| ดุลการชำระเงิน (Balance of
Payment)
ดุลการชำระเงิน หมายถึง ผลสรุปของการทำธุรกรรม
(economic transactions) ระหว่างผู้มีถิ่นฐาน ในประเทศ (residents)
กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (nonresidents) ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง
ดังนั้นดุลการชำระเงินจึงเป็นการเปลี่ยนแปลง ทางเศรษฐกิจ (economic
flow) ในช่วงเวลาที่กำหนด โดยทั่วไปใช้เวลา 1 ปี โดยสะท้อนให้เห็นถึงธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับ
การเปลี่ยนแปลงสิทธิความเป็นเจ้าของ (ownership) สิทธิในการเรียกร้อง
(claims) หรือภาระในการที่จะถูกเรียกร้อง (liabilities) ในตัวสินค้า
บริการ รายได้ สิทธิหรือหนี้สินทางการเงินกับต่างประเทศ รวมถึงธุรกรรมประเภทการโอนและบริจาค
(transfers) ระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศกับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ
ผู้มีถิ่นฐานในประเทศ (residents) หมายถึง หน่วยสถาบันซึ่งประกอบด้วยครัวเรือน
และองค์กรตามกฏหมายที่มีถิ่นฐานและมีการ ดำเนินกิจกรรมหรือธุรกรรมทางเศรษฐกิจในขอบเขตของประเทศนั้นๆ
อย่างชัดเจน โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปทั้งนี้ ี้ยกเว้นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานรัฐที่จัดตั้งอยู่ในประเทศ
เช่น สถานทูต ฐานทัพทหาร รวมถึงนักเรียน และคนไข้ที่ พำนักอยู่ในต่างประเทศเกิน
1 ปี ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีถิ่นฐานในประเทศเดิมของตน
ผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (nonresidents) หมายถึง
ผู้ที่มิได้มีถิ่นฐานในประเทศตามความหมายที่ได้อธิบายข้างต้น
ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศประกอบไปด้วยบัญชีหลัก
3 บัญชีคือ
1.ดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account)
คือ ผลรวมสุทธิของดุลการค้า และดุลบริการ บริจาค และเงินโอน
- ดุลการค้า (Trade Balance) เป็นผลต่างสุทธิระหว่างสินค้าออกกับสินค้าเข้าที่เก็บรวบรวมจากใบขนสินค้าโดยกรมศุลกากร
ซึ่งแสดงถึงปริมาณและมูลค่าสินค้าที่มีการนำเข้าและส่งออกนอกราชอาณาจักร
และเพื่อให้เป็นไปตามคำนิยามของดุลการชำระเงิน จึงมีการปรับสถิติบางรายการของกรมศุลฯ
ได้แก่ ธุรกรรมระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ (residents) ด้วยกัน
เช่น สินค้าที่ได้รับเอกสิทธิ์ทางการทูต หรือสินค้าที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของ
เช่น สินค้าที่ส่งไปซ่อมแซม สินค้าที่นำเข้ามาชั่วคราว สินค้าตัวอย่าง
และสินค้าเช่า เป็นต้น รวมถึงสินค้าที่มีการนำเข้าและส่งออกจริงแต่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร
เช่น สินค้าทหาร ไฟฟ้า และเครื่องบินพาณิชย์
- ดุลบริการ (Service Account)เป็นผลต่างสุทธิที่แสดงถึงการค้าระหว่างประเทศในด้านบริการ
ประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าระวาง ค่าประกันภัย ค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยว
ค่าบริการทางธุรกิจและการเงิน รวมถึงค่าลิขสิทธิ์ เป็นต้น
รายได้ (Income) ประกอบด้วยผลตอบแทนการจ้างงาน หมายถึง รายได้ในรูปของค่าจ้าง
เงินเดือนและสวัสดิการ ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน
และรายได้จากการลงทุน หมายถึง ผลตอบแทนที่ได้รับจากการถือครองทรัพย์สินทางการเงินในต่างประเทศ
ได้แก่ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนโดยตรง การลงทุนในหลักทรัพย์
และการลงทุนอื่นๆ
เงินโอนและบริจาค (Current transfers) หมายถึง
เงินบริจาค หรือเงินช่วยเหลือต่างๆ ที่ผู้มีถิ่นฐานในประเทศ
(residents) ได้รับหรือโอนให้ผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ (nonresidents)
ซึ่งเป็นธุรกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิความเป็นเจ้าของในทรัพยากรที่แท้จริงหรือทางการเงิน
2.บัญชีเงินทุน (Capital Account / Finance
Account)
เป็นธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์และหนี้สินระหว่างผู้มีถิ่นฐานในประเทศ
กับผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ โดยสินทรัพย์จะแสดงถึงสิทธิในการเรียกร้อง
ขณะที่หนี้สินจะแสดงถึงภาระที่จะถูกเรียกร้อง ประกอบด้วยบัญชีทุน
(Capital Account) และบัญชีการเงิน(Financial Account)
บัญชีทุน (Capital Account) หมายถึง รายรับและรายจ่ายที่เกิดจาก1)
ธุรกรรมเคลื่อนย้ายเงินทุน (Capital Transfer) ทั้งในรูปตัวเงินและในรูปมิใช่ตัวเงิน
ได้แก่ การโอนย้ายเงินทุนที่เกิดจากการซื้อขายสินทรัพย์ถาวร
การโอนสิทธิในทรัพย์สินถาวร และการยกเลิกหนี้สินโดยเจ้าหนี้
และ2) การซื้อขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดการผลิต และมิใช่ทรัพย์สินทางการเงิน
(Acquisition / Disposal of non-produced, non-produced, non-financial
assets) หมายถึงการซื้อขายทรัพย์สินที่จับต้องได้ เช่น ที่ดิน
และทรัพย์สินที่ไม่สามารถจับต้องได้ เช่น ที่ดิน และทรัพย์สินที่ไม่สามารถจับต้องได้
เช่นลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้าและสัญญาเช่า
- บัญชีการเงิน (Financial Account) หมายถึงธุรกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินระหว่างประเทศ
ซึ่งครอบคลุมถึงการลงทุนโดยตรง (Direct Investment) การลงทุนในหลักทรัพย์(Portfolio
Investment) และการลงทุนอื่น ๆ (Other Investment)
เงินลงทุนโดยตรง (Direct Investment) เป็นธุรกรรมการลงทุนซึ่งมีเสถียรภาพที่ผู้ลงทุนที่มีถิ่นฐานในประเทศหนึ่งมีต่อธุรกิจที่มีถิ่นฐานในอีกประเทศหนึ่ง
โดยผู้ลงทุนมีส่วนในการบริหารธุรกิจนั้น ๆ ประกอบด้วยเงินลงทุน
3 ลักษณะคือ :
เงินลงทุนในหุ้นสามัญของบุคคลหรือนิติบุคคล
โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไป หรือมีสิทธิในการร่วมบริหารกิจการ
เงินกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ (Loans from
Affiliates) ยกเว้นกรณีบริษัทเงินทุน, บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
โดยจะถือเป็นเงินกู้ยืม อื่น ๆ แทน
กำไรที่นำกลับมาลงทุน (Reinvested Earnings)
หมายถึง รายได้ในรูปเงินปันผลของผู้มาลงทุนโดยตรงที่สมควรได้รับตามสัดส่วนการถือหุ้นในวิสาหกิจนั้น
ๆ หรือรายได้ของสาขาที่ไม่ส่งกลับผู้ลงทุน อย่างไรก็ดี สำหรับข้อมูลที่ธปท.
จัดทำขณะนี้ยังไม่รวมข้อมูลในส่วนของ กำไรที่นำกลับมาลงทุน
เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เป็นการลงทุนโดยตรงจากผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ
ซึ่งนับเป็นฐานะด้านหนี้สินของประเทศ
เงินลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ เป็นการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศโดยคนไทย
ซึ่งนับเป็นฐานะด้านสินทรัพย์ของประเทศ ทั้งนี้ในส่วนของทุนเรือนหุ้นถือเกณฑ์ต่างจากการลงทุนโดยตรง
โดยถือเกณฑ์ตั้งแต่ร้อยละ 25 เป็นหลัก
เงินลงทุนในหลักทรัพย์ (Portfolio Investment)
หมายถึง ธุรกรรมเกี่ยวกับการซื้อขายตราสารทุน (equity securities)
และตราสารหนี้ (debt securities) ทั้งในรูปของพันธบัตร (bonds)
ตั๋วเงิน (notes) เครื่องมือทางการเงิน(money market instruments)
และตราสารอนุพันธ์ทางการเงิน(financial derivatives) ทั้งนี้
ยกเว้นตราสารที่จัดเป็นการลงทุนโดยตรงและทุนสำรอง
เงินทุนอื่น ๆ (Other Investment)
ประกอบด้วยเงินกู้ สินเชื่อทางการค้า เงินฝากและบัญชีลูกหนี้
และเจ้าหนี้อื่น ๆ
หนี้ต่างประเทศ (External Debt)
หนี้ต่างประเทศ หมายถึง ยอดคงค้างหนี้สินส่วนที่ไม่ใช่ทุนเรือนหุ้นของผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ
(residents) ก่อขึ้นโดยมีภาระผูกพันที่ต้องชำระคืนเงินต้นให้กับผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ
(nonresidents) ทั้งหนี้สินที่มีดอกเบี้ย หรือไม่มีดอกเบี้ย
โดยรวมหนี้สินทุกสกุลเงินและทุกประเภทของการกู้ยืม
- หนี้ต่างประเทศระยะยาว (Long-term External
debt) หมายถึง หนี้ต่างประเทศที่มีระยะเวลาครบกำหนดมากกว่า 1
ปี ขึ้นไป
- หนี้ต่างประเทศระยะสั้น (Short-term External
debt) หมายถึง หนี้ต่างประเทศที่มีระยะเวลาครบกำหนดน้อยกว่า
หรือเท่ากับ 1 ปี
- หนี้ต่างประเทศภาคเอกชน หมายถึง หนี้ต่างประเทศที่ภาคเอกชนเป็นผู้ก่อขึ้นกับผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ
ประกอบด้วยหนี้ของภาคธุรกิจธนาคาร (ธนาคารพาณิชย์ และกิจการวิเทศธนกิจ)
และภาคธุรกิจที่ไม่ใช่ธนาคาร อาทิ บริษัทเงินทุน หลักทรัพย์
นิติบุคคลที่ประกอบการค้า การผลิต และบุคคลธรรมดา
- หนี้ต่างประเทศภาคทางการ หมายถึง หนี้ต่างประเทศที่ภาคทางการเป็นผู้ก่อขึ้นกับผู้มีถิ่นที่อยู่ในต่างประเทศ
ประกอบด้วยหนี้ของรัฐบาลกลาง (กู้ในนามรัฐบาลไทย๗ หนี้ของรัฐวิสาหกิจ
และหนี้ของเอกชนที่รัฐบาลค้ำประกัน รวมทั้งหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย
3.เงินสำรองระหว่างประเทศ (Reserves Assets)
เงินสำรองระหว่างประเทศ คือ สินทรัพย์ต่างประเทศที่ถือครองหรือควบคุมโดยธนาคารกลางและสามารถนำ
มาใช้ประโยชน์ทันทีที่จำเป็น เช่น การชดเชยการขาดดุลการชำระเงินหรือใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการดำเนินนโยบายอัตราแลก
เปลี่ยน เงินสำรองระหว่างประเทศ ประกอบด้วย ทองคำ สิทธิพิเศษถอนเงิน
(Special Drawing Rights : SDR) สินทรัพย์ส่งสมทบกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
และสินทรัพย์ในรูปเงินตราต่างประเทศ
บัญชีฐานะการลงทุนระหว่างประเทศ (international
Investment Position) คือ
บัญชีที่แสดงสินทรัพย์และหนี้สินต่างประเทศ
ของแต่ละประเทศซึ่งบันทึกรายการทางการเงิน เช่น สิทธิเรียกร้องจากผู้ที่มีถิ่นฐานในต่างประเทศ
หนี้สินต่อผู้มีถิ่นฐานในต่างประเทศ ทองคำในทุนสำรอง และสิทธิพิเศษถอนเงิน
ฐานะในการลงทุนระหว่างประเทศ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง
สะท้อนให้เห็นถึงธุรกรรมทางการเงิน การเปลี่ยนแปลงของมูลค่า
และการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ ซึ่งจะมีผลต่อระดับของสินทรัพย์และหนี้สินในช่วงระยะเวลานั้น
ๆ
บัญชีการลงทุนระหว่างประเทศ
บัญชีการลงทุนระหว่างประเทศ ประกอบด้วยรายการทางด้านสินทรัพย์และหนี้สินต่างประเทศ
ตามแบบฉบับของบัญชีเงินทุนเคลื่อนย้าย ในบัญชีดุลการชำระเงิน
ซึ่งองค์ประกอบจำแนกตามประเภทเงินทุน โดยสินทรัพย์จำแนกเป็น
เงินทุนจากการลงทุนโดยตรง เงินลงทุน ในหลักทรัพย์ เงินลงทุนอื่น
ๆ และเงินทุนสำรอง ด้านหนี้สินจำแนกเป็น เงินทุนจากการลงทุนโดยตรง
เงินลงทุนในหลักทรัพย์ และเงิน ลงทุนอื่น ๆ
ดัชนีราคาสินค้าออก / ดัชนีราคาสินค้าเข้า (Export
Price Index and Import Price Index)
ดัชนีราคาสินค้าออก / ดัชนีราคาสินค้าเข้า เป็นดัชนีที่ใช้วัดการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าออก/สินค้าเข้าโดยรวม
ทั้งนี้ การจัดทำดัชนีราคาจะใช้ข้อมูลที่ได้จากกรมศุลกากร โดยจำแนกสินค้าออกและสินค้าเข้าเป็นตามหมวดตามการแบ่งรหัสการค้าระหว่างประเทศแบบมาตรฐาน
(Standard International Trade Classification) ในแต่ละหมวดประกอบด้วยสินค้าต่าง
ๆ ซึ่งแบ่งย่อยตามรหัสฮาร์โนไนซ์ 10 หลักเป็นมูลค่า และปริมาณ
จากนั้นคำนวณาคาต่อหน่วยของสินค้า โดยนำปริมาณไปหารมูลค่าของสินค้านั้น
ๆ แล้วนำรายการย่อยเหล่านั้นมาคำนวณดัชนีราคาสินค้าออก/สินค้าเข้า
โดยใช้สูตรของ Fisher ที่เป็น Chain Index และใช้ปี 1995 เป็นปีฐาน
ปัจจุบันจำนวนรายการสินค้าที่ใช้คำนวณดัชนีราคาสินค้าออกมีประมาณ
5,000รายการ ส่วนสินค้าเข้ามีประมาณ 6,000 รายการ ซึ่งครอบคลุมมูลค่าการค้ากว่าร้อยละ
90
ที่มา : http://www.riphuket.ac.th/~economic/article/balance_of_trade.htm
Home
|