Project A to Z
Golf
By...Viva

“ว้า…อีกลูกแล้วนะ” คนบ่นยืนหน้าบูดอยู่กลางแสงแดดจัดจ้าของสนามฝึกกอล์ฟ ผมได้แต่หัวเราะเก้อ ๆ อันที่จริงผมเองก็เซ็งเต็มที แต่ที่จำต้องมาตามสอนแม่คุณหญิงเอาแต่ใจนี่ก็ด้วยเหตุผลเดียว

‘ช่วยอาหน่อยนะ ติน คุณหญิงเธอเป็นลูกผู้มีพระคุณของอา ดูแลให้ดี ๆ ด้วย’ อาบอกกับผมในวันหนึ่ง

อาดัมพ์เป็นน้องชายคนเดียวของพ่อที่เลี้ยงดูผมมาตั้งแต่ยังเด็ก…อันที่จริง…ตั้งแต่พ่อตาย เขาเป็นคนห้ามญาติ ๆ ไว้ไม่ให้ส่งผมไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นคนส่งเสียผมเรียนจนจบมหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบยังบรรจุผมเข้าทำงานเป็นครูสอนกอล์ฟอยู่ที่นี่ อย่างนั้นจะไม่ให้ผมสำนึกในบุญคุณและพยายามช่วยเหลืออาในทุก ๆ เรื่องได้อย่างไร

“นี่ เธอมาตีแทนฉันทีสิ ฉันเหนื่อย แล้วก็ร้อนด้วย” เจ้าหล่อนว่า “ฉันจะไปนั่งรอ”

คุณหญิงยุรยาตรไปนั่ง สั่งแคดดี้ให้หาเครื่องดื่มเย็น ๆ มาเสิร์ฟ จากนั้นก็ถอดหมวก สยายผม ตรวจเล็บ ราวกับกลัวส่วนหนึ่งส่วนใดจะบุบสลายไปเพราะแสงแดด

‘ทำไมครูฝึกอย่างเราถึงต้องมายืนหวดลูกเหมือนคนเพิ่งหัดด้วยวะ’ ถึงจะบ่นแต่ผมก็ไม่มีทางเลือก ต้องก้มหน้าก้มตาทำตามคำบัญชาของเจ้าหล่อนด้วยใบหน้าเฉยสนิท และจะด้วยความที่หงุดหงิดหรือวงสวิงผิดพลาดประการใดก็แล้วแต่ ลูกกอล์ฟของผมก็ลอยไปกระแทกลูกกอล์ฟอีกลูกลงน้ำหายไป ผมยืนมองตาปริบ ๆ รอเจ้าของลูกกอล์ฟผู้โชคร้าย

เขาเป็นชายร่างสูงใหญ่พอ ๆ กับผม ใบหน้าถูกซ่อนไว้ใต้เงาปีกหมวกแก๊ปสีขาว ผิวค่อนข้างคล้ำเมื่อเทียบกับเสื้อโปโลสีนวลและกางเกงขาสั้นสีเดียวกัน เขาเดินตรงเข้ามาจนผมสงสัยว่าเขาคิดจะเดินเหยียบผ่านตัวผมไป แต่แล้วเขาก็หยุดเมื่อเรายืนห่างกันไม่ถึงครึ่งก้าว เรายืนประสานตากัน ไม่มีใครหลบตาใคร ผมมัวแต่พยายามแปลความหมายของสายตาแปลก ๆ ของเขาจึงยืนเงียบ

“…ไม่มีคำขอโทษ?” เขาเลิกคิ้ว ดันปีกหมวกขึ้นนิดหน่อย ผมเพิ่งสังเกตว่าที่จริงแล้วเขาเป็นคนหน้าตาดีทีเดียว

“ขอโทษครับ” ผมยิ้มแหยตอบเขา

“แล้วก็…?”

“ขอโทษจริง ๆ ครับ จะให้ผมชดใช้ยังไง…” ยิ้มผมยิ่งแหยเข้าไปใหญ่

“นั่นน่ะสิ” เขาพูดขรึม ๆ หันไปมองคุณหญิงที่นั่งจิบน้ำผลไม้อยู่อย่างสบายใจ

“เธอมากับคุณรึไง” เขาถาม เลิกคิ้ว ผมรู้สึกสังหรณ์แปลก ๆ จึงรีบดักคอ

“ไม่ได้นะครับ! เธอคนนั้นน่ะ…”

“คนรักคุณรึไง” เขาหรี่ตา

“ไม่ใช่ครับ เธอน่ะเป็นลูกค้าคนสำคัญของ…”

“ ‘ลูกค้า’ ? ลูกค้าประเภทไหน? หน้าตาอย่างคุณนี่เห็นจะไม่พ้นอาชีพเพื่อนนอน” เขาทำเสียงดูถูก ขณะที่ผมกำลังตกตะลึงเขาก็ถือโอกาสใช้ข้อนิ้วไล้แก้มผมเบา ๆ พึมพำอะไรบางอย่างที่จับความไม่ได้ถนัด

“คุณ!! มากไปแล้วนะ!” ดูเหมือนเขาจะชอบใจที่เห็นผมโกรธ ดวงตาเขาไหวระริก

“ขอโทษ! แต่ดิฉันคิดว่าคุณกำลัง…” ยายคุณหญิงมีประโยชน์ก็หนนี้เอง เจ้าหล่อนคงสังเกตเห็นว่าผมหยุดหวดกอล์ฟหันมายืนจ้องตากับผู้ชายคนหนึ่งอยู่นาน จึงเดินเข้ามาทัก แต่แล้วหล่อนก็มองเขาตาโต “คุณจันทิรใช่มั้ยคะนี่ แหม ไม่ได้พบกันนานนะคะนี่ ดิฉันชลายุกาไงคะ แหม ขอโทษที่เสียมารยาทนะคะ ดิฉันก็หลงนึกว่าผู้ชายที่ไหนจะมาหลอกคนของดิฉันไป” เจ้าหล่อนทำหน้าระอา เมื่อผมสบตา ‘คุณจันทิร’ ที่เลิกคิ้วเหมือนจะถามว่า ‘ว่าแล้วไหมล่ะ’ ก็หน้าแดงด้วยความโกรธปนอาย

ถึงผมจะเริ่มชินกับวิธีการพูดแปลก ๆ ของแม่นี่ แต่มานึก ๆ ดูแล้ว จากสายตาคนนอก คำพูดของ ยายปลิง* ชวนให้เข้าใจผิดอยู่ไม่น้อย

“ผมเห็นจะต้องขอโทษที่ทำให้คุณหญิงเป็นกังวล แต่เผอิญผมมีธุระนิดหน่อยกับ…เอ่อ…” เขาหันมาทางผม ผมทราบดีว่าเขามีเจตนาอะไร แต่เรื่องอะไรจะยอมบอก

“ติตติร ค่ะ หลานชายคุณดัมพ์ไงคะ เป็นครูฝึกอยู่ที่นี่ แต่คุณดัมพ์มอบหมายให้มาคอยดูแลดิฉันระหว่างอยู่กรุงเทพฯ”

“ระหว่างอยู่? ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าคุณจะอยู่ไม่นานสิครับ”

“ใช่ค่ะ แหม เสียดาย ถ้าดิฉันทราบว่าคุณจะกลับมากรุงเทพฯล่ะก็คงจะเลื่อนโปรแกรมทัวร์อิตาลีไปอีกสักพัก” เจ้าหล่อนทำหน้าเสียดายอย่างสุดแสน ทำเอาผมแทบกระอักด้วยความคลื่นไส้

“ผมเองก็เสียดาย” เขาพูดด้วยท่าทีไม่น่าเชื่อถือเท่าไรนัก แต่เจ้าหล่อนก็หัวเราะเสียงแหลม

“แหม คุณจันทิรล่ะก็ อ้อ จริงสิ เห็นคุณว่ามีธุระกับติตติร เชิญค่ะ ดิฉันจะไปหาเครื่องดื่มเย็น ๆ ดื่มแก้คอแห้งสักหน่อย ติตติร คุยกับคุณจันทิรแล้วมาพบฉันที่คลับนะ” หล่อนสั่งตบท้ายก่อนจะย้ายสะโพกสมส่วนจากไป

“อืม…ทาสรับใช้สินะ?” เขาแขวะ

“ไม่เกี่ยวกับคุณไม่ใช่รึไง ผมจำไม่ได้ว่าได้รับคำสั่งให้ตอบคำถามคุณ”

“จงรักภักดี? ตรงจัด? หรือแค่ดื้อแพ่ง?” เขาช้อนคางผมขึ้น อันที่จริงถึงไม่ต้องช้อนผมก็มองสบตากับเขาได้สบายในระดับสายตา ผมสะบัดมือเขาออก

“เธอเป็นคนน่าสนใจดี เอาเถอะ เรื่องลูกกอล์ฟฉันไม่ถือสา แต่เธอแน่ใจได้เลยว่า…แล้วเราจะได้พบกันอีก” เขาทำท่าจะผละไป

“ด…เดี๋ยว…คุณหมายความว่ายังไง”

“เดี๋ยวคุณหญิงชลายุกาไปอิตาลีเมื่อไหร่เธอก็จะรู้” เขาทิ้งท้าย เดินกลับไปหาสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มที่ยืนรออย่างอดทน

“วันนี้ฉันสนุกมาก ขอบใจนะ ติตติร” คุณหญิงพูดเหมือนทุกครั้งขณะที่ก้าวขาลงจากรถ

“อ้อ พรุ่งนี้ช่วยมารับฉันไปสนามบินสักเก้าโมงเช้านะ อยากได้ของฝากอะไรมั้ย ติตติร ฉันถูกใจเธอมากนะ”

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมยินดี ผู้มีพระคุณของอาดัมพ์ก็เหมือนผู้มีพระคุณของผม” ผมยิ้มแห้ง ๆ ไม่รู้ยายปลิงจะมาไม้ไหน

“งั้นเหรอ ก็ดี ไม่เปลือง” เจ้าหล่อนยักไหล่ “ว่าแต่…ตั้งแต่วันนั้นฉันยังไม่ได้ถามเลยว่าเธอคุยอะไรกับคุณจันทิรตอนที่ฉันออกมาแล้ว”

“ก็…เรื่องทั่ว ๆ ไปน่ะครับ” ผมขมวดคิ้ว นึกขึ้นมาได้ถึงประโยคแปลก ๆ นั่น

…จริงสิ…ตั้งแต่วันนั้นผมก็ไม่ได้พบกับเขาอีกเลยจนเกือบ ๆ จะลืมไปแล้ว

“แน่ใจ?” คุณหญิงหรี่ตา …ยายนี่หัวไวไม่เลว…

“…” ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องตอบจึงนั่งเงียบ เจ้าหล่อนหรี่ตามองอีกครู่หนึ่งก็ถอนใจ

“น่าสงสารจังน้า ติตติร โดนคุณจันทิรหมายตาไว้ล่ะสิ” ยายปลิงส่ายหน้าปลง ๆ แล้วก็เดินหนีเข้าบ้านไป ทิ้งปัญหาประโยคปริศนาไว้ให้ผมเป็นการบ้านเพิ่มอีกหนึ่งอัน

เช้าวันรุ่งขึ้นผมมานั่งรอยายปลิงที่ห้องรับแขก ยายปลิงแต่งตัวเต็มยศมีกระเป๋าใบยักษ์สามสี่ใบวางอยู่ใกล้เท้า เจ้าหล่อนยืนเต๊ะท่าขอคำชมจากผมซึ่งผมก็ให้ไปอย่างไม่ฝืนใจเท่าไหร่นัก ถึงอย่างไรยายปลิงก็เป็นหญิงสาววัยยี่สิบต้น ๆ ที่หน้าตาดีพอประมาณ และเป็นอดีตแม่ม่ายของผู้ว่าราชการจังหวัดทางภาคเหนือ ปัจจุบันหมั้นอยู่กับนายพลทหารบกหนุ่มรูปหล่ออนาคตไกล

เจ้าหล่อนบัญชาคนรับใช้ให้แบกของไปใส่ในรถคันจิ๋วที่น่าสงสารของผม เจ้าหล่อนมีดีอยู่อย่างก็ตรงที่ไม่เคยบ่นว่าน้องตุ๊กตา ( ชื่อรถ ) ของผม ตราบเท่าที่มันยังใช้การได้ดี จากนั้นเราก็ออกเดินทาง ตลอดทางยายปลิงนั่งนิ่งจนผมนึกว่าจะได้สบายหูกันซะวันหนึ่ง แต่แล้วเจ้าหล่อนก็โพล่งขึ้น

“ไปอิตาลีกับฉันมั้ย ติตติร”

เท้าผมกระตุกเหยียบเบรคเอี๊ยดจนรถที่ตามหลังมาชะงักรถหน้าแทบคะมำ เสียงด่าดังโขมงโฉงเฉงแต่ผมไม่ใส่ใจ ยายนี่จะชวนผมไปเล่นชู้ที่อิตาลีรึยังไงน่ะ

“อะไรนะครับ!!??”

“ฉันชวนเธอให้ไปอิตาลีกับฉัน ฉันหวังดีกับเธอนะเนี่ย”

หวังดี?? หวังให้ผมถูกยิงกรอกปากโทษฐานพาเมียชาวบ้านหนีล่ะไม่ว่า!!

“ถ้าปล่อยเธอไว้ที่นี่มีหวังประเทศไทยต้องสูญเสียพ่อพันธุ์ของชาติไปอีกหนึ่งแน่เลย” เจ้าหล่อนทำเสียงเครียด แต่ผมว่าประโยคของยายปลิงแกแปร่ง ๆ แฮะ… ‘พ่อพันธุ์ของชาติ’ งั้นรึ

“ไม่ล่ะ ปล่อยไว้ไม่ได้ เธอต้องไปอิตาลีกับฉัน ติตติร ถ้าเธอยังหวงแหนพรหมจารีย์เธออยู่”

ผมกลืนน้ำลาย ใครจะกล้าบอกว่าผมเคยขึ้นครูไปแล้วตั้งกะเพิ่งอยู่ม.3 …แหะ แหะ ก็เด็กมันโตเร็วอ่ะนะ ความอยากรู้อยากเห็นก็ต้องมากเป็นธรรมดา

“หมายความว่าไงครับ?” ผมถามเขิน ๆ นิ้วจิ้มพวงมาลัยแรงจนแทบทะลุ ( เว่อร์ไป ๆ )

“เธอไม่เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคุณจันทิรรึไง ขานั้นน่ะ ลองหมายตาใครแล้วไม่มีพลาด ไม่ว่าลูกเขาเมียใครถ้าพ่อถูกใจเป็นฉะหมด คราวนี้เขาหมายตาเธอ…ฉันรู้สึกได้!!” เจ้าหล่อนทำหน้าเครียด ผมกลืนน้ำลาย ทำไมน่ะหรือครับ ก็ถ้าไม่หาอะไรให้ปากกับคอผมยุ่งเอาไว้มีหวังผมหัวเราะใส่หน้ายายคุณหญิงนี่แน่ ๆ

“คุณหญิง…” ผมเริ่ม

“ถ้าเธอไม่ฟังฉันพูดแล้วเธอจะเสียใจ” เจ้าหล่อนสะบัดเสียงแล้วก็นั่งหน้าตึงไปตลอดทางที่เหลือ ผมยักไหล่ ขับต่อไปอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

พวกเรามาถึงสนามบินในไม่ช้า ยายปลิงปล่อยให้ผมจัดการเรื่องกระเป๋าและอื่น ๆ ส่วนตัวเองโผเข้าหาอ้อมกอดพ่อนายพลอนาคตไกลผู้เป็นคู่หมั้น ผมยืนมองยิ้ม ๆ ยายปลิงก็ดูน่ารักไม่เลวเวลาอยู่กับคู่หมั้นอย่างนี้ ฉับพลันผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบราวกับมีมือไร้รูปมาแตะ ๆ จับ ๆ แถมแยงก้นผม ( พยาธิฝ่ายรุก…อืม… -_-‘’ ) ทำให้ผมสะดุ้งหันกลับไป ท่ามกลางคลื่นฝูงชนทั้งหัวแดงและหัวดำ ไกล ๆ นั้นคือสายตาคมกริบของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งผมเกือบจะลืมไปแล้ว…คุณจันทิร?

หน้าผมแหยขึ้นกะทันหัน คิดถึงคำพูดของยายคุณหญิงขึ้นมาได้ แต่คง…ไม่มีอะไรมั้ง…

ยายปลิงออดอ้อนออเซาะคู่หมั้นจนพอใจแล้วก็หันมาเล่นงานผมให้คู่หมั้นฟัง

“เขาไม่เชื่อยุกาค่ะ ยุกาบอกให้เขาไป…”

“ยุกา…” ท่านนายพลทำเสียงเครียดจนคุณหญิงหยุดปากขมวดคิ้วมอง เขาพยักหน้าน้อย ๆ ไปตรงทางที่จันทิรยืนอยู่แล้วก้มลงกระซิบกับยายปลิงเบา ๆ ยายปลิงหน้าเสีย ทำเอาผมพลอยหน้าเสียไปด้วย

“เอ่อ…ติตติร…คือเรื่องที่ฉันเรียกให้เธอไปอิตาลีด้วยน่ะ…”

“หลังจากที่ผมคิดทบทวนดูแล้ว ผมคิดว่าผมชักอยากลองไปเปิดหูเปิดตาที่อิตาลีดูบ้างน่ะครับ” ผมรีบพูดขัดจังหวะ ไม่ต้องมีญาณวิเศษผมก็รู้ว่าจันทิรกำลังแหวกฝูงชนมาหา ก็สายตาร้อนแรงที่แผ่รังสีอำมหิต ( ซึ่งเป็นอันตรายต่ออวัยวะแถบก้นกบ ) กำลังใกล้เข้ามา และส่งให้บรรยากาศตึงเครียดมากขึ้นทุกที ยายปลิงกลืนน้ำลาย อ้าปากแล้วหุบ แล้วก็อ้าปากอีก เหมือนอยากจะพูดอะไร

“คือ…เรื่องนั้นน่ะ…” ฝ่ายคู่หมั้นพยายามบ้าง ปาดเหงื่อที่ซึมเต็มหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ

“บังเอิญจังนะครับ สวัสดีครับคุณหาญ สวัสดีครับคุณหญิง อ้อ ติตติร” เขาทัก ยังกะใคร ๆ เขาไม่รู้แหน่ะว่าเอ็งมายืนจ้องอยู่นานแล้ว

“ครับ สวัสดีครับ” ท่านนายพลงึมงำ หันไปกระชับเอวคู่หมั้นอย่างหาที่พึ่ง ยายปลิงก้มลงนับกระเบื้องปูพื้นพลางพึมพำคำทักทายกับมดที่เดินผ่านมาพอดี

“…” ผมขยับปากพะงาบ ๆ ซึ่งพออนุโลมได้ว่าเป็นคำทักทายอย่างสุภาพและเป็นมิตร ค่อย ๆ มูนวอล์คเกอร์ถอยห่างออกมาทีละนิด แต่ทำไม๊ก็ไม่รู้ ระยะห่างระหว่างผมกับเขาถึงได้ไม่ผิดไปจากเดิมเลยแม้ซักมิลเดียว

“ได้เวลาเช็คอินแล้วค่ะ คุณหาญ” จู่ ๆ ยายปลิงก็โพล่งขึ้น ผมขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ก็เมื่อกี๊ยังพูดอยู่แหมบ ๆ ว่าเหลือเวลาอีกตั้งเกือบชั่วโมงกว่าจะเช็คอิน น่าจะไปหาอะไรกินกันสักหน่อย

“เอ่อ…เรื่องไป…” ผมรีบพุดก่อนที่ยายปลิงจะฉุดคู่หมั้นจ้ำหนีไป ยายปลิงยืนนิ่ง ทำหน้าน่าสงสารก่อนที่จะตัดสินใจลากแขนผมปลีกตัวมาทางหนึ่ง

“ขอโทษนะ ติตติร ฉันให้เธอไปด้วยไม่ได้แล้วล่ะ”

“ท…ทำไมล่ะครับ” ผมถาม ยายปลิงเหลียวซ้ายแลขวาจากนั้นดึงหูผมลงไปหา

“คุณจันทิรเขาขู่ว่า…ถ้าเธอไปกับฉันเขาจะไม่ปล่อยคู่หมั้นฉันเอาไว้น่ะสิ” ยายปลิงกระซิบพร้อมกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ “ขอโทษนะ ยังไงฉันก็เป็นห่วงพรหมจารีย์ของคู่หมั้นฉันมากกว่า เอาอย่างนี้สิ เธอมาอยู่ที่บ้าน…อ๊ะ ไม่ได้ ๆ เธอรอจนคุณหาญเคลียร์งานเรียบร้อยแล้วตามฉันไปอิตาลี ตกลงนะ” เจ้าหล่อนพูดอย่างมีความหวัง แต่ผมสิ้นหวังซะแล้ว ก็ถ้า ‘นายพล’ อย่างคุณหาญยังกลัวจะไม่รอดเงื้อมมือ ( มาร ) ของจันทิร แล้วอย่างผม ครูกอล์ฟต๊อกต๋อย จะไปเหลือเรอะ

“คุณหาญน่ะ ถูกคุณจันทิรตามตื๊อมาจนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยเชียว โชคดีที่พอเรียนจบคุณหาญก็หนีไปเป็นทหาร ซึ่งคุณจันทิรไม่ชอบเป็น เลยรอดมาได้น่ะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็…” เจ้าหล่อนถอนใจยืดยาว “เอาเถอะ ถ้าเธอจะเสียทีคุณจันทิรล่ะก็คงไม่เป็นอะไรมากนักหรอก ก็คุณจันทิรน่ะประสบการณ์เพียบจะตาย” เจ้าหล่อนคงคิดว่าตัวเองกำลังปลอบผม แต่ที่ผมได้ยินน่ะมันยิ่งทำให้ใจเสียเข้าไปใหญ่

ยายปลิงปลอบใจผมเสร็จก็จูงคู่หมั้นเดินเลี่ยงไป ทิ้งให้ผมอยู่เผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ ( น่าจะ ) เลวร้ายแต่เพียงลำพัง…

********************

ต่อตอนสอง ๆ คนเขียนง่วงงงงงงงมากเยยอ่ะ *ปาดน้ำลาย* เอาไว้คราวหน้าค่อยเขียนต่อ ทีนี้จะได้เข้าเรื่องกอล์ฟซะที…เฮ้อออออ

* ชลายุกา แปลว่า ปลิง

tuntunz.gif (5063 bytes)

Hosted by www.Geocities.ws

1