เรื่องเล่าของผม
By…Milkyway

ผมไม่รู้ว่าเรื่องนี้ควรจะเล่าไหม? มันไม่ใช่เรื่องรักโรแมนติกหวานซึ้งตรึงใจ ไม่มีฉากหวานๆ มันเป็นเพียงเรื่องที่ผมอยากจะเล่าด้วยความข้องใจ เรื่องมันเริ่มที่ว่า ผมเป็นเด็กปีหนึ่งในมหาลัยมีชื่อพอสมควร แล้วบังเอิญหรือพรหมลิขิตชักพาไปก็ไม่ทราบได้ ผมได้พบเพื่อนรุ่นพี่ชื่อว่า ‘ไม้ ’พี่ไม้เป็นพี่ที่แสนดีของน้องๆ และเรียนเก่งมาก ติดจะอ่อนไหวหรือเรียกได้ว่าขี้ใจน้อยอยู่สักหน่อย ทว่าความสัมพันธ์ของผมกับพี่ไม้ก็ดำเนินไปด้วยดี ผมทั้งรัก และเคารพพี่เค้ามาก แต่ไม่มีอะไรเกินเลยกว่านั้นจริงๆครับ คงไม่ตื่นเต้นเร้าใจสักเท่าไร ก็ผมเป็นหนุ่มปกติเต็มร้อย ขณะที่พี่เค้าก็มีแฟนชื่อ นวล น่ารักสมชื่อครับทั้งใจดี ใจเย็น เผื่อแผ่มาถึงพวกผมเด็กรุ่นน้องด้วย

ผมกับพี่เค้าตอนแรกก็ไม่สนิทกันเท่าไร รู้แต่ว่าพี่เค้าเป็นคนดี แต่ทว่าช่วงนี้พี่เค้าต้องทำสารนิพนธ์เพื่อขอจบครับ ผมเองก็นิสัยรักสงบชอบเข้าห้องสมุดทำให้เจอพี่เค้าบ่อยๆ ความสัมพันธ์เราจึงดีขึ้นกว่าเดิม บางทีผมเองยังช่วยพี่เค้าหาหนังสือเลย ขณะที่พี่เค้าก็แนะนำหนังสือให้ผมอ่าน

“ผู้หญิงนี่เปลี่ยนแปลงง่ายเนอะ” จู่ๆพี่เค้าก็พูดลอยๆขึ้นมาวันหนึ่งขณะที่เราสองคนกำลังหาข้อมูลทำสารนิพนธ์ของพี่ไม้เอง

“ในแง่ไหนล่ะครับพี่”

“หลายๆเรื่องพอคบไปนานแล้วเค้าไม่เหมือนเดิม จู้จี้ จุกจิก”

“แน่ะ พี่คิดอะไรอยู่ผมรู้นะ แฟนพี่ พี่นวลน่ะ ยอดดีแล้วนะ ถ้าเทียบความจุกจิก คิดมากขี้น้อยใจน่ะ พี่ไม้ยังเป็นมากกว่าพี่นวลอีก”

“หนอย ว่าพี่เรอะ ไม่ได้เข้าข้างกันเล้ย”

“เรื่องจริงพี่ ผมก็ไม่ใช่ผู้หญิงแต่มีพี่สาวเป็นผู้หญิง แฟนพี่น่ะ น่ารักแล้ว พี่สาวยังดุ และใจร้อนกว่าเลย ดูแต่เวลาพี่นวลเลี้ยงน้อง สะระเหน่ สิ ออกจะเข้ากะเด็กได้ดี อนาคตยอดคุณแม่เชียวนะ”

“เอางั้นนะ”

แล้วพี่ไม้ก็ไม่พูดอะไร น้องสะระเหน่ที่ว่านี่เป็นหลานของพี่ไม้ กำลังซนเชียวเพิ่งขวบเดียว จริงแล้วผมพอทราบว่าพี่ไม้ ‘มีอะไร’ กะพี่นวลนานแล้วเพราะคบกันมาตั้งแต่ปีหนึ่งและพี่นวลก็รักพี่ไม้มาก เรียกว่ารักจริงหวังแต่ง จนไม่มีใครกล้าเข้าไปแทรก แต่ก็อย่างที่บอกพี่ไม้เป็นคนดีน่ารักเคารพก็จริง แต่ก็เป็นคนอ่อนไหวมากจนทำให้ทุกคนรักษาระยะห่าง มีเพียงพี่นวลเท่านั้นที่แทรกเข้าไปในโลกส่วนตัวของพี่เขาได้ คนอื่นหมดความพยายามเสียก่อน อันว่าสังขารไม่เที่ยงคงจะจริงคบกันมานานอะไรก็ ‘เคยๆ’ หาความตื่นเต้นไม่มี ผมรู้ด้วยสัญชาติญาณ ลูกผู้ชายด้วยกัน แต่ผมก็รักและเคารพพี่ไม้เหลือเกินจนไม่กล้าพูดอะไรแรงกว่านี้ ในขณะที่ส่วนลึกผมสงสารพี่นวล ผู้หญิงคนหนึ่งที่รักผู้ชายคนหนึ่งได้หมดใจ แต่พี่ไม้ก็ไม่พ้นสันดารผู้ชายอย่างเราๆที่ขอหาเศษหาเลยปันใจให้เอ๊าะๆหน้าใสน้องใหม่ถ้ามีโอกาส

ตั้งแต่นั้นมาพี่ไม้ไม่พูดเรื่องครอบครัวและแฟนให้ผมฟังอีกเลย ผมรักแม่ครับ ฉะนั้นผมถึงค่อนข้างเห็นใจพี่นวลเพราะเธอเป็นคนนิสัยดี และเหมาะจะเป็นเมียเป็นแม่ที่ดีในอนาคต

*****************************************

“ว้าว หนังสือเล่มนี้ผมอยากได้จัง” ผมพูดขึ้นในวันหนึ่งหลังจากไปเจอหนังสือภาษาต่างประเทศที่น่าสนใจและผมรู้สึกหลงใหลมันมาก

“ชอบก็ซื้อสิ”

“โด่ พี่ไม้พูดง้าย ง่าย แต่ผมตอนนี้จนกรอบเลย กว่าแม่จะส่งเงินมาให้ก็ต้นเดือนโน่นแน่ะ”

“งั้นเอาของพี่ก่อนสิ”

ผมตาโต ด้วยความดีใจอยากได้จัด แต่เกรงใจพี่เขาจริงๆ

“ ต้นเดือนผมจะรีบเอามาใช้ ให้นะ แต่ตั้งเกือบสามพัน….”

“เฮ้อ ไม่เป็นไรหรอก ”

“ดู พี่ไม่สบายใจ”

“ก็เรื่องเดิมๆ ”

“ผมเตือนด้วยความหวังดีนะพี่ อย่าปล่อยให้คนดีๆหลุดมือไป” ผมพูดด้วยความจริงใจ

“เอาน่ะ ไปซื้อเถอะ”

“ขอบคุณครับ”

******************************************************************

วันนั้นผ่านไปความสัมพันธ์ของผมกับพี่ก็ยังดีเหมือนเดิม ไม่มากไม่น้อยกว่านั้น แต่การที่ผมรักและเคารพพี่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ฮั่นแน่อย่าคิดอะไรให้มากกว่านั้นเลยครับ

พี่ไม้หยุดบ่อยมากไม่ค่อยมาเรียนผมจึงเจอตัวเฉพาะที่ห้องสมุดที่ผมไปบ่อยๆ เค้าอ้างว่าหยุดทำสารนิพนธ์แต่ผมและรุ่นน้องที่รักพี่ไม้ทุกคนห่วงเหลือเกินเพราะอย่างไร แกยังเหลือวิชาที่ต้องเข้าห้องเลคเชอร์อยู่สองสามวิชา เล่นหยุดอย่างนี้แกจะโดนเพ่งเล็งเอา รุ่นน้องคนอื่นเตือนแล้ว เพื่อนเตือนแล้ว ผมก็เตือนแล้วพี่ไม้เขาก็ยังทำไม่แยแส บอกว่า

“พี่น่ะหมดใจจะเรียนแล้วที่ยังทำสารนิพนธ์น่ะ ก็อยากได้ใบปริญญามาประดับบ้านเท่านั้นแหละ ถ้าอาจารย์จะเอาพี่ออกพี่ก็ไม่แคร์ มันหมดอาลัยไปหมด ทั้งเรื่องที่บ้านก็นวลนั่นแหละ มัวแต่ยุ่งเลี้ยงหลานให้ ไม่ค่อยสนใจพี่เท่าที่ควร เรื่องเรียนก็ที่ทำอยู่นี่ และเรื่องเงินด้วย” แน่ะ แฟนช่วยเลี้ยงหลานตัวเองยังบ่น แอบค่อนในใจเล็กๆ

“อ้าว พี่มีปัญหาเรื่องเงินด้วยเหรอ ก็บ้านพี่ออกจะฐานะดี”

“ธรรมดาน่ะไม่ดีมากหรอก” ก็พี่เล่นกิน เที่ยว นวดด้วยนี่น้า มันก็เปลืองหน่อยล่ะ

“แหมพี่ก็รีบเรียนให้จบแล้วช่วยงานทางบ้านสิ” ผมกดลิ้น ละ คำว่า ‘อย่าทำตัวมีปัญหา’ ได้ทันเพราะรู้สึกหมู่พี่เค้าจะเกเรเกตุงหน่อยๆ จนน้องๆและเพื่อนเริ่มเอือม อาจเป็นเพราะความใจน้อยของแกมั้ง ใครๆถึงขี้เกียจยุ่งกะแก เดี๋ยวจะยิ่งน้อยใจไปกันใหญ่

“เฮ้อ ….เรื่องมันมาก จนพี่อยากจะบวช เลย” ฮ้าได้ไง ผมอุทานในใจ อย่างนี้ก็เท่ากะหนีปัญหาสิ“แต่มันเหมือนหนีปัญหายังไงไม่รู้” อ้อรู้ตัวเหมือนกัน ผมเลยได้แต่ฟัง

“เอาเถอะ อย่าคิดมากทำวันนี้ให้ดีที่สุดเถอะพี่”

“อืม ตกลง” และมิตรภาพเราก็ยังคงดี…………. แต่มันเริ่มมาถึงจุดอันตรายตรงที่

วันหนึ่งผมก็ได้รับการสะกิดด้วยท่าทีน่าดูเอ็น เอ้ย น่าเอ็นดูจากพี่ไม้

“เบิร์ด พี่เช่าหนังสือ………………หน่อยสิ คิดค่าเช่าเท่าไร” ผมออกจะสนเท่ห์ ที่พี่เค้าก็ออกจะตัวใหญ่แต่ทำท่าคิขุได้อย่างไม่เขิน อืม หรือจะคิดว่าน่ารักดีเนี่ย แต่คิดไม่ลงแฮะ เอาเป็นว่าไม่ขัดตา แต่ก็ดูตลกชอบกลอยู่ ไอ้หนังสือนั่นเป็นหนังสือที่ผมยืมตังส์พี่เค้ามาซื้อก่อนไงครับแต่คืนเงินพี่เค้าไปตั้งแต่แม่โอนเงินค่าขนมให้นั่นแหละ ไอ้กระผมมันก็ไม่ชอบเป็นหนี้ใครนานซะด้วยสิ เจ้าหนังเล่มที่ว่านั้นเป็นหนังสือสุดรักสุดหวง ขนาดว่าเปิดอ่านผมยังใส่ถุงมือกันนิ้วดำๆของตนเองไปทำหนังสือเปื้อนเลยครับ แต่ด้วยความเกรงใจและรักเคารพผมจึงพูดออกไปด้วยเสียงพยายามให้ดูดี

“ไม่ต้องเช่าหรอกพี่ ผมให้ยืม”

“งั้นก็ดี สิ เอางี้วันนี้พี่ไปส่งที่บ้านนะ พรุ่งนี้อย่าลืมเอามาล่ะ พี่ใช้ก๊อปปี้ข้อมูลแป๊บเดียวเอง เอ่อ จริงสิเบิร์ดมีสมุดเปล่าสักสองเล่มหรือเปล่าอ่ะ หมู่นี้พี่ไม่ค่อยได้ไปซื้อของสมุดเลยไม่มีเลย คิดรวมกะค่าเช่าหนังสือก็ได้นะ” แหมเอาใจกันอย่างนี้ก็เขินสิครับ แต่ดูแม่งๆนิดๆแฮะ แต่พี่เค้าเป็นคนมีน้ำใจอยู่เดิมแล้ว แต่ก่อนพี่เค้าก็ไปส่งผมออกบ่อยเพราะบ้านผมเป็นทางผ่านง่ะ

“ก็มีอ่ะ พี่จะเอาลายไหนสีไหนล่ะ ผมคิดราคาทุนผมซื้อมาสิบเล่มสองร้อยห้าบาท ผมคิดพี่เล่มละยี่สิบเอ็ดแล้วกันขอค่าเดินไปซื้อเล่มละห้าสิบสตางค์ ฮะ ฮะ ส่วนค่าเช่าหนังสือน่ะผมไม่คิดหรอก ผมไม่เคยให้ใครเช่าผมไม่รู้ราคาหรอกครับ ยืมไปเถอะ” ฝืนหัวเราะสุดๆ

“แหม ใช้ได้ทั้งนั้นแหละ เอ๊ หรือพี่มีสมุดเหลือน้า” ผมชักฉุนแหะ ตกลงจะเอายังไงกันแน่ ไอ้ค่าเดินเล่มละห้าสิบสตางค์นี่มันคงมากไปหรือเปล่า?

“เอา เถอะพรุ่งนี้อย่าลืมเอาหนังสือมานะ”

“ครับ แล้วสมุดเปล่าล่ะ”

“พี่กลับไปดูที่บ้านก่อนแล้วกัน”

วันรุ่งขึ้นผมเอาหนังสือมาให้ พี่เขาก็ดีใจแล้วถามถึงสมุดเปล่า

“อ้าว ไหนพี่ว่ามีแล้ว”

“เอ่อ ก็มันไม่แน่ใจอ่ะ ว้านี่คงต้องไปแวะซื้อสมุดเปล่าซะล่ะมั้ง”

“ฮึ ฮึ ล้อเล้นน่ะ ผมเอามาเผื่อ อ่ะ สองเล่ม”

“แค่สองเล่มเองเหรอ”

“เอ๊อ ?” ผมส่งเสียงประหลาดออกมา “ พี่บอกสองแล้วผมจะเอามาเยอะให้หนักทำไม แค่หนังสือก็หนักจะแย่แล้ว”

“สองก็สอง” ท่าทางหงอยๆน้อยใจนิดๆ แปลกดีผมน่าจะเป็นฝ่ายที่ทำอย่างนั้นมากกว่า เพราะเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รอง เอากระดูกมาแขวนคอจริง จริ๊ง เฮ้อ

***********************************************************

“ข่าวร้ายล่ะ เบิร์ด”ผมก็หน้าเหรอสิครับ จู่ๆคนที่ยืมหนังสือไปมาพูดช็อคประสาทกันด้วยประโยคนี้แถมทิ้งช่วงด้วยใบหน้ายิ้มอย่างเกรงอกเกรงใจ ให้ผมคิดถึงความโชคร้ายของหนังสือผมที่จะได้รับ …..ตก สันหัก หนังสือแห๘ก หนังสือเยิน เปียกน้ำและอื่นๆ ทิ้งช่วงจนผมคิดเลวร้ายไปได้ร้ายถึงที่สุดทีเดียวแล้วก็พูดออกมาด้วยรอยยิ้มเกรงใจ๊ เกรงใจ

“เจ้าสะระเหน่น่ะ ทำเหตุ ตอนพี่กำลังก๊อปปี้ข้อมูลอยู่นะ แล้วอุ้มสะระเหน่ไว้ด้วย พี่ไม่ทันระวังปุ๊บเจ้าสะระเหน่ เอาเล็บตะกุยปกพลาสติกที่เบิร์ดห่อไว้ขาดเลยล่ะ แหมมันแย่จริง ซนมากเลย”

ผมถอนใจอย่างโล่งอก อ้อ แค่ปกพลาสติกขาดเดี๋ยว ห่อใหม่ได้ แต่งานนี้ผมไม่โทษเด็กหรอกครับ ต้องโทษผู้ใหญ่จะทำงาน หรือจะเลี้ยงเด็กก็น่าจะเลือกสักอย่าง ถ้าเด็กมาเกิดฉี่รดสารนิพนธ์เขา หรือหนังสือผมล่ะจะว่ายังไง ถ้าจำเป็นไม่มีคนเลี้ยงก็น่าจะรีบๆกล่อมให้หลับ หรือให้อยู่ในเตียงในอู่ที่ปลอดภัยไปก่อน หรือไม่ก็อย่าเพิ่งทำมันเลยสารนิพง นิพนธ์นี่เลี้ยงหลานก่อนให้เป็นเรื่องๆไป แล้วผมก็ได้แต่ถอนใจนึกว่าเดี๋ยวพี่เขาคงขนหนังสือจากรถเขามาคืนให้อ่ะ

เรื่องงี่เง่ายังไม่จบแค่นี้ครับ จู่ๆเย็นวันนั้นซึ่งเป็นวันพฤหัสบดี ผมโดนช็อคประสาทซ้ำด้วยการขอร้องด้วยใบหน้าออดอ้อนของรุ่นพี่ว่า เขาไม่สามารถจะก๊อปปี้ข้อมูลได้ทันภายในวันเดียวเพราะกว่าจะกลับถึงบ้านก็สี่ทุ่มเข้าไปแล้วเนื่องจากต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น (ถึงว่าทำไมถึงยังไม่เอาหนังสือเรามาให้ยลโฉม กลับคืนสู่อ้อมอกเราตั้งแต่เช้า)ก็บอกแล้วไงครับว่ารุ่นพี่ที่เคารพรัก ฉะนั้นเจอลูกอ้อนผมก็ใจอ่อนตามเคย สรุปพี่เค้าขอยืมถึงวันจันทร์ พูดด้วยความเกรงใจว่ารู้ยังงี้ยืมตอนวันศุกร์ก็ดีจะได้ไม่ต้องมาขอหลายรอบ เอ้ ยังไงผมชักหงุดหงิด ก็เขาเป็นคนพูดเองย้ำเองว่าให้เอามาวันพฤหัสฯประมาณว่าสามารถคัดลอกได้ภายในวันเดียวเสร็จ นั่นยังไม่ทำให้ผมหงุดหงิดเท่า

“นี่ตัวเอง” ผมก็งงสิครับเล่นมาจิ้มๆ ทำหน้าตาซะน่ารักเต็มประดา เด็กมหา’ลัยปีสี่ คุณคิดดูว่าจะทำหน้าโนเนะขึ้นไหม ก็ขึ้นอ่ะนะ เพราะผมมันคนใจกว้าง แต่ตอนนี้ผมเริ่มอารมณ์กรุ่นๆ จากความงี่เง่าหลายๆครั้งของรุ่นพี่แล้วล่ะ เลยมองว่า ‘น่ารำคาญตา’

“อะไร เหรอพี่”รักษาระดับเสียงไม่ให้อันตรายกะมิตรภาพ

“ถ้าขายหนังสือต่อจะคิดเท่าไรเหยอ”

เริ่มฟิวส์ขาดครับทั่นผู้ชม เอ๊ย ทั่นผู้อ่าน ทั่นตอบได้ไหมครับว่าชายคนนี้คิดอะไรอยู่ ผมชักไม่รู้จักรุ่นพี่ที่แสนดีคนนี้เสียแล้ว

“ถ้าพี่อยากได้ พี่ก็ไปซื้อของใหม่เถอะ ผมไม่คิดซื้อใหม่หรอก นี่พี่จะยืมใช้ก็ใช้ได้ตามสบายใช้ไปเถอะแต่ผมไม่ขายต่อหรอก ขี้เกียจไปหาซื้อ ”

“อ้าว นึกว่าของใช้แล้วจะลดได้เยอะ” ถ้าใครได้มาสังเกตหน้าผม คงจะเห็นเส้นเลือดที่ขมับปูดขึ้นมาแน่แล้ว ผมไม่ใช่คนใจเย็นครับ แต่เพื่อบุคคลที่เป็นที่เคารพรัก จำต้องอธิบ๊าย อธิบาย

“พี่ผมใช้งานหนังสือนี้ไปไม่ได้เท่าไหร่ คงลดไม่เยอะหรอก พี่ไปหาซื้อใหม่เถอะ ราคาตอนนี้ก็ถูก แถมมี Edition ใหม่ออกมาอีกตั้งหาก อันนี้พี่ก็ใช้ไปแล้วกัน เสร็จแล้วค่อยเอามาคืน”

“เหรอ นึกว่าใช้แล้วจะถูก” แน่ะ ถอนหายใจ “แล้ววันจันทร์จะเอามาคืน”

“เฮ้อ ไปซะที ก่อนมิตรภาพจะง่อนแง่น” ผมพึมพำกะตนเองเบาๆ

ในวันอาทิตย์นั้นผมก็คิดกะแผนการว่าวันจันทร์ผมจะเอาข้อมูลในหนังสือที่พี่ไม้ยิ้ม ไปมาทำรายงานส่งอาจารย์ครับ เพราะเวลาก็งวดเข้ามาแล้วใกล้สอบเต็มแก่ พวกผมเด็กปีหนึ่งก็เตรียมตัวสอบและเตรียมทยอยส่งงานที่บรรดาอาจารย์ให้มาก่อนที่จะสอบเพื่อเลื่อนชั้นไปเป็นพี่ปีสอง

เช้าวันจันทร์ผมไปเตรียมกระดาษทำปก ซื้อกระดาษพิมพ์ดีดเตรียมพิมพ์ข้อมูล ทว่าสายก็แล้ว เที่ยงก็แล้วผมไม่เห็นหน้าพี่ไม้เลย ผมเริ่มบ่นให้เพื่อนฟังเพื่อนคนนี้เป็นคนไม่คิดมาก จนถึงขั้นไม่คิดอะไรเลยแถมค่อนข้างมั่นใจและหลงตัวเองสูง เพื่อนชอบครับ ผมแปลกใจที่ทำไมเพื่อนๆชอบเพื่อนจอมโวยคนนี้ได้ แต่พอรู้อยู่อย่างว่าความที่เขาไม่ค่อยคิดมากทำให้คนยืมเงินบ่อยๆแล้วไม่ค่อยคืน เฮ้อ นานาจิตตังครับ แต่เจ้าเพื่อนคนนี้ก็ว่าผมคิดมากและหยุมหยิมที่ไปโกรธพี่ไม้ ผมก็รู้สึกนะว่าเรื่องมันเล็ก แต่ก็ยังทำใจ ไม่ได้ สาเหตุเพราะผม ผิดหวังครับ ทำไมพี่ไม้ต้องทำตัวตามที่ผมคาดไว้ ผมเห็นว่าพี่เค้าไม่ค่อยมาเรียนทำใจไว้บ้างว่าไม่ได้คืนวันนี้ แต่ทำไมครับ ทำไมพี่ต้องประพฤติตน ได้ตรงตามที่ผมคาดไว้เป๊ะๆ นี่หรือรุ่นพี่ที่ควรเคารพรัก

**********************************************************************

“นี่ ๆ ตัวเอง” สายวันอังคารพี่ไม้มาสะกิดผม ผมแสร้งไม่สนหน้ายิ้มๆนั้น“อ้าว งั้นไม่เอาแล้วเหรอหนังสือ………..น่ะ”

“วางไว้เลย แล้วพี่ไม้ไม่ต้องพูดอะไร” ผมรู้ตัวว่าฟิวส์ผมขาดแล้ว ถ้าได้ยินคำอะไรจากปากพี่ไม้สักคำผมคงชก

วันนั้นผมบ่นอีกล่ะ ให้เพื่อนฟัง มันตอกกลับมาว่า

“อ้าวแล้วไม่คิดถึงตอนที่พี่ไม้ ให้ยืมเงินบ้างล่ะ?”

“มันไม่เหมือนกันเลย ไม่เหมือนกัน”

“ไม่เหมือนกันยังไง?” เจ้าเพื่อนจอมโวยตั้งคำถาม

“การยืมเงิน เราคืนพี่ไม้ครบทุกบาททุกสตางค์ ถูกมั๊ย?” ผมเว้นช่วงให้คิด“แต่การยืมของใช้น่ะ มันมีค่าเสื่อมและเสียหาย เรารักหนังสือเล่มนี้นะ ไม่คิดจะขายต่อและไม่คิดอยากให้มันชำรุด แต่เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าพี่ไม้ทำอะไรกับมันไว้บ้าง ภายนอกอาจจะไม่เยิน ภายในใครจะไปเช็คทุกหน้าหนังสือ หากถามว่าแล้วเงินที่ให้เรายืมถ้าฝากธนาคาร พี่ไม้ก็ได้ดอกเบี้ย” ก็อธิบายกันมนุษย์จอมโวยเจ้าปัญหาอิ๊อ๊ะขึ้นมา “ก็เปรียบกับค่าสึกหรอไม่ได้หรอกเพราะจำนวนวัน….ช่วงเวลาที่เรายืมพี่เค้าน่ะยังไงก็คิดดอกเบี้ยไม่ได้ อีกอย่างพี่เค้าได้เงินมาก็ใช้ไปผ่านบัญชีนี้ ดอกเบี้ยแทบไม่งอกเงยอยู่แล้ว”

“เอาเถอะ เราว่านายจะมาทำให้มิตรภาพมันขาดเพราะเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ก็ตามใจ” เจ้าเพื่อนมันยังไม่ยอมแพ้

ครับ ผมยอมรับว่ามันดูเหมือนเล็กน้อย แต่ถ้าฟัง เอ๊ย อ่านมาทั้งหมดผมว่าผมเป็นคนสะสมความเครียดพอสมควรนะ ผมสะสมความไม่พอใจจากความเปลี่ยนไปในทางงี่เง่าของรุ่นพี่มาตลอด จนมันมาระเบิดตรงที่เขาไม่นำหนังสืออันสำคัญมาคืน (สำคัญไม่มากเท่าไร เพราะยังไม่ได้ใช้ข้อมูลทันที ) มันทำให้ผมเสียแผนและความรู้สึกอย่างมากมายไม่น่าเชื่อ ลองคิดดูนะครับว่าถ้าผมเกิดจำเป็นต้องใช้หนังสือเล่มนั้นวันนั้น พี่ที่รักของผมไม่ได้คิดเผื่อผมเลยใช่ไหม ?

อะไรมันคงไม่เสียเท่ากับเสียความรู้สึก ‘รัก’ และ‘เคารพ’ หมดไปในการบิดพริ้วสัญญาเพียงครั้งเดียว เพราะรัก และเคารพมากเหลือเกิน

เสียใจจริงๆครับ แถมตอนมาคืนก็ไม่ได้เห็นเค้าของความรู้สึกสำนึกผิดสักนิดยังมีหน้ามาถามเล่นๆว่า “ไม่เอาใช่ไหม” ผมรู้สึกเลยว่าตาผมคงขวางและอยากชกหน้าพี่เค้า ม้าก มาก ทำไมผมต้องมาเจอคนที่มั่นใจตัวเองมาก จนไม่รู้สึกสำนึกผิดทุกทีสินะ มันทำให้ผมรู้สึกแย่มากๆ เพราะกลายเป็นผมรู้สึกกังวลใจแทนว่าที่ผมโกรธไปนี่ถูกต้องแล้วหรือเปล่า เหมือนผมสำนึกผิดที่โกรธเค้าไปง่ะ บางครั้งผมอยากมีนิสัยน่าเกลียดนั้น (มั่นใจตัวเองจนไม่รู้ว่าตัวเองผิด) มั่งจัง จะได้สบายใจ ไม่แคร์ใคร ไม่คิดมากอย่างนี้ ผมยังจำได้นะครับเรื่องที่พี่ไม้เคยทะเลาะกะรุ่นพี่อีกคนหนึ่งเรื่องจ๊อบที่พวกเขาทำร่วมกัน และเรื่องเงินๆทองๆ พี่ไม้พูดว่า

“เรื่องเงินน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่เรื่องเสียความรู้สึก เสียศรัทธา เสียสัญญา นั่นล่ะเรื่องใหญ่ พี่รับไม่ได้เบิร์ด” ตอนหนึ่งที่พี่ไม้พอจะไว้ใจเปิดเผยใจบางอย่างให้ผมฟัง ผมไม่รู้ตื้นลึกหนาบางว่าใครผิดใครถูกหรอกครับ

“พี่น่ะรู้จักคนๆนี้ดี จนพี่เอือมไม่อยากคบด้วยแล้ว เบิร์ดยังไม่รู้อะไร”

ครับ ผมไม่รู้อะไร และผมก็ไม่ได้รู้จักพี่ไม้ดีพอ เท่ากับที่พี่ไม้เอ่ยปากเรื่องเพื่อนรุ่นพี่คนนั้น…..แล้วพี่ไม้ไม่คิดกลับหรือครับว่าผมก็รู้สึกสิ่งเดียวกะที่พี่ไม้คิดกับเพื่อนคนนั้น เงินทองไม่ใช่ของสำคัญหรอกครับ มันอยู่ที่สัจจะ สัญญาต่างหาก พี่ไม้กล้าบิดพริ้วสัญญาน้องที่รักและเคารพพี่ได้ด้วยเหตุเพราะพี่ไม้ไม่รู้จักผมดีพอเท่าๆกับรุ่นพี่คู่กรณีหรือไรครับ? ผมสังสัยยิ่งนัก….. ครับ ไม่รู้อะไร ไม่รู้จักพี่ไม้ที่แสนดี ดูสัตย์ซื่อคนนั้นเสียแล้ว ด้วยแรงผิดหวังและเสียใจที่คนที่เรารักเคารพ ‘ผิดสัญญา’

ถ้าถามว่าผมเป็นคนคิดมากไหม ก็มาก พอๆกับน้อย เพราะผมจะคิดจนเครียดจะบ้าสักช่วงหนึ่งแล้วจะลืม อย่างนี้มั้งที่เขาเรียกว่ากลไกป้องกันตนเอง ตามหลักจิตวิทยา กับเรื่องนี้ควรจะลงเอยแบบนี้ด้วยเหรอ ไม่ ! ผมอยากได้คำตอบครับ…………..

ผมควรจะ ‘รัก’และ ‘เคารพ’ พี่เค้าต่อไปดีไหมครับ? ช่วยตอบที

cats.gif (2782 bytes)

แนะนำติชมได้ที่ E-mail : [email protected]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1