
(Part 2)
ตอนที่1
ความผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของผมเกิดขึ้นเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว อย่างที่รู้ๆกันว่าวันที่1เมษาเป็นวัน(April Fool Day) หรือวันเมษาโกหก ในวันนี้ใครๆเขาก็อำกันแหงล่ะ ผมก็คนหนึ่งล่ะที่ทำแต่ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า เพราะการโกหกครั้งนั้นจะทำให้ผมต้องสูญเสียเพื่อนรักที่สุดไป และได้แฟนหนุ่มรูปหล่อพ่อรวยมาแทน(คุณอาจจะบอกว่า แล้วบ่นทำไมวะ? แต่ลองมาเป็นผมดูสิแล้วจะรู้) เรื่องของเรื่องก็คืออาร์ต(ชื่อเขาล่ะ)มาสารภาพรักกับผมโดยไม่ดูตาม้าตาเรือหรือเวลงเวลาใดๆทั้งสิ้น ไอ้ผมก็นึกว่ามันอำผมเล่น(ก็มันวันที่1เมษานี่นา) ผมเลยแกล้งอำมันกลับรับรักเสียเลย! แต่ตอนหลังก็มารู้ว่ามันเอาจริงทีนี้ก็หันหลังกลับไม่ได้แล้วด้วยง่ะ ไม่กล้าบอกด้วยว่าโกหกเดี๋ยวมันได้เกลียดผมตายเลย ก็เลยต้องเป็นแฟนจำยอมไปพลางๆก่อนและหวังว่าอาร์ตจะขอเลิกไปเอง ระหว่างนี้ก็ต้องระวังตัวไม่ให้เผลอเรอยอมตัวไปให้อาร์ตมันเสียก่อนเดี๋ยวมันจะยุ่ง(เข้าไปอีก)
หลังจากที่ผมได้เป็นแฟนอาร์ตไปแล้วชีวิตของผมก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อาร์ตดูจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตผมซะทุกๆด้าน เขาเริ่มทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของผม ตามไปรับไปส่ง เข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่(ธรรมดาอาร์ตชอบมาขลุกอยู่บ้านผมอยู่แล้วพ่อแม่ผมก็เลยไม่สงสัยรอดตัวไป) โทร.หาทุกคืน(ไม่รู้มันจะโทรทำไมเจอหน้ากันทุกวันอยู่แล้ว) และที่ยิ่งแย่กว่านั้นก็อาร์ตเป็นคนที่ขี้หึงแบบสุดๆ แค่เห็นผมยืนหัวร่อต่อกระซิกไม่ว่ากับผู้หญิงหรือผู้ชายพ่อเจ้าประคุณก็ต้องแทรกเข้ามากลางวงสนทนาแถมยกมือโอบไหล่ผมซะเฉยๆงั้นแหละ นี่ก็ข้อหนึ่งแล้วที่ทำให้คนสงสัยเรื่องของพวกเรา อีกข้อหนึ่งก็คือหลังจากที่อาร์ตรู้ตัวว่าสมหวังแน่เขาก็ไปบอกเลิกกับบรรดาสาวๆ ที่เขาคบอยู่(ที่บอกว่าบรรดาก็เพราะมีหลายคน) และก็ไม่มีใครเห็นว่าเขาจะมีแฟนสาวคนใหม่ควงด้วยเลย จะมีก็แต่ผมนัทเพื่อนสนิทที่ระยะหลังๆติดหนึบกันยิ่งกว่าตังเม ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วจนเพื่อนๆของผมชักสงสัย ไอ้ผมก็แก้ตัวไปได้เรื่อยๆ เหมือนกัน(ลื่นเป็นปลาไหลอยู่แล้วไม่มีปัญหา)แต่ถึงยังไงเสียงซุบซิบนินทาก็สร้างความรำคาญให้ผมจนต้องคอยเตือนเขาให้ทำตัวดีๆ หน่อยอย่าประเจิดประเจ้อให้มากนัก แต่คุณรู้ไหมว่าเขาตอบว่าไง เขาพูดหน้าตาเฉยเลยว่า " ให้พูดกันไปก็ดีคนอื่นจะได้รู้ว่านายเป็นของฉันจะได้ไม่มายุ่ง " แล้วก็ถือโอกาสขโมยหอมแก้มผมไปหนึ่งฟอด ซึ่งพอดีกับที่มีรุ่นน้องปี1 ผู้หญิงสองชายหนึ่งผ่านมาเห็นพอดิบพอดีพ่อตัวดีเห็นก็รีบเผ่นไปปล่อยให้เราหน้าแดงแล้วแดงอีกต่อหน้ารุ่นน้องคนเดียว เจ็บใจจริงอายก็อายส่วนน้องๆทั้งสามก็จ้องผมแบบจ้องเอาจ้องเอา เดินหนีออกมาแทบไม่ทัน อาร์ตนะอาร์ตจำเอาไว้เลย! ผมคาดโทษในใจ
***********************************************
เล็คเชอร์ภาษาอังกฤษวันนี้น่าง่วงเหมือนเดิม ตาของผมจับจ้องอยู่ที่กระดานก็จริงแต่ใจมันลอยไปไหนต่อไหนแล้วก็ไม่รู้ ตาจะปิดให้ได้ อาจาร์ยยังคงพูดไปเรื่อยๆอย่างไม่ลืมหูลืมตา และไม่สนใจว่านักเรียนจะรู้เรื่องหรือไม่ แผ่นใสแผ่นแล้วแผ่นเล่าถูกฉายขึ้นจอ แกรมมาร์ต่างๆประดังประเดเข้ามาในหัวสมองและจางหายไปอย่างรวดเร็ว ผมไม่เคยถนัดเรื่องภาษาเลย อันที่จริงผมไม่ถนัดอะไรที่เป็นวิชาการเลยสักอย่าง ผมเป็นน.ศ.โควต้านักกีฬากระโดดน้ำเป้าหมายคือโอลิมปิค ฟังดูอาจจะเกินตัวไปหน่อยแต่หวังไว้หน่อยก็ดีใช่ไหมล่ะอีกอย่างโค้ชก็ยังพูดเลยว่าผมเก่งพอตัวทีเดียว
หลังเล็คเชอร์จบผมก็รู้สึกถึงความอยากอาหารของพยาธิในท้องทันที มันเป็นเหมือนนาฬิกาบอกเวลาของผม ผมลูบท้องเบาๆ "เดี๋ยวนะลูกเดี๋ยวพ่อจะเอาอาหารมาให้" ผมพึมพัมกับท้องตัวเอง สายตามองสอดส่ายหาที่ว่าง โรงอาหารคราคร่ำไปด้วยน.ศ.น้อยใหญ่ "ชาตินี้จะได้กินไหมวะเนี่ย!" ผมอุทานเบาๆเพราะไม่มีทีท่าว่าโต๊ะไหนจะลุกเลย จะนั่งแช่กันไปถึงไหนกันนะ สักพักก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากข้างหลัง "นัทๆทางนี้ อยู่ทางนี้!" อาร์ตนั่นเอง จริงสิผมเองก็ลืมไปว่าเรานัดกันมาทานกลางวันด้วยกันโชคดีจริงที่อาร์ตมาจองที่นั่งก่อนไม่งั้นล่ะก็อดกินแหงๆ ผมรีบเดินยิ้มแฉ่งเข้าไปด้วยความดีใจที่จะได้กินข้าวเสียที ส่วนพ่ออาร์ตก็ยิ้มกลับเพราะนึกว่าเรายิ้มให้เขา ทำหน้าดีใจ๊ดีใจยังกะสาวๆ "รอนานไหมอาร์ต?" ผมวางของลงบนโต๊ะ แล้วทรุดตัวลงนั่งตรงข้ามเขา
"ไม่นานหรอกนัทเพิ่งมาเอง" อาร์ตตอบยิ้มๆ แต่ไอ้คนที่นั่งโต๊ะข้างๆก็ดันสอดเข้ามา "โอ๊ย! ไปเชื่อมัน มันมาตั้งแต่11โมงแล้ว ฉันกินข้าวไปตั้งสามจาน ฟาดขนมไปอีก2ถ้วย ฮี่โธ่! เพิ่งมาเนี่ยนะเชื่อตายล่ะ!" เจ้านั้นหัวเราะจนตาที่ค่อนข้างตี่ใต้กรอบแว่นหยีเข้าไปอีก อาร์ตหน้าแดงแจ๋รีบยกเท้าถีบเพื่อนอย่างเบาะๆ
"โธ่! ไอ้แว่น มึง! ปากไม่มีหูรูดเล้ย" อีกฝ่ายยังไม่ยอมหยุด "หน้าแดงเป็นแตงโมเชียวนะมึง ไอ้อาร์ตเขินอะไรวะ? หน้าด้านๆอย่างเอ็งไม่น่าจะอายเป็นนี่หว่า เอ้าๆ! ถีบอยู่ได้ น้องนัทสุดที่รักของมึงหิวไส้จะขาดแล้วมั้งไปหาอะไรมาประเคนสิวะ!" ประโยคท้ายทำเอาผมตาโตอ้าปากค้าง หน้าก็แดงยิ่งกว่าอาร์ตเมื่อกี้อีก นี่มันอะไร เจ้านี่เป็นใครกันรู้เรื่องเราได้ไงฟะ
อาร์ตกับแว่นเจ้าคนปริศนาเริ่มสังเกตุว่าผมงุนงงกับเหตุการ์ณเมื่อกี้ก็หันมายิ้มแหยๆ
"เอ่อ นัท นี่ไอ้แว่น เพื่อนอาร์ตเองแหละ เราเรียนเอกเดียวกัน แล้วฉันก็สนิทกับมันม๊ากมากเลย แบบว่าสนิทมากขนาดที่ว่าเราปรึกษากันได้ทุกเรื่อง แล้ว " อาร์ตทำท่าจะพูดต่อแต่ผมรู้ทันที เขาเล่าให้ไอ้ตี๋นี่ฟังด้วย!
"อาร์ตอย่าบอกนะว่านายเล่าให้เขาฟังน่ะ! นายทำยังงี้ได้ยังไงหา!" ดูเหมือนความโกรธจะรุนแรงเสียจนลืมความหิว แถมเสียงของผมก็ไม่ใช่เบาๆ มันดังพอจะให้คนในรัศมี2เมตรหันมามองเราได้ อาร์ตกับไอ้ตี๋แว่นนั่นรีบดึงผมออกมาจากที่เกิดเหตุทันทีก่อนที่เราจะขายหน้ากันหมด "นัทอย่าโกรธสิ แว่นมันไม่บอกใครหรอก อีกอย่างช่วงที่ฉันกลุ้มใจเรื่องนายก็มีมันนี่แหละที่คอยให้คำปรึกษาโดยไม่หัวเราเยาะหรือรังเกียจน่ะ" อาร์ตพยายามง้อผมแต่เรื่องอะไรจะยกโทษให้ง่ายๆ ไม่ใจอ่อนหรอกโว๊ย!
"เอ่อ คือแบบว่าฉันเองก็ต้องขอโทษนะนัท ฉันแค่ล้อเล่นน่ะฉันไม่บอกใครเรื่องนายสองคนหรอกรับรอง อย่าโกรธไอ้อาร์ตมันเลยนะเดี๋ยวมันน้อยใจฆ่าตัวตายเป็นม่ายนะเอ้า!" ไอ้แว่นพูดเข้าทีในตอนแรกๆแต่หลังๆฟังแล้วสะดุ้งโกรธก็โกรธขำก็ขำ ผมเลยได้แต่หัวเราะหึๆแล้วถีบมันเบาๆแบบพอที่จะทำให้มันเสียหลักเซได้
"ฉันยังไม่ได้เป็นเมียมันสักหน่อย!" ผมแก้ แหม! พูดซะเสียเลย แต่อาร์ตก็แทรกมาต่อท้าย "ตอนนี้ยังแต่ตอนหลังไม่แน่!" ผมร้องเฮ้ย! ไอ้แว่นหัวเราะจนตัวงอ
"ไปๆฉันหิวแล้ว ไปหาอะไรกินกัน" ผมรีบตัดบท ขืนต่อปากต่อคำต่อต้องไปกันใหญ่แน่
หลังจากนั้นแว่นก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเราสองคน และเป็นคนเดียวที่รู้เรื่องที่เราคบกันอย่างเป็นทางการส่วนคนอื่นก็เดากันไปตามเรื่อง แต่ไม่มีใครแน่ใจเท่าไรนัก ส่วนเหล่าแฟนเก่าของอาร์ตที่เชื่อในข่าวลือ(ที่เป็นจริง) ว่าอาร์ตมาติดผมนั้นก็ตามมารังควาญผม ซึ่งอาร์ตก็คอยปกป้องผมตลอดไม่ได้เพราะเรียนคนละคณะ แต่ถึงจะได้ผมก็ไม่อยากให้ช่วยหรอก ยังไงผมก็เป็นผู้ชาย จะไปกลัวอะไรกับผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่คุณรู้ไหมผมคิดผิด ฤิทธิ์รักแรงหึงของผู้หญิงช่างมีอานุภาพรุนแรงเหลือเกิน ผมได้ตระหนักถึงมันก็เมื่อเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมา ตอนนั้นผมกับเพื่อนกำลังซ้อมกระโดดน้ำในสระน้ำของมหาลัย อยู่ๆ สาวๆ กลุ่มหนึ่งแต่งตัวไฮโซแถมสวยๆ กันทั้งนั้นก็พากันยกขบวนเข้ามาในบริเวณที่นั่งพักข้างสระ หนึ่งในนั้นผมจำได้ว่าเป็นแอนแฟนเก่าของอาร์ตที่ถูกบอกเลิกไปเพราะผม(แน่นอน)
แอนมองมาทางผมเราสบตากันผมรู้สึกถึงความอาฆาตแค้นที่ส่งผ่านดวงตาคู่สวยนั้นมา เพื่อนสาวของเธอคนหนึ่งเดินมาหาเพื่อนผมที่อยู่ที่ขอบสระ พูดอะไรบางอย่างแล้วเดินกลับเข้าไปรวมกับกลุ่มของเธอ เพื่อนของผมคนนั้นก็ว่ายมาหาผมที่อีกฝั่งของสระเขาเองก็ดูงงๆพอๆกับตัวผมและคนอื่นๆในนี้
"นัท สาวๆพวกนั้นอยากคุยกับแกว่ะ"
"เรื่องอะไรวะ?" ผมย้อนถาม
"กูจะไปรู้เหรอ? นึกว่าจะบอกกูซะอีก"
ผมมองไปทางแอนและเพื่นๆของเธอ เอายังไงดีผมคิด ตอนนี้ยังอยู่ในช่วงซ้อมอยู่ด้วยโค้ชคงไม่ยอมให้เราปลีกตัวไปแน่ ผมเลยฝากเพื่อนคนเดิมไปบอกพวกสาวๆว่าผมจะคุยด้วยหลังซ้อมเสร็จ
"อะไรวะ! เห็นกูเป็นบุรุษไปรษณีย์หรือไงกัน?" มันบ่นกระฟัดกระเฟียดแต่ก็ยอมโดยดี ทว่าดูเหมือนข้อความที่ฝากส่งไปจะไปยั่วยุให้กลุ่มสาวๆพวกนั้นโกรธเข้าไปใหญ่ เพียงสักพักแอนก็เริ่มสะอื้นเพื่อนๆเธอก็เข้าไปปลอบกันใหญ่ เพื่อนๆผมยิ่งงงเป็นไก่ตาแตก "อะไรวะ อยู่ๆก็เป่าปี่เฉยเลยอะไรของแม่คุณเขาวะ" ใครคนหนึ่งพูดขึ้น หนึ่งในเพื่อนสาวของแอนเดินทำหน้าขึงขังมาที่ขอบสระ
"นี่! นายนัท" เธอพูดด้วยเสียงแหลมและดัง ผมสะดุ้งโหยงนึกกลัวในใจพวกหล่อนจะมาไม้ไหนกันแน่นะ "รู้ตัวไหมว่านายทำอะไรลงไป?" สาวคนเดิมพูดด้วยเสียงดังอย่างเดิม
"ไม่ ไม่รู้ จ้ะ" มีคำลงท้ายสักหน่อยก็เจ้าหล่อนน่ากลัวจริงๆนี่นา
"หึ! ไม่รู้ใช่ไหมว่าทำอะไรลงไปน่ะ ดี! ฉันจะบอกให้" เสียงของแอนร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้นอีกจากทางด้านหลังของเธอ
"นายแย่งอาร์ตมาจากแอนเพื่อนเรา นายทำให้แอนถูกเขาทิ้ง!" ทีนี้ล่ะเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นก็กลายเป็นเสียงร้องลั่นขึ้นมาดังไปทั้งสระน้ำ ทุกคนมองมาที่ผมเป็นตาเดียว ผมแทบอยากจะกระโดดน้ำตายซะตรงนั้น
"พะ พูดเรื่องอะไร?" ผมพยายามทำเป็นไม่รู้เรื่อง ทำเป็นอินโนเซ็นต์จะได้รอดไปจากตรงนั้นได้แต่มันก็ยิ่งทำให้เรื่องแย่ไปกันใหญ่เพราะว่า
"ไม่ต้องมาทำเป็นหน่อมแน้มหน่อยเลย! เรารู้เรื่องนายกับอาร์ตแล้วรู้ไหมว่าเพราะอะไร ก็เพราะอาร์ตเขาบอกกับแอนเองน่ะสิว่าเหตุผลที่เขาเลิกกับแอนเพราะเขารักนายมากกว่า! เป็นไงล่ะ หน้าด้านขนาดแย่งผัวชาวบ้านเขาได้ แต่ยอมรับกับคนอื่นไม่ได้หรือไงหา!" เธอเท้าเอวมองผมอย่างกินเลือดกินเนื้อ ในเวลาเดียวกันที่เพื่อนๆและคนในบริเวณนั้นต่างมองมาที่ผมด้วยสายตาแปลกๆ ตอนนี้เป็นเวลาที่ผมรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาทันที ไม่รู้ว่าเพราะอะไรผมนึกถึงแต่อาร์ในตอนนั้น
"ปั๊ดโธ่! อาร์ตนายอยู่ไหน? มาช่วยฉันทีสิ"
![]()
โปรดติดตามตอนต่อไป
นี่เป็นตอนต่อจากเอพริลฟูลเดย์นะคะ เขียนไว้นานแล้วอาจจะไม่ค่อยดีนัก ยังไงก็เมล์มาหากันติชมกันมั่งนะ [email protected]