..คำมั่น..สัญญา..
By...Jasmine
ตอนที่ 4
อรุณเบิกฟ้าแสงทองสาดส่องทั่วหล้า นกกากู่ร้องก้องไพรหมอกเย็นทอดตัวยาวห่มหุบเขาราวกับผืนผ้าไหม
กลิ่นไอเย็นสะท้านถึงในอกยามหายใจ ยามเช้าที่งดงามไปด้วยสีสันนำมาซึ่งความชื่นตาชื่นใจ
พวกเจ้า ไม่คิดจะนั่งเกี้ยวหรือขี่ม้าหรือไง อารมณ์ดีๆพลันสะดุดด้วยคำพร่ำบ่นของเฉียวฟง
เดินทางร่วมกันมา3วันแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้ก็บ่นได้ไม่มีหยุด หวินหลงและอันอิงขี้เกียจต่อปากต่อคำ
สองคนเดินนำไม่ยอมเหลียวหลัง ปล่อยให้เขาเดินตามมาเรื่อย
หรือนั่งเกวียนก็ได้ ข้าเดินต่อไม่ไหวแล้วนะ โอย!! เฉียวฟงกล่าวไม่ทันจบคำดีก็สะดุดหกล้มจับกบตัวเบ้อเร่อ
หวินหลงหันไปมอง นึกรำคาญอยู่ในใจ แต่เหลือบเห็นรองเท้าเนื้อดีขาดเป็นรู
นิ้วเท้าโผล่ออกมามีเต็มไปบาดแผลจากการเดินทางไกล เห็นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้
เจ้านี่นะ ลูกผู้ลากมากดีมาจากไหนกัน เขาบ่นแต่ก็เข้ามาช่วยดูบาดแผลให้
ข้านะยิ่งกว่าลูกผู้ดีอีก เจ้ากับข้านะ ต่างกันราวฟ้ากับดิน เฉียวฟงกล่าว
ฟังพูดเข้า บิดาเจ้าสั่งสอนให้พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไร หวินหลงกล่าว สองมือช่วยทำแผลที่เท้าให้
บิดาเราเป็นใครเจ้าไม่มีวันรู้หรอก ถ้ารู้แล้วก็ รับรองเลยว่าเจ้าสองคนต้องหัวหด ไม่กล้าโอหังแน่
เฮ้อะ!!ทารกเช่นเจ้า ข้าภาวนาขอให้มีคนเดียวในหล้าก็พอแล้ว หวินหลงบ่นกลายๆเขายื่นห่อผ้าให้อันอิงช่วยถือ
เจ้าพูดอะไร เฉียวฟงรู้สึกตัวก็เสียงแข็งใส่อีก ขณะที่อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรนอกจากดึงเขาขึ้นขี่หลัง
แผ่นหลังกว้างและท่อนแขนแข็งแรงยกเฉียวฟงขึ้นง่ายๆราวกับเบาเหมือนขนนก
เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง ความไม่คุ้นเคยทำให้รู้สึกเป็นคนแปลกหน้ากัน แต่อีกฝ่ายยังมีน้ำใจแบกเขาเดินทาง
ผู้ถ่อมตนนะควรแทนตัวว่าข้าพเจ้า .แค่นี้คงพูดได้ใช่มั้ย หวินหลงบอกกล่าว
แม้เฉียวฟงยังไม่ยอมกล่าวอะไร หากทั้งสองคนก็รู้ว่าเขายอมรับแล้ว อันอิงยิ้มแย้มหอบข้าวของตามหลังไป
ในใจก็ยินดีปรีดายิ่งหวินหลงทำตนเป็นพี่ชายที่ดีต่อผู้อื่น แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าเขายังคงเป็นคนพิเศษอยู่
ครึ่งค่อนวันกว่าจะเจอหมู่บ้าน น้ำหนักบนหลังเขาหนักจนเหงื่อไหลย้อยแต่หวินหลงก็พยายามไปให้ถึงที่สุด
กอกอ ข้างหน้ามีร้านน้ำชาอยู่ พักเหนื่อยสักครู่เถอะ อันอิงบอก
ร้านน้ำชานอกเมืองมีอยู่ทุกที่ ส่วนใหญ่เป็นแค่เพิงเล็กๆพอบังแดด ขายน้ำชาแก้กระหาย
หวินหลงเหนื่อยจนกล่าวอะไรไม่ออก ได้แค่ยิ้มให้อย่างอ่อนแรง
เฮ้อ!! เมื่อวางสัมพาระชิ้นโตบนหลังลงได้ เขาก็ครางออกมายาว
นายท่าน รับอะไรดีขอรับเสี่ยวเอ๋อเข้าถามไถ่
ขอน้ำชากับอาหาร2-3อย่างนะอันอิงสั่ง เอ่อ..พี่ชายที่นี่คือที่ใดกัน
ที่นี่คือเขตอำเภอตงไห่เสี่ยวเอ๋อบอก บุรุษทั้งสามยินดีปรีดากันถ้วนหน้า
ตงไห่ ข้ามอำเภอนี่ไปอีกหนึ่งวันก็ถึงเขตเมืองหลวงแล้วเฉียวฟงดีใจที่สุด อีกไม่ช้าก็จะถึงบ้านเขาแล้ว
เขายิ้มแย้มยินดี แต่กลับไม่เห็นอาการดีใจจากคนทั้งสอง อันอิงดึงแขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนใบหน้าหวินหลงเบาๆ
อีกไม่ไกลเท่าไร ท่านออมแรงบ้างเถอะนะ หากไม่ระวังเกิดไม่สบายขึ้นมาแล้วจะลำบาก
ข้าจะระวัง เจ้าต่างหากละ สุภาพเจ้าไม่ดีมาตั้งแต่เด็กนี่นา หวินหลงกล่าว
กอกอ .ข้าพเจ้ามิใช่เด็กแล้ว ข้าพเจ้าห่วงท่านมากกว่า
ฟังการสนทนาผิวเผินก็เหมือนพี่น้องกัน หากได้เห็นสายตาที่คู่มองซึ่งกันและกันต้องรู้สึกไม่ธรรมดาแน่
เฉียวฟงไม่ได้คิดไปเอง สองคนกุมมือกันยามลับตาคนเสมอ เขามองเห็นแต่ต้องทำเป็นไม่เห็นเสีย
ทีแรกก็นึกว่าสหายกันธรรมดา แต่ดูท่าทั้งคู่จะสนิทชิดเชื้อเกินกว่าที่คิด
ชั่วขณะหนึ่งเฉียวฟงรู้สึกขยะแขยงความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ ซ้ำยังอันตรายต่อชีวิตตนเอง
หากผู้อื่นรู้เข้าคงไม่แคล้วถูกจับแห่ประจานและถ่วงน้ำให้ตกตายตามกัน เขาคิดในใจ
พลันความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาแทนที่ ภาพที่เห็นตรงหน้านี้เฉียวฟงรู้สึกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
ภาพของคนทั้งสองที่ทอดสายตามองกันอย่างอ่อนโยน ห่วงหาอาธรอีกฝ่ายยิ่งกว่าสิ่งใด
ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มให้คล้ายจะบอกว่า ไม่เป็นไร ข้ามีความสุขดี
ใช่ .เขาเพิ่งนึกออกเป็นภาพที่เขาเคยเห็นเมื่อเยาว์วัย บิดา,มารดาผู้ให้กำเนิดก็มองกันและกันเช่นนี้
เฉียวฟงร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า สองคนนี้ .สองคนนี้ไม่ได้ฉาบฉวยอย่างที่เห็นเสียแล้ว
ต่างฝ่ายต่างดูแลกันไม่ยอมห่าง แค่การรินชาให้ก็บอกอะไรได้มากมาย
เอ่อ ..เฉียวฟงไม่รู้ว่าตนเองหลุดปากออกมาตั้งแต่เมื่อใด ทั้งสองหันมามอง
มีอะไรหรือ ไม่รีบทานอีกจะได้เดินทางกันต่อ หวินหลงกล่าวพลางเลื่อนจานอาหารให้
พวกท่าน ตั้งใจไปเมืองหลวงทำไม เฉียวฟงหลุดปากเรียกท่านออกมา พอรู้สึกตัวก็สายไปเสียแล้ว
หวินหลงกับอันอิงยิ้มกว้าง นึกขำในใจแต่พยายามไม่หัวร่อออกมาเพื่อรักษาหน้าให้เฉียวฟง
ข้าทั้งสอง .มีบางสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ หวินหลงกล่าว
อะไรหรือ?? อืมย์ เจ้าทานเสบียงกรังของเราสองคนแล้วรู้สึกอย่างไร แทนที่จะตอบเขากลับย้อนถาม
ก็ รสชาติดี ขนมพวกนี้ข้าพเจ้าทานออกบ่อย แต่ขนมของพวกท่านหอมหวานกว่ามาก
เฉียวฟงตอบตามตรง ในใจอยากพูดมากกว่านี้แต่ไม่อยากทำให้ทั้งคู่ดีใจเกินไป
พวกเราตั้งใจจะทำขนมที่อร่อยกว่าที่เจ้าทานเมื่อวานนี้อีก อันอิงกล่าว
ข้าจะไปเปิดร้านที่เมืองหลวงทำขนมอร่อยๆให้ชื่อเสียงโด่งดัง ขนาดที่ฮ่องเต้ก็ต้องเรียกหา
เฉียงฟงเกือบหัวเราะออกมาดังๆเมื่อได้ยินหวินหลงกล่าวโอ่อวด
พวกท่านไม่เฟ้อผันไปหน่อยหรือ ฮ่องเต้นะไม่เสวยอาหารหรือขนมของชาวบ้านอยู่แล้ว
ในพระราชวังนะมีพ่อครัวเอกจากสารทิศ ทั้งจากยูนาน ตงง้วน ไทผิง
หรือพ่อครัวจากคาบสมุทรใหญ่(เกาหลี) อาหารของคาวหวานวันๆหนึ่งมีไม่ต่ำกว่า100ชนิด
อย่าว่าแต่ชิมเลยคนธรรมดาสามัญยังไม่มีบุญได้ดมกลิ่นด้วยซ้ำ
เฉียวฟงอภิบายฉอดๆไม่มองหน้าใคร ปล่อยให้หวินหลงและอันอิงนั่งอึ้งอยู่นานสองนาน
เจ้ารู้ดีจังเลย เคยอยู่ในรั้วในวังมาหรือไร อันอิงถามทำเอาเฉียวฟงสะอึก
เอ่อ . เขาอ้ำอึ้งคิดหาทางแก้ตัว ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าม้ากลุ่มใหญ่ตะบึงห้อเข้ามาหน้าร้านน้ำชา
ชายฉกรรจ์หลายคนเดินเข้ามากระแทกตัวลงนั่งฝุ่นที่จับเนื้อตัวคลุ้งไปหมด
เสี่ยวเอ๋อ ยกน้ำชากับอาหารมาเร็วหนึ่งในกลุ่มตะโกนบอก พวกเขาพกพาอาวุธติดกายคล้ายชาวยุทธ
หากผืนผ้าที่พันคอเป็นแบบเดียวกันดูเหมือนโจรมากกว่าคนร่วมสำนัก
เสี่ยวเอ๋อ..คิดเงิน หวินหลงรู้สึกไม่ชอบมาพากล คิดว่าอยู่ให้ห่างคนกลุ่มนี้จะดีกว่า
พวกเขาหิ้วข้าวของเตรียมตัวไปอยู่แล้ว เฉียวฟงเกิดไปเหลือบเห็นถุงเงินที่คาดเอวหนึ่งในกลุ่มคนนั้น
นั้น!!!ถุงเงินของข้า เพียงหลุดปากมาคำเดียวทุกคนหันมามองขวับ
เจ้าเด็กบ้าหวินหลงร้องลั่นเขาคว้าคอเสื้อเฉียวฟงพากันวิ่งออกจากร้านน้ำชา
เฮ้ยย!!!เจ้าทารกโสโครกเมื่อวาน คนพวกนี้จำได้ทันที รีบคว้าดาบตามออกมาเป็นพรวน
หยุดนะ เสียงร้องตามหลังมาราวกับมัจจุราช หากเป็นในเมืองพวกเขาคงไม่กลัวเท่านี้
แต่นี้ยังอยู่นอกเมืองแวดล้อมไปด้วยขุนเขา อันตรายก็นับว่ายังมีอยู่
เจ้ามันโง่หรือสติไม่ดีกันแน่ หา!!! หวินหลงวิ่งไปด่าทอเฉียวฟงไปไม่หยุดปาก
ข้าจะไปรู้เหรอ มันพลั้งปากไปเท่านั้นเฉียวฟงแก้ตัวเป็นพัลวัน
เสียงฝีเท้าม้าเข้ามาใกล้เพียงชั่วพริบตาผิวสีน้ำตาลเข้มของม้าผ่านหน้าไปวูบราวกับสายฟ้า
อันอิงรู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นกลางอากาศ กว่าจะรู้ความก็พบว่าตนเองถูกหิ้วเอวไว้บนอานม้าแล้ว
กอกอ!! อันอิงร้องเสียงหลง อันอิง!! หวินหลงแตกตื่นไม่คิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้
เสียงฝีเท้าม้าย่ำมาเบื้องหลังเขาหันไปมองขวับ ฝ่าเท้าใครคนหนึ่งเสยเข้าปลายคางเขาดัง ผัวะ!!!
หวินหลงหงายหลังตกลงสู่ความมืดมิดกลางอากาศโดยที่ไม่ทันตั้งตัว นรกลึกเพียงใด เขารับรู้ได้ในครานี้
************
เนิ่นนานราวกับชั่วกาลปวสาน มีเพียงแต่ความมืดมิดและเย็นยะเยือกเสียดแทงจนเจ็บปวดไปทั้งร่าง
ความตายเจ็บปวดเจียนนี้ หวินหลงคิดว่าเขาคงไม่อยากตาย หากมีโอกาสได้คิดอีกครั้ง
น้ำอุ่นจัดหยดต้องบนใบหน้า เขาสะดุ้งเฮือกพลันโลกก็สว่างขึ้นทันทีทันใด
เขาลืมตามาเห็นใบหน้าอันอิงก่อนสิ่งอื่น ดวงตาสีนิลที่พราวไปด้วยหยาดน้ำตาคู่นี้มีชีวิตชีวาทันทีที่สบตาเขา
กอกอ ท่านไม่เป็นไรแล้ว อันอิงตื่นเต้นดีใจ เขาเช็ดน้ำตาออกเป็นพัลวัน
เจ้าจะร้องไห้ไปไย..ข้ายังไม่ตายสักหน่อย หวินหลงกล่าวทั้งที่ในใจคิดว่าตนเองอยู่ในนรกภูมิเสียอีก
ท่านไม่ได้สติตั้งวันกับคืน ข้าพเจ้านึกว่าท่านจะจากไปโดยไม่รั้งรอ อันอิงกล่าวพลางกอดเขาแน่นด้วยความดีใจ
หลังจากจมอยู่ในความทุกข์มานาน ถึงเวลานี้อันอิงก็ยินดีเป็นล้นพ้น
ร่างอุ่นๆและแรงเต้นของหัวใจแนบบนร่างหวินหลง ให้รับรู้ถึงพลังของชีวิตคน
การมีชีวิตอยู่มันดีเช่นนี้หรือ เขาถามตนเอง สองมือโอบกอดร่างในวงแขนแน่น
ข้าจะไม่ไปไหนโดยที่ไม่มีเจ้าไปด้วยหวินหลงกระซิบบอก
ในใจก็อดยินดีมิได้ที่เขาไม่ได้อยู่ในนรกอย่างที่คิด ความอบอุ่นที่ร้อนผ่าวย่อมดีกว่าความหนาวเหน็บที่จับขั้วหัวใจ
แรงเต้นของหัวใจกระทบบนอกเขาถนัดถี่จนหัวใจเต้นจังหวะเดียวกัน
ส่วนลึกในร่างกายถวิลหาบางสิ่งบางอย่าง พลันเลือดลมก็ร้อนผ่าวราวกับเป็นไข้
กลิ่นไอของกันและกันดูจะหอมหวลกว่ากลิ่นใดๆในโลก อันอิงหายใจแรงเมื่อถูกกอดแน่นขึ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูจะห่างไกลออกไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้น
หวินหลงไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ ในตัวเขาร่ำร้องเรียกหาอะไรบางอย่างที่ตนเองก็อภิบายไม่ถูก
เขารับรู้แต่ว่ามีเพียงอันอิงเท่านั้นที่บรรเทาความเจ็บปวดนี้ได้
กอกอ อันอิงเรียกเสียงสั่นเทา รู้สึกแปลกๆกับปลายนิ้วร้อนผ่าวที่สัมผัสแผ่วลากยาวจากเอวขึ้นมาถึงท้ายทอย
อาการขนลุกแล่นไปพล่านจนสั่นทั้งตัว อันอิงหลับตาแน่นเขาทนมองนัยน์ตาหวินหลงไม่ได้
อะไรบางอย่างแตะเบาๆบนริมฝีปากเขา มันทั้งนุ่มนิ่มทั้งอุ่นและร้อนผ่าวสัมผัสไม่เหมือนขนมเลิศรสใดๆ
ขณะนั้นเองรสหวานจางๆซึบซับเข้ามาในปากเชื่องช้า นาทีนี้หวินหลงและอันอิงรู้สึกได้ว่า
ในอกเขาก็รู้สึกหวานฉ่ำเหมือนที่ปลายลิ้นรับรู้รส ความรู้สึกนี้ทำให้ต่างโหยหากันยิ่งขึ้น
ฮัดเช้ย!!เสียงจามของใครคนหนึ่งที่คุ้นหูดังแทรกขึ้นมา มันเหมือนกับถูกน้ำเย็นๆสาดโครมเข้ามา
ทำให้เลือดในกายกลายเป็นน้ำแข็งในพลัน หวินหลงกับอันอิงผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว
ความร้อนในกายหายไปหมดเหลือแต่ความร้อนบนใบหน้า เขาทั้งสองอยู่อารมณ์รักจนลืมบุคคลที่สาม
เฉียวฟงนั่งหันหลังเอาหน้าซุกในซอกมุมไม่กล้าหันมามอง
ต่างฝ่ายต่างหันไปมองคนละมุมไม่กล้าสบตาเลย หวินหลงและอันอิงอับอายยิ่งกว่า
พวกเขาต่างมีการศึกษาหากทำเรื่องน่าละอายต่อหน้าผู้อื่นอย่างลืมตน เพียงคิดก็ปั้นหน้าไม่ถูกแล้ว
แม้จะอับอาย แต่ลึกๆในอกรู้สึกหวานไหว เป็นความรู้สึกที่หวานยิ่งกว่าสิ่งใด
หวินหลงเงยมองไปโดยรอบถึงพบว่าพวกเขาถูกขังอยู่ในหลุดดินที่เย็นและชื้น
รอบด้านเป็นดินร่วนทำให้ปีนไม่ได้ ด้านบนปิดด้วยกรงไม้ไผ่ที่ตอกด้วยลิ่มไม้กับดิน
ดูท่าจะดึงออกได้ไม่ยากหากพวกเขาปีนถึงปากหลุม แต่คงทำไม่ได้แน่
พวกเราอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว หวินหลงเอ่ยถาม วันกับคืนแล้ว อันอิงตอบ
เดรัจฉานพวกนี้จะทำยังไงกับพวกเรากันแน่ เป็นคำถามที่ใครก็ไม่อาจตอบได้ พวกเขาได้แต่นั่งรอและรอเท่านั้น
บรรยากาศในหลุมแคบๆค่อนข้างอึดอัดหากทว่าบางเบากว่าเมื่อครู่มาก
เขาและอันอิงยังมองหน้ากันไม่ติด ความรู้สึกเขินอายทำให้ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า
เขาไม่ใช่กอกอที่ดีอีกแล้ว ตำแหน่งของเขาในความรู้สึกของอันอิงคงต่ำเตี้ยติดดินแน่
ที่น่าละอายที่สุดคือการมองหน้าเฉียวฟง เด็กหนุ่มผู้นี้เพิ่งจะมีความรู้สึกอะไรดีๆกับเขาสองคนแท้ๆ
เอ่อ .ข้าขอโทษหวินหลงกล่าวขึ้นมา อันอิงและเฉียวฟงไม่รู้ว่าเขาขอโทษใครกันแน่จึงไม่มีใครหันมามอง
ขณะที่หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้พวกข้ากลับ ..หลิวหลงพูดไม่ออก
เฉียวฟงรู้ว่าอีกฝ่ายพูดกับเขาอยู่แต่เวลานี้เขามองหน้าตรงๆไม่ได้เลยจึงได้แต่หันหน้ามา
แต่สายตามองพื้นดิน หวินหลงเองก็ลำดับความคิดไม่ถูกสองมือกุมกันแน่น นิ้วหัวมือถูไถไปมาอย่างลืมตัว
อย่างที่เจ้าเห็นนั้นแหละ ข้า .ไม่ได้รู้สึกฉันท์พี่น้องที่ดีกับอันอิง .เจ้าจะรังเกียจข้าก็ไม่ว่า
เฉียวฟงอ้าปากจะปฏิเสธว่าไม่เขาไม่ได้คิดเช่นนั้น หากพูดอะไรไม่ออก
กอกอ อันอิงเงยหน้ามองหวินหลง ไม่เป็นไร .ข้า .แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว
ฝ่ามือใหญ่กุมมือบางกระชับมั่น บอกเป็นนัยว่าแค่ได้ไออุ่นจากมือน้อยๆนี้เขาก็มีความสุขแล้ว
ข้า .ข้าพเจ้าหลับไปเพิ่งตื่นเมื่อครู่ยังไม่เห็นอะไรสักนิด เฉียวฟงกล่าวขึ้นมาลอยๆ
ดังนั้น หวินเฮียพอใจจะทำอะไรก็ตามแต่ใจเทอญ ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
เฉียวฟงหันหลังให้อีกครา หวินหลงและอันอิงเหลือบมองกันเล็กน้อยพลางยิ้มแย้มยินดี
แม้จะไม่ใช่การยอมรับเป็นแค่ความเห็นใจ ก็เปรียบได้แสงสว่างเล็กๆในความมืดที่อบอุ่นใจเขาทั้งสองเหลือเกิน
ขอบใจเจ้ามากที่ไม่รู้ไม่เห็น ที่นี่ข้าก็หมดกังวล ทำงานสร้างชื่อให้เต็มที่หวินหลงยิ้มแย้ม
ท่านจะสร้างชื่อไปเพื่ออะไร ขนมของท่านก็อร่อยอยู่แล้วนี่เฉียวฟงถาม ข้าต้องการป้ายเชิดชู
ป้ายเชิดชู ท่านจะเอาไปทำไมเขาถามย้ำ หวินหลงและอันอิงมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเล่า
สองบ้านเราไม่ถูกกัน หากได้ป้ายนี้ในนามของเราสองคนคงทำให้บิดาทั้งสองญาติดีกันกันได้
เฉียวฟงร้องอ๋อในใจ นั้นเป็นความพยายามที่ดีแต่เขาไม่กล้าเดาว่าอนาคตของทั้งสองจะดีอย่างที่คาดหรือไม่
เบื้องบนมีเสียงคนร้องกู่ก้องด้วยความยินดี ราวกับผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหนมาเยือนทำให้ทั้งสามเงยหน้ามอง
ตั่วกอ(พี่ใหญ่)กลับมาแล้ว ตั่วกอกลับมาแล้ว น้ำเสียงร่ำดีใจดังเหนือปากหลุม
พวกเขาทั้งสามเริ่มหวาดหวั่นกับชะตาชีวิต หัวหน้าของพวกโจรอยู่ที่นี่แล้ว พวกเขาคงยากที่จะเอาชีวิตรอด
นานอีกหลายชั่วยามก่อนที่กรงไม้ไผ่จะถูกเปิดออก บันไดไม้ไผ่หย่อนลงมาให้พวกเขาปีนขึ้นไป
ขึ้นมา พวกมันเอ่ยคำเดียวก็รู้ว่าถึงนาทีที่ชี้ชะตาพวกเขาแล้ว
หวินหลงปีนขึ้นมาก่อนแสงแดดจ้าทำให้ลืมตาแทบไม่ขึ้น อันอิงและเฉียวฟงก็เช่นกัน
พวกเขาได้แต่ยึดอีกฝ่ายไว้เป็นหลัก เมื่อปรับสายตาได้ก็พบว่ารอบๆตัวมีอีกหลายหลุมที่กักขังผู้คน
รอบด้านคือภูเขาและป่า โตรกเขาแคบๆเป็นทางออกอยู่ทางเดียวก็ถูกปิดกั้นด้วยประตูไม้ใหญ่
หอสูงเหนือประตูทำให้เข้าใกล้ไม่ได้ ดูท่าการออกไปโดยมีชีวิตอยู่นั้นยากยิ่งกว่าสิ่งใด
เดินสิ ปลายดาบสะกิดเอวเขาเบาๆ หวินหลงต้องตามพวกมันไปอย่างเสียไม่ได้
ที่นี่คือหมู่บ้านดีๆนี่เอง มีเด็กๆวิ่งเล่นและผู้หญิงทำงานบ้านให้ได้เห็น
สถานที่ที่พวกเขาถูกพามาเป็นเรือนไม้ที่เรียบง่ายแต่ใหญ่โตพอสมควร ห้องโถงกว้างจัดตามแบบอย่างนิยม
คือมีม่านบังตาอยู่ซ้าย,ขวาหลังเก้าอี้รับรองแขกที่วางเรียงหันหน้าเข้าหากันทั้งสองข้าง
เบื้องหน้าคือเก้าอี้ของผู้เป็นนายใหญ่ปูด้วยหนังเสือโคร่ง
ด้านหลังเก้าอี้แขวนหนังหมีสีดำเขื่อม ดูสวยงามและน่าเกรงขามไม่น้อย
บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าร่างกายใหญ่โตดุจหมี ดวงตาดุดันหนวดเครารุงรังราวกับคนป่า
หวินหลงรู้ดีว่าโจรป่าเป็นพวกป่าเถื่อน หากพูดจาไม่ถูกหูก็คงยากที่จะเอาชีวิตรอด
ตั่วกอ (พี่ใหญ่) ก่อนท่านเดินทางกลับมาเจ้าทารกเหล่านี้ผ่านทางบนเขตแดนของพวกเรา
ข้านำพลพรรคเก็บค่าผ่านทางเช่นเคย แต่ทารกสามคนนี้ทำร้ายพี่น้องเราบาดเจ็บไปคนหนึ่ง
หวินหลงและอันอิงเกือบร้องออกมาแล้วว่าใส่ความ แค่พริกบดจะทำร้ายคนได้อย่างไรแต่เลือกที่จะเงียบเสีย
โอ้ .ร้ายกาจขนาดนี้เชียวรึ โต้เป๋าฮู้ เจ้าของสมญานาม เป๋าฮู้ดาบร้อยห่วง หัวเราะเยาะใส่หน้าน้องๆ
ทั้งสามคนยังดูอ่อนเยาว์เป็นทารกท่าทางอ่อนแอแต่เอาชนะเด็กๆของเขาก็น่าหัวเราะเยาะอยู่
ตั่วกอ ท่านจะลงโทษพวกมันยังไงดี ตัดแขน,ตัดขาหรือตัดหัวเสียบประจานดี
โจรถ่อยผู้นี้เสนอแต่ละอย่างมาพวกเขารับไม่ได้ อันอิงและเฉียวฟงเกาะแขนหวินหลงไว้คนละข้างอย่างลืมตัว
แล้วนี่พี่น้องเราถูกทำร้ายด้วยอะไร ข้าจะคืนสนองพวกมันเป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว
โต้เป๋าฮู้กล่าวทำเอาพี่น้องที่ยืนฟ้องเมื่อครู่อ้ำอึ้งพูดไม่ออก หวินหลงรีบแทรกขึ้นมา
เอ่อ ท่านจอมยุทธ พวกเราไม่ได้ทำร้ายคนของท่านนะ พวกเราแค่สาดพริกบดใส่หน้าเท่านั้น
ใช่อันอิงส่งเสียงสนับสนุนอยู่ข้างหลังหวินหลง
พริกบด??โต้เป๋าฮู้อยู่เป็นตัวตนมาเกือบ50ปีแล้วไม่เคยได้ยินคำๆนี้มาก่อน
ครั้นจะแสดงอาการไม่รู้อย่างคนไร้การศึกษาก็เกรงเสียหน้าจึงได้แต่มองหน้าคนสนิท
เป็นยาพิษนะ ตั่วกอ คนของเราโดนสาดเสียเต็มหน้า ผิวหนังพุพองไปหมดต้องให้พวกมันชดใช้ให้สาสม
จะเอาความกับพวกเราฝ่ายเดียวหรือ แล้วทีคนของเจ้าสังหารคนของข้าตั้งมากมายละ บัญชีนี้จะคิดเช่นไร
เฉียวฟงว่าทะลุบ้องขึ้นมาอย่างเกรียวกราด คนของเขาล้มตายไปมากมายแล้วยังทวงความแค้นไม่ได้
เขาอัดอั้นในอกจนร้อนผ่าวไปทั้งตัว หวินหลงและอันอิงยืนอึ้งไม่รู้จะทำประการใดดี
ความโกรธแค้นของเฉียวฟงพวกเขาพอเข้าใจ แต่สถานะการณ์นี้มันเสี่ยงอันตรายเกินไป
ทารกโสโครก กล้าทวงบัญชีกับข้างั้นหรือ โต้เป๋าฮู้ลุกขึ้นคว้าดาบใหญ่
ใยเราจะมิกล้า เจ้ามันโจรถ่อยไร้ยางอาย ปล้นชิงทำร้ายคนบริสุทธิ์นับว่าชั่วช้ายิ่งกว่าเดรัจฉาน
เฉียวฟงด่าทออย่างไม่ไว้หน้า หวินหลงคว้าแขนเขาไว้ให้หยุดพูด
แผ่นมีดของโต้เป๋าฮู้หนาและกว้างร้อยห่วงเงินเป็นแถวยาวนับได้หลายร้อย เสียงตวัดหวีดหวิวกลางอากาศ
สร้างความหวาดเสียวถึงสันหลังเลยทีเดียว ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหา
หวินหลงปัดเฉียวฟงให้ถอยไปด้านหลัง หากต้องเผชิญหน้ากับความตายเขาสมควรที่จะเผชิญก่อนใคร
ข้าจะเอาพวกเจ้าไปทำอาหารสุนัขเสีย โต้เป๋าฮู้ควงดาบเสียงดัง
หวินหลงดันคนที่อยู่ข้างหลังให้ถอยห่าง ในหัวพยายามคิดหาทางเอาตัวรอดให้ถึงที่สุด
ในหัวนึกถึงคำสอนของหวังกวงจงอาจารย์ของเขากล่าวว่า
จำไว้อย่างนะหวินหลง บัณฑิตอย่างเราต่างจากชาวยุทธทั่วไป เรามีปัญญาเป็นอาวุธ ส่วนพวกเขามีวิชา
ดังนั้นการจะเอาชนะคนที่มีกำลังมากกว่า ต้องอาศัยปัญญาและคารมบวกกับสถานะการณ์ให้เป็นประโยชน์
จำไว้ คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด หมั่นศึกษาหาความรู้ไว้เบิกตามองโลกให้กว้าง
รู้จักใช้ชีวิตอย่างฉลาดจึงจักเรียกได้ว่า ไม่เสียทีที่เกิดเป็นคน
คำสอนของอาจารย์ได้มอบแสงสว่างส่องทางให้แก่เขา หวินหลงคิดอะไรได้ในทันใด
บังอาจ!!!เจ้ากล้าทำร้ายเชื้อพระวงค์หรือ ไม่กลัวหัวหลุดจากบ่าหรือไร
หวินหลงตวาดใส่หน้า โต้เป๋าฮู้ควงดาบค้างกลางอากาศเกือบทำหล่นใส่หัวตัวเองแล้ว
อันอิงยังงงอยู่ เขาไม่รู้ว่าหวินหลงคิดจะทำอะไรกันแน่ ขณะที่เฉียวฟงได้แต่ยืนมองตาปริบๆ
เจ้า ว่าอะไรนะ โต้เป๋าฮู้ถามให้แน่ใจ มันคิดว่าคงฟังผิดไป
หึ!!รู้เอาได้ด้วย ท่านที่ยืนอยู่นี้คือองค์ชายแห่งราชวงค์ซ้องของเรา หวินหลงรุนหลังเฉียวฟงให้ออกมายืนข้างหน้า
โต้เป๋าฮู้กับพี่น้องยืนเก้ๆกังๆแต่ละคนมองหน้ากันเลิกลั่กทำท่าไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่
นี่คือตราประจำพระองค์ ยังไม่คุกเข่าอีกหรือหวินหลงคว้าหยกร้อยพู่แดงออกจากสายคาดเอวของเฉียวฟง
หยกชิ้นเล็กๆแต่หว่าเนื้อชั้นดีสีเขียวจัด แกะสลักอักษรคำว่าเฉินบนลายมังกร
เป็นของที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องคิดว่าไม่ใช่ของคนธรรมดาจะพกพาแน่ หวินหลงหลอกต้มเอาดื้อๆ
มัน .นั้น ของจริงหรือ โต้เป๋าฮู้ชักสองจิตสองใจ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
ที่เชื่อเพราะหยกคุณภาพดีไม่มีขายดาษดื่น อีกทั้งเด็กทารกผู้นี้แต่งกายดีมีราศีไม่น้อย
บ่าวไพร่ติดตามมากมาย เงินทองที่ปล้นมาได้ก็มีตราของราชการทุกอัฐ
แต่ที่ไม่เชื่อก็เพราะเขาไม่คิดว่ามันจะบังเอิญขนาดนี้ เขาเป็นโจรมา30กว่าปีไม่เคยเจอเชื้อพระวงค์สักที
เขาคิดว่าน่าจะฆ่าปิดปากเสียให้สิ้นเพื่อตัดปัญหา แต่มาทบทวนอีกทีเกิดเป็นจริงอย่างที่ว่า
ทหารเป็นกองทัพต้องบุกมาที่นี่แน่ เพราะคนของเขาสังหารผู้ติดตามของคนทั้งสามในเขตป่าใกล้ค่าย
ถึงเวลานั้นเขาคงถูกจับแยกร่างเป็นชิ้นๆตายอย่างอนาถแน่
ขณะที่โต้เป๋าฮู้ใช้ความคิดอยู่นั้น ทั้งสามก็ยืนดูความเป็นไป เฉียวฟงถอยมาใกล้หวินหลง
หวินเฮีย..นี่ท่านทราบได้อย่างไร เจ้าอยู่เฉยๆเถอะ เดียวข้าแสดงเอง
หวินหลงไม่ได้ฟังที่ถามเลยเขากำลังได้ใจกับการแสดงข่มขู่
เฉียวฟงจะยิ้มก็ยิ้มไม่ใคร่ออกที่แท้ก็ยังไม่รู้อะไร เพียงแค่โกหกพกลมเอาเท่านั้น
อีกไม่ช้าทหารทางราชสำนักจะมาถึงที่นี่ หากคิดเอาชีวิตรอดก็จงสำนึกผิดและยอมจำนนเสียตั้งแต่ตอนนี้
คุกเข่าลงเดียวนี้เฉียวฟงสั่งน้ำเสียงดุดัน โต้เป๋าฮู้ไม่ทันคิดอะไรนอกจากหลงเชื่อเข้าเต็มๆรีบคุกเข่าทันที
ตั่วกอ!!!อย่าไปหลงคารมมัน เจ้าเด็กพวกนี้มันโป้ปดมดเท็จ ฆ่ามันเสียเถอะ
หากเจ้ากระทำการใดๆเป็นการลบลู่เบื้องสูง จะมีโทษถึงใช้ม้าแยกร่าง
หากยอมสำนึกผิดสวามิภักดิ์เสียบัดนี้ นอกจากจะเว้นโทษตายได้แล้ว อาจมีบำเหน็จจรางวัลให้ด้วย
คนหนึ่งไม่ต่ำว่า500ตำลึงทองแน่ หวินหลงเอาเงินรางวัลล่อ คนอื่นๆที่ได้ยินก็รีบคุกเข่าตามทันที
แกร้งงงง!!!!แกร้งงงงง!!!!! เสียงระฆังจากหอสูงดังกังวาลไปทั่วหุบเขา ผู้คนแตกตื่นวุ่นวาย
ตั่วกอ ..ทหารราชสำนักมาาาาาาาาาาเสียงตะโกนก้องชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน
เอ๋?? หวินหลงงุนงงไม่คิดว่าจะเป็นจริงดั่งคำคุย วาจาเขาศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้เชียว .
![]()
โปรดติดตามตอนต่อไป
แนะนำติชมได้ที่ E-mail : [email protected]