Forbidden
By...
Yayoy

Chapter 3

“นายจะทำยังไงต่อไป” ไมล์ถามขึ้นหลังจากเห็นเร็นเดินออกไปแล้ว

เชนถอนใจ สีหน้าครุ่นคิด “เพื่อไม่ให้นายออกไปเสี่ยงทำอะไรบ้าๆอย่างคราวที่แล้วอีก ชั้นคงต้องพึ่งพาความสามารถที่มีประโยชน์ของพ่อนาย” ชายหนุ่มมองหน้าเพื่อนรักอย่างจริงจัง “นายเป็นเพื่อนรักของชั้นนะไมล์ เป็นเพื่อนที่ชั้นไม่อยากสูญเสียไปไม่ว่าเพราะสาเหตุใดทั้งนั้น ถ้านายยังไม่รู้ก็รู้ไว้ซะว่านายสำคัญกับชั้นเหมือนเป็นส่วนหนึ่งในตัวชั้น ชั้นไม่อยากรู้สึกว่าส่วนหนึ่งในตัวชั้นกำลังจะตายไปเหมือนตอนที่ชั้นยืนอยู่หน้าห้องไอ.ซี.ยู.วันนั้น โดยที่ชั้นไม่สามารถช่วยอะไรนายได้เลย”

ไมล์มองผู้ที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งเจ้านายด้วยความซาบซึ้ง ตั้งแต่รู้จักกันเมื่อเกือบสิบปีก่อนพวกเขาก็อยู่เคียงข้างกันตลอดมา ทั้งยามสุขยามทุกข์ไม่เคยแยกจากกันเลย เขารู้ตัวดีว่าความจริงแล้วเชนไม่จำเป็นต้องดีกับเขามากมายขนาดนี้ก็ได้ เพราะเขาก็เป็นแค่ลูกของลูกจ้างคนหนึ่งที่พ่อของเชนจ้างมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวและสอนศิลปะการต่อสู้ให้ชายหนุ่มเท่านั้น แต่เชนก็ยอมรับเขาเป็นเพื่อนนั่นทำให้เขาดีใจที่สุด

เขายังจำได้ดีถึงวันนั้น หลังจากหมอผ่าตัดช่วยชีวิตเขาไว้ได้แล้ว แต่ยังรอให้อาการของเขาดีขึ้นก่อนที่จะย้ายออกจากห้องไอ.ซี.ยู. เชนมาเยี่ยมและจับมือเขาไว้อยู่นานพร้อมกับพูดเบาๆกับเขา

“ไมล์นายอย่าเป็นอะไรนะ ได้ยินชั้นมั้ย นายต้องเข้มแข็งนะ” ชายหนุ่มบีบมือเพื่อนแรงขึ้น “อยู่กับชั้นนะเพื่อน นายจำเป็นกับชั้นนะเพราะนายเป็นยิ่งกว่าครอบครัวของชั้นเพราะฉะนั้นห้ามตายนะได้ยินมั้ย”

แล้วไมล์ก็รู้สึกถึงหยดน้ำหยดหนึ่งบนมือของเขา ถึงตอนนั้นเขาไม่สามารถพูดได้เพราะฤทธิ์ยา แต่ก่อนที่เขาจะหลับไปอีกครั้งเขาก็ตอบเชนในใจว่า เขาจะอยู่เคียงข้างเพื่อนของเขาตลอดไป

“ขอบใจมากนะเพื่อน ชั้นเคยสัญญากับนายแล้วไงว่าชั้นจะอยู่เคียงข้างนาย เพราะฉะนั้นชั้นจะทำตามสัญญาอย่างแน่นอน” ไมล์ตอบอย่างจริงจังเช่นกัน “ว่าแต่นายจะให้พ่อชั้นทำอะไรล่ะ” ไมล์ถามอย่างสงสัย

ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก “ชั้นก็จะให้พ่อของนายส่งคนมาจัดการไอ้พวกข้างนอกนั่นนะสิ เพราะถ้าไอ้พวกนั้นเป็นพวกที่เคยจู่โจมชั้นที่อเมริกาก็แสดงว่าครั้งที่แล้วพวกมันยังถูกจัดการไม่หมด พ่อก็จะได้รู้แล้วก็จัดการซะ แต่ถ้าพวกมันเป็นคนที่พ่อส่งมา พ่อก็จะได้รู้ว่าเรารู้แล้ว และพวกเราจะต้องระวังตัวแน่นอน การลงมือทำอะไรก็ยากขึ้น”

“เราก็จะได้ประโยชน์ทั้งสองทาง” ไมล์ยิ้มอย่างเห็นด้วย “แล้วนายหรือชั้นจะเป็นคนโทรไปล่ะ”

“ชั้นจัดการเอง”

“ชั้นเคยบอกนายรึเปล่าว่านายน่าจะไปเป็นทหาร รับรองว่าได้เป็นนายพลก่อนอายุสี่สิบแหง”

“ถ้าชั้นเป็นทหารนะขออยู่หน่วยซีล (SEAL : SEa Air & Land) ดีกว่าเพราะมันเจ๋งที่สุด เก่งที่สุด” เชนหัวเราะ

“สุดท้ายอาจได้ประจำการที่เพนตากอนก็ได้” ไมล์ออกความเห็นอย่างขำๆ

“นายก็พูดไปโน่น”

ทั้งสองคนหัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลายลง หลังจากเรื่องเครียดๆเมื่อกี้ที่คุยกันหาทางแก้ไปได้เปลาะหนึ่ง

“คุยอะไรกันอยู่น่ะ หัวเราะซะดังเชียว” เรียวถามหลังจากเดินลงบันไดมาทันได้ยิน

“หาทางแก้ปัญหากวนใจนะสิ” เชนตอบ

“แล้วเป็นไง”

“เรามันพวกใช้สมองไม่ต้องออกแรง เดี๋ยวชั้นจะให้บอดี้การ์ดของพ่อชั้นจัดการพวกข้างนอกให้” เชนบอกอย่างอารมณ์ดี “แต่ต้องขอใช้โทรศัพท์ของนายหน่อยนะ”

“เอาเลยตามสบาย” เรียวยิ้ม “ชั้นเปิดห้องแล้วนะ เตรียมเสื้อผ้าไว้ให้แล้วด้วยพวกนายขึ้นไปอาบน้ำได้เลย”

“งั้นชั้นขึ้นไปก่อนดีกว่า จะได้ไม่ต้องมารอคิวกัน” ไมล์บอกแล้วลุกขึ้นเดินขึ้นไปข้างบน

“ขึ้นบันไดไปแล้วเลี้ยวซ้ายห้องสุดทางเดินนะ” เรียวร้องบอก

“Thanks เรียว” ไมล์บอกกลับมาก่อนจะหายขึ้นบันไดไป

“ขอโทษนะ ที่ทำให้พวกนายต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย” เชนกล่าวขึ้น

“ไม่เป็นไรหรอก เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนสิไม่งั้นจะไปช่วยใครที่ไหน” เรียวบอก

“นี่นายกับชั้นใครแก่กว่าใครกันแน่เนี่ย” เชนหยอกอย่างอารมณ์ดี

“แม่ยังบอกว่าชั้นเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็กเลย” เรียวหัวเราะ “เอ้าโทรศัพท์”

เรียวเอาโทรศัพท์มาส่งให้ เชนรับมาอย่างขอบคุณ แล้วกดเบอร์ติดต่อทันที เสียงปลายสายดังแค่ทีเดียวก็มีเสียงตอบรับ “คาเมรอน” เสียงห้วนๆพูดมาทางปลายสาย

“เจอโรมครับ ผมเอง” เชนพูดตอบ เจอโรม คาเมรอนบอดี้การ์ดส่วนตัวของพ่อเขาและเป็นพ่อของเพื่อนรักและครูสอนศิลปะป้องกันตัวให้แก่เขา เจ้าของเบอร์ฉุกเฉินที่เขากำลังใช้อยู่

“มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับ” เสียงพูดอ่อนลงเป็นปกติ มีแววกังวลเล็กน้อย เพราะเบอร์โทรนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อเกิดเรื่องขึ้น

“นิดหน่อยครับ ผมมีเรื่องให้คุณช่วย แต่ก่อนอื่นบอกอะไรผมซักอย่างก่อน ตามความจริงนะครับ วันนี้พ่อให้คุณส่งคนติดตามใครบางคนรึเปล่า”

“ไม่ครับ วันนี้ท่านอยู่ที่บริษัทสาขาทั้งวัน ตอนนี้อยู่ที่งานเลี้ยงต้อนรับ ผมไม่ได้รับคำสั่งให้ทำอะไรแบบนั้นเลยครับ เกิดอะไรขึ้นกับคุณหรือไง” เจอโรมตอบเสียงราบเรียบมาตามสาย

“ถ้าอย่างนั้นผมก็เชื่อคุณ” เชนทำหน้ายุ่ง “คือว่าวันนี้มีคนสะกดรอยตามพวกผม ตอนแรกผมคิดว่าเป็นพวกคุณซะอีกแต่เมื่อหัวค่ำไมล์ออกไปดูลาดเลาแล้วเขาบอกว่าไม่ใช่ ผมสงสัยว่าอาจจะเป็นพวกที่เคยลงมือกับผมเมื่อหกเดือนก่อน และตอนนี้พวกมันก็เฝ้าอยู่นอกบ้านของเพื่อนที่ผมมาค้างด้วย ผมคิดว่าพ่อน่าจะรู้นะครับ แล้วผมก็อยากให้คุณช่วยจัดการให้หน่อย” เชนพูดเสียงเครียด แล้วก็เล่าเรื่องเมื่อกลางวันที่พวกเขามีเรื่องกับพวกอันธพาลและเรื่องที่มีคนสะกดรอยตามให้บอดี้การ์ดของพ่อฟัง

“พวกที่เคยคิดจะจับตัวคุณหรือครับ นี่พวกมันตามมาถึงอังกฤษเลยหรือ เดี๋ยวผมจะตรวจสอบดู แต่ว่าก่อนอื่นคงต้องแจ้งให้ท่านทราบก่อนนะครับ”เจอโรมบอกหลังจากที่ฟังชายหนุ่มเล่าจบ

“ผมไม่แน่ใจว่าจะใช่พวกเก่าหรือเปล่าผมแค่เดาเอาน่ะครับ เพราะถ้าไม่ใช่คนของคุณ เป้าหมายก็น่าจะเป็นผม”

“บ้านที่คุณอยู่ปลอดภัยหรือเปล่าครับ อยากให้ผมจัดคนคุ้มครองให้มั้ย”

“ผมว่าคงปลอดภัยพอนะครับ พวกมันคงไม่กล้าทำอะไรหรอก อีกอย่างผมไม่อยากให้เพื่อนกับครอบครัวของเขาต้องตกใจด้วย”

“บ้านเพื่อนคุณอยู่ที่ไหนครับ” เจอโรมถาม เชนบอกที่อยู่ไป

“ผมจะรีบจัดการให้ครับ”

“ขอบใจนะเจอโรม บอกพ่อให้ด้วยว่าพรุ่งนี้ผมจะกลับโรงแรมตอนบ่ายๆ” เชนพยักหน้าให้ไมล์ที่เดินลงมาในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นมีผ้าขนหนูพาดคอไว้เช็ดผมที่ยังชื้นจากการสระมานั่งลงข้างๆเขา “ไม่ต้องติดต่อมานะครับผมไม่อยากให้เพื่อนตกใจ แล้วพรุ่งนี้เช้าผมจะติดต่อกลับไป”

“ได้ครับ งั้นผมขอพูดกับไมล์ด้วยครับ”

เชนส่งโทรศัพท์ให้เพื่อน ไมล์รีบรับทันที “ไมล์ครับ”

“อย่าทำอะไรเสี่ยงอันตรายมากนักนะ ชั้นเป็นห่วงแก” ถึงจะพูดเสียงราบเรียบแต่คนเป็นลูกชายก็จับกระแสห่วงใยได้ “ผมรู้ฮะพ่อ อีกอย่างเจ้านายเค้าคงไม่ยอมอยู่แล้วล่ะฮะ” ไมล์หัวเราะมาตามสายเพราะโดนเชนเอาหมัดชกแขนเบาๆ “ดี ชั้นอยากรู้รายละเอียดภายนอกของบ้านและตำแหน่งของพวกมัน” ไมล์บอกรายละเอียดที่พ่อเขาอยากรู้ไป “ดีมากไมล์ ดูแลคุณเชนด้วยนะ” ไมล์รับคำพ่อแล้วก็ตัดสายไป แล้วหันมาพยักหน้าบอกเชนว่าเรียบร้อยแล้ว

“เรียบร้อยแล้วเหรอ” เรียวถามขึ้นหลังจากนั่งฟังอยู่นาน

“ใช่ นายไม่ต้องกังวลแล้วนะ” เชนยิ้มอย่างให้กำลังใจ

“ไม่หรอก ยังไงชั้นก็ยังกังวลอยู่ดี เรื่องของนาธานน่ะ” เรียวบอกสีหน้าเป็นกังวล

“ชั้นไม่ให้พ่อทำอะไรนาธานหรอก ชั้นสัญญากับนายได้เลย” เชนบอกอย่างจริงจัง

“ชั้นรู้ว่านายต้องทำอย่างนั้นแน่ พวกนายเป็นคนดีนะเชน ไมล์ ชั้นรู้ว่าชั้นไว้ใจพวกนายได้ ขอบใจที่ดูแลเร็นด้วยนะ”

“นายไม่ว่าอะไรใช่มั้ย เรื่องชั้นกับเร็นน่ะ” เชนถามอย่างอยากรู้ท่าทีของเรียว

“ชั้นจะไปว่าอะไรได้ล่ะ มันอยู่ที่ตัวเร็นต่างหาก ที่ชั้นจัดการคนอื่นๆที่เข้ามาวอแวน้องชั้นก็เพราะเจ้าตัวเค้าอยากให้ทำอย่างนั้น แต่กับนายมันไม่ใช่ ชั้นเพิ่งเคยเห็นเจ้านั่นเป็นอย่างนี้ครั้งแรกเลยล่ะ”

“น่าชื่นใจจังแฮะที่ได้รู้” เชนบอกพร้อมกับยิ้มหน้าบาน

“แต่พวกนายจะอยู่ที่อังกฤษอีกไม่นานแล้วไม่ใช่เหรอ” เรียวเตือน

เชนหน้าเจื่อนลง “จริงสิ ชั้นก็ลืมนึกถึงไปเลย ชั้นมีเวลาอยู่ที่นี่อีกแค่เดือนเดียวเองก็ต้องกลับไปแล้วเพราะโรงเรียนเปิด” ชายหนุ่มถอนใจ “เอาเป็นว่าชั้นจะทำให้ดีที่สุดแล้วกันนะ”

“แล้วเรื่องน้องชั้นล่ะ” เรียวถาม

“ชั้นก็ขอบอกนายว่าชั้นก็ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครเหมือนที่รู้สึกกับเร็นมาก่อนเหมือนกัน”

“ชั้นเชื่อนาย แต่เรื่องของนายกับน้องชั้นมันเป็นเรื่องของพวกนายที่จะต้องไปตกลงกันเอง ชั้นก็แค่เป็นห่วงเท่านั้น อย่าลืมว่านายคุยเรื่องของเร็นกับชั้นได้เสมอนะ”

“ขอบใจมากเรียว”

สองหนุ่มยิ้มให้กันอย่างเข้าอกเข้าใจ “เอาล่ะพวกนายไปพักผ่อนกันดีกว่า วันนี้เราก็เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เดี๋ยวชั้นจะไปเช็คประตูหน้าต่างก่อน” เรียวบอกแล้วลุกขึ้น

“พวกเราไปช่วยดีกว่า” เชนบอกแล้วสามหนุ่มก็เดินเช็คกลอนที่ประตูหน้าต่างทั่วบ้านจนหมดแล้วก็ปิดไฟชั้นล่างเดินขึ้นข้างบนเพื่อที่จะอาบน้ำและพักผ่อน เชนกับไมล์แยกไปห้องพักแขก เรียวเดินมาที่ห้องของเร็นเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป

“นอนยังเจ้าตัวยุ่ง อ้าวยังไม่อาบน้ำอีกเหรอ” เรียวถามเมื่อเห็นน้องชายยังอยู่ชุดเดิม ได้ยินเสียงฝักบัวในห้องน้ำแสดงว่านาธานอาบน้ำอยู่ เร็นเงยหน้าขึ้นจากที่นอนคว่ำอยู่กับเตียง มองพี่ชายที่เดินเข้ามานั่งข้างๆ “เชนกับไมล์ล่ะ” เร็นถามเสียงเบา

“เข้าห้องไปแล้ว” เรียวเอามือลูบหัวน้องชายเบาๆ “นายอยากคุยกับชั้นรึเปล่า” เขามองหน้าเร็นอย่างค้นคว้า

เร็นหลับตาแล้วพยักหน้า ลุกขึ้นนั่งข้างๆพี่ชาย “ชั้นกลัวจังเรียว เรื่องนี้มันเกินความสามารถของเด็กอย่างเรานะ แล้วพวกเราจะทำยังไงดี” เร็นถามเสียงเศร้าๆ

“ชั้นก็คิดเหมือนนายแหละ แต่เมื่อเชนเค้าบอกว่าเค้าจัดการได้เราก็คงต้องเชื่อเค้า อีกอย่างเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องในครอบครัวของเค้าเราไม่ควรจะเข้าไปยุ่ง” เรียวถอนใจ “ชั้นก็เป็นห่วงนาธานเหมือนกัน แต่จะทำไงได้”

“นายก็รู้นะเรียวว่าชั้นไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน ชั้นบอกตามตรงว่าชั้นชอบเชน ชั้นก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นเค้ามันเป็นสิ่งที่ชั้นไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อนเลย” เร็นสารภาพความรู้สึกให้พี่ชายฟัง ปกติเขาก็คุยกับเรียวได้ทุกเรื่องอยู่แล้ว เขารู้ว่าเรียวรักและเป็นห่วงเขา เพราะตัวเขาชอบซุกซน แกล้งคนอื่นอยู่เรื่อยไม่เว้นแม้แต่ตัวเรียวเอง แต่เรียวก็คอยปกป้องเขาเรื่อยมา

“ชั้นเข้าใจว่านายรู้สึกยังไง แต่พวกเค้าจะอยู่ที่อังกฤษอีกไม่นานแล้วนะ” เรียวกล่าวอย่างเห็นใจ

เร็นสะดุ้ง จริงสิเขาลืมเรื่องนี้ไปเลย เชนอยู่ที่อเมริกาและเขาก็ต้องกลับไปเรียน พวกเขามีเวลาเหลือน้อยเหลือเกิน “เค้าบอกนายอย่างนั้นเหรอ” เร็นถามเสียงเครือ น้ำตาใกล้จะไหลออกมาอีกแล้ว

“อีกหนึ่งเดือน เค้าต้องกลับไปเรียนน่ะ” เรียวโอบไหล่น้องชาย “ถ้านายเชื่อมั่นในตัวเค้าก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ชั้นเองก็เชื่อว่าเชนเป็นคนดีและรักษาคำพูด แต่มันก็ขึ้นอยู่กับนายนะว่าระหว่างนายกับเค้านายอยากให้มันเป็นแบบไหน”

“ชั้นเชื่อเค้านะ แล้วก็เชื่อว่านายคงดูคนไม่ผิดหรอก” เร็นยิ้มให้พี่ชาย

“ยิ้มออกแบบนี้ก็ดีแล้ว ตอนนี้ทำใจให้สบายก่อน ค่อยๆคิดให้ดีว่านายต้องการอะไรแล้วก็ทำตามที่นายต้องการจะได้ไม่ต้องเสียใจทีหลัง” เรียวตบไหล่น้องชายเบาๆอย่างให้กำลังใจ

“ขอบใจนะเรียว ชั้นสบายใจขึ้นมากเลย” เร็นกอดขอบคุณพี่ชาย เรียวกอดตอบลูบหัวน้องชายอย่างเอ็นดู เวลาเร็นทำตัวดีๆก็น่ารักดีหรอก แต่เวลาอยากจะร้ายขึ้นมาก็ทำเอาเขาปั่นป่วนทุกที พอโดนอ้อนทีไรก็หายโกรธทุกทีเหมือนกัน ช่วยไม่ได้เขาก็แพ้ทางเร็นเหมือนกันนี่นา

เสียงลูกบิดประตูห้องน้ำดังขึ้น เรียวหันไปมอง เห็นนาธานเดินออกมาเอาผ้าขนหนูเช็ดผมที่เปียกจากการสระไปด้วย “เฮ้อ! สบายตัวจัง ตานายแล้วเร็น...” นาธานชะงักเมื่อเห็นเรียวมองมา หน้าเป็นสีระเรื่อเพราะเรียวจ้องเขา ก็เล่นจ้องเอาๆแบบนั้นใครจะไม่เขินล่ะ

เรียวตะลึงมองนาธานอย่างเผลอไผล นาธานใส่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นของเขาแล้วยิ่งดูบอบบางขึ้นไปอีก เขามองช่วงขาของชายหนุ่มแล้วกลืนน้ำลายลงคอ ช่วงขาที่ทั้งขาวทั้งเนียนเห็นแล้วเขาก็ใจสั่นขึ้นมาเฉยๆ

แล้วเรียวก็สะดุ้งโหยงเพราะโดนเร็นตีแขนดังเผี๊ย!! “พี่บ้า จ้องอยู่ได้นาธานเขินจนหน้าแดงแล้วเห็นเปล่า” แล้วเจ้าตัวก็หัวเราะหึ หึที่เห็นว่าทั้งเรียวทั้งนาธานต่างก็หน้าแดงแข่งกัน “ชั้นไปอาบน้ำมั่งดีกว่าไม่อยากอยู่ขัดคอใครบางคน” แล้วเร็นก็เผ่นเข้าห้องน้ำด้วยความรวดเร็วเมื่อเห็นเรียวเงื้อกำปั้นเล็งมาที่หัวของเขา ทิ้งไว้แต่เสียงหัวเราะอย่างขบขันก่อนประตูห้องน้ำจะปิดลง

เรียวส่งยิ้มเขินๆให้นาธาน ชายหนุ่มยิ้มตอบแล้วเดินมานั่งข้างๆ เรียวใจสั่นขึ้นไปอีกเพราะกลิ่นสบู่กับแชมพูที่ลอยมาเข้าจมูก เขาสูดหายใจเข้าลึกแล้วระบายออก แล้วเบนสายตาไปซะจากชายหนุ่ม “เอ่อ ชั้นไปก่อนดีกว่านะนายจะได้พักผ่อน” เรียวจะลุกขึ้นแต่นาธานก็คว้าแขนเขาเอาไว้ก่อน “เดี๋ยวสิอยู่คุยกันก่อน ชั้นยังนอนไม่ได้หรอกก็ผมยังไม่แห้งเลย” นาธานบอกพลางขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น

เรียวพยามไม่ขยับหนี ทำไมนาธานดูแปลกไปนะ ทุกทีแค่เขาจับมือก็เขินหน้าแดงแล้วแต่นี่มานั่งซะแทบจะติดกันแถมยังประกายตาแปลกๆนี่อีก “นายไม่อยากคุยกับชั้นเหรอ” นาธานถามเบาๆ

“ป...เปล่า ไม่ใช่อย่างนั้น” เรียวตอบเสียงสั่นๆ

นาธานแอบยิ้มในใจ นี่เรียวคงหวั่นไหวละสิที่เค้าทำแบบนี้ ปกติก็เขินอยู่หรอกแต่วันนี้เรียวบอกในสิ่งที่เขาอยากจะบอกกับเรียวเหมือนกัน แต่เขาก็ยังไม่ได้พูดอะไรออกไป ยังก่อน เขาอยากจะดูความจริงใจของเรียวต่อไปอีกซักนิด ถึงเค้าจะแน่ใจในตัวเรียวแล้วก็เถอะแต่เรื่องของอนาคตมันต้องดูกันนานๆไม่ใช่เหรอ อีกอย่างความสัมพันธ์แบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่ลำบากนี่นา “ทำไมต้องหันหน้าหนีชั้นด้วยล่ะ” นาธานถามพร้อมกับเอามือแนบกับแก้มทั้งสองข้างของเรียวแล้วจับให้หันหน้ามาสบตากัน

ตาสีเขียวของนาธานที่มองสบกับตาสีช็อกโกแลตของเรียวมีแววหัวเราะอยู่ภายใน เรียวถึงได้รู้ว่าถูกแกล้ง “นี่นายแกล้งชั้นเหรอ” นาธานอมยิ้มอย่างกลั้นไม่อยู่จะเอามือลงจากแก้มเรียวก็โดนยึดข้อมือไว้ “แบบนี้ต้องเอาคืนซะแล้ว” เรียวบอกพลางยิ้มเจ้าเล่ห์จนนาธานชักกลัว “ชั้นเปล่าแกล้งนายนะ” นาธานท้วงแต่เรียวกลับเอามือของชายหนุ่มที่เขาจับไว้โอบไปรอบคอตัวเองแล้วโอบนาธานเข้าสู่อ้อมกอด “ขอ Good Night Kissให้ชั้นนะ” เรียวประทับจูบปิดปากบางที่กำลังจะประท้วงทันที จูบอ่อนโยนที่กลืนคำพูดทุกคำที่เขาคิดจะเอ่ยออกมา ริมฝีปากเรียวอ่อนนุ่มเหนือริมฝีปากของเขา ลิ้มรสเขาช้าๆจากนั้นประกบแนบลึกซึ้ง ปลายลิ้นแยกริมฝีปากเขาและเลื่อนเข้าไปภายในทั้งอ่อนโยนทั้งร้อนแรงในคราวเดียวกัน เขาจูบตอบด้วยความรู้สึกอ่อนหวานที่เกิดขึ้นเต็มหัวใจ

เรียวค่อยๆถอนจุมพิตช้าๆ กอดนาธานแนบแน่นด้วยความรู้สึกในหัวใจ นาธานก็กอดตอบด้วยความรู้สึกดุจเดียวกัน เรียวเป็นฝ่ายผละออกก่อน เชยคางร่างบางให้สบตาเขา เด็กหนุ่มยิ้มกว้างที่เห็นนาธานหน้าแดงกล่ำ “ชั้นต้องกลับห้องแล้วล่ะ” เรียวลุกขึ้นยืนแล้วก้มลงจุพิตหน้าผากชายหนุ่มเบาๆ “ราตรีสวัสดิ์นาธาน” เขาเดินผละไปที่ประตูห้องหมุนลูกบิดและกำลังจะก้าวออกไป

“ฝันดีนะเรียว” นาธานเอ่ยขึ้นเบาๆจากบนเตียง

เรียวหันกลับมา “แน่นอนอยู่แล้ว” เขาบอกแล้วก้าวออกไปและปิดประตูห้องอย่างเบามือ

นาธานล้มตัวลงนอนยกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง ช่างเป็นความรู้สึกหวานล้ำจนเขาไม่อาจลืมได้เลย เขาลากปลายนิ้วไปตามเรียวปากช้าๆ เป็นความรู้สึกที่อ่อนหวานจนแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดขึ้นกับเขาได้

ประตูห้องน้ำเปิดออกแล้วเร็นก็ก้าวออกมา “เรียวไปแล้วเหรอ” เขาถามพลางเช็ดหัวตัวเองยุกยิก

“ไปเมื่อกี้นี้เอง มานั่งนี่สิจะช่วยเช็ดให้” นาธานบอก เร็นเดินมานั่งข้างเตียงอย่างว่าง่าย นาธานลุกขึ้นนั่งแล้วเอาผ้าขนหนูขยี้ผมให้เร็นอย่างเบามือ “แหมใช้เวลาซะคุ้มเชียวนะเรียวนี่ พอไปปุ๊บชั้นก็ออกมาปั๊บดูซิอดดูอะไรดีๆเลย”

“ว่าไงนะ!!” นาธานถามแบบอึ้งๆ

“โธ่ ไม่ต้องอายหรอกน่า ก็ดีแล้วนี่พวกนายจะได้สวีตกัน ว่าแต่เมื่อกี้ทำอะไรกันเอ่ย” เร็นถามพลางหัวเราะหึหึ

“บ้า!! ใครจะบอก เจ้าเด็กนี่ นายแก่แดดเกินไปแล้วนะ” นาธานว่าเข้าให้แต่น้ำเสียงมีแววหัวเราะ

“บอกหน่อยไม่ได้เหรอ จะได้เอาไว้ล้อเรียวน่ะ นะบอกหน่อยสิ” เร็นแกล้งต่อแล้วทำท่าจะหันมา นาธานรีบกดเด็กหนุ่มเอาไว้แล้วขยี้หัวอย่างเอ็นดู “ไม่บอกหรอกเรื่องอะไร ทีนายยังไมบอกชั้นเรื่องเชนเลย” นาธานแกล้งแหย่เร็นบ้างเพราะรู้ว่าเรื่องของพี่ชายเขาเป็นจุดอ่อนของเด็กหนุ่ม

“โห เล่นงี้เลยเหรอ แบบนี้ต้องจัดการ” แล้วเร็นก็ลุกขึ้นจี๋เอวนาธานทันที ชายหนุ่มไม่ทันตั้งตัวเลยหัวเราะซะยกใหญ่แต่พอตั้งตัวได้ก็จี๋เร็นกลับ คราวนี้เสียงหัวเราะสองเสียงเลยดังประสานกันลั่นห้อง สองหนุ่มนอนแผ่หลาบนเตียงเพราะหมดแรงจากการหัวเราะ หันมามองหน้ากันแล้วยิ้มอย่างสดใส

“จริงสินายโทรบอกที่บ้านรึยัง” เร็นถามขึ้น

“โทรแล้ว นอนกันเหอะชั้นง่วงแล้ว” นาธานบอกพร้อมกับหาวประกอบ

“ได้เลย” เร็นหัวเราะ เดินไปปิดไฟ แล้วรีบกลับมาที่เตียง

“นาธาน”

“ว่าไง”

“แล้วตกลงนายจะเล่าให้ชั้นฟังมั้ย”

“ถ้านายเล่าเรื่องเชนเป็นการแลกเปลี่ยน”

“ก็ได้ แต่ไม่ใช่วันนี้นะ”

“ตกลง ไม่ใช่วันนี้ นอนได้แล้ว” แล้วสองหนุ่มก็ผล็อยหลับไปด้วยใบหน้าที่อาบไปด้วยรอยยิ้ม

*****************************************

อีกด้านหนึ่งของบ้าน ไมล์กับเชนที่กำลังเตรียมตัวเข้านอนหันมามองหน้ากันด้วยความสงสัย เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสๆแว่วมา

“ดูท่าจะไม่เป็นไรแล้วนี่” ไมล์บอกเพื่อนพร้อมรอยยิ้มตามแบบฉบับ

“นั่นสิ ลองหัวเราะกันออกแบบนี้ ชั้นก็คลายกังวลไปได้บ้างล่ะ” เชนบอกพร้อมกับล้มตัวลงนอนบนเตียง ไมล์เดินไปปิดไฟแล้วกลับมานอนเหมือนกัน

“พรุ่งนี้ก็รู้ว่ามันจะเป็นพวกไหน ตอนนี้นอนเอาแรงก่อนดีกว่า” ไมล์บอกแล้วก็หลับตาลง

“ใช่พรุ่งนี้ ราตรีสวัสดิ์เพื่อน” แล้วเชนก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

ไมล์หลับตาฟังเสียงหายใจสม่ำเสมอของเพื่อนรักที่หลับไป ไม่ว่าพวกนั้นจะเป็นพวกไหนเขาก็รู้สึกว่าภาระหนักต้องตกอยู่กับเชนอยู่ดี นี่ใจคอเพื่อนของเขาคงยอมแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียวอีกแน่ๆ ไหนจะเรื่องนาธานแล้วยังเรื่องเร็นอีก แต่ไม่ว่ายังไงเขาก็จะยืนหยัดอยู่ข้างเชนอย่างที่ทำเสมอมา ถึงแม้ว่าการทำอย่างนั้นจะหมายถึงการที่จะต้องยืนอยู่คนละฝั่งกับพ่อของเชนและพ่อของเขาด้วยก็ตาม ไมล์คิด แล้วเขาก็ผล็อยหลับไปพร้อมด้วยความคิดที่ไม่สบายใจนั้น

**********************************************

วันรุ่งขึ้น...

“อรุณสวัสดิ์ครับอารินะ อรุณสวัสดิ์เร็น” นาธานทักเมื่อเดินตามกลิ่นหอมของขนมปังปิ้งเข้ามาในครัว “หอมจังเลยฮะ”

“อรุณสวัสดิ์จ้ะนาธาน หลับสบายมั้ย” รินะหันมาทักตอบแล้วหันกลับไปทอดเบคอนต่อ

“สบายมากเลยฮะ เร็นกอดผมทั้งคืน อุ่นสบายไม่ต้องพึ่งผ้าห่มเลยฮะ” นาธานบอกแล้วหันไปยิ้มล้อเลียนให้เร็น

“นาธานอ่ะ อย่าแซวสิ” เร็นทำหน้ามุ่ย พลางทาเนยที่ขนมปังไปด้วย

“โรคติดหมอนข้างเนี่ย แก้ยังไงก็ไม่หายหรอกจ้ะเป็นมาแต่เด็กแล้ว” รินะหัวเราะขำลูกคนเล็ก

“ก็ต้องโทษเรียวนั่นแหละ ก็ตอนเด็กๆมานอนให้ผมกอดทำไมล่ะ ไม่งั้นผมก็ไม่เป็นยังงี้หรอก” เร็นว่าทำแก้มป่องอย่างงอนๆ รินะกับนาธานเลยหัวเราะชอบใจ

“คนอื่นๆล่ะครับ” นาธานถามหลังจากกลั้นหัวเราะได้แล้ว

“เรียวกับสองคนนั่นยังไม่ลงมาเลย ส่วนคุณพ่อออกไปทำงานแล้ว” เร็นตอบ

“หอมจังเลยครับแม่” เรียวส่งเสียงดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามาในครัว

“แมลงวันหัวเขียว” เร็นบ่นพึมพำแซวพี่ชาย

“อะไรนะ เจ้าตัวยุ่ง” เรียวถามอย่างอารมณ์ดี แล้วหันมายิ้มกว้างกับนาธาน “อรุณสวัสดิ์”

“อรุณสวัสดิ์เรียว” นาธานยิ้มตอบ “แล้วสองคนนั้นล่ะ”

“ตื่นแล้วล่ะ เดี๋ยวก็ลงมา”

“งั้นช่วยแม่จัดโต๊ะเลยสิลูก เดี๋ยวสองหนุ่มลงมาจะได้ทานกันเลย” รินะบอกอย่างอารมณ์ดี

“คร๊าบผม” เรียวรับคำ แล้วสองหนุ่มก็ช่วยกันจัดโต๊ะตามคำสั่งของคุณแม่ผู้แสนดีทันที พอจัดโต๊ะเสร็จเชนกับไมล์ก็เดินเข้ามาพอดี

“มาแล้วเหรอจ้ะ เอ้านั่งเลยจะได้ทานกัน” รินะบอกเมื่อเห็นสองหนุ่มเดินเข้ามา

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณอา อรุณสวัสดิ์ทุกคน” สองหนุ่มรีบทักทาย

“ไง หลับสบายมั้ย” เรียวถามยิ้มๆ

“สบายมากหัวถึงหมอนปุ๊บก็หลับปั๊บเหมือนปิดสวิทซ์เลย” เชนบอกพร้อมกับดึงเก้าอี้มานั่ง

“ชั้นก็เหมือนกัน” ไมล์บอกบ้าง “หลับสบายยันเช้าเลย”

“ขี้เซาน่ะสิ ถึงได้ตื่นสาย” เร็นอดกัดไม่ได้

“เอาล่ะจ้ะทานกันได้แล้วเดี๋ยวจะเย็นซะหมด” รินะบอกกับพวกเด็กๆ

หลังจากทานอาหารเช้าเติมพลังงานอย่างเอร็ดอร่อยแล้ว รินะก็ออกไปซื้อของปล่อยให้ห้าหนุ่มอยู่กันตามลำพัง หลังจากจัดการล้างจานและทำความสะอาดครัวแล้ว ห้าหนุ่มก็มาชุมนุมกันที่ห้องรับแขก

“เดี๋ยวชั้นขอโทรศัพท์หาเจอโรมก่อนนะ” เชนบอกทุกคนแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์ที่คุ้นเคยลงไป แล้วนิ่งรอ อีกสี่คนที่เหลือก็นั่งฟังอย่างใจจดใจจ่อ

“เจอโรมเหรอครับ ทุกอย่างเรียบร้อยรึเปล่าครับ” เชนถามเมื่ออีกฝ่ายรับสาย

“เรียบร้อยครับ เราจับพวกมันได้หมดแล้ว แต่คนบงการไม่ได้อยู่ที่นี่” เจอโรมตอบกลับมา

“แสดงว่าพวกมันเป็นพวกที่เคยจู่โจมผมเหรอครับ”

“ใช่แล้วครับ แต่มันจ้างคนที่นี่ทำ ส่วนคนจ้างอยู่ที่อเมริกาครับ”

“แล้วพ่อว่าไงบ้างครับ”

“ท่านเป็นห่วงคุณนะครับ ท่านสั่งให้ผมจัดคนไปคุ้มครองคุณเรียบร้อยแล้วครับ”

เชนเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “คุณไม่ได้พูดเองใช่มั้ยเจอโรม พ่อน่ะเหรอจะพูดแบบนั้น”

“คุณเชนครับ ยังไงพวกคุณก็เป็นพ่อลูกกันนะครับ”

เชนเงียบไป เขาไม่อยากจะเชื่อว่าพ่อของเขาจะพูดแบบนั้นออกมาได้ “แสดงว่าหมดเรื่องแล้วใช่มั้ย ทุกอย่างเคลียร์แล้วนะครับ”

“ใช่ ชั้นเคลียร์พื้นที่ให้แกหมดแล้ว แกจะกลับตอนบ่ายใช่มั้ย ชั้นมีเรื่องจะคุยกับแก” เสียงห้าวๆเย็นๆดังมาทางปลายสาย “พาน้องชายแกมาด้วย เค้าอยู่ที่นั่นด้วยใช่มั้ย”

“พ่อ!! พ่อคิดจะทำอะไรกันแน่ ทำไม...” เชนพูดไม่ทันจบก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อน

“ถ้าแกอยากรู้ก็พานาธานมาหาชั้น แกคงไม่คิดว่าชั้นจะลักพาตัวเค้าไปหรอกนะ แกก็รู้ว่าคนอย่างชั้นไม่ทำอะไรตื้นๆขนาดนั้น” มาร์คกล่าวเสียงราบเรียบไม่แสดงความรู้สึกอะไรให้เชนจับได้เลย

“ก็ได้ฮะ แต่ผมขอบอกไว้ก่อนนะว่าผมจะปกป้องเค้าด้วยทุกๆอย่างที่ผมมี” เชนเอ่ยเสียงกร้าวอย่างไม่ยอมแพ้

“แล้วชั้นจะคอยดู เท่านี้แหละ” แล้วปลายสายอีกข้างก็ตัดไป ชายหนุ่มถอนหายใจดังเฮือก วางโทรศัพท์ลงแล้วหันมาเผชิญหน้าอีกสี่คนที่รอฟังอยู่ด้วยสีหน้าไม่สบายใจอย่างยิ่ง

“เป็นไงบ้าง บอกเราซักทีสิ” เร็นถามด้วยความร้อนใจ

“เรื่องเจ้าพวกข้างนอกน่ะพ่อชั้นจัดการเรียบร้อยแล้ว” เชนหยุดพูดมองหน้าทุกๆคนที่มีสีหน้าโล่งใจกันถ้วนหน้า “แต่ว่า...” ชายหนุ่มหลับตาลงแล้วถอนใจอีกครั้ง

“แต่อะไรเชน” เรียวชักสังหรณ์ใจไม่ดี “คงไม่ใช่เรื่อง...” เขาหันมามองนาธานที่หน้าเริ่มซีดลง

“พ่อของเราอยากพบนาย นาธาน” เชนบอกพลางมองหน้าน้องชาย

“ไม่นะ พ่อนายจะทำอะไรนาธานก็ไม่รู้ แล้วนายยังไปรับปากเค้าว่าจะพานาธานไปพบเค้าอีกเหรอ” เร็นคว้าแขนเชนเขย่าอย่างร้อนรน

“ชั้นมีทางเลือกที่ไหนคนของพ่อก็อยู่ข้างนอก ถ้านายไม่ให้นาธานไปกับชั้นแล้วนายจะให้พวกข้างนอกจับตัวเค้าไปอย่างงั้นเหรอ” เชนกล่าวอย่างชี้ให้เห็นเหตุผล

“ใช่แล้วเร็น อย่างน้อยนาธานก็ปลอดภัยเมื่ออยู่กับเรานะ” ไมล์กล่าวอย่างห่วงใย

“นายก็ต้องเข้าข้างเชนอยู่แล้วก็นายเป็นพวกเดียวกันนี่” เร็นหันมาตัดพ้อน้ำตาคลอเพราะเป็นห่วงเพื่อน

เชนจับมือเร็นมากุมไว้แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “ใจเย็นๆก่อนเร็น ชั้นรู้ว่านายเป็นห่วงนาธาน พวกเราก็เหมือนกัน แต่นายคิดดูนะเราจะอยู่กันอย่างนี้แล้วต้องมานั่งหวาดผวาว่าพ่อชั้นจะทำอะไรกับการที่เผชิญหน้ากับเค้าให้มันรู้กันไปเลย อย่างไหนมันดีกว่ากัน”

“เชนพูดถูกแล้ว” เรียวกล่าวพยายามทำน้ำเสียงให้ราบเรียบ แม้ในใจเขาก็หวาดหวั่นไม่แพ้น้องชายเช่นกัน “การหนีไปน่ะมันง่ายแต่การเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราหวาดกลัวน่ะมันยากกว่า ถ้าเราหนีเราก็อาจจะต้องหนีตลอดไปและมันก็จะไม่แก้ปัญหาใดๆเลย”

“ใช่แล้ว ถึงชั้นจะหนีการเผชิญหน้าครั้งนี้ไปได้แต่ก็คงมีครั้งหน้าและครั้งต่อๆไปอีก เพราะฉะนั้นชั้นจะเผชิญหน้ากับเค้าให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย ชั้นก็อยากรู้เหมือนกันว่าเค้าต้องการอะไรจากชั้นกับแม่กันแน่” นาธานกล่าวอย่างตัดสินใจได้ หลังจากที่เงียบมานาน

“นายแน่ใจนะ” เรียวถามอย่างห่วงใย นาธานพยักหน้ารับ “ไม่ต้องกังวลมากเกินไปหรอกเรียว ยังไงเค้าก็เป็นพ่อของชั้น” ชายหนุ่มพูดปลอบใจเรียวและปลอบใจตัวเองไปด้วย

“งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ” เชนเอ่ยอย่างเคร่งขรึม

แล้วห้าหนุ่มก็เดินไปที่ประตูบ้าน “พวกนายไม่ต้องออกไปหรอก แล้วชั้นจะส่งข่าวมานะ” เชนหันมาบอก

“ระวังตัวด้วยนะ” เร็นกล่าวเสียงเครือ เชนดึงเร็นเข้าสู่อ้อมกอด เร็นก็กอดตอบเขาแน่น ชายหนุ่มผละจากเร็นช้าๆแล้วหันมาจับบ่าเรียว “ไม่ต้องห่วงนะชั้นจะดูแลนาธานเอง”

“ชั้นเชื่อนาย” เรียวตอบอย่างเชื่อมั่นในตัวเพื่อน

“แล้วเจอกันนะเรียว เร็น” นาธานเอ่ยอย่างให้คำมั่น เพื่อให้เรียวกับเร็นคลายกังวล

“อย่าลืมติดต่อมานะ” เรียวสำทับก่อนที่สามหนุ่มจะเดินออกประตูไป แล้วสองพี่น้องก็รีบวิ่งไปที่หน้าต่างที่มองเห็นหน้าบ้าน มองเห็นสามหนุ่มขึ้นรถไปกับผู้ชายใส่สูทสองคนแล้วรถก็เคลื่อนออกไปจากหน้าบ้านของพวกเขา

“หวังว่าพ่อของพวกเค้าจะไม่ใจร้ายนักนะ” เร็นกล่าวอย่างมีความหวัง

“ชั้นก็หวังว่าอย่างงั้น” เรียวเอ่ยเสียงห่อเหี่ยวแล้วทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาทำหน้ายุ่งยากใจ เร็นเดินมานั่งข้างพี่ชายแล้วกอดเขาไว้อย่างจะปลอบใจ ทั้งสองคนต่างก็ปลอบใจกันและกันเพราะพวกเขาต่างก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

***********************************************

“นายพร้อมแล้วนะ” เชนหันมาถามน้องชาย ตอนนี้พวกเขาสองคนยืนอยู่หน้าห้องสูทชั้นบนสุดของโรงแรมชื่อดังใจกลางกรุงลอนดอนซึ่งเป็นห้องที่พ่อของเขาพักอยู่ ไมล์แยกตัวไปพบพ่อของเขา ปล่อยให้ชายหนุ่มสองคนเข้าไปพบพ่อของพวกเขาตามลำพัง

“ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้วล่ะมาถึงประตูห้องแล้วนี่” นาธานหันมายิ้มให้พี่ชาย เขาสูดหายใจเข้าลึกๆแล้วค่อยๆผ่อนออกมา ก็พยักหน้าให้เหมือนบอกว่าพร้อมรบแล้ว เชนยิ้มให้อย่างให้กำลังใจ แล้วเคาะประตูห้อง

“เข้ามา” เสียงห้าวและเย็นชาดังมาจากด้านในของประตู เชนเปิดประตูให้นาธานเดินเข้าไปก่อน เขาเดินตามเข้าไปแล้วปิดประตูตามหลังเบาๆ

นาธานเห็นชายรูบร่างสูงใหญ่ยืนหันหน้าไปทางหน้าต่างเขาจึงเห็นแค่ด้านหลังเท่านั้น แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงกระแสของพลังและอำนาจในตัวของผู้เป็นพ่อ พอพ่อของเขาหันมาเขาก็ประทะกับสายตาคมกริบที่มองเขาอย่างประเมินตัวแต่หัวจรดเท้า ดวงตาสีเขียวเข้มเย็นชาที่มีอำนาจตรึงเขาจนนาธานรู้สึกเหมือนขาของเขากลายเป็นหินไปแล้ว ดวงตาที่แสนเย็นชานั้นเปล่งประกายพึงพอใจแว่บหนึ่งเมื่อมองเขาสลับกับเชน

“มานั่งนี่สิ” มาร์คบอกเสียงราบเรียบพร้อมกับชี้ไปที่โซฟารับแขกที่อยู่ข้างหน้าต่าง

เชนแตะหลังนาธานเบาๆและเขาเหมือนจะรู้สึกตัว เขาเดินอย่างขัดๆไปที่โซฟาแล้วนั่งลง เชนนั่งลงข้างๆเขา ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบที่น่าอึดอัด นาธานมองชายที่เป็นพ่อแท้ๆของเขาอย่างประเมินท่าที เขาต้องยอมรับว่าด้วยวัยเกือบสี่สิบปี พ่อของเขายังดูหนุ่มมากและหล่อมากด้วย เขาสวมสูทสีกรมท่าที่เข้มจนเกือบดำพอดีกับร่างกายแกร่งกำยำเหมือนนักกีฬา ใบหน้าหล่อเหลาแต่เคร่งขรึมเหมือนไม่รู้จักการยิ้ม พ่อของเขาเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้าม ต่างฝ่ายต่างมองกันอย่างดูเชิง

“เลิกข่มขวัญพวกเราซักทีเถอะฮะพ่อ” เชนทำลายความเงียบขึ้น “พ่ออยากเจอนาธานผมก็พาเค้ามาแล้วนี่ไง”

มาร์คกระตุกยิ้มมุมปาก “แกช่างไม่มีความอดทนเอาซะเลยนะเชน” เขาหันมาทางนาธาน “สวัสดีนาธาน ชั้นคงไม่ต้องแนะนำตัวว่าชั้นเป็นใครแล้วใช่มั้ย”

“ผมทราบแล้วครับว่าท่านเป็นใคร” นาธานตอบเสียงเรียบ “บอกผมตรงๆเลยดีกว่าครับว่าท่านต้องการอะไร” เขาจงใจใช้สรรพนามเรียกพ่อของเขาเพื่อเน้นให้พ่อเขาตระหนักถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน

มาร์คเลิกคิ้วขึ้นสูง ดูจากลักษณะภายนอกแม้จะดูบอบบางและเรียบร้อยแต่นาธานก็ซ่อนความเข้มแข็งและดื้อรั้นไว้ภายในไม่ผิดแน่ “นายเหมือนแม่อย่างไม่ต้องสงสัย ซาร่าเลี้ยงนายได้ดีมาก” ดวงตาของมาร์คฉายแววพึงพอใจ “ชั้นต้องการให้นายกับแม่กลับไปกับชั้น”

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ” นาธานตอบทันควัน “ท่านก็ทราบว่าแม่แต่งงานแล้วและท่านก็มีความสุขมากด้วย ท่านจะต้องการให้พวกเรากลับไปกับท่านทำไมกันในเมื่อท่านก็มีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว”

“ไม่ทุกอย่างหรอก” มาร์คเอ่ยเสียงกร้าว “นายกับแม่ของนายไงที่ชั้นยังไม่มี”

“พ่อรักคุณซาร่ามากใช่มั้ยฮะ แล้วทำไมพ่อถึงทอดทิ้งพวกเค้ามานานขนาดนี้ล่ะฮะ” เชนเอ่ยถามอย่างตั้งใจเพราะเขาอยากให้พ่อเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงออกมา

มาร์คตวัดสายตามาจ้องเชนเขม็งจนเขารู้สึกหวั่นๆ แล้วเอ่ยตอบช้าๆ “ใช่แกพูดถูก ชั้นรักเค้ามาก รักอย่างที่ไม่เคยรักใครมาก่อน เรื่องเดียวในชีวิตที่ชั้นเสียใจที่สุดที่ได้ทำลงไปก็คือบังคับให้เค้าแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่ชั้นนั่นแหละ”

เชนกับนาธานต่างก็มองหน้าพ่อของพวกเขาอย่างตกตะลึงเพราะไม่คิดว่ามาร์คจะยอมรับออกมาง่ายดายอย่างนี้ “แล้วทำไมล่ะฮะ ทำไมท่านถึงทำ” นาธานถามด้วยเสียงที่แข็งกร้าวน้อยลง เขาเข้าใจพ่อของเขาผิดไปหรือเปล่านะ บางทีเขาอาจจะไม่ร้ายกาจอย่างที่เห็นก็ได้

“ถ้านายอยากรู้ชั้นก็จะบอก” เขาตวัดสายตามามองที่เชนอีกครั้ง “แน่ใจนะว่าอยากรู้จริงๆ”

เชนเริ่มเอะใจบางอย่าง หรือว่าจะเป็น... “แม่หรือฮะ” เขาหน้าซีดเผือด เขาไม่อยากเชื่อแต่มันก็เป็นไปได้

“ใช่... แต่ชั้นก็ไม่โทษลอเรนคนเดียวหรอกนะ ชั้นก็มีส่วนผิดในเรื่องนี้ด้วย เพราะชั้นเองก็ไม่ซื่อสัตย์กับแม่ของแกทั้งที่ชั้นรู้ว่าเธอเป็คนอารมณ์รุนแรง เธอหึงหวงชั้นมากเพราะรู้ว่าชั้นรักซาร่า พอเธอสืบรู้ว่าซาร่าตั้งท้องตอนนั้นเธอพึ่งจะคลอดลูกได้สองเดือนกว่าเท่านั้นแต่เธอก็ต้องการหลักประกันว่าเชนจะต้องเป็นทายาทเพียงคนเดียวของชั้น เธอจึงขู่ว่าจะให้พ่อของเธอถอนหุ้นออกไปนั่นชั้นยังพอทนได้ แต่ที่เธอขู่ว่าจะฆ่าทั้งแม่ทั้งลูกที่อยู่ในท้องด้วยนี่แหละที่ชั้นยอมไม่ได้” มาร์คมองสองพี่น้องที่ตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกแล้วก็ถอนใจ “นึกไม่ถึงใช่มั้ยล่ะ ในตอนนั้นชั้นไม่อาจเดาได้เลยว่าเธอพูดจริงหรือว่าแค่ขู่ชั้นเท่านั้น แต่ชั้นก็ไม่อยากเสี่ยงชีวิตของคนที่ชั้นรักทั้งสองชีวิต และชั้นรู้ว่าเดรค โคดี้ที่เป็นผู้ช่วยเลขาของชั้นตกหลุมรักซาร่าอยู่ ชั้นจึงคุยกับเค้าเรื่องนี้ซึ่งเค้าก็เต็มใจที่จะทำตามที่ชั้นบอก นั่นแหละชั้นถึงได้บังคับซาร่าให้แต่งงานไป แล้วก็เฝ้าดูพวกเธออยู่เงียบๆโดยไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวและให้เดรคคอยรายงานเรื่องพวกเธอให้ชั้นรู้มาตลอดจนเค้าตายไปนั่นแหละ”

“จริงเหรอครับ แต่แม่ไม่ได้เล่าให้ผมฟังแบบนี้ ผม...ไม่รู้...ผมสับสนไปหมดแล้ว” นาธานยกมือขึ้นบีบขมับ ทั้งงุนงงและสับสนจนนึกอะไรไม่ออก ถ้าที่พ่อเขาเล่าเป็นความจริงก็แสดงว่าแม่เข้าใจพ่อผิดมาตลอดเลยน่ะสิ

“ชั้นรู้ว่าเรื่องที่ชั้นเล่าให้ฟังมันเชื่อยาก ชั้นไม่มีอะไรจะพิสูจน์เรื่องนี้ได้นอกจากสิ่งเดียว” มาร์ครอจนสองพี่น้องเงยหน้ามามองเขา “เชนไปหยิบแฟ้มสองเล่มบนโต๊ะทำงานพ่อมาสิ”

เชนลุกขึ้นอย่างช้าๆ เขารู้สึกแขนขาไม่มีแรง สมองก็หนักอึ้ง นี่เค้ามองพ่อผิดไปจริงๆเพราะความทิฐิของเขาแท้ๆที่ทำให้เขามองไม่เห็นว่าจริงๆแล้วพ่อของเขาเป็นอย่างไร เขาเดินไปถึงโต๊ะทำงานตัวใหญ่หยิบแฟ้มที่พ่อเขาบอกแล้วเดินกลับมาที่โซฟา

“ดูซะนั่นคือสิ่งที่ชั้นนั่งดูรอบแล้วรอบเล่าตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา” มาร์คบอกแล้วหันหน้าไปทางหน้าต่างมองเหม่อออกไปยังท้องฟ้าภายนอกอย่างรอคอย

เชนส่งแฟ้มหนึ่งให้นาธานแล้วนั่งลง นาธานรับแฟ้มมาแล้วทั้งสองก็เปิดแฟ้มออกดูพร้อมๆกัน ในแฟ้มมีรูปถ่ายของเขากับแม่ตั้งแต่เขายังแบเบาะพร้อมด้วยข้อมูลทุกๆอย่างมากกว่าที่เขาจะรู้หรือจำได้ซะอีก มีแม้กระทั่งข้อมูลเมื่อสามเดือนก่อนซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด แต่นอกจากจะมีรูปของเขากับแม่แล้วยังมีรูปของเชนแทรกอยู่ด้วย เชนเองก็ถึงกับอึ้งไปเขาไม่เคยรู้เลยว่าพ่อให้คนติดตามดูเขามาตลอดตั้งแต่เขายังเด็ก ทั้งๆที่เขากับพ่อก็อยู่บ้านเดียวกันเต่ก็ไม่ได้สนิทสนมเหมือนกับครอบครัวอื่นที่เขารู้จัก ตอนเป็นเด็กเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ครั้นเขาหันไปหาแม่ แม่ของเขาก็ไม่เคยมอบความรักความอบอุ่นให้เขา นอกจากบอกเขาเพียงว่าเขาต้องเป็นทายาทของตระกูลในอนาคตไม่ต้องสนใจใครทั้งนั้นนอกจากตัวเอง ในบ้านที่มีบรรยากาศเย็นชาแบบนั้น ที่เขาไม่กลายเป็นคนไร้หัวใจก็เพราะมีไมล์กับพ่อของเขาที่ยังคอยมอบความเป็นเพื่อนและความห่วงใยให้ ถึงแม้ลึกๆแล้วเขารู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่เห็นพวกเขาอยู่ด้วยกันพูดคุยหยอกล้อกันตามประสาพ่อลูกแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เขายึดเหนี่ยวไว้ตลอดมา เขารู้สึกขอบตาร้อนผ่าวจนต้องเงยหน้า พยายามกลั้นน้ำตาที่กำลังจะไหลออกมา

ฝ่ายนาธาน เขามองรอยยับของกระดาษทุกๆหน้าที่เขาเปิดผ่านมา รอยยับของรูปบางรูป เขารู้ทันทีว่าแฟ้มสองเล่มนี้ถูกเปิดอ่านครั้งแล้วครั้งเล่าบ่อยมากแค่ไหน เขารู้สึกแน่นในอกขึ้นมาทันที นี่พ่อของเขาต้องอดทนมากแค่ไหนกันนะตลอดสิบห้าปีที่ผ่านมา น้ำตาที่เขาไม่รู้ว่ากลั้นเอาไว้ไหลออกมาเหมือนกับเขื่อนพัง เขารีบปิดแฟ้มเอาวางไว้ที่โต๊ะข้างหน้าแล้วยกมือปาดน้ำตา ไม่อยากให้แฟ้มเปียกน้ำตาของเขาเพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งสำคัญและมีความหมายกับผู้เป็นพ่อมาก เชนก็ปิดแฟ้มเอาวางไว้บนโต๊ะข้างๆกัน แล้วโอบบ่าน้องชายไว้อย่างปลอบใจ เขาเบือนหน้าไปอีกทางเพื่อเช็ดน้ำตาของตัวเองเช่นกัน

เชนพยามข่มความรู้สึกแปลกๆที่เขากำลังรู้สึกอยู่ตอนนี้ลงไปในใจ “ทำไมถึงมีข้อมูลของผมด้วยล่ะฮะ” เขาเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง มาร์คหันกลับมาช้าๆดวงตาฉายแววเจ็บปวดแว่บหนึ่งเมื่อเห็นน้ำตานองหน้านาธาน ส่วนเชนดูก็รู้ว่าพยายามอดกลั้นเอาไว้ “เพราะชั้นไม่กล้าเสี่ยงที่จะเอาใจใส่แกหรือแม้แต่จะแสดงท่าทีว่าสนใจแกจนมากเกินไปนะสิ แกเคยสงสัยรึเปล่าว่าแผลเป็นที่หลังกับที่หัวของแกน่ะมันได้มายังไง บางทีแกอาจจะจำไม่ได้เพราะว่าตอนที่แกได้แผลมาแกยังเด็กเกินไป” หางเสียงของมาร์คแหบเครือด้วยแววเจ็บปวด

“ใช่ฮะผมจำไม่ได้ รู้แต่ว่าที่หลังของผมมีแผลเป็นพาดสลับกันเป็นกากบาดหลายรอย แต่ที่หัวผมไม่รู้” เชนบอกอย่างงุนงง “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอฮะแล้วมันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง”

“แผลอยู่ที่เหนือทัดดอกไม้ด้านซ้ายนะ ให้นาธานดูให้ก็ได้” มาร์คบอก

เชนเอียงหัวให้นาธานที่ตอนนี้เช็ดน้ำตาจนแห้งหมดแล้วและกำลังตั้งใจฟังอย่างสนใจดู นาธานเลิกผมดกดำหนาของพี่ชายขึ้นดูบริเวณที่มาร์คบอก เขาเห็นรอยแผลเส้นบางๆยาวประมาณสองนิ้วที่นั่น เหมือนแผลได้รับการตกแต่งอย่างดีเพราะรอยบางเฉียบแต่ก็เห็นชัดเพราะสีเนื้อที่ปากแผลซีดกว่าอย่างเห็นได้ชัด

“มีแผลจริงๆด้วยเชน” เขาบอกกับพี่ชาย เชนยกมือขึ้นลูบรอยแผลที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเบาๆ

“ชั้นเกือบเสียแกไปเพราะแผลนั่น” มาร์คเอ่ยช้าๆ แววตาเหม่อลอยเมื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในอดีต

“ตอนนั้นแกอายุได้หกขวบเกือบเจ็ดขวบแล้ว คืนก่อนเกิดเหตุประมาณสองทุ่มกว่าชั้นกำลังทำงานอยู่ในห้องทำงาน ลอเรนเดินเข้ามาบอกให้ชั้นพาเธอออกไปเที่ยวแต่ชั้นปฏิเสธ เธอตื๊ออยู่พักหนึ่งเมื่อไม่ได้ผลเธอก็เลยกลับออกไปด้วยความโกรธ ชั้นไม่ได้คิดอะไรเพราะเธอก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว วันรุ่งขึ้นเป็นวันหยุดชั้นเคลียร์งานต่างๆ เสร็จก็เลยคิดจะพาเชนไปเที่ยวสวนสนุกอย่างที่เคยสัญญาไว้นานแล้ว ชั้นเลยให้พี่เลี้ยงพาเชนไปแต่งตัวแล้วชั้นก็ไปบอกกับลอเรน เธอมองชั้นอย่างโกรธๆแล้วก็ผลุนผลันออกไป ชั้นสังหรณ์ใจเลยตามเธอออกไป สวนกับพี่เลี้ยงที่รีบวิ่งมาตามชั้นบอกว่าลอเรนเข้าไปในห้องของเชน ท่าทางและแววตาน่ากลัวไล่ให้เค้าออกมาแล้วปิดประตูลงกลอนด้านใน เค้าเลยรีบมาตามชั้น” มาร์คเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟัง

หลังจากฟังที่พี่เลี้ยงบอกแล้วเขาก็รีบวิ่งตรงไปห้องของเชนทันที แต่ประตูล็อคจากด้านใน เขาจึงเขย่าลูกบิดและทุบประตูอย่างร้อนรน “ลอเรน!! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ เธอจะทำอะไรน่ะ!!” เงียบสนิทไม่มีเสียงตอบหรือแม้แต่เสียงร้องของเชน มาร์คทุบประตูแรงขึ้นจนสั่นไปทั้งบานด้วยความเป็นห่วงลูก แล้วเขาก็ได้ยินเสียงเชนกรีดร้องดังลั่นเหมือนเจ็บปวด เขาออกแรงทุบประตูอย่างกับคนบ้า “ลอเรน!! เปิดประตูนะ ให้ตายสิ” เขาหันมาบอกพี่เลี้ยงที่ยืนอยู่ใกล้ๆอย่างหวาดกลัวและเป็นห่วง “ไปตามเพอร์ซี่มาเดี๋ยวนี้” พี่เลี้ยงรีบวิ่งไปตามคนขับรถตามคำสั่งทันที

มาร์คใช้ไหล่กระแทกประตูไปได้สองสามครั้ง คนขับรถกับพี่เลี้ยงก็วิ่งขึ้นมา “ช่วยชั้นหน่อยเพอร์ซี่” เขาหันมาบอก เพอร์ซี่รีบวิ่งเข้ามาช่วย พวกเขาช่วยกันกระแทกประตูสุดแรง ครั้งที่สามประตูก็ถูกกระแทกเปิดออกกระทบกับผนังห้องเสียงดังสนั่นจนบ้านกระเทือน

มาร์คถลันเข้าไปในห้องทันทีที่ประตูเปิดออก ภาพที่เขาเห็นทำให้เขาตะลึงจนตัวแข็ง ลอเรนยืนอยู่กลางห้อง ที่มือถือเข็มขัดเส้นเรียวเล็กแน่น เชนนอนขดอยู่บนพื้นห้องไม่ใส่เสื้อมีรอยแผลแตกเลือดออกเป็นแนวพาดกันเป็นกากบาดที่หลังและร้องไห้เสียงดังลั่นอย่าเจ็บปวด เขาขยับจะเข้าไปดูลูก แต่ลอเรนหับขวับมาทางเขาแล้วตวาดลั่น “อย่าเข้ามานะ ไม่งั้นชั้นจะฟาดมันอีก”

มาร์คชะงักกึกแล้วเอ่ยถามพยายามบังคับเสียงให้เป็นปกติ “เธอทำอย่างงี้ทำไม”

ลอเรนจ้องหน้าเขาเขม็งด้วยแววตาโกรธแค้น “ทำไมงั้นเหรอ คุณยังมีหน้ามาถามชั้นอีกเหรอ คุณไม่ยอมออกไปกับชั้นแต่จะออกไปกับมัน” เธอเบนสายตากลับไปที่เชนอย่างขุ่นเคือง

“ลอเรนนั่นลูกของคุณ...ลูกของเรานะ” มาร์คค่อยๆขยับเข้าไปใกล้ทีละนิด

“แต่คุณแคร์มัน คุณสนใจมันมากกว่าชั้น” เธอตาวาวอย่างน่ากลัวหันกลับมาเห็นมาร์คกำลังขยับเข้ามาใกล้ เธอก้มลงคว้าตัวเชนขึ้นมา

“หยุดอยู่ตรงนั้นนะ” เธอแสยะยิ้ม “เป็นห่วงมันมากใช่มั้ย เพราะคุณไม่มีใครให้รักอีกแล้วนอกจากมันใช่มั้ย” เธอบีบแขนเชนที่จับอยู่แน่นขึ้นจนเนื้อบริเวณนั้นซีดขาว แล้วกระชากจนเชนเซไปเซมาพร้อมกับร้องไห้เสียงดังขึ้น “ทั้งที่ชั้นยังอยู่ที่นี่แต่คุณก็ไม่เคยแม้แต่จะชายตาแลชั้น ไม่ว่าชั้นจะทำยังไงคุณก็ไม่มีวันรักชั้นอย่างที่รักนังสองแม่ลูกนั่น แม้แต่ลูกก็ทำให้คุณรักชั้น สนใจชั้นไม่ได้ใช่มั้ย ดีล่ะชั้นอยากจะรู้นักว่าถ้าไม่มัน เมื่อคุณไม่เหลือใครอีกแล้วในชีวิต คุณจะรักชั้นได้มั้ย” พอลอเรนจบการตะเบงเสียงอย่างบ้าคลั่งแล้วก็เหวี่ยงเชนไปกระแทกกับโต๊ะเขียนหนังสือที่อยู่ด้านหลังอย่างแรง โดยที่มาร์คเข้าไปช่วยไม่ทัน

“ไม่นะ!!!” ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียง เขาผลักลอเรนไปทางหนึ่งแล้ววิ่งเข้าไปที่ลูกชาย หัวของเชนกระแทกกับขอบมุมของโต๊ะอย่างแรงสลบไปในทันที เลือดทะลักออกจากปากแผลมากมายจนมาร์คหน้าซีดด้วยความตกใจ น้ำตาลูกผู้ชายคลอที่ตาของเขาด้วยคิดไม่ถึงว่าแม่จะทำกับลูกได้

“เพอร์ซี่เอารถออกเดี๋ยวนี้!!” ชายหนุ่มตะโกนสั่งคนขับรถที่กำลังตกตะลึงเสียงดังสนั่น เพอร์ซี่รีบวิ่งลงไปทันที มาร์คหันมาคว้าผ้าห่มห่อร่างลูกแล้วอุ้มขึ้นวิ่งผ่านลอเรนที่ยืนตะลึงเหมือนช็อคกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป ไปที่รถที่จอดรออยู่ทันที “ดูคุณผู้หญิงไว้ด้วย มีอะไรโทรหาชั้นทันทีเข้าใจมั้ย” เขาสั่งกับแม่บ้านที่กำลังตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนจะขึ้นรถ เพอร์ซี่ขับออกไปอย่างรวดเร็วเท่าที่จะทำได้ เหลือแต่กลุ่มคนรับใช้ที่มองหน้ากันอย่างตกใจและงุนงง ได้แต่ภาวนาให้คุณหนูตัวน้อยของพวกเขาปลอดภัย...

********************************************

มาร์คสำรวจร่างกายของเชนเพื่อหาบาดแผลอื่นๆนอกจากที่หลังและหัว ขณะที่เพอร์ซี่ก็เหยียบสุดชีวิตเพื่อจะไปให้ถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ มาร์คกดผ้ากับแผลที่หัวของเชนเพื่อห้ามเลือดที่ไหลออกมาเปื้อนที่เสื้อของเขาจนแดงฉาน เชนหายใจเบาเสียจนเขาหวั่นใจ “เชน อย่าเป็นอะไรนะลูก” เขากอดเชนแนบอกกว้างของตัวเอง “พ่อขอโทษ เพราะพ่อเองลูกถึงเป็นแบบนี้” น้ำตาของผู้เป็นพ่อไหลลงมาตามใบหน้าแกร่งช้าๆ เป็นเพราะเขาเองที่กดดันให้ลอเรนเป็นแบบนี้ เขาน่าจะนึกได้ว่าเธออารมณ์รุนแรงเพียงใดเมื่อไม่ได้อย่างที่ต้องการ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเชื่อในพระเจ้าอีกตั้งแต่ตอนที่เขาสูญเสียพ่อแม่และยังต้องพรากจากหญิงที่เขารัก แต่ตอนนี้เขาต้องการให้พระองค์ตอบสนองคำภาวนาของเขามากที่สุด ‘ได้โปรดเถอะพระเจ้า อย่าพรากเชนไปเลย เค้าเป็นชีวิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของลูก ให้ลูกแลกกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มีก็ยอม ขอเพียงให้เค้าอยู่กับลูกเท่านั้น’

ราวกับว่าพระเจ้าเบื้องบนจะตอบสนองคำภาวนาของเขาจริงๆ เพราะเปลือกตาที่ปิดสนิทของเชนค่อยๆกระพริบลืมขึ้นช้าๆ “เชน!! ได้ยินพ่อมั้ยลูก” แววตาของเชนฉายแววงุนงงและเจ็บปวด “พ่อฮะ...ผม...ผมเจ็บจัง...ปวดหัวไปหมดเลย”

“อีกเดี๋ยวก็หายแล้วลูก พ่อกำลังพาไปหาหมอนะ” มาร์คเอ่ยเสียงแหบเครืออย่างสงสารลูก

“พ่อร้องไห้ทำไมฮะ” เชนถามเสียงแผ่ว

“พ่อดีใจที่ลูกฟื้นน่ะ” มาร์คยิ้มทั้งน้ำตา เชนยิ้มตอบแล้วค่อยๆปิดเปลือกตาลงอย่างอ่อนล้า “อดทนหน่อยนะเชน” เขาพึมพำ

รถพุ่งเข้าไปจอดที่หน้าตึกฉุกเฉินอย่างรวดเร็วปานพายุ เพอร์ซี่รีบลงจากรถมาเปิดประตู มาร์คก้าวลงมาพร้อมกับที่เจ้าหน้าที่วิ่งเข็นเตียงมาถึงพอดี เขาวางร่างเชนลงอย่างเบามือ เจ้าหน้าที่รีบเข็นเตียงไปที่ห้องฉุกเฉิน เขาวิ่งตามไปพร้อมกับบอกอาการบาดเจ็บของเชนให้พยาบาลฟังไปด้วย เจ้าหน้าที่ทุกคนหายเข้าไปในห้องฉุกเฉิน เหลือแต่เขาและเพอร์ซี่ที่วิ่งตามมาเท่านั้น มาร์คทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้หน้าห้องอย่างหมดแรงแล้วซบหน้าลงกับฝ่ามือ เขารู้สึกหนักอึ้งไปทั้งตัวและหัวใจถ้าเป็นได้เขาก็อยากจะเป็นคนที่เจ็บแทนมากกว่า

“คุณคะ” เสียงที่อ่อนโยนและปลอบประโลมดังขึ้น มาร์คเงยหน้าขึ้นมองพยาบาลที่ยิ้มให้อย่างเห็นใจ “คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ บาดเจ็บหรือเปล่า” พยาบาลถามพลางมองไปที่เสื้อของชายหนุ่ม

มาร์คก้มลงมองตัวเองก็เห็นว่าเสื้อของเขาเปรอะไปด้วยเลือดของเชนเต็มไปหมด “ไม่ครับ นี่เลือดของลูกชาย” เขาเงยหน้าขึ้นตอบอย่างขอบคุณ พยาบาลพยักหน้าแล้วเดินจากไป มาร์คกลับไปจมอยู่ในความคิดของตัวเอง เป็นเพราะตัวเขาเองที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด แล้วเขาจะทำยังไงดี

เสียงประตูห้องฉุกเฉินเปิดออกขัดจังหวะความคิดของชายหนุ่ม เขากรากเข้าไปถามหมอที่เดินออกมา “ลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” เขาถามอย่างร้อนรน

“เขาเสียเลือดไปมากและตอนนี้เราต้องส่งเขาไปเอกซเรย์สมองก่อนที่จะทำการผ่าตัดครับ” หมอทำหน้ายุ่งยากใจ “ตอนนี้อาการของเขายังทรงอยู่แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่าปลอดภัยแล้วนะครับ”

มาร์คนิ่งงันไปด้วยความตกใจ “แต่เค้าจะไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ”

“ใจเย็นๆก่อนครับ ผมต้องรอผลเอกซเรย์ก่อนถึงจะบอกอะไรคุณได้มากกว่านี้ ผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอบอกอย่างเห็นใจแล้วเดินกลับเข้าห้องฉุกเฉินไป

มาร์คเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตามเดิม เขาหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดเบอร์ติดต่อลงไป เมื่อปลายสายรับ เขาจึงกรอกเสียงแหบแห้งลงไป “คุณแม่หรือครับ ผมมาร์คนะครับ”

“มาร์คเหรอจ๊ะ มีอะไรหรือลูก” เสียงนุ่มนวลอ่อนโยนที่ตอบกลับมามีแววแปลกใจเล็กน้อยเพราะไม่ค่อยได้รับการติดต่อจากลูกเขยมากนัก

“คุณแม่ช่วยไปดูลอเรนที่บ้านผมหน่อยได้มั้ยครับ”

“ทำไมเหรอลูก!! ลอเรนเป็นอะไรแล้วลูกอยู่ที่ไหนจ๊ะ” แม่ยายของเขาถามกลับมาด้วยความตกใจ

“ผมอยู่ที่โรงพยาบาลครับ ผมว่าลอเรนคงกำลังช็อค เธอทำร้ายเชน...” มาร์คเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้แม่ของลอเรนฟัง

“พระเจ้าช่วย!! ตายจริงแล้วเชนเป็นอะไรมากรึเปล่าจ๊ะ” เธอถามด้วยความตกใจ

“หมอยังบอกไม่ได้ครับ” มาร์ตอบเสียงแหบแห้ง

“ทำใจดีๆไว้ก่อนนะมาร์ค แม่จะรีบไปเดี๋ยวนี้แหละ” เธอบอกแล้ววางสายไป

มาร์คกดตัดสาย เขานิ่งคิดนิดหนึ่งแล้วกดหาเบอร์ที่คุ้นเคย แล้วติดต่อไป

“ฮัลโหล ว่าไงเพื่อน” เสียงปลายสายตอบกลับมาอย่างร่าเริง

“เจอโรมนายอยู่ที่ไหน ทำงานอยู่รึเปล่า” มาร์คถามพยายามจะบังคับเสียงให้ราบเรียบแต่ไม่สำเร็จ

เจอโรมสะดุดน้ำเสียงเพื่อนจึงถามอย่างเป็นห่วง “เกิดอะไรขึ้นมาร์ค นายสบายดีรึเปล่า”

“ชั้นไม่เป็นไร ว่าแต่นายมาได้รึเปล่า ชั้นอยู่ที่โรงพยาบาลXXX”

“ได้ ชั้นจะไปเดี๋ยวนี้ นายไม่เป็นไรแน่นะ” เจอโรมถามให้แน่ใจ เพื่อนเขาคงมีอะไรจะพูดกับเขาแต่ไม่อยากพูดทางโทรศัพท์

“ฮื่อ” เขาวางสายไป แล้วถอนใจอย่างเหนื่อยล้า

ยี่สิบนาทีที่ผ่านมามาร์ครู้สึกราวกับยี่สิบปี ทำไมนะเวลาช่างผ่านไปอย่างเชื่องช้าเหลือเกินเวลาที่คนเรามีความทุกข์ ตลอดเวลาตั้งแต่เขามาอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉินนี่เขาได้แต่หลับตาซบหน้าลงกับฝ่ามือ เฝ้าภาวนาขอให้เชนปลอดภัย ไม่รับรู้ต่อผู้คนรอบข้างเลย แม้กระทั่งเมื่อหมอเปิดประตูห้องฉุกเฉินออกมาอีกครั้งจนเพอร์ซี่ต้องเป็นฝ่ายสะกิดเขานั่นแหละเขาจึงเงยหน้าขึ้น

เขาถลันไปถึงตัวหมอในทันที “เชนเป็นยังไงบ้างครับ”

“ลูกชายของคุณกะโหลกศีรษะร้าว สมองได้รับความกระทบกระเทือนอย่างแน่นอนแต่ไม่มีเลือดคั่งและสมองไม่ช้ำ ผมรักษาบาดแผลภายนอกได้แต่ผลจากการที่สมองถูกกระทบกระเทือนนั้นคงต้องรอดูตอนที่เค้าฟื้นขึ้นมาครับ” หมอบอกอย่างเห็นใจ

มาร์คตัวชาเหมือนถูกสายฟ้าฟาด เขานิ่งงันไปอย่างตกตะลึง “หมายความว่าเค้า...” เขาพยายามถามเมื่อหาเสียงตัวเองเจอในที่สุด

“อย่าเพิ่งคิดในแง่ร้ายเลยครับ” หมอขัดขึ้น “อาจจะไม่มีผลกระทบร้ายแรงก็ได้คิดในแง่ดีไว้ดีกว่าครับ”

“หมอจะทำอะไรก็ทำเถอะครับ ผมขอแค่เค้าปลอดภัยก็พอแล้ว”

“ผมจะทำจนสุดความสามารถที่ผมมีครับ” หมอยิ้มอย่างให้กำลังใจแล้วเดินกลับเข้าห้องไป สักครู่จากนั้น บุรุษพยาบาลก็เข็นเชนออกมา น้ำตาของมาร์ครื้นขึ้นมาที่ดวงตาอีกครั้ง เชนดูซีดเซียวมีผ้าพันแผลที่ศีรษะดวงตาปิดสนิท มีสายน้ำเกลือระโยงระยาง เขาเดินมาที่ข้างเตียง จับมือเย็นๆของลูกชายไว้เชนไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย

“ผมจะพาไปที่ห้องผ่าตัดนะครับ” บุรุษพยาบาลบอก ชายหนุ่มพูดอะไรไม่ออกจึงได้แต่พยักหน้ารับ เขาและเพอร์ซี่เดินตามไปที่หน้าห้องผ่าตัด มองดูเชนโดนเข็นเข้าไปภายในด้วยหัวใจที่เจ็บปวด มาร์คนั่งลงหน้าห้องอีกครั้งอย่างมึนชา ทำไมนะ ทำไมลอเรนไม่ทำกับเขาแทนที่จะเป็นเชน

พยาบาลเดินเอาเอกสารมาให้เขากรอกและเซนต์ยินยอมให้ผ่าตัด พอดีกับที่เจอโรมเดินกระหืดกระหอบมาถึง พอชายหนุ่มส่งเอกสารคืนให้พยาบาล เจอโรมก็ทักเพื่อนทันที “เกิดอะไรขึ้นมาร์ค” เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆเพื่อนมองเสื้อที่เปื้อนเลือดอย่างตกใจแกมสงสัย มาร์คหันมามองหน้าเขาแล้วส่ายหน้า “ไม่ใช่ของชั้นหรอก ของเชนต่างหาก”

เจอโรมตกใจมากขึ้นไปอีก “เกิดอะไรขึ้นกับเชนน่ะ” มาร์คสูดหายใจเข้าลึกแล้วระบายออกมา ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เพื่อนฟัง

“พระเจ้าช่วย!! เธอเหมือนเสียสติเลย” เจอโรมอุทานหลังจากมาร์คเล่าจบ

“ใช่ และชั้นเองที่เป็นคนผลักดันให้เธอทำอย่างนั้น” มาร์คกล่าวอย่างเจ็บปวด

“อย่าโทษตัวเองอย่างงั้นสิ มันไม่ใช่ความผิดของนายซักหน่อยที่อยู่ๆเธอก็เกิดคิดจะทำอะไรบ้าๆแบบนี้ขึ้นมา”

“ใช่สิทำไมจะไม่ใช่ ทั้งๆที่ชั้นก็รู้ว่าเธอเป็นยังไง ถ้าชั้นตามใจเธอเชนก็ไม่ต้องเจ็บแบบนี้หรอก”

“มันไม่...เอาล่ะชั้นจะไม่เถียงนายเรื่องนี้อีก” เจอโรมถอนหายใจกับความดื้อรั้นของเพื่อน ลองมาร์คปักใจจะโทษตัวเองแบบนี้ก็ไม่มีใครเปลี่ยนความคิดเขาได้หรอก “หมอบอกว่าไงบ้างล่ะ” เขาเปลี่ยนเรื่อง

“อาการภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแต่กะโหลกร้าว สมองได้รับความกระทบกระเทือนยังบอกไม่ได้ว่าฟื้นขึ้นมาแล้วจะเป็นยังไง ต้องรอดูตอนเค้าฟื้น” มาร์คตอบเสียงแหบเครือด้วยความสงสารลูก

เจอโรมมองเพื่อนด้วยความเห็นใจ ตั้งแต่รู้จักกันสมัยเรียนมหาวิทยาลัยพวกเขาก็คบกันเรื่อยมานี่ก็จะสิบปีแล้ว เขารู้ว่ามาร์คพยายามอย่างมากในการที่จะรักษาสถานภาพของบริษัทที่พ่อแม่ของเขาทิ้งไว้ให้โดยการแต่งงานกับลอเรนเพื่อให้พ่อของลอเรนช่วยหนุน แม้ว่าตอนนั้นตัวของเขาเองจะไม่เห็นด้วยแต่มาร์คก็ตัดสินใจที่จะทำแบบนั้น ยอมแม้จะต้องพรากจากคนที่เขารักที่สุด เขารู้ดีว่ามาร์คไม่เคยรักลอเรนและคงไม่มีวันรักด้วย แต่มาร์คก็รักลูกยิ่งกว่าสิ่งใด

“ทำใจดีๆไว้ก่อนนะเพื่อน เชนอาจไม่เป็นอะไรมากก็ได้” เขาพยายามปลอบใจเพื่อน

“ชั้นรู้แต่ชั้นทำไม่ได้ ชั้นทำใจให้คิดในแง่ดีไม่ได้ ถ้าเค้าฟื้นขึ้นมาแล้วเค้าไม่ปกติล่ะ” มาร์คเอ่ยอย่างขมขื่น “ชั้นจะทำยังไงดีเจอโรม ชั้นคงไม่มีวันยกโทษให้ตัวเองเลยถ้าเชน...เชน” เขาไม่อาจพูดอะไรต่อได้อีก

“พอทีน่า นายก็เป็นยังงี้ทุกทีนายคิดจะแบกรับทุกอย่างไว้บนบ่านายคนเดียวเหรอไง” เจอโรมโอบบ่าแข็งขืนของเพื่อนอย่างปลอบใจ “หยุดพักแล้ววางมันลงบ้างเหอะ นายไม่ได้อยู่คนเดียวนะ”

มาร์คหันมาสบตาที่บ่งบอกถึงความจริงใจของเพื่อน ไหล่ที่แข็งขืนก็อ่อนลู่ลง “ขอโทษที” เขาเอ่ยแล้วหันกลับไปมองที่ประตูห้องผ่าตัดอย่างเป็นห่วง

เจอโรมตบบ่าเพื่อนเบาๆ “ชั้นอยู่ข้างนายเสมอรู้ใช่มั้ย”

“รู้สิ ชั้นรู้” มาร์คเอ่ยตอบเบาๆ

สองชั่วโมงต่อมา ประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก คุณหมอคนเดิมเดินออกมา มาร์คกับเจอโรมรีบลุกขึ้นไปหาทันที

“ลูกชายของคุณปลอดภัยแล้วครับ อาการทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ดี ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงคงย้ายขึ้นไปห้องพักได้ภายในครึ่งชั่งโมง” คุณหมอบอกกับชายหนุ่มทั้งสอง

“ขอบคุณมากครับคุณหมอ” มาร์คจับมือกับหมอด้วยความดีใจ คุณหมอยิ้มรับและขอตัวจากไป

“โล่งใจซักทีนะ” เจอโรมเอ่ยขึ้น

“ขอบใจนะที่มาอยู่เป็นเพื่อนชั้น” มาร์คหันกลับมาบอก

“ก็ชั้นเป็นเพื่อนนายนี่หว่า แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นใช่มั้ยที่นายให้ชั้นมาหาเนี่ย” เจอโรมถามเพราะรู้ว่าเพื่อนคงสบายใจขึ้นพอจะพูดได้แล้ว

“นายมันรู้ใจชั้นจริงๆสมแล้วที่คบกันมาเกือบสิบปี” มาร์คยิ้มเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายๆขึ้น “เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ ให้เชนย้ายขึ้นไปบนห้องพักก่อน”

“O.K. เพื่อน” เจอโรมพยักหน้ารับ แล้วสองหนุ่มก็นั่งลงและรอคอย

“เพอร์ซี่นายกลับไปเอาเสื้อผ้ามาให้ชั้นเปลี่ยน คืนนี้ชั้นจะอยู่เฝ้าเชน” มาร์คสั่งกับคนขับรถผู้ซื่อสัตย์

“ครับผม” เพอร์ซี่รับคำแล้วรีบออกไปทำตามคำสั่งทันที

สองหนุ่มเดินเข้าไปในห้องพักผู้ป่วยพิเศษที่เป็นห้องพักฟื้นที่เตรียมในไว้ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผ่านห้องด้านนอกที่เป็นเหมือนห้องรับแขกเข้าไปในห้องที่เชนนอนพักอยู่ เด็กน้อยหายใจสม่ำเสมอสีหน้าดูดีขึ้นมากจนมาร์คเบาใจขึ้น เขาเดินมาหยุดที่ข้างเตียงยกมือขึ้นลูบหัวเชนอย่างอ่อนโยนด้วยความรักและสงสาร เขามองหน้าลูกชายที่ละม้ายกับเขาจนแทบจะเป็นพิมพ์เดียวเมื่ออายุเท่ากันอย่างครุ่นคิด เชนไม่เหมือนลอเรนแม้แต่น้อยทั้งหน้าตา ทั้งสีผมที่ดำสนิทราวกับท้องฟ้ายามราตรี ดวงตาสีเขียวเข้มราวมรกตซึ่งเป็นดวงตาของคนในตระกูลแมคนีลของเขาไม่เหมือนกับลูกชายอีกคน นาธานกลับละม้ายซาร่าผู้เป็นแม่ทั้งหน้าตาน่ารักและผมสีน้ำตาลอมแดงมีแต่ดวงตาเท่านั้นที่บ่งบอกว่าเขาเป็นแมคนีลคนหนึ่ง เพราะนาธานมีตากลมโตสีเขียวสดแบบเดียวกับเขาและเชน

สายตาของมาร์คผละจากใบหน้าของลูกชายมองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างอย่างครุ่นคิด ชาติที่แล้วเขาทำผิดอะไรไว้นะทำไมเขาจะต้องพบพานกับความเจ็บปวดแบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาจะต้องพรากจากคนที่เขารัก ครั้งนี้เขายังโชคดีที่เชนปลอดภัยแต่ครั้งหน้าล่ะ พระเจ้าช่างโหดร้ายต่อเขานัก ในชีวิตของเขามีผู้คนที่เขารักและมีความสำคัญต่อเขาอยู่น้อยนิดแต่ใจคอพระองค์ก็ยังพยายามจะพรากพวกเขาไปอีก หรือพระองค์ลิขิตชีวิตเขาไว้แบบนี้ พระองค์ต้องการให้เขาอยู่อย่างไม่มีใครให้เขารักและไม่รักใครเขาอย่างนั้นหรือ มาร์คก้มลงมองเชนอีกครั้งอย่างตัดสินใจ เขาขยับผ้าห่มให้ลูกชายก่อนจะหันกลับมาหาเพื่อนรักที่ยืนรออยู่อย่างอดทน

“ออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ” มาร์คบอกเพื่อนด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวของคนที่ตัดสินใจได้ แล้วเดินนำออกไป

เจอโรมมองเพื่อนตั้งแต่มาร์คมายืนที่ข้างเตียงเชน เขารู้สึกไม่ดีเลยไม่ดีเอามากๆ สีหน้าของมาร์คที่แสดงออกมาทำให้เขาสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่เขาก็เดินตามเพื่อนออกมาที่ห้องด้านนอก ชายหนุ่มทั้งสองนั่งลงที่โซฟาที่อยู่ในห้องนั้น เจอโรมมองหน้าเพื่อนแล้วนิ่งฟังอย่างรอคอย

“สิ่งที่ชั้นจะพูดกับนายต่อไปนี้ นายอาจจะคิดว่าเป็นการขอที่มากเกินไปก็ได้ แต่เพราะนายเป็นเพื่อนรักของชั้น ชั้นถึงได้พูด” มาร์คกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ว่ามาเลยเพื่อน” เจอโรมเอ่ยอย่างจริงจังเช่นกัน

“ชั้นอยากให้นายมาเป็นบอดี้การ์ดส่วนตัวของชั้นและย้ายเข้ามาอยู่กับชั้นที่บ้าน ช่วยสอนศิลปะการต่อสู้ให้เชนและช่วยดูแลเค้าแทนชั้นด้วย”

“ที่นายพูดมาตอนแรกชั้นก็เข้าใจนะแต่ที่บอกให้ดูแลเค้าแทนนายเนี่ยที่ชั้นไม่เข้าใจ” เจอโรมท้วงอย่างสงสัย

“ก็ดูแลเอาใจใส่เค้า มอบความรักความอบอุ่นให้อย่างที่คนเป็นพ่อเขาทำกันไง” มาร์คอธิบายเสียงราบเรียบ

“แล้วตัวนายเล่า” เจอโรมถาม เป็นอย่างที่เขาสังหรณ์ใจไว้ไม่ผิดเลย

“ชั้นทำไม่ได้ ชั้นจะไม่เสี่ยงชีวิตของคนที่ชั้นรักอีกแล้ว” มาร์เอ่ยเสียงแข็งกร้าว ตาสีเขียวเข้มตอนนี้ขุ่นมัวไปด้วยโทษะทั้งต่อตัวเองและโชคชะตา “ลอเรนจะไม่มีวันได้เห็นชั้นสนใจใยดีใครอีกต่อไป ตั้งแต่นี้ชั้นจะสนใจแต่ตัวเองและธุรกิจเท่านั้น”

“นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลย” เจอโรมเอ่ยอย่างอ่อนใจ “นายไม่จำเป็นต้องแบกรับความผิดทั้งหมดแล้วลงโทษตัวเองแบบนี้ มันไม่ใช่ความผิดของนายคนเดียวนะ”

“ใช่สิ ถ้าชั้นไม่แต่งงานกับลอเรนเธอก็ไม่ต้องเป็นแบบนี้หรอก ชั้นเป็นคนที่ทำร้ายเธอรวมถึงซาร่าด้วย พวกเธอสองคนรักชั้นซึ่งชั้นรู้ดีแต่สิ่งที่ชั้นทำ ทุกอย่างมันกับย้อนกลับมาทำร้ายคนที่ชั้นรัก เพราะอะไรล่ะถ้าไม่ใช่เพราะความเห็นแก่ตัวของชั้นเอง” มาร์คระบายออกมาอย่างขมขื่น

“ถ้าการที่นายเรียกการพยายามรักษาสิ่งสุดท้ายที่พ่อแม่นายทิ้งไว้ให้เป็นการเห็นแก่ตัวแล้วล่ะก็ โลกนี้คงไม่มีคนเลวหรอก จริงอยู่สิ่งที่นายทำมันอาจจะทำร้ายคนหลายคนแต่นั่นมันรวมถึงตัวนายด้วยและคนที่เจ็บปวดที่สุดก็คือตัวนายเองไม่ใช่เหรอ ชั้นไม่เห็นด้วยหรอกที่นายจะทำแบบนี้ก็เหมือนตอนที่นายตัดสินใจเรื่องซาร่านั่นแหละแต่ครั้งนั้นนายแทบจะไม่มีทางเลือกเลย แต่ครั้งนี้นายไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้เลย ลอเรนก็พึ่งไม่ได้ไปคนหนึ่งแล้วนี่นายยังจะไม่สนใจดูแลเชนอีก มันไม่โหดร้ายกับเชนไปหน่อยเหรอ” เจอโรมโต้เถียงอย่างไม่เห็นด้วย

“ชั้นรู้ว่ามันโหดร้ายกับเชน แต่นายต้องเข้าใจนะเจอโรม ชั้นไม่กล้าเสี่ยงอีกแล้ว ชั้นกลัวชั้นไม่อยากสูญเสียใครไปอีก” มาร์คเอ่ยอย่างท้อแท้ “ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งชั้นคงทนไม่ได้อีกแน่ๆ ชั้นมันเหมือนถูกสาปให้ต้องอยู่คนเดียวโดยปราศจากคนที่รัก เพราะงั้นให้มันเป็นแบบนี้ดีแล้วล่ะ”

“ไม่ มันไม่ดีแน่ๆ” เจอโรมแย้งทันควัน “มาร์คนายเป็นเพื่อนรักของชั้นนะ ชั้นไม่อยากเห็นนายต้องเจ็บปวดแบบนี้ นายทำแบบนี้ก็เท่ากับนายฆ่าตัวเองชั้นไม่อยากเห็นนายค่อยๆตายอยู่ภายในไปทีละน้อยๆ อย่าทำเลยมาร์ค เด็กทุกคนต่างก็ต้องการความรักจากพ่อแม่แท้ๆทั้งนั้น ชั้นคงทดแทนในส่วนนั้นไม่ได้หรอก”

“นายเป็นคนที่ชั้นไว้ใจที่สุดในชีวิตนอกจากตัวเอง อีกอย่างนายก็เป็นพ่อคนเหมือนกับชั้นนายคงเข้าใจ นายจะมอบความรักของนายให้กับไมล์มั้ยถ้าความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่ของนายทำร้ายเค้า” มาร์คเอ่ยต่อไปโดยไม่รอคำตอบของเพื่อน “ไม่ล่ะชั้นขอเก็บความรักของชั้นไว้กับตัวดีกว่า ความรักของชั้นจะมีค่าอะไรถ้ามันทำร้ายคนที่ชั้นรัก ชั้นยอมที่จะฆ่ามันให้ตายไปกับชั้นดีกว่า ชั้นจะไม่ยอมสูญเสียใครอีกแล้ว”

เจอโรมอับจนในคำพูด เขาไม่อาจหาเหตุผลมาแย้งเพื่อนของเขาได้เลย “นายตัดสินใจเด็ดขาดแล้วเหรอ นายแน่ใจนะว่าต้องการแบบนี้”

“แน่ใจที่สุด” มาร์คตอบอย่างเด็ดเดี่ยว

เจอโรมถอนใจยาวแล้วพยักหน้า “ถ้านายตัดสินใจอย่างนั้นชั้นก็คงขัดนายไม่ได้ ตกลงเพื่อนชั้นจะช่วยนายเอง”

“ขอบใจนะเจอโรม ขอบใจมาก” มาร์คกล่าวอย่างซึ้งใจ

“จะให้ชั้นเริ่มงานเมื่อไหร่ก็บอกละกัน ชั้นกับไมล์ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพราะเรามีกันแค่สองคน”

ชายหนุ่มทั้งสองจับมือกันเป็นสัญญา ถึงมาร์คจะเลือกทางเดินที่เจ็บปวดสำหรับตัวเองแต่เขาก็วางใจว่าเจอโรมจะดูแลเชนได้เป็นอย่างดี เขาได้แต่หวังว่าเชนคงจะไม่เกลียดเขาที่เลือกที่จะทำแบบนี้

******************************************

“วันรุ่งขึ้นพอแกฟื้นขึ้นมาแกก็จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เลย ซึ่งนับว่าแกโชคดีมากที่ไม่เป็นอะไรมากกว่านั้น ระหว่างที่แกพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลอีกหนึ่งอาทิตย์ ยายของแกก็พาลอเรนไปพบจิตแพทย์ ชั้นก็ไม่รู้อะไรมากนักเพราะยายของแกเป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมด ลอเรนกลับบ้านก่อนแกแค่สองวันเท่านั้น เธอดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนไม่รุนแรงไม่โวยวายอีกแต่ยังไงซะชั้นก็ไม่อยากเสี่ยง ดูเธอก็ยอมรับได้กับการดำเนินชีวิตอย่างที่ชั้นมอบให้ และชีวิตแกก็เป็นอย่างที่แกรู้มานั่นแหละ” มาร์คจบการเล่าสาเหตุที่ลูกชายอยากรู้อย่างยืดยาว เขามองดูเชนและนาธานที่มีสีหน้าตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัดแล้วกระตุกยิ้มเย้ยหยันตัวเอง สบตากับเชนที่มองมาเขม็ง “แกไม่ต้องเชื่อชั้นก็ได้ เพราะชั้นที่แกรู้จักตลอดสิบปีที่ผ่านมาไม่มีวันที่จะทำอะไรอย่างนั้นได้หรอก ชั้นมันเป็นคนเย็นชา ไม่มีหัวใจ” เขาหยุดนิดหนึ่งเหมือนไม่แน่ใจว่าจะพูดอย่างไรต่อ “ไม่เป็นไรหรอกเชน แค่ตลอดมาแกไม่เกลียดชั้น ชั้นก็ดีใจแล้ว”

“ผมไม่เคยเกลียดพ่อเลย” เชนพูดขัดๆ “ผมแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมทั้งพ่อทั้งแม่ถึงไม่สนใจผม ทำไมครอบครัวเราถึงไม่สนิทสนมกันเหมือนครอบครัวอื่นทั้งที่เราก็มีกันพร้อมหน้า เจอโรมพูดถูกถึงแม้เค้าจะมอบความรักความอบอุ่นให้ผมแต่มันก็ไม่เหมือนกับที่ผมต้องการจากพ่อหรอก ทุกครั้งที่ผมต้องการมือของพ่อที่จะลูบหัวผมอย่างปลอบโยนหรืออ้อมกอดที่จะโอบกอดผมอย่างอบอุ่น ทุกครั้งก็จะเป็นเจอโรมทั้งที่ผมต้องการให้เป็นพ่อมากกว่า พ่อรู้รึเปล่าว่าผมเหงาแค่ไหนผมต้องการการแสดงออกถึงความรักของพ่อมากแค่ไหน” เชนระบายความในใจออกมาจนหมด น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาไม่ขาดสาย สายตาที่สบกับพ่อของเขามีแต่แววตัดพ้อ

มาร์คหลับตาลงด้วยไม่อาจทนแววตัดพ้อและเจ็บปวดในสายตาของเชนได้ ลูกชายของเขาเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งแต่ยังทนกับสิ่งที่สะเทือนใจนี้ไม่ไหว เขาเกรงว่าตัวเองก็เช่นกัน

พอเขาลืมตาขึ้นน้ำตาที่เขาไม่อาจกั้นไว้ก็ไหลลงมาช้าๆ “พ่อขอโทษนะเชน พ่อ...” เขาพูดไม่ออกอีกต่อไปเพราะคำพูดทุกคำมันตื้อขึ้นมาอยู่ที่คอ เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ “ถ้าตอนนี้แกยังต้องการอ้อมกอดของพ่ออยู่ พ่อก็ขอบอกแกว่าพ่อก็ต้องการอ้อมกอดของแกเหมือนกัน” แล้วเขาก็ผายแขนออกอย่างรอคอย

เชนมองอ้อมแขนที่เผยออกอย่างลังเล เขาค่อยๆลุกขึ้นยืนช้าๆมองสบตาพ่อของเขาก็เห็นแต่ความจริงใจปนเจ็บปวด เขาโผเข้าสู่อ้อมกอดที่เปิดรออยู่แล้วกอดผู้เป็นพ่อไว้แน่น มาร์คเองกอดตอบลูกชายแนบแน่น อ้อมกอดที่ต่างโหยหากันและกันมาตลอดสิบปีเหมือนความรู้สึกเจ็บปวดที่เก็บไว้ลึกๆในใจได้ปลดปล่อยออกมา หัวใจที่เคยเย็นชาจนเป็นน้ำแข็งตอนนี้เหมือนมีแสงอาทิตย์สาดส่องให้ความอบอุ่นเติมเต็มในหัวใจของสองพ่อลูก

นาธานน้ำตาไหลพราก เขามองดูพ่อและพี่ชายที่กอดกันกลมอยู่ตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลายทั้งดีใจที่พ่อลูกเข้าใจกันทั้งเศร้าใจต่อโชคชะตาที่โหดร้ายต่อพวกเขา แต่ส่วนเล็กๆในใจเขากลับอิจฉาคนทั้งคู่ เขาเองก็ต้องการสิ่งที่เชนต้องการเช่นกัน เขาไม่เคยรู้เลยจนกระทั่งเชนพูดขึ้นมา และมันสะกิดใจเขาเข้าอย่างจัง เขารีบสลัดความคิดนั้นออกไปจากใจทันที พร้อมกับยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา

มาร์คหันมามองลูกชายอีกคน เห็นกำลังเช็ดน้ำตาตัวเองป้อยๆนาธานเห็นพ่อมองมาก็ยิ้มให้ มาร์คยิ้มตอบพร้อมกับอ้าแขนออกรอ นาธานมองอ้อมแขนนั้นด้วยความลังเลไม่แน่ใจ เชนหันกลับมาเห็นก็เลยอ้าแขนที่กอดพ่ออยู่ออกข้างหนึ่งแล้วพยักหน้าเรียกน้องชาย

“มาสินาธาน” มาร์คเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนที่ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน นาธานไม่ต้องให้กระตุ้นมากไปกว่านี้ เขาน้ำตากลบดวงตาแล้วโผเข้าสู่อ้อมแขนที่เปิดรอคอยอยู่ทั้งสองทันที สามพ่อลูกกอดกันแน่นจนไม่มีช่องว่าง ให้สมกับที่อยากทำมานาน สักพักจากนั้นพวกเขาค่อยๆผละออกจากกันเล็กน้อย ต่างก็มองหน้ากันไปมาแล้วก็หัวเราะขึ้นมาอย่างเต็มเสียงพร้อมๆกัน

“พ่อไม่เคยฟอร์มหลุดเหมือนวันนี้มาก่อนเลยนะฮะ” เชนกล่าวติดตลก ก็มันเป็นอย่างนั้นจริงๆนี่นา

“สิบกว่าปีมานี่ พ่อเพิ่งเคยหัวเราะและร้องไห้แบบนี้เป็นครั้งแรกนี่แหละ ขอบใจมากนะที่ช่วยนำความรู้สึกแบบนี้กลับคืนมาสู่หัวใจพ่ออีกครั้ง” มาร์คกล่าวพร้อมกับลูบหัวลูกชายทั้งสองอย่างรักใคร่

“ผมชอบเสียงหัวเราะของคุณพ่อนะฮะ ดีกว่าเสียงเย็นๆตอนแรกตั้งเยอะ” นาธานบอกพลางหันมามองหน้าเชนเหมือนจะหาผู้สนับสนุน

“ใช่ฮะผมก็ว่างั้น ถึงแม้ผมจะคิดว่าเสียงมันฟังดูแปลกๆก็เหอะ” เชนสนับสนุน

มาร์คก็เลยหัวเราะโชว์ซะอีกที เขาหันมามองนาธาน “คงไม่เรียกพ่อว่า ท่าน อีกแล้วนะ”

“ไม่แล้วฮะ คุณพ่อ” เขาเน้นเสียง

“ยกโทษให้พ่อได้มั้ยในสิ่งที่พ่อทำลงไป”

สองหนุ่มหันมาสบตาแล้วยิ้มให้กัน “ได้สิครับ” พวกเขาตอบออกมาพร้อมๆกัน

เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ สามพ่อลูกหันไปมองด้วยความสงสัย

“คงเป็นเจอโรมนั่นแหละ” มาร์คบอกกับลูกทั้งสอง ก่อนจะบอกอนุญาต “เข้ามา”

เป็นเจอโรมจริงๆนั่นแหละที่เปิดประตูเข้ามา เขาทำหน้าเคร่งขรึมตอนที่เปิดประตูเข้ามา แต่พอเห็นเพื่อนของเขายืนโอบไหล่สองหนุ่มเอาไว้ก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ยิ่งพอเข้ามาใกล้มองเห็นสีหน้าของทั้งสามคนเขาก็ยิ้มออก หลังจากที่หวั่นใจอยู่เหมือนกันเพราะเขาก็ไม่รู้ว่ามาร์คจะทำอะไร “จะบ่ายโมงแล้วครับ พวกคุณจะทานกันที่ห้องนี้หรือจะลงไปข้างล่างครับ”

“ลงไปข้างล่างดีกว่า นายกับไมล์ด้วยนะ” มาร์คบอกอย่างร่าเริง “หิวกันรึยัง”

“หิวแล้วฮะมากด้วย พ่อพูดปุ๊บผมก็รู้สึกหิวขึ้นมาทันทีเลย” เชนบอกปนหัวเราะ

“ผมก็เหมือนกันฮะ แต่คงไม่เท่าเชนหรอก” นาธานหัวเราะขำพี่ชายเพราะยังจำได้ว่าเชนกินจุแค่ไหน

“งั้นก็ไปกันเลยสิ” มาร์คบอกแล้วก็เดินนำทุกคนลงไปที่ร้านอาหารด้านล่างของโรงแรมอย่างกระตือรือร้น

cats.gif (2782 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ E-mail : [email protected]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1