www.geocities.com/lungcan2000
|Home |Coffee room| Funny talk| Poem | Quest book| Contact us| About me |
_______________________________________________________________________________
องค์กรการเมือง
 



:: รัฐสภาไทย

:: รัฐธรรมนูญ๒๕๔๐
คณะกรรมการเลือกตั้ง
ปราบปรามการฟอกเงิน
ปราบปรามทุจริตแห่งชาติ
:: วุฒิสภา

ลุงแคนรายวันเสนอข้อคิดให้อ่านกันเล่นๆ อยากสนทนาเชิญที่สภากาแฟ

"รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์" จุดพลุออกแบบ"รธน."ใหม่ ลดอหังการแห่งอำนาจผู้นำ

รายงาน

หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ที่โรงแรงรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน คณะกรรมการจัดงาน "รำลึก 11 ปี พฤษภาประชาธรรม" มีนายรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถา "5 ปีปฏิรูปการเมืองไทย"

จุดอ่อน รธน.ฉบับทวิพรรค

อรหันต์ไม่มีอยู่จริงในกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ช.ช.) คนเหล่านี้บางคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ สามารถซื้อขายได้ และคนที่เข้ามาตรวจสอบจะต้องมีความดีสูง ผมไม่คิดว่าคนในสังคมไทยสามารถยืนยันว่าการเลือกตั้งปัจจุบันมีความสุจริตกว่าที่ผ่านมา

เป้าหมายสำคัญนโยบายในทางซึ่งเกื้อประโยชน์ของบุคคลในคณะรัฐบาลและบริวารของบุคคลในคณะรัฐบาล การแสวงหาส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากขบวนการกำหนดนโยบายจากขบวนการจัดจ้างจัดซื้อหรือจากขบวนการการให้สัมปทานก็ยังคงปรากฏโดยทั่วไป ไม่แตกต่างไปจากสภาพก่อนรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 มีผลบังคับใช้ เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปการเมือง ปี พ.ศ.2540 ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ แต่ผมคิดว่าเราจะต้องแยกเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองออกจากประสิทธิภาพของตลาดทางการเมือง ผมว่าเป็นสองประเด็น รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ทำให้โครงสร้างของตลาดการเมืองเปลี่ยนแปลงไปอย่างสำคัญ ผมคิดว่าประชาชนเริ่มมีความรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของตลาดการเมืองอย่างค่อนข้างสำคัญ มีการผูกขาดมากขึ้น ตลาดการเมืองปี พ.ศ.2546 มีการผูกขาดมากกว่าตลาดการเมืองก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2540 มีผลบังคับใช้ ตลาดพรรคการเมืองมีการผูกขาดมากขึ้น จำนวนพรรคการเมืองน้อยลงหมายถึงพรรคการเมืองที่มีชีวิต มันมีพรรคการเมืองหลายพวก หลายแบบ มีพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นแล้วมันไม่มีชีวิต แต่ยังคงรับการอุดหนุน พรรคการเมืองแบบนี้มีเยอะ ผมไม่เข้าใจ กกต.ปล่อยให้มีพรรคการเมืองเหล่านี้อยู่ต่อไปได้อย่างไร มันก็คงเป็นความพิการของขบวนการการเมืองปัจจุบัน จำนวนพรรคการเมืองที่มีชีวิตน้อยลง เพราะว่าพรรคการเมืองขนาดใหญ่สามารถควบคุมและครอบพรรคการเมืองขนาดเล็ก ตลาดพรรคการเมืองต้องใช้วิธีการเหมือนตลาดธุรกิจ ซื้อพรรคการเมืองหรือซื้อกลุ่มการเมืองเข้ามาร่วมกัน จนพรรคการเมืองมีน้อยลง จำนวนพรรคการเมืองที่มีน้อยลงนั้น ส่วนมากจากอคติรัฐธรรมนูญ 2540 อคติพรรคการเมืองมีมาแต่อดีตแล้ว ในยุคที่กลุ่มพลังอมาตยาธิปไตยมีอำนาจในทางการเมืองกลุ่มดังกล่าวไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองเล็กพรรคการเมืองน้อย พวกขุนศึกที่ใช้กระบอกปืนในการควบคุมอำนาจรัฐ เวลาที่เล่นเกมประชาธิปไตยก็มักจะใช้วิธีการตั้งพรรคการเมืองขนาดใหญ่แล้วซื้อนักการเมืองเข้ามาอยู่ในพรรค เพราะมีพรรคการเมืองมากเสียค่าโสหุ้ยทางการเมืองต้องการให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่แล้วก็มองแบบอย่างการเมืองในประเทศอังกฤษและอเมริกาเป็นตัวอย่าง ระบบทวิพรรคต้องการเปลี่ยนสังคมการเมืองไทยจากระบบสหพรรคมาเป็นระบบทวิพรรค

ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนที่มันมีอคติรุนแรงเท่ากับฉบับ 2540 เมื่อมีผลบังคับใช้ตลาดพรรคการเมืองมีอำนาจผูกขาดมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีอคติปรากฏอยู่ในกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะฉบับ 2540 ต้องการให้จัดตั้งพรรคการเมืองได้ง่าย คือมี 15 คนตั้งพรรคการเมืองได้ แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 กลับมีบทบัญญัติในการตั้งพรรคการเมืองทำได้ยาก การตั้งพรรคการเมืองทำได้ง่ายก็จริงแต่การดำรงอยู่ของพรรคการเมืองทำได้ยาก คือจะมีเงื่อนไขเกี่ยวกับสมาชิกพรรค พรรคการเมืองขนาดเล็กตายเพราะค่าโสหุ้ยสูง แม้กระทั่งมีสำนักงานใหญ่แห่งเดียวก็หาเงินไม่พอกับการใช้จ่ายในสำนักงานแล้ว กฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในสมัยของพรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคไทยรักไทยยังไม่ได้ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง พรรคประชาธิปัตย์อาจจะเห็นว่าการตั้งเงื่อนไขเช่นนี้เป็นประโยชน์กับพรรคประชาธิปัตย์

เอื้อส่ง"ทรท."อภิมหาพรรค

ผมยังตั้งข้อสงสัยว่ากฎหมายไม่มีใครไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ว่ากฎหมายพรรคการเมืองขัดต่อเจตนารมณ์ของฉบับ 2540 หรือเปล่า เพราะฉบับ 2540 ต้องการให้พรรคการเมืองจัดตั้งได้ง่าย แต่กฎหมายกับทำพรรคการเมืองดำรงอยู่เป็นไปได้ยาก ฉะนั้นตลาดพรรคการขณะนี้มีอำนาจผูกขาดมากกว่าก่อนปี 2500 และมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีเงื่อนไข ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ผู้สมัคร ส.ส.หรือเมื่อได้เป็น ส.ส.ต้องสังกัดพรรค ทำให้พรรคการเมืองมีอำนาจผูกขาดระดับหนึ่ง เพราะคนที่จะเข้าสู่สภาต้องมีพรรคสังกัด ตลาดพรรคการเมืองเหลือจำนวนพรรคการเมืองมีชีวิตน้อยลง มันก็ทำให้อำนาจผูกขาดในนักการเมืองมีมากขึ้น เวลานี้ถ้าคุณอยากสมัคร ส.ส. คุณจะเดินเข้าพรรคไหน คุณจะเดินเข้าพรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคชาติพัฒนา คุณจะมีทางเลือกน้อยลงไป

นอกจากนี้การผูกขาดในตลาดพรรคการเมืองและพรรคการเมืองมีมากขึ้นแล้ว ตลาดข้าราชการก็มีการผูกขาดมากขึ้น เพราะว่ารัฐบาลคุมอำนาจรัฐได้อย่างค่อนข้างเด็ดขาดสามารถโยกย้ายข้าราชการ ตลาดข้าราชการเป็นตลาดที่มีการผูกขาดมากขึ้น จริงอยู่จำนวนข้าราชการจะมีมากก็ตาม แต่ว่าอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายซึ่งมันรวมศูนย์มากกว่าเดิม ทำให้การผูกขาดในตลาดข้าราชการมีมากขึ้น ทั้งหมดนี้มันนำไปสู่ผลที่มีต่อขบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจมีอำนาจผูกขาดมากขึ้น

ถ้าเราดูตัวอย่างที่เป็นจริงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่พรรคไทยรักไทย ผงาดเป็นอภิมหาพรรค พรรคไทยรักไทยผงาดขึ้นมาก็เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีอคติว่าด้วยขนาดของพรรคการเมือง มีความเชื่อว่าพรรคใหญ่ดีกว่าพรรคเล็ก มีความเชื่อว่าสังคมการเมืองที่มีระบบทวิพรรคดีกว่าสังคมการเมืองที่เป็นระบบพหุพรรค ความเชื่อเหล่านี้ทำให้พรรคการเมืองมีเส้นทางการเติบโตภายนอก ภาษาเศรษฐกิจคือเติบโตโดยการซื้อนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่น ซึ่งตรงกันข้ามกับการเติบโตภายใน การเติบโตภายในเป็นการสร้างนักการเมืองของตัวเองขึ้นมา ไต่เต้าจากนักการเมืองท้องถิ่นขึ้นมาสู่การเมืองระดับประเทศ ไม่ใช่ใช้วิธีการไปควบคุมหรือไปครอบพรรคการเมืองอื่น เราจะเห็นได้ว่าไทยรักไทยสนองตอบต่อสิ่งจูงใจที่มีอยู่ ในฉบับ 2540 สร้างสิ่งจูงใจเช่นนี้ แล้วไทยรักไทยหาประโยชน์จากโครงสร้างสิ่งจูงใจดังกล่าวนี้ในรัฐธรรมนูญ

"ทักษิณ"มีอหังการแห่งอำนาจ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ต้องการให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเข้มแข็ง สามารถใช้อำนาจที่เข้มแข็งนั้นในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจสังคมหรือการเมืองก็ตาม เพราะเหตุว่าฉบับ 2540 มีความเห็นว่ารัฐบาลก่อนฉบับ 2540 เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ความอ่อนแอเกิดขึ้นเพราะไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ไม่มีอำนาจที่เข้มแข็ง การกำหนดนโยบายต้องอาศัยการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล การแก้ปัญหาพื้นฐานต่างๆ ของสังคมไม่อาจกระทำได้อย่างเด็ดขาด

เมื่อรัฐบาลพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง ผลก็คือเราก็ได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นนายกฯที่เข้มแข็ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯที่เข้มแข็ง เพราะมีอำนาจผูกขาด

ในประการสำคัญนายกรัฐมนตรีภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มีอำนาจผูกขาดในการแต่งตั้งรัฐมนตรี และผมคิดว่าอำนาจนี้นำมาซึ่งอหังการแห่งอำนาจ ผมอยากจะอ่านมาตรา 217 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำพระมหากษัตริย์ ใครก็ตามที่นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี คนผู้นั้นก็จะสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี เป็นอำนาจที่จะทำให้รัฐมนตรีหงอต่อนายกรัฐมนตรี จะไม่มีรัฐมนตรีคนใดสามารถล้ำหน้าหรือปฏิบัติการเกินหน้านายกรัฐมนตรี ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 นายกรัฐมนตรีไม่ใช่อันดับแรกที่เท่าเทียมในคณะรัฐมนตรี ขณะที่ในคณะรัฐมนตรีไม่มีฐานะเสมอภาค แต่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของคณะรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องประหลาดใจที่นายกรัฐมนตรีภายใต้ฉบับ 2540 จะมีอหังการแห่งอำนาจ

อหังการแห่งอำนาจอาจจะเกิดจากสันดานที่ดีเกิดจากพ่อ-แม่สั่งสอน แต่ว่าอหังการแห่งอำนาจของนายกรัฐมนตรีนี้มันมีผลมากจากโครงสร้างสิ่งจูงใจที่มันมีอยู่ในฉบับ 2540

จุดพลุออกแบบ รธน.ใหม่

ในประการสำคัญอำนาจผูกขาดที่การเมืองที่มีมากขึ้นมันทำลายระบบตรวจสอบและคานอำนาจในตลาดการเมือง เราเห็นความอ่อนแอของฝ่ายค้านในตลาดการเมือง เนื่องจากพรรคการเมืองที่สามารถจัดตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ต้องเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ และรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 เกื้อกูลให้พรรคใหญ่ใช้วิธีการทำให้พรรคใหญ่ขึ้นไปอีก ดังนั้นมันก็ทำลายพลังที่จะไปตรวจสอบการดำเนินการของรัฐบาล

รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการเน้นการควบคุม กำกับ และตรวจสอบตลาดการเมืองอย่างมาก โดยมีข้อสมมติฐานว่าคนที่เข้าสู่ตลาดการเมืองเป็น "อัปรียชน" เมื่อเป็นอัปรียชนก็ต้องคุมเข้มเพื่อไม่ให้ประกอบ "อัปรียกรรม" คุมเข้มมันทุกเรื่อง แต่ว่าการควบคุมเข้มมันมีต้นทุนของการควบคุมกำกับและตรวจสอบ ดังนั้นจะต้องบังคับใครไม่ไปใช้สิทธิต้องถูกลงโทษ ด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้ผมคิดว่าจะปฏิรูปการเมืองต่อไปจะต้องถกกันในเรื่องการออกแบบรัฐธรรมนูญ จะใช้ปรัชญาอะไรออกแบบ อย่างที่ผมเรียนในตอนต้น ฉบับปัจจุบันมีอำนาจผูกขาดทางการเมืองมากขึ้นเพราะเรามีรัฐบาลที่เข้มแข็ง นายกรัฐมนตรีที่เข้มแข็ง แต่ว่าสภาพที่เป็นอยู่เป็นสภาพที่เราต้องการหรือไม่ มันมีทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือการออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตลาดการเมืองมีการแข่งขันที่สมบูรณ์ บทบัญญัติก็จะต่างออกจากฉบับ 2540 ก็จะมีการลดการควบคุม ทำให้การเข้าออกตลาดการเมืองเป็นโดยเสรีภาพ ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กอยู่ได้

การออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ก็จะแตกต่างจากฉบับ พ.ศ.2540

บทนำไทยรัฐ

ต้องตรวจสอบเข้มข้น

งานรำลึก 11 ปี พฤษภาทมิฬ อย่างน้อยก็ประสบความสำเร็จในการเปิดประเด็น ให้มีการอภิปรายถกเถียงกันต่อไป ในเวทีประชาธิปไตยว่า รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการ เมือง 2540 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้มีรัฐบาลเข้มแข็ง นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมากเกินไป และอาจนำไปสู่การผูกขาดอำนาจจริงหรือ และ จำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการแข่งขันกันมากขึ้นในตลาดการเมืองหรือไม่

ผู้นำในการเปิดประเด็นเรื่องนี้ ได้แก่ นายรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ ฟันธงว่า รัฐธรรมนูญ 2540 มีข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่า คนที่เข้าสู่การเมืองเป็น "อัปรียชน" จึงต้องมีการกำกับอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถสกัดกั้นพวกอัปรียชนได้ แต่มีผลทำให้มีพรรคใหญ่ด้วยการควบรวมพรรค นายกรัฐมนตรีมีอำนาจมาก และผูกขาดนักการเมือง

ถ้ามองย้อนหลังไปในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่เข้มแข็ง สามารถครองอำนาจอยู่ได้นานๆ ติดต่อกัน ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ หรือการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะสามารถเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อคํ้าจุนบัลลังก์ของตนได้ โดยให้ผู้นำทหารควบนายกรัฐมนตรีพร้อมกันได้ และให้วุฒิสภาที่แต่งตั้ง มีอำนาจเกือบเท่ากับสภาผู้แทนราษฎร

รัฐบาลในลักษณะนี้ บางรัฐบาลเป็นเผด็จการเต็มตัว บางรัฐบาลเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ไม่เป็นที่ชื่นชอบของนักประชาธิปไตย ฉะนั้น เมื่อฝ่ายประชาธิปไตยมีอำนาจจะเขียนรัฐธรรมนูญเองเมื่อไหร่ จึงมักให้อำนาจสูงสุดอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เช่น รัฐธรรมนูญ 2517 แต่ผลก็คือ ได้รัฐบาลผสมหลายพรรค นายกรัฐมนตรีอ่อนแอเพราะต้องเอาใจพรรคร่วม และอยู่ได้ไม่นาน

ผลเสียที่ตามมาก็คือ รัฐบาลไม่ สามารถบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ปล่อยให้ปัญหาชาติหมักหมม จนล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านในหลายเรื่อง ซํ้ายังมีการทุจริต คอรัปชันเฟื่องฟู เพราะมีการเลือกตั้งบ่อย นักการเมืองจึงมุ่งแต่ถอนทุนเพื่อการเลือกตั้งคราวหน้า ในเวลา 22 ปีที่ผ่านมา มาเลเซียมีนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว คือนายแพทย์มหาเธร์ แต่ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีถึง 8 คนเมื่อระบบรัฐสภามั่นคงมากขึ้น แต่รัฐบาลจากการเลือกตั้ง ไม่อาจทำหน้าที่ได้ตามความคาดหวัง จึงมีเสียงเรียกร้องรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง นักวิชาการบางคนเสนอให้เลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง แต่มายุติที่รัฐธรรมนูญ 2540 มี ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อพรรค และห้าม ส.ส.เป็นรัฐมนตรี ทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบในการเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคใหญ่มีอำนาจมากกว่าที่ผ่านมา

ไม่มีใครแน่ใจว่า ถ้าจะกลับไปสู่ระบบเดิมคือ มีการแข่งขันกันในตลาดการเมืองมากขึ้น มีพรรคการเมืองมากๆ แต่ได้รัฐบาลผสมหลายพรรคที่อ่อนแอ และอยู่ไม่ครบวาระ จะคุ้มหรือไม่ การเมืองไทยน่าจะเดินมาถูกทางแล้ว แต่จะต้องทำให้ระบบการตรวจสอบเข้มข้นยิ่งขึ้น ให้องค์กรอิสระสามารถทำหน้าที่ได้โดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซง และทำการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

รายงาน...คมชัดลึก

รายงาน:ปลุกกระแสแก้รธน. ยื่นดาบให้รัฐ

หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 องค์รวมความคิดต่อระบบการเมืองไทย ก็ยุติรวบยอด อยู่ที่การจัดสร้างกลไกทุกส่วนใหม่ เพื่อคุมโครงสร้างทั้งระบบ
นั่นเป็นที่มาของการเสนอ "ผ่าทางตัน" ด้วยการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ ตามแนวทางรัฐธรรมนูญนิยม เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาเดิม

เช่นว่า ปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง เพราะนักการเมืองเข้มแข็งเกินพรรคการเมือง

เช่นว่า ปัญหาพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค ทำให้มี "อัตราต่อรอง" และกลายเป็นรัฐบาล "อ่อนแอ"

หรือแม้แต่ปัญหาหลัก ว่าด้วย "ทุจริตคอรัปชั่น" เพราะการ "ลูบหน้าปะจมูก"

ในที่สุด ปี 2540 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็คลอดออกมา ท่ามกลางการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

ช่วงนั้น "ธงเขียว" สนับสนุนรัฐธรรมนูญ ปลิวสะบัดทั่วเมือง จนนักการเมืองต้องจำใจผ่านร่างรัฐธรรมนูญ

และเราก็ยึดรัฐธรรมนูญ เป็นคัมภีร์เทวดา ที่ไม่สามารถแตะต้องได้มาตลอดเวลา

แต่หลังการใช้รัฐธรรมนูญครบ 5 ปี สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เพราะโครงสร้างที่ออกแบบไว้ เข้มแข็งเกินคาด

พรรคไทยรักไทย สามารถสร้างปรากฏการณ์ชนิดที่ว่า หากจะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ก็สามารถทำได้

เสถียรภาพรัฐบาล "แข็งปั๋ง" สามารถใช้อำนาจบริหารได้อย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยเชื่อมั่นในคะแนนนิยม และศักยภาพ ของตัวเอง จนกล้าประกาศว่า จะเป็นรัฐบาล 20 ปี

ความหวาดกลัวต่อการใช้อำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เริ่มเข้าครอบงำ องคาพยพต่างๆ ที่เคยร่วมต่อสู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ

ไม่เว้นแม้แต่บรรดาทัพหน้า ซึ่งร่วมปกป้องอย่างเข้มแข็งในทุกครั้ง ที่มีคนคิดจะแตะต้องรัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านั้น ฝ่ายที่คิดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ ฝ่ายการเมือง ซึ่งใช้ทุกวิถีทางเพื่อปลด "โซ่ตรวน"

ทว่า ฝ่ายที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ ก็เสมือน "รู้เท่าทัน" และมีบทสรุปที่ปัญหาต่างๆ ไม่ใช่มาจากรัฐธรรมนูญ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไข

"รู้เท่าทัน" แม้กระทั่ง 3 องค์กรอิสระ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอ "กำจัดจุดอ่อน" เมื่อใช้รัฐธรรมนูญครบ 5 ปี ก็ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือ

บทสรุปของ กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนหน้านั้น คือ ไม่เสนอแก้ไข!

ทว่า! ณ วันนี้ สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

ณ วันนี้ นักวิชาการ องค์กรภาคประชาชน และฝ่ายที่เคยปกป้องอย่างแข็งขัน เปลี่ยนมุมมองใหม่อีกครั้ง

เช่นว่า สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ในสถานะนักวิชาการ และตัวแทนองค์กรภาคประชาชน วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ถึงความใช้ไม่ได้ของรัฐธรรมนูญ

เช่นว่า ศ.น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ก็มีข้อเสนอ ว่าด้วยการจำกัดวาระการเป็นนายกรัฐมนตรี

หรือแม้แต่เหล่าบรรดานักวิชาการ ที่มีความเห็นถึงรัฐธรรมนูญ ฉบับ "กินประชาชน" พร้อมกับข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

เหตุผล ก็คือ เพราะรัฐธรรมนูญ "ผูกขาดอำนาจ" ให้ฝ่ายบริหาร

ประเด็นหลัก ก็คือ ต้องลดทอน "อำนาจ" ที่ให้เสถียรภาพแก่รัฐบาล ซึ่งเรากำลังคิดว่า "เข้มแข็ง" เกินไป

คล้ายกับลืมไปว่า ก่อนหน้านั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีขึ้นเพื่อ "กำจัดจุดอ่อน" ว่าด้วยความ "อ่อนแอ"

ถึงเวลานี้ เสมือน "เป้า" ซึ่งเป็น "เหตุ" ให้มี "ผล" อยู่ที่จำต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ

คำถามคือ เรากำลังกลัวอะไร? กลัว พ.ต.ท.ทักษิณ จะครองอำนาจได้อย่างที่พูด?

คำถามที่มากกว่านั้น คือ เราต้องการอะไร? ระหว่าง "ระบบ" ที่เคยวางเพื่อคุมโครงสร้าง หรือ "ตัวบุคคล"

เป็นความจริงว่า เมื่อต้องเลือกเพื่อได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจเลี่ยงมิได้ ที่ต้องเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง!

แล้วเราจะเปลี่ยนการเลือกไปเรื่อยๆ โดยไม่สนว่า จะวนกลับมา ณ จุดเดิมหรือไม่ หรือจะอุดช่องโหว่หลังการเลือกแล้ว?

"ระบบ" แก้ปัญหา "คน" แต่เมื่อ "คน" ยังเป็นปัญหา ก็ควรต้องแก้ที่ "คน" ไม่ใช่รื้อ "ระบบ"

ปัญหาที่น่ากังขา ก็คือ "การเมือง" เข้มแข็งขึ้นได้ ภายใต้ข้อจำกัดของ "โซ่ตรวน" แล้วไฉน กลไกฝ่ายตรวจสอบ จึงไม่เข้มแข็งเท่าทันกัน ทั้งที่ถูกออกแบบตามรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน?

ที่สำคัญ ต้องอย่าลืมว่า อำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยู่ในอุ้งมือของฝ่ายการเมือง แต่ที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองไม่กล้า เพราะสังคมจับตาอย่างใกล้ชิด

คิดง่ายๆ ว่า ถ้าโอกาสเปิด แบบ "ส้มหล่น" เช่นนี้ ฝ่ายการเมือง ควรจะรีบฉวยหรือปัดทิ้ง?

หากคิดในสมมติฐานที่ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถกุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ โดยเสียง 365 เสียง ก็เพียงพอต่อการแก้รัฐธรรมนูญ โดยไม่ต้องการเสียงของวุฒิสภามาช่วยแม้แต่เสียงเดียว

นั่นเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภารวมกัน นั่นคือ 350 เสียง

ถ้ายื่นดาบแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐบาล จะสามารถจำกัดประเด็นเช่นที่ว่านี้ได้หรือไม่?

แล้วถ้ารัฐเลือกการแก้ไข ปลด "โซ่ตรวน" ของกลไกซึ่งคุมเข้มการตรวจสอบ แทนที่จะลดทอนอำนาจตัวเอง ผลที่ตามมาจะเป็นเช่นใด?

เช่นนี้แล้ว ดาบที่จะใช้บั่นทอนอำนาจรัฐ จะต่างอะไรกับการยื่นดาบมาบั่นคอตัวเอง!

ผลสุดท้าย ก็คงไม่ต่างกับการยื่นดาบให้รัฐบาล มาพังทลายการปฏิรูปการเมืองทั้งระบบ ด้วยมือของตัวเองนั่นเอง !!

"กระมล" อ่วมเจอรุมยำ 87 ส.ว.ยื่นตีความ พ.ร.ก.ฉาวแล้ว

87 ส.ว.เข้าชื่อยื่นผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งต่อศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.มือถือ ชี้ขัดมาตรา 40 และมาตรา 50 เป็นอันตรายต่อประเทศ "แก้วสรร" ยำใหญ่ประธานศาลรธน.วิจารณ์ก่อนเรื่องมาถึง ผิดวิสัยตุลาการพึงกระทำ ขู่ยื่นค้านเป็นองค์คณะตัดสิน จี้ปรับปรุงพฤติกรรมตัวเอง ชี้หากเป็นศาลอื่นถูกสอบวินัยแล้ว ด้าน "เจิมศักดิ์" ได้ทีเรียกร้องถอนตัว
นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กรุงเทพฯ นายแก้วสรร อติโพธิ ส.ว.กรุงเทพฯ และ น.พ.นิรันดร์ พิทักษวัชระ ส.ว.อุบลราชธานี ได้ร่วมกันแถลงข่าว ก่อนเดินทางไปยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เกี่ยวกับการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

นายเจิมศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้มี ส.ว.ร่วมลงชื่อแล้วทั้งสิ้น 87 คน เพราะทุกคนสงสัยในเนื้อหาของ พ.ร.ก.ดังกล่าว ว่า จะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 40 คือ การที่รัฐบาลชิงอำนาจ กทช.ในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะทำให้ กทช.ทำงานลำบาก ไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริงและ พ.ร.ก.ดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ม.50 ในเรื่องการกีดกันการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีของผู้ประกอบการด้านกิจการโทรคมนาคม เพราะ พ.ร.ก.ดังกล่าว จะทำให้ผู้ประกอบการรายเก่าสามารถนำค่าเช่าโครงข่าย ไปหักลบภาษีสรรพสามิตได้ ซึ่งเท่ากับว่าไม่ต้องจ่ายภาษีสรรพสามิต แต่ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องจ่ายทั้งหมด จึงถือว่าไม่เป็นธรรม

ด้านนายแก้วสรร อติโพธิ กล่าวว่า การที่รัฐบาลใช้วิธีการออก พ.ร.ก.ถือเป็นอันตรายสำหรับประเทศไทยอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปิดช่องวุฒิสภา ในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ดังนั้น พวกตนจึงต้องเลี่ยงไปใช้วิธียื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาแทน จึงเป็นบทเรียนว่าการออก พ.ร.ก.เป็นสิ่งที่ต้องระวังในสังคมไทย

ส่วนที่นายกระมล ทองธรรมชาติ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาแสดงความเห็นว่า เรื่องนี้ได้มีการวินิจฉัยไปแล้ว แม้จะยื่นมาก็คงแพ้คดี นายแก้วสรร กล่าวว่า "ฝากถึงท่านด้วยว่า ศาลเนี่ยต่อไปรู้ข่าวว่าเขาจะฟ้อง แล้วเที่ยวไปให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้แพ้แน่ๆ ถ้าแบบนี้ เป็นศาลปกติถูกตั้งสอบวินัยแล้ว ที่สำคัญเราก็ไม่ได้ร้องซ้ำกับคดีที่ ส.ส.ร้องไป" นายแก้วสรร กล่าว

เมื่อถามว่า จะยอมให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนดังกล่าวร่วมคณะตัดสินเรื่องนี้หรือไม่ นายแก้วสรร กล่าวว่า ถ้ายังไม่หยุดพูด ก็ต้องหารือกันว่าควรจะยื่นคัดค้านหรือไม่ เพราะถ้ามองในแง่ความเหมาะสมทางด้านความประพฤติ ก็เหมือนกับพระขี่มอเตอร์ไซค์ผาดโผน อาจไม่ถึงขั้นหมดจากการเป็นศาล แต่ก็ไม่เหมาะสมแน่นอน ขอให้ปรับตัวซะ

ขณะที่นายเจิมศักดิ์ กล่าวเสริมว่า เมื่อแสดงความเห็นออกมาอย่างนี้ ก็น่าจะแสดงสปิริตและเป็นจริยธรรมที่น่าจะปรากฏไว้ว่า ผู้ที่ได้แสดงคำพิพากษา ก่อนที่จะมีผู้ฟ้อง น่าจะแสดงสปิริต ดังนั้นจึงควรจะถอนตัวเอง แต่ก็เป็นเรื่องของนายกระมลที่จะพิจารณา




พรรคการเมือง
:: พรรคประชาธิปัตย์
:: พรรคไทยรักไทย
::พรรคชาติไทย
::พรรคชาติพัฒนา
บ้านสวนลุงแคน

สรวลเสเฮฮา
น้ำบุญ สามตำบล
อรัญ คนโก้
อาร์ตเล็กเล็ก อังศุมาลิน

 

:: เดลินิวส์
:: ไทยรัฐ
:: ข่าวสด
:: กรุงเทพธุรกิจ
:: ฐานเศรษฐกิจ
:: อ.ส.ม.ท
:: Bangkok Post
:: The Nation
:: ผู้จัดการ
:: GNN
:: INN
:: ThaiPost
:: มติชน
:: สยามธุรกิจ
:: แนวหน้า
:: ประชาชาติธุรกิจ
:: คม ชัด ลึก
:: สยามรัฐ

ลิ้งค์ทั่วแดน-ค้นหา
สภากาแฟ>>>>>>>>>

บ้านดอกบัว
บ้านครูต๊อก
บ้านใจเป็นธรรม
นักเลงโบราณ
บ้านแม่พลอย
บ้านพลสมบัติ

บ้านโจ
บ้านน้องนัท
บอร์ดแม่เฒ่า

ซุปเปอร์เว็บ  
msn yahoo |
sanook | hunsa |
pantip | thai.net

 
 
สภากาแฟ
กลอน/น้ำพิง/ภูผา
   
 
.
 
ubonclick.com
แก้ไขครั้งล่าสุด 23/3/2546
Hosted by www.Geocities.ws

1