Bloody hazard 9

"ติ๊ก ติ๊ก ๆๆ" เสียงนาฬิกาปลุกดังไม่ห่างจากเตียงรบกวนโสตคนนอนอยู่

ชายร่างสูงนิ่วหน้า เปลือกตา ขยับเล็กน้อยอย่างหนักอึ้ง เอื้อมมือจะไปกด แต่ไม่สามารถ ขยับแขนข้างนั้นได้ กระพริบตาถี่ๆ ก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แสงสว่างสีขาวแสบตาทำให้ต้องหลับตาลงทันควัน ร่างกายปวดร้าว หนักเหมือนมีหินถ่วง ปากแห้งแตกเล็กน้อย เจ็บคอเพราะมีท่อคาอยู่ในปาก ศีรษะหนักอึ้งปวดตุ๊บ ๆ เหมือนอยู่กลางหนามแหลม คนเจ็บพยายามลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ กระพริบตาถี่ๆ ปรับสายตาที่ฝ้ามัวเหมือนมีหมอกบังให้ชัดขึ้น เพดานสีขาวและแสงไฟสว่างทำให้มองเห็นทุกอย่างชัดเจน สายระโยงระยางทั้ง สายน้ำเกลือ เครื่องมือต่างๆ เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเครื่องมือทางการแพทย์และเครื่องช่วยหายใจ ท่อช่วยหายในทำให้ระคายเคืองในลำคอ ริมฝีปากแห้งผาก

คนเจ็บมอง"ร่างกาย" ซึ่งถูกพันด้วยผ้าสีขาวอย่างงงๆ แขนข้างขวาและขา 2 ข้างมีไม้ดามไว้ ลองขยับปลายนิ้วอย่าง ช้าๆ มือซ้ายยกขึ้นสำรวจร่างกายอย่างช้าๆ สะดุดกับท่อระบายซึ่งยื่นออกมาจากหน้าอก 2 ข้าง สมองเริ่มทำงานอย่างหนัก พยายามคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พยาบาลในชุดสีเขียวใส่หมวกคลุมปิดผม เดินเข้ามาข้างเตียง แตะมือเบาๆ

"Mr.King, you're in hosp6fal now, safely."

คนเจ็บชี้ไปที่ท่อช่วยหายใจที่คาอยู่ในปาก

พยาบาลผู้ดูแลส่ายหน้าแล้วยิ้มให้ก่อนตอบ

" I'll call the doctor and he will come to see you." Kaiser หลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย

สัมผัสอ่อนโยนที่แตะบนแขนทำให้คนเจ็บรู้ตัว ชายหนุ่มร่างสูงผมสีดำ ในชุดเสื้อกราวน์สีขาวหันไปภามอาการจากพยาบาลผู้ดูแลคนเดิม คุยภาษาญี่ปุ่นปนกับอังกฤษรัวเร็วก่อนหันกลับมา "Hello, I'm Dr. Saiongi, do you hurt?" สำเนียงแบบอังกฤษแท้ทำให้ไคเซอร์ กระพริบตาก่อนส่ายหน้า มือชี้ไปที่ท่อช่วยหายใจ "ตอนนี้ยังเอาออกไม่ได้ครับ เดี๋ยวหมอจะเอาท่อระบายลมด้านข้างออกก่อนแล้วตอนเช้าจะเอาออกให้ครับ"

ไคเซอร์พยักหน้ารับ ทำมือถาม "เพื่อนของคุณหรือครับ" ไคเซอร์พยักหน้า

"ปลอดภัยเช่นกันครับ พรุ่งนี้เช้าครอบครัวและเพื่อน คงจะมาเยี่ยม"

ไคเซอร์หลับตาอย่างเหนื่อยอ่อน หมอเจ้าของไข้หันไปคุยกับพยาบาลสักครู่ก่อนออกไป

"คนเจ็บ" ที่ทุกคนคิดว่าหลับ นอนนึกทบทวนเหตุการณ์ช้าๆ สมองไม่แจ่มใสเท่าที่ควร

วันศุกร์บ่ายเป็นเวลานัดไปเที่ยวของตนและกฤษณะ กับกลุ่มเพื่อนใหม่ชาวญี่ปุ่น ที่สถานีรุไฟ กุ่มเพื่อนที่จะไปเที่ยวประกอบด้วย ริวโอ ชิโร่ เทนริว ริโนะ โซริว

ชิเงรุพี่ชายของริโนะ เพื่อนใหม่ นายโต้เคียวโกะ เป้นเพื่อนผู้หญิงของริโนะ กฤษณะ และตน รวม 6 คน นั่งรถไฟ ไปแล้วต่อด้วยรถประจำทาง การเดินทางเป็นไปด้วยดี

พวกตนนั่งรถบัสคันสุดท้ายซึ่งจะไปยังเรียวกังที่จองไว้ ตอนนั้นเป็นเวลาก่อนค่ำเล็กน้อย ในรถมีผู้โดยสารไม่มากนัก หลังจากผ่านอุโมงค์ไปตามโค้ง คนขับหักเลี้ยวกระทันหัน และเสียงโครมดังสนั่น เสียงกรีดร้องและครวญครางดังไม่ขาดสายก่อนเบาลง

ไคเซอร์รู้สึกเสียวแปล็บที่แขนขวา สำรวจตัวเองก่อนเขย่าร่างที่นั่งข้างพร้อมเรียกเบาๆ ไม่มีเสียงขานรับทำให้กังวลไม่น้อย ความมืดโรยตัวอย่างรวดเร็ว ไคเซอร์ตะโกนเรียกชื่อเพื่อน ได้เสียงครางตอบกลับมา พยายามคลำทางออกจนพบ

ไคเซอร์ลากร่างบางออกมาจากซากรถอย่างทุลักทุเล เห็นเงาร่างสูงเขย่งลากร่างบางผมยาวสยายตามออกมา

แสงไฟจากหน้ารถส่องกระทบรถบรรทุกซึ่งชนเข้ามาทางด้านคนขับ เคราะห์ดีที่พวกตนนั่งคอนมาทางด้านหลังเลยไม่เจ็บมาก

กลิ่นคาวเลือดโชยมาจากร่างบาง

ไคเซอร์คลำได้ของเหลวหนืดจับกันเป็นก้อนที่ส๊รษะร่างในอ้อมแขน

สำรวจหาบาดแผลตามร่างกาย

ริวโอลากขาพยุงร่างแฟนสาวที่สลบมาวางเคียงข้างเมื่อเห็นว่าทั้งสองปลอดภัย

ไคเซอร์หยิบโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ๊คเก็ตยื่นส่งให้ริวโอ โทรตามรถพยาบาลและตำรวจ ส่วนตนหาไม้มาดามแขนแล้วเดินกลับไปช่วยคนอื่นในรถต่อ

ไคเซอร์ได้ยินเสียงร้องของริวโอจึงรีบวิ่งออกมา เป็นริวโอนอนสลบอยู่

แสงไปส่องให้เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผมสีดำ ยาวมัดเป็นลอน อาภรณ์สีดำสนิทส่งให้ร่างแกร่งดูลึกลับ ใบหน้าซ่อนอยู่ในเงามืด โอบกอดร่างบางของเด็กหนุ่มชาวไทยอย่างทะนุถนอม "วางเขาลง" ไคเซอร์สั่งเบาๆ แต่หนักแน่น ชายลึกลับยืนนิ่งมองสบตาอย่างท้าทาย ไคเซอร์หรี่ตาลง

ชายคนนี้จะใช่คนที่แอบเข้ามาในห้องของตนหรือไม่นะ ถ้าใช่แสดงว่าจุดมุ่งหมายคือ ร่างบางซึ่งตกอยู่ในอ้อมแขนของคนผู้นั้นแล้ว ถึงจะไม่ใช่ กิริยาที่ปฏิบัติต่อร่างบางก็แสดงให้เห้นถึงความรู้สึกของชายคนนั้นได้อย่างชัดเจน

ไคเซอร์อดรู้สึกขุ่นมัวในอารมณ์มิได้ "นายต้องการอะไร" ชายลึกลับยังคงเงียบไม่ตอบ

ไคเซอร์กระโดดเตะและฟันสันมือ ชายลึกลับกระโดหลบท่าจรเข้ฟาดหางที่ตามมาอย่างรวดเร็ว แรงอัดอากาศบางอย่างพุ่งเข้าใส่ซัดไคเซอร์กระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ข้างทางจนสะเทือน ไคเซอร์เจ็บแปลบไปทั่วทั้งอกด้านซ้ายฝืนลุกขึ้นเดินเข้าหา

ชายลึกลับยืนนิ่งอย่างแปลกใจก่อนหลับตาลงชั่วครู่

แสงสีชมพูอ่อนแปล่งออกจากฝ่ามือเข้าคลุมร่างบางในอ้อมแขนแล้วค่อยๆลอยขึ้นอย่างช้าๆ ไคเซอร์รู้โดยสัญชาติญานตั้งแต่ต้นว่า ชายตรงหน้ามิใช่คนธรรมดาแต่จะไม่สู้ก็ไม่ได้กลางฝ่ามือของชายลึกลับปรากฎแสงสว่างเป็นลูกไฟ

ไคเซอร์กระโดหลบลูกไฟที่ซัดมาคว้าท่อนเหล็กฟาดใส่แต่พลาดเป้า หางตาเหลือบเห็นบางอย่างพุ่งเข้าใส่ เลยกระโดดหลบแต่ไม่พ้นโดนท่อนเหล็กแทงทุลุขาขวาแล้วโดนลูกไฟซัดเข้าที่ด้านขวาทรุดลงไป ชายลึกลับจับไคเซอร์เหวี่ยงด้วยแรงมหาศาลเข้าใส่ซากรถบรรทุก

ความรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดจะทนได้ทำให้สติเลือนลาง ภาพสุดท้ายที่เห็นคือชายลึกลับโอบกอดร่างบางจากไป

ไคเซอร์ไม่รู้ตัวว่าสลบไปนานเท่าไหร่ เห็นเพียงตนเองนั่งอยู่เพียงลำพังในสวนดอกไม้แปลกตา อากาศรอบข้างเย็นสบายแสงสว่างจากดวงจันทร์สีน้ำเงินสบายตากระทบดอกไม้ซึ่งมีลักษณะคล้ายดอกกุหลาบ แต่กลีบดอกใสเหมือนแก้วผลึกเป็นประกาย

หลังจากเดินไปตามทางเดินซึ่งปูลาดด้วยหินอ่อนได้ซักครู่ใหญ่ก็เห็นเก๋งจีนอยู่ข้างริมสระน้ำ มีเด็กสาวผมสีดำยาวสยายนั่งหันหลังอิงเสา ไคเซอร์เดินเข้าไปใกล้ๆ เรียกเบาๆ แต่เด็กสาวคนนั้นก็นั่งเฉย ไคเซอร์จึงนั่งลงตรงหน้า เมื่อมองหน้าอีกฝ่ายชัดเจนก็แปลกใจ

ใบหน้านั้นเหมือนกฤษณะเป็นพิมพ์เดียวกันแต่มองดูแปลกตาในชุดเครื่องแต่งกายสีฟ้าคราม เสื้อตัวยาวพริ้ว กางเกงรูดพองที่ข้อเท้า มีผ้าพาดคลุมสีเดียวกันและผมสีดำยาวสลวยมีเครื่องประดับสีทองที่ปลายผมส่วนหน้า

"กฤษ" เด็กหนุ่มตรงหน้าซึ่งเหมือนกฤษณะราวกับฝาแฝดนั่งเงียบ

สายตามองเหม่อไปอย่างไร้จุดหมาย

ไคเซอร์ลองแตะมืออีกฝ่ายแต่ผ่านวูบเหมือนสัมผัสอากาศ เงาหนึ่งซ้อนทับร่างบาง

ไคเซอร์เงยหน้าขึ้นมอง ตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของชายร่างสูง

ร่างนั้นสูงใหญ่กว่าตนไม่มาก ผมสีดำยาวมัดเป็นระเบียบ แต่งกายด้วยชุดสีดำขลิบทอง มีผ้าปักดิ้นทองคลุมบ่า ใบหน้านั้นเหมือนตนแต่ดูสูงวัยกว่าไม่มากและดวงตานั้นดำขลับคมกล้าต่างกัน ถ้าบอกว่าเป็นพี่ชายของตนก็คงจะไม่มีใครโต้แย้ง

ชายฉกรรจ์ผู้นั้นแตะบ่าร่างบางเบาๆ แต่คนตรงหน้าสะดุ้งเฮือกหน้าซีดเผือดลง

ไคเซอร์เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ "คาเคสึ" ร่างบางก้นหน้ากำมือแน่นไม่ตอบ

ชายหนุ่มร่างสูงนั่งซ้อนชิดแล้วอุ้มร่างบางวางบนตัก เชยคางคนในอ้อมแขนขึ้นสบตา

ดวงตาคู่หนึ่งอ่อนโยนปลอบประโลม แต่ดวงตานิลสวยกลับฉายแววเจ็บปวดตัดพ้อ

"ได้โปรด" "ไม่"

ร่างสูงปฏิเสธทันควันเหมือนรู้ถึงสิ่งที่คนในอ้อมกอดต้องการจะกล่าวขอ "ทำไม"

"เจ้าเป็นของข้า ต้องเป็นของข้าคนเดียว" "ท่านจะผิดคำพูดหรอกหรือ"

"ข้าไม่ได้ผิดสัญญา ข้าปล่อยคนของเจ้าไป ไม่เคยสั่งให้เจ้าทำร้ายใคร"

ดวงตาสีดำขลับจ้องคนพูดอย่างโกรธกริ้ว "แต่ท่านกักขังข้า"

ชายหนุ่มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย กล่าวตอบอย่างใจเย็น "เจ้าอยากไปไหน ข้าจะพาไป ในวังนี้ เจ้าก็เดินเข้าออกได้ตามใจอยู่แล้ว ข้าไม่ได้กักขังเจ้าไว้แต่ในห้องนี่"

"คาชิอินี่ท่าน" ร่างบางแทบเต้น ดวงตาวาววับ ลืมว่าตนเองอยู่ใน"สภาพ"แบบไหน ลืมว่าจะใช้" ไม้อ่อน" กล่อมอีกฝ่ายไปจนสิ้น "รึว่าเจ้าอยากอยู่แต่ในห้องข้า"

ร่างบางหน้าแดงก่ำ ตวัดมือขึ้นแต่ถูกจับไว้าก่อน ถูกดึงเข้าแนบชิดทุกสัดส่วน ริมฝีปากบางถูกทาบปิดอย่างไม่ทันตั้งตัวปลายลิ้นนุ่มแทรกเข้ามาเกาะเกี่ยวเก็บความหวานละมุน คาเคสึระพยายามดิ้นหนี แต่อ้อมแขนแกร่งยิ่งกระชับขึ้น ร่างกายเสียดสีกันจนร้อนรุ่ม อ่อนระทวยกับรสสัมผัสที่อีกฝ่ายจงใจปลุกเร้า ผ้าคาดเอวและเสื้อคลุมตัวบางหลุดอย่างไม่รู้ตัว ผิวขาวเนียนมีรอยแดงชัด

คาชิอิไล้เล็มตามลำคอระหงลงสู่ปลายยอดสีชมพูชูชัน

คาเคสึระโอบกอดอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเสียงครางผะแผ่วหลุดออกจากร่างบาง

ไคเซอร์เม้มปากตาคมวาว เมื่อเห็นสีหน้าของ"ฝาแฝด" เด็กหนุ่มที่ตนพึงใจ เดินเลี่ยงจากฉากพิศวาส อ้อมผ่านเสาหินอ่อนแกะสลักเป็นรูปไม้เลื้อยก็เป็นสตรีสาวสวยผมสีแดงยาวในชุดผ้าไหมยาวรัดรูปสีแดงยืนหลบมุม ใบหน้าคมบิดเบี้ยวด้วยโทสะ สายตาจ้องมองฉากรักอย่างเกรี้ยวกราดเกลียดชัง ก่อนสะบัดหน้ากลับไป

ไคเซอร์เดินตามสาวสวยผมแดงไป อ้อมผ่านประตูโค้งมีดอกสีชมพูและม่วงกลีบใหญ่คล้ายดอกพลับพลึงเลื้อยพันเป็นพวงระย้า ทางเดินหินเรียบสะอาดแยกออกเป็นสองทาง สตรีผมแดงเดินเลี้ยวไปทางซ้ายขนานไปกับทางเดินระเบียงของวังขนาดใหญ่ "ท่านคิยาระ"

เสียงในดังขึ้นเบื้องหลังทำให้ทั้งสองหันกลับ สตรีสาวสวยผมสีดำยาวสลวย ใบหน้าอ่อนเยาว์ร่าเริงงามดังดอกไม้แรกแย้มแต่งกายด้วยชุดกระโปรงยาวสีม่วงสลับเป็นชั้น ผ้าคลุมสีม่วงอ่อนพริ้วไหวตามการเคลื่อนไหวอันอ่อนช้อยเดินเข้ามาใกล้เว้นระยะห่างพอสมควร ก่อนโค้งให้ตามศักดิ์ หญิงงามดั่งเปลวไฟโค้งรับ

"ท่านขุนพลคงจะมาเข้าเฝ้านายท่านสินะคะ" สตรีผู้ร้อนแรงชักสีหน้าวูบหนึ่งไม่ตอบ

"นายท่านกำลังพักผ่อน ห้ามผู้ใดรบกวน"

หนึ่งในขุนพลมารตวัดตามองคนพูดซึ่งทำหน้าใสซื่อ ข่มอารมณ์โกรธขึ้นที่แทบระเบิดออกมาอย่างยากเย็น "ข้ารู้แล้ว ขอตัวก่อน"

สะบัดหน้ากลับโดยไม่สนใจอีกฝ่าย

หญิงสาวผู้อ่อนวัยกว่า มองตามจำลับตาก่อนหันกลับ ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้ที่ยืนอยู่หลังตนเงียบๆ

"ท่านพี่มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ" "เจ้าไม่ควรไปเข้าใกล้นาง มิยะ"

สตรีผู้พี่ซึ่งนุ่มนวลอ่อนโยนกล่าวตอบเหมือนยอมรับว่าได้ยินทุกอย่าง

"แต่ท่านพี่คาเอะ" "เรื่องของนายท่าน บ่าวเช่นเราไม่ควรอาจเอื้อม"

คาเอะเตือนเสียงเข้มขึ้น "แต่" คาเอะเม้มปาก แววตาของน้องสาวทำให้ถอนหายใจ

"เจ้ารู้ดีว่าควรจะทำเช่นไร" "ค่ะ" เสียงตอบรับแผ่วเบา

มิยะหลุบตาลงซ่อนความรู้สึกภายใน

ไคเซอร์กระพริบตาภาพที่เห็นเปลี่ยนไป พบว่าตนยืนอยู่ในห้องกว้างเพดานสูงเป็นโดมสลักลวดลายอ่อนช้อย กลางห้องมีแท่นแก้วผลึก ใจกลางมีลูกแก้วสีดำขนาดเท่าลูกปาสลอยอยู่ มุมทั้งสี่มีเสาเชิงเทียน เปลวไปหลากสีลุกโชน ประตูใหญ่สลักอาคมเปิดออก แสงไฟสะท้อนให้เห็นสองร่างสูงสง่าเคียงกัน ทั้งสองรอให้ทวารปิดสนิทหนึ่งในสองคือคาชิอิ ชายหนุ่มที่ตนเห้นมาก่อน ส่วนอีกหนึ่งคนเป็นชายหนุ่มรูปงาม หน้าตาละม้ายคล้ายกันแต่ดูอ่อนโยนกว่า "พรุ่งนี้ เจ้าคงนำชัยชนะมาสู่พวกเรา"

"ขอรับท่านพี่" "แม่เฒ่าให้เจ้านำสิ่งนี้ไปด้วย" คาชิอิเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

โชคิราชาปีศาจผู้พี่เดินเข้าไปหยุดหน้าแท่น แต่ลูกแก้วนิล แสงสีดำวาบขึ้นแล้วรวมกลุ่มเป็นดอกบัวสีดำ ลอยเข้าสู่ฝ่ามือของคาชิออิก่อนหายไป หลังจากกับจากปราสาทผู้พี่ คาชิอิเงียบขรึมลงเช่นเดิม คาเคสึเองก็เก็บตัวอยู่แต่ในห้องของตน "คาโยะ "

หญิงงามผู้เป็นพี่ใหญ่สุดในคนใกล้ชิด ปรากฎกายขึ้นเบื้องหลังแล้วทำความเคารพ

"ตามคาเคสึไปที่ห้องข้า" "เจ้าค่ะ"

หนุ่มน้อยรูปงามผู้มีใบหน้าเป็นพิมพ์เดียวกับลสหายทำความเคารพก่อนนั่งตรงข้ามเจ้าของห้อง "นายท่านมอะไรให้ข้ารับใช้" "พรุ่งนี้ข้าต้องออกศึก จะพาเจ้าไปด้วย"

ดวงตาสีนิลงามไหววูบชั่วขณะก่อนกลับคืนสู่ความสงบ "ขอรับ" "มานี่สิ"

ร่างบางเกร็งเล็กน้อยก่อนก้าวเข้าสู่อ้อมแขนกว้าง

ในสนามรบซึ่งก่อเกิดจากพลังแห่งเทพและมาร คาชิอินำทัพมารเข้าโรมรันกับกองทัพมังกรอย่างดุเดือด นักรบมังกรคนแล้วคนเล่าที่ล้มตายภายใต้คนดาบของร่างสูง บุรุษหนุ่มหน้าตาคมสันผมสีเขียวสว่างในชุดเกราะสีเงินทะยานเข้าปะทะกับคาชิอิ ร่างบางในชุดเกราะสีดำหลบประกายดาบจากด้านข้างอย่างหวุดหวิด สตรีผมสีเขียวในชุดเกราะสีเงินพลิกดาบฝันซ้ำ คาเคสึยกดาบขึ้นต้านรับตามจังหวะ ไม่ลุกไล่อีกฝ่าย คาชิอิกระแทกคู่ต่อสู้ล้มลงแล้วฟัดตามอย่างเฉียบคม เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดจากร่างงามที่โถมเข้ารับดาบแทน เลือดสีแดงไหลจากกลางหลังอาบชุดเกราะเป็นสีแดง "รุริ" "รุริ"

เสียงตะโกนเรียกชื่อสตรีสาวสวยดังขึ้นพร้อมกัน

เทพมังกรหนุ่มช้อนหน้างามอย่างห่วงใย กลางฝ่ามือสว่างเป็นดวงไฟทาบไปบนบาดแผลฉกรรจ์ “รุริ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”

หน้างามซีดเผือดค่อยมีสีสันขึ้นมาเล็กน้อยยิ้มให้ก่อนสลบไป “ท่านไปเถอะ “

เทพมังกรหนุ่มเงยหน้ามองคนพูดอย่างตะลึง

คาเคสึมองร่างสูงในชุดเกราะสีดำหย่างแคลงใจ “หยุด” “หยุด” “ถอย “

เทพมังกรแห่งลมประกาศก้อง หลังจากทัพมังกรถอยทัพกลับไป

ขุนพลหญิงเซระถลันเข้ามาใกล้ร่างสูงใหญ่ผู้เป็นนาย “ทำไมเจ้าคะ”

ดวงตาคมดุตวัดมองคนถามอย่างเย็นชา ขุนพลหญิงก้มหน้าหลบ “ขออภัยเจ้าค่ะ” “กลับ”

เสียงโห่ร้องสะท้อนรับเป็นทอดๆ คิยาระแตะแขนน้องสาวให้แยกตัวออกมา

หลังจากกลับมาถึงปราสาท คาชิอิลากเด็กหนุ่มร่างบางผ่านหน้าสามสาวงามผู้ดูแลปราสาทโดยไม่สนใจ ผลักประตูห้องนอนออกแล้วเหวี่ยงร่างบางไปกลางแท่นนอน ปิดผนึกไว้ไม่ให้ใครเข้ามาได้ ชุดเกราะหายไปเหลือแต่ชุดรัดกุมสีดำแนบตัว สายตาโกรธกริ้วที่มองทำให้ร่างบางกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ

“เมื่อไหร่เจ้าจะยอมบอกความจริง” “ท่านพูดเรื่องใด”

“เจ้าเกี่ยวข้องกับพวกมังกร” “ท่านมีหลักฐานงั้นสิ”

คาเคสึจ้องตอบอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว “เจ้าออมมือให้นาง เจ้าขานนามของนาง”

คาเคสึหน้าซีดลง นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ นึกตำหนิตนเองในใจ “ใช่ ข้าเคยพบนางมาก่อน” “เจ้ารู้จักพวกนั้น” คาชิอิเน้นเสียง หรี่ตามองร่างบางตรงหน้า “ท่านก็สงสัยในตัวข้ามานานแล้วนี่” “ใช่ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ต่างกัน” “หมายความว่าอย่างไร” “เจ้าไม่มีวันหนีไปจากข้าได้”

คำพูดนั้นทำให้ร่างบางหน้าซีดลง ตาสีนิลวาววับ “ท่านไม่มีวันขังข้าได้ตลอดไป ข้าจะทำลายตรวนอันนี้ให้ดู” คาเคสึกระชากผ้ารัดข้อเท้าออก กำไลสลักลวดลายวิจิตรตระการเป็นอักษรอาคมสีทองบนข้อเท้าเรียวขาวนวลข้างซ้าย

“ข้ามีสิ่งใดด้อยในสายตาของเจ้า” คาชิอิกระชากร่างบางมาในอ้อมแขน

“ท่านเพียบพร้อมไปทุกสิ่งจนหาคนเทียบเคียงได้ยาก แต่ “ “แต่อะไร”

“ข้าไม่ได้รักท่าน” “ใคร” คาเคสึเงียบไม่ยอมตอบ แรงบีบที่ไหล่ทำให้นิ่งหน้า

“ข้าเจ็บ ปล่อย” แต่แรงบีบกลับเพิ่มขึ้น “โอ๊ย” “ราชามังกรองค์ใด”

คาเคสึมองอีกฝ่ายอย่างตกตะลึง “ท่านพูดถึงอะไร” “เจ้าหลอกข้าไม่ได้หรอก”

คาเคสึหนาววูบขึ้นมาในใจ” ไม่ใช่” “ข้าจะทำให้เจ้าตอบเอง” “ไม่ อื้อ”

ปลายลิ้นนุ่มฉกเข้ามาลิ้มรสความหวานของร่างบาง

คาเคสึพยายามผลักร่างหนาที่ทาบทับแต่ถูกรวบมือสองข้างไว้เหนือศีรษะ ลิ้นร้อนตวัดรัดหยอกล้อและเชิญชวนอย่างชำนาญจนร่างบางคล้อยตาม ถอดชุดแนบเนื้อเผยให้เห็นร่างนวลเนียนหวาม มือใหญ่แกร่งลูบไล้อย่างทะนุถนอม ปลายนิ้วสะกิดติ่งสีชมพูขยี้เบาๆจนแข็งเป็นไตก่อนลากไปตามหน้าท้องแบนราบ ร่างบางครางออกมาอย่างลืมตัวเมื่อมือใหญ่คลึงรูดไปตามส่วนที่อ่อนไหวเป็นจังหวะเร็วขึ้น คาเคสึระแอ่นกายขึ้นสองมือที่เป็นอิสระกดศีรษะร่างสูงแน่นขึ้น

คาชิอิขบเม้มยอดสีชมพูแรงขึ้น เร่งจังหวะมือเร็วขึ้น แรงขึ้น “อาาา…อ๊าาา…อ๊ะ”

คาเคสึระบิดกายอย่างทรมาน สองมือขยุ้มผ้าปูแน่น ร่างกายเกร็งเหยียด ความรู้สึกพุ่งพรวดเกือบถึงจุดสุดยอดกลับตกวูบลงมาทันควัน คาเคสึระลืมตามองร่างสูงอย่างงงงัน “ใคร” เนตรงามวาบขึ้น ผลักร่างสูงใหญ่เหมือนกำแพงหนา พยายามดิ้นให้หลุดจากวงแขนกว้าง

สัมผัสแข็งร้นที่กระทบต้นขาทำให้ชะงัก สบตาคมเข้มซึ่งฉายแววปรารถนา “ไม่”

คาชิอิรวบแขนเรียวบิดไขว้หลังด้วยมือเดียวส่วนอีกมือหยอกล้อร่างกาย ของคาเคสึอย่างใจเย็น ร่างบางบิดกายอย่างเสียวซ่าน ตาสีนิลสวยฉายแววปรารถนาปนเกรี้ยวกราด กัดฟันไม่ยอมให้เสียงหลุดออกมา ร่างกายและจิตใจต่อสู้กันอย่างหนัก “อ๊ะ อ้า”

คาเคสึครางออกมาเมื่อปลดปล่อยความต้องการออกมา ความรู้สึกเบาหวิวเหมือนล่องลอยอยู่ในปุยเมฆ นิ่วหน้าเมื่อปลายนิ้วรุกล้ำเข้ามา

“อย่าเกร็ง” คาชิอิกวาดนิ้วเข้าออกช้าๆ เพิ่มจำนวนนิ้วเมื่อร่างบางผ่อนแรงลง เมื่อเห็นร่างบางพร้อมก็แทนที่ด้วยร่างกายของตน “โอ๊ย ไม่เอา เจ็บ”

คาชิอิจับสะโพกกลมกลึงแน่น ช่องทางแคบนุ่มร้อนที่รัดเกร็งทำให้ขบกรามแน่น กระแทกกายเข้าไปจนสุด ขยับเป็นจังหวะช้าๆ ก่อน เร็วขึ้นตามแรงอารมณ์ ร่างบางกรีดร้องน้ำตาคลอ ความรู้สึกเจ็บปวดเริ่มลดลงและถูกแทนที่ด้วยอารมณ์อื่น

“อา อ้า” คาชิอิจับร่างบางพลิกคว่ำหน้าโดยไม่ถอนกาย ปลุกเร้าส่วนอ่อนไหวที่สุดของร่างบางกระแทกกายเข้าออกแรงขึ้น

คาเคสึเหยียดกายเกร็งก่อนปลดปล่อย รับแรงกระแทกครั้งสุดท้าย ของเหลวอุ่นถูกฉีดจนล้นออกมาตามต้นขา

คาชิอิมองร่างบางซึ่งหลับสนิทในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน ลูบผมนุ่มอย่างแผ่วเบา

“ทั้งร่างกายและหัวใจเจ้าต้องเป็นของข้าผู้เดียว”

“อย่า “ “อ๊าว” เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังระงมไปทั่ว

นักรบมังกรที่โดนแสงสีดำต่างล้มตายดุจใบไม้ร่วง ที่บาดเจ็บสาหัสปกป้องตัวเองไม่ได้ก็ถูกฆ่า ที่เหลือต่างเสียขวัญกำลังใจถูกปลิดชีพอย่างง่ายดายไม่น้อย

ราชามังกรผู้นำทัพเองก็โดนแสงตรงๆ บาดเจ็บสาหัสมิใช่น้อย พยายามต่อสู้ฝ่าวงล้อมออกมา “จับมันไว้” บัญชาแห่งราชาปีศาจผู้น้อง 3 ขุนพลมาร

คิยาระ เซระ กาโอ ต่างรุมโอบโจมตี วาซูสึคิ เทพมังกรลม คาเคสึร้อนใจไม่น้อย ถลันเข้าช่วยแต่ถูกร่างสูงใหญ่จับไว้ดิ้นไม่หลุด เทพมังกรหนุ่มเพลี่ยงพล้ำ หลบง้าวยาวที่ฟันมาไม่พ้น ปลายดาบจ่อลำคอ ทันใดนั้น ก็มีแสงสีขาวพุ่งเข้าใส่เจ้าของดาบ ขุนพลมารสาวสวยกลิ้งตัวหลบอย่างหวุดหวิด เหลือบมองเชลยที่หลุดมือก็มีชายหนุ่มร่างสูงผมสีฟ้าประคอง คู่ต่อสู้ของตนเป็นชายหนุ่มอ้อนแอ้นหน้าสวยผมดำใดชุดเกราะสีดำ ศิราภรณ์รูปมังกรทำให้เดาฐานะอีกฝ่ายได้

คิยาระเหยียดยิ้มเล็กน้อยชิงจู่โจมก่อนแต่เทพมังกรรูปงามต้านรับอย่างง่ายดาย เหล่าขุนพลมารต่างได้คู่ต่อสู้ที่ฝีมือทัดเทียมกัน ทัพมังกรที่ยกมาช่วยทำให้เหล่านักรบมังกรที่บาดเจ็บมีกำลังใจต่อสู้ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ คาชิอิให้สัญญานทัพมารก่อนใช้ดอกบัวสีนิล แสงสีดำพุ่งเข้าหาเหล่านักรบมังกร แสงสีขาวและสีฟ้ารวมตัวกันเข้าปะทะ เสียงระเบิดดังกัมปนาทไปทั่ว ฝุ่นฟุ้งกระจายบดบังทัพทั้ง 2 ฝ่าย

หลังจากฝุ่นที่คละคลุ้งหายไปทัพมังกรก็หายไปจนหมด “เชอะ พวกมังกรที่แท้ก็ไร้น้ำยา ไม่กล้าต่อกรกับพวกเรา” คาเคสึตวัดตามองเซระขุนพลมาร ในใจขุ่นเคือง “กลับ” “ขอรับ” “เจ้าค่ะ”

เหล่าขุนพลมารหันไปสั่งเคลื่อนทัพกลับ

คาเคสึหันมามองภาพความปราชัยของทัพมังกรก่อนเดินตามไป

“หายไป” “ตั้งแต่เมื่อวานแล้วเจ้าคะ”

“พวกหม่อมฉันให้คนออกตามหาแต่ก็ไม่พบเจ้าค่ะ”

สามสาวงามผู้ดูแลประสาทต่างก้มหน้าหลบตา “ส่งคนทั้งหมดออกไป”

คาชิอิสีหน้าร้อนใจ “ขอประทานอภัยเจ้าค่ะ ทหารของเราพบสิ่งนี้”

นางกำนัลสาวสวยเข้ามารายงานพร้อมยื่นถาดใส่เศษผ้าเปื้อนเลือดให้ผู้เป็นนายเหนือหัว คาชิอิรับมา สีหน้าเรียบเย็น แววตาแปรเปลี่ยนไปหลากหลายก่อนกลับสู่ความสงบ

“นำทางสิ” หน้าผาสูงมีต้นไม้ใหญ่เอียงใกล้ล้ม คาชิอิสังเกตุรอบๆ พบร่องรอยการต่อสู้ มีรอยเลือดติดอยู่ที่ลำต้นและหยดบนพื้นแห้งดำคล้ำ

“เจ้าพบเศษผ้านี้ตรงไหน” “ติดอยู่ตรงกิ่งโน้นขอรับ”

คาชิอิลอยตัวขึ้นไปสักครู่ก่อนลงมา หยิบก้อนหินขนาดพอเหมาะโยนลงไป ยืนรอแต่ไม่มีเสียงสะท้อนกลับ ร่างสูงลอยตัวอยู่เหนือเหวลึกสุดหยั่ง

“หม่อมฉันขอตามไปด้วยเจ้าค่ะ” สามพี่น้องอาสาตามลงไป “คาโยะเจ้าตามข้าลงไป คาเอะกลับไปเตรียมตัว มิยะ เจ้าดูแลทางนี้” พูดจบก็ดิ่งลงสู่ความมืด

“ลึกเหลือเกินเจ้าค่ะ” คาโยะอดปรารภไม่ได้ หลังจากพุ่งตัวลงมา รอบกายมีแต่ความมืดและหนาวเย็น แสงจากร่างผู้เป็นนายเห็นเป็นกรอบรอบตัวเท่านั้น

ผ่านไปชั่วครู่ใหญ่กว่าจะลงก้นเหว คาชิอิขยายเขตอาคมเป็นบริเวณกว้าง บนพื้นมีแขนข้างหนึ่งตกอยู่ “ระวัง”

คาชิอิซัดพลังใส่สัตว์สีดำขนาดใหญ่ที่กระโจนใส่ สัตว์ตัวใหญ่ลำตัวคล้ายหมีหัวเป็นสิงโต เขี้ยวยาวใหย๋มีเขา 2 ข้าง นอนดิ้นอยู่บนพื้นสักครู่ก่อนนิ่งไป “ทำไม่เจ้ากิมุจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

ตัวกิมุเป็นสัตว์ดุร้าย กินเนื้อเป็นอาหาร อาศัยอยู่ในป่าทึบ ไม่ชอบหุบเขากันดาร

คาชิอิใช้เท้าเขี่ยสัตว์ร้าย เห็นเลือดไหลซึมออกจากท้องต่ำกว่าตำแหน่งที่ซัดโดน

“หาให้ทั่ว” ส่วนที่พบเมื่อรวมกันได้ร่างครึ่งซีกขวาไม่พบกำไลอาคม

คาชิอิเดดินไปตามทางขรุขระ ลึกเข้าไปในหุบเขา สุดทางเป็นห้องโถงกว้างสูง หินย้อยสะท้อนแสง เป็นสีต่างๆ สำรวจแล้วไม่พบทางออกจึงย้อนกลับไป

คาโยะยืนรออย่างสงบ “ไปกันเถอะ” พลังจากกลับมาถึงปราสาท

คาชิอิมุ่งตรงไปยังห้องลับด้านในสุด ภายในห้องเย็นจนหนาว กลิ่นกำยานหอมทำให้ปรรยากาศยิ่งวังเวงขึ้น กลางห้องมีกระจกบานใหญ่ตั้งอยู่ ขอบไม่สีดำแกะสลักเป็นรูปหญิงสาวสองนางเงื้อดาบขึ้นสูงอยูสองด้าน “ในนามแห่งข้า

คาชิอิ จงแสดงร่างผู้ครอบครองกำไลเรมุน” กลางกระจกในปรากฎคลื่นเป็นวงกระจายออก ภาพสั่นไหวเหมือนคลื่นน้ำก่อนวูบหายไป กระจกกลับมาใสเหมือนเดิม

คาชิอิลองใหม่อีกครั้งแต่ก็เหมือนเดิม หลัออกจากหัองลับ คาเอะมารายงานว่า ราชาปีศาจโชคิผู้พี่ต้องการพบ และนั่นนำไปสู่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

ไคเซอร์มองภาพการต่อสู้ระหว่างราชามังกรกับราชาปีศาจทั้งสอง และขุนพลมารอย่างดุเดือด ราชามังกรแต่ละองค์รูปงามแตกต่างกันไป ฝีมือล้วนแต่แกร่งกล้า ทางขุนพลปีศาจเองก็ไม่น้อยหน้า การห่ำนั่นประหัตประหารจึงดำเนินไป

ราชาปีศาจโชคิจับจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้ร่างสูงผมทองมีบาดแผลฉกรรจ์มไน้อย แต่ก็ปกป้องสตรีสาวสวยผมแดงข้างกาย

คาชิอิกระแทกชายร่างสูงผมสีฟ้าออกไปก่อนยกดาบขึ้นต้านรับคมดาบจากร่างบางที่โถมเข้าใสส่ ร่างบางฟาดดาบใส่ต่อเนื่องแต่ก็ไม่อาจทำอันตรายคาชิอิได้

คาชิอิตวัดดาบอย่างรวดเร็ว ร่างบางถอยหลบแต่ไม่พ้น คมดาบกรีดโดนแขนซ้ายเป็นแผลลึก

ราชามังกรหน้าตาดีผมสีฟ้าที่เป็นเพื่อนร่วมรบประคองร่างบาง

คาชิอิจ้องหน้าเทพมังกรร่างเล็กเขม็งใบหน้างามจนตะลึง ดวงตาสีนิลสวยมองตอบอย่างเคียดเค้น ทั้งสองโถมเข้าจู่โจมพร้อมกัน

คาชิอิรับการจู่โจมและโต้กลับจนเทพมังกรหนุ่มร่างสูงกระเด็นไปก่อนรับพลังจู่โจมจากเทพมังกรหน้าสวย เป็นการต่อสู้ทางพลังแทนฝีมือดาบ ร่างบางเพิ่มพลังเข้าปะทะ ร่างสูงสังเกตุเห็นใบหน้างามนั้นซีดลงจึงเร่งพลัง ร่างบางโดนพลังกระแทกล้มลง

คาชิอิเห็นหน้าคาเคสึซ้อนกับเทพมังกรรูปงามตรงหน้า ชะงักไปชั่งครู่ ถอยหลบเศษทรายที่ร่างบางขว้างใส่และร่างสูงที่ฟาดดาบใส่

คาชิอิจัดการเทพมังกรหนุ่มผมสีฟ้าก่อน ซัดพลังกระแทกร่างนั้นกระอักเลือด ขวางมิให้ร่างบางเข้าไปช่วยเพื่อนได้

คาชิอิออกแรงเต็มที่กระแทกดาบในมือร่างบางกระเด็นหลุดมือ ใบหน้างามเรียบเฉยไม่แยแสคมดาบที่จ่อพาดอยู่ คาชิอิหลบมีดสั้นที่คาเคสึระแทงมา บิดแขนไขว้หลัง ร่างบางครางเบาๆ ปล่อยมีสั้นตกพื้น

คาชิอิลากร่างบางที่ดิ้นขัดขืนตรงไปหาราชาผู้พี่และกระซิบความลับทำให้ศตรูตัวน้อยยอมจำนน จึงผ่อนแรงบีบลง ระหว่างรอฟังคำตอบของผู้เป็นราชา เผลอกายไปชั่วขณะร่างในกำมือปลิดชีพด้วยอาวุธของตนและไม่ยอมรับการรักษาของตนด้วย

ความรู้สึกของคาชิอิไหลเข้าสู่ร่างสูงอ่อนวัยกว่า ไคเซอร์ลืมตามองเพดาน

“ความฝันงั้นหรือ แต่ทำไมมันถึงเหมือนเกิดขึ้นจริง ถ้าเป็นจริง เรากับกฤษก็เป็นศัตรูกัน ผู้ชายคนนั้นเป็นใครต้องรู้จักกฤษแน่ ท่าทางแบบนั้น”

ไคเซอร์นึกถึงภาพชายลึกลับที่โอบกอดร่างบางอย่างทะนุถนอม แล้วความรู้สึกพลุ่งพล่านในอกอยากกระชากท่อช่วยหายในและเครื่องมือต่างๆ ออกแล้วไปตามหาแต่ฝืนร่างกายไม่ไหว

มืด มืดเหลือเกิน รอบตัวมืดไปหมด เงียบไม่มีเสียงใดมากระทบ ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตนเองกฤษณะรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในความฝัน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตนนอนสลบอยู่ในที่ๆ ทั้งมือและเย็นเพียงลำพัง รอบข้างมีแต่ความว่างเปล่า ลองตะโกนไปในความมืดแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับ เสียงหัวใจเต้นตึกตักแรงจนต้องกุมอกไว้ ฝ่ามือเย็นชื้นมีเหงื่อไหลซึม ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง หวาดกลัวว่าจะถูกทอดทิ้งไว้คนเดียวในโลก ร่างกายสั่นเทาหนาวเหน็บจนต้องโอบกอดตัวเอง ร้องไห้ออกมา หลังจากได้ระบายออกมากฤษณะตั้งสติได้ นึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตนและไคเซอร์มาเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนใหม่ต่างโรงเรียนกันอีก 4 คน คือ โซรัว ชิเงรุ ,ริวโอ วิโร่, เทนริง ริวโนะ และนายโต้เคียวโกะ หลังจากลงจากรถไฟก็นั่งรถเมล์ประจำทางต่อ ตอนนั้นก็ใกล้ค่ำแล้ว รู้สึกเพลียและนั่งพิงไคเซอร์ รถเสียหลักอียงก่อนได้ยินชนดังสนั่นปนกับเสียงกรีดร้อง รู้สึกเจ็บไปทั้งรัวก่อนวูบหมดสติ มารู้สึกตัวก็อยู่เพียงลำพังในความมืด “หรือว่า เราตายแล้ว” กฤษณะเย็นวุบขึ้นมาในใจ

เด็กหนุ่มผู้มาต่างแดนลองหยิกแก้มตัวเองก็รู้สึกเจ็บ จึงค่อยผ่อนคลายลง”ถ้าเจ็บ ก็ยังไม่ตาย แต่ทำไมถึงอยู่คนเดียวหว่า ไม่น่าจะอยู่ในรถ เอหรือว่าเตากระเด็นออกมา แต่พื้นก็เรียบเหมือนเป็นหินอ่อน”

ลองคลานและคลำไปรอบตัว ก็พบแต่ความว่างเปล่า กฤษณะกำมือแน่น เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ สูดลมหายใจเข้าอกลึกๆ พยายามเอาชนะความกลัวในใจ ลุกขึ้นคลำเดินไปข้างหน้าช้าๆ เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่รู้

ร่างบางทรุดกายลงนั่งกับพื้น บีบนวดขาอย่างเมื่อยล้า เดินมานานมากแต่ก็หาทางออกไม่พบ รอบข้างก็ไม่มีอะไรจับต้องได้ เหมือนคนหลงทางในทะเลทราย กฤษณะกัดฟันลุกขึ้นเดินต่อเมื่อดีขึ้น เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ แต่ก็ไม่พบจุดสิ้นสุด ขา 2 ข้างเริ่มล้า ก้าวขาไม่ออก หมดแรง ท้อใจในนอนเหยียดกางแขนขา มองไปในความมืดอย่างไร้จุดหมาย แว่บหนึ่ง ประกายแสงสว่างที่วูบขึ้นมาก่อนจางหายไปอย่างรวดเร็ว เด็กหนุ่มจ้องเขม็งไปยังจุดนั้น รอคอยจนหมดความอดทน ประกายแสงวุบขึ้นมาก่อนหายไปทำให้เด็กหนุ่มลุกขึ้นวิ่งไปยังตำแหน่งนั้น แสงที่เห็นนั้นมาจากลูกแก้วสีทองขนาดลูกปิงปองลอยอยู่ กฤษณะสำรวจรอบๆ ก็ไม่พบกลไกอะไรที่ทำให้ลูกแก้วลอยได้ ชั่งในอยู่สักครู่ก่อนเอื้อมมือไปแตะลูกแก้วสีทอง แสงสว่างกระจายออกมาเหมือนห่อหุ้มร่างบางไว้

 catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติชมได้ที่ e-mail : [email protected]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1