nightfairy.gif (21745 bytes)

CD 9

“ไง ! เอาเพลงมาด้วยหรือเปล่า…มายะ? “

“อืม…เอามา” ร่างบางพูดเสร็จก็มองหน้าเพื่อนหน้าหวานเสียงหวานอีกคนในวง

“เป็นอะไรไป? ไม่สบายหรือ? พักที่ห้องรับรองก่อนเอาไหม? “

“ไม่เป็นไรหรอก…มิโดริ แค่ฉันไม่สบายคนเดียว…เดี๋ยวคนอื่นเขาจะพลอยเดือดร้อนกัน ไม่จำเป็นต้องพักหรอก งานกำลังรุดหน้าไปแล้วนี่นา…อูย…ปวดหัวจัง” พูดพลางยกแฟ้มสกอร์โน้ตปัดขึ้นมาเหมือนไม่ให้พูดต่อแล้วเดินเข้าห้องซ้อมไปทักทายกับเพื่อน ๆ ในวงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“มายะ…”

หลังจากมิตติ้งช่วงเช้า

“เห…มายะไม่สบาย? เจ้านั่นมาค้างบ้านฉันเมื่อคืนนี้ยังดูสบายดีอยู่เลย อาบน้ำเย็นกลางฤดูหนาวแถมยังกระดกเบียร์ไปตั้ง 3 กระป๋อง เช้านี้มันก็เป็นคนตื่นมาทำอาหารเช้าให้แถมยังขับมอเตอร์ไซค์ มันมีตรงไหนที่บอกว่าไอ้เพื่อนตัวดีไม่สบาย? แข็งแรงผิดมนุษย์ล่ะไม่ว่า“ รินพูดพลางยกซ้อมขึ้นจิ้มหน้าคนถูกเผาจึ้ก ๆ พร้อมกับยิ้มยั่ว

“ริน ! ฉันกำลังเปลี่ยนแทบอยู่นะ นายช่วยไปเล่นที่อื่นที่ไม่ใช่ตรงหน้าฉันได้ไหม รำคาญ !! “

“เห็นป่ะ? อย่างที่พูดเลยว่าแข็งแรง โธ่ ! มิโดริน่ะ…คิดมากเกินไป เนอะ…ซุยเนอะ…อ้าว…เฮ้ย ! ซุย นี่ก็อีกคน…เป็นอะไรอีกล่ะ? ” พูดพลางปัดมือขึ้นลงเพื่อเรียกสติ แต่กลับได้รับแต่นิ่งกับเงียบตอบกลับมา ชายผมสีเงินลาเวนเดอร์นิ่ง…นัยน์ตาเหม่อลอยเหมือนคนไร้สติ ไม่สิ…เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างแล้วกู่ไม่กลับมากกว่า

“อีกคนที่เป็น…เจ้าซุยมันเป็นอะไรของมัน? “ เอลชักสกอร์บุคออกจากมือของมายะแล้วเอากลับไปตบหัวเพื่อนตัวดี แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นจากฝันกลางวันเอาซะเลย

“มันเป็นอะไรของมันวะ? “ ทั้ง 6 คนที่เหลือนอกจากมายะกับซุยแล้วช่วยกันรวมเสียงประสานที่เรียกความงุนงงให้กับตัวของแต่ละคนได้ดีทีเดียว…ปวดประสาทแฮะ…

หลังจากปวดหัวกันพอใช้ได้แล้วก็มานั่งแผละอยู่บนเก้าอี้ในห้องซ้อมเรียบเรียงทำนองดนตรีต่อ คนอื่น ๆ น่ะ ตั้งใจทำงานน่าดู หวังจะให้งานออกมาสวย เลิศ และเพอร์เฟค แต่…มีอยู่ 2 คนที่ใจมันหลงทางเรียบร้อยแล้ว บอกให้เช็คแอมป์ก็ไม่เช็ค บอกให้แสตนด์บายตรงตำแหน่งของตัวเองก็ไม่ทำ กีตาร์สายหย่อนก็ยังไม่ปรับ บอกให้แก้โน้ตตรงช่วงนั้นช่วงนี้ก็ไม่ยอมแก้ ถามว่าท่อนนี้ดีไหมก็ได้แต่พยักหน้าร้องอือลูกเดียว แล้วอย่างนี้มันจะรู้ไหมล่ะนั่นว่าที่ตรงไหนมันผิดหรือถูกน่ะ แถมยังถอนหายใจเฮือกใหญ่ ๆ ออกมาหลาย ๆ รอบเหมือนคนอกหักอีกด้วย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปเกือบ 3 ทุ่มกว่าได้เวลาที่บริษัทจะต้องปิดประตูแล้ว งานก็ยังไม่เสร็จ !!

“เอ่อ…มายะ…วันนี้ฉันไม่กลับกับนายนะ ยามะชวนไปกินเหล้ากับพวกไคน่ะ” ร่างบางพูดพลางยกมือขอโทษ

“เหรอ? ไปก็ไปสิ ไหน ๆ นายก็ทำงานหนักมาทั้งอาทิตย์นี่นา…ไปพักผ่อนให้หายเครียดหน่อยก็ได้ แล้วจะนอนเช็คงานรออยู่ที่อพาร์ตเมนท์ละกัน” รินพยักหน้ารับแล้วกระโดดขึ้นรถของเอลไป ส่วนมายะก็ถอนใจหน่าย ๆ ก่อนจะสวมถุงมือแล้วสตาร์ทมอเตอร์ไซค์คู่ใจ

…เราทำถูกแล้วเหรอ? …ร่างเล็กนึกย้อนความไปถึงเรื่องเมื่อเช้าก่อนจะเข้าบริษัท…

‘เฮ้ย ! มายะ หลังจากเมื่ออาทิตย์ก่อนที่นายไปคุยเรื่องมายะกับมิกิซัง ตกลงได้เรื่องว่าไง? ’ เด็กหนุ่มผมสีน้ำเงินสุดจ๊าบถูกเพื่อนร่วมวงเรียกให้หยุดยืนคุยกับเขาพอเป็นธุระ

‘นายอยากรู้จริง ๆ เหรอ? ฉันว่า…ไม่พูดถึงเรื่องนั้นเลยจะดีกว่านะ’ พูดพลางปัดข้อมือของคู่สนทนาทิ้ง

‘…ทำไม? ฉันอุตส่าห์ตั้งความหวังไว้กับนายสูงมากเลยนะ นายจะหักหลังเพื่อนงั้นเหรอ? ไม่สวยนา…’ ซุยกระดิกนิ้วไปมาทำนองว่าอย่าพูดโกหก ทำเอาคนตรงหน้าต้องหลับตาถอนหายใจอย่างสุดเซ็ง

‘…ชาย’

‘อะไรนะ? ได้ยินไม่ค่อยชัดเลย อย่ากระซิบสิ…มายะ’ ชายหนุ่มยกมือขึ้นป้องหูตัวเองแล้วเดินกระเถิบเข้าไปใกล้ตัวคู่สนทนา

‘มิโดริที่นายคิดมาตลอดว่าเป็นผู้หญิง ที่แท้เขาคือผู้ชายเหมือนพวกเรานี่ล่ะ’ ต่างฝ่ายต่างเงียบ คนตอบเงียบเพราะสลดใจในคำพูดของตัวเอง อีกคนที่เงียบก็เพราะตกตะลึงพรึงเพริดในคำตอบ

‘นายพูดอะไรน่ะ? ก็มิโดริเสียงไม่เหมือนผู้ชายซักหน่อย ตัวก็เล็กแถมเพรียวอย่างนั้น ผู้หญิงชัวร์ ๆ มั่วแล้ว !! ’

‘ฉันไม่ได้มั่ว นี่ ! เบอร์มือถือของมิกิซัง นายกล้าโทรไปถามไหมล่ะ? ’ เด็กหนุ่มพูดเสียงแข็งพร้อมกับควักมือถือออกจากเป้ตัวเองออกมายื่นให้คนตรงหน้าดูเบอร์ แค่นั้นเอง…คู่สนทนาถึงกับเงียบอึ้ง…พูดไม่ออก รู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกจะดับวูบลงไปในพริบตา

‘ฉันเองก็ช่วยนายได้แค่นี้ล่ะ….ซุย เกินกว่านี้คงทำไม่ได้แล้ว ขอให้นายทำใจหาคนใหม่ที่เป็นชายจริงหญิงแท้ซะเถอะ’ จะเพราะเหตุที่ว่าคบกันมานานหรือเปล่าก็ไม่รู้ จึงทำให้รู้ว่าคู่สนทนาของตนเป็นพวกชอบเพศตรงข้ามไม่เหมือนกับตนเอง มายะตบไหล่เบา ๆ แล้วเดินผ่านเลยซุยไปโดยไม่หันกลับมาดูสีหน้าของเขาอีกเลย

“ยืนเหม่ออะไรอยู่ล่ะ? “ ร่างบางสะดุ้งสุดตัว เขาหันกลับไปดูว่าใครคือเจ้าของเสียง

“ริวเฮย์…ตกใจหมดเลย ทำไมมาไม่ให้ซุ่มให้เสียงล่ะ? “ ร่างสูงเอียงคอมองเด็กหนุ่ม

“ผมเรียกคุณตั้งนานแล้วต่างหาก คุณไม่ยอมหันกลับมาเอง”

“อ้าว…เหรอ? ขอโทษด้วย จะกลับบ้านพร้อมกับผมเลยเอาไหม? พวกเอลเขาไปบาร์เตรียมจะกินเหล้าเรียบร้อยแล้วล่ะ” พูดพลางวางเป้ตัวเองไว้เบาะนั่งด้านหลังแล้วเอี้ยวตัวขึ้นขี่มอเตอร์ไซค์

“…แต่ผมยังไม่ได้กินอาหารเย็นเลยนะ ไม่คิดจะไปกินนอกบ้านกับผมซักมื้อเลยเหรอ? ” ริวเฮย์จ้องหน้าเด็กหนุ่มคู่สนทนาเป็นการชักชวน ได้ผล…มายะตกใจจนตาแทบถลนออกจากเบ้า เขาปล่อยแฮนด์ขึ้นมานั่งคุยทันที

“จะเดทกับผม? แล้วยังไงต่อ” เด็กหนุ่มยิ้มบาง พยักหน้าถามเป็นนัยเชิญชวน

“…น่าจะรู้…ไม่ใช่เหรอ? “ ถึงตอนนี้ร่างเล็กสะดุดกึกกับคำตอบ เขาสะบัดหน้าหนีไม่กล้าสบตาคนตรงหน้าอีกต่อไป

“…ขึ้นรถเถอะ”

“Thanks” ร่างสูงตอบพร้อมกับกระโดดขึ้นขี่ตามหลังเจ้าของมอเตอร์ไซค์

ระหว่างทาง…

“ริวเฮย์ คุณคิดเอาไว้หรือเปล่าว่าจะไปกินมื้อเย็นที่ไหน? นี่ผมจะกำลังขับออกถนนใหญ่แล้วนะ”

“ร้าน Olivia’s Dream ตรงหน้าสถานีรถไฟ” ได้ยินแค่ชื่อร้านก็ทำให้เด็กหนุ่มแตะเบรคหยุดรถทันที ยังดีที่คราวนี้หยุดแบบโสลว์โมชั่นไม่เหมือนคราวนั้นที่เหมือนกับซิ่งวิบากผ่านรถเทรนเนอร์ 10 คัน

“ชื่อร้านอะไรนะ? “

“Olivia’s Dream ทำไม? อ้อ ! ชื่อร้านมันตรงกับชื่อเพลงของคุณกับรินตอนอยู่ EZ นี่นา พอดีช่วงนั้นเจ้าของร้านที่เป็นเพื่อนกับผมมันอยากตั้งร้านแต่ไม่รู้ว่าจะชื่ออะไรก็เลยให้มันใช้ชื่อเพลงนี้มันซะเลย แล้วก็ขายดีด้วยนะ” ชายหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะพร้อมกับตบไหล่ให้คนขับมองสัญญาณไฟจราจร

“หายข้องใจแล้วล่ะ เดี๋ยวผมจะเลี้ยวเข้าทางลัดละกัน มันทะลุถึงหน้าสถานีเลย” พูดเสร็จก็บิดคันเร่งเลี้ยวฟุบเข้าซอยเล็กทันที ผ่านไปไม่ถึง 5 นาทีก็มาออกหน้าสถานีอย่างที่ว่าไว้เลย

“โห ! เร็วจริง ๆ 5 นาทีเองก็มาถึง นี่ถ้าไปเรื่อย ๆ บนถนนใหญ่สงสัยอีกครึ่งชั่วโมงก็ไม่ถึง” ริวเฮย์ถอดเฮลเมทออกแล้วจูงมือร่างเล็กเดินข้ามถนนไปหยุดยืนอยู่หน้าร้านอาหาร เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็ได้รับการต้อนรับอันแสนอบอุ่นจากเจ้าของร้านและบ๋อยเหมือนกับเป็นพี่น้องกัน ชายหนุ่มบอกให้คนรักของเขานั่งรออยู่ที่โต๊ะตรงหัวมุมด้านในของร้านส่วนตัวเขาเองจะไปสั่งอาหารกับเครื่องดื่ม

ระหว่างรอ มายะก็ได้สังเกตว่าร้านอาหาร Olivia’s Dream นี่เป็นร้านอาหารที่ทำขึ้นเพื่อคนทำงานดึกกับพวกร็อคเกอร์โดยเฉพาะเลยก็ว่าได้ โต๊ะแก้วกลมทรงสูงสีดำมีแจกันทรงเหลี่ยมเล็กอยู่ตรงกลาง เก้าอี้เป็นแบบเลาน์จสูงมีพนักพิงเล็ก ๆ มี Music Box อยู่ข้าง ๆ เวทีสำหรับเปิดหาเพลงโรแมนติกเพราะ ๆ สำหรับวันที่ไม่มีขาร็อคมาแจม

“หรูสุดยอด…แจ๋วเป็นบ้า ริวเฮย์รู้จักร้านแบบนี้ด้วยหรือเนี่ย?! ”

“เป็นอะไรไป…มายะ? ทำหน้าเหมือนกับไม่เคยมาเดทกลางคืนเลยนะ” ริวเฮย์ชี้ให้พนักงานยกอาหารมาเสริฟ์แล้วเดินมานั่งตรงหน้าคู่สนทนาพลางตบหัวคนตรงหน้าเบา ๆ

“ขอโทษ…มันประหม่าน่ะ ปกติเข้าแต่ร้านกาแฟ แต่นี่มันร้านอาหาร ดูหรูกว่าเดิมตั้งเยอะ…กลัวว่าจะต้องล้างจานให้เขาหลังจากกินอาหารมื้อนี้จบน่ะสิ” ชายหนุ่มหัวเราะร่วน

“โธ่ ! นึกว่าอะไร ดูบิลนี่ซะก่อน ผมได้ส่วนลดในฐานะคนช่วยคิดชื่อร้านนะ ตั้ง 20 % ล่ะ ดื่มกันก่อนไหม? ”

“…หึ…คุณนี่ทำให้ผมแปลกใจได้อยู่เรื่อยเลยนะ ดื่ม…” ทั้ง 2 หนุ่มชนแก้วแล้วยกไวน์ขึ้นดื่มเกือบพร้อมกัน หลังจากนั้นก็เปิดฉากรับประทานมื้ออาหารอันสุดหรูแต่ซุปเปอร์ถูก

“เออ ! ผมอยากจะถามคุณตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วล่ะ คือ…ซุยมันเล่าให้ผมฟังว่ามิโดริเป็นผู้ชายแล้วมันก็อกหักแบบเสียใจสุด ๆ เลย คุณรู้เรื่องนี้หรือเปล่า? “ มายะเงียบไปชั่วครู่ก่อนตอบ

“…รู้สิ…ก็ผมเป็นคนบอกเขาเองนี่นา ผมรู้มาจากปากของมิกิซังที่เป็นแม่ของมิโดริ ซุยเขาฝากให้ผมไปเค้นความลับจากแม่ของเขาเผื่อว่าจะได้ขอฝากตัวเป็นลูกเขยบ้านอิโนอุเอะ แต่พอรู้ก็แห้ว ผมเองก็ได้แต่พูดแค่นี้เพราะไม่อยากจะทำร้ายจิตใจของเพื่อน จะปลอบก็ไม่ได้จะไปบอกกับมิโดริก็ไม่ได้อีก ลำบากใจจัง…เฮ้อ…” พูดเสร็จก็จิ้มเนื้อสเต๊กเข้าปากตัวเองแล้วตามด้วยไวน์อีกจิบ

“อืม…เข้าใจล่ะ…ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ปล่อยให้พวกนั้นรู้เองจากปากของซุยมันดีกว่า”

“ผมเองก็เห็นด้วย เอ่อ…ขอสั่งไวน์เพิ่มได้ไหม? “ ร่างเล็กวางจานให้ซ้อนกันแล้วเลื่อนไปวางไว้ตรงขอบโต๊ะ ปล่อยให้โต๊ะเหลือว่างพอวางของ

“ทำไมต้องสั่งเพิ่ม? แก้วของผมยังเหลืออยู่ตั้งครึ่งนึง ผมกินไวน์ไม่ค่อยเก่งหรอก ให้คุณละกัน” เด็กหนุ่มตบโต๊ะเบา ๆ เป็นการเตือนให้หุบปาก

“จะบ้าหรือไง?! หัดอายซะบ้างสิ นี่มันที่ไหนคุณรู้ไม๊? มันไม่ใช่ที่บ้านของคุณนะที่จะหยิบแก้วของคนอื่นมาดื่มได้น่ะ มารยาทรู้จักบ้างไม๊? ริวเฮ…“ ยังไม่ทันที่จะได้ต่อว่าก็ถูกอีกฝ่ายประกบริมฝีปากป้อนไวน์กลืนผ่านลงคออย่างดูดดื่มเสียแล้ว

“อร่อยไหมล่ะ? “ มายะหลุบหน้าลงต่ำ เขาไม่กล้าที่จะสบตาหรือต่อบทสนทนากับร่างสูงอีก

“เก็บโต๊ะคร้าบ…เก็บโต๊ะ อ้าว ! พี่ริวเฮย์ พี่ไปทำอะไรกับพี่มายามิเค้าล่ะ? ทำไมพี่เขาถึงหน้าแดงขนาดนี้? “ เด็กหนุ่มผมสีโค้กถามจ้อ ๆ แบบไม่รู้เลยว่าคนโดนถามกำลังอยากจะขย้ำคอทุกคนที่อยู่ใกล้เขาอยู่ร่อมร่อแล้ว

“…พี่เขาไม่ค่อยสบายน่ะ เดี๋ยวพี่กลับบ้านไปก่อนนะ ฝากบายกับอากิระด้วยละกัน ไปกันเถอะ…มายะ”

“ฮะ ! กู๊ดไนท์ฮะ พี่ริวเฮย์…พี่มายามิ” เจ้าตัวจิ๋วโบกมือหยอย ๆ แล้วเดินหลุบไปหลังร้านทำงานของตัวเอง

พอออกจากร้านได้ มายะก็ตรงเข้ากระชากปกเสื้อริวเฮย์ให้ขึ้นมอเตอร์ไซค์แล้วบึ่งออกจากที่นั่นทันที ระหว่างนั้นไม่มีใครกล้าเสนอบทสนทนาขึ้นมาขัดจังหวะกลางทางเลย จะเป็นเพราะสาเหตุใดก็ไม่รู้สิ…

ณ อพาร์ทเมนท์ของริน

“ริวเฮย์ ! ทำไมคุณถึงทำอย่างนั้นกับผม? ถึงเราจะเป็นแฟนกันก็เถอะ แต่นี่มันเล่นกันแรงเกินไปแล้ว ผมน่ะไม่แคร์สายตาคนอื่นเรื่องของพวกเราหรอก ไอ้ที่ผมแคร์ก็คือนิสัยกับมารยาทของคุณ รักษาหน้าผมบ้างสิ”

“โอเค ๆ ที่หลังผมจะไม่ทำเรื่องอย่างนั้นอีกแล้วล่ะ เพราะผมเองก็รู้สึกผิดนิดหน่อยด้วยที่แหย่คุณแรงเกินไป ผมไม่ได้นึกว่าเจ้ารูกิน้องของเพื่อนผมอยู่ตรงนั้นก็เลยอยากแกล้งคุณเล่นน่ะ” ร่างสูงยกมือขอขมากับเด็กหนุ่มอย่างหวาด ๆ ในอารมณ์ของคู่สนทนา

“แกล้งเพื่ออะไรกัน? “ หนุ่มน้อยเท้าสะเอวเค้นเสียงถาม

“ผมรู้ว่าสาเหตุที่คุณอารมณ์ไม่ค่อยดีทั้งวันเพราะมาจากเรื่องรับฝากของมิโดริกับซุย…ก็…วันนี้ทั้งวันผมเห็นคุณไม่ค่อยจอยเลยนี่นา ก็เลยอยากทำให้คุณอารมณ์ดีขึ้นบ้างก็แค่นั้นเอง ขอโทษจริง ๆ “ มายะเงียบเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปกอดทางด้านหลังพลางจูบเบา ๆ ที่ต้นคอชายหนุ่ม

“…ถ้างั้น…ก็…ให้อภัยก็ได้ เห็นว่าวันนี้คุณเทคแคร์ผมดีหรอกนะ ถึงยอมให้ ไม่งั้นพรุ่งนี้ผมงอนไม่พูดกับคุณทั้งวันแน่ ๆ “ ร่างสูงหัวเราะพอใจในคำตอบ เขาเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับเด็กหนุ่มก่อนจะโน้มคอลงมาประกบจูบที่ร้อนแรง และก่อนที่จะไปไกลเกินกว่านั้นก็มีเสียโทรศัพท์ดังขึ้นมาขัดเสียก่อน ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างงง ๆ

“ …ใครโทรมากัน? ดึกขนาดนี้แล้วไม่ใช่เหรอ? “ ริวเฮย์นึกหัวเสียอยู่ในใจ…ใครมันบังอาจมารบกวนเวลาอันมีค่าของเราฟะ? ถ้ารู้จะเจี๋ยนให้…

“ผมจะไปรับเอง คุณเอาของไปเก็บก่อนเถอะ อะ…ฮัลโหล…อ้อ ! ซุย มีอะไร? หา ! อะไรนะ? ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ เล่าก็ได้ เดียะ…เดี๋ยวนะ อะไรนะ? ฮัลโหล? ฮัลโหล? ” ร่างบางลุกขึ้นไปหยิบโทรศัพท์มือถือจากหัวเตียงมากดปุ่มรับสาย แต่พอรับสายได้เท่านั้นล่ะ…เป็นเรื่อง…เพราะเสียงตามสายคือเจ้าตัวแสบซุยนั่นเอง แถมคุยไม่รู้เรื่องก็ตัดสายไปเฉยเลย

“ซุยโทรมา…เรื่องอะไรกัน? “ มายะวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมแล้วแบมือบอกแทนคำพูด

“อะไรก็ไม่รู้ โทรมาก็ไม่พูดอะไรเลย ร้องแต่ว่าเสียแล้ว ๆ แถมยังเสียงมารยาทวางหูโครมใส่อีกต่างหาก เป็นเพื่อนกันมาตั้งนานเพิ่งจะรู้ว่าหมอนั่นเป็นคนมารยาทแย่อย่างนี้ เลิกคบดีกว่า…”

“…แล้วต่อเรื่องของเราได้ยัง? “ เด็กหนุ่มยิ้มให้กับคำถามพร้อมกับถอดเสื้อของตัวเองออกไปกองไว้กับพื้น

“ตามใจสิ…” หลังจากนั้นเวลาในค่ำคืนอันแสนหวานทั้งคืนก็ตกเป็นของสองหนุ่มคู่นี้ พวกเขามีความสุขจนไม่รู้อะไรเลยว่าโทรศัพท์จากเพื่อนของเขาเมื่อกี้นี้คือ S.O.S ที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเขาในวันถัดมา…

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ e-mail : [email protected]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1