
หัวใจฝาแฝด
ตอนที่ 2
ไม่ว่าเมื่อวานจะพบเจอกับอะไร ยามเช้าของวันใหม่ก็จะมาเยือนเสมอ ตอนนี้ผมเชื่อแล้วในประโยคนั้น เป็นเช้าวันคริสต์มาสที่อึดอัดที่สุด ผมกับอาเธอร์ไม่ได้นอนเลย ดูเหมือนพ่อกับแม่ก็เช่นกัน ที่โต๊ะอาหารซึ่งเป็นที่ที่ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าทานอาหารร่วมกันอย่างสนุกสนาน บัดนี้มันกลายเป็นสถานที่น่ากลัวอย่างน้อยก็สำหรับผมไปซะแล้ว พ่อนั่งอยู่ที่นั่นกางหนังสือพิมพ์อ่าน ส่วนแม่อยู่ที่ครัวกำลังทำอาหารไม่มีคำพูดใด ๆ เล็ดลอดออกมา
ผมจูงมืออาเธอร์มานั่งที่โต๊ะพร้อมกัน อาเธอร์ทำท่าอึกอักอยู่ครู่หนึ่งก็รวบรวมความกล้าเอ่ยปากพูด
เอ่อ...แม่ครับ
เพล้ง!!!
เสียงแก้วกระทบกับขอบอ่างล้างจานกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยตกสู่พื้น แม่คริสตีนทำหน้าตาตื่นแล้วก้มลงเก็บเศษแก้วผิด ๆ ถูก ๆ อาเธอร์รีบก้มลงเก็บช่วย
อย่านะ!!! แม่คริสตีนตวาดอาเธอร์เสียงดัง อย่างที่พวกเราไม่เคยได้ยินมาก่อนเป็นผลให้อาเธอร์ชะงักนิ่ง
อาเธอร์...มาทางนี้ ผมพยุงอาเธอร์ให้ลุกขึ้น พ่อก็เลยก้มเก็บกวาดช่วยแม่ อาเธอร์กำเสื้อผมแน่น สิ่งนี้คงหนักหนาไปสินะ
จนแล้วจนรอดพ่อกับแม่ก็ยังไม่พูดอะไรซักคำ ท่านกำลังเรียบเรียงคำพูดที่จะพูดหรือว่าทำเป็นลืมเพื่อให้เราลืมเหตุการณ์เมื่อวานไปอย่างนั้น หลังจากนั่งอยู่นานพอควรผมก็ทนไม่ไหวจับมือกึ่งลากกึ่งจูงอาเธอร์ออกไปข้างนอกเพราะเสียงสะอื้นนิดๆ ของอาเธอร์ทำให้ผมรู้ว่าอีกเดี๋ยวต้องร้องไห้หนักแน่ ๆ ผมไม่อยากให้อาเธอร์ร้องไห้ออกมาต่อหน้าพ่อกับแม่ในสถานการณ์อย่างนั้น ยังไม่ทันที่ผมจะพาเขาออกนอกรั้วบ้าน อาเธอร์ก็ร้องไห้ออกมาเต็มเสียงแล้ว ผมกอดปลอบใจที่หน้าบ้านโชคยังดีที่ยังไม่ค่อยมีคนพลุกพล่านเพราะว่ามันยังเป็นเวลาเช้าอยู่มาก ผมจูบเบา ๆ ที่หน้าผาก แก้มและลิ้มรสหยาดน้ำตาของอาเธอร์เพื่อปลอบใจให้เขาหยุดร้องไห้ และดูเหมือนอาเธอร์เองก็พยายามเต็มที่ที่จะหยุดร้อง ซักพักเขาก็เช็ดน้ำตาแล้วเงยหน้ามองผม
ไม่เป็นไรนะ ผมเป็นห่วง
....อืม.... อาเธอร์พยักหน้ายืนยันคำพูดอีกครั้ง พร้อมกับเข้ามากอดผม ผมกอดตอบและแตะใบหน้าของอาเธอร์พร้อมตั้งท่าจะจูบ (ยังมีกะใจเนอะ ^_^ : ผู้เขียน)
เดี๋ยว...มิเกลเดี๋ยวมีคนเห็น อาเธอร์เอ่ยหยุดผม
ช่างสิ ผมไม่สนใจคำแย้งแตะสัมผัสริมฝีปากสวยของอาเธอร์อย่างไม่รีรอ อาเธอร์ทำหน้าลำบากใจนิด ๆ แต่ก็ยอมปิดเปลือกตาแต่โดยดี พอถอนริมฝีปากจากกันผมก็กอดอาเธอร์อีกครั้ง
ฉันรักอาเธอร์
ฉันก็รักมิเกล
ทั้งสองคนน่ะ เข้ามาในบ้านพ่อกับแม่มีเรื่องจะคุย
เสียงของพ่อดังลอดออกมาจากหน้าต่างของห้องครัว อาเธอร์ได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดกำมือผมแน่นและสั่นเทา
ฉันไม่ยอมแยกจากนายหรอกอาเธอร์ ผมบอกพร้อมกับจูงมืออาเธอร์เข้าไปในบ้านเพื่อฟัง คำพิพากษา ผมคิดอย่างนั้น สิ่งที่พ่อกับแม่จะทำคือแยกเราสองคนออกจากกัน แต่ผมไม่ยอมหรอก หลังจากเข้าไปในบ้านแล้ว พ่อกับแม่นั่งรออยู่ที่โซฟาตัวใหญ่ในห้องนั่งเล่นที่มีต้นคริสต์มาสตั้งอยู่ข้างๆ เราสองคนนั่งที่เก้าอี้ ตรงข้ามกับพ่อและแม่ ซึ่งพวกผมกำมือกันแน่น
ลูก เกิดมาพร้อมกัน เติบโตพร้อมกัน สนิทสนมกันอย่างมากนั่นเป็นเรื่องธรรมดาของฝาแฝดและเป็นเด็กดีกันมาก ๆ พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวลูก ๆ มาก แต่ว่าการที่สนิทสนมกันมากเกินขอบเขต ลูกอาจจะไม่เข้าใจก็ได้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ถูกที่ควรนัก พ่อกับแม่ตกลงกันว่าจะให้ลูกทบทวนเรื่องนี้กันอีกครั้ง
ยังไม่ทันที่พ่อจะพูดจบผมก็ลุกขึ้นประท้วงพ่อแล้ว
พ่อพูดอะไร!? นี่พ่อจะพูดอะไรกับพวกผมงั้นเหรอ? ทบทวน!! สนิทสนมกันเกินไป? พวกพ่อต้องการอะไรกันแน่!!? ผมตวาดเสียงดัง ผมรู้ว่าไม่สมควรทำแบบนี้ต่อหน้าพ่อกับแม่ แต่ตอนนี้ผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์เหล่านั้นได้
ผมมองไปทางแม่ด้วยสายตากราดเกรี้ยว แต่ก็ต้องอ่อนลงเพราะภาพของแม่ที่นั่งก้มหน้า น้ำตาหยดลงบนกระโปรงที่แม่กำซะแน่นจนยับไปหมดทำให้ผมอดสงสารไม่ได้
นั่งลง มิเกล..พ่อกำลังจะเสนอทางที่ดีที่สุดให้พวกลูกนะ
ผมอยากร้องไห้จริง ๆ แต่อาเธอร์มีผมคนเดียวเท่านั้นผมจะร้องไห้ไม่ได้ ผมนั่งลงแต่โดยดี
จำน้าโรเซลซีนได้มั๊ย? เธออยู่กับสามีที่ นิวเจอร์ซี่ ที่นั่นเป็นเมืองที่ดีนะ มิเกลพ่อคิดว่าลูกน่าจะไปเรียนที่นั่นนะ
แม้พ่อจะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ประโยคนี้แฝงไว้ด้วยความเฉียบขาดในสายตาและน่าตกใจซะยิ่งกว่าพ่อตะโกนด่าว่าซะอีก ถ้าพ่อด่าว่ากับชกหน้าผมยังจะดีซะกว่า
พ่อ..พูดแบบนี้คิดว่าผมจะยอมรับงั้นเหรอ ไม่มีทาง
หมายความว่ายังไง?! ไม่มีทาง!! ไม่เข้าใจเหรอ!? ลูกเพิ่งจะเริ่มเป็นวัยรุ่นความสับสนมีมากมาย น่าจะออกไปมองผู้คนเขาซะบ้างสิ จะได้หายสับสนซะที
พ่อเองก็เริ่มระงับอาการไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ใช่!! ผมเป็นยังไงพ่อก็เป็นอย่างนั้นแหละ ก็ผมถอดแบบนิสัยของพ่อมาทั้งดุ้นเลยน่ะสิ
พ่อบอกว่าเป็นความสับสนเหรอ?!!! ที่พวกผมทำอย่างนี้กันสรุปกันได้แค่ว่าสับสนงั้นเหรอ?!! ผมรักอาเธอร์ อาเธอร์ก็รักผม ถ้าเป็นแค่ความสับสนเราคงทำอย่างนี้กันมาไม่ได้ตั้ง 2 ปีหรอก!!!! ผมเปิดเผยความลับออกมาเสียแล้วด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
พอแล้ว!!!!!!! แม่คริสตีนลุกขึ้นตะโกนเสียงดังลั่น ทำให้ทุกสิ่งหยุดการเคลื่อนไหว
พอซะทีเถอะ มิเกล อาเธอร์ พวกลูกทำอย่างนี้กันตั้งแต่อายุ 13 งั้นเหรอ พระเจ้า ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ แม่ร้องไห้หนัก พ่อไปพยุงแม่เอาไว้ ผมก็ได้แต่ยืนนิ่ง ส่วนอาเธอร์ทำท่าจะร้องไห้ตามแม่ไปด้วยเหมือนกัน
ลูกทำอย่างนี้กันได้ยังไง? เป็นพี่น้องกัน สายเลือดเดียวกัน..เป็นผู้ชายเหมือนกัน แต่มาทำอย่างนี้พระเจ้าต้องไม่ให้อภัยแน่ ๆ ที่แม่คลอดลูกออกมาแม่ไม่ได้หวังให้เป็นอย่างนี้นะ .แม่ไม่ได้หวังเลย . แม่คร่ำครวญน้ำเสียงสั่นเต็มไปด้วยเสียงสะอื้นเป็นระยะ
เข้าใจแล้วใช่มั๊ยมิเกล? พ่อติดต่อกับน้าโรเซลซีนแล้วพรุ่งนี้ลูกก็เดินทางไปได้แล้ว
พ่อพูดไม่ใยดีเหมือนจะรีบให้ผมไปให้พ้น ๆ อย่างนั้นแหละ ที่พ่อให้ผมไปแต่ไม่ใช่ให้อาเธอร์ไปเพราะเหตุผลเรื่องร่างกายของอาเธอร์สินะ ผมรู้แม้ขณะนั้นพ่อกับแม่ก็ยังใจดีเพียงแต่พวกท่านไม่รู้จะจัดการยังไงดีต่างหากซึ่งกว่าผมจะมาคิดเหตุผลอย่างนี้ได้เวลาก็ล่วงเลยมาเกือบ 10 ปี แต่ผมในตอนอายุ 15 ปีนี้ไม่อาจเข้าใจ
รู้ล่ะ? พ่อกับแม่ทำได้แค่นี้ แต่ผมหยุดไม่ได้ พ่อกับแม่ต้องการความเปลี่ยนแปลงอะไรงั้นเหรอ? ถ้าพวกผมแยกออกจากกัน คิดว่าผมกับอาเธอร์จะเปลี่ยนไปจากนี้เหรอ? ไม่หรอก ผมไม่มีทางหยุดรักอาเธอร์ได้!!!! และจะไม่แยกจากอาเธอร์เป็นอันขาดด้วย!!!!
เพี๊ยะ!!!! เสียงฝ่ามือกระทบกับใบหน้าของผมอย่างจัง ผมไม่อยากเชื่อเลย แม่ตบผม ทั้ง ๆ ที่แม่ไม่เคยแม้แต่จะตีเลยซักครั้งแท้ ๆ
หยุดพูดเอาแต่ใจอย่างนี้ซักที! ไม่รู้รึไงว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่สังคมไม่ยอมรับกัน คนอื่น ๆ เขาจะคิดยังไง?! ไม่สิ!! พระเจ้าต้องไม่อภัยให้แน่ ๆ พอทีเถอะนะอยู่ห่างกันซักพักแล้วจะเข้าใจเองว่าสิ่งที่พ่อกับแม่ทำคราวนี้มันช่วยเหลือลูกขนาดไหน?
แม่พูดไปหยาดน้ำตาก็ไหลไม่ยอมหยุด อาเธอร์เข้ามาจับมือผม สายตาของเขาสะกัดกั้นอารมณ์เดือดดาลของผมไว้ได้ ผมรวบรวมสติพูดอีกครั้ง
แม่ครับ พ่อครับ พวกผมไม่สนใจสักนิดว่าคนในสังคมคิดยังไง? ไม่หวังให้พระเจ้าอภัยให้ เพียงแค่ยอมรับในสิ่งที่พวกผมเป็น สิ่งที่พวกผมทำ เพราะพวกผมไม่มีทางจะทำเรื่องเลว ๆ ให้เดือดร้อนถึงพ่อกับแม่แน่นอน เพียงแค่นั้น คิดว่าพวกผมหวังสูงไปใช่มั๊ยครับ?
หลังจากที่จบคำพูดของผม ทุกอย่างเงียบสงัดอยู่ครู่หนึ่ง ผมจับมืออาเธอร์วิ่งขึ้นไปข้างบนห้องผม ปิดประตูขังตัวเองไว้กับอาเธอร์ พ่อกับแม่ตามมาเคาะประตู แต่ผมไม่ยอมเปิดไม่ยอมตอบใด ๆ ทั้งสิ้น จนพ่อกับแม่ต้องยอมแพ้ไปเอง อาเธอร์ร้องไห้ในอ้อมแขนผมไม่ยอมหยุด จนตกค่ำพวกผมก็ยังไม่ออกไปจากห้อง
มิเกล จะไปใช่มั๊ย? จะไปใช่รึเปล่า? ฮึก อาเธอร์พูดกับผมพร้อมเสียงสะอื้น
อย่าไปนะ ไม่เอา .ฉันไม่อยากให้นายไป เขาขอร้องผมทั้งน้ำตา ผมกอดอาเธอร์
ไม่ไปอยู่แล้ว นายก็ได้ยินไม่ใช่เหรอ? ฉันไม่ไปจากนายหรอกรับรอง
แต่ พ่อกับแม่ จะให้มิเกลไปนี่นา จะขัดได้ยังไง
อยากแยกกับฉันเหรอ? อาเธอร์หน้าถอดสีทันที
ไม่!! ไม่อยากแยก อยากอยู่ด้วยตลอดไป
ใช่ ฉันก็เหมือนกัน แต่ที่นี่ไม่อยากให้เราอยู่ด้วยกัน
จะทำยังไง? อาเธอร์ถามผม ผมเองก็นึกอะไรไม่ออกเหมือนกันได้แต่กอดอาเธอร์ไว้เท่านั้นเอง
เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้แต่พระจันทร์บนฟ้าที่สาดแสงลอดเข้ามาทางหน้าต่างนั้นทำให้พอเดาได้ เราสองคนยังไม่ได้กินข้าวเย็นกันเลย คนเรานี่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพอถึงเวลาท้องมันก็หิวอยู่ดี
อาเธอร์ หิวมั๊ย?
อาเธอร์เงยหน้ามองผม หิวเหมือนกัน
ถ้างั้นเดี๋ยวไปหาอะไรกินกันดีกว่า พ่อกับแม่คงจะหลับแล้วล่ะ
โอเค
ผมจูงมืออาเธอร์ในความมืด เปิดประตูห้องอย่างระมัดระวังที่สุด เราเดินมาถึงบันไดแต่ต้องชะงักเพราะแสงไฟจากห้องโถงชั้นล่างนั้นยังส่องสว่างอยู่ หมายความว่าพ่อกับแม่ยังไม่นอน ผมได้ยินเสียงของทั้งสองคน อาเธอร์ยึดมือผมไว้แล้วส่ายหน้าเป็นอาการบอกกับผมว่าอย่าไปดีกว่า กลับขึ้นห้องกันเถอะ แต่ความสนใจใคร่รู้ของผมนั้นผลักดันให้ผมไม่ทำตามที่อาเธอร์ขอ ผมขยับตัวไปใกล้ ๆ ราวบันไดเพื่อเงี่ยหูฟังเรื่องที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่
ไม่ว่าจะยังไงพรุ่งนี้คุณต้องแยกเด็กสองคนนั่นออกจากกันให้ได้นะ
ผมได้ยินประโยคแรกเป็นเสียงของแม่คริสตีน
ผมรู้ดีน่าคุณ แต่จะทำยังไงเล่นไม่ยอมออกมาเลยอย่างนี้
ก็พังประตูเข้าไปเลยสิคะ! ไม่ว่ายังไงต้องแยกจากกันให้ได้
ใจเย็น ๆ ก็ได้คุณ เราเอากุญแจสำรองไปไขก็ได้
แล้วเสียงสนทนาก็เงียบไปครู่ใหญ่
พรุ่งนี้ฉันจะไปโบสถ์ ไปขอขมาพระเจ้า ฉันให้กำเนิดเด็กพวกนั้น แต่ไม่อบรมสั่งสอนให้ดีๆ ให้ทรยศพระเจ้าอย่างนั้น เป็นความผิดของฉัน! คุณคิดว่าพระเจ้าจะอภัยให้รึเปล่าคะ?
แม่คริสตีนเป็นศาสนิกชนที่เคร่งครัดมาก ๆ เพราะแม่โตมากับโบสถ์ ผมรู้
ไม่เป็นไรหรอกคุณ เด็ก ๆ แค่ไม่รู้เท่านั้นเอง แค่อยากลองนิด ๆ หน่อย ๆ คุณไม่ต้องถึงกับไปขอขมาพระเจ้าหรอก
ได้ยังไงกันล่ะคะคุณ!! คุณได้ยินไม่ใช่เหรอว่า 2 ปี ตั้ง 2 ปีเชียวนะคะ !! ความผิดมากมายท่วมตัวอย่างนั้นจะให้นิ่งเฉยได้ยังไงกัน!
ขณะฟังที่แม่พูดไปในสมองของผมก็คิดไปต่าง ๆ นานาถึงคำพูดเหล่านี้ แม่เห็นเป็นความผิดขนาดนั้นเชียวเหรอ? พวกผมไม่ได้ติดยา การเรียนอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาตลอด ไม่คบเพื่อนที่ดูท่าว่าจะชักจูงไปในทางที่ไม่ดี ไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้กับใคร แค่รักกันเท่านั้นก็เป็นความผิดใหญ่หลวงขนาดนี้เชียวเหรอ
ตอนที่ฉันเปิดประตูบ้านเข้ามา เห็นเด็กสองคนนั่นอยู่ในท่าแบบนั้นคุณคิดว่าฉันรู้สึกยังไง? มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ปกติเขาทำกันนะคุณ มันน่าขยะแขยงที่สุด!!!
ประโยคสุดท้ายที่ผมได้ยินนั้นทำเอาผมชาไปทั้งตัว ผมหันหลังกลับไป อาเธอร์ยืนตัวสั่นเอามือปิดปากกลั้นเสียงร้องเต็มที่ ผมคว้ามืออาเธอร์อีกข้างกลับไปที่ห้องนอนอีกครั้ง
อาเธอร์ร้องไห้จนตาแดงไปหมด ผมเองก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกเหมือนกัน ในสมองของผมสับสนไปหมด ผมคิดแต่เพียงว่าอยากออกไปจากที่นี่ อยากออกไปเท่านั้น ผมหันไปหาอาเธอร์
ไปกันมั๊ย?
ไปไหน? อาเธอร์สะอื้นถาม
ที่ไหนก็ได้ ที่ไม่ใช่ที่นี่ ที่ ๆ จะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป
สองคน?
ใช่ เราสองคนเท่านั้น
อาเธอร์จ้องมองผมด้วยดวงตาสีฟ้าชุ่มหยาดน้ำตาพร้อมกับตอบว่า
อืม ผมกอดอาเธอร์แน่น อาเธอร์สะอื้นนิด ๆ ส่วนผมก็จำเป็นต้องปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเพราะผมไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกแล้ว
-------------------------------------------------************************--------------------------------------------------
กลางดึก คืนนี้ช่างยาวนาน ผมกับอาเธอร์จัดแจงสัมภาระที่จำเป็นของเราเอาไว้เพื่อจะ หนี เราเคลื่อนไหวอย่างเงียบที่สุดเพราะกลัวพ่อกับแม่จะได้ยิน ถ้าความแตกตอนนี้อาจไม่ได้พบกันอีกแล้วก็ได้ ประตูบ้านปราการสุดท้ายที่ขังพวกเราเอาไว้ ถูกเปิดออก อิสรภาพอยู่ข้างหน้า พวกเราวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิตและไม่หันกลับมามอง วิ่ง วิ่ง วิ่ง จนถึงถนนใหญ่สายหลักของเมือง แน่ใจว่าพ้นแล้วก็นั่งพักที่เก้าอี้ริมทาง ที่ตอนนี้แทบไม่มีรถวิ่งผ่าน อาเธอร์หอบอย่างเห็นได้ชัด ผมลูบหลังเพื่อบรรเทาอาการ หลังจากนั่งอยู่ที่นั่นพักใหญ่ อาเธอร์ก็เริ่มถามผม
จะไปไหนดีล่ะ?
อาเธอร์ อยากไปที่ไหนล่ะ?
โตรอนโตดีมั๊ย ถึงอากาศจะหนาวซักหน่อย แต่ก็เป็นเมืองที่ดี อาเธอร์เอ่ย เขามีสีหน้าดีขึ้นกว่าตอนแรกมากแล้ว
ดีเหมือนกัน แต่ฉันอยากไปทางฝั่งอเมริกามากกว่านะ
ตามใจสิ อยากไปไหนก็ไปทั้งนั้น ก็ฉันได้อยู่กับมิเกลแล้วนี่ อาเธอร์ตอบ
ใช่ อยู่กับฉัน ตลอดไป ผมยิ้มนิด ๆ ทันใดละอองสีขาวจากท้องฟ้าสีดำสนิทก็ตกลงมากระทบผืนดิน
มิเกล หิมะตกแล้วล่ะ อาเธอร์พิงไหล่ผมพูด ใบหน้ามีรอยยิ้มเล็ก ๆ
ไปที่สถานีรถไฟกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่สบาย ผมพูดพลางหยิบเสื้อโค้ทจากกระเป๋าคลุมให้อาเธอร์
อาเธอร์จ้องหน้าผม
อะไรเหรอ? ผมถาม
ไม่มีอะไรหรอก อาเธอร์ยิ้มให้ผมทั้ง ๆ ที่ตาคู่นั้นบวมแดงจากการร้องไห้ แล้วซบหน้ากับไหล่ผม
มิเกล อุ่นจัง
อืม ไปกันเถอะ
เราสองคนออกเดินมุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟซึ่งจะพาเราไปจากเมืองนี้ ผมชอบเมืองนี้ ชอบผู้คนที่นี่ และรักพ่อกับแม่จริง ๆ
อาจเป็นเพราะผมขี้ขลาดที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ก็เป็นได้ ผมจึงตัดสินใจจากไปอย่างนี้ ผมเลือกอาเธอร์แล้ว และจะไม่มีวันเปลี่ยนไป ผมคิดเรื่องนี้ไปพลางพร้อมกับจับมือคนที่ผมรักที่สุดบนโลกนี้ไปด้วยกัน ท่ามกลางละอองสีขาวที่พระเจ้าประทานให้โลกมนุษย์ เพื่อความสุขของมนุษย์บนผืนดินทุกคน
![]()
โปรดติดตามตอนต่อไป
โฮ... เรื่องมันเศร้า เนาะ ๆ ๆ อ่านแล้วรู้สึกไงกันบ้างคะ เมลมาหากันบ้างนะ ที่ [email protected] เจ้าค่ะ