Dreaming In Real
By
Raku
ตอนที่ 1
แสงแดดอันแรงกล้าส่องแสงสาดส่องไปทั่วดินแดนอันแห้งแล้งแห่งนี้ เหล่าคาราวานบรรทุกสินค้ายังคงเดินทางไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ ขบวนยาวเหยียดประกอบไปด้วยเหล่าอูฐ และม้าจำนวนมาก ขบวนหยุดลงเมื่อ เสียงของเด็กหนุ่มหน้าตามอมวิ่งทะเลอทะล่า มายังผู้นำของขบวน
"ท่านอาซีร์ เราพบสิ่งแปลกประหลาดหลังเนินเขาด้านโน้น"
"ไหน ส่งกล้องมาให้ข้าสิ" มือเหี่ยวย่นของอาซีร์ คว้ากล้องส่องทางไกลโบราณคร่ำครึจากมือของเด็กหนุ่มภาพที่ปรากฏแก่สายตาของท่านผู้เฒ่าคือ ร่างที่นอนคว่ำหน้าอยู่เหนือเนินทราย
"จาคิมไปพาตัวมันมาให้ข้าสิ" เสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจไม่แหบเครือไปตามอายุ สั่งแก่เด็กหนุ่มคนนั้น
"แต่ท่านอาซีร์ ข้าว่ามันคงตายไปแล้วท่านอย่าได้ไปยุ่งกับมันเลย"
"ชิ..เดี๋ยวเจ้ากล้ามาสั่งข้าให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้แล้วเหลือ ไปพามันมา"
ร่างของจาคิมสั่นด้วยความกลัว เสียงที่พูดออกมาจึงตะกุกตะกัก
"ข้าไม่บังอาจหรอกท่านผู้เฒ่า โปรดยกโทษให้ข้าด้วย"
"อืม์ม..อย่ามาพูดพร่ำเพรื่ออยู่เลย ไปพาตัวมันมาหาข้าเดี๋ยวนี้"
จาคิมรีบวิ่งไปยังเนินทราย ลากร่างของชายหนุ่มผู้นั้นมาด้วยความทุลักทุเล
"มันยังไม่ตาย" เสียงของจาคิมตะโกนดังมา ก่อนตัวจะมาถึง
ซาร์อี ลงจากอูฐที่ขี่อยู่ "ไหนให้ข้าดูมันหน่อยสิ"
เมื่อซาร์อีผลักร่างที่พลิกคว่ำอยู่ให้หงายขึ้น เสียงอุทานก็ดังระงมไปทั่ว
"ไอ้พวกหัวทอง มันคือปีศาจท่านผู้เฒ่าทิ้งมันไว้ที่นี่เถอะ" เสียงของชายคนหนึ่งในกองคาราวานดังสอดขึ้นมา
"หุบปากไปเลย ไอ้มารัธ" เสียงที่ดังพึมพำอยู่ก็พลอยหยุดไปด้วย
สายตาทุกคู่ต่างจ้องมองมายังร่างที่สลบอยู่อย่างเหยียดหยาม และรอคอยว่าท่านผู้เฒ่าจะตัดสินใจเช่นไร
"พาตัวมันไปทำให้ฟื้น"
"แต่ท่านผู้เฒ่าเราจะยอมให้ไอ้ปีศาจหัวทองนี่ ร่วมคาราวานไปด้วยหรือ" มารัธยังคงทักท้วงขึ้นอีกครั้ง
"พวกเจ้าอย่าเข้าใจผิดไป ข้าไม่ได้จะช่วยไอ้ปีศาจหัวทองนี่โดยไม่มีผลประโยชน์หรอก" ดวงตาอันขุ่นมัวปรากฏรังสีอำมหิตขึ้น
"ข้าจะพามันไปยัง ถูเจีย ขายเป็นทาสซะ เจ้าคิดดูสิว่าค่าเจ้าปีศาจหัวทองนี่ จะทำให้พวกเราไม่ต้องปล้นคาราวานอื่นอีกเป็นหลายฤดู" เสียงหัวเราะดังขึ้น
หลายคนกล่าวสรรเสริญความเฉลียวฉลาดของท่านผู้เฒ่า
---------------------------------------------------------------------------
น้ำเย็นๆถูกสาดมาที่หน้า ทำให้เจ้าของใบหน้าต้องกระพริบตาและขมวดคิ้ว เพื่อปรับสายตาให้ชัดเจน ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็คือ บุรุษในวัยกลางคนหนวดเครารุงรัง ทำให้ใบหน้าดูดุดัน ดวงตาที่ถมึงทึงจ้องมองมาที่ชายหนุ่มผมทอง
"ไอ้ปีศาจหัวทอง เจ้ามาจากไหน"
"What did you say?"
"ปูฟู แกว่ามันพูดอะไรของมันวะ"
บุรุษหนวดเครารุงรังหันไปปรึกษาบุรุษอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่บริเวณปากทางเข้ากระโจม ในมือของเขาถือไม้ชนิดหนึ่ง มันมีลักษณะคล้ายไม้คริกเก็ต แต่ใหญ่กว่ามากนัก
"ไม่รู้สิ แกอยู่ใกล้กว่าชั้น แกยังฟังไม่ออกว่ามันพูดอะไรเลย ข้าว่ามันไม่ได้พูดภาษาของเราแน่ๆ"
"เออ..ข้าลืมไป แล้วเราจะทำอย่างไรกับมันดี"
"ท่านผู้เฒ่า บอกว่าให้เอาตัวมันไปทำงานกับพวกทาส ระหว่างทาง พอไปถึงเมืองถูเจีย เราก็พามันไปส่งขายที่ตลาดค้าทาสซะ แล้วก็กลับก็พอ"
ทั้งสองคนยังคงปรึกษากันอยู่นาน พร้อมกับใบหน้าที่แสดงความไม่เข้าใจของชายหนุ่มผมทอง
------------------------------------------------------
ตั้งแต่ลอร์ถูกสาดน้ำให้ตื่นมาพบกับบุคคลประหลาดพวกนี้ ก็เป็นเวลานับ 3 เดือนเศษแล้ว ในเวลานี้เขาสามารถพูดภาษาของชนเผ่ากลุ่มนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว อีกไม่กี่วันกองคาราวานนี้จะถึงเมืองถูเจีย ซึ่งพวกเขาบอกว่าจะพาลอร์ไปขาย แต่มันกลับไปตรงกับจุดประสงค์ของลอร์อย่างเหมาะเจาะ เพราะกองทัพที่เขาสังกัดอยู่ได้รับคำสั่งจากกษัตริย์แห่งโมเซฟให้เป็นตัวแทนมาเจริญสัมพันธไมตรีกลับเมืองถูเจีย ซึ่งถือว่าเป็นอาณาจักรที่ยิ่งให้ในแถบตะวันออกไกล แต่โชคร้ายกองทัพของเขาถูกพายุทะเลทรายถล่มเสียก่อน เหลือเพียงแต่เขารอดชีวิตมาแต่เพียงผู้เดียว
"ลอร์ มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้" เสียงใสๆของดังขึ้นมาจากข้างหลัง ทำให้ลอร์ต้องตื่นขึ้นจากภวังค์
"โซเฟีย เธอมาทำอะไรแถวนี้ ไม่ไปทานข้าวหรอกหรือ" ลอร์มองตามหนึ่งสาวรูปร่างอรช้อนอ้อนแอ้น
ผมของเธอเป็นประกายสีแดงอมน้ำตาลทองงดงาม ใบหน้าที่งดงามได้รูป ดวงตาสีตำสนิทที่ลึกลับน้ำค้นหาเป็นประกายระยิบระยับ หล่อนก็ถูกจับมาด้วยจุดประสงค์เดียวกับเขาก็คือจะถูกนำไปขายเป็นทาสที่เมืองถูเจีย
"ฉันควรจะเป็นคนถามเธอมากกว่านะลอร์ ฉันนะทานเรียบร้อยแล้วแต่เธอนะสิ มานั่งทำอะไรอยู่ที่นี่" โซเฟียส่งสายตาค้อนๆที่เต็มไปด้วยจริตจก้านของหญิงสาว มันทำให้โซเฟียร์เป็นสาวที่ทรงเสน่ห์ที่สุดในกองคาราวนี้ แม้กระทั่งท่านผู้เฒ่ายังอดชำเลืองมองเธอยู่บ่อยๆ
"เราไม่หิว อีกสองวันแล้วสินะที่เราจะถึงเมืองถูเจีย"
"เธอเป็นห่วงว่าจะถูกส่งไปขายเป็นทาสเหรอ" โซเฟียถามเพราะเขาไม่เคยเล่าจุดประสงค์ในการเดินทางมายังตะวันออกไกลนี้แก่ใคร โซเฟียไม่ทันฟังคำถามของเขาก็กล่าวต่อทันทีว่า
"ไม่ต้องห่วงหรอกฉันรับรองว่าฉันต้องจัดการกับท่านข่านอะไรนั่นเรียบร้อยแน่นอน แล้วฉันจะขอเขาให้เธอมาอยู่กับฉัน" โซเฟีย พูดอย่างมั่นใจในเสน่ห์ของตนเองอย่างเต็มที่ ว่าเธอจะถูกคัดเลือกเข้าไปเป็นนางสนมของข่านแห่งถูเจียพร้อมกับทอดสายตาเชื่อมมาที่ลอร์แต่ที่หน้าแดงกลับกลายเป็นลอร์หาใช่โซเฟียร์ไม่ สำหรับประสบการณ์ต่อผู้หญิงแล้วเค้ายังอ่อนหัดนัก เมื่อถูกโซเฟียหว่านเสน่ห์เขาก็อ่อนระหวยทวยทดไป ความผิดพลาดก็คงจะเกิดขึ้น ถ้าปูฟูผู้มีหน้าที่คุมเหล่าทาสไม่ได้ออกมาตามตัวพวกเขา เพื่อออกเดินทางต่อ
--------------------------------------------------------
ภาพทางเข้าขนาดใจ ที่ขนาบข้างไปด้วยหมู่สนทอดไปสู่ปราสาทอันโอฬารที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า สร้างความหวั่นใจแก่แดเวนเป็นอย่างมาก ภารกิจที่เขามาทำนั้นถือว่าเป็นภารกิจที่ลับสุดยอด และอันตรายที่สุดด้วย สายลับที่ถูกส่งมาทำงานชิ้นนี้มีถึง 10 คน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นคนเดียวที่มาถึงได้
แดเวนเดินไปเคาะประตูปราสาท สักพักก็มีหญิงชราแต่งตัวเหมือนเป็นแม่บ้านเปิดประตูออกมา แดเวนแสดงความเคารพ
แล้วแจ้งจุประสงค์ในการมาว่า
"ผมมาพบท่านดยุกวิลเลียม ครับ"
แม่บ้านผู้นั้นแสดงสีหน้าแปลกใจในสำเนียงแปร่งๆของแดเวน
"จะให้ดิฉันแจ้งต่อท่านว่าใครมาพบ"
"บอกท่านว่า ท่านเข่อข่านส่งข้ามา"
"รอสักครู่" แม่บ้านเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้แดเวนยืนอยู่กลางห้องโถงขนาดใหญ่คนเดียว
ร่างของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาสร้างความตกตะลึงให้แก่แดเวน ดยุกวิลเลียมมีหน้าตาคล้ายกับท่านเข่อข่านเป็นอย่างมาก
เหมือนดังเป็นคนๆเดียวกัน เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีบุรุษที่เรียกได้ว่ารูปงามเช่นนี้อยู่ในแผ่นดินถึง 2 คน ท่านดยุกต่างกับเข่อข่านก็เพียงสีผม ท่านเข่อข่านมีสีผมสีทอง ส่วนท่านดยุกมีสีผมน้ำตาลเกือบดำ
"ท่านคือ"
"เออ...ข้าคือแดเวน ท่านเข่อข่านแห่งทาดายส่งข้ามาพบท่านดยุกแห่งเกรแฮม" แดเวนแสดงความเคารพต่อ ดยุกวิลเลียม
"คูเข่อมีอะไร" เสียงอันทรงอำนาจถามขึ้น
คำเรียกของวิลเลียมสร้างความงงงวงยแก่แดเวนเป็นอันมาก ท่านเข่อข่านเป็นถึงกษัตริย์แห่งทาดายอันยิ่งใหญ่ ไม่เคยมีใครกล้าเรียกชื่อเปล่าของท่านข่าน แม้กระทั่งพระมารดาของท่านข่านเอง แต่ผู้มีนามว่าวิลเลียมนี้กลับกล้านัก
"ท่านข่านสั่งให้ข้ามอบจดหมายนี้แด่ท่าน" วิลเลียมรับจดหมายจากมือของแดเวนไป คิ้วสีน้ำตาลของเขาขมวดอยู่สักครู่ก็คลายออก
"เมื่อท่านรับจดหมายนี้ข้าขอตัวกลับก่อน" แดเวนเตรียมตัวแสดงความเคารพอำลา
"เดี๋ยวก่อน" วิลเลียมร้องเรียก
เมื่อแดเวนหันกลับมาก็รู้สึกถึงความเจ็บแปล๊บที่หน้าท้อง
"ท่านแทงข้าทำไม" แดเวนคราง
"ข้าก็ไม่อยากฆ่าเจ้าเพียงแต่มันเป็นคำสั่งของ เหนือหัวของเจ้าเท่านั้น"
น้ำเสียงของวิลเลียมเต็มไปด้วยความเสียใจ เมื่อเขาชักกริชออกจากหน้าท้อง ดวงตาของแดเวนยิ่งเบิกกว้างขึ้น "กริชโมดาย" เสียงสุดท้ายที่เขาเปล่งออกมา พร้อมกับร่างที่ค่อยๆรูดลงไปกับพื้น และลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็จากไป
------------------------------------------------------------------------
เมืองถูเจียถือเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่เหลือเกินเมื่อเทียบกับโมเซฟซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเขา แต่ความยิ่งใหญ่อลังการนี้มันช่างแฝงได้ด้วยความน่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก ตลาดใจกลางเมืองมีผู้คนบางตา ทุกคนต่างคนต่างทำภารกิจให้เสร็จสิ้น ไม่มีเสียงนินทา เสียงพ่อค้าแม่ค้าเรียกลูกค้า หรือต่อรองราคา อย่างที่ตลาดควรจะเป็น
โซเฟียเอนตัวมากระซิบข้างหูของลอร์ ขณะที่กองคาราวเดินไปยังโรงขายทาสซึ่งอยู่กลางตลาด
"นี่ลอร์ ฉันเพิ่งได้ยินคนในตลาดเค้าซุบซิบกันว่า อาณาจักรทาดายจะเข้าโจมตีเมืองถูเจียเร็วๆนี้"
ลมหายใจอุ่นๆของโซเฟียรดมาที่ต้นคอของเขา
"คงจะยากหน่อยแหละนะ เมืองถูเจียอยู่ในชัยภูมิที่พอเหมาะ แล้วยังมีภูเขาทางที่ทิศใต้ ใช้แค่กำแพงเมืองบางส่วนก็คงจะเพียงพอ ส่วนทหารยิ่งไม่ต้องใช้ใหญ่เลย เพราะลักษณะของกำแพงเมืองนี้ช่างยอดเยี่ยมจริงมีทหารอยู่บนกำแพงเพียงแค่ไม่ถึง 100 คน ก็สามารภต้านทัพนับพันได้แล้ว" สายตาของโซเฟียมองลอร์ด้วยความสงสัย
"ฉันเพิ่งรู้ว่าเธอ มีความรู้เกี่ยวกับการรบทัพจำศึกด้วย"
ลอร์สะดุ้งตัวเล็กน้อย เพียงพอที่จะทำให้โซเฟียสังเกตไม่เห็น ตอบออมแอ้ม ออกไปว่า
"พ่อของฉันเป็นทหารเลวในกองทัพ ฉันก็เลยพอรู้อะไรมาบ้าง"
โซเฟียก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรต่อ
โรงขายทาสตั้งอยู่บริเวณใจกลางตลาดพอดี ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีคนเดินกันขวักไขว่ที่สุด ดูๆไปแล้วมีคนจากหลายเผ่าพันธุ์มาอยู่รวมกัน กองคาราวานมากมายนำทาสมาขาย ขั้นแรกทาสทุกคนจะถูกส่งตัวไปตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายเสียก่อน ว่ามีอวัยวะครบ 32 เหลือไม่ ถ้ามีไม่ครบจะถูกหักแต้ม ซึ่งแต้มนี้จะมีผลต่อราคาของทาสเป็นอย่างยิ่ง เพราะยิ่งทาสคนใดมีแต้มมากย่อมจะทำให้เจ้าของทาสสามารถโก่งราคาค่าตัวได้สูงขึ้นอีก เขาและโซเฟียต่างไม่โดนหักแต้มทั้งคู่
ลอร์มองเห็นสายตาของผู้บันทึกแต้มมองโซเฟียแล้วยังอดคิดเล่นๆไม่ได้ว่า ถ้าคนผู้นั้นสามารถเพิ่มแต้มให้กับโซเฟียได้ เขาก็คงจะทำไปแล้ว แถมโซเฟียยังไปโปรยตาหวานของเธอให้เขาไปอีก เสน่ห์ของโซเฟียนี่ช่างมีมากมาย ใช้ไม่หมดเสียจริงๆ
ส่วนขั้นที่สองนั้นจะเป็นการแบ่งประเภทของทาส มันก็เหมือนกับการแบ่งเกรดของทาสนั่นแหละ ข้าทาสคนไหนมีกำลังมากก็จะได้ไปอยู่ในกลุ่มทาสใช้กำลัง ถ้าคนไหนรู้หนังสือก็ไปอยู่อีกกลุ่มหนึ่ง เหตุที่ทำเช่นนี้ก็คงเพื่อสร้างความสะดวกสบายในการเลือกซื้อทาส ลอร์ถูกส่งไปอยู่ในกลุ่มผู้ใช้กำลังได้ เพราะเขาแสร้งทำเป็นไม่รู้หนังสือ ส่วนโซเฟียร์นั้นถูกส่งไปอยู่ในกลุ่มของทาสหญิงที่สวยทันที ทาสหญิงกลุ่มนี้ถ้าไม่ถูกเลือกจากกษัตริย์ซึ่งจะส่งตัวแทนมาคอยหาทาสสวยๆก็จะถูกซื้อไปเป็นโสเภณี หรือท้ายสุดก็อาจจะถูกคนมีเงินคนใดซื้อไปเป็นสาวใช้ส่วนตัว หรือถ้าเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือเมียน้อยนั่นเอง
เพียงครั้งแรกที่คนของกษัตริย์เห็นโซเฟียเขาซื้อโซเฟียไปทันที ก่อนไปโซเฟียยังหันมายิ้มกับลอร์ ทำปากเหมือนกับว่าให้เขารอแล้วหล่อนจะกลับมาช่วย ส่วนลอร์นั้นมีผมสีทองซึ่งถือว่าเป็นที่น่ารังเกียจสำหรับเมืองนี้ อาจจะเป็นเพราะชนเผ่าที่ปกครองอาณาจักรทาดายต่างมีผมสีทองทั้งสิ้น แต่สำหรับผู้หญิงผมทองแล้วนั้นกลับมีราคาสูงอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว
วันแล้ววันเหล่าก็ยังไม่ใครมาซื้อเขาไปเสียที่ ในที่สุดกองคาราวานก็ต้องจากไปจากเมืองนี้ด้วยความผิดหวังที่หวกเขาไม่สามารถขาย ลอร์ได้ พวกเขาจึงตัดสินใจขายเขาในราคาถูกให้แก่คนดูแลตลาดค้าทาส
"นายนี่มันตัวซวยเสียจริงๆ" ชายหนุ่มคนหนึ่งในกองคาราวานเดินมาว่าเขาก่อนออกเดินทาง
ถ้าทาดายไม่มาบุกถูเจียแล้ว คนผมทองอย่างเขาอาจจะถูกขายไปนานแล้วก็ได้ แต่ก็ยังมีคนหลงมาซื้อเขาไปจนได้ กองคาราวานที่ซื้อเขาไปนั้น ดูแปลกประหลาดเหลือเกิน ทุกคนจะแต่งกายและคลุมหน้าด้วยสีดำทั้งหมด
"คาราวานแห่งรัตติกาล" ชื่อที่ลอร์ขนานนามคาราวานที่ซื้อเขาเล่นๆ เพราะนอกจากทุกคนจะแต่งกายด้วยสีดำแล้ว
การเดินทางก็แปลกประหลาดไปกว่าทุกคาราวาน เนื่องจากพวกเขาจะเริ่มเดินทางเมื่อ เที่ยงคืน และจะหยุดเมืองเริ่มจะรุ่งสาง
"ลอร์วันนี้พวกเราจะถูกคัดตัวไปเป็นคนรับใช้ประจำตัวของท่านหัวหน้า" สลาฟทาสคนหนึ่งในคาราวานเดินเข้ามาบอก ลอร์ขณะที่กำลังจะเอนกายลงนอน
"ท่านหัวหน้าก็มีโจนาซายเป็นผู้รับใช้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ"
"ไม่ใช่ พรุ่งนี้เราจะไปรับหัวหน้าใหญ่ พูดง่ายๆก็คือเจ้าของคาราวานนี้" สลาฟกระซิบกระซาบทำเป็นเสียงตื่นเต้น
"พวกนายทำอะไรกัน" เสียงตวาดดังขึ้นมาจากอีกมุมหนึ่งของกระโจม
"เออ..ท่านโมนาซายพวกเราเพียงแต่คุยกันนิดหน่อย เราจะนอนแล้วครับ" สลาฟรีบดึงลอร์ให้ล้มตัวลงนอน พร้อมกับคลี่ผ้าห่มบัง แล้วกระซิบกระซาบต่อไปอีกว่า
"ฉันว่านายจะต้องได้รับคัดเลือกแน่ๆ"
"ทำไมต้องเป็นฉันหละ" ลอร์ถามด้วยเสียงที่ดังไปหน่อย สลาฟจึงรีบเอามือปิดปากแล้วก็กระซิบต่อไปอีกว่า
"นายดูเป็นคนที่เฉลียวฉลาดที่สุดในบรรดาพวกเราแล้ว ถ้านายได้เป็นจริงๆหละก็ นายก็ใหญ่ว่าไอ้โมนาซายแล้ว คราวนี้อย่าลืมเพื่อนกันหละนะ"
"นายชักเพ้อเจ้อใหญ่แล้ว นอนซะเถอะ" ลอร์ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม
---------------------------------------------
ร่างสูงโปร่งในชุดสีดำเช่นเดียวกับคาราวาน ยืนอยู่อย่างเดียวดายเหนือโขดหิน ดูเหมือนเป็นปฏิมากรรมกลางทะเลทราย
"หยุด" เสียงหัวหน้าคาราวาน ตะโกนสั่ง แล้วจึงวิ่งไปยังร่างที่ยืนอยู่
ทั้งสองสนทนากันได้ไม่นานนัก หัวหน้าก็ส่งสัญญาณให้กองคารางานเคลื่อนเข้าใกล้
"นี่คือท่านจาคิม ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของคาราวานนี้" เสียงประกาศก้อง ขานชื่ออย่างนอบน้อม ซึ่งดูเหมือนจะเกินกว่าความเป็นเศรษฐีเจ้าของคาราวานเสียด้วยซ้ำ
"สวัสดีเหล่าเพื่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ร่วมเดินทางไปกับพวกท่าน" จาคิมกล่าวด้วยเสียงอันทรงอำนาจ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มเป็นเพียงส่วนเดียวที่ สามารถเห็นได้โดยปราศจากผ้าคลุมหน้า เปล่งประกายไว้ตัว แม้คำพูดของเขาจะสุภาพ แต่ดวงตาของเขาช่างดูหยิ่งยโสเหลือ เหมือนว่าคนอื่นเป็นเพียงธุลีดิน ลอร์ชักไม่ชอบหนานายจาคิมคนนี้เสียแล้ว
![]()
โปรดติดตามตอนต่อไป
แนะนำติชมได้ที่ E-mail : [email protected]