erito in wonderland

ตอนที่ 8:

“อือออ…” เอริโตะลุกขึ้นจากเตียงนอนมาอย่างเชื่องช้า ตามแบบฉบับคนขี้เกียจที่ดี (?)

“โอ๊ย!!!”

เอริโตะอุทานด้วยความตกใจปนเจ็บปวดในทีเมื่อ…เขาเหยียบเส้นผมของตัวเอง (เซ่อซะ)

“อูยยย…ยาวชะมัด เมื่อวานนั่งอยู่บนเตียงอย่างเดียวเลยไม่รู้ว่าจะยาวขนาดนี้ ว่าแต่…นี่ผมเราจริงๆ เหรอเนี่ย อืม…สีสวยดีแฮะ ถ้าตัดก็น่าเสียดาย แต่ถ้าไม่ตัดมีหวังได้เหยียบจนมันร่วงหมด เราหัวล้านแน่”

หลังจากพึมพำอยู่คนเดียวเอริโตะก็เลยตัดสินใจเรียกฟินเรและขอให้เอากรรไกรมาให้

“จะตัดจริงๆ เหรอคะ เสียดายออกนะคะ” ฟินเรมองเอริโตะอย่างอ้อนวอน

“ตัดจริงสิ ฉันยังไม่อยากหัวล้านนี่นา” เอริโตะก็ว่าเข้าไปนั่น

“เอ๋?” ฟินเรก็ได้แต่ฉงนฉงายต่อไป (จินตนาการไม่บรรเจิดเท่าเอริโตะน่ะ)

ในที่สุดผมสีเงินสลวยก็ถูกตัดออกในระดับหนึ่งอย่างรวดเร็วโดยที่คนตัดก็เสียดายเหมือนกัน แต่เหตุก็เกิดขึ้นทันทีเมื่อเตรียมจะจัดการให้มันเป็นทรง (เดี๋ยวรู้)

“เฮ้ย! ว้าก! แม่เจ้า มันยาวออกมาอีกแล้ว” เอริโตะตกใจแบบสุดๆ เมื่อผมที่เขาตัดไปมันยืดออกจนหยุดที่ราวๆ กลางหลังทันที และด้วยเสียงโหวกเหวกนั้นทำให้ทั้งเรย์ฟานและซาฟานรีบเตลิดมาดูกันด้วยความตกใจ (นึกว่ามันโดนใครลอบสังหารเข้าให้แล้ว)

“เกิดอะไรขึ้นเอริโตะ!” เรย์ฟานหน้าตื่นเข้ามาก่อนพร้อมๆ กับซายูริ และตบท้ายด้วยซาฟานที่เปิดทางให้สุภาพสตรีก่อน

“ผ-ผม ผมของผมมันไม่ยอมสั้นครับ” เอริโตะหันมาตอบน้ำตาคลอด้วยความตกใจ ใจก็นึกไปว่าใครเล่นของเข้าให้แล้วมั้งเนี่ย

“หืม…ไหนดูซิ” เรย์ฟานเดินเข้าไปดูคนแรก หลังจากมองๆ พิจารณาอยู่พักใหญ่ก็หันไปหาฟินเร แล้วก็หันไปหาซาฟาน แล้วก็หันกลับมาหาเอริโตะ

“อยากรู้เหตุผลมั้ย? เอริโตะ” เรย์ฟานถามขึ้น

“ครับ?” เอริโตะเอียงคออย่างงงๆ

“โน่นไง” เรย์ฟานพยักเพยิดไปทางฟินเร

“หา!?” เอริโตะกับซายูริอุทานขึ้นพร้อมกัน

“อ-เอ๋?” ฟินเรก็งงไม่แพ้กัน

“เฮ้อ~ฟิน ที่ข้าต้องไว้ผมยาวอย่างนี้น่ะ ก็เพราะเจ้าไม่ใช่รึไง” ซาฟานพูดขึ้น

“คือ…ฟินเรน่ะเป็นพวกขี้เสียดาย พอใครจะทำอะไรที่หล่อนรู้สึกว่าไม่น่าทำเพราะเสียดายล่ะก็” เรย์ฟานพูดเกริ่นๆ ไปก่อน

“อย่างที่รู้กันแหละว่าฟินเรมีพลังที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต เพราะอย่างนั้นก็จะส่งพลังที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกายออกมาโดยไม่รู้ตัว ตอนที่ข้าจะตัดผมครั้งแรก ฟินเรก็อยู่ด้วย ตัดยังไงก็ไม่สั้นซะที นึกว่าผีหลอกกันไปหมด ถ้าท่านพินดอนไม่เข้ามาตอนนั้นคงได้นึกว่าข้าถูกสาปกันหมด พอเอาฟินออกไปก็ตัดผมได้ปกติ แต่พอเจอกันปุ๊บมันก็ยาวออกมาอีกทันที ข้าก็เลยไม่ตัดมันซะเลย”

ซาฟานเริ่มหวนนึกไปถึงตอนที่ทุกคนมองเขาเหมือนตัวประหลาด นึกไปก็ขำไป

“งั้นก็หมายความว่า…เอริโตะ เอาเป็นว่าพี่ว่าเธอไม่ต้องตัดมันแล้วล่ะ ตัดไปก็ไม่สำเร็จ” ซายูริยืนฟังด้วยความทึ่ง แต่ก็ยังตั้งสติได้ดี

ส่วนเอริโตะน่ะ…แว้กไปแล้ว

“ผม…ฮือออ…ครับ” เอริโตะจำต้องก้มหน้ารับกรรมอย่างช่วยไม่ได้ และไม่มีใครช่วย (เหอๆ)

“นี่ก็ 2 วันแล้วสินะที่พี่ซายูริมาน่ะ” เอริโตะเอ่ยขึ้นขณะนั่งให้ซายูริถักเปียให้อยู่ในสวน

“อืม พรุ่งนี้พี่ก็คงจะกลายเป็นอะไรบางอย่างที่คล้ายๆ ดักแด้นั่นเหมือนเธอแล้วล่ะ” ซายูริพูดตอบพร้อมเสียงหัวเราะ

“ผมเองยังไม่รู้เลยว่ามีพลังอะไร แต่ที่รู้ๆ น่าจะใช้รักษาคนอื่นได้น่ะครับ” เอริโตะเริ่มเปิดบทสนทนา

“ใช่แล้วๆ เจ้าน่ะสามารถใช้เวทย์รักษาผู้อื่นได้ แล้วก็…ข้ารู้อะไรดีๆ มาด้วยนะ”

เรย์ฟานที่เพิ่งเดินเข้ามาส่งริบบิ้นสีน้ำเงินให้ซายูริแล้วนั่งลงข้างๆ คนทั้งสอง

“เอ๋?” หลังจากจัดการผูกริบบิ้นให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งเอริโตะและซายูริก็หันมาหาเรย์ฟาน

“เคยมีตำนานเก่าๆ เขาว่าพวกตระกูลดันโดเรสคนนึงจะสามารถชุบชีวิตคนได้คนนึง แต่เขาก็ว่าพลังนั้นมันสูญหายไปแล้ว ไม่ก็ว่ามันเป็นแค่นิทานหลอกเด็กน่ะ สรุป…มันอาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ พวกเจ้าอาจจะสร้างปาฏิหารย์ได้ก็ได้นา” เรย์ฟานพูดอย่างสบายอารมณ์

“เหอะๆ คงไม่…” เอริโตะหัวเราะฝืนๆ

“เอ้อ…ซายูริ ข้าแบ่งเสื้อผ้าของข้ามาให้ก่อนแล้วนะ ไปดูก่อนมั้ยว่าใส่ได้รึเปล่า?”

เรย์ฟานที่นั่งหัวเราะอยู่เกิดนึกขึ้นได้ว่าเสื้อผ้าของตัวเองที่พินดอนสั่งไว้เมื่อวานว่าให้แบ่งมาให้ซายูริก่อนนั้นได้ทิ้งไว้ที่ห้องรับรอง

“ก็ดีนะ เอริโตะ พี่ไปก่อนนะ” ซายูริลุกขึ้นแล้วเดินตามเรย์ฟานไป (สนิทกันแล้วอ่ะ)

“อืม…ไปเดินเล่นดีกว่า” เอริโตะพึมพำแล้วจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในสวนกว้างของจวน

“ว้าว~ ทะเลสาบ!” เอริโตะร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น

“เล่นได้มั้ยนะ?”

เอริโตะนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงแกะเปียและถอดเสื้อคลุมตัวนอกออก (ตกลงว่าเล่น)

“สบายจังแฮะ” เอริโตะพูดกับตัวเองเบาๆ เมื่อรู้สึกว่าน้ำเย็นสบายพอดีๆ จากนั้นจึงเริ่มแหวกว่ายอย่างสบายอารมณ์จนไม่ทันสังเกตว่าใครเดินมาบริเวณนั้นแล้ว

“เอริโตะ เฮ้! ขึ้นมาได้แล้ว”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นพาลให้เอริโตะชะงักการกระทำทั้งหมด

“ท่านซาฟานเองหรอกเหรอ?” ร่างบางพึมพำเบาๆ

“เป็นข้าก็ดีแล้ว เกิดเป็นพวกไม่ประสงค์ดีขึ้นมาจะรู้สึก” ซาฟานย้อนเข้าให้

เอริโตะขี้เกียจจะโต้คารมจึงยอมขึ้นมาจากน้ำแต่โดยดี คราวนี้กลายเป็นซาฟานเสียแล้วที่ต้องเงียบ ภาพของผู้ที่อยู่ตรงหน้าเขาสวยงามเกินกว่าความเป็นมนุษย์ คงเพราะทั้งสีผมและสีดวงตา รวมทั้งรูปลักษณ์ภายนอกที่งดงามเป็นพื้นเดิมอยู่แล้วนั่นด้วย ไหนจะเสื้อคลุมตัวบางที่แทบจะโปร่งแสงเห็นเรือนร่างเพรียวบางภายในได้ชัดเจนนั่นอีก

“เฮ้ย! มองไรเนี่ย?” เอริโตะร้องขึ้นเมื่อรู้สึกถึงสายตาแปลกๆ ของอีกฝ่าย

“อะ…ไม่มีอะไร กลับไปกินอาหารกลางวันเถอะ” ซาฟานได้สติกลับมาจากเสียงของเอริโตะ พลางนึกว่าตัวเองอยู่ในใจว่า นี่เราคิดอะไรเนี่ย?

“…ก็ได้” เอริโตะยอมละ ไม่ซักถามมากไปกว่านั้น เขาเดินไปคว้าเสื้อคลุมตัวนอกมาสวมทับทั้งๆ ที่ตัวยังเปียกอยู่

“เปียกหมดแล้ว” ซาฟานกอดอกพูดเป็นเชิงตำหนิ

“เดี๋ยวค่อยเปลี่ยนก็ได้นี่นา” เอริโตะแก้ตัว

“เฮ้อ~ เอาเถอะ ไปได้แล้ว” แล้วทั้งสองก็เดินไปด้วยกัน

“ข้าจะรีบไปรายงานท่านฮันเซลว่า…เราพบต้นเหตุแล้ว” เสียงของใครบางคนในจำนวนสองคนที่แอบมองทุกอย่างอยู่เอ่ยขึ้น

“ไม่น่าเชื่อ พวกดันโดเรส…กล้าหาญกันจริงนะ เจ้าไปบอกท่านเถอะ ส่วนข้า…จะลองไปจัดการดูก่อน” อีกเสียงกล่าวขึ้นบ้างแล้วก็หายวูบไปกับความมืด

“ท่านเอริโตะ เชิญค่ะ!” ฟินเรพูดขึ้นอย่างตื่นเต้น

“เอ่อ…เดี๋ยวผม เอ๊ย! ข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนนะ” เอริโตะตอบไปก่อนจะเลี่ยงไปที่ห้องของตัวเอง

“เสื้อผ้าๆๆ” เอริโตะพึมพำแล้วค้นตู้เสื้อผ้าจนได้ของที่ต้องการ แต่จู่ๆ ประตูห้องก็ปิดลง เอริโตะหันกลับไปทันที รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ

“นั่นใคร!?” เอริโตะตะโกนแหวกความเงียบไป

“ไม่น่าเชื่อ สายเลือดของดันโดเรสจริงๆ รอดมาได้ยังไงกันนะ”

เสียงของใครก็ไม่รู้ดังขึ้นที่ข้างหลังของเอริโตะพร้อมกับที่เรียวนิ้วยาวสวยของคนคนนั้นจับต้องเส้นผมของเอริโตะเล่น

เอริโตะรีบหันกลับไปพร้อมกับกระโดดหนีด้วย

“คุณเป็นใคร!?” เอริโตะกลั้นใจถามขึ้น รู้สึกได้ถึงความไม่ปรารถนาดีของอีกฝ่าย

“ข้าเหรอ? ข้าชื่อ ทาคารอส รู้ไว้ก็ดีเพราะเดี๋ยวเจ้า…จะตายด้วยมือข้านี่ล่ะ”

ชายหนุ่มผมสีขาวยาวสลวยบ่งบอกลักษณะมนต์ที่ใช้ รูปร่างสูงเพรียว หน้าตาจัดว่าดีมากทีเดียวนั้นใช้มนต์เรียกดาบออกมา

เอริโตะเริ่มรู้จุดประสงค์ของอีกฝ่าย

“คุณเป็นคนของแบล็คฮีลอะไรนั่นใช่มั้ย?” เอริโตะเอ่ยถาม เท้าก็ยังก้าวถอยต่อไป

“ใช่ เอาล่ะ หมดเวลา ตายซะเถอะ…สายเลือดสุดท้ายของดันโดเรส”

ทาคารอสเงื้อดาบขึ้นและลงดาบอย่างไม่ลังเล เอริโตะนึกในใจว่าได้ตายแน่แล้ว

‘เคร้ง’ เสียงที่เกิดขึ้นทำให้เอริโตะลืมตาขึ้นมอง ซาฟานนั่นเอง เขาใช้ดาบของตนรับดาบของทาคารอสเอาไว้ได้ทัน

“กล้าบุกเข้ามาถึงนี่ จะประกาศตัวเป็นศัตรูกันตอนนี้เลยรึ?” ซาฟานเอ่ยขึ้นแล้วปัดดาบออก

“หึ…ก็อยากจะทำอยู่หรอก แต่ท่านผู้นำของเราคงไม่พอใจนัก…ลาล่ะ ท่านอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ”

แล้วชายหนุ่มผมสีขาวผู้นั้นก็หายวับไปอีกครั้งด้วยรู้ว่าตนเสียเปรียบ

“เป็นอะไรรึเปล่าเอริโตะ?”

ซาฟานรีบตรงเข้ามาดูเอริโตะที่ทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที

“อะ…” ท่าทางเอริโตะจะช็อคกับสิ่งที่เกิดขึ้นพอควรจนพูดอะไรไม่ออก

ซาฟานทรุดลงกอดเขาทันทีที่มีหยาดน้ำตาร่วงลงมาจากดวงตาคู่นั้น

“ไม่เป็นไรแล้วเอริโตะ ไม่เป็นไรนะ” ซาฟานปลอบเอริโตะอย่างอ่อนโยน อ้อมกอดอันอบอุ่นพาให้เอริโตะร้องไห้โฮ

ยังเร็วเกินไปที่จะให้เอริโตะเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้

‘นี่ก็หมายความว่าพวกมันรู้แล้ว คงต้องรีบแจ้งให้ท่านลุงกับเรย์รู้ให้เร็วที่สุด’

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

จบแล้วค่าตอนที่ 8 ไม่ได้แต่งต่อนานมากๆ เพราะไปหมกมุ่นอยู่กับการแต่ง fiction J-Rock อ่ะค่ะ แต่ก็มาต่อแล้ว ขอบคุณทุกคนนะคะที่ยังอ่านอยู่ จะรีบมาต่อตอนต่อไปให้เร็วที่สุดค่ะ ^^ ขอบคุณพี่กระต่ายด้วยค่ะ

แนะนำติชมได้ที่ e-mail :  [email protected]

Hosted by www.Geocities.ws

1