมืองไม่ได้เป็นคนที่น่ารังเกียจไปหมด กระทั่งหลายท่านเป็นคนดีมีความสามารถควรค่าแก่การเคารพนับถือ แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เวทีเลือกตั้งนั้นไม่ใช่พื้นที่สำหรับประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ 'ตลาดเสรี' ทางการเมือง เหมือนดังที่ชอบอ้างกัน

หลายปีที่ผ่านมารัฐสภาไทยเต็มไปด้วยสมาชิกที่มาจากชนชั้นที่ได้เปรียบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจและนักการเมือง อาชีพที่โยงใยใกล้ชิดอยู่กับพวกเขา ยกตัวอย่าง เช่น องค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎรในปี พ.ศ.2539 สมาชิกสภาฯที่เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองอาชีพมีจำนวนมากถึงร้อยละ 87 ของสมาชิกทั้งหมด ในขณะที่ผู้แทนจากภาคเกษตรกรรมมีเพียงร้อยละสองเท่านั้นเอง (สถิติทางการ)

พูดกันตามความจริง แม้หลังการปฏิรูปการเมืองโดยผ่านรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 องค์ประกอบของรัฐสภาไทยก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางกระจายที่นั่งให้กับชนชั้นล่างๆ มากขึ้น และเช่นเดียวกับปัญหาการกระจายรายได้ อาจจะต้องถือว่าสถานการณ์เลวลงกว่าเดิม

ดังเราจะเห็นได้ว่า สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งปี 2544 มีสมาชิกที่เป็นนักธุรกิจ อดีตข้าราชการ นักกฎหมายและนักการเมืองอาชีพรวมกันได้ถึง 453 คนจาก 500 คน (สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ซึ่งหมายถึงว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นชนชั้นนำจากวงการต่างๆ คิดเป็นร้อยละ 90.20 ของสมาชิกทั้งหมด โดยสมาชิกสภาฯที่เป็นเกษตรกรนั้นมีอยู่ร้อยละ 3.20 และเป็นผู้ประกอบอาชีพรับจ้างเพียงร้อยละ 2.80 ของจำนวนรวม

ทั้งหมดนี้ยังไม่ต้องเอ่ยถึงวุฒิสภาซึ่งแม้ในปัจจุบันจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็มีการกำหนดคุณสมบัติที่เอื้ออำนวยต่อชนชั้นนำมากกว่าชนชั้นล่าง ดังจะเห็นได้ว่าองค์ประกอบที่มาจากภาคราชการ ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงสาขาต่างๆ รวมกันแล้วมีสัดส่วนถึงร้อยละ 90 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด โดยมีผู้ที่มาจากภาคเกษตรกรรมแค่ร้อยละ 4 คล้ายสัดส่วนในสภาผู้แทนราษฎร (สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

สรุปรวมความแล้วก็คือ การเมืองแบบตัวแทน หรือการเมืองแบบเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่พื้นที่สำหรับคนส่วนใหญ่ที่ยากจน และด้อยโอกาสอย่างแน่นอน

ประการต่อมา...

นอกเหนือไปจากแนวทางพัฒนาที่ไม่สมดุล ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ถูกคัดออกไปจากเวทีแข่งขันทางการเมืองโดยอัตโนมัติ และไม่สามารถส่งผลกำหนดนโยบายใดๆ ของรัฐตัวระบอบรัฐสภาเองก็มีความจำกัดในการตอบสนองความต้องการของประชาชน

ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น สาเหตุที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ สามสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งล้วนแล้วแต่ใช้อำนาจบัญชาสังคมโดยผ่านระบบราชการอันมีมาแต่เดิม ซึ่งหมายถึงว่าการเปิดเสรีทางการเมืองเป็นเรื่องที่จำกัดขอบเขตอยู่กับการสรรหาผู้ปกครองประเทศเท่านั้น ส่วนกระบวนการปกครองบ้านเมืองยังคงมีลักษณะเป็นรัฐราชการ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมยังคงเป็นความสัมพันธ์แบบอำนาจนิยม

เป็นที่ทราบกันดีว่า ระบบรวมศูนย์อำนาจเข้าส่วนกลางโดยผ่านกลไกราชการนั้น ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนองอำนาจสมบูรณ์ของรัฐบาลในอดีต มันเป็นสถาบันที่เกิดก่อนประชาธิปไตย เป็นระบบอำนาจซึ่งถูกออกแบบไว้เพื่อควบคุมกำกับสังคมมากกว่าตอบสนองความเรียกร้องต้องการของประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ แม้ว่าทุกวันนี้เนื่องจากการเติบโตของอารยะสังคมเจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีท่าทีเคารพประชาชนมากขึ้นในการปฏิบัติหน้าที่ แต่โดยพื้นฐานแล้วความสัมพันธ์ทางอำนาจดังกล่าวก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง มันเป็นอำนาจแบบสั่งการจากเบื้องบนลงมา เป็นอำนาจที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วมและตรวจสอบไม่ได้

แน่นอน โดยตัวของมันเองแล้วระบอบประชาธิปไตยก็นับว่าเข้ากันไม่ค่อยได้กับการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจและบังคับบัญชาสังคม ทั้งนี้ เนื่องจากมันทำให้กระบวนการตอบสนองสังคมเป็นไปอย่างเชื่องช้ากระทั่งถูกกั้นขวางโดยกลไกของรัฐเอง เพราะฉะนั้นถ้ากล่าวกันโดยตรรกะและความถูกต้องของเหตุผลแล้ว นักการเมืองจากระบอบประชาธิปไตยควรจะรีบปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินมาตั้งแต่ต้น เพื่อรื้อถอนกำแพงกั้นระหว่างพวกเขากับประชาชน เพื่อเปิดพื้นที่เพิ่มให้กับการทำงานของระบบผู้แทนราษฎร

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงส่วนใหญ่ของระยะสามสิบปีที่ผ่านมา นักการเมืองที่ผลัดเวียนกันไปจัดตั้งรัฐบาล ไม่เพียงรักษาระบบบริหารราชการแผ่นดินแบบรวมศูนย์นี้ไว้เท่านั้น หากยังใช้มันอำนวยผลประโยชน์ต่างๆ ให้กับเครือข่ายอุปถัมภ์ของตน ระบบบริหารราชการแผ่นดินกลายเป็นแหล่งที่มาของผลประโยชน์มหาศาลที่นักการเมืองสามารถเข้าไปขี่ควบ ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าวมีอำนาจตั้งแต่ควบคุมจัดสรร และจัดการทรัพยากรของชาติ ไปจนถึงบริหารงบประมาณแผ่นดินปีละหลายแสนล้านบาท ยังไม่ต้องเอ่ยถึงอำนาจในการออกกฎระเบียบต่างๆ ซึ่งให้คุณให้โทษต่อชีวิตของผู้คน

ดังที่ผมกล่าวไว้แล้วข้างต้น โดยรากฐานทางเศรษฐกิจและสังคม ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาก็สะท้อนความได้เปรียบของคนส่วนน้อยอยู่แล้ว ยิ่งมาสวมครอบกลไกอำนาจที่มีมาแต่เดิม ก็ยิ่งไม่สามารถตอบสนองประชาชนส่วนใหญ่ได้ และยิ่งหลุดลอยไปจากการตรวจสอบควบคุมของสังคม

เพราะฉะนั้นมันจึงไม่แปลกที่การชุมนุมประท้วงของประชาชนหมู่เหล่าต่างๆ ได้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากและต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่โดยทฤษฎีแล้วประชาชนทั้งประเทศล้วนมีผู้แทนของตนอยู่ในศูนย์อำนาจ ยกตัวอย่างเช่นในปี 2533 มีการชุมนุมประท้วงของประชาชน 170 ครั้ง และเพิ่มเป็น 754 ครั้ง ในปี 2538 (ประภาส ปิ่นตบแต่ง 2541)

ตลอดช่วงหลัง 2521 มาจนถึงก่อนการเลือกตั้งตามกติกาของรัฐธรรมนูญ 2540 เรื่องราวของการทุจริตโกงกินบ้านเมืองโดยผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะมักกลายเป็นข่าวฉาวโฉ่อย่างต่อเนื่อง ไม่แพ้เรื่องการซื้อเสียง พฤติการณ์ทุจริตในสนามเลือกตั้ง จนนักวิชาการทั่วโลกที่เฝ้าดูเมืองไทยต่างขนานนามประชาธิปไตยของเราว่า เป็นระบบ 'Money Politics' (Ruth McVey 2000) ซึ่งหมายถึงระบบที่ใช้เงินซื้ออำนาจกับใช้อำนาจไปหาเงิน

สภาพเหล่านี้ เป็นต้นเหตุที่มาของเสียงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปการเมือง ซึ่งดังขึ้นเรื่อยๆ หลังเหตุการณ์พฤษภาคมทมิฬในปี 2535 และปรากฏผลพวงในรูปของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

ถามว่า การปฏิรูปการเมืองตามแนวทางรัฐธรรมนูญ 2540 จะช่วยทำให้ระบบรัฐสภาไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน? ต่อเรื่องนี้ผมคิดว่าเรายังคงอยู่ห่างไกลจุดหมายที่จะเพิ่มอำนาจแท้จริงให้กับประชาชน

ก็ถูก...ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีส่วนทำให้กระบวนการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภามีความบริสุทธิ์สะอาดมากขึ้น และการมีอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นประโยชน์ในการตรวจสอบคุณสมบัติและการทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะ แต่เราคงต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมุ่งกลั่นกรองตัวบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากกว่ามุ่งกระจายโอกาสทางการเมืองให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า ทุกชั้นชน ดังจะเห็นได้จากตัวเลขสัดส่วนของชนชั้นนำในรัฐสภาที่ยังคงอยู่ในฐานะครอบงำ ซึ่งผมได้ยกมาแสดงไว้แล้วข้างต้น

พูดกันตามความจริง จากการที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้ที่การศึกษาระดับปริญญาตรี ย่อมเท่ากับเป็นการปิดตลาดแข่งขันทางการเมืองไว้ให้ชนชั้นนำอย่างสิ้นเชิง เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนหนังสือในระดับนี้

ยิ่งไปกว่านั้น จากการค้นคว้าวิจัยของนักวิชาการที่น่าเชื่อถือ (รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ 2545) ยังพบว่า รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมืองมีฉันทาคติลำเอียงไปทางพรรคการเมืองขนาดใหญ่และระบบน้อยพรรคอย่างจงใจ ซึ่งทำให้การเลือกทางด้านแนวคิดในระบบรัฐสภายิ่งลดน้อยลง ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวนโยบายของรัฐในการดูแลสังคมก็ถูกกำหนดไว้แล้วอย่างตายตัวโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่นกัน

สำหรับสิทธิในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน งานวิจัยชิ้นเดียวกันก็ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นสิทธิที่ประชาชนต้องแบกรับต้นทุนมากเกินไป ทำให้ปฏิบัติได้ยากในความเป็นจริง โดยเฉพาะในกรณีลงชื่อห้าหมื่นชื่อเพื่อเสนอกฎหมายหรือเสนอให้ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

พูดก็พูดเถอะ ทุกวันนี้นอกจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนซึ่งเอาธุระในเรื่องที่ประชาชนถูกละเมิดล่วงเกินแล้วเราจะพบว่าองค์กรอิสระส่วนใหญ่ที่ถูกออกแบบมาถ่วงดุลนักการเมือง ยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างแท้จริง กระทั่งอาจจะถูกแทรกแซงแย่งยึดโดยนักการเมืองเสียเอง กฎหมายที่จะเพิ่มอำนาจให้กับประชาชนอย่างกฎหมายประชาพิจารณ์ หรือกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิชุมชนก็ยังไม่มี ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีอายุเกินห้าปีแล้ว

เพราะฉะนั้น หากถามว่าการปฏิรูปการเมืองแบบที่ผ่านมาได้เพิ่มอำนาจและเพิ่มโอกาสในการมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายให้กับประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่ คำตอบสั้นๆ ก็คือ ไม่ กระทั่งอาจจะมีส่วนร่วมลดลงเนื่องจากการก่อรูปของระบบพรรคการเมืองใหญ่และการมีอำนาจเพิ่มขึ้นของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม...

ปัญหาการไม่มีอำนาจจริงของประชาชนไทยภายใต้ระบบรัฐสภานั้น ถึงวันนี้กลับปรากฏว่าไม่ใช่เป็นเพราะเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและโครงสร้างการเมืองการปกครองภายในอย่างเดียว หากยังมีปัจจัยภายนอกเลื่อนไหลเข้ามาอย่างรุนแรงและท่วมท้น ซึ่งเมื่อบวกกับปัจจัยภายในแล้วก็ยิ่งเพิ่มเติมความเสียเปรียบทางการเมืองให้กับฝ่ายประชาชน

โดยทั่วไปเราเรียกสิ่งนี้ว่า กระแสโลกาภิวัตน์ และมันคือปัจจัยหลักที่สามซึ่งผมจำเป็นต้องกล่าวถึง

ถามว่าโลกาภิวัตน์คืออะไร? หลายท่านอาจจะเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่ามันเป็นการเคลื่อนเข้าหากันของมนุษยชาติโดยปราศจากพรมแดนระหว่างประเทศหรืออุดมการณ์การเมืองเป็นกำแพงกั้นขวาง มันเป็นยุคสมัยที่ผู้คนเปิดใจกว้างในทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม และมองเห็นโลกทั้งโลกเป็นพื้นที่ในการใช้ชีวิต

แน่ละ จินตนาการเช่นนี้เป็นเรื่องงดงาม และโดยผ่านทางเทคโนโลยีการสื่อสารตลอดจนสัมพันธภาพไร้พรมแดนระหว่างประชาชนประเทศต่างๆ ด้านสว่างของโลกาภิวัตน์ก็มีให้เห็นอยู่จริง เครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนหลายสัญชาติหลากเผ่าพันธุ์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาโรคระบาด ปัญหาสงครามและสันติภาพ ปัญหาสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมทางสังคม ฯลฯ ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันมนุษย์เรามีสำนึกเรื่องชะตากรรมร่วมมากขึ้น

แต่ก็อีกนั่นแหละ เราคงต้องยอมรับว่าในอีกมิติหนึ่ง พลังขับเคลื่อนที่ใหญ่โตที่สุดของกระแสโลกาภิวัตน์ คือ ระบบทุนนิยมโลก ซึ่งมีกลุ่มทุนข้ามชาติและอภิมหาอำนาจตะวันตกตลอดจนองค์กรทุนนิยมสากล อย่างธนาคารโลก องค์กรการค้าโลก (WTO) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เป็นแกนกลาง พลังดังกล่าวมีทั้งด้านที่รุกรานรุนแรงด้านที่ซึมลึกกัดเซาะ ซึ่งไม่ว่าจะเคลื่อนไหวในรูปใดก็ตาม ล้วนมีจุดหมายอยู่ที่การเปลี่ยนโลกทั้งโลกให้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของตลาดเสรี

กล่าวเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่าโลกาภิวัตน์ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว ในห้วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 กระแสล่าอาณานิคมของประเทศทุนนิยมตะวันตกก็เคยส่งผลดัดแปลงโลกอย่างใหญ่หลวงมาแล้วรอบหนึ่ง โดยชูธง 'การค้าเสรี' คล้ายในยุคปัจจุบัน

ปฏิกิริยาตอบสนองของประชาชนโลกที่ถูกรุกรานในครั้งนั้น คือการเร่งรวมตัวกันเป็นรัฐชาติแบบตะวันตก และอาศัยกรอบอำนาจของรัฐชาติสร้างเศรษฐกิจทุนนิยมขึ้นในประเทศของตน

การพัฒนาทุนนิยม และสะสมทุนในกรอบของรัฐชาติ ได้ดำเนินมาเป็นเวลายาวนานหลายทศวรรษ จนกระทั่งคนจำนวนมากอาจลืมไปว่าโดยเนื้อแท้แล้วระบบทุนนิยมเป็นระบบไร้พรมแดนมาตั้งแต่ต้น แต่การที่กลุ่มทุนเก่าในโลกตะวันตกยอมรับ 'ระบบทุนนิยมแห่งชาติ' ก็เพราะด้านหนึ่งพวกเขาเองก็ยังคงอาศัยกรอบของรัฐชาติมาปกป้องตลาดที่ตนมีฐานะครอบงำ ส่วนในอีกด้านหนึ่งการดำรงอยู่ของสงครามเย็นในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ก็ทำให้ต้องผ่อนปรนกับระบบทุนที่ไม่สมประกอบในบรรดาประเทศเล็กๆ ทั้งหลาย เพื่อผลดีทางการเมืองและชัยชนะในการแข่งขันทางด้านอุดมการณ์

นี่เป็นเหตุผลอย่างหนึ่งที่ว่า ทำไมกระแสทุนโลกาภิวัตน์จึงพัดมาแรงอีกครั้งหลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง การพังทลายของค่ายสังคมนิยมทำให้ตลาดโลกสำหรับการค้าและการลงทุนขยายตัวอย่างรวดเร็ว บรรดาบรรษัทข้ามชาติค้นพบว่าการจำกัดตัวอยู่กับเมืองแม่หรือพื้นที่คุ้นเคยไม่อาจทำกำไรสูงสุดได้อีกต่อไป และเมื่อมีความต้องการที่จะขยายตัวเข้าสู่ประเทศต่างๆ ก็พบว่ากรอบกติกาแบบรัฐชาติ หรือ 'ระบบทุนนิยมแห่งชาติ' ที่มีรัฐเป็นผู้คุ้มครองกลายเป็นอุปสรรคสำคัญ

ในกรณีของประเทศไทย การเข้ามาของทุนโลกาภิวัตน์นั้นได้ส่งผลกระทบที่หนักหน่วงมากต่อสัมพันธภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมอันมีมาแต่เดิม ซึ่งอาจจำแนกได้เป็นสามปัญหาใหญ่ด้วยกัน

ปัญหาที่หนึ่ง คือ ความเสื่อมทรุดของอุดมคติและอุดมการณ์เรื่องชาติ ซึ่งโดยพื้นฐานก็ไม่เคยครบถ้วนสมบูรณ์อยู่แล้ว ยิ่งมาได้รับอิทธิพลจากแนวคิดและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดน สำนึกที่จะยึดถือประเทศชาติเป็นหน่วยผลประโยชน์ที่ทุกคนถือสังกัด... เป็นแผ่นดินแม่อันศักดิ์สิทธิ์ นับวันก็ยิ่งจางหายและปราศจากความเป็นจริงรองรับ

ถามว่าทำไมจินตนาการเรื่องชาติของเราจึงเสื่อมได้อย่างรวดเร็วขนาดนี้? คำตอบมีอยู่ง่ายๆ คือ เพราะที่ผ่านมาเราไม่เคยรักกันจริง แต่ถ้าจะให้อธิบายเป็นระบบมากกว่านั้นก็คงต้องบอกว่าความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางสังคมอย่างสุดขั้วเป็นต้นเหตุสำคัญ เราจะผนึกรวมกันแน่นเหนียวเพื่อต้านต่างชาติได้อย่างไรในเมื่อสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ของชาตินั้นแท้จริงแล้วตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ขณะที่คนส่วนใหญ่ถูกทิ้งให้จมปลักอยู่กับความยากไร้นิรันดร

ด้วยเหตุนี้ การปลุกระดมลัทธิชาตินิยมใหม่หลังวิกฤติฟองสบู่ปี 2540 จึงล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่มีผู้เสียเปรียบคนใดที่สะเทือนใจกับความล่มจมของเศรษฐี ชาวชนบทผู้ต่ำต้อยน้อยหน้า ก็ไม่เคยรู้สึกว่าสวรรค์ที่หายไปของบรรดานักธุรกิจ และคนชั้นกลาง เป็นสวรรค์ของพวกเขา

ยิ่งไปกว่านั้น ยังไม่มีใครสามารถแน่ใจได้เลยว่ากลุ่มธุรกิจไทยและคนชั้นกลางไทยที่ผูกพ่วงอยู่ด้วยกัน คือพลังรักชาติที่แท้จริง ทั้งนี้ เพราะว่าพวกเขาคือผู้เปิดประตูรับการเข้ามาของทุนข้ามชาติตั้งแต่แรกและนำประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจฟองสบู่ จากฐานะที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ พวกเขาจึงเป็นผู้นำเข้าวัฒนธรรมต่างประเทศมากกว่าชนกลุ่มอื่น ตลอดจนสามารถขานรับลัทธิบริโภคสากลได้อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งโดยรูปการจิตสำนึก ก็ได้กลายเป็นกลุ่มชนแรกๆ ที่ถอนตัวออกจากสังกัดชาติ...กลายเป็นคนไร้ราก ไร้ความผูกพันกับผู้ใด

ในเมื่อผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาที่ดำเนินมาในนามชาติ ไม่รู้สึกผูกพันกับชาติเสียแล้ว มันก็เป็นเรื่องยากที่จะบอกคนที่เหลือให้มายอมรับการเสียสละหรือพันธกิจต่างๆ เพื่อความเจริญเติบโตของชาติอีกต่อไป

พูดกันตามความจริง การเสื่อมทรุดในเรื่องอุดมคติและอุดมการณ์เกี่ยวกับชาตินั้น มิได้เป็นแค่ปัญหาวัฒนธรรมหรือรูปการจิตสำนึก หากเป็นปัญหาใหญ่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรมของรัฐและระบอบการเมืองเลยทีเดียว

ที่ผ่านมาการพัฒนาประเทศโดยรัฐเป็นผู้วางแผนนั้น ได้กระทำไปบนสมมุติฐานที่ว่ามีหน่วยส่วนรวมใหญ่ที่เรียกว่าชาติดำรงอยู่ และรัฐคือผู้ดูแลหน่วยส่วนรวมดังกล่าว ต่อมาหลังจากผ่านการพัฒนาแบบวางแผนโดยศูนย์อำนาจส่วนกลางมาสี่สิบปี ผลพวงที่เราได้รับคือ การแบ่งประเทศไทยออกเป็นสองสังคม ที่แตกต่างเหลื่อมล้ำกันในทุกขอบเขตทุกปริมณฑล ยิ่งสังคมของผู้ได้เปรียบเชื่อมตัวเองเข้ากับเศรษฐกิจและวัฒนธรรมแบบไร้พรมแดน วาทกรรมเรื่องผลประโยชน์แห่งชาตินับวันก็ยิ่งว่างเปล่าขาดความชอบธรรมในความรู้สึกนึกคิดของสังคมส่วนที่เสียเปรียบและถูกทอดทิ้ง

เพราะฉะนั้นมันจึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมในระยะหลังๆ บรรดาชุมชนท้องถิ่นที่ถูกโครงการของรัฐหรือบริษัทเอกชนเข้าไปเบียดยึดทรัพยากรที่พวกเขาอาศัยยังชีพ จึงไม่อาจก้มยอมน้อมรับข้ออ้างเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติต่อไป การชุมนุมประท้วงขืนต้านนโยบายรัฐโดยกลุ่มชนเล็กๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในชั้นล่างของสังคม กลายเป็นปรากฏการณ์ที่เราเห็นกันอยู่ทั่วไป และกำลังสั่งสมเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่แผ่กว้างมากขึ้นทุกที

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราจะเห็นได้ว่าจารีตการอ้างชาติ เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมในการใช้อำนาจกำลังตกอยู่ในสภาพวิกฤติอย่างยิ่ง ไม่เพียงผู้ได้เปรียบเท่านั้นที่รู้สึกว่ากรอบคิดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นสิ่งแคบเกินไปในการสนองผลประโยชน์และจริตของพวกเขา แม้บรรดาผู้เสียเปรียบเองก็รู้สึกว่าชาติเป็นสัญญาประชาคมที่ถูกผู้ปกครองและผู้ได้เปรียบฉีกทิ้งเสียเอง


(อ่านต่อฉบับหน้า)


ด้านหนึ่ง 'เต้าข่าว'
อีกด้านก็ 'ปั่นข่าว'
ศัพท์แสงเรื่องของการทำอะไรไม่ปกติกับ 'ข่าว' นั้น มีมากมายหลายอย่าง ช่วงหลังๆ คงจะได้ยินกันถี่และบ่อยขึ้น เพราะจรรยาบรรณเกิดหย่อนหยานกันในทุกๆ ฝ่ายนั่นเอง

นักข่าวถูกกล่าวหาว่า 'เต้าข่าว' เมื่อเขียนอะไรเกินความเป็นจริงหรือเสกสรรปั้นแต่งเรื่องขึ้นมาโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเพื่อจะได้ผลประโยชน์อันมิควรหรือเพราะอคติ ซึ่งล้วนแล้วแต่ผิดจริยธรรมแห่งอาชีพทั้งสิ้น

ถ้าคนของรัฐบาลเต้าข่าว เขาเรียกว่า spin ซึ่งแปลตรงตัวว่า 'ปั่น' หรือ 'จับให้หมุน' และคนที่ทำหน้าที่อย่างนี้ในรัฐบาล เขาเรียกว่า spin doctor อันหมายถึง 'ผู้เชี่ยวชาญ' การปั้นเรื่องปั้นราวให้ประชาชนคนทั่วไปฟังหรืออ่านแล้วมีความรู้สึกไปทางใดทางหนึ่ง

อาจจะเป็นการ spin เพื่อให้รัฐบาลได้คะแนน หรือ spin ให้คนที่อยู่คนละข้างกับรัฐบาลเสียหาย หรือไม่ก็ 'ปล่อยข่าว' เพื่อให้เกิดภาพไปทางใดทางหนึ่ง คือให้รัฐบาลบวก และให้คนที่รัฐบาลไม่ชอบเป็นไปทางลบ

คำว่า 'spin doctor' นั้น ไม่เกี่ยวกับอาชีพแพทย์แม้ฝรั่งจะใช้คำว่า doctor มาอธิบายความเรื่องนี้ก็ตาม เป็นไปได้ว่าความหมายของเทศกับไทยในเรื่องของการสร้างเรื่องสร้างราวนั้น มีความละม้ายคล้ายกับ 'มดหมอ' ที่สามารถปั้นเรื่องปั้นราวจากความไม่มีอะไรจนทำให้ผู้คนหลงเชื่อว่ามีความจริงในความไม่จริงได้

แน่นอนว่าคนที่เป็น spin doctor ได้นั้น จะต้องมีความสามารถพิเศษ เพราะนอกจากจะต้องเก่งเรื่องของการแต่งเรื่องขึ้นมาจากความไม่มีอะไรแล้ว ก็ยังจะต้องทำให้คนอื่นเขาเชื่อว่าเรื่องโกหกพกลมนั้นมีความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย

นอกจากคำว่า spin แล้ว ก็ยังเกิดคำว่า 'sex-up' ขึ้นมาระหว่างที่มีเรื่องอื้อฉาวเกรียวกราวกรณีที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ที่ชื่อเดวิด เคลลี่ของรัฐบาลนายกฯโทนี แบลร์ ว่าด้วยข่าวกรองและเอกสารเกี่ยวกับสงครามอิรัก

คนทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของแบลร์ที่ชื่ออลาสแตร์ แคมเบลชน กับสถานีวิทยุโทรทัศน์บีบีซีอย่างจัง เพราะบีบีซีกล่าวหาว่าคนใกล้ชิดนายกฯอังกฤษนั้น กระทำการในสิ่งที่เรียกว่า 'sex-up' เพื่อให้ข่าวกรองเกี่ยวกับอาวุธร้ายแรงของซัดดัม ฮุสเซ็น ฟังดูขึงขังน่ากลัวเพื่อจะได้เป็นข้ออ้างเข้าทำสงครามอิรักได้

บีบีซีอ้างแหล่งข่าว (ซึ่งก็คือนายเคลลี่) บอกว่านายแคมเบลคนนี้ได้ sex-up ข้อมูลที่เป็นข่าวกรองเพื่อให้ฟังดูเกินความจริง

คำว่า sex-up ก็จึงกลายเป็นคำใหม่ที่ใช้กันเกร่อ มีความหมายไปในทำนองของการทำให้เรื่องที่ไม่ตื่นเต้นนั้นกลายเป็นเรื่องที่ sexy เกินกว่าความเป็นจริง

ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับการ spin หรือ 'ปั่น' ข่าวให้เกิดความตื่นเต้นตกใจสำหรับประชาชน อันเป็นเหตุที่รัฐบาลอังกฤษเอาไปอ้างได้ว่าจะต้องเข้าไปจัดการโค่นซัดดัม ฮุสเซ็นก่อนที่ผู้นำอิรักคนนี้จะใช้อาวุธร้ายแรงเหล่านี้มาทำลายล้างประเทศอื่น

แต่สงครามเสร็จสิ้นมาหลายเดือนแล้ว ก็ยังหาอาวุธเชื้อโรคหรืออาวุธเคมีอย่างที่อ้างในรายงานข่าวกรองของรัฐบาลอังกฤษไม่ได้ จึงเกิดกรณีการซักฟอกกันขนานใหญ่ว่าโทนี แบลร์กับบีบีซี นั้น ใครน่าเชื่อถือกว่ากัน

พูดง่ายๆ ก็คือว่าใคร 'เต้าข่าว' และใคร 'ปั่น' ข่าวกันแน่

ที่อังกฤษ วิธีการตัดสินว่าใครทำอะไรผิดจริยธรรมและหลักการของความรับผิดชอบต่อสาธารณชนนั้นเขามีกลไกของเขา นั่นคือ มีการตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ ไม่ต้องกลัวรัฐบาลและไม่เกรงใจสื่อมวลชน เพื่อเรียกคนที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาให้การ และให้อำนาจแก่คณะกรรมการชุดนี้เรียกเอกสารและสั่งใครมาให้การก็ได้ รวมถึงนายกฯโทนี แบลร์และผู้อำนวยการใหญ่ของบีบีซี ตลอดไปถึงญาติพี่น้องของผู้ตาย

เขาไม่ปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่ง และอีกฝ่ายหนึ่งโต้กลับ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นสีเทาไปเรื่อยๆ จนท้ายสุดก็ตัดสินกันตรงที่ใครมีอำนาจรัฐก็สามารถเอาชนะไปได้ในที่สุด โดยที่ไม่สนใจว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นอย่างไรกันแน่

หากสื่อเอง 'เต้าข่าว' ก็ต้องถูกประณามและลงโทษตามกฎหมายที่มีอยู่ และหากรัฐบาล spin ข่าวหรือ sex-up ข้อมูลเพื่อทำให้ประชาชนหลงเข้าใจผิด กรรมการอิสระชุดนี้ก็ไม่ต้องกลัวที่จะกล่าวหาและลงโทษตามที่เห็นสมควร

เพราะระบอบประชาธิปไตยของเขา สร้างและเคารพในกลไกของสังคมที่จะคานอำนาจกันและกันของทุกฝ่าย ไม่มีใครมีอำนาจครอบงำเหนือสังคมจนไม่อาจจะแสวงหาความเป็นจริงได้อย่างที่เราเห็นอยู่ในหลายกรณีในบ้านเราทุกวันนี้

บรรยากาศเมืองเราวันนี้ก็จึงกลายเป็น..ใครใคร่เต้าข่าว, เต้า, ใครใคร่ปั่นข่าว, ปั่น เพราะไม่มีใครจับมือใครดมได้

ในบรรยากาศอย่างนี้ ประชาชนก็คือเหยื่อแห่งกลไกที่ไร้การตรวจสอบนั่นเอง


เสกสรรค์ตอน 2

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล


ประเทศไทยบนเส้นทางประชาธิปไตย
บทสำรวจปัญหาและทางออก (2)


(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

ปัญหาที่สอง... นอกเหนือจากการเข้ามากัดกร่อนเสริมขยายรอยร้าวในมิติของความเป็นชาติแล้ว กระแสทุนโลภาภิวัตน์ยังเข้ามาผลักดันช่องว่างระหว่างชนชั้นในประเทศไทย ให้ถ่างกว้างออกไปอีก ข้อนี้นับว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะในสภาพดั้งเดิมเราก็มีปัญหาอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทุนโลกาภิวัตน์ผลักดันให้เลวลงคือการตัดหนทางแก้ปัญหาดังกล่าว ซึ่งทำให้ในระยะยาวแล้วอาจจะนำไปสู่ความรุนแรงทางการเมืองและสังคม

ถามว่า ทำไมผมจึงมองโลกในแง่ร้ายเช่นนี้ เรียนตรงๆ ว่านี่ไม่ใช่อคติที่ผมมีต่อระบบทุนนิยม และถ้าหากจะมีใครอยากเห็นสังคมไทยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็คงจะต้องมีผมรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน

แต่ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า กระแสทุนโลกาภิวัตน์นั้น เมื่อเข้าครอบงำดินแดนใด ก็ล้วนแล้วแต่นำไปสู่ปัญหาทั้งสิ้น มันทำให้ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างประชากรโลก กลายเป็นระเบิดเวลาที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง อีกทั้งระเบิดเวลาดังกล่าว อาจจะเป็นระเบิดปรมาณูมากกว่าระเบิดธรรมดา

ทุกวันนี้ ระบบทุนโลกาภิวัตน์ได้ทำให้รายได้รวมของประชากรโลกร้อยละ 82.7 ตกอยู่ในมือของคนรวย 20 เปอร์เซ็นต์แรก ขณะที่พลเมืองโลก 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ล่างสุด มีส่วนแบ่งในรายได้โลกเพียงแค่ร้อยละ 1.4 เท่านั้นเอง (David Held & Anthony McGrew 2002) เพราะฉะนั้น ผมจึงมีเหตุผลอย่างยิ่งที่จะวิตกกังวล

สาเหตุที่ผมคิดว่า กระแสทุนโลกาภิวัตน์จะผลักดันให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยขยายตัวมากขึ้น ไม่ได้มาจากการเข้ามาลงทุนหรือเก็งกำไรของทุนข้ามชาติเท่านั้น หากที่สำคัญคือ พวกเขามีเจตจำนงแน่วแน่ที่จะจัดระเบียบสังคมไทยทั้งหมด ให้มาอยู่ภายใต้กติกาของตลาดเสรี หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ ให้มาอยู่ภายใต้ระบบการแข่งขันแบบทุนนิยม

แนวคิดของทุนโลกาภิวัตน์มาจากอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่ ซึ่งต้องการเห็นโลกทั้งโลกถูกบริหารจัดการโดยธุรกิจเอกชน ทั้งนี้ โดยให้รัฐทำหน้าที่เพียงเป็นผู้กำกับดูแลกติกา รัฐจะไม่มีหน้าที่เข้ามาจัดสรรทรัพยากรหรือสิ่งมีค่าในสังคม หากปล่อยให้ทั้งหมดให้เป็นเรื่องของกลไกการตลาดล้วนๆ ซึ่งแนวคิดนี้เชื่อว่า จะช่วยสร้างทั้งประสิทธิภาพในการผลิตและความเป็นธรรมในการแบ่งสรรผลประโยชน์

ในยุคหลังสงครามเย็นกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์โดยผ่านทางองค์กรทุนนิยมสากลอย่าง IMF, WTO และธนาคารโลก ได้พยายามกดดันให้ประเทศต่างๆ ยอมรับแนวทางดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในระดับของรัฐชาติแล้ว มันหมายถึงเปิดพรมแดนเสรีในทุกด้าน เปิดเสรีทางการค้า เปิดเสรีทางการเงิน เปิดเสรีทางการลงทุนระหว่างประเทศ เปิดเสรีทางด้านแรงงาน ยกเลิกรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนยกเลิกกฎระเบียบเดิมทั้งปวงที่เป็นอุปสรรคกั้นขวางการแสวงหากำไรสูงสุดของผู้ลงทุน

ในกรณีของประเทศไทย แนวคิดเสรีนิยมใหม่นับว่ามีเสน่ห์ดึงดูดชนชั้นนำในภาคธุรกิจบางส่วน เพราะที่ผ่านมา รัฐไทยได้ปกป้องคุ้มครองกลุ่มทุนใหญ่บางกลุ่มบางตระกูลจนอาจกล่าวได้ว่า การแข่งขันเสรีไม่มีจริง

ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดของทุนโลกาภิวัตน์ยังผูกพ่วงมาด้วยแนวทางปฏิรูปการเมืองในบางด้าน เช่นเรื่องของความโปร่งใสทางการเมือง เรื่องของธรรมาภิบาล (Good Governance) และการสร้างประชาสังคม (Civil Society) เป็นต้น ความคิดเหล่านี้เข้ามาโดนใจคนชั้นสูงและคนชั้นกลางที่มีการศึกษาจำนวนไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาหลายท่านต่างก็ชิงชังรังเกียจการใช้อำนาจการเมืองไปในทางทุจริตหรือเกื้อหนุนธุรกิจส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม เมื่อกล่าวสำหรับแก่นแท้ของแนวทางพัฒนาแบบโลกาภิวัตน์ ทุกอย่างก็ยังล้อมรอบกฎเหล็กที่ว่า ให้ตลาดเป็นผู้ตัดสิน และเมื่อกฎกติกาดังกล่าว ถูกนำมาใช้กับสังคมที่ประชาชนมีช่องว่างระหว่างอำนาจซื้อและการถือครองทุนอย่างมหาศาล ก็คงจะคาดเดาได้ว่า ความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่แล้ว จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง

ในระบบที่เปิดเสรีอย่างทั่วด้านและใช้กลไกตลาดโลกมาตัดสินทุกอย่างเช่นนี้ อย่าว่าแต่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานรับจ้างจะหมดอำนาจต่อรอง หรือคนยากจนในชนบทจะพ่ายแพ้เท่านั้น แม้แต่ธุรกิจของนายทุนพื้นเมืองและคนชั้นกลางบางส่วน ก็ไม่มีหลักประกันว่าจะอยู่รอดเช่นกัน

อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไฟฟ้า น้ำประปา หรือแม้แต่น้ำที่ใช้ในการทำนา จะกลายเป็นสินค้าที่มีราคาขึ้นลงตามกลไกตลาด อะไรจะเกิดขึ้นถ้าการศึกษาระดับสูงและการรักษาพยาบาลจะกลายเป็นธุรกิจไปทั้งหมด อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อตลาดแรงงานทั้งไร้ฝีมือและมีฝีมือ ทั้งที่ใช้ร่างกายและใช้สมอง ล้วนเปิดโล่งให้กับคนทุกสัญชาติ และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อที่ดินและทรัพยากรอื่นๆ ของไทยล้วนกลายเป็นสินค้าในตลาดเสรีระดับโลก ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่า อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อชีวิตคนไทยในอนาคตอาจจะถูกตัดสินคุณค่าด้วยเงินตราเพียงอย่างเดียว?

เป็นไปได้ว่าถึงตอนนั้น ความหมายในการดำรงอยู่ของคนไทยคงจะถูกย่อให้เหลือแค่กิจกรรมในตลาดสินค้าและบริการ ไม่ว่าในฐานะผู้บริโภคหรือผู้ลงทุนก็ตาม ซึ่งสภาพดังกล่าวจะว่าไป ก็ไม่ใช่อะไรอื่น หากคือการรื้อทำลายรากฐานทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชีวิตนั่นเอง

ปัญหาที่สาม... นอกเหนือไปปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองที่อาศัยการดำรงอยู่ของชาติเป็นแหล่งที่มา และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่จะถูกกระหน่ำซ้ำเติมโดยระบบตลาดเสรีแล้ว สิ่งที่ทุนโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตยไทยโดยตรง คืออิสรภาพในการกำหนดนโยบายของรัฐ และการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของฝ่ายประชาชน

แน่ละ สภาพที่ผันแปรไปอย่างรวดเร็วในโลก ทำให้เราอาจจะยังสรุปไม่ได้เต็มที่ว่า กระบวนการครอบงำเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยกลุ่มทุนข้ามชาติ เป็นเรื่องของการสูญเสียอธิปไตยในความหมายทางการเมืองหรือไม่ บางทีนี่อาจจะเป็นจินตภาพใหม่เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของรัฐชาติ ที่เข้าสู่ระบบ 'โลกาธิปไตย' ด้วยความสมัครใจ หรือเข้าสู่ความร่วมมือกับรัฐอื่นในภูมิภาคเดียวกัน

แต่ที่ชัดเจนก็คือ การวางกฎเกณฑ์พื้นฐานทางเศรษฐกิจไว้อย่างตายตัวโดยองค์กรที่ทรงอิทธิพลอย่าง IMF, WTO และธนาคารโลก และการออกกฎหมายรองรับแนวทางดังกล่าวของรัฐไทย เท่ากับเป็นการปิดพื้นที่การมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายของชั้นชนต่างๆ ในสังคมไทยให้สอดคล้องกับสภาพความจริง และสอดคล้องกับปัญหาอันมีลักษณะเฉพาะของกลุ่มตน

ในความเห็นของผมเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะมันไม่เพียงบังคับให้คนไข้ที่ป่วยด้วยโรคต่างกัน ต้องกินยาชนิดเดียวกันเท่านั้น หากถ้าพิจารณาจากมุมมองของระบอบประชาธิปไตย ยังเท่ากับว่า อำนาจหลายส่วนได้ถูกย้ายออกจากมือของปวงชนไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องใหญ่ๆ ของประเทศถูกกำหนดโดยสถาบันและพลังนอกประเทศ ขณะที่ประชาชนในประเทศ กลับกำหนดชะตากรรมของตนเองได้น้อยลงทุกที

โดยหลักการที่ยอมรับกันมาตั้งแต่แรก ระบอบประชาธิปไตยแตกต่างจากระบอบอำนาจนิยมในรูปแบบต่างๆ ตรงที่ถิ่นสถิตของอำนาจเริ่มต้นที่ประชาชน จากนั้นอาจจะมอบหมายให้บุคคลบางคณะไปใช้อำนาจแทน แต่ก็เป็นการมอบหมายเพียงชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขว่าการใช้อำนาจดังกล่าว จะไม่หวนมาละเมิดล่วงเกินหรือทำร้ายทำลายประชาชนเสียเอง รวมทั้งไม่ได้ตัดสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล หรือมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบายที่ส่งผลกระทบถึงตน

กล่าวเช่นนี้แล้วเราจะเห็นว่า การรุกเข้ามาของระบบทุนโลกาภิวัตน์และการขานรับของรัฐไทย ได้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเราแทบจะกลายเป็นเรื่องว่างเปล่าไปโดยฉับพลัน

แม้เรายังคงมีสิทธิเลือกตั้งคณะบุคคลมาดำรงตำแหน่งในสถาบันการเมืองต่างๆ ทว่า พ้นจากนั้นแล้ว อย่าว่าแต่ประชาชนจะกำหนดอะไรไม่ได้ แม้แต่ผู้ปกครองเองก็ไม่แน่ว่า จะมีอิสรภาพเต็มที่ในการกำหนดนโยบายที่แตกต่างจากความประสงค์ของกลุ่มอิทธิพลภายนอก

แน่ละ หากพูดเฉพาะปริมณฑลของการควบคุมกำกับสังคมไทย ก็คงต้องยอมรับรัฐยังคงมีอำนาจเต็มเปี่ยมในการบังคับใช้กฎหมายและให้คุณให้โทษแก่ผู้คนในประเทศ แต่สถานการณ์เช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้ชวนสงสัยว่า รัฐไทยในปัจจุบัน กำลังใช้อำนาจภายในประเทศบัญชาสังคมไทยให้เป็นไปตามนโยบายของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ หรือกำลังอาศัยระบบทุนโลกาภิวัตน์เข้ามาช่วยในการแก้ปัญหาไทย?

พูดกันตามความจริง ยิ่งนานวันเราก็ยิ่งพบว่า 'ผลประโยชน์ไทย' ที่รัฐเป็นผู้ปกป้องดูแล ไม่เพียงเป็นผลประโยชน์ของคนส่วนน้อยในประเทศเท่านั้น หากยังเปลี่ยนมือเป็นผลประโยชน์ของบรรดาบรรษัทข้ามชาติมากขึ้นทุกที

ในระยะแรก วงการธุรกิจไทยเคยคิดจะใช้ระบบเสรีทางการเงินของทุนโลกาภิวัตน์มาเก็งกำไรในระยะสั้น โดยไม่ได้คิดจะลงเรี่ยวลงแรงในการขยายฐานการผลิตและฐานความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเท่าที่ควร นอกจากนี้เงินที่เข้ามาจำนวนมากยังถูกใช้ไปในการบริโภคที่หรูหราฟุ่มเฟือย ดังที่เคยมีผู้ค้นคว้าระบุไว้ เฉพาะในปี 2538 ปีเดียว คนไทยซื้อนาฬิกาและเครื่องประดับถึง 7,000 ล้านบาท หมดเงินไปกับการเดินทางออกนอกประเทศถึง 80,000 ล้านบาท และเสียค่าใช้จ่ายในการส่งลูกหลานไปเรียนต่อต่างประเทศถึง 10,000 ล้านบาท (วอลเดน เบลโลและคณะ 2542)

ด้วยเหตุนี้ การโหมกู้เงินจากต่างประเทศในช่วงทศวรรษ 2530 จึงก่อให้ให้เกิดการเติบโตลวงที่เรียกกันว่า เศรษฐกิจฟองสบู่ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจเงินกู้มากกว่าตั้งอยู่บนฐานของการผลิตจริง ภายในปี 2539 ประเทศไทยมีหนี้สินทั้งในประเทศและนอกประเทศรวมกันถึง 355.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเท่ากับ 197.9 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (วิทยากร เชียงกูลและคณะ 2541) นอกจากนี้ ยังส่อแนวโน้มว่าจะไม่สามารถใช้หนี้ได้ จนกระทั่งสูญเสียความน่าเชื่อถือในตลาดเงินทุน และ ในที่สุด ก็นำมาสู่วิกฤติค่าเงินบาทในเดือนกรกฎาคม 2540 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องร้ายๆ อีกหลายอย่างที่ตามหลังมา

สภาพดังกล่าวพิสูจน์ให้เห็นว่า เจตนาของชนชั้นนายทุนไทยที่จะเก็บเกี่ยวประโยชน์ทั้งจากกระแสทุนโลกาภิวัตน์ และอาศัยการคุ้มครองของรัฐไทยแบบเดิมๆ ไปพร้อมกัน นับเป็นเรื่องเพ้อฝันโดยสิ้นเชิง

วิกฤติฟองสบู่แห่งปี 2540 ได้เปิดโอกาสให้สถาบันทุนนิยมโลกอย่าง IMF รุกคืบหน้าได้อย่างเต็มที่ด้วยการเรียกร้องให้ประเทศไทยออกกฎหมายหลายฉบับมาสนองแนวทางเสรีนิยมใหม่ ทั้งนี้ เพื่อแลกกับเงินกู้ซึ่งรัฐบาลไทยจำเป็นต้องนำมาใช้แก้สถานการณ์ของประเทศที่กำลังย่อยยับอับจน

หลังจากนั้น บรรดากลุ่มทุนข้ามชาติก็เข้ามากว้านซื้อธุรกิจและทรัพย์สินต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างเสรี จนกระทั่งวันนี้เราแทบจะจำแนกไม่ออกแล้วว่า ทรัพย์สินของชาตินั้น หมายถึงทรัพย์สินของใคร และสิ่งที่เรียกกันว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งวัดกันในรูปการเพิ่มขึ้นของจีดีพี แท้จริงแล้วมันหมายถึงความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของคนประเทศไหน?


(อ่านต่อฉบับหน้า)





 

พรรคการเมือง
:: พรรคประชาธิปัตย์
:: พรรคไทยรักไทย
::พรรคชาติไทย
::พรรคชาติพัฒนา
บ้านสวนลุงแคน

สรวลเสเฮฮา
น้ำบุญ สามตำบล
อรัญ คนโก้
อาร์ตเล็กเล็ก อังศุมาลิน

ลิ้งค์ทั่วแดน-ค้นหา

บ้านดอกบัว
บ้านครูต๊อก
บ้านใจเป็นธรรม
นักเลงโบราณ
บ้านแม่พลอย
บ้านพลสมบัติ

บ้านโจ
บ้านน้องนัท
บอร์ดแม่เฒ่า

ซุปเปอร์เว็บ  
msn yahoo |
sanook | hunsa |
pantip | thai.net

สภากาแฟ
กลอน/น้ำพิง/ภูผา
อเมริกา - อิรัก
ชม.ต่อ ชม.สงครามอ่าว
เชิญร่วมแสดงความคิดเห็น
.
         
   
 
แก้ไขครั้งล่าสุด 19/5/2546
Hosted by www.Geocities.ws

1