nightfairy.gif (21745 bytes)

CD 17

“มายะ…เอาน้ำไหมครับ? “ ซาอิยื่นกระป๋องน้ำโค้กมาแตะที่ต้นแขนของคู่สนทนาเป็นเชิงถาม

“ฮะ…ขอบคุณ เอ่อ…ซาอิซังฮะ…ถามอะไรหน่อยสิ” มือเบสหนุ่มตาเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าแล้วก้มหัวลงมาคุยกับหน้าหวาน

“มีอะไรครับ? “

“ซินค์เขาเป็นเสือไบฯ อย่างที่พวกนักข่าวว่าเหรอฮะ? “ สิ้นคำถามก็ตามด้วยเสียงระเบิดหัวเราะดังลั่นห้องพัก

“อ้าว !? นี่คุณยังไม่รู้อีกเหรอเนี่ย? ใคร ๆ ก็รู้กันหมดแล้วนะ”

“ผมรู้หรอกน่า แต่ว่า…มันไม่ค่อยอยากจะเชื่อซักเท่าไรน่ะสิ”

“เอางี้ ! ผมขอถามหน่อยละกันว่าตั้งแต่คุณเจอเจ้าบ้านั่น มันทำอะไรคุณหรือเปล่าล่ะ? “ มายะนั่งหลับตากอดอกนึกทบทวนถึงเรื่องที่ซินค์ทำกับเขาแล้วสบัดหน้าพรึด

“อย่าพูดดีกว่าฮะ นึกแล้วขนลุกชอบกล…แหวะ” เด็กหนุ่มบีบคอตัวเองอย่างเหลืออด ทำให้คู่สนทนาร่างสูงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก้มตัวหัวเราะจนน้ำตาเล็ด

“หึ…ในเมื่อรู้แล้วก็อย่ามาถามผมสิครับ…โอย…ปวดท้อง…”

“อย่าหัวเราะเยาะผมนะ !! มีอย่างที่ไหนบ้าง? รู้ว่ามีแฟนแล้วยังมาขโมยจูบแถมยังทิ้งรอยคิสมาร์คเอาไว้อย่างนี้อีก” ซาอิสะอึก หัวเราะไม่ออก เขาจ้องหน้าร่างเล็กเหมือนจะย้ำถาม

“แฟนคุณ…ริวเฮย์? “

“ก็ใช่น่ะสิ ! คุณเองก็เคยทำงานกับเขามาก่อนตอนที่ยังเป็นอินดีส์นี่นา น่าจะรู้ว่านิสัยเป็นยังไงนะ”

“ตาย ๆ ๆ ๆ ไอ้ซินค์…ไอ้บ้า ! แกทำอะไรของแกวะ?! ซวยแล้วไหมล่ะ” ซาอิกุมหัวตัวเองแน่นแล้วบ่นพึมพำเหมือนคนโลกแตก มายะเองก็ได้แต่ถอนหายใจเท่านั้น แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าการกระทำทั้งหมดได้อยู่ในสายตาของคน ๆ หนึ่งอยู่ตลอดเวลา

“ทำอะไรงั้นเหรอ…ซาอิ? อยากรู้นักหรือไง? หรือว่ากลัวเจ้าริวเฮย์มัน? จริงสินะ…นายเคยอยู่วง Angel ก่อนที่มิโดริจะเข้ามานี่นา คงจะรู้ความบ้าของเจ้านั่นดีเลยล่ะสิ“ ซินค์ที่ยืนแอบฟังอยู่เงียบ ๆ หน้าห้องเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต่แฝงไว้ด้วยแววตากร้าว ทำให้เพื่อนร่วมวงเงียบออกอาการผวาเล็กน้อย เขาเดินไปหาเด็กหนุ่มพลางมองอย่างเอาเรื่องแต่ก็ใช่ว่าคนอย่างมายะจะปล่อยให้เขาหาเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว

“อย่าหาเรื่องซาอิซังเขานะ…ซินค์ คุณทำผิดแล้วยังมีหน้ามาทำเหมือนไม่รู้เรื่องอีกเหรอ? หน้าด้านที่สุด ! คุณน่ะ…โอ๊ย !! “ ชายหนุ่มห้ามโทสะตัวเองต่อไปไม่ได้แล้ว เขาฉุดข้อแขนของคู่สนทนาให้เดินตามเขาออกจากห้องไปโดยไม่สนใจว่าร่างเล็กจะรู้สึกเจ็บและหวาดกลัวมากเพียงใด

ระหว่างทางมายะตะโกนร้องโวยวายด่าชายหนุ่มตลอดเวลา ทำให้ใครต่อใครต่างพากันมองด้วยความงุนงงแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเรื่องของพวกเขาแม้แต่คนเดียว เพราะพวกเขาเหล่านั้นต่างหวาดกลัวกับแววตาดุดันที่ฉายตาออกมา พอมาถึงห้องเก็บเสียงร่างสูงก็ผลักเด็กหนุ่มจอมโวยให้เข้าห้องไปแล้วปิดประตูห้องพร้อมกับล็อคกุญแจแน่น

“จะทำอะไรน่ะ? “ ร่างบางสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกมือใหญ่ดันให้ยืนติดกับผนังห้อง

“ทำไมผมต้องตอบคุณ? “ ซินค์ย้อนถามเสียงต่ำแฝงไว้ด้วยความเย็นชาและดุดันพร้อมกับยกศอกของตนขึ้นวางคร่อมระหว่างหน้าหวาน

“ซินค์ ! ผมไม่ใช่ของเล่นของคุณนะ ปล่อย !! “ มายะดันร่างของคู่สนทนาออกห่างเมื่อรู้สึกตัวว่าเขากำลังอยู่ในอันตราย

“ผมไม่เคยเห็นคุณเป็นของเล่นเลยนะ” ชายหนุ่มว่าเสียงยวนพลางโน้มหน้าเข้ามาใกล้หวังจะขู่ให้กลัวเล่น แต่พอเห็นใบหน้าหวานทำหน้าดุส่งสายตากร้าวเพื่อจะต่อต้านเขากลับห้ามอารมณ์คุมสติตัวเองไม่อยู่ ริมฝีปากอุ่นจูบซับกลิ่นหวานที่ริมฝีปากบางแล้วเลื่อนไปประทับรอยเก่าซ้ำที่ต้นคอแถมยังสร้างรอยใหม่เอาไว้อีกหลายรอย มือไม้เริ่มละไล่ไปตามเนื้อนวลก่อนจะมาหยุดอยู่ที่หว่างขาคู่เล็ก

“…อึก…ลองทำบ้า ๆ กับผมดูสิ น้องชายของคุณจะใช้การไม่ได้ตลอดชีวิตแน่ ๆ อะ…อา…“ มายะครางกระเส่าเมื่อร่างสูงตรงหน้าเริ่มจะปลุกอารมณ์ของเขาให้กระเจิดกระเจิง และก่อนที่จะมีอะไรเกินเลยมากกว่านั้น…เด็กหนุ่มพยายามตะครุบข้อมือแกร่งให้หยุดการกระทำของเขา แต่…สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือความรุนแรงที่หนักหน่วงมากกว่าเดิมจนความรู้สึกเริ่มหวิวเคลิ้มตามอารมณ์ไป

“ก็ลองดูสิ…คุณทำไม่…โอ๊ยยยย !!!! “ ด้วยความที่เจ้าตัวรักเดียวใจเดียวและทิฐิสูง…พูดคำไหนย่อมเป็นคำนั้น ร่างเล็กตบหน้าหนุ่มจอมยวนเข้าให้ฉาดเบ้อเร่อตามด้วยเตะผ่าหมากแถมซ้ำอีกรอบปล่อยให้ล้มลงไปนอนร้องโอดโอยกับพื้น

“ฉันบอกแล้วไงล่ะ…ว่าน้องชายของนายต้องใช้การไม่ได้…ไอ้เสือบ้า !! “ หนุ่มน้อยตะโกนแว้ดแล้ววิ่งออกนอกห้องไป ยังดี…ที่เสื้อผ้ายังไม่ถูกออกแม้แต่ชิ้นเดียวเว้นแต่จะโดนรูดซิปกางเกงเท่านั้น

“อูย…โอย…เจ็บ…” ซินค์กุมเป้ากางเกงตัวแน่น ใบหน้าซีดเขียวเหงื่อผุดพรายเต็มไปหมด…เล่นโหดแฮะ…อูย…

“เป็นไงล่ะ…ซินค์? ก็เคยบอกแล้วว่าอย่าไปหาเรื่องกับมายะซังเขา รายนี้ขอเลยว่าอย่าแกล้งดีกว่า ถ้าเจอตอกกลับมาล่ะก็…น่ากลัวสุด ๆ “ ไอค์พูดพลางดึงปีกแขนของเพื่อนขึ้นเกยไหล่พร้อมกับพยักหน้าให้ซาอิมาช่วยอีกแรง

“สำเร็จทุกราย แต่รายนี้ไม่เสร็จนายแฮะ นายอย่าไปดูถูกมายะซังเขาดีกว่านะ…ซินค์ แล้วนี่จะไปห้องอัดหรือจะไปโรงพยาบาลล่ะ? “ มือเบสหนุ่มถามกวนพลางยิ้มอารมณ์ดี

“…ไม่ต้องถามเลย…ไปโรงพยาบาลก่อนว้อย…เจ็บ…”

ตกเย็น ณ ห้องของริน

“…เฮ้ย…อย่างนั้นเลยเหรอ? “

“ก็เออเซ่ !! ไอ้บ้ากาม ! ไอ้โรคจิต ! ไอ้เสือบ้า ! ไอ้ผีทะเล ! ไอ้ตัณหากลับ ! ไอ้…ไอ้…ไอ้…” รินลูบหลังเพื่อนหน้าหวานเบา ๆ เพื่อปลอบพลางถอนใจอย่างหน่ายเหนื่อย

“เอาน่า…นายทำใจเย็น ๆ ก่อนเถอะนะ…มายะ ในเมื่อเรื่องมันจบลงด้วยดี นายก็ไม่จำเป็นต้องห่วงอะไรอีกแล้วนี่ หรือจะคิดแกล้งล้างแค้นเขาเพื่อซ้ำให้ตายอีกเรอะ? “

“ไอ้ล้างแค้นน่ะ…ทำแน่ แต่…พรุ่งนี้…ฉันจะทำหน้ายังไงดีล่ะ? พรุ่งนี้ฉันต้องเจอริวเฮย์โกรธแน่ ๆ ทำไงดี?! “ ร่างบางผมสีม่วงใจหายวาบ…ลืมไปสนิทเลยแฮะ…พรุ่งนี้พวกเราต้องทำงานร่วมกับพวกยามะซังนี่นา แล้วที่คอของเจ้านี่มีแต่รอยจูบเต็มไปหมดอย่างนี้ ต่อให้เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่ริวเฮย์ซังก็เข้าใจผิดได้เหมือนกันล่ะ จะให้ใส่เสื้อปิดคอก็ยังไงอยู่ จะเข้าฤดูใบไม้ผลิแล้วจะให้ใส่เสื้อแบบนั้นก็เพี้ยนเกินไปแฮะ…ยิ่งจับผิดง่ายเข้าไปใหญ่…ได้การล่ะ…

“พรุ่งนี้นายใส่เสื้อเชิ้ตของนายไปตามปกติละกัน ส่วนเรื่องที่เหลือฉันจะให้มิโดริกับยามะช่วยจัดการให้ นายนอนพักเอาแรงก่อนดีกว่า ราตรีสวัสดิ์…” รินเอ่ยพลางฉุดให้เพื่อนร่างเล็กล้มตัวนอนลงบนเตียงตามเขาอย่างหมดแรง

วันรุ่งขึ้น…

“ไฮ ! มายะ รินด้วย”

“หวัดดี” ทั้ง 2 หนุ่มโบกมือทักแล้วหยุดยืนคุยกับคนตรงหน้า

โอ้โห…เสื้อใหม่แฮะ สีดำสะดุดตาเชียว ยี่ห้ออะไรเนี่ย? Christine Dior?! นี่นายเปลี่ยนรสนิยมไปชอบใส่แบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน? อุ๊ก !! ” มิโดริกระชากปกเสื้อ T-Shirt ของซุยออกห่างจากมายะอย่างฉุนสุด ๆ

“ช่างมายะเขาสิ เขาจะใส่เสื้ออะไรก็เรื่องของเขาน่า งานยังไม่เสร็จก็รีบ ๆ ไปทำซะ…ซุย” ร่างสูงหัวเราะแฮะ ๆ แล้วรีบวิ่งออกนอกวงสนทนาไป

“มิโดริ…โหดกับซุยเขาเกินไปแล้วนะ” รินว่าพลางหัวเราะคิก

“นี่ยังน้อยไปต่างหาก รู้ไหมว่าหมอนั่นมันทำอะไรเมื่อคืน? ” ร่างเล็กพูดเสียงงอนขึ้นจมูก

“จะไปรู้เรอะ” ทั้งคู่ตอบแบบพร้อมเพรียงกันมากด้วยใบหน้าอันใสซื่อเกินเหตุ ทำให้คู่สนทนาตกใจจนแทบจะล้มทั้งยืน

“69 ไงล่ะ ปวดไปทั้งตัวเลย…วันนี้ เออ…ใช่ ! เมื่อเช้ารินโทรมาทำไม? ” หนุ่มหน้าหวานยังอยู่ในโหมดสวิซท์ออฟ จนคู่สนทนาต้องตะโกนถามซ้ำอีกครั้งถึงจะออนได้

“…อะ…อ๋อ…มีเรื่องให้ช่วยน่ะ” รินพยักหน้าเป็นเชิงให้กับคู่หู แล้วเดินไปเรียกคนรักตัวเองที่เดินคู่กันมากับเพื่อนของเขา ทันทีที่มายะเห็นริวเฮย์เขาสะบัดหน้าหนีไม่กล้าสบตาด้วย แม้แต่พูดทักทายก็ไม่กล้า

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่า…มายะ? นายไม่เคยหลบสายตาของริวเฮย์เลยนี่นา ไม่สบายเหรอ? “ ร่างบางส่ายหน้าเบา ๆ เป็นคำตอบ

“มิโดริ…มากับฉันหน่อยได้ไหม? “

“ได้…ริน ! เดี๋ยวฉันเข้าห้องอัดช้าหน่อยนะ บอกให้ไครอด้วยละกัน” มิโดริร้องบอกให้เพื่อนของเขารู้แล้วเดินตามคู่สนทนาไป

ณ โรงอาหาร

“เอาล่ะ ! มีเรื่องอะไรก็พูดออกมาได้เลย ตอนนี้มีกันอยู่แค่เรา 2 คนเท่านั้น” เด็กหนุ่มผมม้าเอ่ยขึ้นพลางยื่นกาแฟกระป๋องให้แล้วลากเก้าอี้ออกมาพร้อมกับค้อมตัวนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

“…นายรู้จักซินค์ไหม? “

“ไม่น่าถาม…ก็พอสมควรเลยล่ะ ก็…ก่อนหน้าที่ฉันจะเข้าวง Angel ฉันอยู่กับหมอนั่นมาก่อนนี่ แล้วหลังจากนั้นซาอิก็ออกจากตำแหน่งเบสของ Angel ไปอยู่กับซินค์ ส่วนฉันก็เข้ามาเล่นตำแหน่งเบสแทนซาอิ มันเหมือนกับการแลกเปลี่ยนมือเบสระหว่างวงนั่นล่ะ ทำไมเหรอ? “

“นายรู้จักนิสัยหมอนั่นขนาดไหน? “ มิโดริดื่มกาแฟก่อนตอบ

“ก็ใช้ได้ ถ้าพูดเรื่องงานก็เอาจริงเอาจังดีนะ แต่เสียอยู่อย่าง…เป็นพวกเจ้าชู้แถมชอบทำตัวลักไก่ 2 แง่ เดี๋ยวก็จีบผู้ชายเดี๋ยวก็นอนกับผู้หญิงมั่วไปหมดจนคนในวงพากันเดือดร้อนเพราะเรื่องของหมอนั่น ตอนแรก ๆ ก็ช่วย ๆ กันเตือน แต่ไป ๆ มา ๆ ก็เลิกไปเพราะไอ้ความมั่วของซินค์มันชินจนเป็นสันดานดัดไม่ได้แล้ว”

“…ฉันอยากให้นายดูอะไรบางอย่าง แต่ขอร้อง…อย่าเอาไปบอกใครเด็ดขาดเลยนะ” ร่างเล็กพยักหน้ารับคำหนักแน่นแล้วตั้งใจมองสิ่งที่เพื่อนของเขาอยากจะให้ดู มายะปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออก 2 – 3 เม็ดแล้วเลิกสาบเสื้อตรงต้นคอออก

“เฮ้ย ! มายะ…นายไปทำอะไรมา? นี่มัน..รอยคิสมาร์คไม่ใช่เหรอ? นาย…“ มิโดริร้องลั่นเมื่อเห็นรอยแดงเต็มแผงคอของคู่สนทนา

“โทษที…ฉันไม่ได้ไปนอนกับใครมาทั้งนั้นล่ะ แต่นายรู้ไหมว่าใครทำ? “ หนุ่มน้อยส่ายหน้าหงึก แต่ฉับพลันก็นึกถึงชื่อของคน ๆ หนึ่งได้ คนที่เพื่อนของเขาเคยพูดสบประมาทเอาไว้ในบทสัมภาษณ์ต่าง ๆ

“อย่าบอกนะว่า…ซินค์…” คู่สนทนาพยักหน้าหงึกแล้วไม่พูดอะไรต่อนอกจากจะกลัดกระดุมให้เข้าที่เหมือนเดิม

“ก็อย่างที่นายเดา…เจ้าเสือไบตัวนั้นล่ะ”

“มันทำอะไรกับนาย…มายะ? “ ร่างบางกัดฟันกรอดพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไม่ให้เล็ดลอดออกมา

“เมื่อคืนก่อนที่พวกนายไปดื่มกันที่ผับ ฉันก็กลับบ้านตามปกติ แต่ระหว่างที่เดินเลี้ยวออกนอกถนนใหญ่ก็เจอซินค์ หมอนั่นอาสาว่าจะขับพาฉันมาส่งที่คอนโด ฉันปฏิเสธบอกว่าไม่แต่เจ้านั่นก็ใช้กำลังฉุดขึ้นรถไป ระหว่างก็ทะเลาะกันตลอดแล้วฉันก็กระโดดลงจากรถพอดีกับที่พวกแก๊งซิ่งขับปาดหน้า โชคดีที่ซินค์วิ่งลงมาช่วยไว้ทันก็เลยเฉี่ยวโดนแค่ข้อเท้า ไอ้เราคิดอยากจะขอบใจที่ช่วยเหลือแต่หมอนั่นกลับขโมยจูบ แถมเมื่อวานนี้…มันก็มาชวนเดทถึงหน้าคอนโด รินเองก็นึกสนุกเลยแกล้งยัดเยียดให้ฉันออกไปกับเจ้าบ้าซินค์ หลังจากนั้นก็…”

“หลังจากนั้นเจ้าซินค์มันก็แกล้งขู่นายเล่น แถมยังฝากรอยบ้า ๆ นี่เอาไว้ด้วย ไม่แฟร์เลย…ซินค์ ถ้าฉันไม่ไปด่าไอ้หมอนั่นเองคงไม่มีทางที่เรื่องจะจบลงอย่างง่าย ๆ หรอก มายะ…แล้วนายจะทำยังไงดีล่ะ? ริวเฮย์เป็นประเภทฤทธิ์หึงแรงซะด้วย ยังไงฉันจะพยายามพูดให้หมอนั่นเข้าใจละกันแต่ทางที่ดีที่สุดนายต้องไปพูดขอโทษแล้วปรับความเข้าใจกับเขาเอง”

“จะไปเข้าใจอะไรกันล่ะ…แค่เห็นรอยก็รู้แล้วว่าคนรักนอกใจ แล้วอย่างนี้มันจะมีโอกาสขอโทษอีกหรือไง? ฉันไม่เคยคิดที่จะตีจากเขาเลยนะ…ไม่เคยเลย…ฮึก…“ มายะพูดพร้อมกับก้มหน้าฟุบกับโต๊ะปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น

“…มายะ…” มิโดริรู้สึกสงสารเพื่อนหน้าหวานของเขาที่ต้องเจอกับเหตุการณ์บ้า ๆ อย่างนี้ แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนอกจากจะปลอบใจให้หยุดร้องไห้เท่านั้น

ทางด้านริวเฮย์ ยามะ…และริน

“ซินค์มันทำอย่างนั้นกับมายะ? บ้าเกินไปแล้ว เจ้านั่นก็รู้นี่ว่าเวลาริวเฮย์โกรธมันน่ากลัว“ ยามะพูดพลางปาดคอตัวเองเป็นนัย

“ใช่…ผมเองก็กลัวเหมือนกัน ตอนแรก…ผมคิดจะแกล้งมายะเล่นเพื่อจะได้ลดทิฐิกับดัดนิสัยของเขาที่ชอบพูดดูถูกคนอื่น แต่เมื่อวาน…มายะกลับมาแล้วร้องไห้…ผมก็เลยคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว เพราะคู่หูของผมไม่เคยซักครั้งที่จะร้องไห้ออกมา…เขาเข้มแข็งมาก ริวเฮย์…คุณจะทำยังไงกับเรื่องนี้ล่ะ? ” รินพูดเสียงต่ำแล้วมองไปทางริวเฮย์ที่ยืนเงียบมาตั้งแต่ต้น

“ไม่รู้สิ…แต่ที่ผมรู้แน่ ๆ ก็คือ…อยากต่อยเจ้าเสือบ้านั่นให้จมมิดดินมากที่สุด มันทำมายะร้องไห้ ผมไม่อยากเห็นน้ำตาของคนรักตัวน้อยของผมซักเท่าไรหรอก อีกอย่าง…มายะเป็นคนรักเดียวใจเดียวแถมทิฐิสูง เขาไม่มีทางที่จะไปอ่อนข้อให้ใครมาเล่นกับเขาง่าย ๆ ผมรู้…แต่ว่าผมเองก็ไม่ได้คิดโกรธมายะเลยนะ” รินกับยามะถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อรู้คำตอบของชายหนุ่ม

“แล้วนายว่าตอนนี้มายะเขาคิดกับนายยังไง…ริวเฮย์? “

“ถ้าให้เดา…มายะเขาก็คงไม่กล้าพบหน้าฉันหรอก ถึงแม้ไม่ใช่ตัวต้นเหตุและไม่ได้เป็นคนก่อเรื่องขึ้น แต่มีรอยอยู่อย่างนั้น…เขาก็รู้สึกผิดเต็มที่แล้วล่ะ ฉันกลัวว่าเขาจะเข้าใจฉันผิดมากกว่าน่ะสิ”

“ก็นายดันเป็นคนขี้หึงนี่หว่า ใคร ๆ ก็รู้” เพื่อนร่างยักษ์ว่าพลางกระดิกนิ้วชี้อย่างกวนประสาท

“ริวเฮย์…ผมว่านะ คุณไปหามายะแล้วไปพูดกับเขาดี ๆ อย่างน้อย…ผมคิดว่าหมอนั่นต้องเข้าใจอะไรบางอย่างแน่นอน ผมขอตัวนะ ไคเมล์ลเรียกให้เข้าห้องอัดแล้วล่ะ” รินพูดพลางจูงมือคนรักของตนให้เดินตามเขาไป

ถึงแม้ว่าทุกฝ่ายทำท่าเหมือนจะเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่กระนั้นก็ยังไม่ยอมพูดจาหัวเราะหยอกล้อกันเหมือนเคย แถมยังเพิ่มดีกรีความตึงเครียดขึ้นไปอีกเท่าตัวเลยทีเดียว ราวกับจะขู่ทางอ้อมว่า…เรื่องที่รู้กันห้ามพูดออกมาเด็ดขาด มีงานอะไรก็ทำไป…

หลังเลิกงาน

“อ้าว? ยังไม่กลับบ้านอีก…มายะ? ทั้งบริษัทเหลือนายกับริวเฮย์เท่านั้นนะ“ ไคเดินเข้ามาหยิบกระเป๋ากีตาร์ของตัวเองในห้องอัดแล้วเดินเลยมาทักทายเพื่อนร่างเล็กที่อยู่เรียบเรียงเสียงที่ห้องแอเรนจ์รูมด้วย

“อือ…ขอเช็คสเกลหน่อย เดี๋ยวก็กลับแล้วล่ะ”

“นี่มันจวนจะ 2 ทุ่มแล้วนะ มอเตอร์ไซค์นายยังซ่อมไม่เสร็จไม่ใช่เหรอ? แล้วจะกลับยังไงล่ะ? “

“ก็ค่อย ๆ เดินกลับบ้านไงล่ะ รินเองก็ไปค้างที่บ้านมิโดริ คงไม่มีใครมานั่งรอฉันหรอก นายเองก็ไปเถอะ…เอลรออยู่นะ”

“ตามใจละกัน แต่ถ้ากลับไม่ได้จริง ๆ ก็ค้างที่นี่ อย่าฝืนเดินนะ…เลย 4 ทุ่มไปแถวนี้เงียบจนน่ากลัวมากเลยล่ะ ไปนะ”

“อืม…” มายะโบกมือลาแล้วก้มหน้าลงใส่เฮดโฟนเช็คเสียงอีกรอบ เขาไล่สายตาตามแทบสเกลที่เขียนอยู่ในโน้ตเพลงพลางเปิดวอลูมเสียงคอยฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ ตรงไหนที่ผิดก็จะใช้ดินสอทำตำหนิเอาไว้ให้สมาชิกในวงแก้ ซึ่งงานนี้ถ้าไม่ใช่คนที่มีสมาธิและเทคนิคสูงทำล่ะก็…ผลงานที่ออกมาจะต้องเหลวยิ่งกว่าโจ๊กแน่ ๆ

กว่างานเช็คเสียงเสร็จก็ล่วงเข้าไปเกือบ 3 ทุ่มครึ่ง เด็กหนุ่มเก็บของเข้าเป้ตัวเองแล้วยกกองแฟ้มเอกสารกับโน้ตเพลงไปเก็บไว้ในตู้เก็บเอกสาร พอทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เดินสะพายเป้ออกจากบริษัทไปพลางมองนาฬิกาข้อมือของตน…ตายล่ะ 3 ทุ่ม 45 จะกลับยังไงดีล่ะ กว่าจะเดินไปถึงป้ายก็ราว ๆ 10 โมงกว่าแถมเวลานั้นไม่มีรถแล้วด้วย รู้งี้น่าจะเชื่อคำพูดของไคก็ดีหรอก…เฮ้อ…

“ยังไม่กลับอีกเหรอ…มายะ? “ เจ้าของชื่อสะดุ้งเฮือกหันกลับไปตามเสียงเรียก

“…ริวเฮย์…เอ่อ…งานเพิ่งเสร็จน่ะ ว่าจะ…กลับอยู่พอดี” หนุ่มน้อยพูดเสียงสั่น เขากลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับคน ๆ นี้

“แล้วกลับยังไง? แล้วรินล่ะ? “

“เดินกลับ…มอเตอร์ไซค์ยังซ่อมไม่เสร็จ ส่วนริน…ไปค้างบ้านมิโดริ…” ชายหนุ่มถอนใจพลางยื่นมืออกมาจับข้อแขนของคู่สนทนาแล้วลากเดินออกจากตัวบริษัท

“ไปกับผมดีกว่า ผมหิวแล้วด้วย…กินอาหารมื้อค่ำที่ Olivia’s Dream ก่อนแล้วค่อยกลับบ้านก็แล้วกัน”

“บ้าน? อยู่กันคนละทางเลยนะ ผมจะกลับยังไง? “

“ใครบอกว่าจะให้คุณกลับคอนโด คุณต้องไปค้างบ้านผมต่างหาก” ริวเฮย์พูดกลั้วหัวเราะแล้วออกแรงลากร่างเล็กให้เดินตามเขาไป

ผ่านไป 30 นาทีกว่าจะมาถึงร้านหน้าสถานี พอเข้าร้านได้ชายหนุ่มก็รีบจองโต๊ะทันทีแถมยังเลือกมุมหรูซะด้วย มุมเงียบ ๆ มืด ๆ ที่เหมาะกับช่วงเวลาโรแมนติคมาก ผ่านไปซักพักอาหารพร้อมเสริฟก็ถูกนำมาจัดวางเรียงรายไว้บนโต๊ะ

“เชิญครับ…มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง” กล่าวเชิญเสร็จก็ลงมือหยิบมีดหยิบส้อมขึ้นรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย แต่ว่า…คนที่มาด้วยแทบจะไม่แตะอาหารเลยแม้แต่นิดเดียว พอถูกคะยั้นคะยอหนักเข้าก็ยอมกลืนอาหารลงท้องไปอย่างพะอืดพะอม แต่กินแค่ไม่กี่คำเท่านั้นก็บอกว่าอิ่ม

“ผมจะกลับแล้วล่ะ…ขอบใจที่เลี้ยงมื้อค่ำผม ผมกลับเองได้” มายะโค้งลาพลางเลื่อนเก้าอี้กลับเข้าที่แล้วสาวเท้าเดินออกจากโต๊ะอย่างเชื่องช้า

“เดี๋ยวสิ…ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณนะ…มายะ อยู่รอผมหน่อยสิ” เด็กหนุ่มยืนค้าง เงียบ เขารู้ดีว่าชายหนุ่มต้องการพูดเรื่องอะไร

“…พูดตอนนี้เลยดีกว่า…” ร่างสูงวางมือจากการรับประทานแล้วเดินมาฉุดคอเสื้อของคนตรงหน้าให้ล้มลงไปนั่งที่ตักเขาพลางรวบเอวบางเอาไว้ไม่ให้หนีด้วย ร่างบางตกใจกับสิ่งที่คู่สนทนาทำจึงดิ้นพล่านมือเล็กพยายามแกะข้อแขนแกร่งที่รวบเอวเขาอย่างหวาดผวา

“ผมไม่เคยโกรธคุณเลย…เรื่องที่คุณเจอ…ผมไม่โกรธ…ผมรู้หมดแล้วล่ะ” หนุ่มน้อยชะงัก เขาส่งสายตาถามย้ำ

“เมื่อกี้คุณพูดว่าไม่โกรธ…รู้หมดทุกอย่างแล้ว ผมฟังไม่ผิดใช่ไหม? “ คู่สนทนาพยักหน้า

“ผมได้ยินเรื่องทั้งหมดจากริน ผมไม่โกรธคุณแต่…อยากจะฆ่าเจ้าซินค์นั่นมากที่สุด มันทำให้คุณร้องไห้”

“…ผมร้องเพราะกลัวคุณจะโกรธและเกลียดผมต่างหาก เรื่องของซินค์น่ะ…ผมไม่โกรธหรอก ผมมีวิธีล้างแค้น” มายะพูดด้วยรอยยิ้มเหี้ยม ตรงนี้ล่ะ…ที่น่ากลัวสยองขวัญมากที่สุด…เพราะงั้น…ก็เลยไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเขาซักเท่าไรนัก ยกเว้น…คนบ้าอย่างซินค์เท่านั้น

“…แล้วจะกินข้าวต่อไหม? “ ริวเฮย์ถามพลางคลายวงแขนให้เด็กหนุ่มลงมายืนสบายขา

“อืม…แต่ยังกลุ้มอยู่เลย คงกินไม่ได้มากหรอก” พูดพลางพยักหน้าเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลงรับประทานอาหารตามเดิม

หลังจากจ่ายค่าอาหารเสร็จก็ขึ้นรถไฟกลับบ้าน ตอนนี้…ถึงแม้จะไม่มีใครพูดอะไรแต่…ต่างฝ่ายต่างก็รู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นภายในใจได้ พอกลับถึงบ้านริวเอย์ก็รีบจัดแจงเปิดไฟให้สว่างทั่วแล้วรีบจัดแจงเก็บข้าวของที่รกรุงรังเต็มบ้านให้สะอาดภายในพริบตา หลังจากนั้นก็รีบเอาน้ำชากับขนมปังมาเสริฟให้แขกหน้าหวาน

“รอนานหรือเปล่า? “ มายะส่ายหน้าตอบ

“ไม่เป็นไรหรอก…ผมรอได้”

“มายะ…ผมอยากถามคุณอีกข้อ คุณตอบผมได้ไหม? ” เจ้าตัวพยักหน้าหงึก

“ได้…ถ้าคำตอบมันไม่หนักเกินความคิดของผม” ร่างสูงเอนหลังพิงกับโซฟาพลางมองคู่สนทนาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาแปลก ๆ

“คุณรู้สึกยังไงเวลาที่ซินค์มันทำเรื่องบ้า ๆ กับคุณ” เงียบ…ไร้คำตอบ ภายในสมองของเด็กหนุ่มปั่นป่วนกับคำพูดของคนตรงหน้า เขาพยายามเรียบเรียงคำพูดและเอ่ยออกมาให้ดูปกติ แต่น้ำเสียงกลับสั่นเทาก็เกินกว่าจะปิดบังได้

“รู้สึกยังไง…มันจุกไปหมด…หัวสมองมันตื้อ…ทั้งตัวมันสั่นไม่หยุด กลัว…กลัวมาก…กลัวจริง ๆ โดนขโมยจูบแถมยังทิ้งรอยคิสมาร์คเอาไว้อีก ถ้าไม่ใช่คุณ…ผมไม่เอาเด็ดขาด…” มายะกำมือที่สั่นแน่นจนเลือดห้อและเย็น เขาอดที่จะหวนนึกถึงเรื่องวิปริตที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ได้ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งหน้าซีดตัวสั่น หน้าอกจุกแน่นจนแทบอยากจะอาเจียนออกมา ริวเฮย์กัดฟันกรอดแล้วกระชากร่างบางเข้ามากอดเอาไว้ในอ้อมแขนอุ่น

“เอาล่ะ…ผมจะไม่ถามเรื่องนั้นกับคุณอีกแล้ว อย่ากลัวไปเลย…มายะ ใจเย็น ๆ นะ…มายามิ…” พูดเสียงต่ำพลางลูบหัวแผ่วเบาเพื่อปลอบโยน แต่…แค่นั้นก็ทำให้ทำนบน้ำตาของเด็กหนุ่มพังทลายลงมาได้ง่ายเหลือเกิน เขากระชับอ้อมแขนแกร่งแน่นแล้วปล่อยเสียงร้องไห้ของตัวเองออกมาอย่างสุดที่จะฝืนทน

“ริวเฮย์…ผมเสียใจ…ขอโทษ…ขอโทษ…”

“ผมบอกแล้วไง…ผมไม่โกรธคุณหรอก คนดี…เงียบซะนะ”

เสียงสะอื้นเศร้าของมายะเล็ดลอดให้ได้ยินเป็นระยะ เขาร้องไห้นานพอสมควร เขาไม่รู้ว่าตอนนี้กี่โมงหรือว่าอยู่ที่ไหนด้วยซ้ำ ได้แต่ร้องไห้และพูดขอโทษกับเสียใจเท่านั้น ในหัวมันตื้อไปหมด สมองเหมือนกับหยุดสั่งการไปชั่วขณะ

“มายะ ! หลับไปหรือเปล่า? เข้าไปอาบน้ำตั้ง 2 ชั่วโมงแล้วนะ“ ร่างเล็กสะดุ้งเฮือกเหลียวมองรอบ ๆ ตัว…ห้องน้ำ…จริงสิ…เราร้องไห้แล้วเพลียก็เลยขอตัวมาอาบน้ำนี่นา…

“อะ…เดี๋ยวผมจะออกแล้วล่ะ ขอเสื้อเชิ้ตให้ผมด้วย”

หนุ่มน้อยเดินออกจากห้องน้ำพร้อมกับเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งแล้วตะโกนเรียกให้ชายหนุ่มไปอาบน้ำต่อจากเขา ส่วนตัวเขาเองขอตัวขึ้นห้องไปนอนพักผ่อน แต่พอเปิดประตูเข้าไปก็แทบจะระเบิดเสียงหัวเราะ…ห้องยังรกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย…แถมดูดี ๆ เหมือนกับจะรกมากกว่าเดิมซะด้วยแฮะ…

“นี่มัน…เดโมเทปซิงเกิล Cat Boyz นี่นา อะไร…Cat Boyz ~MAYA Ver.~ ของขวัญฉลองออกซิงเกิลที่ 2 “ มายะเปิดตลับเทปออกแล้วหยิบเนื้อร้องออกมาอ่านดูคร่าว ๆ …เนื้อเดิมนี่นา…เปิดฟังดีกว่ามั้ง…การกระทำเร็วกว่าความคิด เขารีบหยิบซาวด์อเบาท์ออกจากเป้แล้วเปิดเดโมเทปฟังทันที ในขณะที่หูฟังปากก็ร้องคลอตามไปด้วย แต่พอฟังจนถึงท่อนจบหน้าก็แดงขึ้นมาอย่างกะทันหันเพราะในท่อนสุดท้ายดันมีคำพูดหวาน ๆ ของชายหนุ่มใส่ลงไปด้วย…เนื้อร้องเดิม…ผมจะร้องให้คุณฟังเพียงคนเดียว…ยังจำได้อยู่อีก… เด็กหนุ่มกระชากเฮดโฟนออกแล้วเก็บเข้าเป้ตัวเองอย่างกระวีกระวาดเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าขึ้นบันไดตรงมาที่ห้องนอน ส่วนเดโมเทปเขาก็รีบเอาไปเก็บไว้ที่เดิมทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ทำไมไม่เปิดไฟล่ะ? เดี๋ยวสายตาเสียหรอก“ ร่างสูงถามพลางลงกลอนปิดประตู

“ผมชอบห้องที่มืด ๆ นี่นา มันเงียบดี” ริวเฮย์ถอนใจอย่างหน่ายๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปควานหาสวิทซ์ไฟที่ผนังห้อง แต่ก็ถูกห้ามเอาไว้ด้วยมือคู่เล็ก

“มายะ? “ ชายหนุ่มมองที่คู่สนทนาอย่างงุนงงแต่แล้วก็รู้สาเหตุเมื่อร่างบางกุมปกคอเสื้อเชิ้ตของตนเองแน่น

“ขอร้อง…ขอแค่คืนนี้เท่านั้น…อย่าเปิดไฟเลยนะ”

“กลัวผมเห็นรอยที่เจ้านั่นทำเอาไว้อย่างนั้นเหรอ? “ มายะสะดุ้งเฮือกแล้วรีบเดินถอยหลังห่างออกจากคนตรงหน้าไป แต่ก็ช้าเกินกว่าวงแขนแกร่งที่ฉุดเอวเขาเอาไว้ หนุ่มน้อยพยายามดิ้นรนให้หลุดจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม…ทว่า…ไร้ผล ขณะนี้…ความอึดอัดในบรรยากาศเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ การสบแววตาซึ่งกันและกันในนี้เหมือนกับการเผชิญหน้ากับศัตรูก็ไม่ผิด คนหนึ่งกลัว…อีกคนก็เดาใจไม่ถูก…

“ปละ…ปล่อยผม…ปล่อยเถอะ…ได้โปรด…ริวเฮย์…” เด็กหนุ่มตกใจเป็นรอบที่ 2 เมื่อเสื้อเชิ้ตถูกถอดออกจากตัวไปกองที่พื้นอย่างง่ายดาย

“หึ…ถึงแม้ไม่มีแสงไฟ แต่ผมก็มองเห็นรอยบ้า ๆ พวกนั้นดีหรอกน่า…มายะ คุณปิดไม่มิดหรอก” ร่างสูงหัวเราะในลำคอเบา ๆ พลางช้อนร่างในวงแขนไปที่เตียงใหญ่พร้อมกับถอดเสื้อคลุมของตนออกแล้วขึ้นทาบทับร่างเล็กทันที

“ริวเฮย์…คุณจะทำอะไรน่ะ? อย่านะ…ริวเฮย์…” มายะพยายามดันร่างใหญ่ที่ขึ้นคร่อมเขาแต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะลุกออกไปเลย ยิ่งทำก็ยิ่งกลับกลายเป็นการสร้างความเหน็ดเหนื่อยและความกลัวให้กับตนเอง น้ำใส ๆ ไหลออกมาจากนัยน์ตาคู่สวย

“ไม่ต้องกลัว ผมแค่อยากลบคิสมาร์คพวกนี้ออก เพราะคุณเป็นของผมเท่านั้น…มายามิ…” พูดเสียงต่ำพลางโน้มหน้าลงแนบกับซอกคอของคู่สนทนา มือข้างหนึ่งเชยคางมนอีกข้างช้อนสอดเอวบางแน่น

“อึ๊…อา…อย่า…” เสียงครางจากร่างเล็ก ๆ ไม่สามารถหยุดอารมณ์ของชายหนุ่มได้เลย ตรงไหนที่มีรอยอัปยศฝังอยู่ก็ถูกริมฝีปากอุ่นจูบเม้มหนักย้ำซ้ำรอยเดิมลงไปแทนที่แล้ววกกลับมาปิดปากนุ่มดูดกลืน และควานหารสชาติอันหวานหอมอย่างไม่รู้เบื่อ

“…มายะ…” ริวเฮย์มองคนรักของตนด้วยสายตาอ่อนโยนแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกประหลาด ชายหนุ่มละจากจูบแล้วเลยไปที่ซอกคอลากลิ้นอุ่นไล้ผ่านรอยที่ตัวเองทำเอาไว้แล้วเน้นเพิ่มรอยใหม่เข้าไปอีก 2 – 3 รอย ก่อนจะมาหยุดหยอกเล่นกับแผ่นอกขาวบางฝ่ามือร้อนไล้ลากจากหน้าท้องน้อยผ่านเลยมาที่กลางหว่างขาปลุกอารมณ์คนตรงหน้าให้กระเจิดกระเจิง จนเรียกกลับคืนไม่ได้

“อึก…พอแล้ว…หยุด…อ๊า…” อารมณ์พิศวาสถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมหยาดน้ำตาใส มายะหอบตัวโยนพร้อมกับโอบกอดแผ่นหลังกว้างของร่างสูงไว้แน่น เขารู้สึกถึงสิ่งแปลกปลอมที่ลุกล้ำเข้ามาภายในตัวเขาอย่างเชื่องช้าและค่อยๆ เร็วขึ้นจนถึงขีดสุดของความรู้สึก…เด็กหนุ่มกรีดร้องลั่นพร้อมกับน้ำสีขาวขุ่นที่ไหลไปตามต้นขาอ่อน

“เหนื่อยแล้วหรือ…มายะ? “ ร่างบางเอนหลังนอนราบกับเตียงนุ่มหลังจากผ่านมรสุมใหญ่มาหมาด ๆ คิดในใจว่าไม่เอาอีกแล้วแต่พอได้ยินคำพูดเย้าแหย่เช่นนี้ก็เกิดอารมณ์ฉุนอยากชนะขึ้นมา เขาปาดเหงื่อทีติดตามใบหน้าออกแล้วยิ้มยวนพร้อมกับพูดว่า

“เสียใจ…ไม่พอหรอก คนอย่างผมมันทิฐิแรง” แล้วบทรักรอบที่ 2 ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่พวกเขาทั้งคู่ได้รับคืออารมณ์พิศวาสที่เติมเต็มของกันและกันอย่างไม่รู้จักเบื่อ…และหิวกระหายตลอดค่ำคืนนั้น…

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ e-mail : [email protected]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1