erito in wonderland

ตอนที่ 10:

‘ไม่…ซาฟาน…ซาฟาน…’ ในใจของเอริโตะคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง ผ้าคาดเอวถูกกระชากออกไปแล้ว และตอนนี้มือของทาคารอสกำลังเลื่อนไปปลดกางเกงของเขาออกเอริโตะใช้กำลังเท่าที่มีทุบตีผลักไสอีกฝ่าย แม้จะดูไม่มีผลใดๆ แต่เอริโตะก็ไม่ละความพยายาม ความกดดัน ตกใจ และเหมือนกับตัวเองหล่นวูบลงไปในเหวลึกพาให้น้ำตาไหลไม่ขาดสาย

“โถ…ร้องไห้ไปทำไมกัน ข้าจะให้ความสุขกับเจ้านะ…” ทาคารอสก้มลงกระซิบข้างหูเอริโตะ “ไม่ได้จะหักคอเจ้าให้ตายสักหน่อย”

“……!!!……” เอริโตะพยายามจะพูด แต่ไม่มีเสียงลอดออกมาแม้แต่น้อย

เด็กหนุ่มดิ้นรนไปมาในขณะที่ฝ่ามือของอีกฝ่ายเลื่อนเข้ามาภายใต้เนื้อผ้าบาง ซ้ำเริ่มไล้สัมผัสผิวเนียนที่หน้าอกของเขาช้าๆ

เสื้อกำลังจะถูกกระชากถอดตามกางเกงไปในไม่ช้าแล้ว เอริโตะยิ่งดิ้นรนราวกับถูกวางยาพิษร้ายแรง ทุรนทุรายเหมือนไม่มีอากาศหายใจ

ตึง!!!

อะไรบางอย่างกระแทกประตูอย่างแรงจนบานประตูล้มคว่ำลงกับพื้น ทาคารอสกระโดดออกไปจากร่างของเอริโตะเพื่อหลบการโจมตีของบางสิ่งบางอย่าง แม้เอริโตะจะไม่รู้แน่ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่เด็กหนุ่มก็รีบลุกวิ่งหนีไปที่มุมห้องอีกด้าน

“กรร!!!” เจ้าของเสียงขู่ที่ดังลั่นห้องนั้นให้คำตอบแก่เอริโตะทุกข้อ

“เลออน!!!” เอริโตะร้องขึ้น…มนต์คลายแล้ว อาจจะคลายเพราะทาคารอสตกใจหรือไม่ก็ตาม แต่ตอนนี้ความหวังกลับมาสู่ใจของเอริโตะแล้ว เลออนยืนผงาดอยู่ข้างหน้าเขา มันย่อตัวลงพร้อมที่จะกระโจนใส่สู้กับทาคารอสทุกเมื่อ

“หึ…ไง เจ้าลีโอน้อย…โชคดีนักนะสายเลือดดันโดเรส”

ทาคารอสหันมาพูดกับเอริโตะเมื่อเสียงเอะอะด้านนอกตามมา บ่งบอกว่าทุกคนในจวนรับรู้ความผิดปกตินี้แล้ว เอริโตะตัวสั่นระริก ยิ่งจ้องตาทาคารอสเขาก็ยิ่งถอยจนจนมุม มือทั้งสองกุมเสื้อเพียงตัวเดียวที่เหลือปกปิดร่างกายเอาไว้แน่น

“แล้วพบกันใหม่”

นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่ได้ยินจากชายผู้ที่แทบทำให้เอริโตะหัวใจหยุดเต้น

ร่างของทาคารอสจางหายไปกับความมืดทันที

“เลออน…เล..ออน…ฮือ…” เมื่อเลออนหันกลับมาหา เอริโตะคว้าแล้วกอดมันแน่น ใบหน้าแนบซบกับแผงคอสีเงิน ดูเหมือนเลออนจะรู้ว่าเอริโตะรู้สึกยังไงในเวลานี้ มันค่อยๆ ใช้ใบหน้าด้านข้างของมันที่แนบกับไหล่ของเอริโตะไล้ที่ต้นคอขาวนั้นช้าๆ

เป็นการปลอบประโลม

“เอริโตะ!!!” เสียงเรียกชื่อเขาตามมาติดๆ กันด้วยเสียงของคนคนละคน

“เกิดอะไรขึ้น!?” เรย์ฟานที่วิ่งมาถึงคนที่สองถามด้วยความตกใจ

ส่วนคนแรกที่มาถึงนั้นไม่ได้พูดอะไรแม้แต่น้อยเมื่อเอริโตะโผเข้ากอดเขาแน่นราวกับรอที่จะพบเขามานับสิบนับร้อยปี

“เลออน!” เสียงหวานใสดังต่อจากเสียงของเรย์ฟาน เลออนวิ่งไปหาเจ้าของเสียงนั้น

ฟินเรทรุดลงลูบแผงคอมันเบาๆ

เรย์ฟานกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ไม่มีอะไรผิดปกตินักเว้นแต่ผ้าปูที่นอนที่ยับยู่และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย 2-3 ชิ้นที่ตกอยู่ข้างเตียง เธอมองกลับมาที่เอริโตะซึ่งอยู่ในอ้อมกอดของซาฟาน เด็กหนุ่มร้องไห้จนเหมือนจะขาดใจ เสื้อตัวเดียวเท่านั้นที่เหลืออยู่กับร่างที่บอบบาง ซ้ำสภาพของเสื้อก็ไม่ได้ดีอะไรไปกว่าเศษผ้าที่เอามาต่อกันเลยสักนิด ปัญหา คือ ใครพยายามจะทำอะไรเอริโตะ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ สภาพจิตใจของเอริโตะเวลานี้เป็นอย่างไร

“ไม่เป็นไรใช่มั้ย?” ซาฟานเอ่ยขึ้น เขาประคองเอริโตะที่หยุดร้องไห้ให้ไปนั่งบนเตียงด้วยกัน

“…อ..อืม…” เอริโตะรับเสียงแผ่ว มือทั้งสองยังสั่นไม่หาย

“มานี่ซิ เลออน” ทันทีที่ถูกซาฟานเรียก เลออนก็ลุกเดินไปหาทันที นั่นทำให้เอริโตะแปลกใจไม่น้อย

“ขอบใจเจ้ามาก” เลออนครางรับพร้อมค้อมลงให้ซาฟานลูบหัวของมัน

“ท่านเอริโตะคะ ดื่มนี่ก่อนดีมั้ยคะ?” ฟินเรที่เพิ่งเดินเข้ามายืนแก้วนมร้อนให้ก่อนจะกลับถาดไว้แนบอก

เอริโตะรับมันมาดื่มช้าๆ ไม่กี่อึกก็หยุด เวลานี้เขาแทบจะกลืนอะไรไม่ลงด้วยซ้ำ

“ฟิน เลออน เจ้าอยู่กับเอริโตะนะ ส่วนซา…เจ้ามากับข้าสักครู่เถอะ”

เรย์ฟานที่ยืนพิงผนังข้างประตูอยู่เป็นนานเอ่ยขึ้น สีหน้าเธอดูเคร่งเครียดขึ้นมากนับเท่าตัว ดูเหมือนจะไตร่ตรองอะไรบางอย่างจนพบความผิดปกติเข้าเสียแล้ว

“ใจเย็นๆ นะเอริโตะ…ทำใจให้สบายซะ” ซาฟานหันมาพูดกับเด็กหนุ่มก่อนจะเดินออกไปนอกห้องกับเรย์ฟาน

“ว่าไงเรย์” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเปิดการสนทนาขึ้นมาก่อน

“เจ้าร่ายมนต์กำกับรอบห้องเอริโตะเอาไว้แล้วใช่มั้ย?”

“ใช่ และข้ามั่นใจว่าต่อให้เป็นสัตว์เล็กแค่ไหน ถ้าหากก้าวผ่านหรือแตะต้องโดนมันแม้เพียงแค่ปลายเล็บข้าจะรู้ตัวทันที”

ซาฟานตอบด้วยสีหน้าเครียดขรึมไม่ต่างกัน

“ถ้าอย่างนั้น…ใครก็แล้วแต่ที่บุกเข้าไปโดยที่เจ้าไม่รู้ตัวได้…เกิดขึ้นได้ยังไง?”

เรย์ฟานหมุนตัวกลับมาจ้องหน้าซาฟานนิ่ง

ทั้งสองเงียบจนแม้แต่เสียงลมกระทบใบไม้ก็ยังสามารถได้ยินได้ไม่ยาก

“เป็นไปไม่ได้ ก็…” ซาฟานพึมพำ หากสีหน้านั้นแสดงความตกใจมากกว่าปกติหลายเท่า

“ข้าก็คิดเหมือนเจ้า…มันไม่น่าเป็นไปได้…ไม่เลย” เรย์ฟานยิ่งเครียดหนัก

“พวกที่ผ่านข่ายมนต์ได้โดยไม่ต้องสัมผัสมันมีอยู่เพียงสิ่งเดียวในโลกนี้”

หญิงสาวยึดปลายผมของตนแล้วจรดมันกับริมฝีปาก เธอหมุนตัวกลับไปเกาะราวระเบียงทางเดินหน้าห้องแล้วจ้องดวงจันทร์ที่ส่องแสงกระจ่างด้วยความกังวลใจ

“สิ่งเดียวนั้น…ไม่น่าจะเหลืออยู่บนโลกนี้ตั้งแต่เมื่อ 150 ปีก่อนแล้วด้วยซ้ำ”

“พวกฟอริทีร่า…” ซาฟานเริ่มตระหนักถึงบางสิ่ง สีหน้าที่ใบหน้าคมเข้มแสดงออกสร้างความกดดันให้ทั้งตนเองและผู้เป็นพี่ยิ่งกว่าเดิม

“แต่ตามประวัติศาสตร์พวกนั้นถูกภัยสงครามจนไม่เหลือทายาทแล้วนี่”

เมื่อหันไปมองหน้าเรย์ฟาน ซาฟานก็ถอนหายใจหนักๆ

“ประวัติศาสตร์มีช่องว่างเสมอ…เจ้าจะบอกข้าอย่างนั้นใช่มั้ยเรย์”

คราวนี้เป็นเรย์ฟานบ้างที่ถอนหายใจ

“ถึงข้าจะไม่รู้ว่าเป็นไปได้ยังไง…แต่ฮันเซลก็มีไอ้ตัวอันตรายอยู่ด้วยซะแล้วล่ะซา”

เรย์ฟานไม่รอความคิดเห็นใดๆ จากซาฟาน เธอเดินกลับไปและเปิดประตูห้องของเอริโตะ

“เอริโตะจ๋า~ ข้ามีความคิดดีๆ แล้วล่ะ ^^” เรย์ฟานป้อนเสียงหวาน สีหน้าถูกปรับให้กลายเป็นร่าเริงอย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ…แต่นั่นก็เพื่อเอริโตะ…

“ค..ครับ?” เอริโตะขมวดคิ้ว เด็กหนุ่มรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้วหลังจากได้คุยเรื่องต้นไม้ดอกไม้กับฟินเร…มีแต่ต้นไม้ชื่อพิลึกพิลั่นทั้งนั้น

“เพื่อความปลอดภัยของเจ้า เพราะฉะนั้น!” เรย์ฟานเว้นจังหวะ และเมื่อซาฟานเดินตามเข้ามา…

“ไปนอนห้องซาฟานซะเลย!!! >_<~”

“ห๊าาา!!!???”

กรรมจริงๆ…สู้ต่อไปนะเอริโตะ…

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบแล้วตอนที่ 10…(/me ปาดเหงื่อ)

ชีวิตของเอริโตะคงต้องผจญปัญหาต่อไปอีกหลายปัญหา ขอโทษที่มาต่อช้ามาก (ของมากๆ) ค่ะ T_T สุดท้ายนี้…ขอขอบคุณพี่ต่ายอีกรอบค่ะ +_+

แนะนำติชมได้ที่ e-mail :  [email protected]

Hosted by www.Geocities.ws

1