Forbidden
By...
Yayoy

Chapter 4

หลังจากที่ทานกลางวันกันเรียบร้อยแล้ว มาร์คก็ให้ทุกคนกลับมาที่ห้องของเขาอีกครั้งและปล่อยให้พวกลูกๆไปคุยกันทางหนึ่ง ตัวเขาและเจอโรมแยกมาคุยกันอีกทาง

“เรื่องที่ชั้นให้นายสืบไปถึงไหนแล้ว” มาร์คถามแต่ไม่ค่อยจะสนใจฟังคำตอบนักเพราะสายตากลับไปวนเวียนอยู่ที่กลุ่มของลูกๆที่คุยกันอยู่อีกทาง สามหนุ่มคุยกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับหัวเราะขำอะไรสักอย่าง มาร์คมองแล้วก็ยิ้มตามไปด้วยอย่างไม่รู้ตัว ได้ยินเสียงเพื่อนแว่วๆอยู่ใกล้ๆหูจึงหันกลับมาถามอีกครั้ง “นายว่าไงนะ”

เจอโรมหัวเราะหึ หึอยู่ในคอ “ชั้นยังไม่ได้พูดอะไรเลยเพราะถึงพูดไปก็ไม่มีคนฟัง”

มาร์คส่งยิ้มเขินๆให้เพื่อน “โทษที เอาล่ะว่าไปสิ” มาร์คบอกแล้วปรับสีหน้าเป็นจริงจัง

“ชั้นติดต่อกับพวกเราทางอเมริกาแล้ว จากที่สืบได้เป็นฝีมือของพวกดาซิลวาจริงๆ หลังจากพวกที่ตามสะกดรอยเชนเมื่อวานถูกพวกเราจับได้พวกมันก็หยุดเคลื่อนไหวใดๆ ชั้นสั่งให้เฝ้าดูพวกมันไว้แล้วมีอะไรพวกของเราจะส่งข่าวให้รู้ทันที” เจอโรมรายงานอย่างเป็นการเป็นงาน

“หึ ไอ้พวกหมาลอบกัดพอเราจับได้ก็ทำเป็นหัวหด กลับไปคราวนี้เห็นทีชั้นคงต้องจัดการขั้นเด็ดขาดซะแล้ว นี่ชั้นเห็นว่าไอ้เจ้าน้องชายคนเล็กของมันยังมีหัวคิดอยู่บ้างหรอกนะ ถ้าครั้งที่แล้วเจ้านั่นไม่กล้าถึงขนาดลุยเดี่ยวเข้ามาหาชั้นแล้วขอร้องด้วยตัวเอง ชั้นคงจัดการให้พวกมันกระเด็นออกจากวงการนี้ไปตั้งนานแล้ว” มาร์คพูดอย่างเหี้ยมเกรียม “เตรียมทุกอย่างให้พร้อมนะอย่าประมาทพวกมันเด็ดขาด”

“ครับผมเจ้านาย” เจอโรมตอบอย่างล้อเลียน “จริงสิแล้วเรื่องของนายจะว่าไง”

มาร์คหันกลับไปมองกลุ่มลูกๆของเขาอีกครั้งแล้วหันกลับมายิ้มให้เพื่อน “ชั้นพึ่งรู้วันนี้เองว่าสิ่งที่ชั้นต้องการจริงๆน่ะมันคืออะไร ก่อนที่ชั้นจะได้คุยกับพวกเค้าชั้นคิดว่าชั้นต้องได้ตัวซาร่ากับนาธานกลับไปให้ได้ไม่ว่าจะต้องทำยังไงก็ตาม แต่พอถึงนาทีนี้แล้วสิ่งที่ชั้นต้องการกลับเป็นเรื่องง่ายๆที่ชั้นไม่อยากจะเชื่อเลย”

“อะไรล่ะ” เจอโรมถามยิ้มๆ แต่ในใจเขาน่ะมีคำตอบที่เดาไว้อยู่แล้ว

“นายจำได้มั้ย ครั้งหนึ่งนายเคยบอกให้ชั้นวางปัญหาที่ชั้นแบกไว้บนบ่าลง” มาร์คหยุดรอคำตอบของเพื่อน

“จำได้สิ”

“วันนี้ชั้นทำตามที่นายบอกคือวางปัญหาทุกอย่างลง แล้วค่อยๆพิจารณามันอย่างมีสติและเหตุผลแล้วชั้นก็เห็นหนทางแก้ปัญหาอย่างที่ชั้นไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” มาร์คมองไปที่นาธานอีกครั้งแล้วพูดต่อ “ก่อนที่ชั้นจะมาที่อังกฤษนี่ ชั้นกำลังผิดหวัง จะเรียกว่าหึงหวงก็ได้ที่รู้ว่าซาร่าแต่งงานไปกับผู้ชายคนอื่น น่าสมเพชตัวเองแท้ๆที่ชั้นยังคิดว่าเธอยังคงรักชั้นอยู่ ตอนนั้นชั้นรู้สึกเหมือนถูกหยามน้ำหน้าพอชั้นพบกับเธอ ถูกเธอพูดใส่หน้าว่าเธอรักคนอื่นแล้ว ชั้นก็เลยเลือดขึ้นหน้าข่มขู่เธอเรื่องนาธานด้วยความโกรธอย่าไร้สติ สุดท้ายแล้วชั้นก็ทำร้ายจิตใจเธออีกครั้ง แล้วชั้นยังมีหน้ามาบอกว่าชั้นรักเธออีก” เขาส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อตัวเอง “ชั้นนี่มันเลวจริงๆ”

“ซาร่าพูดถูก นาธานมีจิตใจที่ดีงามเค้าไม่โกรธไม่เกลียดชั้นในสิ่งที่ชั้นทำกับเค้าและซาร่าทั้งที่เค้าควรจะเกลียด เค้ากลับให้อภัยชั้นอย่างง่ายดาย เชนก็เหมือนกัน ชั้นถึงรู้ซึ้งว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือความรักที่แท้จริงที่ไม่มีการเห็นแก่ตัว ไม่มีข้อแม้ใดๆ สิ่งที่ชั้นต้องการที่สุดตอนนี้ก็คือเห็นคนที่ชั้นรักทุกคนมีความสุขเพราะชั้นรู้แล้วว่าการรักใครซักคนมันง่ายแสนง่ายแต่การที่จะรักษาความรักเอาไว้นานๆ นั้นมันยากกว่าหลายเท่า”

“ถูกแล้วล่ะ ชั้นดีใจที่นายมองเห็นมัน นายควรจะได้มีความสุขซักทีหลังจากที่ไม่มีมันมานาน” เจอโรมตบบ่าเพื่อนอย่างยินดี

“ขอบใจนะเพื่อน สำหรับทุกอย่าง” มาร์คกล่าวอย่างซาบซึ้ง

“น้อยกว่านี้ก็ไม่ถือว่าเป็นเพื่อนกันน่ะสิ” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ชั้นกับไมล์จะไปรอข้างนอกนะ มีอะไรจะให้รับใช้อีกก็เรียกนะครับเจ้านาย” เขาบอกก่อนจะเดินไปเรียกลูกชายแล้วเดินออกไปพร้อมกัน

มาร์คหัวเราะขำเพื่อนรักคนเดียวของเขา ก่อนจะเดินมาสมทบกับลูกชายทั้งสอง

“พ่อฮะ ผมขอคุยเรื่องแม่ได้มั้ยฮะ” นาธานถามขึ้นเมื่อเห็นพ่อเขานั่งลงที่โซฟา

มาร์คยิ้มให้กับท่าทางกล้าๆกลัวๆของลูกคนเล็ก แล้วตบที่โซฟาข้างตัวเบาๆ “ได้สิ”

นาธานยิ้มอย่างดีใจเดินมานั่งลงตรงที่พ่อเขาบอกทันที เชนเองก็นั่งลงที่โซฟาอีกตัวหนึ่ง มาร์คหันมามองอย่างขำๆ “นี่แกไม่ไปพักผ่อนรึไง มานั่งเป็นผู้พิทักษ์เจ้าหญิงอยู่ได้”

“ก็แน่ล่ะฮะ พ่อน่ะดูเหมือนจอมปีศาจจะตายไป อีกอย่างผมก็สัญญากับใครบางคนไว้ด้วยถ้าไม่ทำตามสัญญามีหวังถูกอัดแน่” พูดจบก็ขยิบตาให้น้องชายอย่างล้อเลียน นาธานแก้มเป็นสีชมพูขึ้นมาทันที แล้วส่งสายตาทำนองว่าฝากไว้ก่อนเถอะให้พี่ชาย

มาร์คมองแก้มสีระเรื่อของนาธานอย่างสงสัยปนตะลึงเล็กน้อย ‘น่ารักจริงแฮะลูกเรา ดูไปดูมาจะสวยกว่าแม่อีกนะเนี่ย’ เขายกมือขึ้นลูบหัวนาธานอย่างเอ็นดู “ว่าไปสินาธาน”

“พ่อคิดจะบอกเรื่องนี้กับแม่รึเปล่าฮะ” นาธานถามอย่างตั้งใจ

มาร์คหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบ “ไม่ล่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้วพ่อไม่อยากรื้อฟื้นอะไรขึ้นมาอีกและถึงจะบอกไปซาร่าก็คงไม่เชื่อหรอก เธอคงไม่มีวันเชื่อใจพ่ออีกแล้วล่ะ”

นาธานเกาะแขนพ่ออย่างเอาใจ “อย่าคิดอย่างนั้นสิฮะ ว่าแต่พ่อไม่คิดจะพาผมกับแม่กลับไปแล้วใช่มั้ยฮะ”

“พ่อไม่ดึงดันที่จะทำอะไรแบบนั้นอีกหรอก ก็ลูกบอกเองไม่ใช่เหรอว่าแม่ของลูกมีความสุขมากที่นี่ พ่อก็คงต้องยอมรับแบบนั้น แต่อย่างน้อยพ่ออยากจะพบเธออีกสักครั้งก่อนจะกลับอเมริกา” เขาหันมาสบตาลูกชาย “ลูกคิดว่าจะเป็นไปได้มั้ย แม่เค้าจะยอมมาพบพ่อรึเปล่า”

นาธานมีสีหน้าลังเล “ไม่รู้สิฮะแต่ผมจะลองพูดกับแม่ดู ก็อย่างที่พ่อรู้นั่นแหละฮะ แม่กับลุงโจเค้าไม่ค่อยจะไว้ใจพ่อซักเท่าไหร่” เขายิ้มอย่างให้กำลังใจผู้เป็นพ่อแล้วถามอย่างนึกขึ้นได้ “นี่พ่อกับเชนจะกลับอเมริกาแล้วเหรอฮะ”

“อีกหนึ่งเดือนน่ะ” เชนตอบ

“แล้วสองคนนั่นรู้รึเปล่า” นาธานหันมาถามพี่ชาย

“รู้แล้ว” เชนตอบแล้วทำหน้าจ๋อยๆ

“สองคนไหนกัน” มาร์คถามอย่างสงสัย “หรือว่าเจ้าของบ้านที่แกไปค้างเมื่อคืน”

“ใช่ฮะ ครอบครัวของเรียวกับเร็นเค้าสนิทกับลุงโจน่ะฮะ เมื่อวานเราไปเที่ยวด้วยกันพอมีเรื่องเค้าก็เลยให้เราค้างด้วยเพื่อความปลอดภัย” นาธานตอบแทน

“ฟังชื่อแล้วเหมือนไม่ใช่คนอังกฤษ ใช่สองฝาแฝดที่งานปาร์ตี้คืนนั้นรึเปล่า”

“เค้าเป็นลูกครึ่งน่ะฮะแล้วนั่นก็เป็นชื่อเล่นของเค้า” เชนตอบพลางหรี่ตามองผู้เป็นพ่อ “พ่อจำได้ด้วยเหรอ”

มาร์คหัวเราะหึ หึอย่างมีเลศนัย “ก็หน้าตาน่ารักขนาดนั้นเห็นครั้งเดียวก็จำได้แล้ว” เขามองหน้าเชนพลางอมยิ้ม “แต่เค้าเป็นเด็กผู้ชายไม่ใช่เหรอ”

“ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่” เชนกับนาธานบ่นอุบอิบอยู่ในคอเหมือนกันเปี๊ยบ

มาร์คมองลูกชายสองคนสลับกันไปมาแล้วส่ายหน้าอย่างขำๆ เอาแล้วล่ะสิลูกชั้นเป็นกันไปทั้งสองคนเลยเหรอเนี่ย สงสัยสองคนนั่นคงจะน่ารักเอามากๆถึงทำให้ลูกๆของเขาติดใจได้ขนาดนี้

“พ่อฮะ ผมคงต้องกลับบ้านแล้วล่ะฮะ ผมกลัวว่าแม่จะเป็นห่วงน่ะฮะ” นาธานบอกกับผู้เป็นพ่อ

“จะกลับแล้วเหรอ งั้นเดี๋ยวพ่อให้คนไปส่งนะ” ถึงมาร์คอยากให้ลูกชายคนเล็กอยู่ต่อแต่ก็ไม่ทัดทานไว้

“พ่ออย่าทำเสียงแบบนั้นสิฮะ แล้วผมจะมาหาบ่อยๆนะฮะ” นาธานเข้ามากอดเอวมาร์คอย่างเอาใจ ก็พ่อเขาทำเสียงเหงาๆออกมาแบบไม่รู้ตัวนี่

มาร์คกระชับตัวนาธานมากอดไว้แน่นก่อนจะปล่อยอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก “เดี๋ยวพ่อจะให้เจอโรมจัดการให้คนไปส่งลูกนะ รอนี่ก่อน” เขาบอกแล้วผละลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะทำงานแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเรียกบอดี้การ์ดส่วนตัว คุยกันสักครู่หนึ่งก็วางหูไป เขาเดินกลับมานั่งที่เดิมแล้วโอบนาธานมากอดไว้หลวมๆ “บอกแม่ด้วยนะว่าพ่ออยากพบเค้าสักครั้ง ถ้าเค้าไม่ไว้ใจพ่อก็ให้เค้าพาสามีเค้ามาด้วยก็ได้”

“ฮะพ่อ” นาธานตอบแล้วซุกหน้าลงกับอกกว้างของผู้เป็นพ่ออย่างไว้เนื้อเชื่อใจ เขารู้สึกสบายใจอย่างยิ่งในอ้อมอกนี้ ไม่มีความกลัวหรือความหวาดระแวงหลงเหลืออีกแล้วในใจเขา มาร์คเองก็ลูบหัวลูกคนเล็กเบาๆรู้สึกว่าไม่อยากให้นาทีนี้ผ่านพ้นไปเลย

เชนมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข ไม่น่าเชื่อว่านาธานจะสามารถดึงเอาด้านที่อ่อนโยนแบบนี้ของพ่อเขาออกมาได้ ถ้าไม่เป็นเพราะนาธานเขากับพ่อก็ยังคงเป็นเหมือนคนแปลกหน้าต่อกันอยู่ การมาอังกฤษครั้งนี้ท่าจะคุ้มค่าเอามากๆ ไหนจะได้พบน้องชาย ทำความเข้าใจกับพ่อ และที่สำคัญที่สุดก็คือการได้พบกับเร็น

เสียงเคาะประตูดังขึ้น เจอโรมกับไมล์เดินเข้ามา

“เตรียมรถเรียบร้อยแล้วครับ” เขาบอกพร้อมกับยิ้มกว้างกับภาพที่เห็น

สามพ่อลูกลุกขึ้นแล้วเดินมาส่งนาธานที่ประตู “แล้วเจอกันนะนาธาน” มาร์คพูดพลางลูบหัวลูกไปพลาง

“ฮะพ่อ แล้วเจอกัน” นาธานเงยหน้าขึ้นยิ้มให้พ่ออย่างสดใส แล้วหันไปหาเชน “นายด้วยนะ อย่าลืมล่ะ” เขาทำมือเป็นท่าโทรศัพท์แล้วส่งยิ้มล้อเลียนให้พี่ชายตัวดี “ไม่งั้นเดี๋ยวโดนงอนอีกแล้วจะหาว่าไม่เตือนนะ”

“รู้แล้วล่ะน่า” เชนบ่นปนหัวเราะ ก็แหมคนที่พูดถึงก็ขี้งอนจริงๆซะด้วยสิ

“ให้ผมไปเป็นเพื่อนนะครับ” ไมล์กล่าวขึ้น

“ดีมากไมล์ ขอบใจนะ” มาร์คเอ่ย ก่อนที่เจอโรมกับไมล์จะพานาธานออกประตูไป

พอประตูปิดลงเชนก็หันมาหาพ่อของเขา “พ่อฮะตกลงว่าพ่อจัดการเจ้าพวกนั้นเรียบร้อยแล้วแน่เหรอฮะ” เขาถามอย่างคาดคั้น

มาร์คหันมามองหน้าลูกแล้วยิ้มมุมปาก “ทำไมแกถามอย่างนั้นล่ะ”

“ก็ผมเห็นพ่อคุยกับเจอโรมท่าทางซีเรียสน่าดู ผมเลยเดาเอาน่ะ”

“สายตาดีตามเคยนะ แกน่าจะไปเป็นพวก F.B.I.รู้มั้ยรับรองว่ารุ่งแน่ๆ” มาร์คหยอกลูกชายแล้วเดินไปนั่งลงหลังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เชนเดินตามมานั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างต้องการคำตอบ

“แหม ไมล์ก็บอกว่าผมน่าจะไปเป็นทหาร พ่อก็บอกว่าผมน่าจะเป็นตำรวจแล้วผมจะเป็นอะไรดีล่ะ ผมว่าเป็นลูกพ่อนั่นแหละดีที่สุดแล้ว” เชนกล่าวพลางยิ้มกริ่ม

“เป็นเมื่อก่อนแกคงไม่คิดแบบนี้แน่” มาร์คว่าพลางถอนใจเบาๆ “ทางนี้น่ะเรียบร้อยแล้ว แต่ที่โน่นยัง”

“หมายความว่าเราก็ยังต้องระวังตัวกันต่อไปงั้นสิฮะ” เชนถามพลางขมวดคิ้ว

“ถ้าแกอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ก็รอตอนเย็น ชั้นกับเจอโรมจะคุยกันอีกทีตอนนั้น”

“O.K.ฮะ งั้นผมขอตัวก่อนนะฮะพ่อ เจอกันตอนเย็นฮะ” เชนบอกแล้วลุกขึ้นจะเดินออกจากห้อง

“อย่าลืมโทรศัพท์ล่ะ เดี๋ยวคนที่ว่าเค้าจะงอนเอา” มาร์คเตือนพลางหัวเราะหึ หึ

“คร๊าบ ผมไม่ลืมหรอกน่า” ขืนลืมมีหวัง... คิดแล้วขนลุก เชนนึกในใจ

เขาเดินออกจากห้องของพ่อแล้วปิดประตูอย่างเบามือ เดินเข้าห้องของตัวเอง แล้วก็รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่จำได้ขึ้นใจลงไป เขานั่งลงที่เตียงแล้วล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ เสียงโทรศัพท์ดังแค่สองทีเท่านั้นเสียงใสๆที่ทุ้มเล็กน้อยก็ตอบกลับมา เสียงแบบนี้เรียวแหงๆ

“เฮ้ ชั้นเองนะ” เขาตอบกลับไป

“เชน!! โทรมาซักทีปล่อยให้ชั้นเป็นห่วงตั้งนานแนะ ว่าไงพ่อนายจะทำอะไรแล้วนาธานล่ะเป็นไงบ้าง”

“โอ้ย! ใจเย็นๆก่อนเจ้าหนู เล่นใส่เป็นชุดๆแบบนี้ชั้นก็ตอบไม่ทันน่ะสิ” เชนหัวเราะไปตามสาย

“อย่ามาเฉไฉนะ นายก็รู้ว่าชั้นเป็นห่วง” เรียวต่อว่า

“ก็ได้ๆ สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลหรอก ตอนแรกพ่อก็เหมือนจะแข็งกร้าวดึงดันจะให้นาธานกับแม่กลับไปกับเค้าให้ได้แต่เค้าก็เปลี่ยนใจแล้วล่ะ เค้าขอแค่เจอแม่ของนาธานอีกครั้งก่อนจะกลับไปอเมริกาก็เท่านั้นเอง”

“นายแน่ใจนะว่าพ่อนายไม่ได้มีแผนการอื่นแอบแฝงน่ะ” เรียวถามอย่างเป็นกังวล

“นายถามอย่างกับพ่อชั้นเป็นผู้ก่อการร้ายเลยนะ” เชนหัวเราะ “ไม่หรอกความจริงเรื่องมันมีมากกว่าที่ชั้นบอกนายแต่เล่าทางโทรศัพท์มันไม่สะดวก ไว้เจอกันแล้วจะเล่าให้ฟัง แต่สรุปว่านายไม่ต้องกังวลแล้วล่ะสบายใจได้”

มีเสียงถอนหายใจดังเฮือกมาตามสายจนเชนต้องอมยิ้ม เขาได้ยินเสียงใสๆดังแว่วมาเข้าหู กำลังจะขอสายอยู่พอดี เรียวก็ชิงพูดซะก่อน “เออนี่เชนพอดีมีคนเค้ากระวนกระวายอยากได้ยินเสียงนายใจจะขาดอยู่แถวๆนี้ โอ๊ย!! เจ็บนะ” เชนได้ยินเสียงดังเผี๊ย!! พร้อมกับเสียงโวย “คุยกับเค้าแล้วกันนะ” มีเสียงกุกกักดังมาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเรียว

แล้วก็เงียบไม่มีเสียงพูดนี่เร็นต้องกำลังหน้าแดงอยู่แน่เลย เชนหลับตาเห็นภาพใบหน้าน่ารักที่แก้มกำลังแดงนั้นอย่างชัดเจน “ว่าไงล่ะ จะไม่พูดกับชั้นหน่อยเหรอนางฟ้า”

“บ้า!! ยังเรียกชั้นอย่างนั้นอยู่อีก หน้าไม่อาย” เสียงต่อว่ากระเง้ากระงอดดังกลับมาทันควัน

“ก็นายเป็นนางฟ้าของชั้นจริงๆนี่ แล้วนี่หายกังวลรึยังล่ะ” เชนเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

“ก็มีบ้างแหละ แล้วนาธานล่ะกลับไปแล้วเหรอ”

“ฮื่อ พ่อให้รถไปส่งถึงบ้านเลยล่ะ อ้อไมล์ตามไปด้วยนะไม่ต้องห่วง”

“แล้วนายล่ะ ต้องทะเลาะกับพ่อรึเปล่า ชั้นว่าคงไม่หรอกใช่มะทำเสียงเหมือนดีใจอะไรซักอย่างงั้นแหละ”

“นี่นายสังเกตเสียงชั้นได้ขนาดนี้เลยเหรอแต่ชั้นก็มีเรื่องดีใจจริงๆแหละ น่าชื่นใจจังที่มีคนสนใจเราขนาดนั้น”

“ขี้ตู่!! ใครเค้าจะสนใจนายขนาดนั้นเล่า ชั้นเก่งตะหากล่ะ”

“O.K. เก่งก็เก่ง แล้วเราจะเจอกันครั้งหน้าเมื่อไหร่ดีล่ะ”

“ใครบอกล่ะว่าชั้นอยากเจอนาย”

“ไม่ต้องมีใครบอกหรอก ก็ชั้นอยากเจอนายนี่” เชนทำเสียงออดอ้อน

“ก็ได้ วันมะรืนเป็นไงพอดีมีละครเวทีที่ชั้นอยากดูพอดีเลย ชั้นไปหานายที่โรงแรมแล้วกันสิบโมงเหมือนเดิมตกลงมั้ย”

“ตั้งมะรืนเชียวนานจัง” เชนทำเสียงอ้อน

“อย่ามาทำอ้อนนะตาลุงนี่” เร็นหัวเราะเสียงใส “พรุ่งนี้มากินข้าวเย็นบ้านชั้นก็ได้”

“จริงเหรอ!! แต่ชั้นเพิ่งสิบเจ็ดเองนะยังไม่เป็นลุงซักหน่อย เอาเหอะยังไงนายก็น่ารักที่สุดเลย” เชนดีใจสุดๆ

“แหงล่ะ งั้นแค่นี้นะคุยนานเดี๋ยวเรียวบ่นชั้นอีก เค้าสายนาธานอยู่”

“ก็ได้เห็นแก่เรียวนะเนี่ย บายนะแล้วเจอกันพรุ่งนี้” เชนพูดจบก็ยกโทรศัพท์มาส่งเสียงจูบดังจุ๊บ

“เจ้าบ้า!! มาแอบ...เค้าได้ไง ชั้นยังไม่อนุญาตเลยนะ แค่นี้แหละไม่พูดด้วยแล้ว” แล้วเร็นก็ตัดสายไปเลย

เชนกดตัดสายแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมามองไปพลางยิ้มไปพลางเหมือนกับโทรศัพท์เป็นหน้าเร็นยังไงยังงั้น เขาวางโทรศัพท์ลงที่ข้างเตียง ยกมือสองข้างมาหนุนศีรษะแล้วหลับตาลง รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก ความเก็บกดเรื่องของครอบครัวในใจเขาวันนี้เหมือนถูกยกออกไปจนหมด พ่อต้องเสียสละมากมายเพื่อเขาอย่างที่เขาไม่เคยได้รับรู้มาก่อนเลย มันต้องใช้ความกล้าสักเพียงไหนนะที่จะทำแบบที่พ่อทำ เป็นตัวเขาเองก็อาจจะทำไม่ได้ก็ได้ คนเราทุกคนต่างก็รักตัวเองกันทั้งนั้นคงไม่มีใครอยากที่จะทำร้ายตัวเองเพื่อคนอื่นหรอก แต่พ่อทำได้ การที่ได้รู้ว่าตัวเองเป็นที่รักมากมายนั้นมันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นวาบเข้าไปถึงหัวใจและวิญญาณ และความเจ็บปวดจากการไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่ก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยความรู้สึกเหล่านั้นแทน จากที่เขาเคยพูดว่าไม่อยากเป็นคนแบบพ่อของเขา ตอนนี้ถ้าเขาเป็นได้ซักครึ่งของพ่อก็คงดี

*************************************************

“สบายใจแล้วสิ ยิ้มหน้าบานไม่ยอมหุบเชียว” เร็นแซวพี่ชายเพราะหันมาเห็นพอดีหลังจากวางโทรศัพท์แล้ว

“แน่ล่ะสิ ก็เชนยืนยันแล้วนี่ เฮ้อ!! โล่งอกไปที” เรียวถอนใจอย่างโล่งอก “เอ เมื่อกี้ได้ยินแว่วๆว่านัดใครมากินข้าวเย็นเอ่ย”

“ก็มีอยู่คนเดียวนั่นแหละ ทำมาเป็นส่งเสียงออดอ้อน นี่ชั้นสงสารหรอกนะ” เร็นเอ่ยพลางเชิดหน้า

“ทนการอ้อนไม่ไหวมากกว่ามั้ง ใจจริงก็อยากเจอเค้าใช่มั้ยล่ะ” เรียวว่าอย่างเอ็นดู “แล้ววันมะรืนจะไปเที่ยวกันเหรอ ชวนชั้นรึเปล่า”

“โธ่เอ๊ย!! ตัวเองก็อยากเจอนาธานเหมือนกันน่ะแหละทำมาเป็นพูดดี” เร็นเอาคืนบ้าง “ก็ชวนเค้าไปสิ”

“อยู่แล้วล่ะ” เรียวตอบ

“ไปช่วยแม่ทำข้าวเย็นดีกว่า หมั่นไส้” เร็นว่าแล้วก็วิ่งเข้าครัวไปอย่างรวดเร็ว

“โชคดีจังน้า” เรียวรำพึงแล้วก็นั่งรอโทรศัพท์ของนาธานอย่างใจจดใจจ่อ

****************************************************

“ขอบคุณมากครับ” นาธานเอ่ยพลางก้าวลงจากรถ “ขอบใจนะไมล์ที่มาเป็นเพื่อน” เขาเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้ไมล์ที่เดินลงมาส่ง

“ดีใจด้วยนะที่เรื่องจบลงด้วยดี” ไมล์ตอบอย่างยิ้มแย้มเช่นกัน “ชั้นก็สบายใจซักทีที่เชนไม่ต้องมีเรื่องกับท่าน เพราะเค้าตั้งใจจะสู้กับพ่อเค้าเรื่องของนายเต็มที่เลยล่ะ”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ เชนนี่น่ารักจังนะที่คอยปกป้องชั้นกับแม่”

“ก็นายเป็นครอบครัวที่เค้าไม่เคยมีนี่นา ก่อนที่เค้าจะรู้เรื่องทุกอย่าง สายตาที่เค้ามองท่านน่ะเป็นแค่คนที่มีหน้าที่ต่อกันเท่านั้นเองนะ”

“ตอนนี้พวกเราก็เลยเป็นครอบครัวใหญ่เลยล่ะสิ” นาธานบอกปนหัวเราะ “กลับไปเถอะป่านนี้พี่ชายชั้นคงรอคุยกับนายอยู่แล้วล่ะ”

“งั้นก็บายนะ ไว้เจอกันคราวหน้า” ไมล์บอกพร้อมกับก้าวขึ้นรถ

“บาย” นาธานเอ่ยแล้วโบกมือให้ รถค่อยๆเคลื่อนออกไปจากบริเวณบ้านจนลับสายตา เขาเดินเข้าบ้านด้วยรอยยิ้มเป็นสุขที่ยังคงค้างยู่บนใบหน้า เดินเข้ามาในห้องรับแขกก็พบแม่ของเขานั่งรออยู่อย่างกระวนกระวาย

“ผมกลับมาแล้วฮะ แม่เป็นอะไรไปฮะ” นาธานถามอย่างสงสัย ทรุดตัวลงนั่งข้างๆซาร่าบนโซฟา

“ใครมาส่งลูกน่ะ แล้วลูกไปเจอใครมาบอกแม่มาเร็วเข้า” ซาร่ามองสบตานาธานอย่างค้นหามีแววร้อนรน

นาธานเอื้อมมือมากุมมือของแม่ไว้รู้สึกว่ามันเย็นและสั่นเล็กน้อย “แม่ใจเย็นๆก่อนนะฮะ ผมปลอดภัยดีไม่เป็นไรเลยเห็นมั้ยฮะ” นาธานปลอบใจ “วันนี้ผมไปพบพ่อมา แล้วพ่อก็ให้คนมาส่งฮะ”

“ลูก...ลูกไปพบพ่อของลูก...มาร์คงั้นเหรอ ล...แล้วเค้าทำอะไรลูกรึเปล่า เค้าทำร้ายลูกรึเปล่า” ซาร่าถามเสียงสั่นพลางเอามือลูบไปตามเนื้อตัวของนาธานไม่หยุดจนเขาต้องจับมือแม่มากุมไว้

“แม่ไม่ต้องกลัวนะฮะ พ่อไม่มีวันทำร้ายผมหรอก” เขากระชับมือแม่เพื่อให้เธอมั่นใจ “เราแค่คุยกัน ทำความเข้าใจกันแค่นั้นเองฮะ”

“คุยกัน คุยเรื่องอะไรเหรอลูก”

“ก็หลายเรื่องฮะ แต่มีเรื่องหนึ่งสำคัญมากสำหรับแม่และผม” เขาหยุดเพื่อเรียกความสนใจจากแม่เขาให้เต็มที่ “พ่อจะไม่พาพวกเราไปไหนทั้งนั้น เค้าอยากเห็นพวกเรามีความสุขนะฮะ พ่อบอกผมด้วยว่าให้ลืมเรื่องที่เขาเคยพูดกับแม่ไปซะ เค้าจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด”

“ไม่...ไม่จริง แม่ไม่เชื่อหรอก คนอย่างเค้าไม่เคยรามือจากสิ่งที่เค้าจะทำ เค้าต้องมีแผน เค้าจะพาลูกไป เค้า...”

“แม่ฮะ ฟังผมนะฮะ” นาธานหยุดแม่เขาไว้ก่อน “พ่อบอกผมแล้วว่าแม่คงไม่เชื่อ เอาอย่างนี้นะฮะถ้าแม่ไม่เชื่อพ่อ แม่เชื่อผมได้มั้ยฮะ” เขาสบตาผู้เป็นแม่อย่างต้องการคำตอบ สายตาหวาดหวั่นของซาร่าสบกับดวงตาสีเขียวแบบเดียวกับคนที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจที่ฉายแววมั่นคง เธอจึงสงบใจลงได้บ้างแล้วพยักหน้าอย่างแกนๆ “จ้ะ แม่เชื่อลูก”

“วันนี้ผมได้ไปรู้อะไรบางอย่างมาและมันก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพวกเราทุกคน”

“ทุกคน!! ลูกหมายถึง...” ซาร่าขัดขึ้น

“ฮะ ผมหมายถึงทุกๆคน พ่อ แม่ พี่ชายของผมเชน ตัวผม และลุงโจด้วย เมื่อแรกที่ผมได้ฟังเรื่องนี้ผมแทบจะไม่เชื่อเลย มันทำให้ผมสับสนอย่างมาก ไม่ใช่แต่ผมคนเดียวนะฮะเชนเองก็เพิ่งจะรู้พร้อมๆกับผมเหมือนกันแต่ผมว่าเค้าช็อคมากกว่าผมอีก หลังจากพิจารณาถึงเหตุผลทุกอย่างเท่าที่ผมจะคิดได้และสัญชาตญาณของตัวผมเองแล้ว ผมก็เชื่อทุกอย่างที่ผมได้ยินมา” เขากุมมือของแม่ไว้แน่น “ผมอยากถามอะไรแม่ซักหน่อยฮะ”

ซาร่าสูดหายใจเข้าลึก ท่าทางของนาธานดูจริงจังเหลือเกิน อย่างนั้นก็คงเป็นเรื่องที่สำคัญมากอย่างที่เขาว่า “ถามมาเลยลูก แม่พร้อมแล้ว”

“แม่จะทำยังไงฮะถ้าแม่รู้ว่าพ่อเค้ายังรักแม่อยู่และอยากให้แม่กับผมกลับไปอยู่กับเค้า”

“มันเป็นไปไม่ได้หรอกนาธาน”

“แค่ลองคิดดูน่ะฮะ ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆแม่จะทำยังไง”

“แม่ก็จะยังคงอยู่กับโจต่อไป เรื่องระหว่างแม่กับพ่อของลูกมันเป็นอดีตที่แม่ก้าวผ่านมาแล้วและแม่ก็จะไม่หวนกลับไปอีก เวลานี้แม่รักโจและต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับเค้าและลูกจ้ะ”

นาธานยิ้มรับคำตอบของแม่แล้วถามต่อ “ถ้าแม่รู้ว่าสิ่งที่แม่รู้เกี่ยวกับพ่อตลอดมาแม่เข้าใจผิดทั้งหมด ที่พ่อทำไปเพื่อต้องการที่จะปกป้องพวกเราสองคนล่ะฮะ แม่จะเลิกโกรธพ่อรึเปล่า”

ซาร่านิ่งขึงไปอย่างต้องการค้นหาคำตอบที่อยู่ในใจ “แม่ไม่เคยโกรธหรือว่าเกลียดพ่อของลูกหรอก แม่รู้ว่าพ่อเค้าทำเพราะจำเป็น ตอนแรกแม่ก็ทำใจรับได้ยากเพราะแม่รักเค้ามากแต่พอแม่อายุมากขึ้น มีความคิดมากขึ้นแม่ก็ทำใจและตัดใจจากเค้าได้ เพราะแม่มีสิ่งที่สำคัญกว่าความรักของเค้านั่นก็คือลูกยังไงล่ะ แม่แค่กลัวว่าเค้าจะมาพรากลูกไป” เธอยกมือขึ้นลูบหัวนาธานอย่างรักใคร่ “ถ้าเค้าทำอย่างนั้นจริงๆ แม่ก็คงต้องขอบคุณเค้า ที่เค้าทำให้แม่มองโลกในแง่ความเป็นจริงมากขึ้น ทำให้แม่เข้มแข็งและรู้ว่าความรักเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้คนเรามีชีวิตอยู่ในสังคมนี้ได้”

“แล้วแม่จะยอมพบพ่อซักครั้งมั้ยฮะ ผมว่าพ่อเค้าอยากจะขอโทษแม่นะฮะ” นาธานบอกด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน

“แม่...ไม่รู้สิ มาร์คน่ะเหรออยากขอโทษ แม่ไม่คิดว่าคำพูดแบบนั้นจะออกจากปากเค้าหรอก”

“มันก็ออกจะเชื่อยากอยู่หรอกฮะ ก็อย่างที่ผมบอกผมยังแทบจะไม่เชื่อเลย แต่พ่อก็ขอโทษผมแล้วนะฮะแล้วผมก็ยกโทษให้ท่นแล้วด้วย”

“จริงเหรอจ๊ะ” ซาร่าถามอย่างไม่เชื่อหู

“จริงฮะ เราลืมเรื่องในอดีตแล้วเริ่มต้นกันใหม่ด้วยความรู้สึกดีๆดีกว่านะฮะ” นาธานอ้อนวอนแม่อีกครั้ง “พ่ออยากพบแม่จริงๆนะฮะ เค้าบอกด้วยว่าถ้าแม่ไม่ไว้ใจเค้าก็ให้พาลุงโจไปด้วยก็ได้”

“เค้าว่าอย่างนั้นเหรอ” ซาร่าลังเลที่จะตัดสินใจ

“แม่ปรึกษาลุงโจก่อนก็ได้ฮะ ยังมีเวลาอีกตั้งเดือนก่อนพ่อกับเชนจะกลับอเมริกา”

“ตกลงจ้ะแม่จะคิดดู แต่ลูกยังไม่บอกแม่เลยว่าลูกไปรู้อะไรมา”

“พ่อไม่อยากให้บอกแม่น่ะฮะ เค้าว่าไม่อยากรื้อฟื้นอดีตขึ้นมาอีก เอาไว้แม่ไปพบพ่อแล้วแม่ก็ลองถามดูสิฮะ”

ซาร่าอมยิ้มกับความเจ้าเล่ห์เล็กๆของลูกชาย “แม่ยังไม่ตัดสินใจซักหน่อยว่าจะไปพบพ่อของลูก”

นาธานหัวเราะแก้เขินที่แม่รู้ทัน “ผมก็แค่หวังเท่านั้นเองฮะ” เสียงหัวเราะของนาธานพลอยทำให้ซาร่าหัวเราะไปด้วย “เอาล่ะจ้ะไปพักผ่อนได้แล้ว วันนี้โจกลับเร็วแม่จะเตรียมมื้อเย็นเร็วหน่อย” เธอกอดลูกมาแนบอก “แม่รักลูกนะจ้ะลูกรัก” นาธานยิ้มกว้างกับอกแม่ “ผมก็รักแม่มากเลยฮะ”

สองแม่ลูกกอดกันอยู่ครู่หนึ่ง นาธานก็กลับเข้าห้องตัวเองส่วนซาร่าก็เดินเข้าครัวไปสั่งให้แม่บ้านเตรียมอาหารพร้อมกับครุ่นคิดเรื่องที่ลูกชายบอกไปด้วย คืนนี้คงต้องคุยกับโจยาวแน่ๆ เธอระพึงพลางถอนใจเบาๆ

นาธานเข้าห้องของตัวเองหยิบโทรศัพท์แล้วเดินมานั่งที่เตียงกดเบอร์บ้านเรียวลงไป พอปลายสายดังปุ๊บก็มีเสียงรับปั๊บ “โอ้โห นี่รออยู่หน้าเครื่องเลยเหรอเนี่ย” นาธานหัวเราะเสียงใส “หวัดดีเรียว”

“ชั้นรอตั้งนานแน่ะ ทำอะไรอยู่ทำไมโทรมาช้าจัง” เรียวต่อว่า

“คุยกับแม่นิดหน่อยน่ะ นี่เชนโทรไปแล้วใช่มั้ย”

“ฮื่อ ดีจังนะชั้นกลัวแทบแย่แน่ะว่าพ่อนายจะเอาตัวนายไป”

“มันเป็นเรื่องผิดคาดจริงๆเลย ชั้นตัดสินใจถูกแล้วล่ะที่ไปพบพ่อวันนี้ อยากเล่าให้นายฟังจังเลย”

“จริงนะ งั้นพรุ่งนี้มาทานมื้อเย็นบ้านชั้นสิ เชนก็จะมาด้วย” เรียวรีบชวน

“เอาสิ เชนนี่ไม่ยอมพลาดเลยนะ”

“ใช่ๆ ได้ทีก็รีบอ้อนเร็นใหญ่เลย จริงสิวันมะรืนก็จะไปเที่ยวกันด้วยนะ”

“เหรอ ไปไหนกันล่ะ”

“เจ้าเร็นอยากไปดูละครเวทีน่ะ”

“ชั้นยังไม่เคยดูเลย อยากดูมั่งจัง”

“งั้นเราไปด้วยกันนะ”

“จริงเหรอ ขอบใจที่ชวนนะเรียว”

“งั้นพรุ่งนี้เจอกันนะ ชั้นจะรอ”

“ตกลงพรุ่งนี้เจอกัน บาย” นาธานวางสายแล้วถอนใจอย่างเป็นสุข เขาลุกขึ้นหยิบผ้าเช็ดตัว แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำ ถ้าใครเดินผ่านหน้าห้องคงต้องสงสัยแน่ๆเพราะเสียงฮัมเพลงอย่างมีความสุขที่ดังลอดออกมาบ่งบอกว่าเจ้าของห้องนั้นมีความสุขขนาดไหน...

เย็นวันนั้นหลังจากที่ทั้งสี่คนคือมาร์ค เชน เจอโรมและไมล์ทานมื้อเย็นกันเรียบร้อยก็มารวมตัวคุยกันที่ห้องรับแขกในห้องชุดของมาร์ค เจอโรมเดินไปที่เคาน์เตอร์รินเครื่องดื่มให้เพื่อนและตัวเองแล้วเดินมาส่งให้ หลังจากนั้นก็นั่งลงที่โซฟาที่ทุกคนนั่งอยู่

“มีอะไรรายงานมาจากทางโน้นอีกมั้ย” มาร์คเริ่มการสนทนา

“เรารู้แล้วว่าคนที่บงการพวกที่สะกดรอยเชนก็คือมิคาเอล ดาซิลวาที่เป็นพี่คนโต ตอนนี้เราส่งคนตามประกบมันอยู่แต่ยังไม่มีการเคลื่อนไหวครับ”

“แล้วน้องชายมันล่ะ”

“ริคโค ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยครับ เขาอาจจะไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำเพราะเพิ่งกลับจากชิคาโกเมื่อวานนี้”

“ความจริงหมอนั่นก็เป็นคนดีนะ ชั้นว่าถ้าได้ขึ้นมาบริหารบริษัทแทนพี่ชายบริษัทคงจะรุ่งเรืองกว่านี้”

“แล้วนายจะทำยังไง”

“ชั้นจะไม่รอดูท่าทีของเจ้ามิคาเอลอีกแล้ว เพราะชั้นเคยยื่นคำขาดไปแล้วว่า ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกจะไม่มีคำว่าปราณีสำหรับมัน ชั้นจะจัดการซื้อบริษัทของมันแล้วเตะโด่งมันออกจากธุรกิจนี้ซะ” มาร์คกล่าวเสียงกร้าว

เชนกลืนน้ำลายลงคอ “มันจะไม่โหดร้ายไปหน่อยเหรอฮะพ่อ”

มาร์คหันมามองเชนแล้วยิ้มมุมปาก “แกควรทำตัวให้ชินไว้ซะ คนบางคนปราณีได้แต่กับบางคนแกก็ต้องเหี้ยมแบบนี้แหละ ไม่อย่างงั้นแกก็อยู่ในโลกธุรกิจนี้ไม่ได้”

“ผมเข้าใจฮะ แล้วพี่น้องดาซิลวาที่ว่านี่ ใช่พวกที่พยายามจับตัวผมเมื่อหกเดือนก่อนรึเปล่าฮะ”

“เจ้าคนพี่น่ะใช่”

เชนหันไปมองไมล์ที่นั่งฟังอย่างสงบ “งั้นพ่อก็จัดการมันเลยฮะ สำหรับมันไม่สมควรได้รับความปราณีจากเราหรอก” เขากล่าวด้วยแรงอารมณ์เพราะนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับไมล์

มาร์คกับเจอโรมหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันเพราะรู้ว่าเชนกำลังให้พวกเขาแก้แค้นแทนเพื่อน ไมล์เองก็อมยิ้มกับน้ำเสียงโกรธๆของเชน “ไม่เห็นจะขำเลย” เขาบ่นพึมพำ “แล้วทำไมพ่อไม่จัดการพวกมันตั้งแต่ตอนนั้นล่ะฮะ”

“พ่อจัดการแล้ว แต่หลักฐานมันโยงไปไม่ถึงเจ้ามิคาเอลเลยทำอะไรมันไม่ได้ พ่อก็คิดจะจัดการกับมันด้วยตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่พอดีน้องชายมันที่รู้เรื่องว่าพี่มันคิดจะทำอะไรก็บุกเดี่ยวมาขอพบพ่อตามลำพังแล้วก็ขอร้องให้ปล่อยพี่ชายเค้าสักครั้ง เค้าจะไม่ให้พี่ชายเค้ามาทำความยุ่งยากให้พ่ออีก พ่อเห็นว่าเจ้าหมอนั่นเป็นคนดีเชื่อถือได้ก็เลยยอมตาม หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์ใดๆเกิดขึ้นอีกเลยจนเจ้าตัวเดินทางไปที่อื่น นี่ไม่รู้ว่ากลับมารับรู้แล้วเค้าจะว่ายังไง”

“ชั้นว่าหมอนั่นคงกำลังหาทางติดต่อนายอยู่มั้ง” เจอโรมออกความเห็น

“งั้นชั้นก็จะให้เค้ากระวนกระวายต่อไปอีกซักหน่อยค่อยเจรจาด้วยดีมั้ย” มาร์คบอกพลางหัวเราะหึ หึ

“ร้ายจังนะฮะ แต่ก็สมควรแล้ว” เชนเอ่ยอย่างเห็นด้วย

“เอาล่ะพวกนายไปพักผ่อนได้แล้ว เจอโรมอยู่คุยกับชั้นก่อน” มาร์คสั่ง

“งั้นก็ราตรีสวัสดิ์ฮะ” สองหนุ่มลุกขึ้นแล้วพากันเดินออกไป

“พรุ่งนี้เย็นชั้นจะไปทานข้าวเย็นบ้านเร็นนะ แล้วมะรืนเราก็มีนัดไปดูละครเวทีกันด้วยล่ะ” เชนบอกเพื่อนเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาในห้องพัก

“ทำเสียงปลื้มซะขนาดนั้นแสดงว่าคืบหน้าไปอีกขั้นแล้วล่ะสิ” ไมล์บอกพร้อมกับยักคิ้วล้อเลียนแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำไป

“รู้ดีจริงนะ” เชนพึมพำตามหลังเพื่อนไป พรุ่งนี้ก็จะได้เจอหวานใจของเขาอีกแล้ว เชนคิดพลางล้มตัวลงนอน ยังไงซะวันนี้ก็ขอฝันถึงหน้าสวยๆยิ้มหวานๆของเจ้าตัวไปพลางๆก่อนแล้วกัน...

***************************************************

เช้าวันรุ่งขึ้น นาธานตื่นขึ้นด้วยความสดใส หลังจากที่จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้วก็เดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดีเข้ามาในห้องอาหาร

“อรุณสวัสดิ์ฮะคุณพ่อ คุณแม่” เขาร้องทักอย่างร่าเริงพร้อมกับนั่งลง

โจยิ้มรับ “เช้านี้อารมณ์ดีจังนะนาธาน ดีใจอะไรมาเอ่ย”

นาธานหันมองโจทีซาร่าทีแล้วหันมาถามผู้เป็นมารดา “แม่คุยกับคุณพ่อแล้วใช่มั้ยฮะ”

“เราคุยแล้วเมื่อคืนนี้ แต่พ่อก็ให้แม่เค้าเป็นคนตัดสินใจเอาว่าจะไปพบพ่อของลูกรึเปล่า” โจตอบแทน

“แม่ว่าไงฮะ” นาธานถามอย่างกระตือรือร้น เป็นจังหวะเดียวกับที่แม่บ้านยกอาหารเช้าเข้ามาพอดี ซาร่ารอให้แม่บ้านจัดอาหารเช้าเสร็จและออกไปก่อนจะตอบ

“แม่ว่าแม่อยากได้ยินคำที่แม่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากคนอย่างเค้าซักครั้งหนึ่งนะ” เธอเอ่ยพร้อมกับยิ้มให้กับรอยยิ้มที่กว้างขึ้นของลูกชาย

“ดีจัง เมื่อไหร่ดีล่ะฮะแล้วคุณพ่อไปด้วยรึเปล่า”

“ของมันแน่อยู่แล้วล่ะ ความจริงผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยซักเท่าไหร่หรอกนะ” โจบอกแล้วทำหน้าบึ้งเล็กๆ

“โจคะ...” ซาร่าปราม

ชายหนุ่มถอนใจ “ผมรู้ๆ แต่คุณก็รู้นี่นาที่รักว่าผมรู้สึกยังไงกับผู้ชายคนนี้น่ะ”

นาธานอึ้งไปเล็กน้อย จริงสินะโจเองก็ไม่ได้รับรู้อะไรอย่างที่ตัวเขาได้รู้มา เขาต้องแก้ความเข้าใจผิดของพ่อเลี้ยงก่อนที่จะไปพบกับพ่อของเขาแบบนั้นจะดีกว่า ก็เขาไม่อยากเห็นทั้งสองคนมีเรื่องกันนี่ เขาจึงตัดสินใจที่จะหาเวลาเล่าเรื่องของพ่อให้โจฟัง “ไว้คุณพ่อคุณแม่ไปเจอเค้าแล้วอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้นะฮะ” นาธานบอกอย่างจริงจัง “จริงสิฮะผมลืมไปเลย เย็นนี้ผมขออนุญาตไปทานข้าวเย็นที่บ้านเรียวนะฮะ”

“ไปอีกแล้วเหรอจ๊ะ เอที่บ้านโน้นมีอะไรดีน้า” ซาร่าถามยิ้มๆ

“อย่าบอกนะว่าไปติดใจเจ้าสองแฝดนั่นน่ะ” โจถามพร้อมกับหัวเราะร่วน

นาธานแก้มเป็นสีชมพูพร้อมกับยิ้มเขินๆ “พวกเค้าก็น่ารักดีนี่ฮะ”

“เรียวหรือเร็นล่ะที่น่ารักน่ะ” โจแกล้งถาม

“ก็ทั้งคู่นั่นแหละฮะ” นาธานหลบตาอย่างเขินอาย

“อย่างแกล้งนาธานสิคะที่รัก เดี๋ยวหลังมื้อเช้าชั้นจะออกไปข้างนอกหน่อยนะคะ”

“จะให้ผมไปเป็นเพื่อนรึเปล่า”

“ไม่ต้องหรอกค่ะแค่ซื้อของนิดหน่อยเอง อยากได้อะไรรึเปล่าจ๊ะลูก”

“ไม่ล่ะฮะ”

หลังจากนั้นทั้งสามคนก็คุยกัยเรื่องทั่วๆไปจนทานอาหารเสร็จ ซาร่าออกไปข้างนอกตามที่บอกไว้ ส่วนโจก็เข้าไปทำงานต่อในห้องทำงาน นาธานเดินครุ่นคิดอยู่ในห้องนั่งเล่นว่าจะเข้าไปหาพ่อเลี้ยงของเขาเลยดีรึเปล่าเพราะเขาก็ไม่รู้ว่าโจจะเชื่อเขารึเปล่า เขาเดินไปที่หน้าห้องทำงานอย่างตัดสินใจได้แล้วเคาะประตูเบาๆแล้วเปิดเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต

“ยุ่งอยู่รึเปล่าฮะคุณพ่อ” เขาถามอย่างเกรงใจ

โจเงยหน้าขึ้นมองลูกเลี้ยง หากเขาสงสัยถึงการมาของนาธานเขาก็ไม่แสดงออก “ไม่หรอก เข้ามาสิ”

นาธานเดินมานั่งลงตรงข้ามโต๊ะทำงานตัวใหญ่ “ผมมีเรื่องสำคัญที่อยากให้คุณพ่อรู้น่ะฮะ”

โจสบตากับลูกเลี้ยงตรงๆ “เรื่องพ่อของเธอใช่มั้ย” พอนาธานพยักหน้ารับเขาจึงถามต่อ “และเธอไม่อยากบอกเรื่องนี้กับแม่ของเธอด้วย” นาธานพยักหน้าอีกครั้ง

“ที่จริงผมอยากให้แม่รู้นะฮะ แต่พ่อเองแหละฮะที่ไม่อยากให้บอกแม่ ท่านว่าไม่อยากให้แม่รู้สึกลำบากใจฮะ”

“งั้นเหรอ” โจเลิกคิ้วอย่างสงสัย “งั้นก็เล่ามาเลยลูก”

นาธานเริ่มต้นเล่าเรื่องที่เขาได้รับรู้มาเมื่อวานให้โจฟังอย่างตั้งใจ ตลอดเวลาของการเล่าเขาไม่ขัดจังหวะนาธานเลยปล่อยให้นาธานเล่าจนจบ

“เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละฮะ” นาธานจบการเล่าของเขาลง

โจรับฟังลูกเลี้ยงของเขาอย่างสงบ เขามีสีหน้าครุ่นคิด นาธานก็เดาไม่ถูกว่าพ่อเลี้ยงของเขาจะคิดยังไงหรือจะเชื่อเขารึเปล่า “เธอเชื่อเรื่องนี้แค่ไหน” โจถามทำลายความเงียบขึ้นมา

“ผมเชื่อทั้งหมดฮะ ด้วยหัวใจของผม” เขาตอบจริงจัง

“แล้วเธออยากให้พ่อเชื่อด้วยรึเปล่า” โจถามเรียบๆ

“ไม่ฮะ ผมอยากให้คุณพ่อเจอกับเค้าก่อนที่คุณพ่อจะตัดสินใจ”

“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเรื่องที่เค้าบอกลูกเป็นเรื่องจริง เค้าก็เป็นคนที่กล้าหาญมากที่ยอมเสียสละตัวเองแบบนั้น” โจหันมาสบตากับนาธาน “ถ้าเป็นพ่อ พ่อจะไม่ทำอย่างที่พ่อของเธอทำหรอก เค้าอาจต้องเจ็บปวดกับสิ่งที่เค้าเลือกทำแต่เค้าคงลืมไปว่ามันทำร้ายคนหลายคนเหมือนกัน”

“จริงฮะ แต่เรื่องมันก็ผ่านไปแล้ว ผมไม่อยากเห็นคนที่เป็นครอบครัวของผมทุกคนเข้าใจผิดกันน่ะฮะ ผมอาจจะเห็นแก่ตัวไปซักหน่อยเพราะว่าเมื่อก่อนผมไม่เคยมีมันแต่พอผมมีผมก็อยากได้ทั้งหมด”

โจยิ้มให้คำกล่าวของลูกเลี้ยง “เธอไม่ได้เห็นแก่ตัวหรอก เธอแค่อยากให้ทุกคนรักกันเท่านั้นเพราะเธอเป็นคนอ่อนโยนเหมือนกับแม่ของเธอ”

“แปลว่าคุณพ่อเข้าใจใช่มั้ยฮะ”

“พ่อเข้าใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อจะลืมว่าเค้าทำอะไรไว้กับซาร่าและลูกนะ”

“ผมก็ไม่ได้ลืมมันไปเหมือนกันฮะ ผมแค่ยกโทษให้ท่านเท่านั้นเอง”

โจหัวเราะหึ หึ “นี่พูดเพื่อเตือนพ่อใช่มั้ย แต่เค้าไม่ได้ต้องการการให้อภัยจากพ่อนี่ จากแม่ของลูกต่างหากที่สำคัญกับเค้าจริงมั้ย ถ้าแม่ของลูกให้อภัย เค้าก็ไม่มีอะไรที่ติดค้างพวกเราอีก พ่อก็จะถือว่าเรื่องนี้จบไป”

นาธานลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะมาสวมกอดพ่อเลี้ยงของเขาเอาไว้ “ขอบคุณฮะคุณพ่อ” โจกอดตอบแล้วลูบหัวลูกเลี้ยงเบาๆอย่างรักใคร่ นาธานเงยหน้าขึ้นยิ้มอย่างสดใส “งั้นผมไม่กวนใจคุณพ่อแล้วนะฮะ คุณพ่อจะได้ทำงานต่อ” เขาผละจากโจแล้วเดินไปที่ประตูห้อง

“ขอบใจที่เล่าเรื่องนี้ให้พ่อฟังนะ” โจบอกนาธานก่อนที่เขาจะเดินออกไป นาธานหันมาส่งยิ้มให้อีกครั้งก่อนจะปิดประตูห้องอย่างเบามือ เขารู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจอีกครั้ง เย็นนี้เค้ามีเรื่องไปเล่าให้เรียวฟังเยอะเลย นาธานเผลอยิ้มออกมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงหนุ่มน้อยที่กุมหัวใจของเขาอยู่...

*****************************************************

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นเมื่อเวลาห้าโมงเย็นเป๊ะ เรียวรีบวิ่งไปเปิดประตูทันทีที่ได้ยิน ที่ประตูสามหนุ่ม(สามมุมด้วยรึเปล่าก็ไม่รู้) ยืนยิ้มรออยู่อย่างพร้อมเพรียง

“เฮ้ไหงพวกนายมาด้วยกันได้ล่ะเนี่ย เข้ามาสิ” เรียวถามพลางเบี่ยงตัวหลบให้หนุ่มๆเดินเข้ามา ปิดประตูตามหลังแล้วก็เดินนำทุกคนเข้ามาที่ห้องรับแขก

“ชั้นโทรไปหาเชนเค้าก็เลยไปรับชั้นมาด้วยน่ะ” นาธานบอก

“มองหาเร็นอยู่ล่ะสิ อยู่ในครัวกับแม่โน่นแนะ” เรียวบอกเชนเมื่อเห็นเขามองหาใครบางคน

“ชั้นน่าจะเดาได้นะ” เชนยิ้มเขินๆ “ไปทักทายหน่อยดีกว่า” เขาว่าแล้วก็เดินตรงลิ่วๆเข้าไปในครัว สามคนที่เหลือมองหน้ากันแล้วหัวเราะ ก่อนจะตามเชนไป

เชนเดินไปถึงครัวอย่างเงียบกริบ ภาพที่เห็นทำให้เขายิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว เร็นใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้นผูกผ้ากันเปื้อนสีอ่อนกำลังช่วยแม่ทำอาหารอย่างมีความสุขดูมีเสน่ห์จับใจ มือเล็กๆเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว แววตาสดใสเป็นประกาย ภาพน่ารักนั้นทำให้เชนประทับใจจนไม่อยากให้เร็นรู้ตัวว่าเขามองอยู่

พอดีกับที่รินะให้เร็นหันกลับมาหยิบจาน สายตาของเขาจึงประสานกับเชนเข้าอย่างจัง เขาทั้งตกใจทั้งเขินแต่ก็ไม่อาจหลบดวงตาสีเขียวเข้มของเชนไปได้ ดวงตาที่มีอำนาจตรึงเขาได้ทุกครั้งที่เชนต้องการ ชายหนุ่มส่งยิ้มให้อย่างมีเสน่ห์แล้วเดินเข้ามาใกล้ๆ “หวัดดี” เขากระซิบกับเร็น หนุ่มน้อยหลบตาอายๆ รินะเห็นว่าเร็นไม่ส่งจานให้ซักที พอหันมาก็พบกับต้นเหตุที่ยืนยิ้มอยู่ข้างลูกชาย

“สวัสดีครับอารินะ” เชนรีบทักเมื่อเห็นเธอหันมา

“สวัสดีจ้ะ มานานรึยัง”

“เพิ่งมาถึงครับ ไมล์กับนาธานก็มากับผมครับ”

“เร็นส่งจานให้แม่แล้วก็ไปอาบน้ำได้เลยนะลูกที่เหลือแม่จัดการเอง”

เร็นเหมือนพึ่งรู้ตัวจึงรีบส่งจานที่ถืออยู่ให้แม่ทันที รินะส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้ลูกชายแล้วหันไปสำทับกับเชน “พาไปเลยเชน ไม่งั้นไม่ยอมออกจากครัวแน่” แล้วขยิบตาให้ชายหนุ่ม “แม่มีผู้ช่วยใหม่ตั้งสามคนแล้ว”

“แม่อ่ะ” เร็นประท้วง

“ได้เลยครับ” เชนว่าแล้วรีบจูงมือเร็นออกไป ผ่านสามหนุ่มที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ที่ประตูครัวไป พอพ้นห้องครัวทั้งเชนและเร็นก็ได้ยินเสียงหัวเราะแว่วตามหลังมา เชนไม่สนใจลากเร็นขึ้นบันไดลิ่วๆไปทันที

“นี่นายจะลากชั้นไปถึงไหนเนี่ย” เร็นเอ่ยถาม “ดูซิผ้ากันเปื้อนก็ยังไม่ได้ถอด” เขาบ่น

“ก็ห้องนายอ่ะดิ อารินะบอกให้นายอาบน้ำจำได้มั้ย” เขายังคงลากเร็นต่อไปจนขึ้นมาถึงชั้นบนแล้วเลี้ยวขวาไปตามทางเดิน

“แล้วนายรู้ได้ไงว่าห้องชั้นอยู่ไหน”

“รู้ก็แล้วกัน” แต่ความจริงไม่รู้หรอก แต่เขาก็จูงเร็นเดินไปเรื่อยจนเร็นกระตุกมือเขา

“ไหนว่ารู้ไง มันเลยห้องชั้นแล้วนะ” เร็นยิ้มขำๆ

“งั้นห้องนี้ใช่มะ” ว่าแล้วเชนก็เปิดประตูห้อง จูงเร็นเข้ามาแล้วก็ปิดประตูโดยที่ยังจับมือเร็นอยู่

เขายืนพิงประตูไว้สบตากับหนุ่มน้อยตรงหน้าที่กำลังยิ้มน้อยๆอย่างน่ารักที่สุดในสายตาของเขา แล้วค่อยๆดึงเร็นเข้าสู่อ้อมกอด “ทำไมนายถึงได้น่ารักขึ้นทุกครั้งที่เราเจอกันแบบนี้นะ” เขาพึมพำมาจากเหนือศีรษะของเร็น

“จริงเหรอ” เสียงใสถามเบาๆ

“จริงสิ แบบนี้ชั้นคงไม่มีสายตาไปมองใครอีกแล้วล่ะ”

เร็นผละออกจากอ้อมกอดแข็งแรง เงยหน้าขึ้นสบตากับชายหนุ่ม “ขอบใจนะเชน แต่นายอย่าพูดแบบนั้นเลย”

“ทำไมล่ะ” เชนถามอย่างไม่เข้าใจ

เร็นหลบตาแล้วเดินหนีไปเปิดตู้เสื้อผ้าหยิบผ้าเช็ดตัวกับเสื้อผ้า พอหันกลับมาเขาก็เห็นเชนนั่งจ้องเขามาจากเตียง เขาถอนใจน้อยๆเพราะท่าทางของเชนบอกว่าต้องการคำตอบจากเขา เขาเอาเสื้อผ้าเข้าไปไว้ในห้องน้ำก่อนจะเดินกลับออกมา

“ตอบคำถามชั้นสิเร็น”

หนุ่มน้อยยืนพิงตู้เสื้อผ้า ไม่ยอมสบตากับชายหนุ่ม “อีกไม่นานนายก็ต้องกลับไปอเมริกา แล้วเราก็อาจจะไม่ได้พบกันอีก นายก็ต้องไปเจอคนอื่นอีกมากมาย มันก็คงต้องมีคนที่น่ารักกว่าชั้น นิสัยดีกว่าชั้น เมื่อนายพบคนที่นายชอบมากกว่าชั้นแล้วนายจะต้องเสียใจที่พูดคำนั้นกับชั้น นายยิ้มทำไม...” เร็นถามเมื่อเงยหน้ามาเห็นชายหนุ่มกำลังยิ้มกว้าง

“มานี่สิเร็น”

เร็นลังเลเล็กน้อยแล้วก็เดินมาหยุดตรงหน้าชายหนุ่ม เชนเอื้อมมือมาจับมือเขาไว้ “นายไม่ชอบใจที่ชั้นจะไปมองคนอื่นใช่มั้ย นายกลัวว่าชั้นจะชอบคนอื่นมากกว่านายใช่มั้ย”

เร็นไม่กล้าสบตาเชน ได้แต่พยักหน้ารับชายหนุ่มหัวเราะในคอ “ก็นายน่ารักขนาดนี้แล้วชั้นจะไปมองคนอื่น ชอบคนอื่นมากกว่านายได้ไง”

“ไม่จริงหรอก ชั้นรู้ว่าชั้นไม่ได้น่ารักอะไรขนาดนั้นซักหน่อย ชั้นชอบแกล้งคนอื่นแถมยังขี้งอนอีกด้วย”

“ใช่แล้ว แต่ชั้นก็ชอบเพราะที่นายแกล้งชั้นแสดงว่านายสนใจชั้น ที่นายงอนแสดงว่านายแคร์ชั้นจริงมั้ย”

เร็นพยักหน้าพร้อมกับยิ้มอายๆ แล้วก็กลับทำคิ้วขมวดอีก “แต่อีกเดือนหนึ่งนายก็ต้องกลับไปแล้ว เราอยู่ห่างกันแบบนี้ชั้นไม่ค่อยมั่นใจเลย ไม่ใช่ว่าชั้นไม่มั่นใจในตัวนายนะแต่ชั้นรู้ว่าชั้นยังเด็กจะไปเทียบกับคนอายุเท่าๆกับนายคงไม่ได้ ไม่รู้สิชั้นกลัว...กลัวไปหมดทุกเรื่องเลย”

เชนดึงเร็นมานั่งตัก สายตาพวกเขาจึงอยู่ระดับเดียวกัน เขาสบตาเร็นตรงๆเพื่อให้เร็นเห็นความตั้งใจจริง “ชั้นก็ยังเด็กเหมือนกัน เรื่องของเรามันเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ชั้นก็ยืนยันได้ว่าชั้นจริงใจกับนายนะ ความจริงชั้นน่าจะเป็นฝ่ายกลัวมากกว่าว่านายจะเปลี่ยนใจ ชั้นจะให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความจริงใจของชั้นดีมั้ย”

“เราจะพิสูจน์มันด้วยกัน เพราะชั้นก็อยากให้นายรู้ว่าชั้นจริงใจเหมือนกัน”

“ระยะทางที่ห่างกันจะไม่เป็นอุปสรรคสำหรับเราใช่มั้ย”

“ใช่ ชั้นเชื่อใจนายเชน”

รอยยิ้มสดใสของเร็นเป็นรางวัลที่คุ้มค่าสำหรับเชน เขาจูบหน้าผากร่างบางอย่างแผ่วเบา เร็นโอบแขนรอบคอชายหนุ่มและกอดเขาไว้ เชนซบหน้าลงกับซอกไหล่ของร่างน้อยแล้วสูดหายใจเอากลิ่นหอมๆของคนในอ้อมแขนเข้าไป

“ไปอาบน้ำเถอะเดี๋ยวทุกคนจะรอนาน” เชนพูดอู้อี้มาจากซอกคอ

“ได้กลิ่นตุ่ยๆล่ะสิ แล้วยังมาดมเค้าอีก” เร็นผละออกแต่ยังโอบแขนรอบคอชายหนุ่มเอาไว้แล้วหัวเราะเสียงใส

“หอมดีออก ถึงแม้ว่าจะมีกลิ่น...อืม อะไรน้า...ไก่อบใช่มั้ย” เชนบอกปนหัวเราะ

“จมูกแมลงวันเหมือนเรียวเลยนะ งั้นชั้นไปอาบน้ำดีกว่าไม่อยากให้บางคนหิวจนตาลาย”

เร็นหอมแก้มเชนแล้วลุกขึ้นจากตักของชายหนุ่ม เชนดึงมือไว้ “นี่สำหรับอะไร”

“ก็ที่นายน่ารักไงล่ะ” เร็นหัวเราะแล้วรีบวิ่งหนีเข้าห้องน้ำไปปล่อยให้เชนนั่งยิ้มกว้างอยู่บนเตียงคนเดียว

สิบห้านาทีต่อมาเร็นก็เดินออกมาในชุดใหม่พลางเอาผ้าขนหนูเช็ดผมตัวเองยุกยิก เชนครึ่งนั่งครึ่งนอนพิงหัวเตียงในมือมีหนังสือนิยายของเร็นที่อ่านไปได้เกือบหนึ่งในสี่ก็เงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของห้อง พลางพยักหน้าให้หนุ่มน้อยมานั่งบนเตียงข้างๆเขา เร็นก็เดินไปนั่งอย่างว่าง่าย

เชนวางหนังสือที่อ่านลงข้างเตียงแล้วช่วยเช็ดผมให้หนุ่มน้อย “ผมนายเริ่มยาวแล้วนะ” เขาบอก

“ชั้นว่าจะไว้ผมยาวน่ะ คงเท่ดี อีกอย่างใครๆก็ชมว่าผมชั้นสวยชั้นก็เลยเสียดายที่จะตัด” เร็นบอกยิ้มๆ

“ก็ดีนะคงจะน่ารักมากกว่าเก่า งั้นชั้นก็จะไว้ด้วยดีมะ แล้วค่อยตัดพร้อมกัน”

“เอางั้นเหรอ”

“อือฮึ เราจะได้มีอะไรที่ผูกพันเราไว้ด้วยกันไง”

“งั้นก็ตกลง”

“จริงสิ นายชอบอ่านหนังสือนิยายแบบนี้เหรอ” เชนถามพลางชำเลืองไปที่หนังสือที่เขาวางไว้

“ใช่ ชั้นชอบมากเลยล่ะนิยายโรมานซ์อิงประวัตศาสตร์เนี่ย สนุกดีออกแถมให้ความรู้ด้วยนะ”

“ชั้นก็ว่านายคงชอบมาก เห็นมีอยู่เยอะเลยนี่”

“ไม่แน่นะชั้นอาจจะเป็นนักเขียนนิยายแบบนี้เข้าซักวันก็ได้ใครจะรู้”

“มันเป็นความฝันของนายเหรอ” เชนถามอย่างอยากรู้

“ก็ไม่เชิงหรอก ลงไปกันเถอะป่านนี้คงรอกันแย่แล้ว” เร็นขยับลุกขึ้นคว้าผ้าขนหนูจากมือเชนไปพาดไว้ที่เก้าอี้หยิบหวีมาหวีผมลวกๆ แล้วจูงมือเชนออกจากห้องลงไปที่ชั้นล่าง

ทั้งสองเดินจูงมือกันเข้ามาในห้องรับแขก เห็นไมล์นั่งอ่านนิตยสารอยู่ ส่วนนาธานกับเรียวนั่งติดกันอยู่ที่โซฟาคุยกันกระจุ๋งกระจิ๋ง ไมล์เงยหน้าขึ้นยิ้มให้กับภาพที่เห็น

“ลงมากันแล้วเหรอเดี๋ยวรอแม่ก่อนนะ แม่ขึ้นไปอาบน้ำอยู่” เรียวบอก

เชนนั่งลงที่โซฟาตัวที่ว่างดึงเร็นลงนั่งข้างๆแล้วโอบไหล่หนุ่มน้อยไว้หลวมๆ เจ้าตัวก็ไม่ว่าอะไรเพียงแค่แก้มเป็นสีชมพูน้อยๆ เรียวกับนาธานหันมาสบตากันยิ้มๆ เรียวหันกลับมามองน้องชายอย่างโล่งใจ ดูจากท่าทางและสีหน้าของทั้งสองคนคงจะคุยเรื่องของพวกเขากันเรียบร้อยแล้ว และถ้าเร็นมีอะไรกลุ้มใจก็คงจะบอกกับเขาทีหลังอย่างแน่นอน

“พรุ่งนี้นัดเจอกันที่โรงแรมเลยรึเปล่า” นาธานถามขึ้น

“ใช่” เชนตอบ “แต่เร็วขึ้นนิดนึงดีมั้ยชั้นอยากให้พวกนายเจอพ่อของเราก่อน” เขาถามพลางพยักหน้าไปทางนาธาน

“นั่นสิ จะได้ทำความรู้จักกันไว้ไง” นาธานสนับสนุน

เร็นกับเรียวพยักหน้าให้กัน “เอางั้นก็ได้ งั้นเลื่อนมาเป็นเก้าโมงครึ่งละกัน อย่าลืมนะว่า...”

“ต้องลงมารอก่อนสิบห้านาทีเป็นอย่างน้อย” เชนหัวเราะ

“ดีมากที่จำได้” เร็นยิ้มแก้มแทบปริที่เชนจำคำพูดของเขาได้

“ชั้นจำได้ทุกคำนั่นแหละ” เชนรีบหยอดคำหวานใส่

“หวานมากไปนิดหรือเปล่าเนี่ย” นาธานแซวพี่ชาย เรียวกับไมล์หัวเราะ

“นายจะทำให้เร็นได้ใจใหญ่แล้วรู้เปล่า” เรียวบอกแล้วหัวเราะต่อ

“ไม่เห็นเป็นไรเลย ดีซะอีกเร็นจะได้ชอบชั้นคนเดียวไง” เชนหัวเราะตามไปด้วย

เร็นพูดอะไรไม่ออกเพราะกำลังเขินพอได้ยินเชนพูดก็ยิ่งเขินหน้าแดงเข้าไปอีก จึงรัวกำปั้นทุบตัวต้นเหตุเบาๆพร้อมกับด่าไปด้วย “บ้า! บ้า! บ้า! เจ้าบ้า!! พูดมาได้นายนี่หน้าไม่อายที่สุดเลย”

เชนหัวเราะไปหลบกำปั้นของเร็นไป แล้วก็ดึงร่างเล็กมากอดได้สำเร็จ เร็นเลยต้องหยุดทุบไปโดยปริยาย เชนขยี้หัวร่างบางในอ้อมแขนอย่างเอ็นดู

“พร้อมรึยังจ๊ะเด็กๆ หิวกันแล้วล่ะสิ” เสียงคุณแม่ผู้น่ารักถามมาจากประตูห้อง

“ครับ หิวแล้วครับ” ทุกคนพร้อมใจกันหันไปตอบอย่างพร้อมเพรียง

“แหมสามัคคีกันดีจัง งั้นก็ไปทานกันเลยจ้ะ” รินะบอกแล้วเดินนำขบวนเด็กๆไปที่ห้องอาหารที่ป๊ะป๋าเคน (ลืมรึยังเอ่ย) นั่งรออยู่

“สวัสดีครับ” เชน ไมล์และนาธานรีบทักเคนที่นั่งทำหน้าเคร่งตามประสาคุณพ่อผู้หวงลูกชายเป็นชีวิตจิตใจ

“นั่งสิจ๊ะเด็กๆ” รินะบอกแล้วนั่งลงมองเห็นเคนทำหน้าบูดก็กลั้นยิ้ม โรคหวงลูกชายกำเริบอีกแล้วสิ

พวกหนุ่มๆที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต่างก็จับคู่นั่งกันอย่างยิ้มแย้ม ทำให้ยอดคุณพ่อทำหน้าบูดมากขึ้นไปอีก เรียวเหลือบไปเห็นหน้าพ่อจึงถามขึ้นอย่างสงสัย

“พ่อทำหน้าบูดทำไมฮะ หิวมากเหรอฮะ”

“ขอโทษนะฮะที่พวกเรามาช้า” นาธานเอ่ยบ้างพอเคนไม่ตอบสองคนก็เลยมองหน้ากันแบบงงๆ

เคนเอาแต่จ้องเชนกับไมล์เขม็งจนเชนชักเริ่มเอะใจ จึงก้มไปกระซิบบางอย่างที่หูหวานใจของเขา เร็นเหลือบตามองพ่อของเขาด้วยความรวดเร็วแล้วพยักหน้าหงึกๆก่อนจะหันไปสบตากับรินะเพื่อขอความช่วยเหลือ

รินะส่งสายตากลับมาแล้วหันไปพูดกับเคน “ที่รักคะ ชั้นคิดว่าคุณคงไม่ลืมที่เราคุยกันใช่มั้ยคะ” รินะเอ่ยเสียงเรียบพร้อมกับยิ้มเย็นๆ เคนหันมาสบตาภรรยาแว่บหนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองลูกๆและชายหนุ่มผู้มาหลงเสน่ห์ลูกชายของเขา เร็นกำลังส่งยิ้มหวานจ๋อยมาให้ ส่วนเรียวก็ส่งสายตาอ้อนวอนมา นาธานก็มองมาที่เขาอย่างหวั่นๆ ส่วนเชนก็มีสีหน้าเป็นกังวล มีแต่ไมล์เท่านั้นที่ไม่แสดงความรู้สึกออกมานอกจากแววตาที่มีแววหัวเราะอยู่ลึกๆ

เคนค่อยๆคลี่ยิ้มช้า ก่อนจะพูดขึ้น “ผมไม่ลืมหรอกที่รัก” รินะยิ้มรับ “ผมแค่อยากจะทดสอบอะไรสักหน่อยเท่านั้น” รินะเลิกคิ้วเหมือนจะถาม “แรงกดดันนิดๆหน่อยๆไง” เขาบอกพร้อมกับลอบมองสีหน้าของเชนกับนาธานไปด้วย พอเห็นทั้งสองคนสะดุ้งเขาก็หัวเราะ

“เอาล่ะไม่มีอะไรหรอก ทานข้าวดีกว่านะ” เขาตัดบทพาให้ทุกคนในที่นั้นถอนหายใจอย่างโล่งอกยกเว้นรินะที่อดยิ้มกว้างกับความเจ้าเล่ห์ของสามีสุดที่รักไม่ได้

เมื่อบรรยากาศมาคุหมดไป ทุกๆคนจึงลงมือทานข้าวพร้อมกับพูดคุยกันด้วยความสนุกสนาน บรรยากาศอบอุ่นเหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกัน เชนกับนาธานรู้สึกได้เลยว่าทั้งรินะและเคนยอมรับพวกเขาแล้ว และนั่นทำให้พวกเขามีความสุขยิ่งกว่าสิ่งใดเลยทีเดียว

***************************************************

หลังจากจบมื้อเย็นแล้ว เคนกับรินะก็หลบไปปล่อยให้พวกหนุ่มๆคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เชนกับนาธานก็เริ่มเล่าเรื่องของพวกเขาให้เรียวกับเร็นฟัง

“ทั้งหมดนี่เป็นเรื่องจริงเหรอเนี่ย” เร็นทำตาโตถามเชนที่นั่งอยู่ติดกับเขา

“ก็คงจริงล่ะ จากแฟ้มที่พ่อเอาให้ชั้นกับนาธานดู” เชนตอบ

“พ่อนายนี่ใจเด็ดน่าดู แต่ถ้าเป็นชั้นนะ ชั้นคงไม่เลือกวิธีที่ทำร้ายทุกๆคนแบบนี้” เรียวออกความเห็น

“แต่ตอนนั้นท่านคงไม่มีทางเลือกมากนักหรอก” นาธานชี้แจง

“ก็คงเป็นอย่างนั้นแหละ” เรียวเห็นด้วย

“แล้วนายรู้เรื่องนี้มาก่อนรึเปล่า” เร็นหันมาถามไมล์

“ไม่เคยรู้เลย แม้แต่จากพ่อของชั้น” ไมล์ตอบ

“ไม่งั้นพ่อชั้นจะไว้ใจในตัวพ่อนายที่สุดเหรอ” เชนบอกยิ้มๆ

หลังจากทั้งห้าคนนั่งคุยกันอีกซักพัก เชน ไมล์และนาธานก็ขอตัวกลับ ไมล์ออกไปที่รถก่อนอย่างรู้ทันปล่อยให้คู่รักหวานแหววสองคู่ได้ร่ำลากัน

เรียวดึงมือนาธานออกไปตรงทางเดินในห้องนั่งเล่นจึงเหลือแค่เร็นกับเชนเท่านั้น เชนลุกขึ้นยืนอย่างอ้อยอิ่งพร้อมกับฉุดมือเร็นลุกขึ้นตามมาด้วย

“พรุ่งนี้เจอกันนะ ชั้นจะลงมารอนายที่ล็อบบี้”

“ตกลง”

เชนจูงมือเร็นจะออกจากห้องนั่งเล่นแต่หนุ่มน้อยกระตุกมือเขาให้หันกลับมา “แค่เนี๊ยเหรอ” เชนหันกลับมามองแล้วยิ้ม “แล้วนายจะเอาอะไรล่ะ” เขาถามพลางทำตาเจ้าเล่ห์

เร็นทำหน้างอนใส่ “แค่นี้ก็ต้องให้บอกด้วยเหรอ ชั้นไม่คิดว่านายจะหัวช้าขนาดนั้นนะ”

“ก็บอกมาสิ”

เร็นทำเสียงจิ๊กจั๊กในคอ “ก็...Goodnight Kissไง” พูดแล้วก็เขินจนแก้มเป็นสีชมพู

“ก็ได้ๆ” เชนหัวเราะแล้วเชยคางหนุ่มน้อยขึ้นให้สบตากัน “นายไม่บอกชั้นก็คิดไว้อยู่แล้วล่ะ” เชนค่อยๆลดศีรษะลงช้าๆ แล้วประทับจูบลงบนหน้าผากเร็นอย่างอ่อนโยน

“ไม่เอาตรงนั้นอ้ะ” ร่างบางประท้วง

“ถ้างั้น...” เชนเอียงหน้ามาจุ๊บที่แก้มเนียนข้างซ้าย

“ไม่ใช่” เร็นส่งเสียงอย่างหงุดหงิด เชนก็เลยแกล้งเอียงหน้ามาจุ๊บที่แก้มข้างขวา

“เจ้าบ้าแกล้งกันอยู่ได้ คอยดูนะชั้นจะไม่ให้นาย...อื้อ...” ก่อนที่เร็นจะโวยจบเชนก็รีบประทับริมฝีปากของร่างบางด้วยจูบที่หนักหน่วง แต่อ่อนโยนหยุดเสียงประท้วงใดๆของเขา

ในหัวของเร็นพลันว่างเปล่า หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะไปกับจูบที่ร้อนแรงของชายหนุ่ม เขาเผยอริมฝีปากให้อย่างเต็มใจและรู้สึกสั่นสะเทือนไปทั้งร่างเมื่อลิ้นร้อนๆของเชนสัมผัสกับปลายลิ้นของเขา มือเลื่อนขึ้นโอบรอบคอชายหนุ่มอย่างอัตโนมัติ เชนกอดรัดหนุ่มน้อยแน่นเข้าและครางอย่างพึงพอใจเมื่อร่างบางในอ้อมกอดเริ่มตอบสนองเขาอย่างที่เขาต้องการ ทั้งสองคนต่างหลงอยู่ในความเร่าร้อนที่ร่วมกันสร้างขึ้นจนไม่อาจหยุดยั้งได้

แต่ในที่สุดเชนก็เป็นฝ่ายที่ยุติจุมพิตที่ร้อนแรงนี้ลงก่อนที่ทั้งเขาและเร็นจะเตลิดไปมากกว่านี้ เขาประมาทไปที่คิดว่าเขาจะสามารถรักษาระดับของความรู้สึกไว้ได้ แต่ริมฝีปากที่อ่อนนุ่มและแสนหวานของเร็นก็ทำให้เขาลืมตัว

ชายหนุ่มกอดร่างบางไว้อย่างหวงแหน เสียงหัวใจของคนสองคนดังแข่งกันจนได้ยินอย่างชัดเจน เชนรอจนลมหายใจของทั้งคู่ช้าลงจนเป็นปกติ ก่อนจะดันเร็นออกจากอ้อมกอด เร็นเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มด้วยแววตาอ่อนเชื่อมจนเชนอดใจไม่ไหวต้องก้มลงจูบริมฝีปากบางเบาๆอีกครั้ง

“พอใจรึยัง” เชนถามเบาๆ

“อือฮึ...พอใจมากเชียวล่ะ” เร็นบอกเสียงหวาน

เชนบีบจมูกร่างบางเบา “นายตัวแสบ” เขาสบตากลมโตที่เปล่งประกายขึ้นมาแว่บหนึ่งแล้วยิ้มกว้าง “จงใจยั่วชั้นใช่มะ นายเกือบทำชั้นแย่อีกครั้งแล้วนะ”

“แต่นายก็หยุดมันเพื่อชั้นได้เสมอใช่มั้ยล่ะ”

“ก็ใช่ แต่...อย่าทดสอบความอดทนของชั้นบ่อยนักรู้มั้ย”

“ชั้นจะพยายาม” เร็นตอบแบบเจ้าเล่ห์พร้อมหัวเราะหึ หึ

“เอาล่ะชั้นทำตามคำบัญชาของนายและหัวใจของชั้นแล้ว ชั้นก็คงต้องกลับซักที ป่านนี้เจ้าไมล์คงจะเดาได้แล้วว่าพวกเรากำลังร่ำลากันแบบหวานชื่นแค่ไหน” แล้วเชนก็จูงมือเร็นที่หน้าแดงกับคำพูดของตังเองเดินออกไปพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง

ขณะเดียวกับที่น้องชายตัวแสบและหวานใจกำลังล่ำลากันอย่างหวานหยด เรียวก็จูงมือนาธานเดินมาที่ห้องรับแขก เขาหยุดที่กลางห้องแล้วหันมา

“นายอยากให้พวกเราพบกับพ่อนายจริงๆเหรอ” เรียวถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล

“จริงสิ ทำไมล่ะ” นาธานทำหน้าสงสัย “หรือว่านายไม่อยากเจอพ่อชั้น”

เรียวถอนใจ “ไม่ใช่หรอก ชั้นน่ะอยากเจอพ่อนายอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าพวกเราไปเจอพ่อนาย แล้วท่านรู้เรื่องของพวกเราล่ะนายจะว่ายังไง”

“ถ้าชั้นบอกนายว่าพ่อเค้ารู้แล้วล่ะ” นาธานถามยิ้มๆ

“ชั้นน่ะไม่เป็นไรหรอก ชั้นเป็นห่วงแค่ความรู้สึกของนายเท่านั้น” เรียวทำหน้ายุ่ง “นายแน่ใจเหรอว่าคนอื่นรู้แล้วนายจะไม่เป็นไร”

นาธานรู้สึกตื้นตันไปกับความห่วงใยของเรียวที่มีให้เขา ไม่เคยเลยซักครั้งที่เขาจะรู้สึกว่ามีคนเป็นห่วงเขามากขนาดนี้ “ไม่เป็นไรเลยเรียว” เขาบอกพร้อมกับยิ้มจริงใจ “ชั้นอยากให้พ่อได้รู้จักกับคนที่สำคัญสำหรับชั้นก็คือนายไง”

เรียวแก้มแดงพร้อมกับยิ้มเขินๆให้ นาธานเห็นแล้วหัวเราะชอบใจเพราะปกติเรียวมักจะเป็นฝ่ายทำเขาหน้าแดงมากกว่า “นายแก้มแดงน่ารักจังเรียว แบบนี้ต้องทำให้นายหน้าแดงบ่อยๆซะแล้ว ทุกทีเห็นชอบทำหน้าขรึมอยู่เรื่อย”

“นี่นายจะบอกว่าชั้นขี้เก็กล่ะสิ ชั้นเปล่านะ”

“ไม่ใช่ชั้นจะบอกว่านายชอบทำท่าเป็นผู้ใหญ่ทั้งที่ยังเป็นเด็กต่างหาก”

“ก็ชั้นยังเด็กจริงๆนี่ แล้วชั้นก็ไม่อยากทำหน้าทะเล้นอย่างที่เร็นทำบ่อยๆด้วย แค่รับมือเร็นคนเดียวชั้นก็จะแย่แล้ว ขืนชั้นเป็นไปด้วยอีกคนมีหวังคนอื่นปั่นป่วนไปหมดแน่”

“นั่นสิจริงของนาย” นาธานอมยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วสบตาของเรียว “แต่ชั้นก็ชอบที่นายป็นแบบนี้แหละ”

เรียวมองตอบดวงตาสีเขียวใสของชายหนุ่มอย่างดีใจ นี่เป็นคำว่าชอบคำแรกที่เค้าได้ยินจากปากของนาธาน จริงอยู่เขาเคยบอกชายหนุ่มว่าอย่าเพิ่งตอบอะไรตอนที่เขาสารภาพความในใจให้นาธานได้รู้ เพราะเขาอยากให้ชายหนุ่มแน่ใจในตัวเองก่อน แต่เขาก็อยากจะได้ยินและได้รู้ว่าหนุ่มน้อยหน้าหวานผู้มีดวงตาที่สวยที่สุดที่เค้าเคยเห็นมาคนนี้ก็มีความรู้สึกเดียวกันกับเขา

“นี่เป็นคำว่าชอบคำแรกที่ชั้นได้ยินจากนายเลยนะ ดีใจจัง”

“ก็ชั้นชอบนายจริงๆนี่ ถ้าชั้นไม่แน่ใจก็คงไม่พูดหรอก” นาธานบอกแล้วหลบตาด้วยความเขิน

เรียวเชยคางชายหนุ่มให้หันกลับมา “ขอนะ ได้มั้ย”

นาธานยิ้มเขิน พยักหน้าอายๆแล้วหลับตาลง เรียวค่อยๆแตะกลีบปากบางสีกุหลาบอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยนก่อนจะผละออก นาธานลืมตาขึ้นสบสายตาอ่อนโยนของหนุ่มน้อย ก่อนจะสวมกอดเขาและซบหน้าลงกับไหล่ของเรียวอย่างสุขใจ หนุ่มน้อยกอดตอบอย่างสุขใจพอกัน

แล้วทั้งคู่ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของเชนดังแว่วมา พวกเขาค่อยๆผละออกจากอ้อมกอดของกันและกัน ก่อนจะสบตากันอย่างเข้าใจ เรียวกุมมือของนาธานไว้อย่างหวงแหน ก่อนที่เชนจะจูงมือเร็นออกมาจากห้องเช่นกัน เชนยักคิ้วให้สองหนุ่มอย่างอารมณ์ดี ผิดกับเร็นที่ปกติจะพูดจ๋อยๆแต่ตอนนี้เอาแต่นิ่งเงียบ จะมีก็แต่แก้มแดงปลั่งและรอยยิ้มหวานๆที่อยู่บนใบหน้าที่บอกให้รู้ว่าเจ้าตัวนั้นสุดแสนจะมีความสุข

“พร้อมจะกลับแล้วใช่มะ” เชนถามน้องชาย

นาธานหันมามองเรียวยิ้มๆก่อนจะตอบ “พร้อมตั้งนานแล้ว นายนั่นแหละมัวทำอะไรอยู่”

“ก็จูบ...อุ๊บส์” เชนยังไม่ทันจะตอบก็ถูกเร็นเอามือมาปิดปากซะก่อน

“บ้า!! บอกได้ไงเล่าชั้นอายนะ” เร็นทำเสียงขู่คำรามในคอ

เชนหัวเราะเอามือเร็นออกแล้วดึงร่างบางมากอด “ถึงชั้นไม่บอกพวกเค้าก็เดาได้อยู่แล้วล่ะน่า จริงมะ”

เรียวกับนาธานมองหน้ากันแล้วหัวเราะไปพยักหน้าไป

“นายนี่หน้าไม่อายจริงๆเลยนะ เอาล่ะๆรีบกลับไปได้แล้ว ไม่งั้นพรุ่งนี้ตื่นสายผิดนัดชั้นล่ะก็น่าดู” เร็นว่าทำแก้มป่อง เชนอดมันเขี้ยวไม่ได้เลยก้มลงไปหอมซะอีกหนึ่งฟอด

“รับรองน่า ไปเหอะนาธาน”

“พวกเราไปส่งที่รถนะ” เรียวบอกแล้วจูงมือนาธานเดินนำไป

เชนจับมือเร็นขึ้นมาแล้วจุมพิตที่หลังมือน้อยเบาๆ “พรุ่งนี้เจอกันนะ”

เร็นเขินแล้วเขินอีก ก่อนจะพยักหน้ารับ “ไปสิ ชั้นจะเดินไปส่ง”

แล้วสองหนุ่มก็จูงมือกันเดินตามพี่ชายและน้องชายออกไปอย่างมีความสุข...

************************************************

R...R...R... เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะความคิดของชายหนุ่มที่นั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่างมองดูแสงไฟระยิบระยับจากห้องชั้นบนสุดของโรงแรม เขายกหูรับสายอย่างเนือยๆ “ฮัลโหล”

“คุณพ่อเหรอฮะ ผมเองนะฮะกำลังยุ่งอยู่รึเปล่าฮะ” เสียงปลายสายตอบกลับมาอย่างร่าเริง

มาร์คอมยิ้มก่อนจะตอบกลับไป “ไม่หรอกนาธาน มีอะไรรึเปล่าถึงโทรหาพ่อเอาป่านนี้” ชายหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่บนโต๊ะบอกเวลาเกือบจะสี่ทุ่ม

“ผมอยากให้พ่อรู้เร็วๆนี่ฮะ เพราะมันเป็นข่าวดี”

มาร์คยิ้มมากขึ้นกับน้ำเสียงกระตือรือร้นของลูกชาย เขาเห็นภาพนาธานดวงตาเป็นประกายเวลามีเรื่องถูกใจแว่บเข้ามา “ข่าวดีอะไรเหรอ”

“ก็คุณแม่กับลุงโจเค้ายอมพบพ่อแล้วน่ะสิฮะ” นาธานบอกด้วยน้ำเสียงที่ปกปิดความดีใจไว้ไม่มิด

“จริงเหรอ!! มันเป็นข่าวดีมากสำหรับพ่อเลยนะ ขอบใจลูกมาก” มาร์คเอ่ยอย่างดีใจและโล่งใจ

“แล้วเราจะพบกันเมื่อไหร่ดีฮะ”

“อืม...พรุ่งนี้เย็นเป็นไง พ่อจะไปหาพวกเค้าที่บ้านดีกว่า”

“ดีฮะ งั้นพ่อก็มาทานข้าวเย็นกับพวกเรานะฮะ ผมจะรีบไปบอกแม่เลย”

“ตกลงจ้ะ ขอบใจลูกอีกครั้งนะ”

“ผมยินดีที่ได้ช่วยฮะ เจอกันพรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์ฮะพ่อ”

“ฝันดีนะลูก” มาร์ควางโทรศัพท์ลงช้าๆ รอยยิ้มที่แทบจะไม่เคยมีประดับอยู่บนใบหน้าแกร่งทำให้เขาดูอ่อนโยนขึ้น ตั้งแต่เขาเปิดเผยเรื่องที่เขาเก็บงำไว้ให้พวกลูกๆได้รับรู้เขาก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก ถ้าได้เคลียร์เรื่องระหว่างเขากับซาร่าให้จบลง เขาก็คงจะมีความสุขอย่างแท้จริงเสียที อีกเพียงแค่อาทิตย์เดียวเขาก็จะกลับไปแอลเอแล้ว และอาจจะไม่ได้พบกับซาร่าและนาธานอีก เขาอยากจะแน่ใจว่าคนที่เขารักทั้งคู่จะมีความสุขที่นี่

มีเสียงเคาะประตูขัดจังหวะความคิดของเขาอีกครั้ง “เข้ามา” เขาเอ่ยปากอนุญาต เจอโรมเดินยิ้มกริ่มเข้ามาแล้วเดินมาทรุดนั่งที่โซฟาอย่างระทดระทวย

มาร์คเหลือบตามามองแล้วยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยถาม “แค่ไปยิมแค่นี้นายก็หมดแรงแล้วเหรอ”

“นั่นน่ะสิก็ชั้นมันแก่แล้วนี่ ไหนจะเหมือนพวกลูกๆของเราได้ล่ะ” ชายหนุ่มตอบโดยไม่หันมา “เจ้าลูกชั้นกับลูกนายน่ะไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ออกไปตะลอนๆเที่ยวกันทั้งวันแล้วยังกลับมาออกกำลังต่อได้อีก”

“นี่แหละเค้าถึงเรียกว่าวัยรุ่น” มาร์คหัวเราะ “อีกอย่างนะถ้านายแก่ชั้นก็แก่เหมือนนายนั่นแหละ ชั้นรู้ดีกว่านั้นน่าเพื่อน นายน่ะแข็งแรงอย่างกับหมี”

เจอโรมผุดลุกขึ้นนั่งตัวตรงก่อนจะหลุดหัวเราะออกมา “หมีเรอะ นี่นายเห็นชั้นเป็นหมีเรอะ”

“ใช่หมีกริซลี่ตัวใหญ่ซะด้วย ไม่ใช่เท็ดดี้แบร์นะอย่าเข้าใจผิด” มาร์คพูดแล้วระเบิดหัวเราะออกมา

เจอโรมมองเพื่อนรักตาปริบๆก่อนจะยิ้มกว้างออกมา จนมาร์คต้องถาม “อะไร”

“ดีใจที่เห็นนายเป็นแบบนี้น่ะสิ เหมือนกลับไปเมื่อสมัยโน้นเลย”

มาร์คยิ้ม “พรุ่งนี้นายเตรียมรถด้วยนะ ตอนเย็นชั้นจะไปบ้านรอสส์ซักหกโมงก็แล้วกัน”

“ซาร่ายอมพบนายแล้วล่ะสิ ดีใจด้วยนะเพื่อน”

“ขอบใจ”

เสียงโทรศัพท์ดังกังวาลขึ้นอีกครั้ง มาร์คมองด้วยความสงสัยก่อนจะพยักหน้าให้เจอโรมเป็นคนรับสาย

“ห้องคุณแม็คนีลครับ” ชายหนุ่มนิ่งฟังเสียงทางปลายสาย เขาเหลือบตามาที่เพื่อนรักแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ได้ รอเดี๋ยวชั้นจะถามเจ้านายก่อน” เขาหันมาที่ชายหนุ่ม “ริคโค ดาซิลวาติดต่อมาว่าจะคุยกับนายให้ได้ตอนนี้”

“ท่าทางเจ้านั่นคงกระวนกระวายจนถึงที่สุดแล้วสิ แผนกดดันของเราได้ผลดีเกินคาดนะ”

“นายจะคุยมั้ยล่ะ” เจอโรมเอ่ยถาม มาร์คพยักหน้าตอบ ชายหนุ่มจึงตอบโทรศัพท์กลับไป “ต่อเข้ามา” เขาส่งสายให้เพื่อนแล้วเดินกลับไปนั่งที่โซฟาตามเดิม

“สวัสดี” มาร์คทักเสียงเย็น

“คุณแม็คนีล” เสียงร้อนรนที่ตอบกลับมาทำให้มาร์คยิ้มอย่างสะใจ “ผมอยากคุยกับคุณเรื่อง...”

“แต่ผมไม่มีอะไรจะคุยกับพวกคุณ” มาร์คขัดขึ้น

“ผมรู้ ผมไม่ควรจะโทรมาด้วยซ้ำ ผมผิดเองที่ทำอย่างที่รับปากกับคุณไว้ไม่ได้” เมื่อมาร์คไม่พูดอะไรเขาจึงพูดต่อ “ผมรู้ว่าผมไม่มีสิทธิ์ถาม แต่ผมก็ต้องถามว่าคุณจะจัดการยังไงกับเรื่องนี้” ริคโคนิ่งฟังอย่างอดทน

“ผมไม่จำเป็นต้องบอกคุณจริงมั้ย ผมบอกคุณแล้วว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับลูกผมอีกครั้ง จะไม่มีคำว่าปราณีสำหรับพวกคุณ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ ทำให้ริคโคเย็นเยียบไปทั้งร่าง “จะไม่มีการพูดคุยหรือเจรจาอะไรทั้งนั้น ผมจะจัดการกับเรื่องนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพี่ชายของคุณด้วยมือของผมเอง เค้าจะไม่มีทางหนีไปจากเรื่องนี้ได้ผมรับรอง”

ริคโคสูดหายใจขัดๆเขารู้ดีว่าครั้งนี้มาร์คเอาจริงแน่ “ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมิคาเอลต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย ผมรู้ว่าผมคงทำอะไรไม่ได้เลยในเรื่องนี้ แต่ผมอยากจะขอร้องคุณได้โปรดอย่าทำร้ายพี่สะใภ้กับหลานของผมเลย ตอนนี้พวกเค้าก็ขวัญเสียมากพออยู่แล้วที่มิคาเอลหนีหายไป” เขาอ้อนวอน

“ผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นยังไงนั่นไม่ใช่เรื่องของผม ในเมื่อมีคนมาทำร้ายคนที่ผมรักผมก็ต้องตอบโต้เป็นธรรมดาและเพื่อเป็นการป้องกันผมก็ควรจะถอนรากถอนโคนให้หมดจริงมั้ยคุณดาซิลวา” มาร์คตอบกลับเสียงเหี้ยม

ริคโคตัวสั่นไปกับเสียงที่ได้ยิน “คุณคงไม่ได้หมายถึง!!...ไม่นะได้โปรดเถอะพี่สะใภ้ผมไม่รู้เรื่องอะไรด้วย หลานผมก็ยังเด็ก แกเพิ่งจะเจ็ดขวบเท่านั้น”

“ไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะมาอ้อนวอนผมดาซิลวา ผมไม่ผ่อนปรนในเรื่องนี้และคุณก็ไม่ต้องติดต่อมาอีกนะ ไม่มีการเจรจาเข้าใจมั้ย อ้อถ้าคุณเจอพี่ชายคุณล่ะก็ บอกมันด้วยว่ายิ่งมันพยายามหนีเท่าไหร่ผมก็จะสนุกกับการล่ามากเท่านั้น” มาร์ควางสายลงโดยไม่สนใจทั้งสิ้นว่าปลายสายอีกข้างจะทำอย่างไร

เสียงเจอโรมผิวปากหวิวเบาๆ มาร์คเหลือบตามองแล้วยิ้ม “โหดจังนะเจ้านาย ไปขู่เค้าอย่างนั้นทำไมล่ะนายไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้ว”

“แน่ล่ะที่ชั้นจะไม่ทำ ชั้นก็แค่อยากรู้ว่าเจ้ามิคาเอลจะทำยังไง”

“งั้นเราก็ต้องเฝ้าดูพวกมันต่อไปงั้นสิ”

“ใช่ อย่างที่เรารู้ว่าตอนนี้มิคาเอลมันกบดานอยู่ และเรื่องนี้อาจทำให้มันออกมาจากที่ซ่อนแล้วเราก็จะจัดการกับมันไงล่ะ”

“เป็นแผนที่เยี่ยมมากเลยเพื่อน” เจอโรมเอ่ยชม

“ขอบใจ เอาล่ะพวกเราไปพักผ่อนกันเถอะเรื่องนี้พักไว้ก่อนจนกว่าจะมีรายงานใหม่ๆเข้ามาก็แล้วกัน”

“ตกลง ราตรีสวัสดิ์นะเพื่อน” เจอโรมเอ่ยแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากห้อง

“ราตรีสวัสดิ์” มาร์คเอ่ยตอบก่อนที่เพื่อนของเขาจะเดินออกไปและปิดประตู

****************************************************

หกโมงเย็นวันรุ่งขึ้นที่บ้านตระกูลรอสส์

โจนั่งที่อ่านหนังสือพิมพ์อย่างสงบเงยหน้าขึ้นมองภรรยาสุดที่รักของเขาเดินไปเดินมาช้าๆในห้องนั่งเล่น เขาอมยิ้มพับหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะด้านหน้า แต่ซาร่าก็ยังไม่สังเกตเห็น เธอยังคงเดินไปเดินมาทำท่าตื่นเต้นปนกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“คุณกำลังทำให้พื้นบ้านของเราสึกนะที่รัก”

ซาร่าสะดุ้งหันมายิ้มแหยให้สามี “ขอโทษค่ะ ชั้นคงตื่นเต้นไปซักหน่อย”

“มานั่งนี่เถอะ ผมว่าคุณน่าจะใจเย็นกว่านี้นะผมก็อยู่ด้วยทั้งคนนี่”

เธอส่งยิ้มหวานให้สามีแล้วเดินมานั่งข้างตัวโจอย่างว่าง่ายสอดแขนกอดเขาแล้วซบหน้าลงกับซอกไหล่ของชายหนุ่ม “ค่ะชั้นรู้ คุณทำให้ชั้นอุ่นใจยิ่งกว่ามีกองทหารซักกองร้อยซะอีก”

“คุณยังกลัวเค้าอยู่ใช่มั้ย”

“ค่ะ ถึงแม้นาธานจะยืนยันว่าเค้าจะไม่ทำอะไร แต่ชั้นก็อดที่จะวิตกไม่ได้”

โจนึกถึงเรื่องที่นาธานเล่าให้ฟังจึงพยายามปลอบใจเธอ “ผมว่าถ้าเค้าคิดจะทำอะไรป่านนี้เค้าคงลงมือไปแล้วล่ะ นี่อีกไม่กี่วันเค้าก็จะกลับไปอเมริกาแล้วแต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยจริงมั้ย”

“ค่ะ ชั้นคงจะกังวลมากเกินไป” เธอคลายอ้อมแขนออกเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่ม “ชั้นรักคุณค่ะโจ”

“ผมก็รักคุณ ที่รัก” โจก้มลงจูบเธอเร็วๆทีหนึ่ง

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นทำเอาซาร่าสะดุ้งจนโจอดหัวเราะไม่ได้ “คุณเหมือนกระต่ายขี้ตื่นเลย”

“ชั้นเปล่านะคะ”

“เอาล่ะ พร้อมรบแล้วรึยังแม่สาว”

“พร้อมค่ะ” ซาร่าตอบรับยิ้มๆที่โจยังมีอารมณ์หยอกล้อเธอ

“ดี ไปต้อนรับผู้บุกรุกของเรากันเถอะ” เขากล่าวแล้วจูงมือภรรยาเดินออกจากห้องไป

****************************************************

นาธานวิ่งมาที่ประตูบ้านทันทีที่ได้ยินเสียงกริ่ง มาร์ค เชนรวมทั้งเจอโรมและไมล์ กำลังเดินผ่านประตูที่คนรับใช้เปิดให้ พ่อของเขามองเห็นนาธานจึงส่งยิ้มให้ หนุ่มน้อยวิ่งเข้าไปสวมกอดมาร์คอย่างยินดี

“สวัสดีตอนเย็นฮะพ่อ”

มาร์คกอดลูกคนเล็กแน่นๆครู่หนึ่งแล้วจึงปล่อย เขาเชยคางนาธานขึ้นมองอย่างภูมิใจแกมยินดี “ไหนดูสิ ลูกดูดีมากเลยนะ มีอะไรน่าดีใจน้าที่ทำให้ลูกของพ่อตาเป็นประกายขนาดนี้”

“อย่าล้อผมสิฮะพ่อ ก็ที่ทุกคนมารวมกันนี่แหละฮะที่ทำให้ผมดีใจ”

“เฮ้อ!! ไม่มีใครสนใจเราเลยแฮะ” เชนแกล้งบ่นดังๆ

“ไม่ต้องมาบ่นเลยนะ นายกับชั้นก็เจอกันแทบทุกวันอยู่แล้ว” นาธานผละจากพ่อของเขามากอดเชนแทน “แต่วันนี้ชั้นจะยกให้วันนึง” เขาบอกอย่างร่าเริง เชนหัวเราะ จากนั้นก็ผละจากเชนไปกอดไมล์ต่อ ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆยังไม่ทันจะกอดตอบ นาธานก็ผละไปกอดเจอโรมซะแล้วเล่นเอาไมล์ต้องเสยกมือเกาหัวตัวเองแก้เก้อ เจอโรมกระชับอ้อมกอดเบาๆก่อนจะปล่อยอย่างเอ็นดู

โจกับซาร่ายืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื้นตันและไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะ ขณะที่โจมองเห็นความรัก ความเอื้ออาทรที่มาร์คแสดงออกกับนาธานเขาก็มีความรู้สึกที่ดีขึ้นกับชายคนนี้ ซาร่าเองก็มองเห็นมาร์คคนเก่าคนที่เธอเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว คนที่เธอเคยรักจนหมดใจ เธอเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองว่ามาร์คไม่มีวันที่จะทำร้ายนาธานอย่างแน่นอน

เชนเหลือบมาเห็นทั้งสองคนที่ยืนมองอยู่ห่างๆจึงหันไปสะกิดพ่อของเขา มาร์คหันมาสบตากับซาร่าอย่างแน่วแน่ ชั่วแวบแรกเขามองเห็นความเคลือนแคลง ความไม่ไว้ใจ ความกลัว บ้าชะมัดเขาคิดอย่างแค้นใจตัวเองและสำนึกผิด เขาสร้างรอยแผลไว้กับเธอมากมายเหลือเกิน คำขอโทษของเขาคงไม่เพียงพอที่จะทดแทนสิ่งที่เขาทำลงไป แต่แล้วเขาก็เห็นแววตาแห่งการให้อภัยและเข้าใจ และรอยยิ้มที่มอบให้เขาอย่างยอมรับ เธอให้อภัยเขาแล้วเขารู้สึกได้

นาธานจูงมือพ่อของเดินเข้าไปหา มาร์คเดินตามแต่สายตายังคงตรึงอยู่ที่ซาร่า เช่นเดียวกับโจที่จับมือซาร่าและเดินเข้ามา ทั้งสี่คนจึงพบกันที่ประตูทางเข้าห้องรับแขก

“ซาร่า” มาร์คเอ่ยเสียงแหบพร่า เขามองเธออย่างสำนึกผิด “ชั้น...”

“สวัสดีมาร์ค” พระเจ้า เธอไม่เคยเห็นเขาอับจนคำพูดแบบนี้มาก่อนเลย ไหนจะแววตาสำนึกผิดและเจ็บปวดนี่อีกล่ะ ถ้าสิ่งที่นาธานเคยบอกว่าเธอเข้าใจผิดมาตลอดเป็นความจริงแล้วล่ะก็ เขาก็คงเจ็บปวดใจไม่ต่างไปจากเธอเช่นเดียวกัน “คุณจะไม่ทักทายชั้นหน่อยเหรอ” เธอยิ้มให้เขาอีกครั้งเพื่อจะบอกเขาเป็นนัยย์ๆว่าเธอพร้อมจะอภัยให้

มาร์คมองเห็นความหมายนั้นได้อย่างชัดเจน “สวัสดีซาร่า” เขายิ้มอย่างจริงใจ

“ชั้นอยากแนะนำให้คุณรู้จักสามีของชั้น โจ รอสส์ค่ะ”

มาร์คยื่นมือออกไป “มาร์คัส แม็คนีลครับ ในที่สุดเราก็รู้จักกันอย่างเป็นทางการซักที”

โจจับมือที่ยื่นออกมาอย่างมั่นคง “ครับในที่สุด เรียกผมว่าโจนะครับ”

“ตกลงครับงั้นคุณก็ต้องเรียกผมว่ามาร์ค” ชายหนุ่มทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร

“คุณคงเคยเจอเชนแล้วใช่มั้ยครับ” มาร์คถามพร้อมกับหันไปพยักหน้าเรียกพรรคพวกข้างหลังให้เดินมา

“ครับทั้งเชนแล้วก็ไมล์ด้วย”

“นี่เจอโรมพ่อของไมล์ครับ เพื่อนสนิทและบอดี้การ์ดของผม” ชายหนุ่มแนะนำ

เจอโรมก้าวเข้ามา “ยินดีที่รู้จักครับ” เขากล่าวพร้อมกับจับมือกับโจ

“จำเจอโรมได้รึเปล่าซาร่า” มาร์คหันไปถามหญิงสาว

“ใครจะจำคนที่นั่งปลอบใจแล้วก็อธิบายเรื่องที่คุณทำให้ชั้นฟังตั้งครึ่งค่อนวันได้ลงล่ะคะ” ซาร่าบอกยิ้มๆ

“ไหนบอกว่าจะไม่บอกใครไง” เจอโรมบ่นยิ้มๆ “ดีใจที่ได้พบคุณอีกครั้งนะซาร่า”

“นายไม่เคยบอกชั้นเลย” มาร์คต่อว่า

“ไม่เห็นต้องบอกเลย ชั้นก็แค่อยากช่วยนายนิดๆหน่อยๆ” ชายหนุ่มยักไหล่

“ขอบใจนะ”

“เข้าไปคุยที่ห้องรับแขกดีกว่านะคะ” ซาร่าบอกแล้วก็หันมองหานาธาน ก็เห็นเด็กสามคนแอบไปยืนมองอยู่ห่างๆ เชนกับไมล์กำลังยิ้มกว้างส่วนนาธานเองก็ยิ้มไปน้ำตาคลอไปอย่างดีใจที่สุดโดยมีเชนกำลังโอบบ่าเขาไว้หลวมๆ

“ไปจ้ะเด็กๆ” เธอร้องบอก สามหนุ่มพยักหน้าแล้วทุกคนก็เดินเข้าไปที่ห้องรับแขกเพื่อคุยกันต่อ

บรรยากาศของความอบอุ่นและมิตรภาพใหม่ๆอบอวลไปทั่วบ้านตระกูลรอสส์ในเย็นวันนั้น ความบาดหมางเก่าๆหมดไปพร้อมกับความสัมพันธ์ที่เรียกว่าครอบครัวก่อกำเนิดขึ้น ทุกคนต่างก็ยินดีและมีความสุขกับมัน และต่างก็หวังว่ามิตรภาพนี้จะยืนยงคงอยู่ตลอดไป...

*****************************************************

และแล้วคืนสุดท้ายที่เชนและพรรคพวกของเขาจะอยู่ที่อังกฤษก็มาถึง มาร์คจัดปาร์ตี้อำลาเชิญครอบครัวของซาร่าและสองแฝดมาด้วย ปาร์ตี้มีขึ้นเวลาทุ่มครึ่งในห้องชุดของเขาเองที่โรงแรม แต่พวกของเชนอยากร่ำลากันก่อนเป็นการส่วนตัวจึงนัดเจอกันก่อนที่ร้านที่พวกเขานัดพบกันครั้งแรก

อีกสิบนาทีจะห้าโมงซึ่งเป็นเวลานัด เชนนั่งมองไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอย สีหน้าเคร่งขรึมส่งให้ใบหน้าที่ปกติก็มีเสน่ห์มัดใจสาวๆอยู่แล้วยิ่งดูคมเข้ม ลึกลับและดึงดูดมากขึ้นไปอีก สาวๆที่นั่งอยู่ในร้านเดียวกันต่างก็พยายามส่งสายตาให้เขาแต่ชายหนุ่มก็ไม่สนใจเพราะกำลังจมอยู่ในความคิดของตัวเอง

เวลาช่างผ่านไปได้อย่างรวดเร็วนักทุกครั้งที่คนเรามีความสุข ชายหนุ่มคิดพลางถอนใจเบาๆ คืนนี้ก็เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่เขาจะอยู่ที่นี่แต่เขากลับรู้สึกว่าไม่อยากจากไปเลย เป็นเพราะเร็นนั่นแหละที่ทำให้เขารู้สึกแบบนี้ เขาไม่เคยสนใจหรือต้องการใครสักคนแบบนี้มาก่อนเลย เสียงหัวเราะคิกคักจากด้านข้างขัดจังหวะคิดของเขา ชายหนุ่มเหลือบตามองก็เห็นผู้หญิงที่สองคนกำลังคุยกันที่โต๊ะใกล้ๆพลางมองมาทางเขา ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าตัวเขาคงกำลังเป็นหัวข้อสนทนาอยู่เป็นแน่ เขามองดูสองคนนั่นก็จัดว่าเป็นคนสวยพอควร ผมสีน้ำตาลปนทองยาวผิวสีแทนตาสีฟ้า อายุมากกว่าเขาประมาณยี่สิบกว่าๆ สองสาวส่งสายตาเหมือนจะเชิญชวน แต่ไม่ทำให้เขาเกิดความสนใจใดๆแม้แต่น้อย เพราะใจเขานึกถึงแต่หนุ่มน้อยหน้าหวานผิวขาว ผมดำตรง ริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบที่แสนหวานปานน้ำผึ้ง ใบหน้าหวานๆที่มักจะทำแสนงอนอยู่บ่อยๆนั้นน่ารักตรึงใจเขาจนต้องเผลอยิ้มทุกครั้งเวลาที่นึกถึง

ชายหนุ่มมองสองสาวอย่างเฉยเมย ที่เขาบอกกับเร็นว่าเขาไม่มีสายตาไปมองใครอื่นอีกนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแม้แต่น้อย เชนหันกลับมามองไปข้างหน้าอย่างเดิม เขาอมยิ้มเมื่อได้ยินเสียงเฮอะดังกลับมาอย่างผิดหวังของสองสาว

“รอนานมั้ยพี่ชาย” เสียงนาธานถามขึ้นจากด้านหลัง

เชนหันควับมามอง “ไม่นานหรอก” แล้วเขาก็มองซ้ายมองขวาหาสองแฝดจนน้องชายหัวเราะ

นาธานเดินมานั่งที่เก้าอี้ตัวที่ว่างก่อนจะบอกขำๆ “ไม่ได้มาด้วยกันหรอก” เขาหัวเราะที่พี่ชายทำหน้าผิดหวัง

“ก็ทุกทีชั้นเห็นนายกับเรียวตัวติดกันตลอด ชั้นก็นึกว่าจะมาด้วยกันซะอีก”

นาธานกระแอมกลบเกลื่อนความเขินก่อนจะถามกลับ “ว่าแต่เค้า แล้วบอดี้การ์ดส่วนตัวของนายไปไหนล่ะ”

“ไมล์ไม่มาด้วยหรอก หมอนั่นรู้งานจะตายแต่พ่อส่งคนมาตามดูพวกเราด้วย” เชนหัวเราะที่เห็นน้องชายหันมองไปรอบๆ “นายไม่เห็นหรอก เพราะถ้านายเห็นพวกนั้นก็ตกงานน่ะสิ”

“ชั้นยังรู้สึกแปลกๆทุกทีเวลารู้ว่ามีคนตามดูเนี่ย” เขาบ่น

“เป็นลูกพ่อก็ต้องหัดทำตัวให้ชินเข้าไว้ แต่นายไม่ต้องสนใจหรอกปล่อยพวกนั้นทำหน้าที่ไปเหอะ” เชนบอกพร้อมกับยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเป็นเวลาห้าโมงพอดี

“ตรงเวลาเป๊ะเลยนะ” นาธานอุทานพร้อมกับยิ้มหวานไปทางด้านหลังของพี่ชาย เชนหันควับไปอย่างรวดเร็วก็พบเรียวกับเร็นยืนยิ้มอยู่ด้านหลัง

เรียวรีบเดินมาหานาธาน “รอไม่นานใช่มั้ย”

“ไม่หรอก”

เชนรีบหยิบเงินมาวางไว้บนโต๊ะ “ไปกันเลยนะ” เขาลุกขึ้นจูงมือเร็นเดินออกไปอย่างรวดเร็ว จนนาธานกับเรียวต้องรีบเดินตามอย่างงุนงง

“นายจะรีบไปไหนกัน ทำท่าเหมือนหนีอะไรงั้นแหละ” เร็นถามพยายามเร่งฝีเท้าให้ทันก้าวยาวๆของชายหนุ่ม

เชนรู้สึกตัวจึงผ่อนความเร็วลงมาเดินเอื่อยๆแทน “ก็หนีจริงๆน่ะสิ นายเห็นโต๊ะข้างหลังชั้นมั้ยล่ะ”

“เห็นแล้ว ผู้หญิงสองคนนั่นน่ะเหรอ”

“ใช่ นั่นแหละแทบจะตะบบชั้นอยู่แล้วยายป้าพวกนั้นน่ะ”

“บ้าเหรอ!! เค้าไม่แก่ซะหน่อย นายนี่ปากร้ายจังไปว่าเค้าป้า” เร็นหัวเราะ

“ยังหัวเราะอีก นี่นายไม่หวงชั้นรึไง” เขาต่อว่างอนๆ

“โถ นอกจากปากร้ายแล้ว ยังใจน้อยด้วยเหรอ” เร็นขำก๊ากกับท่าทางของชายหนุ่ม “หวงสิทำไมจะไม่หวง ก็นายหล่อขนาดนี้ชั้นจะไม่หวงได้ไง แต่ชั้นเชื่อใจนายต่างหากล่ะ” เร็นบอกยิ้มๆ

เชนยิ้มหน้าบานเป็นกระด้ง “ดีใจจังที่ได้ยินอย่างนั้น แล้วนี่นายจะพาชั้นไปไหนล่ะ”

เร็นค้อนอย่างหมั่นไส้ก่อนจะบอก “Walking Streetเลยไปสองบล็อคนี่เอง ชั้นอยากซื้ออะไรนิดหน่อยให้นายเป็นที่ระลึกน่ะ”

เชนอึ้ง “จริงนะ แต่ชั้นไม่มีอะไรให้นายเลย”

“ไม่ต้องหรอก ไว้คราวหน้าแล้วกัน” เร็นบอกยิ้มๆ

คราวหน้า หมายความว่าเร็นอาจจะไปหาเค้าที่อเมริกางั้นเหรอ ชายหนุ่มยิ้มกับคำสัญญาที่เร็นอาจจะเอ่ยออกมาอย่างไม่รู้ตัว เอ หรือว่าหนุ่มน้อยจะตั้งใจอย่างนั้นจริงๆกันนะ

เรียวกับนาธานที่เดินตามสองหนุ่มหันมายิ้มให้กันเพราะได้ยินที่ทั้งสองพูดกันทุกคำ แล้วพวกเขาก็รีบเดินให้ทันสองหนุ่มเพราะเร็นลากเชนเดินลิ่วๆล่วงหน้าไปอีกแล้ว นาธานรู้สึกสงสารพี่ชายกับเร็นนิดๆที่ต้องอยู่ห่างกัน แต่ดูแล้วหัวใจของพวกเขาต้องอยู่ที่กันและกันแน่ๆ อาจจะเข้าข้างตัวเองไปนิดที่เขายินดีกับตัวเองที่ไม่ต้องจากกันอย่างคู่ของเร็น เขาหันมายิ้มให้กับหนุ่มน้อยข้างตัว เส้นทางของพวกเขายังอีกยาวไกลและเขาก็หวังจะให้พวกเขาทั้งคู่ก้าวเดินไปด้วยกัน ด้วยใจและก้าวย่างที่มั่นคง ตลอดไป...

cats.gif (2782 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ E-mail : [email protected]

Hosted by www.Geocities.ws

1