..คำมั่น..สัญญา..
By...
Jasmine

ตอนที่ 3

“น้ำค้างเมื่อยามเช้าค้างจนหนาว เย็นจับจิต

มิสู้อยู่เคียงมิตรให้ใกล้ชิด อุ่นอกใน

ผูกพันสืบสายใย เคียงคู่ได้ให้ยืนยง…”

“ข้าพเจ้าคาดเดาถูกต้องแล้ว” อันอิงเอ่ยขึ้นทันทีที่ลืมตา เขาตื่นเพราะลำนำยามเช้าของหวินหลง

“เจ้าคาดเดาอะไรถูกต้องหรือ” “ท่านเหมาะเป็นกวีมากกว่าขุนนางนะสิ” อันอิงยิ้มแย้ม

กอกอที่แสนดีบัดนี้ทำตัวเป็นพ่อบ้านได้ไม่ขัดเขิน เขาห่อซาลาเปาด้วยใบไผ่ที่แช่น้ำจนชุ่มโชก

แขวนไว้เหนือกองไฟ ความร้อนจะทำให้น้ำเดือดระเหยเป็นการอุ่นอาหารแทนการนึ่ง

อันอิงลุกขึ้นปัดเศษใบไม้ออกจากเนื้อตัว ก่อนไปล้างหน้าในลำธารใกล้ๆ

พวกเขาเดินทางมาห้าวันเต็มๆ ถึงที่ใดแล้วก็ยังไม่ทราบได้ หากทั้งสองไม่รีบร้อน

ความงดงามของทิวทัศน์รอบด้านสร้างความสุขสำราญใจไม่น้อย

“หิวหรือยัง “ หวินหลงถาม เขาแกะห่อไผ่ออก อันอิงเงยหน้ามองตะวันเพิ่งโผล่เหนือฟ้า

“ตอนนี้เราอยู่หมู่บ้านใดกัน” อันอิงเอ่ยถาม

“ข้าไม่รู้หรอก เราเดินไปอีกหน่อยคงถึงหมู่บ้านข้างหน้า แล้วค่อยถามไถ่เถอะ”

สองคนทานอาหารรองท้องก่อนเดินเท้าข้ามไปหลายดอยก็ยังไม่เห็นสักหมู่บ้าน

เมื่อพ้นเขตป่ามาได้ก็พบกับแม่น้ำใหญ่เบื้องหน้า กว้างใหญ่และสวยงามด้วยขุนเขาสูงที่โอบล้อมดุจดั่งสวรรค์

หวินหลงและอันอิงมองความงามละลานตา ริมฝีปากเผยอยิ้มอย่างไม่รู้ตัว

เรือแจวลำน้อยข้ามฟากหารายได้เล็กน้อยพาทั้งคู่ข้ามลำนำกลางอ้อมกอดของขุนเขา

“สุขใดอันไหนเล่า จะสุขเท่าชิดเชยใกล้

ป่างามขุนเขาไกล โอบกอดไว้ดั่งมารดร

แดนดินถิ่นงามล้ำ พนาพร่ำลมพริ้วไหว

ชื่นชมสราญใจ สุขอันไหนจะเทียบเคียง”

หวินหลงเอ่ยชมความงามเบื้องหน้ากลางลำน้ำที่ไหลอ้อยอิ่ง

ปลายนิ้วประสานเกาะกุมกันแน่น ความอบอุ่นที่ได้รับแทนคำพรรณนานับล้านคำ

หวินหลงและอันอิงเดินผ่านสถานที่ที่งดงามอย่างเชื่องช้า ต่างรู้สึกอิ่มเอมความสุขอยู่ในใจ

“กอกอ” “มีอันใดหรือ” สองคนก้าวย่างสั้นๆปล่อยให้กาลเวลาผ่านไปโดยไม่รู้สึกรู้สม

“หากท่าน…สมประสงค์ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ท่านจะมีความสุขหรือเปล่า” อันอิงถาม

“แน่นอนสิ เพียงได้ร่วมทุกข์กับเจ้า ข้ามีความสุขที่สุดแล้ว” หวินหลงยิ้มแย้ม

มือที่เกาะกุมกันอุ่นจนร้อนผ่าว ใบหน้าอันอิงร้อนผ่าวเช่นกันเขาทำหน้าไม่ถูกเลย

“คิดร่วมทุกข์ ท่านไม่คิดอยู่ร่วมสุขหรือไรกัน” เขากระเซ้าเล่นอย่างไม่รู้จะทำฉันใด

หวินหลงหัวร่อไม่หยุด ไม่ทันไรก็เห็นสีหน้าอันอิงซีดเผือดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างขนลุกขนพอง

ข้างหน้าเขาทั้งสองมีศพคนเกลื่อนกลาดเลือดแดงฉานไปทั่ว วิมารที่วาดเมื่อครู่หายวับไปกับตา

“กอกอ” อันอิงเกาะแขนหวินหลงไว้ทันที บุรุษหนุ่มทั้งสองแม้เป็นชายชาตรีแต่เป็นแค่บัณฑิตอ่อนแอ

มิเคยเห็นคนตายมากมายขนาดนี้ เมื่อได้เห็นกับตาก็พาลเข่าอ่อนไร้เรี่ยวแรง

“ทะ….ทำไม…ทำไม” หวินหลงยามแตกตื่นคิดอ่านอะไรไม่ออกได้แต่ถามอยู่คำเดียว

“โจรป่า!! กอกอ หนีเถอะ” อันอิงเขย่าแขนหวินหลงแรง สองคนรีบจูงกันออกไปจากที่นั้น

สี่เท้าวิ่งร้อนรนคิดว่าถึงเบื้องหน้าคงพ้นภัย มิคาดคิดกลับเจอสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่า

กลุ่มชายฉกรรจ์ปิดหน้าตาโพกผ้าสีดำหลายสิบคนรุมล้อมทำร้ายคนอีกกลุ่มหนึ่งที่แต่งกายดูมีฐานะ

เพียงพริบตาเดียวทั้งสองก็ทราบผลแพ้ชนะแล้ว กลุ่มโจรป่าเข่นฆ่าผู้คนเป็นใบไม้ร่วง

เหลือบุรุษกล้าที่ต้านโจรป่าเพียงผู้เดียว บุรุษหนุ่มอ่อนเยาว์อีกคนไร้ฝีมือจึงต้องหลบอยู่เบื้องหลัง

หวินหลงและอันอิงอดคิดไม่ได้ว่า แม้ยามคับขันทารกน้อยผู้นั้นก็ดูองอาจ ไม่ขลาดเขลาอย่างคนทั่วไป

“เจิ้งเต๋อ!!” บุรุษน้อยเข้ามาประคองพวกพ้องที่ล้มลุกคลุกคลาน

บุรุษผู้นั้นร่างกายโชกเลือดเต็มไปบาดแผล แม้เจ็บปวดเจียนตาย เขาก็ลุกขึ้นมายืนโงนเงนขวางเอาไว้

“จะทนเจ็บปวดไปใย…หากยอมแพ้แต่โดยดี เราจะมิเข่นฆ่าให้อาสัญ” หนึ่งในบุรุษโพกผ้ากล่าว

“เดรัจฉานอย่างพวกเจ้าพูดจาเหมือนผายลม….เชื่อคำได้ที่ไหน ข้าไม่ยอมให้เจ้าแตะต้องท่านผู้นี้”

“งั้นก็จงสละชีวิตไปเป็นผีเสียเถอะ” คนทั้งสิบกรูเข้าหาราวกับสัตว์ล่าเนื้อ หวินหลงทนยืนชมต่อไปไม่ได้

“หยุดนะ!!!” เขาตะโกนก้องออกไปอย่างลืมตัว พอหลุดปากไปแล้วถึงรู้สึกตัวว่าช่างโง่งมนัก

ทั้งหมดหันมามองเขากับอันอิงเป็นตาเดียว

“ทะ…ทะ….ทำร้ายผู้ที่ไร้ทางต่อสู้ นับเป็นผู้กล้าได้อย่างไร “

หวินหลงคิดว่าคำพูดเขาดูไร้ความหมายในยามนี้ ไม่มีใครเป็นผู้กล้าในป่าเปลี่ยวหรอก

“ฆ่ามัน” หนึ่งในกลุ่มโจรกล่าว ชายฉกรรจ์สองคนมุ่งตรงหาพวกเขาทันที

“กอกอ” อันอิงร้องอย่างตื่นตระหนก หวินหลงทำอะไรไม่ถูก วิสัยปุถุชนคนธรรมดาย่อมรักชีวิต

มือคว้าอะไรได้ก็หลับหูหลับตาขว้างออกไปสุดแรง

พลั่กกก!!!! ทุกคนเหลียวมามองขวับเมื่อได้ยินเสียงของหนักๆกระทบกัน

ชายในร่างอาภรณ์สีดำปกปิดหน้าตายืนนิ่งอึดใจก่อนจะหงายหลังผึ่งบนพื้นหญ้าดั่งไม้ใหญ่ล้ม

ก้อนอะไรกลิ้งหลุนๆอยู่ไม่ห่างนัก ต้องถ่างตามองดีๆถึงรู้ว่าเป็นเงินหนึ่งตำลึง ก้อนโลหะเท่ากำปั้น

“จะ…เจ้าทารกโสโครก ” โจรอีกผู้หนึ่งเห็นพี่น้องเสียท่าด้วยก้อนเงินตำลึงเดียวก็บันดาลโทสะ

มันควงดาบในมือตั้งท่าก่อนโผเข้าหาทั้งสอง

“ย้าาาา!!!” หวินหลงและอันอิงร้องลั่น พวกเขาไม่มีอาวุธอะไรนอกจากข้าวของที่พกพามาเท่านั้น

เงิน,ซาลาเปาและซาวปิ่งจึงปลิวว่อนเข้าใส่โจรถ่อยราวกับพายุ

“โอยย!!..โอยย!! หยุดนะ” ของกินแห้งแข็งโดนเข้าก็แค่แสบๆคันๆแต่ก้อนเงินนั้นทำด้วยโลหะ

โดนขว้างใส่แต่ละทีเจ็บปวดอย่าบอกใคร เมื่อเจอของที่ไม่น่าจะร้ายกาจ ระดมขว้างใส่จนเงยหน้าไม่ขึ้น

โจรถ่อยได้แต่ปิดป้องหัวตัวเอง ดาบในมือไม่ช่วยอะไรได้เลย

อันอิงนึกอะไรขึ้นได้เขาล้วงในห่อผ้าหากระปุกไม่ไผ่ที่ใส่เครื่องแกงไว้พกพายามเดินทาง

“ถอยไป!!” เขาร้องบอกหวินหลงให้หยุดมือ เจ้าโจรร้ายเงยหน้ามาอันอิงก็สาดน้ำสีแดงใส่เต็มหน้า

“อ้าาาาาาาาาา!!!! อ้าาาาาาาาาา!!!!อ้าาาาาาาาาาา!!!ตาข้า…ตาข้าบอดแล้ว”

เสียงร้องโหยหวนดึงความสนใจพรรคพวกเข้ามาดูอาการ พี่น้องที่ลงไปชัดดิ้นชักงอกับพื้น

หวินหลงเกาะหลังอันอิง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเห็นพริกบดในมือก็ร้องอ๋อในใจ

(จีนยุคโบราณไม่มีพริกขี้หนูหรือพริกไทย มีแต่พริกชี้ฟ้าพันธุ์พื้นบ้านที่ขึ้นตามแนวชายแดนสิบสองปันนา,ไทยใหญ่ รสชาติไม่เผ็ดมากนัก ผู้คนนิยมเอามาบดเป็นน้ำผัดกับน้ำมันงาให้หอมเวลาพกพาก็ใส่กระบอกไม้ไผ่อันเล็กๆ อุดด้วยกาบมะพร้าว พริกเป็นเครื่องแกงที่นิยมทางภาคใต้ไม่แพร่หลายนัก คนทางภาคกลางจึงไม่ใคร่รู้จัก)

“นี่เจ้ายังอุตส่าห์พกพามาด้วยหรือ” หวินหลงว่า ในใจก็โล่งไม่น้อย

“ก็ข้าพเจ้าเป็นห่วงท่านนี่นา” อันอิงตอบเสียงอ่อยๆ เขารู้ว่าเหวินหลงติดนิสัยทานเผ็ดมาตั้งแต่เด็กจึงพกพามาด้วย

“เจ้าทารกน้อย นี่เจ้าทำอะไร” พวกพ้องมันทั้งสิบเลิกคิดฆ่าคนหันมาสนใจเขาทั้งสองแทน

อันอิงหันมามองหน้าหวินหลงว่าเอาไงดี พริกกระบอกเดียวสู้คนเป็นสิบไม่ได้แน่

“อ่า….จะบอกให้รู้ไว้…นี่คือ….” หวินหลงอ้ำๆอึ้งๆ “ยาพิษทะลวงไส้ของ….ของพวกเผ่าแม้ว”

คำโป้ปดมดเท็จนี้หากเป็นผู้รู้จริงก็คงจับผิดได้ หากโจรป่าพวกนี้มีฝีมือแต่ไร้ความรอบรู้

พอได้ยินก็ตื่นตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า หวินหลงมองปฏิกิริยาพวกมันแล้วก็อดยิ้มย่องไม่ได้

“ถ้าพวกเจ้าถูกต้องแม้เพียงนิด จะปวดแสบปวดร้อนทุรนทุราย ผิวหนังพุพองเน่าเฟะเจ็บปวดเจียนตายถึง7วัน7คืน “ หวินหลงขู่ไม่ยั้งปาก โอกาสที่จะไล่พวกมันไปมีมากขึ้น

“ยังไม่ไสหัวไปอีก” อันอิงสาดพริกใส่พวกมันจนวิ่งหนีกระเจิงไปคนทิศละทาง

บางคนยืนลังเลอย่างไม่แน่ใจ แต่พอเห็นพี่น้องวิ่งหนีจึงวิ่งตามบ้าง พริบตาเดียวพวกมันก็หายไปหมด

สองคนรีบกุรีกุจรเก็บข้าวของเงินทองใส่ห่อพากันหนีไปจากที่นั้นให้เร็วที่สุด

“กอกอ….แล้วคุณชายท่านนี้ละ”อันอิงดึงแขนหวินหลงไว้ บุรุษหนุ่มผู้ตกเป็นเหยื่อโจรนั่งอยู่ข้างศพสหายไม่ไหวติง

เขาผู้นี้สิ้นใจเมื่อใดไม่อาจรู้ได้ แต่หวินหลงและอันอิงคิดว่าเขาจากไปย่อมดีกว่าอยู่ทุกข์ทรมาน

“คุณชาย…..จะอยู่ที่นี่อีกนานมั้ย ประเดียวโจรถ่อยย้อนกลับมา ท่านจะเอาชีวิตไม่รอดนะ” หวินหลงกล่าว

“แล้ว….แล้วพวกเขาละ” บุรุษหนุ่มกล่าวนัยน์ตาลอยอย่างไม่รู้จักทำประการใดดี

“ปัดโธ่….ตนเองยังเอาตัวไม่รอดเลย ห่วงอะไรกับคนที่ไปแล้ว”

หวินหลงต่อว่าพลางคว้าคอเสื้อบุรุษแปลกหน้าพาหนีออกจากป่าอย่างไม่คิดชีวิต

***********

ป่าเขาลำเนาไพรกว้างไกลซับซ้อน สัตว์เดรัจฉานส่งเสียงกู่ก้องไปทั่วลำนำ

แสงแดดเจิดจ้าหากส่องไม่ต้องถึงพื้นล่างที่มืดมิดกว่า อากาศใต้ต้นไทรเย็นยะเยือกผสานกับเสียงนกกา

มันช่างเขย่าขวัญให้น่าสะพึงกลัว บุรุษหนุ่มทั้งสามเพิ่งผ่านความตายมาหยกๆ

เรี่ยวแรงที่มีก็ทุ่มเทกับการเอาตัวรอด ทุกคนวิ่งไม่หยุดพักกระทั่งพ้นแนวป่าออกมาพบไร่นา

พลันความยินดีก็โถมเข้าใส่จนสิ้นเรี่ยวแรง วิ่งล้มลุกคลุกคลานบนคันนา

“กอกอ” อันอิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาได้ก็ร้องเรียกหา หวินหลงผุดลุกขึ้นมาทันที

“อันอิง…เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า บาดเจ็บตรงไหนมั้ย” สองมือเกาะกุมกันและกันแน่น

สองตามองสำรวจอีกฝ่ายจนแน่ใจว่าไม่บาดเจ็บก็พากันโล่งอก

“ไม่…แล้วท่านละ” อันอิงถามแต่ได้รับอ้อมกอดแทนคำตอบ หวินหลงกอดเขาแน่นด้วยความดีใจ

“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว“ เวลานี้พวกเขาโล่งใจได้เปลาะหนึ่งว่าปลอดภัยแล้ว

“อะแฮ่ม..”เสียงกระแอ่มเบาๆจากข้างหลังทำให้ทั้งคู่เพิ่งรู้สึกตัวว่ามีบุคคลที่สามอยู่ด้วย

ชาย,หญิงไม่อาจอยู่ใกล้ชิดกัน ชายชาตรีเองก็ไม่อาจแสดงความสนิทชิดเชื้อกันออกนอกหน้า

แม้จะบุรุษด้วยกันก็ตาม สองคนรีบผละออกจากกัน ยามนี้ไม่รู้จะทำประการใดได้นอกจากยิ้มแก้เก้อ

“เอ่อ….คุณชายท่านนี้ พวกเรามาถึงหมู่บ้านได้ก็นับว่าปลอดภัยแล้ว มิทราบว่าท่านจะทำประการใด”

หวินหลงถามไถ่ พวกเขาลุกเหลียวมองเห็นบ้านผู้คนจึงสมัครใจเดินไปหา

“ไม่รู้สิ…เรามีญาติอยู่ในเมืองใหญ่…คงต้องไปหาที่อำเภอหรือไม่ก็ทัพหลวง…..หึ!!คอยดูเถอะไว้ให้เราเจอสมัครพรรคพวกซะก่อน จะยกมาทั้งกองทัพขยี้โจรถ่อยพวกนั้นไม่ให้เหลือซากเลย”

บุรุษนิรนามกล่าวพลางสะบัดฝุ่นออกจากเสื้อผ้า อันอิงเหลือบมองเห็นหยกร้อยกับภู่แดงที่เอวเป็นของมีค่าไม่น้อย ลูกผู้ลากมากดีตามเมืองใหญ่มักนิยมพกติดตัวไว้ แบบนี้สิพวกโจรถึงชอบปล้นนัก

ชาวบ้านแถบนี้ดูหวาดกลัวคนแปลกหน้า พวกเขาเข้าบ้านปิดประตูแน่นหนาไม่รับแขก

“คืนนี้คงต้องหาที่พักชั่วคราวก่อน อันอิง ข้างหน้ามีศาลร้างเราไปค้างที่นั้นสักคืนเถอะ”

หวินหลงชักชวนก่อนเดินนำไปโดยที่ไม่ต้องถามความสมัครใจ อันอิงก็ติดตามไม่อิดออดแม้แต่น้อย

“อะไรกัน…นี่จะพักค้างแรมในที่สกปรกเช่นนี้หรือ”บุรุษหนุ่มร้องลั่น

น้ำเสียงแสดงความรังเกียจออกมาเห็นได้ชัด หวินหลงและอันอิงหันมามองอย่างไม่ใคร่พอใจ

“คุณชาย…อย่างที่ท่านเห็น ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ โรงเตี้ยมนั้นไม่มีแน่ เพราะฉะนั้น…หากท่านจะนอนกลางดินกินกลางทรายละก็ตามสบายเถอะนะ พวกเราจะไปนอนในศาลเจ้า”

หวินหลงว่าประชดนิดๆ สองคนเดินหนีปล่อยให้บุรุษหนุ่มเหลียวมองไปอย่างจนหนทาง

“ดะ…..เดียวสิ เราไม่ได้ว่าอะไรนี่นา ศาลเจ้าก็ศาลเจ้าสิ ไม่เห็นเป็นไรเลย”

เขาบ่นอุบอิบก่อนตามไปอย่างเสียไม่ได้ ภายในศาลเจ้าเต็มไปด้วยฝุ่นยากไยเศษใบไม้ร่วง

หวินหลงและอันอิงช่วยกันปัดกวาดแค่พอให้นอนได้ บุรุษหนุ่มนิรนามยืนมองโดยรอบอย่างขยะแขยง

“สะ…โสโครกอะไรอย่างนี้…มีหนูหรือเปล่า…แล้วจะนอนกันอย่างไร ”

ดูเหมือนบุรุษผู้นี้ทำอะไรไม่เป็นนอกจากพร่ำบ่นให้น่ารำคาญ สองคนมองหน้ากันอย่างถามความเห็น

ถึงไม่รู้จักมักจี่แต่ก็ร่วมตายกันมา อย่างน้อยก็ควรดูดำดูดีให้สมกับสุภาพชน

“คุณชาย…ร่วมทางกันมานานยังมิทราบนามของท่านเลย” หวินหลงประสานมือทักทายตามมารยาท

บุรุษหนุ่มผู้นี้ดูเยาว์วัยไม่น้อยกว่าพวกเขา อาจจะไม่ถึง20ปี อากับกิริยาดูน่าจะมีการศึกษา

“อ้อ…เราแซ่เฉิน มีนามว่าเฉียวฟง ” เป็นชื่อที่แสดงถึงฐานะได้ดีไม่น้อย ลูกคนมีอันจะกินมักได้ชื่อประมาณนี้

หากหวินหลงและอันอิงนึกสะดุดใจที่บุรุษนามว่าเฉียวฟงใช้คำว่าเราแทนตัว

ผู้ถ่อมตัวมักแทนตนเองว่าข้าพเจ้า กับมิตรสหายและผู้อาวุโสกว่า หรือกล่าวว่าข้า กับผู้เยาว์วัย

คำว่าเรานั้นไม่นิยมกล่าวเพราะเป็นการดูถูกอีกฝ่ายว่าต่ำต้อยกว่า

หวินหลงและอันอิงเหลือบมองกันนิดๆ พวกเขาไม่รู้จักคนผู้นี้ดีจึงคิดว่าไม่ควรถือสาแม้จะขุ่นเคืองใจบ้างก็ตาม

“เอ่อ…ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นบัณฑิตจากเมืองลั่วหยางกำลังเดินทางไปเมืองหลวง ข้าพเจ้าแซ่หลี่ นามว่าหวินหลง ส่วนคุณชายผู้นี้ แซ่โจวนามว่าอันอิง” หวินหลงแนะนำตัวอย่างเสียไม่ได้

อันอิงประสานมือคำนับตามมารยาท หากอีกฝ่ายมิได้รับตอบ กลับหัวร่อใส่

“อันอิง…ไฉนบิดาเจ้าถึงขนานนามสตรีให้เช่นนี้ ไม่เกรงถูกหัวเราะเยาะหรือไรกัน”

เฉียวฟง กล่าวตรงๆไม่เกรงใจเลย ใบหน้าของอันอิงแดงก่ำด้วยความอายและโกรธเคือง

“คุณชายเฉิน” หวินหลงเตือนด้วยน้ำเสียงดุดัน

พวกเขายื่นไมตรีให้แต่ทารกผู้นี้กลับดูแคลนไม่คิดรักษามารยาท

“นามนี้เป็นของสตรีผู้สละชีวิตให้กำเนิดเขามา ท่านมิควรล้อเลียนเช่นนี้”

“เรามิได้มีเจตนาร้าย เพียงแต่มิเคยได้ยินนามเช่นนี้บ่อยนัก อย่าถือสาเลย” เฉียวฟงกล่าวทั้งที่หัวร่อไม่หยุด

ทั้งที่เมื่อครู่ยังตาลอยดูบื้อใบ้ทำอะไรไม่ถูกเวลานี้กลับมีท่าทีหยิ่งยะโสอยู่ในที

“เอาละ…หัวค่ำแล้วเราจะพักผ่อนละ” เฉียวฟงกล่าวพลางดึงพัดจีบที่เหน็บเอวออกมาคลี่สะบัด

หวินหลงเลิกสนใจ เขาดึงอันอิงไปนั่งอีกมุมหนึ่งสองคนเอาเสบียงออกมาทาน

“เราบอกว่า เราจะพักผ่อนแล้ว” เฉียวฟงกล่าวอีกครั้ง

“จะพักผ่อนก็เลือกมุมเอาเองสิ ศาลเจ้าร้างมีผู้ใดเป็นเจ้าของบ้าง” หวินหลงกล่าวประชด

“จะ…จะให้เรานอนพื้นหรือไรกัน..เจ้าสองคนปัดกวาดให้มันดูดีกว่าหน่อยสิ หาผ้ามาปูให้เราด้วย”

“นี่มันจะมากไปแล้วนะ” หวินหลงฉุนขาด คนที่เพิ่งรู้จักกันไม่ทันข้ามวันยังกล้าใช้คำพูดเช่นนี้ได้หน้าตาเฉย

“เจ้าเป็นใครกันถึงกล้ามาจิกหัวใช้พวกเราราวกับไพร่ “ เขาเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวทันที

“กอกอ” อันอิงร้องปรามเมื่อเห็นว่าหวินหลงเดือดดาลจนหยุดไม่อยู่

“บังอาจ…กล้าดีเช่นไรถึงเรียกเราว่าเจ้า ฐานะเรามันต่างกันราวฟ้ากับดิน รู้เอาไว้เสียด้วย ”

เฉียวฟงกล่าวอย่างยะโสโอหัง หวินหลงเห็นแล้วรู้สึกรำคาญนัยน์ตาลมโกรธแทบจะออกหู

“ต่างกันราวฟ้ากับดิน??…. เหนือหัวเจ้ามีฟากฟ้า ใต้บาทาข้ามีผืนดิน เจ้าต่างจากข้าตรงไหนกัน หา!!เกิดมาเป็นคนต้องรู้จักถ่อมตน ถึงไม่ได้ร่ำเรียนมา บิดามารดาก็น่าจะสั่งสอนบ้างนะ”

หวินหลงกล่าว อันอิงยืนฟังอยู่ใกล้ๆก็อดปลาบปลื้มมิได้

ทั้งที่โกรธเกรี้ยวขนาดนี้ เหวินหลงก็ยังกล่าวอบรมสั่งสอนได้ดีสมเป็นศิษย์มีครู

“นี่…นี่เจ้ากล้ามาสอนสั่งข้าหรือ” เฉียวฟงชี้หน้าหวินหลงด้วยพัดจีบ

“ทำไมจะไม่กล้า ข้าเป็นศิษย์มีอาจารย์ สืบทอดธรรมทายาทจากปรมาจารย์ขงจื้อ มีสิทธิ์สั่งสอนเด็กโง่อย่างเจ้า”

“เจ้า…เจ้ามัน…”เฉียวฟงเดือดดาลอ้าปากจะด่าทอตอบแต่นึกไม่ออก เขาไม่เคยได้รับการสอนสั่งให้ด่าทอผู้คน

“เจ้าอะไร… จะพูดอะไรก็พูดให้มันเต็มคำหน่อย”หวินหลงกล่าวก่อนเบือนหน้าหนี

เฉียวฟงไม่รู้ทำประใดดี บริวารก็ล้มหายตายจากไปหมด ลำพังตัวคนเดียวก็ไม่เคยทำอะไรสักอย่าง

อย่าว่าแต่กลับบ้านเลย เวลานี้จะหาอะไรรองท้องเขายังไม่รู้เลย

สองคนนั้นยังมีซาลาเปา,มั่นโถวทาน แต่เขาสิ ท้องเริ่มร้องอย่างทรมาน

อันอิงเห็นคนที่นั่งมองตาละห้อยแล้วชักฝืดคอ เขาสะกิดหวินหลงกระซิบกระซาบเบาๆ

“กอกอ…เขาน่าสงสารออกนะ แบ่งให้เขาทานบ้างเถอะ”

“แบ่งทำไม….ให้เขาไปก็ไม่ได้คำขอบคุณหรอก” เหวินหลงกล่าวเสียงดังให้บุคคลที่3ได้ยิน

“โธ่เอ้ย….สุภาพชนน้ำใจกว้างขวางดุจมหาสมุทร คำพูดเพียงสองคำไหนเลยจะมีค่าเท่าน้ำใจท่านได้”

อันอิงปลอบใจเพียง2ประโยคนี้ก็ทำให้หวินหลงใจอ่อนยวบยาบ ทั้งที่ไม่อยากใส่ใจกับคนพรรค์นั้น

เขาอิดออดอยู่ชั่วครู่จึงยอมหันหน้าไปมองเฉียวฟง “เจ้านะ…อายุเท่าใดแล้ว”

“จักถามไปไย” เฉียวฟงกล่าวน้ำเสียงกระด้าง

“น้ำเสียงเจ้า ฟังดูก็รู้ว่าเด็กทารก” หวินหลงเย้าแย่ “เราเกิดเดือนยี่ปีมะเส็ง”

“17ปีกับ7เดือน เด็กน้อยกว่าข้าอีก…ถือว่าเจ้าโชคดีนะ” เขาโยนซาลาเปาให้เฉียวฟง2-3ลูก

“แข็งยิ่งกว่าหินผาอีก เจ้าสองคนทานลงได้อย่างไรกัน” ชายหนุ่มกัดได้คำเดียวก็บ้วนทิ้งทันที

ขนาดมีให้ทานแล้วก็ยังแคล้วบ่นให้ได้ยิน หวินหลงหันมามองอยากจะดุด่าอีกสักคำ

“เฉียวฟง…หากเจ้าออกไปหาฟืนมาละก็ข้าจะอุ่นให้ร้อนๆเลย”อันอิงขันอาสา

“นะ….นี่เจ้าสั่นให้เราออกไปหาฟืนหรือ บังอาจเกินไปแล้ว” เฉียวฟงกล่าวออกมาแล้วต้องชะงัก

เมื่อเจอสายตาขุ่นเคืองของทั้งสอง ถึงรู้ตัวว่าตนเองกล่าวเกินไป สถานะในเวลานี้เขาควรวางตัวให้ถูก

เขาทำไม่รู้ไม่ชี้ก่อนก้มหน้าก้มตาฝืนทานไป คนทั้งสองเห็นแล้วก็ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

วันนี้ผ่านเรื่องร้ายๆมามากมาย เขาสองคนหวังแค่ไม่มีเรื่องราวประการใดให้ปวดหัวอีกก็พอใจแล้ว

 cats.gif (2782 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ E-mail : [email protected]

Hosted by www.Geocities.ws

1