..คำมั่น..สัญญา..
By...
Jasmine

“ทุกข์ใจ ข้าไร้ชู้คู่คิด มิผิดไม้งามไร้บุษผา

ดั่งชายทรามอัปลักษณ์ไร้ชีวา หมดวาสนามีชู้คู่เคียง

เงยหน้ามองฟ้าพร่ำหารัก โอ้ ข้าไม่ยักมีคู่ดั่งอื่นเขา

สวรรค์ใยหมางเมินทำกับเรา ไม่หล่อเหลาหรือไรถึงไม่มอง”

“เป็นบทกลอนที่ล้อเล่นประชดประชัน แสดงอารมณ์หงอยเหงาได้ดี….หวินหลง” หวังกวงจงบัณฑิตเฒ่ากล่าว

“แต่…เศรษฐีหลี่ตั้งใจให้เจ้าสอบแข่งขันให้ได้ตำแหน่งจอหงวน…เจ้าควรตั้งใจเรียนเขียนบทกลอนอย่างผู้ใฝ่ความก้าวหน้าไม่ใช่บทกลอนใฝ่รัก” ผู้เฒ่าตำหนิบุรุษหนุ่ม หลี่หวินหลง( หวินแปลว่ารอบรู้ หลงแปลว่ามังกร หรือจะแปลว่าบัณฑิตผู้รอบรู้ก็ได้)

บุตรชายของเศรษฐีหลี่หนึ่งในสี่คหบดีที่ร่ำรวยที่สุด ในเมืองลั่วหยาง ยิ้มแย้มไม่รู้สึกอะไรกับคำตำหนิของอาจารย์

“ท่านอาจารย์…มีคำกล่าวว่า รักคือสิ่งค้ำจุ้นจิตใจ เมื่อรักมั่นครอบครัวก็สมบูรณ์เมื่อครอบครัวสมบูรณ์บ้านก็อบอุ่น เมื่อบ้านอบอุ่นเมืองก็ร่มเย็น เมื่อเมืองร่มเย็นชาติก็มั่นคง ที่ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่” หวินหลงทำหน้าตายย้อนถามอาจารย์

“เจ้านี่นะ…..”หวังกวงจงอ้าปากจะตำหนิ หากภายนอกมีเสียงโวยวายคล้ายมีการวิวาทกัน

หวินหลงยิ้มแย้มคาดเดาได้ว่าบิดาเขาคงมีวาทศิลปกับตระกูลโจวบ้านตรงข้ามแน่

“ท่านอาจารย์ ข้างนอกคงมีเรื่องกัน ข้าพเจ้าขอตัวไปดูเหตุการณ์สักครู่” หวินหลงบอกกล่าวก่อนลุกออกไปชม

เรื่องวิวาทเป็นเรื่องปกติของบ้านสกุลหลี่กับบ้านสกุลโจว ศรศิลป์ไม่กินกันชาวบ้านร้านช่องเขารู้กันทั่ว

ตระกูลโจว คหบดีอีกคนหนึ่งในเมือง คฤหาสน์ตระกูลโจวอยู่ตรงข้ามกับคฤหาสน์บ้านเขา จะว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาตแต่ชาติปางก่อนก็อาจเป็นได้ บ้านเขาขายซาลาเปา มั่นโถวมาตั้งแต่รุ่นปู่

ร่ำรวยกลายเป็นของขึ้นชื่อเมืองลั่วหยาง ส่วนสกุลโจวขายซาวปิง(ขนมเปี้ยะชนิดหนึ่ง)จนเลืองลือเช่นกัน

แรกๆก็คบค้าสมาคมกันดีอยู่พอมารุ่นที่2 ก็เกิดชิงดีชิงเด่นกันขึ้นมา

สองบ้านพยายามทำให้ขนมของตัวเอง เป็นสัญลักษณ์คู่เมือง

เมื่อถึงรุ่นที่สาม บิดากลับคิดให้เขาเอาดีทางราชการทั้งที่เขาอยากเป็นพ่อค้ามากกว่า

ตระกูลโจวก็คิดอย่างเดียวกัน สนับสนุนบุตรชายให้สอบแข่งขันชิงตำแหน่งจอหงวนด้วย

หวินหลงนึกถึงหน้าคุณชายตระกูลโจว…โจวอันอิง (แปลว่าเกิดมาเคียงคู่หรือ คู่สร้างคู่สม)

บุรุษน้อยเกิดปีเดียวกับเขา แต่อ่อนเดือนกว่ามาก เมื่อครั้งยังเด็กไม่รู้ความเขาทั้งสองเคยเล่นหัวกันอยู่เสมอ

อันอิงในยามนั้นเรียกหาแต่เขาว่า กอกอ(พี่ชาย)อยู่เนืองๆ ความผูกพันที่อาจยิ่งกว่าพี่น้องทำให้นึกถึงทุกคืนวัน

หวินหลงมาถึงหน้าบ้านพบว่าบิดากับบ่าวไพร่ถือไม้ทำท่าจะราวีบ้านตรงข้าม

“ท่านพ่อ” หวินหลงแทรกตัวเข้ามาขวางหน้าไว้ “ห้ามวิวาทกันนะ กลับไปทำงานเดียวนี้”

เขาไล่พวกบ่าวไพร่ แต่ไม่มีใครทำตาม ทุกคนมองหลี่จงหยวนผู้เป็นนายใหญ่ว่าจะทำประการใด

“เจ้าหลีกไปให้พ้น วันนี้แหละข้าจะคิดบัญชีกับตาแก่โง่เง่า โจวซ้งเหยิน ให้ได้” หลี่จงหยวนกล่าว

“ท่านพ่อ บ้านใกล้เรือนเคียงเห็นหน้ากันทุกวัน ปรองดองได้ก็ปรองดองเถอะ”

“หลี่หวินหลง เด็กเมื่อวานซืนเรื่องของผู้ใหญ่เจ้าไม่ต้องยุ่ง “ นายใหญ่บ้านสกุลโจวโผล่หน้ามาตวาดใส่

“ท่านลุงโจว”หวินหลงหันมาคำนับ “ใครใช้ให้เจ้าคำนับมันเป็นท่านลุง” หลี่จงหยวนดุด่าบุตรชาย

หวินหลงยืนบื้ออย่างไม่รู้จะห้ามปรามใครก่อนดี ต่างฝ่ายต่างแรงใส่กัน

“นี่มันเรื่องอันใดกัน ถึงต้องใช้บ่าวไพร่วิวาทกันด้วย” หวินหลงถามไถ่ทางบิดา

“บ่าวไพร่ของมันนะสิ…สาดน้ำมาถูกลูกค้าของเรา มันจงใจกลั่นแกล้งเราชัดๆ” หลี่จงหยวนกล่าว

“ข้าจะไล่ลูกค้าเจ้าไปทำไม ลูกค้าเจ้าก็เป็นลูกค้าของข้าเช่นกัน ข้าแค่ให้บ่าวไพร่เอาน้ำราดบนถนนไม่ให้ฝุ่นคลุ้งเท่านั้น น้ำกระเด็นถูกชายเสื้อเล็กน้อย เจ้าก็มาหาความกับข้า”

“นี่เจ้าหาว่าข้าใส่ความเจ้ารึ ข้าเห็นกับตาว่าบ่าวไพร่เจ้าจงใจ”

หลี่จงหยวนกล่าว ทำให้โจวซ้งเหยินไม่พอใจเขาโกรธจนหน้าแดงเลือดขึ้นสมอง

“งั้นเหรอ….ดี ถ้าเจ้าจะเอาเรื่องก็เข้ามาเลย ไม่งั้นก็ไปพบท่านนายอำเภอให้ท่านตัดสิน”

“นึกว่าข้ากลัวเรอะ” สองเฒ่าเดินเข้าหากันบ่าวไพร่ก็กรูเข้าประจันหน้า

“ใครกล้าก่อเรื่องวิวาท ข้าพเจ้าจะหักเงินเดือนมันผู้นั้น”

คำกล่าวจากใครคนหนึ่งด้านหลังสุดสามารถหยุดยั้งบ่าวไพร่สกุลโจวหยุดชะงัก หวินหลงได้ยินก็คิดขึ้นได้

“ใช่!!!ใครกล้าก่อเรื่องข้าจะหักเงินเดือน3เดือนเลย” เขาหันมาข่มขู่ บ่าวไพร่ในบ้านก็รีบถอยทันที

“หวินหลง” หลี่จงหยวนดุด่าบุตรชาย

“ข้าเป็นนายน้อยนะ และเป็นคนคุมบัญชีของบ้านด้วย หากสั่งคนไม่ได้วันหน้าจะเป็นนายใหญ่ได้ยังไง อีกอย่างท่านเอาแต่วิวาท วันนี้จะไม่ค้าขายหรือไรกัน” หวินหลงกล่าว

หลี่จงหยวนอ้าปากจะค้านแต่ก็คิดได้ว่าจริงอย่างที่บุตรชายกล่าว เขาอิดออดชั่วครู่ก่อนจะยอมถอยแต่โดยดี

หากยังส่งสายตาอาฆาตรมาดร้ายใส่โจงซ้งเหยิน สองเฒ่ามองตากันก่อนเบือนหน้าหนี

หวินหลงหันไปมองทางสกุลโจว ทุกคนแยกย้ายไปทำงานอย่างสงบเสงี่ยม เหลือใครคนหนึ่งที่เขาเห็นแล้วต้องยิ้มแย้มยินดี

“กอกอ” บุรุษน้อยทายาทสกุลโจวร้องเรียกเขา “อันอิง”

ยามนี้หวินหลงตื่นเต้นยินดีจนลืมเรื่องราวต่างๆสิ้น ในใจก็คิดได้ว่าไม่ได้พบหน้ากันนานหลายเดือน

เมื่อพาลพบก็ตื่นเต้นจนมือไม้สั่น น่าฉงนว่าเขารู้สึกยินดีที่พบหน้าอันอิงมากกว่าได้พบหน้ากลุสตรีนางใดเสียอีก

“ไม่ได้พบกันนาน” สองคนเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน แล้วอดหัวร่อมิได้

ต่างฝ่ายต่างยินดีปรีดาที่ได้พบหน้ากัน ประหลาดใจนักที่ความยินดีมันเสียดแทงลึกในอก ราวกับว่า หากถอนสายตาไปเดียวนี้เขาจะขาดใจตายลงเสียที่นี่

ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยประโยคใดออกมาได้ จึงได้แต่มองตากัน

“ข้า……ข้ามีเรื่องอยากคุยกับเจ้ามากมาย อันอิง” หวินหลงปรารภ “แต่…ข้าลืมไปหมดแล้ว”

หวินหลงหัวเราะแก้อาการเก้อเขิน ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด เขากำลังตื่นเต้น

อันอิงยิ้มแย้ม เสียงหัวเราะในลำคอเหมือนแมวครางเบาๆ “ข้าพเจ้าก็เช่นกัน กอกอ”

หวินหลงอ้าปากจะพูด แต่บ่าวไพร่ในบ้านเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน “คุณชาย…อาจารย์หวังรออยู่ขอรับ”

“กอกอ งั้น…ข้าพเจ้าไม่รบกวนละ “อันอิงกล่าว “ช้าก่อน”หวินหลงรีบห้ามไว้

กว่าจะได้พบหน้ากันทีก็ยากเย็น จะปล่อยโอกาสผ่านไปโดยไร้ความหมายได้อย่างไร

“บอกอาจารย์หวังว่าข้าไม่เรียนแล้ว อันอิง ไปเนินนอกเมืองกันมั้ย ”ประโยคหลังหวินหลงเอ่ยถามบุรุษน้อย

“กอกอ…จะดีหรือ” อันอิงนึกเกรงใจอาจารย์หวัง

“อย่าห่วงอาจารย์หวังเลย ท่านจะดีใจเสียอีกที่ข้าไม่อยู่กวนโมโห ไปเดินเล่นกันเถอะ”

“ไปสิ” อันอิงรับคำรวดเร็ว แววตาลิงโลดราวกับต้นไม้เฉาที่เพิ่งเจอน้ำ

สองคนหันกายกลับเข้าบ้านรีบเอาขนมใส่พกห่อออกมาไม่รอฟังเสียงใคร…

**************

ทุ่งหญ้าเขียวขจีกลิ่นหญ้าอ่อนคลุ้งปนกับกลิ่นหอมของดอกไม้ป่าสีเหลือง มองแต่ไกลจะเห็นเป็นผืนพรมที่สวยงาม ต้นไผ่อ่อนแทงยอดขึ้นเหนือฟ้า แหงนหน้าเอนไหวไปมาตามลมราวกับกำลังอ้อนวอนต่อฟ้าเพื่อขอฝน เมื่อไม่ได้ตามคำขอเหล่าต้นไผ่ที่สิ้นความหวังจึงโน้นกิ่งลงจรดดินอย่างโศกเศร้า เหล่าต้นไผ่ประสานกิ่งเหมือนจะปลอบประโล้มซึ่งกันและกันจนกลายเป็นซุ้มใหญ่ มอบความร่มเย็นให้แก่สรรพสัตว์และมนุษย์ทั้งหลายก่อให้เกิดตำนานและเรื่องเล่าขานสืบทอดกันมาว่า หากชาย,หญิงคู่ใดจูงมือกันเดินลอดซุ้มไผ่ในวันที่มีรุ้งกินน้ำ จะสมรักชั่วนิรันด์

หวินหลงจูงมืออันอิงผ่านซุ้มนี้มาตั้งแต่5ขวบจนถึง15ปี นับแล้วก็หลายร้อยครั้ง

บัดนี้ได้มายืนอยู่หน้าซุ้มไผ่อีกครั้ง สองคนหันมามองหน้ากันอย่างนึกสนุก

“เราไม่ได้มาที่นี่นานแค่ไหนแล้วนะ” หวินหลงเอ่ยถาม

“4ปีแล้ว กอกอ ข้าพเจ้ายังจำครั้งสุดท้ายที่เรามาลอดซุ้มนี้ได้ ท่านลุงโกรธมากที่ท่านหนีเรียน”

“มีวันใดบ้างที่เขาไม่โกรธข้า” หวินหลงยื่นมือมาตรงหน้าอันอิง “อย่าใส่ใจเลย”

“นั้นสินะ” อันอิงว่า มือบางกุมกระชับมือที่อุ่นจัด สองคนเดินลอดใต้ซุ้มไผ่ที่เย็นชื่นใจ

กลิ่นไผ่หอมอบอวลรอบกายราวกับอยู่ในความฝัน เสียงจิ้งหรีดเรไรส่งเสียงระงม แสงแดดอ่อนๆอาบไปทั่วทุ่งหญ้า ตะวันใกล้ตกดินแล้วแสงสีทองกำลังลับฟ้า ยามนี้นกกาส่งเสียงเคล้าบรรยากาศให้ความรู้สึกที่อิสระไร้ขอบเขตใดๆขวางกั้น

สองคนถอดรองเท้าผ้า เอาเท้าลงแช่น้ำเย็นๆในลำธารที่ไหลเอื่อยๆ

“กอกอ ทานซาวปิ่ง” อันอิงยื่นห่อขนมให้

“รู้มั้ย ข้าคิดถึงขนมของบ้านเจ้าทุกคืนวัน เมื่อไม่ได้พบหน้าเจ้าข้าก็ไม่กล้าไปซื้อมาสักครั้ง”

หวินหลงยื่นห่อซาลาเปาที่เขาเอามาให้อันอิง สองคนแบ่งกันทานอย่างเอร็ดอร่อย

“ไม่รู้ว่าเมื่อไรบิดาทั้งสองของเราจะเลิกทะเลาะกันเสียทีนะ”อันอิงเอ่ย

“คงยากเย็น…ตราบใดที่ไม่มีใครตัดสินได้ว่าขนมบ้านข้าหรือบ้านเจ้าเป็นหนึ่งในลั่วหยาง หรือต่อให้….ตัดสินเลือกของใครคนใดคนหนึ่งไป ก็คงไม่เลิกบาดหมางกัน” หวินหลงกล่าวเขาฝืนยิ้มราวกับไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญ

30กว่าปีที่ผ่านมามีนายอำเภอ8 คน ผู้ว่าอีก6คนไม่มีใครที่ตัดสินชี้ขาดได้ว่าของบ้านใครดีกว่ากัน

“เพราะเหตุนี้กระมั่งท่านลุงหลี่ถึงอยากให้กอกอ สอบเป็นจอหงวนให้ได้”

“ท่านลุงโจวเองก็คาดหวังไว้กับเจ้ามากนี่”หวินหลงกล่าว

“ท่านจะเดินทางไปสอบเมื่อไร” อันอิงเอ่ยถาม เขาสบตาชายหนุ่มผู้ที่คบหามาทั้งชีวิต

“ข้าไม่ไปหรอก” หวินหลงกล่าวตามสัตย์จริง อันอิงนึกฉงนใจไม่น้อย

“ท่าน…จะไม่ไปสอบ” เขาทวนคำ

“อันอิง…ข้าอยากเป็นพ่อค้ามากกว่าเป็นขุนนาง เจ้าเองก็คิดเช่นนี้ใช่หรือไม่”

คำพูดของหวินหลงทำให้อันอิงยิ้มแย้มเมื่อหวนนึกถึงคำสัญญาในอดีต

“ท่าน….ยังจำ คำวันนั้นได้อีกหรือ”

“จำได้ไม่วันลืมเลือน….เราสองคนจะทำขนมอร่อยที่สุดในแผ่นดิน ที่แม้ฮ่องเต้ก็ต้องปรารถนา”

สองคนหัวร่อคิกคักชอบใจกับคำสัญญาแบบเด็กๆที่วาดฝันไว้ไกลสุดเอื้อมไม่นานเขาทั้งสองก็นั่งเงียบ

“ข้าพเจ้า…อยากให้เป็นเช่นนั้น….อยากให้เป็นเช่นนั้นจริงๆ”

“เจ้าจะไปสอบใช่มั้ย” หวินหลงถามอย่างรู้ทัน อุ้งมือใหญ่กุมมือน้อยกระชับมั่น

“ข้าพเจ้าไม่อาจทนเห็นความผิดหวังของเขาได้” อันอิงกล่าวถึงบิดาพลางดึงมือออกจากอุ้งมืออุ่น

เขาลุกขึ้นคว้ารองเท้าผ้ามาสวมใส่ หวินหลงลุกตามไม่รั้งรอ

“ข้าจะไม่ไปสอบ…แม้จะทำให้ใครผิดหวังก็ตาม”หวินหลงกล่าวยืนยันคำเดิม อันอิงหันมามองหน้าเขา

“การสอบจอหงวนต้องเดินทางไปเมืองหลวงใช้เวลาไป-กลับไม่น้อยกว่าปีเศษกว่าจะรู้ผล หากท่านไม่ไป….อีก4เดือนท่านก็จะครบ20ปี ท่านลุงคงหาภรรยาให้ท่านไม่รอช้า…ถึงเวลานั้นข้าพเจ้าจะคงได้แสดงความยินดีต่อท่านแล้ว” อันอิงกล่าวก่อนหันกายเดินหนี

หวินหลงลืมเลือนเรื่องนี้ไป การแต่งงานตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อให้มีทายาทสืบทอดเป็นความนิยมที่มีมาเนิ่นนาน หากเขาไม่ไปสอบ บิดาเขาต้องรีบหาสะใภ้ไม่ก็ภรรยาน้อยให้แน่เพื่อไม่ให้น้อยหน้าเศรษฐีคนอื่นๆ

ตั้งแต่เล็กจนโตเขามีแต่น้องชายผู้นี้เป็นคนสำคัญ….จนความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปรเป็นอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าเก่า นี่เขาจะรักษาความสัมพันธ์เช่นนี้ได้เนิ่นนานแค่ไหนกัน หากแต่งงานเขาก็ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป

“อันอิง” หวินหลงรั้งเขาไว้ให้หันมามองกันอีกครั้ง

“ข้าจะไม่แต่งงาน…ชั่วชีวิตนี้ข้าจะไม่แต่งงาน จริงๆนะ”

“ใยท่านถึงพูดเช่นนี้” คำถามเหมือนสงสัยแต่แววตาของอันอิงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

“ก็ข้า….เจ้า….โธ่เอ้ย….อันอิง เจ้าก็รู้ว่าเราสองคนคบกันมานานแค่ไหน เจ้าคิดเช่นไรมีหรือที่ข้าจะไม่รู้”

“ท่านรู้อะไรกัน” อันอิงบอกปัด ความรู้สึกในใจเขาทั้งสองมันยากยิ่งที่จะแสดงออก

“หรือเจ้าไม่รู้ว่าข้าคิดเช่นไรกับเจ้า” หวินหลงไม่อ้อมค้อม นั้นทำให้อันอิงทำหน้าไม่ใคร่ถูก

เขาทั้งคู่คบหากันมานานจนมองนิสัยกันทะลุปุโปร่ง หวินหลงคิดเช่นไรมีหรือที่เขาจะไม่รู้ หากไม่มีใครกล้าแสดงออก นอกจากมองตากันเท่านั้น เวลานี้ใกล้สอบจอหงวนมาทุกที

พวกเขาต่างรู้สึกว่าเหลือเวลาน้อยลงทุกขณะ….

“ความรู้สึกนี้เป็นดั่งหอกดาบจากอเวจี เพียงคิดก็ยิ่งเจ็บปวด…กอกออย่าเอ่ยอีกได้หรือไม่” อันอิงกล่าว

“ไม่ได้!!” หวินหลงตอบทันที “ข้าไม่กลัวความเจ็บปวด…หรือจะต้องเจ็บปวดข้าก็ยินดีที่จะรับด้วยเต็มใจ”

หวินหลงยื่นมือมาเกาะกุมมือบางไว้มั่น มอบกำลังใจให้และยึดถืออีกฝ่ายประหนึ่งที่พักพิงทางใจ สองมือเปลี่ยนมาโอบกอดกันและกันแน่น ขับไล่ความคิดอื่นใดออกไปเหลือแต่ความรู้สึกที่แท้จริง

“ทำไมท่านแม่ถึงไม่มีลูกสาวนะ…ไม่สิ มีม่วยม่วย(น้องสาว)ให้ข้าพเจ้าสักคนก็ยังดี……ข้าพเจ้าคงได้เป็นญาติท่านแล้ว” อันอิงร่ำไห้ออกมาอย่างหมดความอดทน

“แม้อยู่ร่วมกันไม่ได้ ข้าก็ขอได้อยู่เป็นเพื่อนเจ้าไปชั่วชีวิต…แค่ได้เห็นเจ้ามีความสุขจะต้องเผชิญอะไรข้าก็ไม่กลัว”

เป็นคำปฏิญาณที่แข็งแกร่งดั่งกำแพง อันอิงไม่กล้าคาดหวังแต่ก็อดปราบปลื้มมิได้ เวลานี้เขากลัวอนาคตเหลือเกิน มันเข้ามาใกล้และน่าหวั่นไหวเกินไป

 cats.gif (2782 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

Hosted by www.Geocities.ws

1