Brother
By...
Sasa & Ca’fe

เครื่องบินลงจอดที่สนามบินใหญ่ได้ไม่กี่นาที ผู้โดยสารเกือบสามร้อยคนเริ่มลงจากที่นั่งลงสู่สนามบิน

ชายหนุ่มร่างสูง ก้าวออกมาจากประตูผู้โดยสารอย่างช้าๆ ผมสีทองปลิวสะบัดตามแรงของกระแสลมเมื่อก้าวออกนอกประตู วินท์เสยผมสีทองสวยขึ้นอย่างลวกๆ มือใหญ่ขยับแว่นตากันแดดแวบหนึ่ง เหยียดยิ้มที่ริมฝีปาก “ I’m came back “

xxxxxxxxxx

ครอบครัวอิเคยาเมะนั่งทานอาหารเช้าอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเอ่ยขึ้นเบาๆ “พ่อมีเรื่องจะบอก เลโอ ซาริ กินข้าวเสร็จไปหาพ่อที่ห้อง” เลโอนึกอยากจะเอ่ยปากถามแต่ก็หุปปากลงเมื่อเห็นสายตาปรามของผู้เป็นแม่ ซาริเพียงแต่ผงกหัวรับคำบิดา

หลังจากกินข้าวกันเสร็จแล้ว บรรดาลูกๆต่างนั่งฟังหัวข้อการสนทนาครั้งนี้ ผู้เป็นพ่อนั่งลงสบตาลูกชายทั้งสอง

“ที่พ่อเรียกมาเพราะมีข่าวจะบอก” เสียงเงียบไปอย่างชั่งใจ “ ข่าวดีสำหรับซาริ ข่าวร้ายสำหรับเลโอ”

“ข่าวอะไรครับ?” เลโอขมวดคิ้ว ไม่ทันสังเกตว่าร่างบางข้างๆก็ทำหน้าฉงนไม่แพ้กัน

“แต่มันเป็นทั้งข่าวร้ายและดีสำหรับพ่อกับแม่” ไม่ทันที่ทั้งคู่จะเอ่ยปากอะไร ปริศนาทุกอย่างก็กระจ่างทันที เมื่อชายสูงวัยหยิบโปสการ์ดแผ่นเล็กชูให้ลูกชายทั้งสองดู “วินท์จะมาที่นี่”

xxxxxxxxxx

ภายในห้องสภานักเรียนบรรยากาศอึมครึ้ม ทุกคนในห้องต่างรู้ว่าวันนี้ประธานอารมย์ไม่ดีชัวร์! สถานการณ์จึงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่มีผู้ใดเริ่มหัวข้อประชุมครั้งนี้เมื่อเห็นหน้าบูดสนิทของท่านประธาน

“เอ่อ…เรื่องงบประมาณชมรมบาส…” หัวหน้าชมรมบาสตัดสินใจเสี่ยงตายทำลายความเงียบขึ้น

“ปัง!” เสียงตบโต๊ะดังสนั่น พาเอาคนในห้องสะดุ้งโหยง

“อะไรนะ? อ้อ…อยากยุบชมรม?” เสียงกร้าวดังขึ้น เหยียดยิ้มที่ริมฝีปากแต่ทว่าแววตากลับดูจริงจังจนน่ากลัว หัวหน้าชมรมเหงื่อแตกพลักเมื่อประธานตีความหมายคำพูดตนผิดอย่างสิ้นเชิง โรคติดอ่างกำเริ่มขึ้นเฉียบพลัน

“ปะ…เปล่าครับ ไม่มีอะไร”

ประธานหนุ่มกวาดสายตาไปทั่วห้อง “ใครมีเรื่องอะไรอีก?” คนในห้องพร้อมใจกันสั่นหัวพรืด ชายหนุ่มตวาดอย่างไม่สบอารมย์

“ไม่มีอะไรแล้วมาประชุมทำไมวะ? กลับไปได้แล้ว!” สิ้นเสียงทั้งห้องพากันวิ่งออกไปแทบไม่ทัน ไม่รู้ประธานผู้แสนดีกินอะไรผิดสำแดงวันนี้ถึงออกอาการเฮี้ยนได้ขนาดนี้ เหลือเพียงแต่เลขาหน้าสวยที่นั่งอยู่อย่างไม่สะทกสะท้าน

เลโอหยิบเสื้อกราวนอกขึ้น รีบเดินออกนอกห้องอย่างอารมย์เสีย เสียงเล็กจึงแหวใส่ “ลมบ้าหมูกำเริบหรือไงท่านประธาน?”

“วันนี้ฉันไม่มีอารมย์ต่อล้อต่อเถียงกับนายนะ”

“มีเรื่องอะไรจะไม่เล่าให้เพื่อนสนิทฟังเลยหรือ?”

ร่างสูงทำเป็นไม่ได้ยินคำถาม หันมาพูดลวกๆ “วันนี้เลิกงานทั้งหมด มีธุระ” หยิบเป้สะพายหลังก้าวเดินออกจากห้อง ร่างเล็กจึงถลามาขวางไว้ “นายยังไม่ตอบคำถามฉัน” นัยน์ตากราวอย่างเอาจริง เลโอถอนหายใจอย่างระอา เขาไม่เคยชนะเพื่อนร่างเล็กตรงหน้าได้สักครั้ง “วันนี้ฉันจะได้เจอคนที่เกลียดที่สุด”

“อ้อ…” เลขาหน้าหวานพูดเป็นเชิงรับรู้ “นายรีบกลับเพื่อหลบหน้างั้นสิ?”

“เปล่า…” ชายหนุ่มพูดเค้นเสียงรอดไรฟัน “รีบกลับเพื่อเจอหน้าต่างหาก”

xxxxxxxxxx

อีกด้านหนึ่ง

“ซาริวันนี้ดูนายอารมณ์ดีผิดปกตินะ?” เพื่อนสนิทอดแซวไม่ได้ที่ร่างเล็กยิ้มแก้มปริทั้งวัน

“แน่น้อน~” ซาริขึ้นเสียงสูง “วันนี้ฉันจะได้เจอคนที่อยากเจอที่สุดนะสิ”

xxxxxxxxxx

ร่างสูงในเสื้อแจ็คเก็ตสีน้ำตาล ก้าวลงมาจากรถสปอส์คันหรู เดินเข้ามายังตึกอาคารเรียนเบื้องหน้า พลันสายตาคมก็ประทะร่างบางที่คุ้นตา เสียงเข้มเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบา

“ซาริ…”

เสียงนั้นสะดุดให้หนุ่มน้อยเจ้าของชื่อหันมามอง ดวงตาสีมรกตเบิกโพลงด้วยความตกใจ ก่อนถลาตัววิ่งเข้าสู่อ้อมกอดคนตรงหน้าอย่างรักใคร่

“พี่วินท์!” ซาริยิ้มอย่างดีใจ “คิดถึงพี่จังครับ”

ร่างสูงโอบกอดร่างเล็กอย่างทะนุถนอม หัวเราะออกมาเบาๆ ขยี้เส้นผมนุ่มสลวยก่อนโน้มใบหน้าคมลงมาหอมแก้มเนียน “พี่คิดถึงเธอมากที่สุด คนดี…. “ ภาพตรงหน้าสร้างความตะลึงกับผู้พบเห็นอย่างมาก โดยเฉพาะประธานหนุ่มที่เข้ามาเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เนื้อตัวสั่นเทาขบกรามแน่นอย่างระงับความโกรธ

“ปล่อยซาริเดี๋ยวนี้!”

xxxxxxxxxx

บรรยากาศในห้องดูมืดมัวผิดหูผิดตา ผู้สูงวัยในบ้านทั้งสองไม่รู้ควรจะดีใจหรือเสียใจ ที่ลูกชายคนโตกลับมาเยี่ยมบ้านอย่างกระทันหันแทบไม่บอกกล่าว สงครามย่อยๆในบ้านจึงเริ่มขึ้น โดยที่ทั้งสองไม่รู้จะเข้าข้างฝ่ายไหน ได้แต่มองดูสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบๆ

“ซารินี่…โมเดลรถที่เธออยากได้” วินท์ยิ้มอย่างอารมณ์ดีส่งของให้น้องชาย

“ว้าว!!! รุ่นนี้หายากมากเลย ขอบคุณครับ” ซาริยิ้มกว้างเมื่อได้ของที่ถูกใจ ชายหนุ่มอดยิ้มตามน้องชายไม่ได้ ความน่ารักสดใสเหมือนเมื่อก่อนทำให้เขาทั้งรักและเอ็นดู ความอยากปกป้องทะนุถนอมร่างเล็กทวีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“ถอยไปห่างๆ ซาริเลยไป!” เลโอดึงซาริมานั่งข้างๆอย่างหงุดหงิดที่เห็นคนตรงหน้าเอาอกเอาใจร่างเล็กอย่างออกนอกหน้าจนน่าหมั่นไส้ วินท์เพียงหัวเราะ หึๆ “ขี้หวงไม่เปลี่ยน”

“ดีกว่าพวกฉวยโอกาส…อย่าเข้าใกล้ซาริอีก!” เลโอพูดเสียงกร้าว ตาแวววับอย่างเอาเรื่อง

“ซาริเป็นน้องฉัน” วินท์ตอบเสียงเรียบ

“…แค่ตามกฎหมาย” อีกฝ่ายพูดเยาะ

“พี่เลโอ!” ซาริขึ้นเสียง “พี่ไม่ควรพูดแบบนี้” ดวงตาสีมรกตบ่งบอกถึงความไม่พอใจทันที เลโอเบือนหน้าหลบก่อนสบถ “เชอะ”

“ไม่เป็นไร” วินท์ยักไหล่อย่างไม่สนใจ หันมายิ้มกับซาริ “พี่มาทำงานนิดหน่อยไม่นานก็กลับ”

“ งั้นก็ไม่น่ามา!”

“เลโอ!” ชายสูงวัยเอ่ยตำหนิลูกชาย “ขึ้นไปข้างบนก่อน”

ทว่าอีกฝ่ายเพียงแต่นิ่งเงียบ ซาริจึงพูดแกมขอร้อง

“ขอผมคุยกับพี่วินท์สักพักนะครับ” เลโอนึกจะค้านก็พลันไปเห็นดวงตาคู่สวยฉายแววอ้อนวอน จึงเงียบไปอีก

“พ่อจะคุยกับวินท์ด้วย แกขึ้นไปเถอะ” ในความหมายก็แปลว่า ’จะอยู่ดูแลให้’ ชายหนุ่มจึงเดินออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก แต่เขาก็ไม่ต้องการให้พ่อและซาริลำบากใจ เพราะหากนั่งอยู่เขาก็อดแขวะคู่อริตรงหน้าไม่ได้

พอร่างคนตรงหน้าหายลิบไป ชายสูงวัยจึงกล่าวขอโทษอีกฝ่าย

“เจ้าอย่าถือเลโอเลยนะ นิสัยอย่างนี้แก้ไม่หายซะที” เป็นอันรู้กันว่า ‘นิสัยอย่างนี้’ คือการหวงน้องชายจนเกินเหตุ อีกทั้งอคติที่ไม่มีวันลบเลือนจากตัวเขาด้วย ชายหนุ่มเพียงแต่ยิ้ม

“ผมไม่ถือครับ” ชายสูงวัยอดจะชืนชมไม่ได้ตั้งแต่ไหนแต่ไรก็โดนลูกชายตัวดีขอนแขวะชายหนุ่มตลอด แต่วินท์ก็ไม่เคยแสดงอาการฉุนเฉียวออกมาเลยสักครั้ง และตัวเขาเองก็รักชายหนุ่มเหมือนลูกแท้ๆแม้ว่าจะไม่มีสายเลือดของตนเองก็ตาม แต่อาการลิ้นกับฟันระหว่างคนทั้งสองพาลทำให้เขารู้สึกไม่อยากให้ทั้งสองคนเจอหน้ากันมากที่สุดเท่าทีจะทำได้ เพื่อเลี่ยงการปะทะกันระหว่างคนที่เขารักทั้งคู่จึงได้เพียงแต่หนักใจ

“ผมมาติดต่อเรื่องานนะครับ มาเยี่ยมพ่อกับแม่ด้วยผมซื้อของมาฝากด้วยนะครับ” พูดจบชายหนุ่มก็หยิบผ้าคลุมไหล่สีสวย มีลายลูกไม้ระบายอยู่รอบๆชูขึ้น

“แหม…สวยมากจ๊ะ” หญิงสาวสูงวัยชมขึ้นจากใจจริง

“นี่ไม่กอล์ฟของคุณพ่อ เห็นบอกว่าอยากได้รุ่นนี้มานานแล้วนี่ครับ” ผู้รับหัวเราะอย่างถูกอกถูกใจ “เรานี่รู้ใจพ่อจริงๆ” ทั้งหมดสนทนาอย่างครึกครื้นไปได้สักพัก วินท์จึงเอ่ยจุดประสงค์ที่ตั้งใจขึ้น

“ผมอยากให้ซาริพาไปเที่ยวอเมริกาในช่วงปิดเทอมนี้นะครับ”

หัวหน้าครอบครัวสบตากับภรรยาอย่างยิ้มๆ “ทำไมจะไม่ได้ละ เรื่องนี้ต้องถามเจ้าตัวสิไม่ใช่พ่อ” แล้วก็เหลือบไปเห็นร่างเล็กนั่งยิ้มร่า “อยากไปสิครับ ไปกับพี่วินท์ที่ไหนก็ไป”

ผู้เป็นบิดาอดจะคิดถึงลูกชายอีกคนไม่ได้ หากเจ้าตัวได้ยินคำสนทนาเมื่อกี้ละก็ มีหวัง…บ้านแตก!

xxxxxxxxxx

“มานี่สิซาริ” เด็กหนุ่มกวักมือเรียกน้องชาย

“รอด้วยครับพี่วินท์” เด็กชายวัย 7 ขวบวิ่งกระหืดกระหอบไปยังพื้นที่ฝั่งตรงข้าม ไม่ทันที่เด็กชายจะสังเกตเห็นรถที่แล่นมาด้วยความเร็วสูง เด็กชายหันมาเห็นภาพตรงหน้าจึงตะโกนบอกน้องชายอย่างสุดเสียง

“หลบไป!!! ซาริ!”

เด็กชายเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ แสงไปสว่างจ้าจากพาหนะตรงหน้า ตรึงร่างเล็กไว้อย่างไม่ขยับเขยื้อนขาทั้งสองข้างหนักอึ้ง ช้าเกินไปที่เด็กชายจะเบี่ยงตัวออกจากวิธีรถ

“โครม!”

“ซาริ!!!” เลโอลุกขึ้นนั่งอย่างตกใจ ภาพที่เห็นคือผนังห้องสีขาวไม่ใช่ภาพเหตุการณ์เมื่ออดีต ใบหน้าคมเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ ลมหายใจติดขัดใบหน้าร้อนผ่าว

“ฝันหรอกรึ”

ภาพในอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้วยังตรึงความทรงจำติดตาชายหนุ่มแน่น ไม่มีวันลบเลือนและไม่มีวันให้อภัยคนที่เรียกตัวเองว่า ‘พี่’ แต่เพียงในนามอย่างเด็ดขาด เลโอรวบรวมสติก่อนลุกขึ้น…

xxxxxxxxxx

“พี่เลโอครับ…” ซาริจ้องมองพี่ชายอย่างกล้าๆกลัวๆนึกถึงสิ่งที่ตัวเองจะพูด แล้วใบหน้าน่ารักก็หลุบต่ำลง พลันเหลือบไปก็เห็นเพียงแต่ใบหน้าเรียบเฉยของชายหนุ่ม

“ผม…”

“เรื่อง…หมอนั้นรึ?” เลโอละชื่อไว้อย่างไม่อยากเอ่ยถึงบุคคลที่สาม แต่น้ำเสียงยังคงเป็นปกติ

“ครับ…พี่วินท์จะพาผมไปอเมริกาช่วงปิดเทอม” ซาริบอกตามความจริง

“อเมริกา…เฮอะ!” ร่างสูงไม่พูดอะไรนออกจากแววตาและน้ำเสียงที่ยิ้มเยาะ

“ผม…เอ่อ”

“พี่ไม่ให้ไป” ร่างสูงตัดบท จนเซรินึกฉุนที่พี่ชายไม่ยอมฟังอะไรเลย เสียงเล็กเริ่มพูดดังขึ้น

“ผมจะไปครับ พี่วินท์เขาเป็นพี่ผม”

“พี่…พี่แต่เพียงในนามนะรึ?”

“พี่เลโอ…” ร่างเล็กเม้มริมฝีปากอย่างเจ็บปวด คำพูดสั้นๆ ไม่ใช่คำด่าทอแต่หากกระทบจิตใจเขาได้อย่างเหลือล้น เลโอรู้ตัวว่าพูดแรงไปจึงลดน้ำให้อ่อนลง

“พี่ขอโทษ แต่พี่ไม่อยากให้ซาริไปกับ…หมอนั้น” เขารู้สึกกระดากใจ เมื่อใบหน้าของอีกฝ่ายโผล่ขึ้นในความคิด

“ผมไม่เข้าใจ ทำไม่พี่ถึงเกลียดพี่วินท์นัก ผมรักพี่ทั้งสองคนนะครับ…รักเท่ากัน” ร่างบางเน้นเสียงตรงคำพูดสุดท้าย สะกัดกั้นความน้อยใจที่ถาโถมเข้ามา

เลโอถอนหายใจอย่างเนือยๆ “พี่ไม่อยากพูดเรื่องนี้”

“ฮึ…พี่ไม่เข้าใจเลย” ซาริตัดพ้อ ก่อนวิ่งขึ้นรถโดยสารเบื้องหน้าออกไป

xxxxxxxxxx

สภาพภายในห้องสภายังครุกกรุ่นพร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา เมื่อประธานชมรม กระแทกประตูเข้ามาพร้อมหน้าตาที่บูดบึ้งกว่าวันก่อน บรรดาสมาชิกสภามองหน้ากันก่อนรีบวิ่งออกไปอย่างไม่รอช้า เพราะไม่รู้ว่าประธานจะ ‘ระเบิด’ อารมณ์เมื่อไหร่

คิวะมองอาการเพื่อนสนิทที่ทรุดตัวลงนั่งอย่างฉุนเฉียว แล้วก็ไม่สนใจเขียนรายงานของตนตามปกติ

“นายจะไม่ถามอะไรรึไง?”

“จะให้ถามอะไรล่ะ?” แต่ริมฝีปากกระตุกยิ้มเล็กน้อยอย่างจับนิสัยของเพื่อนสนิทออก พอมีอะไรอัดอั้นตันใจเป็นต้องระบายให้คนรอบข้างฟัง โดยเขาไม่จำเป็นต้องถาม เพราะหากถามเจ้าก็คงไม่ยอมบอก รอให้พูดเองดีกว่า

“ฉันมีเรื่องจะปรึกษา”

อีกฝ่ายเลิกคิ้ว “ว่ามาสิ”

“ฉันควรจะให้ซาริไปอเมริการึเปล่า?” คราวนี้เลขาหน้าสวยขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจคำถาม แต่ก็ตอบออกไป

“ถ้าเจ้าตัวอยากไปก็ให้ไปสิ”

“ไม่ได้!”

“ทำไม?”

“ไปกับคนที่ฉันเกลียด” พลันนึกถึงหน้าคนที่พาดพึงถึงความฉุนเฉียวก็เพิ่มมากขึ้น เขาไม่ยอมปล่อยให้ซาริไปกับหมอนั้นเด็ดขาด

“งั้นก็ไม่ต้องไป”

“ไม่ได้” ชายหนุ่มอดนึกถึงใบหน้าเจ็บปวด ตัดพ้อที่ฉายขึ้นมาบนดวงตากลมโตคู่สวยนั้นไม่ได้ มันทำให้เขาเจ็บปวดที่เห็นใบหน้าน่ารักนั้นทำหน้าเศร้า จนแทบทนไม่ไหว

คิวะชักรำคาญกับคำพูดที่คลุมเคลือของอีกฝ่าย “นั้นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ แล้วจะทำไง?”

ประธานหนุ่มถอนหายใจอย่างหนักอก “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”

xxxxxxxxxx

“ก็อกๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้นตามด้วยเสียงเปิดประตู ร่างเล็กมองซ้ายมองขวาก่อนก้าวเข้าห้อง

“อ้าว…ซาริ เลโอไม่อยู่น่ะไปพบอาจารย์ นั่งก่อนสิอีกเดี๋ยวก็คงมา” คิวะยิ้มกว้าง เมื่อเห็นหน้าว่าแขกที่มาเป็นใคร

“ครับ ผมรู้…ผมไม่ได้มาหาพี่เลโอ เอ่อ…ผมมาหาพี่คิวะน่ะครับ” ซาริพูดตะกุกตะกักด้วยความเกรงใจอีกฝ่าย คิวะพยักหน้ารับรู้

“ออกไปคุยข้างนอกดีกว่านะ อยู่ในนี้เดี๋ยวเลโอก็กลับไม่อยากให้เขารู้ใช่ไหม?” ซาริพยักหน้านึกขอบคุณที่อีกฝ่ายเข้าใจเขา

“ขอบคุณครับ”

คิวะเพียงแต่หันมายิ้มอย่างอ่อนโยนให้เด็กหนุ่ม

xxxxxxxxxx

คิวะสะบัดผ้าขนหนูก่อนเอาขึ้นมาเช็ดผมที่เปียกอยู่อย่างลวกๆ เขาพาดผ้าขนหนูผืนเล็กไว้ที่บ่าทั้งสองข้างก่อนเดินไปนั่งโต๊ะ พลางคิดถึงเรื่องเมื่อเย็นนี้…

“อยากให้พี่พูดกับเลโอ เรื่องที่เธอไปอเมริกานะรึ?” เลขานุการหยั่งเชิง

“ครับ”

“หมอนั้นบอกว่าเกลียดคนที่ไปกับเธอ ใครละ?”

เขาสังเกตเห็นซาริหลบตาลง

“พี่ชายครับ”

คิวะขมวดคิ้ว “เจ้านั้นไม่เห็นเคยบอกว่ามีพี่ชายหรือน้องชายนอกจากเธอ”

“จะเรียกว่าพี่ชายคงไม่ถูกนัก เราไม่มีสายเลือดเดียวกันน่ะครับ เป็นพี่น้องกันตามกฎหมายเห็นจะได้” เมื่อหันไปมองคู่สนทนาที่นิ่งเงียบอย่างไม่ว่าอะไร ซาริจึงอธิบายต่อ

“เมื่อผมเป็นเด็กพ่อแม่เล่าเพียงว่า ครอบครัวเราไปเที่ยวพักผ่อนกันในระหว่างทางพบรถที่ประสบอุบัติเหตุ… คุณแม่ผมเป็นนางพยาบาลอีกทั้งเวลานั้นก็มืดมากแล้วไม่มีรถสัจจรไปมาท่านจึงพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผู้ชายที่ขับรถเสียชีวิตคาที่ส่วนหญิงสาวอีกคนก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหลือเพียงเด็กชายคนหนึ่งอายุสิบสองปีที่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยแต่อุบัติเหตุร้ายแรงจึงทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือนถึงความจำเสื่อม คุณพ่อผมรับอุปการะเด็กคนนั้น และให้ใช้นามสกุลอิเคยาเมะถือเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่ง…”

คิวะแทรกขึ้น “เลโอคงไม่พอใจละสิ?”

“เล็กน้อยเท่านั้นครับ แต่ตอนนั้นผมดีใจที่ได้พี่ชายอีกคน…แต่แล้วก็เกิดเรื่องขึ้น”

ซาริสบตารุ่นพี่ตรงหน้า “เรื่องทั้งหมดเริ่มจากตรงนี้ครับ ตอนนั้นผมอายุเจ็ดขวบได้ ผมวิ่งตามพี่วินท์ไปแต่ไม่ทันดูรถที่ขับมา…”

“รถชนเธอ? นั่นเป็นสาเหตุที่เลโอเกลียดพี่ชายคนโตงั้นสิ?” คิวะสันนิฐาน

“เกือบถูกครับ เพียงแต่ผมไม่ได้ถูกรถชน พี่เลโอผลักผมออกนอกเส้นทางไปก่อน” ซารินึกภาพในวัยเด็กที่เขาไม่อาจลืมได้ ของเหลวสีแดงท่วมร่างที่ไม่ไหวติงของผู้เป็นพี่ ทำให้เขานึกหวาดกลัวขึ้นมา

เสียงเขาสั่นเล็กน้อย “พี่เลโอต้องเข้าโรงพยาบาลหนึ่งเดือน และพักรักษาตัวอีกสองสามเดือน…ตอนนั้นพี่เลโอไม่เอ่ยปากพูดกับพี่วินท์แม้แต่น้อย” ร่างเล็กพยายามปรับเสียงให้เป็นปกติเงยหน้าขึ้น

“ระหว่างนั้นเราก็พบญาติพี่วินท์ที่มาจากอเมริกา เขามาขอรับตัวพี่วินท์กลับไป ผมคิดว่าที่พี่วินท์ตัดสินใจไปกับพวกเขาเพราะคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุทำให้พี่เลโอบาดเจ็บ”

ดวงตากลมโตฉายแววสลบวูบนึงแต่ไปพ้นสายตาคิวะไปได้ “แน่นอนว่าทั้งพ่อและแม่คัดค้านอย่างเต็มที่ ตอนนั้นผมติดพี่วินท์มาก…มากกว่าพี่เลโออีกนะครับ แต่เราก็ค้านไม่ได้ตอนพี่วินท์ไปผมเสียใจแทบตายไม่พูดไม่จาเป็นอาทิตย์เลย” ร่างเล็กหัวเราะเบาๆกับอดีตตนเอง

“แต่พี่วินท์ขอใช้นามสกุลอิเคยาเมะต่อไป พ่อและแม่ก็อนุญาติ…ท่านรักพี่วินท์เหมือนลูกแท้ๆ และยินดีต้อนรับพี่วินท์กลับมาเสมอ เพียงแต่ฝ่ายนั้นดูจะไม่พอใจเท่าไหร่แต่ก็ขัดไม่ได้ พี่วินท์สัญญาจะมาเยี่ยมครอบครัวผมทุกสี่เดือนในระหว่างนั้นพี่เลโอจะเลี่ยงไปพักบ้านเพื่อน”

คิวะนึกอ้อในใจ ที่เลโอมาค้างบ้านเขาทุกสี่เดือนเพราะสาเหตุนี้เองรึ เขาเคยถามเจ้าตัวหลายครั้งซึ่งเลโอก็บอกปัดๆไปทำให้เขาไม่สนใจจะสืบสาหาความซึ่งปกติก็ไม่ใช่วิสัยเขาอยู่แล้ว

“พี่เลโอโกรธที่พี่วินท์ทำให้เขาบาดเจ็บ พี่เกลียดพี่วินท์มาตลอด”

คิวะพยักหน้า “เข้าใจแล้ว เรื่องนี้พี่จะช่วยเอง”

ได้ยินอย่างนั้นซาริก็ยิ้มดีใจ เขาเชื่อว่าบุคคลตรงหน้าสามารถทำอย่างที่พูดได้จริง ถึงแม้ว่ารุ่นพี่คิวะจะมีรูปร่างโปร่งบางกับใบหน้าที่สวยหวานราวกับผู้หญิง แต่เรื่องสมองนับว่าเป็นอัจฉริยะเลยทีเดียว

“แต่ว่านะ…” เสียงเลขาหน้าหวานขัดขึ้น

“เลโอไม่ได้เกลียดพี่ชายเธอเพราะอุบัติเหตุครั้งนั้นหรอก”

xxxxxxxxxx

ซารินอนขดตัวอยู่บนเตียงหลังจากเด็กหนุ่มคุยโทรศัพท์กับพี่ชายคนโตเรื่องการไปอเมริกา เขายังไม่สามารถตอบอะไรได้แน่ชัด เพราะเลโอยังแสดงท่าขัดเคืองอยู่มาก เขานึกถึงคำพูดของรุ่นพี่หน้าหวาน พี่เลโอไม่ได้เกลียดพี่วินท์ที่ทำให้ชายหนุ่มถูกรถชนนะหรือ?

“จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ถูก แต่สาเหตุหลักมันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด” ซาริมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ

“ที่เลโอเกลียดพี่ชายเธอเพราะทำให้นายได้รับอันตรายไม่ใช่เพราะเขาบาดเจ็บ เลโอรักเธอมากไม่ยอมยกโทษให้คนที่ทำให้เธอเกือบถึงตายหรอก ฉันแน่ใจ ฉันรู้จักเขาดี”

“สาเหตุเป็นเพราะผม…” ซาริพูดเสียงแหบพร่านี่เรื่องทั้งหมดเกิดจากเขางั้นรึ ความบาดหมางมาตลอดเวลาหลายปีเป็นเพราะเขาเป็นผู้ก่อทั้งสิ้น

คิระยิ้มคล้ายจะปลอบโยนตบบ่าร่างเล็กเบาๆ “งั้นเธอก็ทำให้ความสัมพันธ์นั้นกลับมาดีเหมือนเดิมสิ”

ซาริคิดถึงคำพูดนั้นแต่แล้วเขาก็นึกโกรธตัวเอง ตัวการที่ทำให้พี่ชายทั้งสองแตกร้าวคือเขา เพราะฉะนั้นเด็กหนุ่มจะสานความสัมพันธ์นั้นกลับคืนมาให้ได้

xxxxxxxxxx

ณ ห้องสภานักเรียน

“พวกสภานักเรียนหายไปไหนกันหมด? ไม่มาทำงานหรือไง!” เสียงประธานหนุ่มเอ่ยอย่างฉุนเฉียว แสดงว่าอารมณ์ไม่ต่างจากเมื่อวานเท่าไหร่

“ฉันไม่ให้พวกเขามาเอง ฉันมีเรื่องจะคุยกับนาย” เลขาหน้าหวานพูดจริงจัง

“อะไร?”

“ก็เรื่องที่นายมาปรึกษาฉันไง ฉันพร้อมจะให้คำปรึกษาแล้ว”

“นายรู้เรื่องทั้งหมด?”

คิวะผงกหัวแทนคำตอบ เลโอหัวเราะในลำคอ “หึ…จากซาริละสิ?”

“นายโกรธคนที่ชื่อวินท์เพราะซาริใช่มั้ย?” คิวะเลี่ยงไม่ใช้คำว่า ‘พี่ชาย’ เพราะรู้ว่าชายหนุ่มคงไม่อยากได้ยินคำนั้น

“นายจะรู้อะไร…ภาพซาริที่เกือบจะถูกรถชนมันฝังแน่นในหัวฉันไม่มีทางลืม ใบหน้าหวาดกลัวนั้นถ้าฉันไม่ไปถึงแล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ฉันยกโทษให้ไม่ได้เด็ดขาด!”

“ถึงขนาดเอาตัวเข้าแลก?”

“ชีวิตชั้นยกให้เด็กคนนั้น” ชายหนุ่มพูดราวกับเป็นเรื่องธรรมดา อีกฝ่ายก็ไม่แปลกใจแม้แต่น้อยราวกับรู้คำตอบอยู่แล้ว

“แล้วนายคิดว่านายเจ็บปวดคนเดียวรึไง? นายน่าจะคิดถึงซาริเขาก็เจ็บปวดไม่แพ้นาย การที่คนรักทั้งสองบาดหมางกันเขาจะรู้สึกยังไง ไม่เจ็บปวดกว่านายรึ?”

“นายไม่รู้นะสิถึงได้พูดแบบนี้! ตอนที่หมอนั่นออกจากบ้านไป ซาริกลับมาด้วยสีหน้ายังไง ตาแดงเพราะร้องไห้ทั้งคืน ร่างกายซูบผอมเพราะไม่ยอมกินอาหาร ฉันไม่อยากเห็นภาพซาริแบบนั้น! ฉันไม่มีวันทำให้ซาริเป็นแบบนั้นเด็ดขาด!” ร่างสูงลุกขึ้นตวาดอย่างควบคุมอารมณ์ไม่ได้ อารมณ์โกรธพุ่งขึ้นเกิดกว่าจะระงับไหว

“แต่นายกำลังจะทำ” คิระพยามควบคุมเสียงให้เป็นปกติ การใช้อารมณ์โต้กลับในเวลานี้จะมีแต่ผลเสีย

“ทำไมนายไม่หาทางออกที่ดีกว่านี้? ดีกว่าที่ทั้งสามคนจะไม่เป็นทุกข์ตลอดชีวิต ฉันรักซาริเหมือนน้องแท้ๆ นายน่าจะเข้าใจความรู้สึกของเขา ไม่ใช่เหยียบย่ำความรู้สึกอย่างที่นายทำทุกวันนี้ ยุติทิฐิมองความจริงซะที”

“สิ่งที่ดีที่สุดคือการทำให้ซาริตัดขาดจากหมอนั้น!”

คิระพยายามควบคุมอารมณ์อธิบายอย่างใจเย็น “ฟังนะเลโอ…ฉันจะแนะนำอะไรให้ ให้ซาริไปอเมริกาซะ…ฉันรู้ว่านายคงไม่ยอม งั้นนายก็ตามไปด้วยเลยสิ? นายอาจจะไม่อยากเห็นหน้าคนคนนั้น แต่นายจะยอมปล่อยให้ซาริไปคนเดียวหรือ? รึนายจะไม่ยอมให้ซาริไป? นายทำไม่ได้ทั้งสองอย่าง นายเดินทางไปกับพวกเขาซะแล้วพยายามควบคุมอารมณ์คิดซะว่าเพื่อซาริ เพื่อความสบายใจของหลายฝ่าย นี่คือทางออกที่ดีที่สุด”

เมื่อเห็นว่าเลโอนั่งเงียบ คิวะก็ถอนหายใจ “ฉันคิดว่านายเป็นพี่ที่ดี ขอร้องละเข้าใจความรู้สึกซาริ เปิดใจยอมรับซะบ้าง”

xxxxxxxxxx

ผ่านไปสองวันในช่วงวันหยุดปิดเทอม คิวะเดินมารับโทรศัพท์แล้วกรอกเสียงลงไป

“บ้านซากามูจิครับ”

“พี่คิวะหรือครับ?” น้ำเสียงที่คุ้นเคยจากปลายสาย

“ไงซาริ? มีข่าวดีรึเปล่า”

“ครับ…พรุ่งนี้ผมจะออกเดินทางพร้อมกับพี่วินท์และพี่เลโอ พี่คิวะไปที่สนามบินนะครับ เอ่อ…พี่เลโอมีอะไรอยากจะพูดด้วยนะครับ”

“โอเค พี่ก็อยากคุยกับพี่เธอเหมือนกัน ตั้งแต่วันนั้นงอนยังไม่พูดกันเลยนี่” เสียงหัวเราะเบาๆ ทำให้ปลายสายพลอยสดชื่นไปด้วย

“ครับ…พี่เลโอสำนึกผิดอย่างมาก อยากพบพี่คิวะที่สุดเลย”

“ขอให้จริงเหอะ” คิวะบ่นอุบ

“ผมต้องขอบคุณพี่มาก ที่ทำให้ทุกอย่างลงตัว ผมไม่รู้จะตอบแทนพี่ยังไงดี” น้ำเสียงแสดงถึงความจริงใจอย่างชัดเจน

“พี่ก็แค่พูดเรื่องจริงเท่านั้น เอาเป็นว่าพรุ่งนี้เจอกันสิบโมงที่สนามบินนะ”

xxxxxxxxxx

ณ สนามบิน

“พี่คิวะ ทางนี้ครับ” ซาริโบกมือเป็นสัญญาณ

“ไง” คิวะทักเพื่อนสนิทตรงหน้าที่ทำหน้าปั้นอยากอยู่

“เรื่องวันนั้นฉันขอโทษแล้วก็…ขอบใจว่ะ” คิวะอมยิ้มกับท่าทางของเพื่อน โบกไม้โบกมือ

“ยกโทษให้” พลันเหลือบไปเห็น ‘คู่กรณี’ เจ้าปัญหาที่เขานั่งตามแก้อยู่ด้านหลัง คิวะสังเกตเห็นได้ว่าเขาเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผมสีทองเด่นสะดุดตา นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลลึกคิ้วเรียวคมสีน้ำตามเข้มจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเหยียดตรง นับได้ว่าชายหนุ่มที่เห็นจัดว่าหล่อมาก แทบจะมากที่สุดเท่าที่เขาเคยพบถ้าไม่นับเพื่อนสนิทของตน แต่…ก็แค่นั้น

“แล้วจะกลับเมื่อไหร่ล่ะ?” คิวะละความสนใจชายหนุ่มไปถามเพื่อนข้างๆตัว

“ไม่รู้ แต่คงก่อนเปิดเทอมซักอาทิตย์”

คิวะรั้งร่างเพื่อนสนิทเข้ามา กระซิบให้ได้ยินเพียงสองคน

“จำไว้นะ อย่าทำให้ซาริลำบากใจถือว่าเป็นคำขอร้องของฉันด้วย”

“หายห่วง ฉันทำสัญญาสงบศึก ‘ชั่วคราว’ ต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน” เลโอยักไหล่

“ก็ดี” พูดจบก็ผลักเพื่อนตัวดีออกไป

“ผมยังไม่ได้แนะนำให้พี่คิวะรู้จักเลย นี่พี่วินท์ครับส่วนนั่น…”

“คิวะ” เจ้าของผมทองต่อให้ ยิ้มอย่างเป็นมิตร

“ซาวามูจิ คิวะ ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

นัยน์ตาสีน้ำทะเลจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่วางตา ใบหน้าหวานสวยผิวขาวเนียนละเอียด คิ้วโกงพาดอยู่บนดวงตาคู่สวย จมูกรั้นริมฝีปาหยักได้รูปเป็นสัดส่วน เป็นความสวยที่ดึงดูดใจนัก แต่…ก็เท่านั้น เขาเคยเห็นใบหน้าที่ตรึงใจแบบนี้มาแล้ว ก็ซาริไงล่ะ

“ยินดีที่ได้รู้จัก” วินท์กล่าวตอบสั้นๆ

“ได้เวลาแล้ว…งั้นพวกผมไปก่อนนะครับ” ซาริมองนาฬิกาหันมาบอกรุ่นพี่

“แล้วจะซื้อของมาฝาก” เลโอตบบ่าเพื่อน ยิ้มระรื่นเดินไปพร้อมซาริ

คิวะยืนมองร่างทั้งสามจบลับตาไป ระบายยิ้มบนใบหน้าก่อนเดินออกไป

End

เมษายน 2545

cats.gif (2782 bytes)

ขอขอบคุณ sasa ที่เป็นกำลังใจและช่วยคิดเรื่องจบจบ ขอบใจจ๊ะเป็นเรื่องแรกที่แต่งจนจบเลย ว่าจะส่งมา lovebook ตั้งนานแล้วแต่ไม่ได้ส่งสักทีจนผ่านมาถึงตอนนี้ ใครมีข้อแนะนำติชมกันได้ที่ [email protected] นะ เรื่องนี้ส่วนตัวแล้วรู้สึกจะจบห้วนไปหน่อยแต่แต่งออกมาแล้วก็เลยแก้ไม่ออก มีความคิดอะไรกับเรื่องนี้บอกกันบ้างนะ

Hosted by www.Geocities.ws

1