nightfairy.gif (21745 bytes)

CD 11

“ไง…ซุย เมื่อคืนนายไปนอนที่ไหนวะ? ทำไมฉันโทรไปที่บ้านไหงไม่มีใครรับสายเลย”

“เอ้อ ! โทษที เมื่อคืนนี้ไปเที่ยวกลางคืนมาน่ะ” มายะที่นั่งกินน้ำอยู่ข้าง ๆ ถึงกับสำลักน้ำพรวด

“เที่ยวอะไรของแก…ซุย? อย่าบอกนะว่าพามิโดริไปด้วยน่ะ? “

“รู้ดีนี่นา” พูดพลางเข็กหัวเพื่อนตัวดีดังป๊อกแล้วเดินไปแสตนด์บายตำแหน่งตัวแหน่ง

“เจ็บหรือเปล่า? “ ริวเฮย์เดินมาลูบหัวคนรักตัวเองเบา ๆ

“…ถ้ามันเขกด้วยความรักเพื่อนมันไม่เจ็บหรอก แต่นี่มันคนละเรื่องกันนี่…เซ็ง จะว่าไป…รินกับยามะซังล่ะ? ผมไม่เห็นพวกเขาตั้งแต่เช้าแล้วนะ ถึงแม้วันนี้มันหน้าที่ผมแอเรนจ์เสียงก็เหอะ แต่พวกนั้นก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย ไม่ใช่โดดอย่างนี้”

“มายะ…พวกนั้นโทรเข้ามือถือผมบอกว่าจะเข้าสายหน่อยเพราะไปทำธุระน่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะโดดหรอกน่า” ร่างบางยิ้มไม่ออก ได้แต่หยิบกีตาร์ของตัวเองไปเช็คเสียงเท่านั้น

ตอนบ่ายอ่อน ๆ

“ไฮ ! โทษทีที่มาสาย ไปทำธุระมาน่ะ เหลือแต่ฉันกับยามะใช่ไหมที่ยังไม่ได้ฟังซิงเกิลใหม่? “ มิโดริยิ้มเย็นแล้วยื่นเฮดโฟนให้

“ถ้ารู้แล้วก็มานั่งฟังเถอะ ธุระไว้ค่อยคุยตอนหลังเลิกงานดีกว่า” ทั้งสองพยักหน้าแล้วตั้งอกตั้งใจฟังท่วงทำนองซิงเกิลใหม่ที่มายะเป็นคนแต่งขึ้น

“…ใช้ได้นี่นา อย่างนี้ล่ะ Cat Boyz ฉบับดั้งเดิมที่ฉันรู้จัก โอเคแล้วล่ะ…พวกนายไม่มีใครค้านแล้วใช่ไหม? “ ทั้งหมดพยักหน้าหงึก

“…งั้นคงต้องบอกมายะกับคิมิกะซังแล้วสินะ ว่าแต่…มายะหายไปไหนล่ะ? เห็นตอนเที่ยงยังยืมมือเจ้าริวเฮย์ด่ารินอยู่ปาว ๆ เลยนี่นา” ยามะหันซ้ายหันขวาสอดส่องสายตาไปทั่วห้องแอเรนจ์เสียงแต่ก็พบแต่เงาของสมาชิกก่อนหน้านี้เท่านั้น แต่คนที่พูดถึงกลับไปอยู่เลย เอลที่นั่งสงบปากสงบคำอยู่เป็นนานสองนานก็ชักคันปากตะหงิด ๆ จนในที่สุดต้องยอมเปิดปากพูดจนได้

“มายะเดินไปนั่งทำใจที่โรงอาหารโน่นแล้ว”

“ทำใจ? เรื่องอะไร? “ เอลมองหน้าทุกคน ๆ ก่อนจะหยิบประกาศโฆษณาในนิตยสารมอเตอร์ปาร์คที่เพิ่งจะออกใหม่มาให้รินดู

“…แข่งมอเตอร์ไซค์…”

ณ โรงอาหาร

“โอ๊ย ! บ้าที่สุด !! ทำไมมันถึงเพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้ฟะ? ไอ้มอเตอร์ปาร์คบ้า !! ฉันอุตส่าห์รีบ ๆ ทำงานให้เสร็จก่อนเดธลายน์แท้ ๆ ยังมีกะใจมาทำอย่างงี้กับฉัน ไอ้…ไอ้…”

“น่า…ใจเย็น ๆ ก่อนเหอะ การแข่งมันไม่ได้มีหนเดียวไม่ใช่เหรอไง? โอกาสหน้าค่อยลงก็ได้นี่” ริวเฮย์ยกมือขึ้นมาหมายจะปิดปากร่างบางไม่ให้เถียงแต่ก็ช้าเกินกว่าคำบ่นที่รัวออกมาเป็นชุดของมายะได้

“จะให้ผมใจเย็นไงไหว ! นี่มันเป็นแข่งระดับโลกเลยนะ ปีที่แล้วก็อด…ปีนี้ก็อดอีก…มันหมายความว่าไงกันแน่?! อุตส่าห์รอมาตั้งปี พอทำงานจบหยิบใบประกาศขึ้นมาบอกว่าหมดเขตวันนี้ แล้วใครมันจะไปสมัครทัน จากนี่ไปจนถึงสนามสมัครอีกตั้งไกลโข 3 กิโลเมตรยังไงก็ไม่มีทางไปทันหรอก ตอนนี้ก็บ่ายกว่าๆ แล้ว อีก 15 นาทีก็จะปิดรับสมัครแล้วจะไปทันยังไง” เด็กหนุ่มฟุบหน้าลงกับโต๊ะพร้อมปล่อยโฮลั่น

“อ้าว ! มายะ…ไปสมัครไม่ทันเหรอ? น่าสงสารจังน้า…” รินเดินมาทักทายด้วยเสียงระรื่นผิดกาลเทศะสุด ๆ

“นิ…นี่…รินจัง พูดอะไรออกมารู้…รู้ไหม? “ มิโดริกับริวเอย์หน้าเสียทันที

“ริน…นายเห็นเพื่อนเศร้าอย่างนี้ยังจะกล้าพูดทะเล้นอีกเหรอ? เสียแรงที่เคยช่ว…นั่นมันอะไรน่ะ? “ มายะกระแทกโต๊พรวดลุกขึ้นหมายจะด่าคนตรงหน้า แต่พอด่าไปครึ่งทางก็ต้องหยุดกึกโดยอัตโนมัติเพราะเพื่อนร่างบางถือกระดาษหนึ่งแผ่นยกขึ้นมาวางแปะไว้ตรงหน้าเขา

“เอ๋ ! ใบสมัครการแข่งมอเตอร์ปาร์คเรซซิ่ง ไอ้ที่ลงในนิตยสารมอเตอร์ปาร์คของเดือนนี้ที่เพิ่งจะออกวางแผงนี่นา ใช่ไหม…ริน? “ มิโดริลากนิ้วชี้อ่านข้อมูลในแผ่นกระดาษอย่างลวก ๆ แล้วเงยหน้ามาถามเพื่อนร่างบาง

“อือฮึ…ใช่แล้ว ! ที่ฉันมาสายก็เพราะปลีกตัวไปลงทะเบียนให้กับมายะนั่นล่ะ เห็นว่านายชอบแข่งซิ่งมอเตอร์ไซค์ก็เลยอุตส่าห์ไปลงทะเบียนสมัครให้ ยังมาด่ากันอย่างนี้อีก…ไม่ต้องเอาดีกว่าม้าง…ไอ้กระดาษใบนี้” รินพูดพลางทำท่าจะฉีกใบสมัครทิ้ง ทำให้เด็กหนุ่มหน้าหวานอีกคนร้องจ๊ากรีบกระโดดคว้าใบสมัครแล้วรีบพับเก็บใส่กระเป๋าตัวเองทันทีพร้อมกับเดินมาออดอ้อนออเซาะเพื่อนตัวเอง

“ริน…ขอโทษนะ…น้า…วันนี้เลี้ยงข้าวเย็นนายก็ได้ อย่าโกรธน้า…ขอโทษจริง ๆ นะ ก็ไม่รู้ว่านายจะไปสมัครให้นี่นา มันกำลังกลุ้มก็เลยโกรธเป็นของธรรมดานี่นะ…ได้โปรดเถอะน้า…จะให้ทำอะไรก็ยอมล่ะ…น้า…อย่าโกรธกันเลยนะ” พูดอ้อนแล้วอ้อนอีกจนคนถูกตื๊อเริ่มจะเกิดอาการหน่ายหัวใจ

“เออ ๆ งั้นเย็นนี้เลี้ยงมิลค์เชคกับข้าวผัดรวมมิตรฉันเลยนะ ถ้านายเบี้ยวล่ะก็…น่าดู !! “ รินพูดขู่เสียงดังพลางลอบส่งสายตาไปให้คนรักร่างสูงของเพื่อนตัวเองเป็นนัย ๆ

“รู้แล้ว…ไม่เบี้ยวหรอกน่า…” มายะขยิบตาเป็นสัญญาให้แล้วเดินลิ่ว ๆ ออกจากโรงอาหารไปอย่างอารมณ์ดี

ตกเย็น…รินก็ได้รับประทานอาหารบุฟเฟต์สุดหรูสมใจอยาก เจ้าตัวได้แต่กินเอา ๆ อย่างกับชูชกเพราะเพื่อนหน้าหวานมีแต่ประเคนอาหารโปรดมาให้ไม่หยุดมือ บางที…มายะต้องการจะเลี้ยงตอบแทนน้ำใจเพื่อนตัวเอง หรือ…อาจจะเลี้ยงเพราะต้องการปิดปากเพื่อนซี้ให้สนิทก็ได้ ก็ในเมื่อเขารู้นิสัยของเพื่อนตัวเองที่ชอบแกล้งคนด้วยคารมที่ใสซื่ออย่างนี้… เรื่องที่เขาจะถูกแกล้งก็อาจจะเป็นไปได้ในสายตาของคนที่ผ่านโลกแห่งความเจ้าเล่ห์มามากกว่าใครเพื่อน แต่ที่แน่ ๆ คืนนี้ริวเฮย์ชวดของหวานหลังอาหารเย็นไปเรียบร้อยแล้วเห็น ๆ

3 วันถัดมา…

“วันนี้ฉันขอเลิกงานเร็วหน่อยละกัน จะไปซื้อชุดฮูปที่ใช้ในการแข่งกับริวเฮย์ที่ห้าง S.K. ตึกซันไชน์น่ะ”

“อืม…ไปเถอะ เดี๋ยวฉันกลับกับเอลก็ได้ ไหน ๆ นายก็เหนื่อยมามากแล้วนี่นา…ก็นะ…ไปพักผ่อนให้สบายเหอะ เอาไว้เสร็จงานนี้เมื่อไรค่อยเหนื่อยอีกรอบกับ MV ก็ไม่สายเกินไปหรอก ไปสิ เดี๋ยวห้างปิดนะ นี่ก็ใกล้ 2 ทุ่มแล้วนะ…มายะ” รินถลกแขนเสื้อตัวเองขึ้นดูหน้าปัดนาฬิกาแล้วหันมาร้องเตือนเพื่อนตัวเองให้รีบ ๆ ไปซื้อของ

“อืม…ขอบใจนะ ริวเฮย์ ! ไปกันเถอะ ถ้าสายกว่านี้รถจะติดนะ”

“อืม…บายนะ เพื่อน ๆ “ พูดพลางโบกมือโบกไม้ให้กับเหล่าสมาชิกในวงเป็นการอำลาแล้วเดินต๊อก ๆ ออกจากบริษัทไป

พอออกจากตัวบริษัทได้ มายะก็หยิบเอกสารการสมัครออกมาคลี่ดูเพื่อรอริวเฮย์ที่ยังเก็บข้าวของไม่เสร็จ

“เราต้องเตรียมอะไรไปบ้างเนี่ย…อืม…ฮูป เฮลเมทมีหน้าปัดไม่ก็แว่นกันลม

ถุงมือ รองเท้าบู้ท มอเตอร์ไซค์…ต้องปรับแต่งอะไรอีกล่ะ อืม…อืม…เข้าใจล่ะ เดี๋ยวแวะไปซื้อด้วยเลยดีกว่า จะได้ให้พี่ซากะแต่งให้ด้วยเลย”

“บ่นอะไรอีกล่ะ? “

“เปล่าซักหน่อย แค่กำลังพูดถึงเรื่องของที่จะต้องใช้ในการแข่งน่ะ”

“นึกว่าจะบ่นถึงผมซะอีก…น้อยใจเป็นบ้า” ริวเฮย์ทำท่ากระซิก ๆ งอนง้อแต่ไม่มีท่าทีว่ามายะจะสนใจอะไรเลย

“ทำไมต้องบ่นถึง เจอหน้ากันอยู่ทุกวันแล้วนี่นา” พูดพลางเอานิ้วจิ้มที่อกของคู่สนทนาก่อนจะโดดผลุงขึ้นมอเตอร์ไซค์

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่นา ไปก็ไป”

ผ่านไป 1 ชั่วโมงกับอีก 15 นาทีบนถนนที่สุดแสนจะติด ในที่สุดก็มาถึงตึกซันไชน์จนได้…

“หูย…ติดอะไรจะขนาดนั้น ขนาดหลบเข้าหลืบแล้วยังจะติดอีก”

“ก็ตอนนี้มันเป็นเวลาเลิกงานของพวกออฟฟิศนี่นา ถือเป็นเรื่องปกติน่า…ไปหาซื้อของซะสิ” พูดพลางดันให้คู่สนทนาเข้าไปยืนในลิฟท์

“อืม…ขึ้นลิฟท์แก้วเถอะ อืม…ชั้น…เอ๋? “ ร่างเล็กกำลังจะยื่นมือไปกดปุ่ม แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝันซะได้ ก็อยู่ดี ๆ ไฟดันมาดับซะนี่ แถมทั้งคู่ก็ยังอยู่ในลิฟท์แก้วซะด้วย

“ไฟดับ…ไฟสำรองมีไม่ใช่เหรอ? ทำไมลิฟท์ถึงไม่เคลื่อนซะทีล่ะ? “

“ริวเฮย์…คุณน่ะโง่จริงหรือว่าแกล้งโง่กันแน่?! ถึงแม้ว่าจะมีไฟสำรองแต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าลิฟท์จำเป็นต้องทำงานี่ ระบบไฟฟ้าของตึกซันไชน์นี่น่ะใช้คอมพิวเตอร์เมนเป็นตัวกำหนด ส่วนไฟฟ้าสำรองก็ใช้ระบบทั่วไปในการควบคุม แล้วลิฟท์นี่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในเมนคอมด้วย” ริวเฮย์พยักหน้าอย่างใจเย็น แต่ไม่กี่วินาทีก็กลับตกใจจนลูกตาแทบถลนออกมา

“เดียะ…เดี๋ยว…มายะ…หมายความว่าพวกเราต้องติดอยู่ในลิฟท์นี่จนกว่าไฟจะมางั้นเหรอ? “

“ก็ใช่น่ะสิ แล้วอย่าพูดมากจะดีกว่า อากาศในลิฟท์นี่มันยิ่งมีน้อยอยู่ด้วย”

“อืม…” เด็กหนุ่มยิ้มนิด ๆ ก่อนจะถอยไปยืนพิงลิฟท์มองวิวยามค่ำคืน

แต่ทว่า…โชคดันไม่เข้าข้างเอาซะเลย เพราะผ่านไปเกือบ 45 นาทีแล้ว ไฟก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมา แถมอากาศเริ่มจะหายไปทีละนิด ๆ แล้วด้วยมายะเริ่มจะหายใจไม่สะดวกคอเสียแล้ว การหายใจเพียงแค่แผ่วเบาในกล่องสูญญากาศนี่ก็แทบจะทำให้เขาหมดสติล้มลงไปกองอยู่กับพื้นได้อยู่แล้ว

“อากาศเริ่มจะไม่เหลือพอที่จะให้คน 2 คนหายใจแล้วแฮะ” ริวเฮย์บีบต้นคอตัวเองเบา ๆ แล้วหันหน้ามาดูคู่สนทนาที่กำลังยืนกุมหน้าอกตัวเองหอบหายใจอยู่ตรงมุมลิฟท์

“ใช่…จากการคาดเดาของผม พวกเราจะต้องหมดสติภายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้ ถ้าหาก…ไฟยังไม่มา…” เด็กหนุ่มพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างที่สุด แต่ก็เกินกว่าที่เขาจะทำได้ในตอนนี้

“มายะ…คุณจะเอาอากาศจากผมไหมล่ะ? ยังไงหายใจ 2 คนอากาศเดียวดีกว่าหายใจ 2 คนแล้วแย่งอากาศนะ”

“ริวเฮย์…ถ้าทำได้ผมยกนิ้วให้คุณเลยล่ะ อย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้หน่อยเลยดีกว่า มุขตลกน่ะ มันไม่ดีในยามฉุกเฉินอย่างนี้หรอก อุ๊…อื้อ…” ร่างบางร้องประท้วงเพราะเขาตกใจที่อยู่ดี ๆ ก็ถูกประกบริมฝีปากถ่ายทอดลมหายใจให้อย่างผะแผ่ว แต่กลับเนิ่นนานเกินกว่าจะเรียกว่าการผายปอดเพื่อช่วยหายใจ ถ้าหาก…ไม่มีลิ้นอุ่น ๆ สอดแทรกเพื่อหาความหวานภายในปากอย่างหิวกระหายด้วย

อีก 10 นาที ระบบการทำงานของแผงไฟก็กลับมาเป็นปกติ พร้อมกับที่ลิฟท์ก็เริ่มทำงานอีกรอบด้วย

“เป็นไงบ้าง…มายะ? ดูเหมือนไฟจะมาแล้วนะ จะไปชั้นไหนล่ะ? “

“…” เจ้าตัวเงียบสนิท ใบหน้าดวงเล็กของเขามีสีแดงจัดเหมือนลูกตำลึงไม่มีผิด

“ชั้นไหน? “ ร่างสูงย้ำถามอีกรอบ

“5” พูดได้แค่นั้นก็เงียบต่อ…จูบอย่างนั้นเขาเรียกว่าช่วยหรือไงกัน?! …

พอขึ้นชั้น 5 ได้ ทั้งคู่ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งท้องก่อนจะเดินไปที่แผนกขายอุปกรณ์สำหรับการแข่งมอเตอร์ไซค์ มายะเดินเข้าไปเลือกซื้อของที่ลิสท์รายการเอาไว้อย่างใจเย็น เลือกชิ้นนั้นหยิบชิ้นนี้มาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน กว่าจะได้ฤกษ์จ่ายเงินก็ปาเข้าไปเกือบห้างจะปิด

“คุณซื้ออะไรบ้างล่ะ? “

“ก็ฮูป แว่นกันลม ถุงมือ และบู้ทอย่างละ 2 ชุด พร้อมกับอุปกรณ์เสริมสปีดนิดหน่อย”

“แล้วจะใช้คันนี้ในการแข่งหรือเปล่า? “ ร่างบางส่ายหน้า

“ผมใช้อีกคันนึงที่เพิ่งซื้อมาเมื่อ 3 เดือนก่อน กะว่าจะใช้ในการถ่ายทำ MV ซิงเกิล Cat น่ะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะได้ใช้เร็วขนาดนี้ กลับกันเถอะครับ…เดี๋ยวดึกเกินไปอากาศมันจะหนาวขึ้น” พูดเสียงเย็นพร้อมกับสตาร์ทมอเตอร์ไซค์ทันที

“อืม…”

แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านไป โดยที่มายะอ้อมไปส่งริวเฮย์ที่บ้านของเขาก่อนแล้วค่อยย้อนกลับมาเส้นทางเดิมเพื่อกลับอพาร์ทเมนท์ของริน เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินขับซิ่งมาก ๆ แทบจะเรียกว่าเกินพิกัดของการซิ่งเลยก็ว่าได้ แต่ระหว่างทางเขากลับต้องเจอกับพวกแก๊งซิ่งอันธพาลปาดหน้าเขาจนเกือบล้มไถลลงข้างทาง

“ฮ่า ๆ แน่จริงก็ตามมาเด้ !! อยากซิ่งดีนักนี่” หนึ่งในสมาชิกนักซิ่งคาดว่าจะเป็นหัวหน้าแก๊งหัวเราะร่าพร้อมกับตะโกนท้าเย้ยอย่างมันส์ปาก ร่างบางกัดฟันกรอดพร้อมกับบิดแฮนด์เต็มที่

“กล้าท้าใช่ไหม? ได้ ! เห็นดีกันแน่” มายะตะโกนท้ากลับไปบ้าง เขาบิดคันเร่งเกิน 110 พร้อมกับล็อคครัชท์จากแฮนด์เบรค แล้วเพิ่มแรงซิ่งไปอีกจนแซงหน้าพวกนั้นไปชั่วพริบตา

“เฮ้ย ! แซงไปได้ไงวะ?! พวกแกซิ่งไปบากหน้ามันซิ อย่าให้มันหนีไปได้” พูดพลางวาดมือไปข้างหน้าเป็นคำสั่ง

“แซงได้…ฝันไปเถอะ” เด็กหนุ่มเอาครัชท์เข้าใส่เหมือนเดิม พร้อมกับบิดคันเร่งเลี้ยวโค้งไปต่อหน้าต่อตาพวกแก๊งซิ่งให้อึ้งกินกับเป็นแถบ ๆ จนพวกนั้นเกิดซิ่งแตกขบวนไถลลงข้างทางเกือบครึ่ง ชายหนุ่มที่พูดท้าเขาเอาไว้ตอนแรกถึงกับเบรคมอเตอร์ไซค์ตัวเองดังเอี้ยดลั่นถนน

“สุดยอด ! เจ๋งเป็นบ้า ซิ่งไม่หลุดโค้ง…เป็นใครน่ะ? “ เด็กหนุ่มถอดแว่นกันลมออกแล้วเสยผมปรกหน้าก่อนตอบ

“มายะ” พูดได้แค่นั้นก็รีบซิ่งออกจากตรงนั้นโดยด่วนก่อนที่จะต้องตอบคำถามชวนหัวมากไปกว่านี้

2 วันถัดมา

“มายะ ! นายอยู่ไหนน่ะ เมื่อวานนี้ทำไมนายไม่มา พวกเราประชุมกันไม่ได้เลยนะ” ไคโวยลั่น

“โทษที ๆ เมื่อวานนี้ไปหาพี่ซากะมาน่ะ”

“ไปหาพี่เขา…เพื่อจะให้เขาแต่งมอเตอร์ไซค์ให้ใช่ไหมล่ะ? “ รินถามเพิ่ม

“รู้ดีนี่ พรุ่งนี้ฉันเองก็ต้องหยุดอีกเหมือนกัน เพราะจะต้องไปแข่งรอบคัดเลือก”

“งั้นจะบอกคิมิกะให้ แต่วันนี้เราต้องประชุมกันให้ได้ซะก่อนเรื่องที่ต้องตกลงกันมีอีกเพียบ เอ้า ! ไคที่นายฝากฉันซื้อ” เอลเดินมาพร้อมกับโค้ก 2 กระป๋องในมือ

“Thanz เอล กำลังเหนื่อยอยู่พอดี” ร่างสูงยิ้มนิด ๆ พร้อมกับลูบหัวเด็กหนุ่มคู่สนทนาเบา ๆ ก่อนจะเดินผละจากไป คนอื่น…อาจจะไม่สังเกตอะไรกับคน 2 คนนี้เลย แต่ว่ารินกับมายะกลับสังเกตเห็น

“ริน…เมื่อกี้นายเห็นอะไรเปล่า? “

“เห็นเหมือนนายเห็นล่ะ เข้าห้องประชุมไปเถอะ” พูดพลางดันหลังเพื่อนให้เข้าห้องประชุมไป

การประชุมเริ่มตั้งแต่ 10 โมงเช้ายันบ่าย 2 หัวข้อที่พูดถึงก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากการทำ MV เพลง Cat Boyz กับการเริ่มต้นทำเดบิวท์อัลบัมของ Night Fairy ซึ่งแต่ละคนตกลงกันได้ว่าจะเริ่มทำหลังอัลบัมใหม่จากทำ MV เสร็จ ซึ่งการจะทำ MV ให้เสร็จนั้นก็คือการที่มายะต้องเสร็จจากการแข่งมอเตอร์ไซค์ของมอเตอร์ปาร์คเสียก่อน ซึ่งใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์กว่าจะเสร็จ แต่ทุกคนก็ยอมตกลงกับข้อเสนอของไคและรินที่ว่าให้มายะแข่งเสร็จก่อนค่อยทำ MV และรอผลของการขึ้นชาร์จของเพลง Cat Boyz ที่อีกเพียงแค่ 2 อาทิตย์ก็ขึ้นชาร์จแล้ว เพื่อจะใช้เป็นตัวตัดสินใจในการทำ MV หลังจากนั้นก็เลิกประชุมแล้วพากันกลับบ้านใครบ้านมัน

วันรุ่งขึ้น

“พี่แต่งตามที่นายต้องการให้เรียบร้อยแล้ว แต่มันอันตรายนะที่เปลี่ยนสายครัชท์ไปติดกับเบรคไลน์น่ะ ว่าแต่นายเหอะ…พร้อมนะ…มายะ”

“ฮะ พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ผมชนะนายโฮโจที่เป็นคู่แข่งของพี่ได้แน่ ๆ แน่”

เวลา 10 โมงเช้า

เสียงประกาศเปิดงานของชายชราซึ่งเป็นประธานในพิธีดังก้องไปทั่วทุกสารทิศ แล้วตามด้วยการประกาศรายชื่อของผู้เข้าแข่งขัน แน่นอนว่ามายะใช้ชื่อจริงลงสมัครเข้าแข่งขันพร้อมกับกำชับไม่ให้เพื่อน ๆ ในวงมาดูเขาแข่งนอกจากรอบสุดท้ายที่เป็นรอบชิงเท่านั้น แถมวันนั้นเขาใส่เฮลเมทในการแข่งคัดเลือกด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครใส่ใจเลยว่ามีคนชื่อมายะมาลงแข่งด้วย พอเริ่มปล่อยไฟเขียวสตาร์ทรถแต่ละคันก็บิดคันเร่งซิ่งแซงกันแบบไม่ไว้หน้าใครเลย แต่จะมีอยู่คันเดียวเท่านั้นที่ค่อย ๆ ขับเอื่อย ๆ เหมือนคนตื่นสนาม แต่หารู้ไม่ว่ามันไม่ใช่หรอก เขากำลังคอยหาโอกาสที่พวกนักแข่งอื่น ๆ ทยอยกันรีไทร์ออกจากสนามไปแล้วใช้ช่วงนั้นเร่งจังหวะแซงเข้าเส้นชัยไปเป็นคนแรก ซึ่งเขาก็ทำได้อย่างว่าจริง ๆ

หลังจากคัดเลือก…

“ขอประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่รอบสองนะคะ” 50 กว่ารายชื่อจากร้อยถูกประกาศออกมา ใครมีชื่ออยู่ในนั้นก็พากันร้องเย้อย่างดีใจออกนอกหน้า รวมทั้งชื่อของ ‘เขา’ หรือมายะก็อยู่ในนั้นด้วย

หลังจากวันนั้นทุก ๆ วันเสาร์มายะก็ต้องลาพักงานเพื่อไปแข่งคัดเลือก เรื่องที่มือกีตาร์ของ Night Fairy มาลงแข่งด้วยอาจจะไม่แดง ถ้าหาก…ไม่มีคน ๆ นั้นมายุ่งด้วยในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งจะถูกคัดให้เหลือเพียงแค่ 10 คนที่จะไปเข้าแข่งในรอบชิง

“…นั่นมัน…เจ้าเด็กบ้าในคืนนั้นนี่นา…เฮ้ย ! นายใช่ไหมที่ทำเอาลูกน้องในแก๊งของฉันล้มไถลออกนอกถนนไปเมื่อคืนนั้นน่ะ” ชายหนุ่มผมสีทองในชุดฮูปสีดำกระชากแขนของมายะให้หันมาเผชิญหน้ากับเขา เพราะเจ้าตัวจำได้ดีถึงเสียงของเด็กหนุ่มที่พูดท้าทายเขาในคืนนั้น

“เอ๋ ! แก๊งซิ่งเมื่อตอนนั้นนี่ สบายดีอยู่เหรอ? นึกว่าจะเข้าโรงพยาบาลตามลูกน้องไปแล้วซะอีก” เด็กหนุ่มตวัดแขนตนเองออกจากการเกาะกุมอย่างแรง แล้วเดินนำหน้าทิ้งห่างไปเป็นระยะพอสมควร

“เดี๋ยวสิ ! แกน่ะ…เฮ้ย ! บอกให้หยุดไม่ได้ยินหรือไงฟะ?! ไอ้…ฮิราตะ มายามิ ฮิราตะ…ฮิราตะ…ซากะ หรือว่า…มายามิ !! หยุดก่อน” ร่างสูงมองไปที่ล็อคเกอร์เก็บสิ่งของประจำตัวนักแข่ง พลันก็เห็นชื่อของเด็กหนุ่มที่แปะอยู่บนตัวตู้ ทำให้เขาเกิดนึกขึ้นได้ว่าแต่ก่อนเขาก็เคยมีคู่แข่งชื่อนี้เหมือนกันจึงยอมเสี่ยงตะโกนเรียก

“เรียกซะเสียงดังทำไม ยิ่งไม่อยากให้ใครได้ยินชื่อของตัวเองอยู่ด้วย” ร่างบางชะงักหันกลับมาตามเสียง

“นายคือมายามิที่เป็นน้องชายของเจ้าซากะมันใช่ไหม? “

“รู้จักพี่ด้วย?! ”

“ทำไมจะไม่รู้จัก ฉันก็คือโฮโจ ไซยูกิ ที่เป็นคู่แข่งพี่ชายนายไง ตอนนั้นเห็นตัวเล็ก ๆ เหมือนเด็กผู้หญิงไม่นึกว่าจะโตเร็วขนาดนี้นะเนี่ย แถมยังสวยซะด้วย มองแวบแรกนึกว่าเป็นผู้หญิงกลางคืนมาซิ่งหาผู้ชายไปนอนเล่นเป็นเพื่อนซะอีก”

“ว่าผมซะเสียหายเลยนะ แต่เอาเหอะ…ยังไงผมกับคุณเกิดมาก็เพื่อที่จะเป็นคู่แข่งกันอยู่แล้วนี่” ร่างบางเชิดหน้าหนีไม่ยอมมองคู่สนทนา

“แล้วทำไมนายถึงมาลงแข่งล่ะ ที่จริงซากะต้องมาลงไม่ใช่เหรอ? “ โฮโจถามไม่หยุดปาก พร้อมกับรั้งเอวร่างบางให้หยุดเดิน แต่ผลที่ได้รับก็คือหมัดหลังมือสวนกลับมาที่ลิ้นปี่อย่างแรงจนแทบจะล้มทั้งยืน

“ที่พี่ไม่มาลงก็เพราะนายนั่นล่ะ นายทำให้พี่ของฉันต้องออกจากการแข่งขันที่เขารักที่สุด ทำให้ความฝันของเรา 2 พี่น้องต้องพัง โฮโจ ! จำเอาไว้เลยนะ ตราบใดที่ฉันยังอยู่บนสนามนี้ นายจะมีแต่คำว่าแพ้ไปตลอดกาล”

“…เพราะเรา…อะไรกันหว่า? “ ร่างสูงลุกเดินตามร่างเล็กไปที่สนามอย่างงง ๆ

และแล้วการแข่งขันรอบรองก็เริ่มขึ้น ซึ่งวันนี้ก็เป็นอีกวันนึงที่มายะได้ซิ่งไว้ลายเสือน้อยแบบสมศักดิ์ศรี พอถึงเวลาประกาศชื่อ ก็มีชื่อเขาและชื่อโฮโจ ไซยูกิกับนักแข่งชื่อดังอีก 8 คนติดมาด้วย

“ฉันว่าจะไปหาพี่ชายนายซักหน่อย เพราะฉันอยากรู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาไม่ยอมลงแข่งตั้ง 3 แมทช์ติดกัน” เด็กหนุ่มเปลี่ยนเสื้อเสร็จก็เดินออกไปข้างนอกไม่ยอมมองคู่สนทนา แต่กลับทิ้งท้ายเอาไว้ว่า…

“ถ้าอยากเจอก็ไปหาเขาเอาเองสิ แต่จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นนั้น…จนปัญญาที่จะเดา” พูดเสร็จก็บึ่งรถออกจากสนามแข่งทันที

เที่ยงคืนตรง ณ อพาร์ทเมนท์ของริน

“นายก็เลยไปพูดขู่อย่างนั้นกับโฮโจ ไซยูกิ ไม่ค่อยจะเท่าไรเลยแฮะ สงสารพี่ซากะชอบกล”

“หมายความว่าไง…ริน? นายเข้าข้างพี่ฉันหรือนายเข้าข้างฝ่ายนั้นกันแน่ถึงพูดออกมาอย่างนี้”

“ก็ทั้งคู่นั่นล่ะ วิเคราะห์ตามหลักความจริงเอานะ” รินพูดพลางกระดกเบียร์ตัวเองเข้าคอพลาง

“ความจริงอะไร บอกมาซะดี ๆ เลยดีกว่า” มายะโดดผลุงขึ้นเตียงไปนอนเกยคางบนตักของเพื่อนหน้าหวาน

“ถามนะ…มายะ นายเคยเห็นพี่นายด่าผู้ชายที่ชื่อโฮโจนี่หรือเปล่า? “ ร่างบางนิ่งคิดชั่วครู่แล้วตอบว่า

“ไม่เคยนะ มีก็แค่ตอนแรก ๆ ที่ต้องถอนตัวออกจากการแข่งขันน่ะ”

“…แล้วหลังจากนั้นล่ะ? “

“ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนี่ แต่พี่เขาบอกให้ไม่ให้ฉันพูดถึงเจ้าหมอนั่นในแง่ไม่ดี เพราะตัวพี่เองก็ร้างจากวงการนี้ไปเกือบ 4 ปีได้แล้ว ถ้านับแมทช์นี้รวมเข้าด้วยนะ แต่ฉันสงสัยมากเลยล่ะว่าเพราะอะไรทำไมพี่ถึงไม่ยอมให้ฉันพูดไม่ดีกับเขา เป็นนาย…นายจะสงสัยไหมล่ะ? ” รินถอนใจหน่าย ๆ แล้วเชยคางของดวงหน้าบางให้เงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับตน

“นายรู้จักอคติไหมล่ะ…มายะ? “

“รู้จักสิ อย่าบอกนะว่าในตัวฉันเองกำลังมีสิ่งนี้อยู่”

“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าไม่มี…นายก็น่าจะรู้นะว่าพี่ซากะทำไมถึงไม่ยอมให้นายพูดเกี่ยวกับหมอนั่นในทางไม่ดีน่ะ รู้หรือเปล่าว่าพี่ซากะเขารักเจ้าหมอนั่น…มายะ? ” เจ้าของชื่อตาแทบถลนออกจากเบ้า

“พูดเป็นเล่น ! พี่ซากะยังบอกให้ฉันเอาชนะเจ้านั่นปาว ๆ อยู่เลย แล้วจะไปหลงรักอะไรกับหมอนั่นส่ะ”

“ไม่เชื่อก็ไปถามพี่เขาตรง ๆ ก็ได้นี่ หรือถ้าไม่กล้าไปก็โทรถามก็ได้ ฉันจะช่วยพูดด้วย” รินเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์พลางกดเบอร์บ้านของซากะแล้วโยนให้กับเพื่อนตัวเองคุยสาย เสียงตื๊ด ๆ ดังอยู่ประมาณ 2 – 3 ครั้งก็มีคนมารับสาย

“ฮัลโหล ! พี่ซากะฮะ คือ…” พูดได้แค่นั้นก็เงียบค้างไป

“เป็นอะไรไปอีกล่ะ? “ มายะยื่นโทรศัพท์ให้กับเพื่อนของตนอย่างอายสุด ๆ

“เอ่อ…ริน…ฉันว่าฉันเชื่อในสิ่งที่นายวินิจฉัยแล้วล่ะ”

“ทำไมถึงเชื่อ? “

“ฟังสายเอาเองเหอะ” รินรับมาพร้อมกับแนบหูโทรศัพท์เข้ากับหูตนเองทันที ปากของเขาพร้อมจะเอ่ยถามคำถามคาใจได้ทุกเมื่อ แต่กลับต้องปิดลงสนิทยังเหลือก็แค่ตาที่ค้างเติ่งเหมือนกับเจอเรื่องช็อคสุด ๆ มาหมาด ๆ

“สะ…เสียงอะไรน่ะ? “ เด็กหนุ่มชี้นิ้วไปที่หูโทรศัพท์พลางถามคู่สนทนา

“เสียงอย่างว่านั่นล่ะ ไม่ต้องถามมากความหรอก” แหงสิ ! จะให้เข้าใจผิดเป็นเสียงอย่างอื่นได้ยังไงกันล่ะ ก็เสียงตามสายที่เล็ดรอดเข้าหูหนุ่มหน้าหวานทั้ง 2 น่ะ เป็นเสียงของช่วงเวลาที่เขากำลังพรอดรักกันบนเตียงนี่นา รินเรียบวางหูโทรศัพท์ทันทีโดยไม่มีการพูดขอโทษให้เสียเวลาอีก

“เราว่ามาคุยถึงหัวข้ออื่นกันดีกว่าไหม? “ มายะพยักหน้านิด ๆ แล้วกระเถิบตัวให้นอนเอนหลังลงบนหมอนอิงข้าง ๆ ริน

“ก็ดี…จะว่าไปแล้ว…หมู่นี้ไคกับเอลดูแปลกไปนะ”

“นั่นสิ…ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน พวกนั้นดูหวานผิดปกติเกินขอบเขตของเพื่อนยังไงชอบกลนะ”

“ใช่เลย รู้เปล่า? วันนี้น่ะ…ตั้งแต่เช้าแล้วเห็นพวกนั้นจ้องตากันแบบหวานจนมดจะมาแทะลูกตาอยู่ร่อมร่อ จะเอาเบียร์ซักกระป๋องไหม…มายะ? ” รินเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบน้ำเปล่ามาดื่มล้างคอพร้อมกับหยิบเบียร์มาชูให้เพื่อนดู

“ก็เอาสิ แต่ว่านะ…ในสายตาของฉัน…คิดว่าเอลกับไคคงจะมีความลับที่ไม่อยากบอกให้ใครรู้แน่ ๆ “

“แล้วต้องเกี่ยวกับความรักของพวกเขาด้วย เหมือนกับ…ซุยและมิโดริสมัยก่อน” ร่างบางผมสีน้ำเงินเขยิบตัวให้อีกร่างเล็กหย่อนก้นลงมานั่งบนเตียงข้าง ๆ เขา

“…แปลกนะ…คิดเหมือนกันเลย” มายะหลับตากระดกเบียร์เข้าคอตัวเองแล้วโยนลงถังขยะก่อนจะหันกลับมาส่งสายตาเป็นเชิงถามกับริน

“สงสัยต้องไปถามจากเจ้าตัวเองเสียแล้วสิ เอ้า ! นอนกันเหอะ พรุ่งนี้ต้องไปทำงานกันตั้งแต่เช้านะ จะมามัวคุยอย่างนี้ไม่ได้อีก เดี๋ยวไปสายล่ะก็…โดนเจ้าพวกนั้นโวยแหง” พูดพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวแล้วฟุบหลับไปทั้ง ๆ อย่างนั้น

“…ราตรีสวัสดิ์” มายะมองออกไปนอกหน้าต่างชั่วครู่แล้วหันกลับมาล้มตัวนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยอ่อน ไม่นานนักเขาก็ฟุบหลับตามเพื่อนหน้าหวานไปอีกคน…

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ e-mail : [email protected]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1