..คำมั่น..สัญญา..
By...
Jasmine

ตอนที่ 4

อรุณเบิกฟ้าแสงทองสาดส่องทั่วหล้า นกกากู่ร้องก้องไพรหมอกเย็นทอดตัวยาวห่มหุบเขาราวกับผืนผ้าไหม

กลิ่นไอเย็นสะท้านถึงในอกยามหายใจ ยามเช้าที่งดงามไปด้วยสีสันนำมาซึ่งความชื่นตาชื่นใจ

“พวกเจ้า…ไม่คิดจะนั่งเกี้ยวหรือขี่ม้าหรือไง” อารมณ์ดีๆพลันสะดุดด้วยคำพร่ำบ่นของเฉียวฟง

เดินทางร่วมกันมา3วันแล้วเด็กหนุ่มผู้นี้ก็บ่นได้ไม่มีหยุด หวินหลงและอันอิงขี้เกียจต่อปากต่อคำ

สองคนเดินนำไม่ยอมเหลียวหลัง ปล่อยให้เขาเดินตามมาเรื่อย

“หรือนั่งเกวียนก็ได้…ข้าเดินต่อไม่ไหวแล้วนะ โอย!!” เฉียวฟงกล่าวไม่ทันจบคำดีก็สะดุดหกล้มจับกบตัวเบ้อเร่อ

หวินหลงหันไปมอง นึกรำคาญอยู่ในใจ แต่เหลือบเห็นรองเท้าเนื้อดีขาดเป็นรู

นิ้วเท้าโผล่ออกมามีเต็มไปบาดแผลจากการเดินทางไกล เห็นแล้วก็อดใจอ่อนไม่ได้

“เจ้านี่นะ…ลูกผู้ลากมากดีมาจากไหนกัน” เขาบ่นแต่ก็เข้ามาช่วยดูบาดแผลให้

“ข้านะยิ่งกว่าลูกผู้ดีอีก…เจ้ากับข้านะ ต่างกันราวฟ้ากับดิน” เฉียวฟงกล่าว

“ฟังพูดเข้า…บิดาเจ้าสั่งสอนให้พูดเป็นอยู่คำเดียวหรือไร “ หวินหลงกล่าว สองมือช่วยทำแผลที่เท้าให้

“บิดาเราเป็นใครเจ้าไม่มีวันรู้หรอก ถ้ารู้แล้วก็…รับรองเลยว่าเจ้าสองคนต้องหัวหด ไม่กล้าโอหังแน่……”

“เฮ้อะ!!ทารกเช่นเจ้า ข้าภาวนาขอให้มีคนเดียวในหล้าก็พอแล้ว “หวินหลงบ่นกลายๆเขายื่นห่อผ้าให้อันอิงช่วยถือ

“เจ้าพูดอะไร” เฉียวฟงรู้สึกตัวก็เสียงแข็งใส่อีก ขณะที่อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรนอกจากดึงเขาขึ้นขี่หลัง

แผ่นหลังกว้างและท่อนแขนแข็งแรงยกเฉียวฟงขึ้นง่ายๆราวกับเบาเหมือนขนนก

เด็กหนุ่มอ้าปากค้าง ความไม่คุ้นเคยทำให้รู้สึกเป็นคนแปลกหน้ากัน แต่อีกฝ่ายยังมีน้ำใจแบกเขาเดินทาง

“ผู้ถ่อมตนนะควรแทนตัวว่าข้าพเจ้า….แค่นี้คงพูดได้ใช่มั้ย” หวินหลงบอกกล่าว

แม้เฉียวฟงยังไม่ยอมกล่าวอะไร หากทั้งสองคนก็รู้ว่าเขายอมรับแล้ว อันอิงยิ้มแย้มหอบข้าวของตามหลังไป

ในใจก็ยินดีปรีดายิ่งหวินหลงทำตนเป็นพี่ชายที่ดีต่อผู้อื่น แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าเขายังคงเป็นคนพิเศษอยู่

ครึ่งค่อนวันกว่าจะเจอหมู่บ้าน น้ำหนักบนหลังเขาหนักจนเหงื่อไหลย้อยแต่หวินหลงก็พยายามไปให้ถึงที่สุด

“กอกอ…ข้างหน้ามีร้านน้ำชาอยู่ พักเหนื่อยสักครู่เถอะ” อันอิงบอก

ร้านน้ำชานอกเมืองมีอยู่ทุกที่ ส่วนใหญ่เป็นแค่เพิงเล็กๆพอบังแดด ขายน้ำชาแก้กระหาย

หวินหลงเหนื่อยจนกล่าวอะไรไม่ออก ได้แค่ยิ้มให้อย่างอ่อนแรง

“เฮ้อ!!” เมื่อวางสัมพาระชิ้นโตบนหลังลงได้ เขาก็ครางออกมายาว

“นายท่าน รับอะไรดีขอรับ”เสี่ยวเอ๋อเข้าถามไถ่

“ขอน้ำชากับอาหาร2-3อย่างนะ”อันอิงสั่ง “เอ่อ..พี่ชายที่นี่คือที่ใดกัน”

“ที่นี่คือเขตอำเภอตงไห่”เสี่ยวเอ๋อบอก บุรุษทั้งสามยินดีปรีดากันถ้วนหน้า

“ตงไห่…ข้ามอำเภอนี่ไปอีกหนึ่งวันก็ถึงเขตเมืองหลวงแล้ว”เฉียวฟงดีใจที่สุด อีกไม่ช้าก็จะถึงบ้านเขาแล้ว

เขายิ้มแย้มยินดี แต่กลับไม่เห็นอาการดีใจจากคนทั้งสอง อันอิงดึงแขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนใบหน้าหวินหลงเบาๆ

“อีกไม่ไกลเท่าไร…ท่านออมแรงบ้างเถอะนะ หากไม่ระวังเกิดไม่สบายขึ้นมาแล้วจะลำบาก”

“ข้าจะระวัง…เจ้าต่างหากละ สุภาพเจ้าไม่ดีมาตั้งแต่เด็กนี่นา” หวินหลงกล่าว

“กอกอ….ข้าพเจ้ามิใช่เด็กแล้ว ข้าพเจ้าห่วงท่านมากกว่า”

ฟังการสนทนาผิวเผินก็เหมือนพี่น้องกัน หากได้เห็นสายตาที่คู่มองซึ่งกันและกันต้องรู้สึกไม่ธรรมดาแน่

เฉียวฟงไม่ได้คิดไปเอง สองคนกุมมือกันยามลับตาคนเสมอ เขามองเห็นแต่ต้องทำเป็นไม่เห็นเสีย

ทีแรกก็นึกว่าสหายกันธรรมดา แต่ดูท่าทั้งคู่จะสนิทชิดเชื้อเกินกว่าที่คิด

ชั่วขณะหนึ่งเฉียวฟงรู้สึกขยะแขยงความสัมพันธ์เช่นนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ ซ้ำยังอันตรายต่อชีวิตตนเอง

หากผู้อื่นรู้เข้าคงไม่แคล้วถูกจับแห่ประจานและถ่วงน้ำให้ตกตายตามกัน เขาคิดในใจ

พลันความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาแทนที่ ภาพที่เห็นตรงหน้านี้เฉียวฟงรู้สึกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน…

ภาพของคนทั้งสองที่ทอดสายตามองกันอย่างอ่อนโยน ห่วงหาอาธรอีกฝ่ายยิ่งกว่าสิ่งใด

ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มให้คล้ายจะบอกว่า…ไม่เป็นไร ข้ามีความสุขดี

ใช่….เขาเพิ่งนึกออกเป็นภาพที่เขาเคยเห็นเมื่อเยาว์วัย บิดา,มารดาผู้ให้กำเนิดก็มองกันและกันเช่นนี้

เฉียวฟงร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า สองคนนี้….สองคนนี้ไม่ได้ฉาบฉวยอย่างที่เห็นเสียแล้ว

ต่างฝ่ายต่างดูแลกันไม่ยอมห่าง แค่การรินชาให้ก็บอกอะไรได้มากมาย

“เอ่อ…..”เฉียวฟงไม่รู้ว่าตนเองหลุดปากออกมาตั้งแต่เมื่อใด ทั้งสองหันมามอง

“มีอะไรหรือ ไม่รีบทานอีกจะได้เดินทางกันต่อ” หวินหลงกล่าวพลางเลื่อนจานอาหารให้

“พวกท่าน…ตั้งใจไปเมืองหลวงทำไม” เฉียวฟงหลุดปากเรียกท่านออกมา พอรู้สึกตัวก็สายไปเสียแล้ว

หวินหลงกับอันอิงยิ้มกว้าง นึกขำในใจแต่พยายามไม่หัวร่อออกมาเพื่อรักษาหน้าให้เฉียวฟง

“ข้าทั้งสอง….มีบางสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” หวินหลงกล่าว

“อะไรหรือ??” “อืมย์…เจ้าทานเสบียงกรังของเราสองคนแล้วรู้สึกอย่างไร” แทนที่จะตอบเขากลับย้อนถาม

“ก็…รสชาติดี ขนมพวกนี้ข้าพเจ้าทานออกบ่อย แต่ขนมของพวกท่านหอมหวานกว่ามาก”

เฉียวฟงตอบตามตรง ในใจอยากพูดมากกว่านี้แต่ไม่อยากทำให้ทั้งคู่ดีใจเกินไป

“พวกเราตั้งใจจะทำขนมที่อร่อยกว่าที่เจ้าทานเมื่อวานนี้อีก” อันอิงกล่าว

“ข้าจะไปเปิดร้านที่เมืองหลวงทำขนมอร่อยๆให้ชื่อเสียงโด่งดัง ขนาดที่ฮ่องเต้ก็ต้องเรียกหา”

เฉียงฟงเกือบหัวเราะออกมาดังๆเมื่อได้ยินหวินหลงกล่าวโอ่อวด

“พวกท่านไม่เฟ้อผันไปหน่อยหรือ ฮ่องเต้นะไม่เสวยอาหารหรือขนมของชาวบ้านอยู่แล้ว

ในพระราชวังนะมีพ่อครัวเอกจากสารทิศ ทั้งจากยูนาน ตงง้วน ไทผิง

หรือพ่อครัวจากคาบสมุทรใหญ่(เกาหลี) อาหารของคาวหวานวันๆหนึ่งมีไม่ต่ำกว่า100ชนิด

อย่าว่าแต่ชิมเลยคนธรรมดาสามัญยังไม่มีบุญได้ดมกลิ่นด้วยซ้ำ”

เฉียวฟงอภิบายฉอดๆไม่มองหน้าใคร ปล่อยให้หวินหลงและอันอิงนั่งอึ้งอยู่นานสองนาน

“เจ้ารู้ดีจังเลย…เคยอยู่ในรั้วในวังมาหรือไร” อันอิงถามทำเอาเฉียวฟงสะอึก

“เอ่อ….” เขาอ้ำอึ้งคิดหาทางแก้ตัว ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าม้ากลุ่มใหญ่ตะบึงห้อเข้ามาหน้าร้านน้ำชา

ชายฉกรรจ์หลายคนเดินเข้ามากระแทกตัวลงนั่งฝุ่นที่จับเนื้อตัวคลุ้งไปหมด

“เสี่ยวเอ๋อ ยกน้ำชากับอาหารมาเร็ว”หนึ่งในกลุ่มตะโกนบอก พวกเขาพกพาอาวุธติดกายคล้ายชาวยุทธ

หากผืนผ้าที่พันคอเป็นแบบเดียวกันดูเหมือนโจรมากกว่าคนร่วมสำนัก

“เสี่ยวเอ๋อ..คิดเงิน” หวินหลงรู้สึกไม่ชอบมาพากล คิดว่าอยู่ให้ห่างคนกลุ่มนี้จะดีกว่า

พวกเขาหิ้วข้าวของเตรียมตัวไปอยู่แล้ว เฉียวฟงเกิดไปเหลือบเห็นถุงเงินที่คาดเอวหนึ่งในกลุ่มคนนั้น

“นั้น!!!ถุงเงินของข้า” เพียงหลุดปากมาคำเดียวทุกคนหันมามองขวับ

“เจ้าเด็กบ้า”หวินหลงร้องลั่นเขาคว้าคอเสื้อเฉียวฟงพากันวิ่งออกจากร้านน้ำชา

“เฮ้ยย!!!เจ้าทารกโสโครกเมื่อวาน” คนพวกนี้จำได้ทันที รีบคว้าดาบตามออกมาเป็นพรวน

“หยุดนะ” เสียงร้องตามหลังมาราวกับมัจจุราช หากเป็นในเมืองพวกเขาคงไม่กลัวเท่านี้

แต่นี้ยังอยู่นอกเมืองแวดล้อมไปด้วยขุนเขา อันตรายก็นับว่ายังมีอยู่

“เจ้ามันโง่หรือสติไม่ดีกันแน่ หา!!!” หวินหลงวิ่งไปด่าทอเฉียวฟงไปไม่หยุดปาก

“ข้าจะไปรู้เหรอ มันพลั้งปากไปเท่านั้น”เฉียวฟงแก้ตัวเป็นพัลวัน

เสียงฝีเท้าม้าเข้ามาใกล้เพียงชั่วพริบตาผิวสีน้ำตาลเข้มของม้าผ่านหน้าไปวูบราวกับสายฟ้า

อันอิงรู้สึกเหมือนตัวลอยขึ้นกลางอากาศ กว่าจะรู้ความก็พบว่าตนเองถูกหิ้วเอวไว้บนอานม้าแล้ว

“กอกอ!!” อันอิงร้องเสียงหลง “อันอิง!!” หวินหลงแตกตื่นไม่คิดว่าจะรวดเร็วขนาดนี้

เสียงฝีเท้าม้าย่ำมาเบื้องหลังเขาหันไปมองขวับ ฝ่าเท้าใครคนหนึ่งเสยเข้าปลายคางเขาดัง ผัวะ!!!

หวินหลงหงายหลังตกลงสู่ความมืดมิดกลางอากาศโดยที่ไม่ทันตั้งตัว นรกลึกเพียงใด เขารับรู้ได้ในครานี้

************

เนิ่นนานราวกับชั่วกาลปวสาน มีเพียงแต่ความมืดมิดและเย็นยะเยือกเสียดแทงจนเจ็บปวดไปทั้งร่าง

ความตายเจ็บปวดเจียนนี้ หวินหลงคิดว่าเขาคงไม่อยากตาย หากมีโอกาสได้คิดอีกครั้ง

น้ำอุ่นจัดหยดต้องบนใบหน้า เขาสะดุ้งเฮือกพลันโลกก็สว่างขึ้นทันทีทันใด

เขาลืมตามาเห็นใบหน้าอันอิงก่อนสิ่งอื่น ดวงตาสีนิลที่พราวไปด้วยหยาดน้ำตาคู่นี้มีชีวิตชีวาทันทีที่สบตาเขา

“กอกอ…ท่านไม่เป็นไรแล้ว” อันอิงตื่นเต้นดีใจ เขาเช็ดน้ำตาออกเป็นพัลวัน

“เจ้าจะร้องไห้ไปไย..ข้ายังไม่ตายสักหน่อย” หวินหลงกล่าวทั้งที่ในใจคิดว่าตนเองอยู่ในนรกภูมิเสียอีก

“ท่านไม่ได้สติตั้งวันกับคืน ข้าพเจ้านึกว่าท่านจะจากไปโดยไม่รั้งรอ” อันอิงกล่าวพลางกอดเขาแน่นด้วยความดีใจ

หลังจากจมอยู่ในความทุกข์มานาน ถึงเวลานี้อันอิงก็ยินดีเป็นล้นพ้น

ร่างอุ่นๆและแรงเต้นของหัวใจแนบบนร่างหวินหลง ให้รับรู้ถึงพลังของชีวิตคน

การมีชีวิตอยู่มันดีเช่นนี้หรือ เขาถามตนเอง สองมือโอบกอดร่างในวงแขนแน่น

“ข้าจะไม่ไปไหนโดยที่ไม่มีเจ้าไปด้วย”หวินหลงกระซิบบอก

ในใจก็อดยินดีมิได้ที่เขาไม่ได้อยู่ในนรกอย่างที่คิด ความอบอุ่นที่ร้อนผ่าวย่อมดีกว่าความหนาวเหน็บที่จับขั้วหัวใจ

แรงเต้นของหัวใจกระทบบนอกเขาถนัดถี่จนหัวใจเต้นจังหวะเดียวกัน

ส่วนลึกในร่างกายถวิลหาบางสิ่งบางอย่าง พลันเลือดลมก็ร้อนผ่าวราวกับเป็นไข้

กลิ่นไอของกันและกันดูจะหอมหวลกว่ากลิ่นใดๆในโลก อันอิงหายใจแรงเมื่อถูกกอดแน่นขึ้น

ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวดูจะห่างไกลออกไปเหลือเพียงเขาสองคนเท่านั้น

หวินหลงไม่เคยรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้ ในตัวเขาร่ำร้องเรียกหาอะไรบางอย่างที่ตนเองก็อภิบายไม่ถูก

เขารับรู้แต่ว่ามีเพียงอันอิงเท่านั้นที่บรรเทาความเจ็บปวดนี้ได้

“กอกอ…”อันอิงเรียกเสียงสั่นเทา รู้สึกแปลกๆกับปลายนิ้วร้อนผ่าวที่สัมผัสแผ่วลากยาวจากเอวขึ้นมาถึงท้ายทอย

อาการขนลุกแล่นไปพล่านจนสั่นทั้งตัว อันอิงหลับตาแน่นเขาทนมองนัยน์ตาหวินหลงไม่ได้

อะไรบางอย่างแตะเบาๆบนริมฝีปากเขา มันทั้งนุ่มนิ่มทั้งอุ่นและร้อนผ่าวสัมผัสไม่เหมือนขนมเลิศรสใดๆ

ขณะนั้นเองรสหวานจางๆซึบซับเข้ามาในปากเชื่องช้า นาทีนี้หวินหลงและอันอิงรู้สึกได้ว่า

ในอกเขาก็รู้สึกหวานฉ่ำเหมือนที่ปลายลิ้นรับรู้รส ความรู้สึกนี้ทำให้ต่างโหยหากันยิ่งขึ้น

“ฮัดเช้ย!!”เสียงจามของใครคนหนึ่งที่คุ้นหูดังแทรกขึ้นมา มันเหมือนกับถูกน้ำเย็นๆสาดโครมเข้ามา

ทำให้เลือดในกายกลายเป็นน้ำแข็งในพลัน หวินหลงกับอันอิงผละออกจากกันอย่างรวดเร็ว

ความร้อนในกายหายไปหมดเหลือแต่ความร้อนบนใบหน้า เขาทั้งสองอยู่อารมณ์รักจนลืมบุคคลที่สาม

เฉียวฟงนั่งหันหลังเอาหน้าซุกในซอกมุมไม่กล้าหันมามอง

ต่างฝ่ายต่างหันไปมองคนละมุมไม่กล้าสบตาเลย หวินหลงและอันอิงอับอายยิ่งกว่า

พวกเขาต่างมีการศึกษาหากทำเรื่องน่าละอายต่อหน้าผู้อื่นอย่างลืมตน เพียงคิดก็ปั้นหน้าไม่ถูกแล้ว

แม้จะอับอาย แต่ลึกๆในอกรู้สึกหวานไหว เป็นความรู้สึกที่หวานยิ่งกว่าสิ่งใด

หวินหลงเงยมองไปโดยรอบถึงพบว่าพวกเขาถูกขังอยู่ในหลุดดินที่เย็นและชื้น

รอบด้านเป็นดินร่วนทำให้ปีนไม่ได้ ด้านบนปิดด้วยกรงไม้ไผ่ที่ตอกด้วยลิ่มไม้กับดิน

ดูท่าจะดึงออกได้ไม่ยากหากพวกเขาปีนถึงปากหลุม แต่คงทำไม่ได้แน่

“พวกเราอยู่ที่นี่นานแค่ไหนแล้ว” หวินหลงเอ่ยถาม “วันกับคืนแล้ว” อันอิงตอบ

“เดรัจฉานพวกนี้จะทำยังไงกับพวกเรากันแน่” เป็นคำถามที่ใครก็ไม่อาจตอบได้ พวกเขาได้แต่นั่งรอและรอเท่านั้น

บรรยากาศในหลุมแคบๆค่อนข้างอึดอัดหากทว่าบางเบากว่าเมื่อครู่มาก

เขาและอันอิงยังมองหน้ากันไม่ติด ความรู้สึกเขินอายทำให้ร้อนผ่าวไปทั้งใบหน้า

เขาไม่ใช่กอกอที่ดีอีกแล้ว ตำแหน่งของเขาในความรู้สึกของอันอิงคงต่ำเตี้ยติดดินแน่

ที่น่าละอายที่สุดคือการมองหน้าเฉียวฟง เด็กหนุ่มผู้นี้เพิ่งจะมีความรู้สึกอะไรดีๆกับเขาสองคนแท้ๆ

“เอ่อ….ข้าขอโทษ”หวินหลงกล่าวขึ้นมา อันอิงและเฉียวฟงไม่รู้ว่าเขาขอโทษใครกันแน่จึงไม่มีใครหันมามอง

“ขณะที่หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้พวกข้ากลับ…..”หลิวหลงพูดไม่ออก

เฉียวฟงรู้ว่าอีกฝ่ายพูดกับเขาอยู่แต่เวลานี้เขามองหน้าตรงๆไม่ได้เลยจึงได้แต่หันหน้ามา

แต่สายตามองพื้นดิน หวินหลงเองก็ลำดับความคิดไม่ถูกสองมือกุมกันแน่น นิ้วหัวมือถูไถไปมาอย่างลืมตัว

“อย่างที่เจ้าเห็นนั้นแหละ ข้า….ไม่ได้รู้สึกฉันท์พี่น้องที่ดีกับอันอิง….เจ้าจะรังเกียจข้าก็ไม่ว่า”

“…”เฉียวฟงอ้าปากจะปฏิเสธว่าไม่เขาไม่ได้คิดเช่นนั้น หากพูดอะไรไม่ออก

“กอกอ” อันอิงเงยหน้ามองหวินหลง “ไม่เป็นไร….ข้า….แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว”

ฝ่ามือใหญ่กุมมือบางกระชับมั่น บอกเป็นนัยว่าแค่ได้ไออุ่นจากมือน้อยๆนี้เขาก็มีความสุขแล้ว

“ข้า….ข้าพเจ้าหลับไปเพิ่งตื่นเมื่อครู่ยังไม่เห็นอะไรสักนิด” เฉียวฟงกล่าวขึ้นมาลอยๆ

“ดังนั้น…หวินเฮียพอใจจะทำอะไรก็ตามแต่ใจเทอญ…ข้าพเจ้าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

เฉียวฟงหันหลังให้อีกครา หวินหลงและอันอิงเหลือบมองกันเล็กน้อยพลางยิ้มแย้มยินดี

แม้จะไม่ใช่การยอมรับเป็นแค่ความเห็นใจ ก็เปรียบได้แสงสว่างเล็กๆในความมืดที่อบอุ่นใจเขาทั้งสองเหลือเกิน

“ขอบใจเจ้ามากที่ไม่รู้ไม่เห็น…ที่นี่ข้าก็หมดกังวล ทำงานสร้างชื่อให้เต็มที่”หวินหลงยิ้มแย้ม

“ท่านจะสร้างชื่อไปเพื่ออะไร ขนมของท่านก็อร่อยอยู่แล้วนี่”เฉียวฟงถาม “ข้าต้องการป้ายเชิดชู”

“ป้ายเชิดชู…ท่านจะเอาไปทำไม”เขาถามย้ำ หวินหลงและอันอิงมองหน้ากันครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเล่า

“สองบ้านเราไม่ถูกกัน หากได้ป้ายนี้ในนามของเราสองคนคงทำให้บิดาทั้งสองญาติดีกันกันได้”

เฉียวฟงร้องอ๋อในใจ นั้นเป็นความพยายามที่ดีแต่เขาไม่กล้าเดาว่าอนาคตของทั้งสองจะดีอย่างที่คาดหรือไม่

เบื้องบนมีเสียงคนร้องกู่ก้องด้วยความยินดี ราวกับผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหนมาเยือนทำให้ทั้งสามเงยหน้ามอง

“ตั่วกอ(พี่ใหญ่)กลับมาแล้ว…ตั่วกอกลับมาแล้ว” น้ำเสียงร่ำดีใจดังเหนือปากหลุม

พวกเขาทั้งสามเริ่มหวาดหวั่นกับชะตาชีวิต หัวหน้าของพวกโจรอยู่ที่นี่แล้ว พวกเขาคงยากที่จะเอาชีวิตรอด

นานอีกหลายชั่วยามก่อนที่กรงไม้ไผ่จะถูกเปิดออก บันไดไม้ไผ่หย่อนลงมาให้พวกเขาปีนขึ้นไป

“ขึ้นมา” พวกมันเอ่ยคำเดียวก็รู้ว่าถึงนาทีที่ชี้ชะตาพวกเขาแล้ว

หวินหลงปีนขึ้นมาก่อนแสงแดดจ้าทำให้ลืมตาแทบไม่ขึ้น อันอิงและเฉียวฟงก็เช่นกัน

พวกเขาได้แต่ยึดอีกฝ่ายไว้เป็นหลัก เมื่อปรับสายตาได้ก็พบว่ารอบๆตัวมีอีกหลายหลุมที่กักขังผู้คน

รอบด้านคือภูเขาและป่า โตรกเขาแคบๆเป็นทางออกอยู่ทางเดียวก็ถูกปิดกั้นด้วยประตูไม้ใหญ่

หอสูงเหนือประตูทำให้เข้าใกล้ไม่ได้ ดูท่าการออกไปโดยมีชีวิตอยู่นั้นยากยิ่งกว่าสิ่งใด

“เดินสิ” ปลายดาบสะกิดเอวเขาเบาๆ หวินหลงต้องตามพวกมันไปอย่างเสียไม่ได้

ที่นี่คือหมู่บ้านดีๆนี่เอง มีเด็กๆวิ่งเล่นและผู้หญิงทำงานบ้านให้ได้เห็น

สถานที่ที่พวกเขาถูกพามาเป็นเรือนไม้ที่เรียบง่ายแต่ใหญ่โตพอสมควร ห้องโถงกว้างจัดตามแบบอย่างนิยม

คือมีม่านบังตาอยู่ซ้าย,ขวาหลังเก้าอี้รับรองแขกที่วางเรียงหันหน้าเข้าหากันทั้งสองข้าง

เบื้องหน้าคือเก้าอี้ของผู้เป็นนายใหญ่ปูด้วยหนังเสือโคร่ง

ด้านหลังเก้าอี้แขวนหนังหมีสีดำเขื่อม ดูสวยงามและน่าเกรงขามไม่น้อย

บุรุษวัยกลางคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าร่างกายใหญ่โตดุจหมี ดวงตาดุดันหนวดเครารุงรังราวกับคนป่า

หวินหลงรู้ดีว่าโจรป่าเป็นพวกป่าเถื่อน หากพูดจาไม่ถูกหูก็คงยากที่จะเอาชีวิตรอด

“ตั่วกอ (พี่ใหญ่) ก่อนท่านเดินทางกลับมาเจ้าทารกเหล่านี้ผ่านทางบนเขตแดนของพวกเรา

ข้านำพลพรรคเก็บค่าผ่านทางเช่นเคย แต่ทารกสามคนนี้ทำร้ายพี่น้องเราบาดเจ็บไปคนหนึ่ง”

หวินหลงและอันอิงเกือบร้องออกมาแล้วว่า“ใส่ความ” แค่พริกบดจะทำร้ายคนได้อย่างไรแต่เลือกที่จะเงียบเสีย

“โอ้….ร้ายกาจขนาดนี้เชียวรึ” โต้เป๋าฮู้ เจ้าของสมญานาม เป๋าฮู้ดาบร้อยห่วง หัวเราะเยาะใส่หน้าน้องๆ

ทั้งสามคนยังดูอ่อนเยาว์เป็นทารกท่าทางอ่อนแอแต่เอาชนะเด็กๆของเขาก็น่าหัวเราะเยาะอยู่

“ตั่วกอ ท่านจะลงโทษพวกมันยังไงดี ตัดแขน,ตัดขาหรือตัดหัวเสียบประจานดี”

โจรถ่อยผู้นี้เสนอแต่ละอย่างมาพวกเขารับไม่ได้ อันอิงและเฉียวฟงเกาะแขนหวินหลงไว้คนละข้างอย่างลืมตัว

“แล้วนี่พี่น้องเราถูกทำร้ายด้วยอะไร ข้าจะคืนสนองพวกมันเป็นร้อยเท่าเลยทีเดียว”

โต้เป๋าฮู้กล่าวทำเอาพี่น้องที่ยืนฟ้องเมื่อครู่อ้ำอึ้งพูดไม่ออก หวินหลงรีบแทรกขึ้นมา

“เอ่อ…ท่านจอมยุทธ พวกเราไม่ได้ทำร้ายคนของท่านนะ พวกเราแค่สาดพริกบดใส่หน้าเท่านั้น”

“ใช่”อันอิงส่งเสียงสนับสนุนอยู่ข้างหลังหวินหลง

“พริกบด??”โต้เป๋าฮู้อยู่เป็นตัวตนมาเกือบ50ปีแล้วไม่เคยได้ยินคำๆนี้มาก่อน

ครั้นจะแสดงอาการไม่รู้อย่างคนไร้การศึกษาก็เกรงเสียหน้าจึงได้แต่มองหน้าคนสนิท

“เป็นยาพิษนะ ตั่วกอ คนของเราโดนสาดเสียเต็มหน้า ผิวหนังพุพองไปหมดต้องให้พวกมันชดใช้ให้สาสม”

“จะเอาความกับพวกเราฝ่ายเดียวหรือ แล้วทีคนของเจ้าสังหารคนของข้าตั้งมากมายละ บัญชีนี้จะคิดเช่นไร”

เฉียวฟงว่าทะลุบ้องขึ้นมาอย่างเกรียวกราด คนของเขาล้มตายไปมากมายแล้วยังทวงความแค้นไม่ได้

เขาอัดอั้นในอกจนร้อนผ่าวไปทั้งตัว หวินหลงและอันอิงยืนอึ้งไม่รู้จะทำประการใดดี

ความโกรธแค้นของเฉียวฟงพวกเขาพอเข้าใจ แต่สถานะการณ์นี้มันเสี่ยงอันตรายเกินไป

“ทารกโสโครก…กล้าทวงบัญชีกับข้างั้นหรือ “ โต้เป๋าฮู้ลุกขึ้นคว้าดาบใหญ่

“ใยเราจะมิกล้า เจ้ามันโจรถ่อยไร้ยางอาย ปล้นชิงทำร้ายคนบริสุทธิ์นับว่าชั่วช้ายิ่งกว่าเดรัจฉาน”

เฉียวฟงด่าทออย่างไม่ไว้หน้า หวินหลงคว้าแขนเขาไว้ให้หยุดพูด

แผ่นมีดของโต้เป๋าฮู้หนาและกว้างร้อยห่วงเงินเป็นแถวยาวนับได้หลายร้อย เสียงตวัดหวีดหวิวกลางอากาศ

สร้างความหวาดเสียวถึงสันหลังเลยทีเดียว ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาหา

หวินหลงปัดเฉียวฟงให้ถอยไปด้านหลัง หากต้องเผชิญหน้ากับความตายเขาสมควรที่จะเผชิญก่อนใคร

“ข้าจะเอาพวกเจ้าไปทำอาหารสุนัขเสีย” โต้เป๋าฮู้ควงดาบเสียงดัง

หวินหลงดันคนที่อยู่ข้างหลังให้ถอยห่าง ในหัวพยายามคิดหาทางเอาตัวรอดให้ถึงที่สุด

ในหัวนึกถึงคำสอนของหวังกวงจงอาจารย์ของเขากล่าวว่า

‘จำไว้อย่างนะหวินหลง…บัณฑิตอย่างเราต่างจากชาวยุทธทั่วไป เรามีปัญญาเป็นอาวุธ ส่วนพวกเขามีวิชา

ดังนั้นการจะเอาชนะคนที่มีกำลังมากกว่า ต้องอาศัยปัญญาและคารมบวกกับสถานะการณ์ให้เป็นประโยชน์

จำไว้ คนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนฉลาด หมั่นศึกษาหาความรู้ไว้เบิกตามองโลกให้กว้าง

รู้จักใช้ชีวิตอย่างฉลาดจึงจักเรียกได้ว่า ไม่เสียทีที่เกิดเป็นคน ‘

คำสอนของอาจารย์ได้มอบแสงสว่างส่องทางให้แก่เขา หวินหลงคิดอะไรได้ในทันใด

“บังอาจ!!!เจ้ากล้าทำร้ายเชื้อพระวงค์หรือ ไม่กลัวหัวหลุดจากบ่าหรือไร”

หวินหลงตวาดใส่หน้า โต้เป๋าฮู้ควงดาบค้างกลางอากาศเกือบทำหล่นใส่หัวตัวเองแล้ว

อันอิงยังงงอยู่ เขาไม่รู้ว่าหวินหลงคิดจะทำอะไรกันแน่ ขณะที่เฉียวฟงได้แต่ยืนมองตาปริบๆ

“เจ้า…ว่าอะไรนะ” โต้เป๋าฮู้ถามให้แน่ใจ มันคิดว่าคงฟังผิดไป

“หึ!!รู้เอาได้ด้วย ท่านที่ยืนอยู่นี้คือองค์ชายแห่งราชวงค์ซ้องของเรา “ หวินหลงรุนหลังเฉียวฟงให้ออกมายืนข้างหน้า

โต้เป๋าฮู้กับพี่น้องยืนเก้ๆกังๆแต่ละคนมองหน้ากันเลิกลั่กทำท่าไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่

“นี่คือตราประจำพระองค์ ยังไม่คุกเข่าอีกหรือ”หวินหลงคว้าหยกร้อยพู่แดงออกจากสายคาดเอวของเฉียวฟง

หยกชิ้นเล็กๆแต่หว่าเนื้อชั้นดีสีเขียวจัด แกะสลักอักษรคำว่า’เฉิน’บนลายมังกร

เป็นของที่ไม่ว่าใครได้เห็นก็ต้องคิดว่าไม่ใช่ของคนธรรมดาจะพกพาแน่ หวินหลงหลอกต้มเอาดื้อๆ

“มัน….นั้น…ของจริงหรือ” โต้เป๋าฮู้ชักสองจิตสองใจ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

ที่เชื่อเพราะหยกคุณภาพดีไม่มีขายดาษดื่น อีกทั้งเด็กทารกผู้นี้แต่งกายดีมีราศีไม่น้อย

บ่าวไพร่ติดตามมากมาย เงินทองที่ปล้นมาได้ก็มีตราของราชการทุกอัฐ

แต่ที่ไม่เชื่อก็เพราะเขาไม่คิดว่ามันจะบังเอิญขนาดนี้ เขาเป็นโจรมา30กว่าปีไม่เคยเจอเชื้อพระวงค์สักที

เขาคิดว่าน่าจะฆ่าปิดปากเสียให้สิ้นเพื่อตัดปัญหา แต่มาทบทวนอีกทีเกิดเป็นจริงอย่างที่ว่า

ทหารเป็นกองทัพต้องบุกมาที่นี่แน่ เพราะคนของเขาสังหารผู้ติดตามของคนทั้งสามในเขตป่าใกล้ค่าย

ถึงเวลานั้นเขาคงถูกจับแยกร่างเป็นชิ้นๆตายอย่างอนาถแน่

ขณะที่โต้เป๋าฮู้ใช้ความคิดอยู่นั้น ทั้งสามก็ยืนดูความเป็นไป เฉียวฟงถอยมาใกล้หวินหลง

“หวินเฮีย..นี่ท่านทราบได้อย่างไร” “เจ้าอยู่เฉยๆเถอะ เดียวข้าแสดงเอง”

หวินหลงไม่ได้ฟังที่ถามเลยเขากำลังได้ใจกับการแสดงข่มขู่

เฉียวฟงจะยิ้มก็ยิ้มไม่ใคร่ออกที่แท้ก็ยังไม่รู้อะไร เพียงแค่โกหกพกลมเอาเท่านั้น

“อีกไม่ช้าทหารทางราชสำนักจะมาถึงที่นี่ หากคิดเอาชีวิตรอดก็จงสำนึกผิดและยอมจำนนเสียตั้งแต่ตอนนี้”

“คุกเข่าลงเดียวนี้”เฉียวฟงสั่งน้ำเสียงดุดัน โต้เป๋าฮู้ไม่ทันคิดอะไรนอกจากหลงเชื่อเข้าเต็มๆรีบคุกเข่าทันที

“ตั่วกอ!!!อย่าไปหลงคารมมัน เจ้าเด็กพวกนี้มันโป้ปดมดเท็จ ฆ่ามันเสียเถอะ”

“หากเจ้ากระทำการใดๆเป็นการลบลู่เบื้องสูง จะมีโทษถึงใช้ม้าแยกร่าง

หากยอมสำนึกผิดสวามิภักดิ์เสียบัดนี้ นอกจากจะเว้นโทษตายได้แล้ว อาจมีบำเหน็จจรางวัลให้ด้วย…

คนหนึ่งไม่ต่ำว่า500ตำลึงทองแน่” หวินหลงเอาเงินรางวัลล่อ คนอื่นๆที่ได้ยินก็รีบคุกเข่าตามทันที

แกร้งงงง!!!!แกร้งงงงง!!!!! เสียงระฆังจากหอสูงดังกังวาลไปทั่วหุบเขา ผู้คนแตกตื่นวุ่นวาย

“ตั่วกอ…..ทหารราชสำนักมาาาาาาาาาา”เสียงตะโกนก้องชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน

“เอ๋??” หวินหลงงุนงงไม่คิดว่าจะเป็นจริงดั่งคำคุย วาจาเขาศักดิ์สิทธิ์ขนาดนี้เชียว…….

 cats.gif (2782 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ E-mail : [email protected]

Hosted by www.Geocities.ws

1