
ตอนที่ 5:
นี่น่ะเหรอ สถานที่ที่จะใช้ประชุมกันน่ะ เอริโตะเอ่ยเป็นเชิงขอคำตอบผู้ที่บังคับม้าอยู่เบื้องหลังตน
อืม ชื่อหอดันโดเรส ซาฟานกล่าวบอกเรียบๆ
แปลกดีนะ ประชุมกันบนหอคอยเนี่ย เอริโตะก็ยังไม่ยอมถามตรงๆ อยู่ดี
ปกติก็ไม่ได้ประชุมกันที่นี่หรอก แต่คราวนี้น่ะถือเป็นกรณีพิเศษ ซาฟานพูดพร้อมควบม้าผ่านประตูใหญ่เข้าสู่อาณาบริเวณหลังกำแพงของหอคอยดันดาเรส
แล้วทำไมคราวนี้ต้องเป็นที่นี่ล่ะ เอริโตะยังคงซักไซ้ไล่เรียงต่อไป
เลิกถามสักทีเถอะ เดี๋ยวเจ้าก็รู้เองนั่นแหละ
ซาฟานเริ่มออกอาการรำคาญเล็กน้อย เสียงเรย์ฟานหัวเราะอย่างสนุกสนานดังตามมา
รึว่า ที่เปลี่ยนสถานที่ประชุมคราวนี้ก็เพราะผม เอ่อ ข้าน่ะ
เอริโตะเริ่มหัดเปลี่ยนสรรพนาม เพราะก่อนออกมาถูกเรย์ฟานหลอกอย่างแยบยนว่าการประชุมคราวนี้มีเหล่าผู้เคร่งครัดมากมาย หากยังทำตัวครึ่งบกครึ่งน้ำอยู่จะกลายเป็นเป้าโจมตีได้ (สนุกเหลือเกินนะ -_-)
อย่าเพิ่งมาฉลาดตลอดนี้เลยน่า เก็บสมองไว้พิจารณาเรื่องที่จะฟังต่อจากนี้จะดีกว่า ซาฟานเริ่มขมวดคิ้ว บรรยากาศดูเคร่งเครียดพิกลในสายตาของเอริโตะ และในที่สุดก็มาถึงจุดหมาย ซาฟานกระโดดลงและรับเอริโตะลงตามมา
ผอมจริงๆ นะ ที่ที่เจ้าอยู่มันอดอยากขนาดนั้นเลยรึไง ซาฟานยังไม่วายวิพากวิจารณ์เอริโตะ
มันก็เรื่องของข้า ที่ที่ข้าอยู่ เขาก็ไม่มีใครตัวใหญ่มโหฬารอย่างท่านหรอก จะมีก็ส่วนน้อย สำหรับข้า ท่านนั่นแหละประหลาด ตอบอย่างเดียวไม่พอ ยังต่อว่าคู่สนทนาเข้าให้อีก (เรื่องที่พูดก็ไม่จริง 100% แท้ๆ)
นั่นก็อีกเรื่อง เจ้าไม่ได้อยู่ที่นั่นนี่ เวลานี้เจ้าอยู่ที่นี่ เจ้านั่นแหละประหลาด เอ่อ สงครามเย็นเริ่มก่อตัวหนักขึ้นเรื่อยๆ ซะแล้ว
ว่าไงนะ!!! เอริโตะทำท่าจะซัดซาฟานอีกซักหมัดซะแล้ว
เอาล่ะๆ พอซะที เอริโตะก็ใจเย็นๆ หน่อย ซาฟานเจ้าเองก็เป็นถึงอัครมหาเสนาบดีฝ่ายเหนือ ยังจะมาทะเลาะกับเด็กหนุ่มตัวเล็กๆ อยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางอีก เรย์ฟานพูดห้ามทัพ ทั้งสองจึงหันไปมองอีกด้านหนึ่ง และแน่นอนว่ามีขุนนางระดับสูงมากมายยืนดูด้วยความตะลึง + อึ้งแบบสุดๆ ที่ผู้นำคนหนึ่งของเขาทำอะไรที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
เอ่อ เอาล่ะ จัดสถานที่ไว้แล้วใช่มั้ย ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มประชุมกันเลยดีกว่า เชิญทุกท่าน ซาฟานพูดตะกุกตะกักพลางผายมือเชิญ
เหอะๆๆ เอริโตะหัวเราะเยาะเย้ย ส่วนซาฟานทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบสุดๆ
อืม เหมือนจริงๆ นะขอรับ ท่านเรย์ฟาน
ในบรรดาขุนนางทั้งหลายที่กำลังเดินไปห้องประชุมรวมทั้งซาฟานด้วยนั้น กลับมีคนหนึ่งที่เดินตรงเข้ามาหาพวกเอริโตะ และเอ่ยทักพร้อมมองเอริโตะตั้งแต่หัวจรดเท้า
ค่ะ ท่านพินดอน ตอนแรกข้าก็ว่าเหมือนกับเคยเห็นหน้าที่ไหนมาก่อน ที่ไหนได้ ก็คนที่ข้าเคยรักมากนี่เอง นานมากแล้วสินะคะ 15 ปีนี่ทำให้ข้าเกือบจะลืมคนที่ข้าไม่ควรลืมซะแล้ว เรย์ฟานพูดด้วยท่าทางที่มีความสุขหากดูมีความเศร้าแฝงอยู่
เอ๋ ? เอ่อ เอริโตะหันไปมองเรย์ฟานทันทีด้วยสายตาแบบต้องการคำตอบ
อ้อ เอริโตะ นี่คือท่านพินดอน มีตำแหน่งเป็นท่านอำมาตย์จ้ะ แล้วก็ท่านพินดอนคะ นี่คือเอริโตะค่ะ เรย์ฟานแนะนำอย่างเรียบง่าย
เอ่อ ผม เอ๊ย!! ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นนะครับ คือ หมายถึง เอริโตะนั้นอยากถามเต็มที แต่ก็รู้สึกเกรงใจ
เรื่องนั้นเดี๋ยวก็จะได้รู้แล้วล่ะจ้ะ ตอนนี้เข้าประชุมก่อนดีกว่า เชิญค่ะท่านพินดอน เรย์ฟานตัดบททันทีพร้อมออกปากเชิญผู้ที่อาวุโสกว่า ทิ้งให้เอริโตะสงสัยอยู่อย่างนั้น
อะไรๆ ก็เดี๋ยว จะประชุมเรื่องอะไรกันนักนะ ถึงได้มีแต่เรื่องที่เราอยากรู้ทั้งนั้น
เอริโตะนึกในใจคนเดียวพร้อมเดินตามคนทั้งสองไป พลางคิดว่าที่นี่มีอะไรบางอย่างที่รู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ท่านทั้งหลาย ข้าเชื่อว่าทุกๆ ท่านในที่นี้คงรู้จุดประสงค์ของการประชุมวันนี้แล้ว ซาฟานเริ่มกล่าวเปิดประชุม
รู้หมดอะไรล่ะ อย่างน้อยก็มีเด็กโง่อย่างชั้นนั่งหัวโด่อยู่นี่ไง
เอริโตะนึกเถียงแว้ดขึ้นมาในใจ นี่ถ้าเขาพูดออกไป คงเกิดเหตุชุลมุนกันยกใหญ่อีกแน่ๆ
ถ้าเช่นนั้น ข้าจะขอให้ท่านที่รับมอบหน้าที่ไป รายงานถึงงานที่ท่านรับผิดชอบไปด้วย ซาฟานยังคงพูดต่อไป (ก็แน่ล่ะว่าหากเอริโตะพูดไปมีหวัง ซาฟานคงหยุดพูดแล้วมาตะลุมบอนกับเขาแน่)
เชอะ แล้วชั้นมีหน้าที่อะไรล่ะ ให้มานั่งดูการประชุมที่ไม่รู้แม้แต่หัวข้อนี่น่ะนะ เอริโตะเริ่มหงุดหงิด
เริ่มจากท่านพินดอน ซาฟานเริ่มไล่เรียงรายชื่อไปเรื่อยๆ
เท่าที่ฟังดูแล้ว เนื้อหาของการประชุมครั้งนี้เกี่ยวกับตระกูลๆ หนึ่ง ที่มีสมาชิกที่มีลักษณะพิเศษคือมีผมและดวงตาสีเงิน มีชื่อว่าตระกูลดันโดเรส เหล่าผู้ที่มีลักษณะพิเศษจะมีพลังรักษาอย่างมหาศาล ในช่วงสงครามเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ตระกูลนั้นถูกไล่ล่า และสังหารผู้ที่มีลักษณะพิเศษนั้นๆ โดยองค์กรแบล็คฮีลที่มีแพทย์ฝีมือดีมากมายออกรักษาผู้ป่วยตามที่ต่างๆ ทั้งการใช้เวทย์มนต์และวิทยาการที่ล้ำหน้า และเรียกค่ารักษาจากคนเหล่านั้นอย่างขูดรีด ตระกูลดันโดเรสที่มีฝีมือทางการแพทย์ไม่แพ้กันจึงทนดูอยู่เฉยๆ ไม่ได้ จึงส่งสมาชิกที่มีลักษณะพิเศษออกไปทุกที่ที่มีพวกแบล็คฮีลอยู่ และทำการขัดขวางโดยการรักษาผู้ป่วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เมื่อเห็นว่าพวกดันโดเรสเป็นเสี้ยนหนามขวางการค้าจึงกำจัดผู้ที่มีลักษณะพิเศษเหล่าทิ้งจนไม่มีเหลืออยู่เลย
ที่ทุกท่านรายงานมาทั้งหมด ก็สรุปได้ว่าผู้มีลักษณะพิเศษของตระกูลดันโดเรสถูกองค์กรแบล็คฮีล สังหารหมดแล้วงั้นสินะ ซาฟานกล่าวสรุป
ถ้าเป็นสิ่งที่คนทั่วไปได้รับทราบล่ะก็ ใช่แน่ขอรับ แต่ถ้าที่ข้ารู้มีบางอย่างที่ต่างออกไป ผู้เฒ่าพินดอนกล่าวต่อจากซาฟานแทบจะทันที
ท่านหมายความว่าอย่างไรรึ ขุนนางอาวุโสคนหนึ่งถามขึ้น
แน่นอนว่าคำถามที่เขาถามนั้น ตรงใจทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น รวมทั้งเอริโตะก็ด้วย หากแต่ซาฟานและเรย์ฟานดูจะไม่แปลกใจเอาเสียเลย
ก่อนที่เดโรเทีย บุตรสาวของข้า นายหญิงแห่งดันโดเรสจะจากโลกนี้ไป นางได้ส่งสาสน์มนตรามาให้ข้า เกี่ยวกับ ทายาทเพียงคนเดียวที่นางได้ให้กำเนิด นางตัดสินใจส่งเด็กคนนั้นไปยังที่ที่ไกลมาก ไกลจนเหล่ามือสังหารมิสามารถตามไปได้ นั่นก็คือ มิติคู่ขนานของเรา ที่ที่ทุกอย่างมิได้ขึ้นอยู่กับมนตรา ที่ซึ่งผู้คนดำเนินชีวิตโดยไม่มีความศรัทธาและพึ่งพาพลังวิเศษ ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
ท่านจะมีหลักฐานอะไรมายืนยันล่ะ ท่านพินดอน อีกอย่างมนต์ที่ส่งคนไปต่างมิติก็เป็นมนต์ต้องห้าม เพราะสิ่งที่แลกกับความปรารถนาของผู้ที่ใช้มนต์นี้ก็คือชีวิตนะ เสียงขุนนางอีกคนทักท้วงขึ้น
ในสถานการณ์แบบนั้น ต่อให้ต้องแลกกับชีวิตข้าก็เชื่อว่าเดโรเทียก็ใจแข็งพอที่จะทำแบบนั้นได้ ส่วนหลักฐานที่ท่านต้องการนั่นน่ะ ก็คือสิ่งนี้ยังไงล่ะ พูดจบ พินดอนก็หยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม สิ่งนั้นมีลักษณะเหมือนกับตลับแป้ง แต่ก็ใหญ่กว่า
ข้าพยายามใช้พลังของข้า รักษาข้อความภายในนี้ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา
จากนั้นเขาก็เปิดมันออก และจู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งออกมาจากในนั้น แต่ถ้าดูให้ดีแล้วมันเป็นเพียงสิ่งที่เหมือนกับภาพมายาเท่านั้น หญิงสาวคนนั้นอุ้มเด็กตัวเล็กๆ ที่คลุมด้วยผ้าสีเทาจนเห็นแค่เพียงใบหน้านั้นไว้อย่างทะนุถนอม นางมีผมสีทองเปล่งประกายยาวสลวย ดวงตาสีเขียวมองมาข้างหน้าอย่างมุ่งมั่น เป็นแววตาที่แสดงความอ่อนโยนและเข้มแข็งอยู่ด้วยกัน ใบหน้านั้นสวยงามจนเหล่าผู้ที่อยู่ในห้องประชุมถึงกับจ้องมองเป็นตาเดียว รวมทั้งเอริโตะด้วยเช่นกัน แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตสีหน้าที่เศร้าหมองของซาฟานและเรย์ฟานเลย
สะ สวยจัง รู้สึกคุ้นเคยจังเลยนะ หน้าก็คล้ายเรานิดหน่อย เอ๋? -_- คละ คล้ายเรา!! เอริโตะคิดไปด้วยสติที่เกือบจะหลุดลอยไปไกล แต่ต้องชะงักเมื่อมีประโยคทะแม่งๆ หลุดเข้ามาในหัวด้วย
ท่านพ่อคะ เสียงนั้นดังออกมาจากริมฝีปากสีแดงระเรื่อราวกับนางมิใช่เพียงภาพที่ปรากฏขึ้น
ตอนแรกข้าก็ตั้งใจว่าจะพาเดริม่าไปหาท่านพ่อตอนหน้าร้อนที่จะถึงนี่แหละค่ะ
นางปลดผ้าสีเทานั้นออก ภาพที่ประจักแก่สายตาทุกคู่ก็คือ ผมสีเงินของเด็กคนนั้น
แต่ว่า ข้าคงไปเยี่ยมท่านพ่ออย่างทุกปีไม่ได้แล้ว ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้เห็นหน้าท่านอีก อย่างน้อย ข้าก็อยากให้ท่านพ่อได้เห็นหน้าข้าเป็นครั้งสุดท้าย จริงตรงที่ว่าข้ามิได้มีผมและดวงตาสีเงิน ข้าไม่ถูกปองร้าย แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของท่านฟาเรนกับข้า เดริม่า เด็กคนนี้น่ะ ข้าอยากจะปกป้องเขาให้ได้ แต่ถ้าข้าหนีไปอยู่กับท่านพ่อ ท่านก็อาจจะโดนลูกหลงไปด้วย ข้าไม่อยากให้ใครเดือดร้อนอีก ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจจะส่งเด็กคนนี้ไปยังมิติคู่ขนาน ถึงข้าจะไม่รู้ว่าอะไรจะรอเด็กคนนี้อยู่
แต่อย่างน้อยโอกาสที่เขาจะรอดชีวิตก็มีมากกว่าการที่เขาอยู่ที่นี่ ถึงแม้ว่าจะต้องแลกด้วยชีวิตของข้า ท่านพ่อ ข้าจะร่ายมนต์ให้ในอีก 15 ปี หากเดริม่ารอดชีวิต อีก 15 ปีในวันและเวลานี้ เขาจะกลับมา เมื่อถึงเวลานั้น ท่านพ่อ กรุณาดูแล เด็กคนนี้แทนข้าด้วย ดวงตาสีเขียวเอ่อล้นไปด้วยน้ำตา แสงสว่างจากวงเวทย์ที่อยู่รอบตัวนางตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เปล่งแสงจ้าขึ้นเรื่อยๆ
ข้ากับท่านฟาเรนก็เสียใจอยู่นะคะ ที่ไม่ได้เห็นเด็กคนนี้เติบโต แต่ถ้ามีท่านพ่ออยู่ ข้าก็เชื่อว่าเด็กคนนี้จะปลอดภัย อีก 15 ปี
ที่นี่คงจะสงบสุขขึ้นเยอะ ฝากขอโทษเรย์ฟานแล้วก็ซาฟานด้วยนะคะ ที่ข้าบอกว่าจะพาพวกเขาไปปิกนิกกัน ข้าคงไปไม่ได้แล้ว แล้วก็บอกพวกเขาด้วยว่าพี่เดโรเทียขอฝากเดริม่า ให้พวกเจ้าที่เป็นน้าดูแลแทนด้วย แล้วก็บอกเอนริลด้วยนะคะว่าเลิกเอาแต่เล่นซะที สนใจเรียนให้มากขึ้นได้แล้ว แล้วก็ข้าจะบอกท่านแม่ที่อยู่บนสวรรค์ให้นะคะว่าท่านพ่อยังรักท่านแม่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง แหะๆ ข้าตั้งใจจะให้ซึ้งกว่านี้นะเนี่ย เป็นแบบนี้ไปได้ยังไงนะ ช่างเถอะๆ ขอให้ท่านพ่อปลอดภัย และมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์นะคะ เมื่อคำพูดที่อยากจะพูดหมดไป นางก็ร่ายเวทย์บางอย่าง จากนั้นก็มีประตูบานหนึ่งปรากฏตรงหน้านาง นางชูเด็กน้อยในอ้อมแขนขึ้น ร่างของเด็กน้อยนั้นลอยเข้าไปในประตูและหายลับไป เมื่อประตูนั้นปิดลง สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงร่างไร้ชีวิตของเดโรเทีย ดันโดเรส นายหญิงแห่งดันโดเรสเท่านั้น และภาพก็ค่อยๆ เลือนหายไป เป็นสัญญาณบอกว่าข้อความหมดลงแล้ว
จากนั้น สาสน์นี้ก็ถูกส่งมาโดยพลังของคนอื่น เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายว่าข้ารู้ได้อย่างไร พินดอนกล่าว แต่ก็ต้องชะงักเมื่อโดนสายตาของเอริโตะจ้องแบบต้องการคำตอบ
อะ เอ่อ ข้าคิดว่ามีคนอยากรู้ คนแต่ละคนมีกลิ่นอายต่างกันไป จึงไม่ยากเท่าไหร่ที่จะแยกว่าพลังนั้นๆ เป็นของใคร หวังว่าคงเข้าใจ นางคงอยากให้ข้าเห็นว่าเด็กคนนั้น เดริม่านั้น ถูกนางส่งไปจริงๆ พูดจบก็ยื่นมือไปหยิบสาสน์มนตรากลับมา
ตอนนี้ข้าคิดว่า เด็กหนุ่มผู้มาเยือนนี้ก็คือทายาทของตระกูลดันโดเรส ที่ข้าเฝ้ารอมานานถึง 15 ปี ชายชราหันไปทางเอริโตะ เหล่าขุนนางพากันมองตาม
หา!!! ล้อกันเล่นใช่มั้ยเนี่ย สู้ต่อไปแล้วกันนะเอริโตะ
![]()
โปรดติดตามตอนต่อไป
คำศัพท์วันละคำ:
สาสน์มนตรา ลักษณะคล้ายๆ กับ talking dict สามารถฉายภาพที่มีลักษณะ 3 มิติได้ เหมือนใช้กล้องวีดีโอถ่าย สามารถเก็บข้อความไว้ดูได้นาน แต่ต้องใช้เวทย์มนต์คงสภาพรักษาไว้ (เหมือนของเล่นใส่ถ่าน ต่างกันที่ถ้าถ่านหมดข้อความจะหายไปเลย) วิธีส่งก็ง่ายๆ ใช้พลังเวทย์มนต์ส่งไง -_- คิดที่ที่จะส่ง โดยการใช้มนต์เคลื่อนย้ายก็เท่านั้นแหละ ในกรณีท่านหญิงเดโรเทียให้ผู้อื่นส่งง่ะ (ขืนคุณเธอลุกมาส่งเองก็ยุ่งอ่ะดิ) คนส่งก็คนสนิทของคุณเธอนั่นหล่ะค่ะ เจ้าสิ่งนี้เกิดจากภูมิปัญญาอันน้อยนิดของผู้แต่งที่ไม่รู้จะดำเนินเรื่องยังไงถ้าไม่มีเจ้านี่อ่ะ (เวอร์ไปหน่อยคงพอให้อภัย) ขอบคุณทุกท่านที่กรุณาอ่าน แหะๆ
แนะนำติชมได้ที่ e-mail : [email protected]