ตอนที่ 25

“แม่คะ มามิขอไปเล่นที่บ้านซาระจังนะคะ”  เสียงแหลมสดใสของเด็กน้อยวัย 8 ขวบดังขึ้นขณะเปิดประตูบ้านออก….

                “จ๊ะ…กลับมาก่อนเวลาอาหารเย็นนะจ๊ะ มามิจัง”  ผู้เป็นแม่ตะโกนตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน…เด็กน้อยปิดประตูพลางออกเดินอย่างอารมณ์ดีเต็มที่…เธอเดินผ่านกำแพงบ้านแล้วบ้านเล่าเพื่อไปให้ถึงบ้านเพื่อนรักของเธอซึ่งอยู่ห่างไปอีกไม่กี่หลัง..บริเวณนี้เรียกได้ว่าเป็นหมู่บ้านของผู้มีอันจะกิน  บ้านบางหลังสร้างตามสไตล์ยุโรป กักกั้นด้วยกำแพงสีขาวสุดลูกหูลูกตา…บางหลังก็ยังคงรูปไว้ในยุคสมัยเก่าก่อนซึ่งทำด้วยไม้ แต่เต็มไปด้วยอาณาบริเวณกว้างขวาง และสวนราคาแพง…มามิเดินไปตามทางแต่เมื่อใกล้จะถึงคฤหาสน์ทรงยุโรปที่สวยงามที่สุดในละแวกนี้ ดวงตากลมใสก็เห็นชายคนหนึ่งซึ่งยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่ริมรั้วงาม…เด็กน้อยที่ไม่รู้จักโลกมากด้วยวัยเพียง 8 ขวบ พร้อมได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดีจึงมีน้ำใจถามไถ่ผู้อื่น…

                “คุณลุง…เอ่อ…หลงทางรึเปล่าคะ  เสียงใส ๆ ดังขึ้นด้านหลัง…ทำให้ชายคนนั้นซึ่งในมือถือกระดาษแผ่นเล็กที่ยับยู่ยี่ต้องก้มลงมอง…เมื่อเห็นคู่สนทนาคือเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ริมฝีปากบางก็หยักยิ้มอย่างอ่อนโยน…

                “เอ่อ…จ๊ะ คือลุงจะมาหาเพื่อนซักหน่อย แต่ไม่มานานแล้ว แถวนี้เปลี่ยนไปเยอะจนลุงสับสนเลยล่ะจ๊ะ”  ชายคนนี้แทนตัวเองราวกับผู้เข้าสู่วัยกลางคน….แต่ความจริงแล้วใบหน้าขาวสะอาด เรี่ยมเร้นั้น ดูราวกับคนหนุ่มฉกรรจ์วัย 20 กว่า ๆ เท่านั้น…

“บ้านเพื่อนคุณลุงอยู่ไหนเหรอคะ? มามิช่วยหามั๊ยคะ  เด็กสาวตัวน้อยยิ้มรับกับรอยยิ้มของชายหนุ่ม

“อืม…ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะ…คือลุงพอจะรู้แล้วล่ะว่าลุงมาผิดซอยเมื่อกี้นี้เอง..พอดีกำลังจะกลับออกไปก็มาเห็นบ้านหลังนี้ซะก่อน…ใหญ่สุด ๆ ไปเลยเนอะ”  ชายหนุ่มพูดพลางเกาจมูกดูราวกับเคอะเขินกับความเฟอะฟะของตัวเองเต็มที…

“…ใช่แล้วค่ะ…ใหญ่แล้วก็นะ แล้วก็สวยด้วยล่ะค่ะ มามิเข้าไปเล่นในสวนบ่อย ๆ”  ดวงตาสีเทาหม่นเกือบดำของชายหนุ่มมองมามิอย่างแปลกใจ…พลางย่อตัวลงจนศรีษะพอดีกับความสูงของเด็กสาวตัวน้อย

“เห? งั้นเหรอจ๊ะ”

“ค่ะ…คุณอากิระ กับคาคุจังใจดีมากเลยค่ะ คุณแม่บ้านก็ทำขนมอร๊อย อร่อย”  มามิสาธยายถึงเจ้าของบ้าน และความสุขที่เธอได้รับการต้อนรับอย่างดี..

“หนูรู้จักพวกเค้าด้วยเหรอ

“รู้จักสิคะ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ คุณป้าอาคิโกะข้างบ้าน คุณตาชิโร่ที่อยู่ซอยถัดไป พี่ชายร้านดอกไม้ พี่สาวร้านอาหาร ซาระจังเพื่อนของมามิด้วยค่ะ คุณแม่บอกว่าคุณอากิระเคยช่วยคุณแม่หลายอย่างก่อนมามิจะเกิด แถมยังช่วยเหลืออีกตั้งหลายคน คุณอากิระเป็นผู้มีบุญคุณของที่นี่เลยแหละค่ะ”  รอยยิ้มที่ชายหนุ่มมีสลายวับไปเพียงชั่วครู่ ดวงตาสีเทาหม่นแฝงแววคลั่งแค้นอยู่ภายใน แต่ดวงตากลมใสไร้เดียงสาก็ไม่อาจรับรู้ได้…ชายหนุ่มปั้นรอยยิ้มขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วราวกับว่าคุ้นชินกับการทำเช่นนี้มาตลอด…

“…เค้า…ใจดีจริง ๆ นะ….”

“ใช่ค่ะ” 

“เอ้า…ลุงจะไปแล้วนะจ๊ะ  ป่านนี้เพื่อนลุงคงชะเง้อคอมองหาแล้วล่ะ”  ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน  รูปร่างสูงโปร่งแต่ไม่เพรียวเหมือนคาคุยังคงหันไปทางประตูคฤหาสน์มิเนคุระ…

“อ๊ะ…จริงด้วย มามินัดกับซาระจังไว้…เอ่อ…คุณลุงไม่เป็นไรนะคะ” 

“อืม…จ๊ะ ลุงพอจะจำทางได้แล้ว ขอบใจนะจ๊ะมามิจัง”  มือหยาบกร้านหนาหนักลูบผมนิ่มสสวยของสาวน้อยเบา ๆ พลางยิ้มส่งจนเธอโบกมือหายไปในทางเลี้ยว…ดวงตาสีเทาหม่นหันมามองคฤหาสน์อีกครั้ง…ราวกับมีเปลวไฟลุกโชนอยู่ภายในใจ…

“เชอะ…ทำตัวเป็นคนดีงั้นเหรอ? ถึงคนทั้งโลกจะลืมเรื่องชั่ว ๆ ของแกไปจนหมด แต่ฉันไม่มีวันลืมหรอก!!”  กระดาษยับในมือถูกขยำแล้วขว้างทิ้งลงพื้น…ชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยความแค้นแน่นอกออกเดินจากไป…

*************************************************************************

“ปิ๊ง ป่อง…”  นิ้วมือเรียวที่สวมถุงมือขาวกดกริ่งหน้าบ้านของคาโอรุอย่างระมัดระวัง…เธอกดไปนานพอควรแต่ในบ้านไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว…ทำให้เธอชักใจเสียว่าบางทีเด็กหนุ่มทั้งสองอาจออกไปฉลองคริสต์มาสกันตามลำพังที่ไหนซักแห่งไปแล้ว…

“ปิ๊ง ป่อง…”  เธอปลุกปลอบใจกดอีกครั้ง…คาโอรุยังนอนอยู่บนโซฟา เขาได้ยินเสียงกริ่งครั้งแรกแล้วแต่มันก็เหมือนความฝันที่เลือนลาง…จนอีกครั้งหนึ่งที่ได้ยินเขาจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีใครบางคนมา…เด็กหนุ่มลุกขึ้น..บางทีอาจจะเป็นคนที่อยากพบ…ดวงตาสีดำสนิทคาดหวังพลางเปิดประตูออกอย่างเร่งร้อน…แต่ทว่า

“แกร๊ก…!”  ร่างที่ยืนอยู่ท่ามกลางหิมะขาวเย็นคือ ซาซากิ  เอริ…ใบหน้าของเด็กสาวระเรื่อขึ้นเพราะลมหนาวและความดีใจ…แต่ดวงตาสีดำสนิทกลับหม่นหมองลง…

“อรุณสวัสดิ์จ๊ะ ทาเทวากิคุง”

“อา…อืม…อรุณสวัสดิ์ ซาซากิ”  เด็กหนุ่มตอบรับ…พลางเชิญเธอเข้ามาด้านในเพราะมารยาท…เอริหลบลมหนาวเข้ามาภายในบ้านที่เย็นชืด…เธอถูมือไปมาและมองไปรอบ ๆ ราวกับหาอะไรบางอย่าง…

“เอ่อ…คือ…เค้า ไม่อยู่เหรอจ๊ะ

“เค้า  คาโอรุกลับมานั่งที่โซฟา…ความสนใจของเด็กหนุ่มไม่ได้เพ่งไปที่เอริมากนัก…

“ก็…มิเนคุระคุงน่ะ”  พลันดวงตาสีดำสนิทก็ฉายแววตกใจและเจ็บปวดออกมาครู่หนึ่งเมื่อได้ยินชื่อของเด็กหนุ่มผมทอง…คาโอรุเบือนหน้าไปอีกทางไม่อยากให้เด็กสาวเห็น…

“…ไม่อยู่หรอก…”

“งะ…งั้นเหรอจ๊ะ…ถ้างั้น เอ่อ…”  เอริถูมืออีกครั้ง…เธอพยายามรวบรวมความกล้าขึ้นมา

“คือว่า…ที่บ้านมาโกโตะจะจัดปาร์ตี้คริสต์มาสน่ะจ๊ะ…ถ้าหากว่า…เอ่อ…ถ้าหากทาเทวากิคุงไม่มีโปรแกรมอะไรล่ะก็…ไปด้วยกันหน่อยได้มั๊ย  เด็กสาวนั่งลงที่โซฟาพลางพูดอย่างติด ๆ ขัด ๆ เธอไม่รู้ว่าทำไมอาซาโตะถึงไม่อยู่ที่นี่ตอนนี้…และเธอก็พยายามที่จะไม่คิดว่าสีหน้าของคาโอรุนั้นซีดเซียวเพียงไหน…ความรู้สึกที่มีมาตลอดเวลาใกล้จะได้เปิดเผยออกมา ทำให้ในใจร้อนรุ่มจดจ่อจนไม่อยากสนใจสิ่งใด ๆ อีก…หากความรู้สึกของคาโอรุกลับต่างออกไปจากเธอมาก ยิ่งกว่าระยะห่างของท้องฟ้าและผืนดินเสียอีก…เด็กหนุ่มไม่พูดอะไรและทำสีหน้าเหมือนกับว่าครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา และไม่กระตือรือล้นกับอะไรเลย

“ทาเทวากิคุง…จะไปมั๊ยจ๊ะ  เด็กสาวถามอีกครั้ง…ทำให้เด็กหนุ่มที่ยังอยู่ในภวังค์รู้สึกตัวขึ้น…

“ขอโทษนะ…ผมคงไม่ไป”

*************************************************************************

                “คาคุซัง…เชิญค่ะ”  หญิงสาวเปิดประตูห้องสวีทหรูต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความร้อนใจ…พลางเชื้อเชิญให้เข้ามาด้านใน…

                “ขอบคุณครับ…เอ่อ…เรื่องนี้”

                “ทราบแล้วค่ะ  อากิระเพิ่งโทร.มาบอกว่าคุณจะมารับ แล้วเด็กคนนั้นก็ยังไม่รู้รายละเอียด…”  คาคุเดินเข้าไปในห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยเครื่องเรือนงามที่ประดับอย่างลงตัว…บนโซฟาสีแดงเข้มขลิบด้ายทอง มีเด็กหนุ่มซึ่งกำลังทำสีหน้าปั้นยากนั่งอยู่…

                “…คุณหนูครับ…ผมมารับกลับ” 

                “มันเรื่องอะไรกัน? ที่พูดคราวนั้นนายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ? อ้อ…ต้องบอกว่าคน ๆ นั้นไม่เข้าใจสินะ ยังไงนายเป็นลูกน้องก็ต้องทำตามคำสั่งลูกพี่อยู่แล้วนี่”  สีหน้าของคาคุเปลี่ยนไปเล็กน้อย…เพียงแต่ความปลอดภัยของทั้งอาซาโตะ และเอเล็คตร้าสำคัญกว่ามากเขาจึงระงับไว้…แต่ฝ่ายที่ไม่ชอบใจและแสดงออกโจ่งแจ้งคือเอเล็คตร้า…

                “อาซาโตะ  หญิงสาวเรียกชื่อเน้นคำ บอกให้รู้ว่า ‘นี่ไม่ใช่เวลาจะมาทำแบบนี้’ แต่เด็กหนุ่มก็เพียงทำเป็นสนใจโทรทัศน์จอยักษ์ที่ผนังห้องเท่านั้น…ทำให้เอเล็คตร้าถอนหายใจ

                “คุณหนูครับ…ได้โปรดกลับบ้านเถอะครับ…”

                “ไม่!! ฉันไม่ต้องการกลับไปที่นั่นอีก นายไม่เข้าใจรึไงกัน!!”  เด็กหนุ่มตวาดเสียงดัง  ทำให้คิ้วเรียวสวยของหญิงสาวขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียด…เธอเห็นปฏิกิริยาต่อต้านพ่อของเด็กหนุ่มมามากแต่ไม่เคยเห็นจะร้ายกาจเท่านี้มาก่อน…ที่เธอทำให้ทั้งคาโอรุและอาซาโตะต้องทะเลาะกันนั้น มันส่งผลหนักหนาเกินไป…อาซาโตะอารมณ์ไม่ดีสมบูรณ์เลยทีเดียว…

                “อาซาโตะ…นี่ไม่ใช่เวลามาพูดอย่างนี้นะ…”  หญิงสาวเคืองนิด ๆ ดูเหมือนว่าอาซาโตะจะก้าวข้ามการเอาแต่ใจของเด็กมามากไปแล้ว…

                “ครับ…เพราะว่าที่นี่สะดุดตาคนเกินไป…มันอันตราย…”  อาซาโตะขมวดคิ้ว…แต่ยังไม่หันไปมองผู้ใหญ่ทั้งสอง เขาเปลี่ยนช่องทีวีไปมาอย่างรำคาญใจ…

                “…โนะ  ชินจิ…นักโทษของเรือนจำพิเศษได้หลบหนีออกมาจากเรือนจำเมื่อคืนวานนี้…”  เสียงผู้ประกาศข่าวหญิงในรายการข่าวประจำวันดังขึ้น…ทำให้ทั้งเอเล็คตร้าและคาคุหันขวับไปมองอย่างตกใจ…

                “นักโทษรายนี้ก่อคดีฆาตกรรม 1 ราย กักขัง ทรมานเหยื่อ และพยายามฆ่าอีก 1 ราย เมื่อ 8 ปีก่อน….”  หญิงสาวผู้ประกาศข่าวยังอ่านต่อไปเรื่อย ๆ ขณะที่ภาพบนจอขนาดยักษ์นั้น กำลังฉายใบหน้าของชายคนหนึ่ง…ดวงตาสีน้ำตาลทองเบิกขึ้น…และนิ่งขึง  ใบหน้านี้…ใบหน้าที่แม้ชั่วชีวิตก็ไม่ลืม…ใบหน้าที่เคยยิ้มเยาะอย่างสะใจ โหดเหี้ยมอำมหิตสำหรับเขามากแค่ไหน…

                “…………..ปี๊ด!!!!”  เอเล็คตร้าเข้าคว้ารีโมทกดปิดโทรทัศน์ทันที…เธอเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยังไม่โวยวายอะไรออกมา…ได้แต่จ้องมองจอขนาดยักษ์นั้นทั้งที่มันเป็นสีดำสนิทไม่มีภาพใด ๆ อีกแล้ว…และมองไปที่คาคุซึ่งมีเหงื่อซึมออกมาบนใบหน้าไม่ต่างจากเธอ…

                “…เอ่อ…อาซาโตะจ๊ะ…อาซาโตะ”  เอเล็คตร้านั่งลงข้างเด็กหนุ่มที่ยังเงียบ…แต่เธอเห็นมือของเขาที่เมื่อครู่ยังวางสบาย ๆ บนขอบโซฟา บัดนี้กลับกำเข้าหากันแน่นและสั่นสะท้าน จนเธอกลัวว่าจะถึงขั้นเลือดตกยางออก…เอเล็คตร้าแตะฝ่ามือเรียวสวยบนหมัดของเด็กหนุ่ม

                “…คุณหนูครับ…”  อาซาโตะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่ม หญิงสาวทั้งสองด้วยดวงตาสีทองเข้มจัดไหวระริก…ริมฝีปากขบเม้มเข้าหากันอย่างรุนแรง…พลางลุกขึ้นยืนฉับพลัน..

                “ทำไมไม่บอกฉัน!! ทำไมไม่มีใครบอกฉันซักคำว่า…หมอนั่น!! ไอ้หมอนั่นมันแหกคุกออกมาได้!!! ไอ้เจ้าอามาโนะ ชินจินั่น!!! มันออกมาข้างนอกแล้วน่ะ!! หา!!!”  อาซาโตะตวาดกึกก้องไปทั่วห้องสวีท…คาคุที่ยังหน้าซีดและเอเล็คตร้าที่ยังมองเด็กหนุ่มด้วยความตกใจ ไม่ตอบอะไรแม้แต่คำเดียว…ภาพเหตุการณ์ในอดีตย้อนกลับมาในห้วงความทรงจำของอาซาโตะอีกครั้ง…และอีกครั้ง แจ่มชัด แม่นยำจนไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาแล้ว 8 ปี ความทรงจำที่เต็มไปด้วย สีทอง และสีแดงเข้มเปรอะเปื้อน…เด็กหนุ่มเต็มไปด้วยความโกรธและเคียดแค้น เปลวไฟที่ถูกปิดกั้นด้วยเอเล็คตร้า และคาโอรุลุกโชนขึ้นอย่างไม่อาจระงับ  อาซาโตะวิ่งออกไปจากห้องทันที…

                “คุณหนู!! ไม่ได้นะครับ!!”  คาคุที่รู้สึกตัวก่อนรีบวิ่งตามไป…ส่วนเอเล็คตร้าที่เข่าอ่อนเมื่อครู่ก็รีบตามไปทันทีเช่นกัน…ใบหน้างามสวยเปรอะไปด้วยหยาดน้ำสีใส…

                “คุณหนู!!”  ด้วยความไวของผู้ฝึกทักษะร่างกายมามากทำให้ตามเด็กหนุ่มที่ไม่ได้เป็นมืออาชีพทันอย่างง่ายดาย…ร่างที่สูงกว่าเลขาฯหนุ่มถูกโอบดึงเอาไว้ขณะที่จะขึ้นลิฟท์…

                “ปล่อยนะ!!”

                “ไม่ได้นะครับคุณหนู!! อันตรายเกินไป!! อันตรายมาก!! ได้โปรดเถอะครับ  คาคุกอดอาซาโตะแน่นไม่ยอมให้ได้ขัดขืนแม้แต่น้อย…แต่ความโกรธ เกลียด และเคียดแค้นของเด็กหนุ่มก็มีมากมายเหลือเกินที่เขาจะฟังคำพูดเพียงแค่ประโยคเดียวนี้แล้วสงบลงได้…อาซาโตะพยายามออกเดินจนแทบจะลากอีกฝ่ายที่กอดอยู่ให้เคลื่อนไปด้วยกัน…

                “อย่ามายุ่งนะคาคุ!! ฉันต้องฆ่ามัน ไอ้หมอนั่นฉันจะฆ่ามันเอง!!”

                “ไม่ได้นะครับ! ไม่ได้ ผู้ชายคนนั้นได้รับการหนุนหลังจากแก๊งอื่น! คุณหนูจะเดินไปหาให้มันทำร้ายอีกไม่ได้นะครับ  คาคุรัดวงแขนแน่นขึ้นไม่ยอมปล่อย…บรรดาแขกห้องสวีทอื่น ๆ ต่างก็ออกนอกห้องมาดูเหตุการณ์กัน…จนพนักงานต้อนรับคนหนึ่งที่กำลังแนะนำแขก VIP บนชั้นนี้ต้องเดินมาดูด้วยสีหน้ากังวลใจ…แต่เอเล็คตร้ามาทันพอดี…เธอจึงห้ามพนักงานคนนั้นไว้ ตัวเธอซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นครึ่งหนึ่งของโรงแรมจึงได้รับความเกรงใจและเชื่อฟัง…

                “อาซาโตะ…สงบใจหน่อย เธอควรจะฟังที่คาคุซังพูดบ้างนะ”  เอเล็คตร้าพูดปลอบอีกฝ่ายอย่างพยายามใจเย็นที่สุด…

                “มันฆ่าแม่ฉัน!!! เธอไม่เข้าใจหรอก!! ปล่อยนะ!!”  อาซาโตะสะบัดคาคุออกอย่างแรงจนอีกฝ่ายเซจนเกือบล้มและปล่อยมือจากเขาจนได้…แต่ขณะที่อาซาโตะกำลังจะขึ้นลิฟท์นั้น ฝ่ามือเรียวขาวก็ฟาดบนใบหน้าของเขาอย่างจัง…ท่ามกลางดวงตาสายตาของทุกคู่ หญิงสาวยืนหอบแทบหมดเรี่ยวแรง 

                “…ว่ายังไงนะ?! ไม่เข้าใจงั้นเหรอ? คิดว่ามีเธอคนเดียวรึไงที่สูญเสีย คิดว่ามีแค่เธอคนเดียวรึไงที่ร้องไห้แทบขาดใจ!! คิดว่าเธอคนเดียวรึไงที่เห็นมาการ์เร็ตตายต่อหน้าต่อตา คิดว่าเธอคนเดียวที่รักมาการ์เร็ตรึไงกัน!!!??”  เอเล็คตร้าตวาดเด็กหนุ่มที่ไร้สติ…ใบหน้างดงามและดวงตาที่ถือดีไม่มีอยู่ มีแต่ความเจ็บร้าวสั่นไหวที่อยู่ภายในสีเขียวเข้มซึ่งเอ่อท้นด้วยหยาดน้ำ…

                “ผู้ชายคนนั้นพรากผู้หญิงที่ฉันถือว่าเป็นพี่สาวชั่วชีวิตไป…พรากลูกสาวที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่ พรากภรรยาที่รักยิ่งของอากิระ…พรากนายหญิงที่ดีของคาคุ…พรากแม่ของเธอไป…ผู้หญิงที่สำคัญคนนั้นเป็นที่รักของคนตั้งมากมาย…อย่ามาพูดว่ามีแต่เธอคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกสูญเสียนะรู้มั๊ย!!??”  ดวงตาสีน้ำตาลทองจ้องมองอีกฝ่ายอย่างจดจ่อ…ภาพหญิงสาวงดงามที่มีผมสีทองอร่ามราวคลื่นลมซ้อนอยู่กับร่างของเอเล็คตร้า 

‘จะอยู่กับฉันตลอดไปใช่มั๊ย’ 

พลางใบหน้าขาวเปื้อนน้ำตาของคาโอรุก็ปรากฏขึ้นมา…หยาดน้ำหลั่งรินจากดวงตาสีทองจนแม้แต่ตัวเองก็ตกใจ…

                “…ฉันน่ะนะ…ก็อยากฆ่าหมอนั่นกับมือเหมือนกัน อากิระก็คิดเหมือนกัน คุณตาคุณยายก็คิด…แต่ว่าหมอนั่นไม่ได้หนีออกมาด้วยตัวคนเดียวแน่ ๆ มันต้องมีพรรคพวก แล้วจะให้เธอลุยเดี่ยวไปให้มันฆ่าสมอยากน่ะนะ ฉันยอมไม่ได้…”  หญิงสาวเอื้อมมือเรียวขาวแตะที่ใบหน้าและทางน้ำตาของเด็กหนุ่ม…พลางเข้าโอบกอดอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน…

                “ฉันไม่อยากสูญเสียอีก…เธอสืบสายเลือดจากมาการ์เร็ตที่ฉันรัก…ฉันจะต้องปกป้องเธอ แล้วก็…อย่าลืมนะว่ามีคนที่รักเธอ ไม่อยากเสียเธอรออยู่…กลับไปเถอะ”  เอเล็คตร้าจูบเบา ๆ ที่แก้มของเด็กหนุ่ม…ดวงตาสีน้ำตาลทองสงบนิ่งอีกครั้ง…

                “…จะกลับบ้านใช่มั๊ย? …”  อาซาโตะหันไปหาคาคุที่ยังยืนรออยู่ด้วยใจจดจ่อ…พลางได้ยินคำถามก็ทำให้สีหน้าของเลขาฯหนุ่มดีขึ้น…เขาตอบรับและพาอาซาโตะลงลิฟท์ไปด้านล่าง…

*************************************************************************

                หลังจากดื่มโกโก้ร้อนแก้วที่ 2 ที่เจ้าของบ้านเอามาต้อนรับไปได้นิดหน่อย…เอริซึ่งจ้องมองเด็กหนุ่มตลอดเวลาก็ลุกขึ้น

                “เอ่อ…แทบทุกคนในห้องไปรวมกันที่นั่นฉลองคริสต์มาสกัน…ทาเทวากิคุงอยู่คนเดียวเหงาแย่ น่าจะไปสนุกด้วยกันนะ”  เอริพูดขึ้น…เธอรู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ไม่เป็นไปตามที่เธอคิด  ตอนนี้สีหน้าของเด็กหนุ่มแจ่มชัดในดวงตาเธออีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่เธอไม่อยากสังเกตเห็นเอาเสียเลยแท้ ๆ …ใบหน้าที่ราวกับเด็กน้อยที่ทำความผิดและถูกทิ้งลำพังท่ามกลางหิมะหนาว…คือสีหน้าของเด็กหนุ่มที่เธอชอบในขณะนี้…

                “…ถ้าผมไปอาจทำให้หมดสนุก…เพราะว่าผมไม่มีอารมณ์จะฉลองอะไรทั้งนั้น”  คาโอรุยังคงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย…คำสนทนาและภาพของเด็กสาวตรงหน้าบดบังด้วยเด็กหนุ่มผมทองในความคิด…ทำไมคิดถึงขนาดนี้นะ…ทำไมถึงไม่อยากทำอะไรเลยอย่างนี้…คำว่าเกลียดที่ไม่ได้ตั้งใจพูดกลับทำให้หัวใจเจ็บปวดถึงเพียงนี้ การที่อาซาโตะไม่อยู่ตรงนี้ ไม่อยู่ที่นี่มันช่างทรมานเหลือเกิน…

                “ทาเทวากิคุง…”

                “ขอโทษนะ…ซาซากิ” 

*************************************************************************

                รถยนต์สีดำเมื่อมแล่นออกจากโรงแรมหรูตรงกลับคฤหาสน์มิเนคุระทันทีโดยที่มีรถอีกคันตามหลังเพื่อความปลอดภัย…คาคุมองเจ้านายน้อยที่เบาะด้านหลังอย่างโล่งใจ ขณะที่รถกำลังแล่นไปเรื่อย ๆ

                ‘มีคนที่รักเธอรออยู่นะ’  เสียงกังวานนุ่มนวลของหญิงสาวผมทองเมื่อครู่ยังอยู่ในห้วงคำนึง

                ‘อาซาโตะ พ่อขอโทษนะลูก พ่อไม่มีทางเลือก’  พลันคำพูดเมื่อ 8 ปีก่อนก็ย้อนกลับมา

                ‘แม่รักลูกจ๊ะ’  ใบหน้างดงามที่เปรอะเปื้อนด้วยสีแดงฉาน…คำพูดสุดท้ายของคนสำคัญ

                ‘…จะอยู่กับฉันตลอดไปใช่มั๊ย 

                ‘อืม…จะอยู่ด้วยตลอดไป’  คำพูดที่เคยสัญญากับร่างเล็กในห้วงแห่งความสูญเสียของอีกฝ่ายยังคงสะท้อนอยู่…

                ‘ฉันเกลียดนาย’ 

                “เอี๊ยด!!!!!…………..โครม!!!”  เสียงยาวของล้อรถที่ครูดไปกับพื้นจากการเบรคกะทันหัน…ทำให้ความคิดทุกอย่างแตกกระจาย…ในดวงตาสีน้ำตาลทองเห็นเพียงแค่ใบหน้าของเลขาฯหนุ่มที่ใกล้เข้ามา แล้วโอบกอดเขาเอาไว้…ชายคนขับรถเกิดประคองรถไว้ไม่ได้จึงเสียหลักชนกับผนังหินอย่างจัง…ทุกอย่าง…เงียบสนิท

                “ปัง!! ปัง!! ปัง!!”  เสียงสนั่นหวั่นไหวของอาวุธพิฆาตชีวิตดังขึ้นหลายนัดติดต่อกัน…เสียงอื้ออึงของผู้คนและปืนสับสนปนเปกันจนแยกไม่ออก เด็กหนุ่มผมทองลืมตาขึ้นช้า ๆ และเห็นร่างของคาคุที่ทับอยู่ไม่ได้สติพร้อมกับรถที่เกือบพัง…และคนขับรถที่จมกองเลือด ครู่หนึ่งที่เขาถอนหายใจช้า ๆ และรู้สึกว่าเลือดของคาคุไหลเปรอะตัวเขาอยู่ แต่ทุกอย่างด้านนอกกลับเงียบสนิทลงแล้ว…

                “ลากพวกมันออกมา”  เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นใกล้ ๆ แต่โสตประสาทของเด็กหนุ่มยังคงอื้ออึงอยู่จึงทำให้ได้ยินไม่ถนัดนัก…ครู่หนึ่งเขาก็มีใครหลายคนเข้ามาใกล้และดึงตัวเขากับคาคุออกจากรถ…ท่ามกลางชายกลุ่มใหญ่ที่ยืนรายรอบเขา  ใกล้ ๆ นั้นเหล่าบอดี้การ์ดที่นั่งรถอีกคันตามพวกเขามานอนอยู่บนพื้นร่างพวกเขาเต็มไปด้วยเลือดพร้อมกับรถที่ยับด้วยกระสุนปืน…

                “ว่าไง? ไม่ได้เจอกันเสียนาน”  ประสาทสัมผัสของอาซาโตะกลับคืนมานิดหน่อยเมื่อออกมาเจออากาศด้านนอก…ทำให้เขาเริ่มที่จะจำได้เลือนลางแม้ยังไม่ได้มองอีกฝ่าย…น้ำเสียงเยาะหยันนี้ จะเป็นใครไปไม่ได้…ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้เขา

                “โตขึ้นเยอะนะครับ…นายน้อย”  น้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงแววร้ายกาจที่จำได้ไม่เคยลืมก้องสะท้อนอยู่เบื้องหน้า…อาซาโตะลืมตาเห็นภาพของชายที่ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่มีวันให้อภัยยิ้มแย้มอยู่…เพียงครู่เด็กหนุ่มรู้สึกว่าภาพในดวงตาเริ่มพร่าเลือนและเปลี่ยนสี…ที่แท้ของเหลวสีแดงเข้มกำลังไหลจากคิ้วที่แตกของเขา…

                “จะไม่ทักทายกันซักหน่อยเหรอครับ…พอแหกคุกออกมาได้ผมก็อุตส่าห์รีบมาพบนายน้อยเลยนะครับ” 

                “…แก...!”  ความทรงจำย้อนกลับมาอีกครั้งเมื่อได้พบหน้ากัน…เด็กหนุ่มผมทองจับความคิดที่กระจัดกระจายไปเพราะมึนงงขึ้นมา ความแค้นที่แม้ผ่านไปอีกกี่ปีก็ไม่มีทางลบเลือน…อาซาโตะลุกขึ้นหมายจะชกชายตรงหน้าซักหมัดหนึ่ง…แต่ถูกมืออีกหลายคนกระชากเอาไว้ให้นั่งอยู่ที่เดิม…ใบหน้าของอามาโนะ ชินจิที่สูงวัยขึ้นเล็กน้อย ยังคงยิ้มแย้มไม่เปลี่ยน…เขาหันไปมองคาคุที่ยังนอนสลบอยู่บนพื้น…

                “นี่คงจะเป็น คาคุซังสินะ…สวยขึ้นจนจำแทบไม่ได้”  ชินจิลุกขึ้นดึงร่างไร้สติของคาคุขึ้นมา…พลางจ้องมองดูใบหน้างามที่เปื้อนเลือดอย่างสนใจ…

                “สวยขนาดนี้…ก็ไม่แปลกหรอกนะที่จะทำหน้าที่อื่นให้กับผู้ชายคนนั้นด้วย”  ชายหนุ่มผลักร่างของคาคุให้กับชายสองคนช่วยกันประคองเอาไว้…แล้วหันมาทางอาซาโตะ

                “….หมายความว่าไง  เด็กหนุ่มเข่นเขี้ยวถามแทบอยากจะให้มีอะไรซักอย่างทำให้ชายตรงหน้าเลิกยิ้มแย้มอย่างมีชัยแบบนี้เสียที…แต่กระนั้นทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง…ชินจิยังคงยิ้มอย่างมีความสุขใบหน้าของเขาดูอ่อนเยาว์เหมือนกลับไปเมื่อ 8 ปีก่อนไม่มีผิด

                “อยากรู้หรือครับ…? แต่ถ้าผมบอกออกไปคุณต้องไม่อยากรู้มากกว่านะครับ”

                “ก็แล้วมันอะไรเล่า!!!?”  อาซาโตะเหลืออดกับความเจ้าเล่ห์ชอบเก็บงำไว้ให้สนุกทีหลัง…ทรมานยิ่งกว่าของชายหนุ่ม

                “ปัง!! อ๊าก!!” 

“ปัง!!! ปัง!!”  เสียงของชายที่ประคองร่างคาคุล้มลงกับพื้น ตามด้วยเสียงของชายอีก 2-3 คนรอบข้างต่างก็ล้มลง…ชายหลายคนเข้ามากันชินจิเอาไว้…ดวงตาสีเทาหม่นสะท้อนภาพของเลขาฯหนุ่มที่แม้ทั้งร่างจะเต็มไปด้วยเลือดแต่ก็ยังกระชับอาวุธที่ชิงมาจากชายที่เพิ่งตายไปแน่น…

“คาคุ…”

“คะ…คุณหนู…ไม่เป็นไรนะครับ…”  บาดแผลใหญ่ด้านหลังที่ถูกกระจกและหลังคารถบาดยังคงปล่อยหยาดสีแดงเข้มออกมาไม่ขาดสาย…ร่างบางหายใจหอบถี่เจ็บปวดแทบจะสลบไปอีกครั้ง แต่การช่วยชีวิตอาซาโตะสำคัญกว่ามาก…เขาจะหลับไม่ได้…คาคุหันปากกระบอกไปทางชินจิที่มีลูกน้องยืนกันอยู่…

“ปล่อยคุณหนูเดี๋ยวนี้…”  นิ้วมือเรียวกระชับเข้าเตรียมจะเหนี่ยวไก…แต่ชายทั้งหลายที่ยังยืนกั้นชินจิอยู่ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย…ดวงตาสีเทาหม่นยิ้มเยาะ..

“อย่าทำอะไรโง่ ๆ น่าคาคุซัง…มีคุณแค่คนเดียวจะทำอะไรได้…”  อาซาโตะพยายามขัดขืนเมื่อคาคุถ่วงเวลาให้เล็กน้อย…แต่ทว่าชายที่จับเขาไว้ไม่ปล่อยให้เขาดิ้นเลย…

“…อามาโนะ ชินจิ…คุณประเมินนายของผมต่ำเกินไป…ความจริงเวลานี้คุณหนูควรจะถึงคฤหาสน์แล้วหากพลาดแม้นาทีเดียว ท่านจะออกมาตามหาทันที…แล้วตอนนี้”  คาคุพูดไป…โดยที่เสียงล้อรถหลายคันกำลังตรงมา…ดวงตาสีเทาหม่นแสดงอาการเจ็บใจเล็กน้อยพลางกลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว…

“อย่างนั้นเหรอ? นับว่าเขาฉลาดขึ้นนิดหน่อย…แต่แค่นั้น…ไม่พอหรอก!!” 

“!ปัง!!” 

“คาคุ!!”  อาซาโตะตะโกนลั่น เมื่อลูกปืนสีเงินดำเจาะเข้าที่ขาของเลขาฯหนุ่มอย่างจัง…เพราะว่าเหล่าลูกน้องได้บังตัวชินจิเอาไว้ทำให้ร่างบางไม่เห็นว่า ชายหนุ่มเล็งปืนมาที่ตัวเขาตั้งนานแล้ว…ร่างที่ย้อมไปด้วยเลือดถูกเพิ่มบาดแผลขึ้นทำให้ขยับไม่ได้ต้องล้มลงกับพื้นอย่างจัง…

“เอี๊ยด!!!”  รถสีดำเมื่อมหลายคันจอดล้อมทั้งหมดเอาไว้…มิเนคุระ อากิระก้าวลงมาจากรถ พลางมองชินจิด้วยสายตาเคียดแค้น…หากชายหนุ่มก็เพียงยิ้มเล็กน้อย

“มาทันเวลาทีเดียวนะครับ อากิระซัง…ถือว่าคุณเก่งขึ้นเยอะ คราวของนายหญิง คุณยังใช้เวลาเป็นชั่วโมงแน่ะ”  ดวงตาสีเทาหม่นร้ายจ้องมองอีกฝ่ายกลับไป…ท่ามกลางพรรคพวกของกันและกัน…ระหว่างคนทั้งสอง…ความแค้นและความเจ็บปวดที่ไม่อาจหยั่งถึงหลั่งไหลไปทั่วบรรยากาศ…ทุกอย่างเงียบสนิท มีเพียงดวงตาของคนทั้งคู่เท่านั้นที่ราวกับห้ำหั่น ฆ่าฟันกันไปแล้ว…

“แกหนีไม่รอดหรอกชินจิ…ฉันจะส่งแกเข้าคุกอีกครั้ง  เหล่าชายชุดดำสังกัดมิเนคุระ ต่างเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว อาวุธกระบอกแล้วกระบอกเล่าหันไปทางชินจิและลูกน้อง…ถ้าหากนายของเขาสั่งเพียงคำเดียว กระสุนทั้งหมดจะกระหน่ำไปอย่างไม่ปราณี…อากิระมองเห็นอาซาโตะที่คิ้วแตกและคลุกฝุ่นเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรแตกหัก แล้วค่อยคลายใจลง…แต่เขาไม่เห็นเลขาฯหนุ่มคนรักของเขาเลยจึงเริ่มกังวลใจขึ้นมา…

“อุตส่าห์ได้พบกันอีกครั้ง คุณก็ทักทายผมด้วยวิธีหยาบคายจริง ๆ นะครับ…น่าเสียดาย ผมอุตส่าห์ว่าจะพูดดี ๆ กับคุณแท้ ๆ”  คางได้รูปของคาคุถูกจับทำให้ใบหน้างามเปื้อนเลือดถูกเชิดขึ้น…อากิระเห็นร่างบางที่เต็มไปด้วยบาดแผลและไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ด้วยความตกใจ…รู้สึกถึงความโกรธที่ปะทุขึ้นมาแทบไม่อาจระงับ…

“แก!! ปล่อยคาคุนะ!!”  ดวงตาของผู้นำตระกูลลุกโชนขึ้น…เขาขยับ ลูกน้องก็ขยับตาม…พลางเล็งกระบอกปืนเป็นมั่นเหมาะ…ทว่าฝ่ายของชินจิก็เช่นเดียวกัน…แต่เหนือกว่ามาก

“…ผมคงทำตามที่คุณพูดไม่ได้หรอกนะครับ…เพราะว่าที่นั่นไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่…”  อาวุธสีดำจ่อปากกระบอกที่ศรีษะของร่างบาง…รวมทั้งเล็งตำแหน่งหัวใจที่ร่างของลูกชายอีกด้วย ยิ่งทำให้อากิระเดือดแค้นมากขึ้น ทว่าไม่อาจทำอะไรได้…มือแข็งแกร่งกำแน่นเข้าหากันจนเลือดซึม

“หนวกหูพวกนักโทษที่ชอบโวยวาย…หนังสือก็ไม่ค่อยจะมีให้อ่าน…พวกผู้คุมโง่เง่า เฮ้อ…ผมว่าผมคงไม่กลับไปที่นั่นหรอกครับ”  ร่างปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงถูกดึงลากขึ้นมา…ชินจิโอบเอวบางเอาไว้พลางยังคงจ่อปากกรบอกปืนโดยไม่เปลี่ยนตำแหน่ง…คาคุที่หายใจหอบมองเห็นอากิระที่ยืนโกรธเกรี้ยวทำอะไรไม่ได้ด้วยสายตาสำนึกผิด…

“….แก…”

“…หึหึ…ผมขอคาคุซังเป็นใบเบิกทางจะได้มั๊ยล่ะครับ…โอ๊ะ  คาคุพลิกตัวตวัดชินจิออก…ท่ามกลางสายตาของคนทุกคู่ราวกับเวลาหยุดนิ่งลงช้า ๆ …ขณะที่ชินจิกำลังถูกตวัดขึ้นหลังใกล้จะถูกทุ่มลงกับพื้น…นิ้วมือของเขาก็คว้านไปที่บาดแผลของร่างบางอย่างไม่ปราณี

“โอ๊ย!!!”  เลขาฯหนุ่มร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด…พลางล้มลงไม่เป็นท่าทำให้อากิระถึงกับใจหายในทันที…เขาค่อย ๆ ขยับอีกครั้ง แต่ก็ถูกลูกน้องของชินจิตรึงเอาไว้อยู่…

“สมกับที่เรียนศิลปะต่อสู้มา…แต่เลือดออกขนาดนี้คุณก็ทำอะไรผมไม่ได้หรอกนะ…คาคุซัง”  หยาดสีแดงเข้มเริ่มทะลักออกจากปากแผลอีกครั้ง…มือของชินจิที่ชุ่มไปด้วยเลือดจำนวนมากถึงขนาดต้องหยดลงพื้นดึงกระชากร่างบางขึ้นอีกครั้ง…และจ่อปากกระบอกปืนใส่อีกเหมือนเดิม..ชายหนุ่มยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

“จะว่ายังไงล่ะครับ…อากิระซัง ให้ผมฆ่าเขาเดี๋ยวนี้จะดีมั๊ยล่ะครับ  เสียงขึ้นนกปืนลูกโม่ดังขึ้น ทำให้อากิระสะดุ้ง…

“อย่านะ!!”  เสียงตะโกนดังลั่น พลางเหงื่อซึมพราวเต็มใบหน้าของผู้นำตระกูล…ท่ามกลางดวงตาสีน้ำตาลทองของอาซาโตะ ความสัมพันธ์ระหว่างคาคุและพ่อของเขาที่เขาเพิ่งจะเข้าใจ…ทำให้เด็กหนุ่มนิ่งเงียบไม่ขัดขืนอะไรอีก…

“อย่าฆ่าเขา…”  ชินจิได้ฟังก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นในทันที…พลางหันไปมองเด็กหนุ่มผมทองที่มองเหตุการณ์อย่างเงียบเชียบกว่าเดิมด้วยสายตาเยาะหยัน…

“ทางนี้ก็สำคัญ…ทางโน้นก็คนสำคัญ…คุณนี่ช่างมีภาระเยอะเสียจริงนะครับ…ทั้งลูกทั้งคนรัก…ผมเดาไม่ผิดใช่มั๊ย  อากิระเงียบ…เขาไม่เห็นว่าดวงตาของคาคุที่มองเขาอยู่กำลังคิดอะไร…

“ผมน่ะสนุกมากเลยนะครับ…ยิ่งคุณมีของสำคัญมากเท่าไหร่ผมก็ใช้ประโยชน์ได้มากเท่านั้น…เปิดทางให้ผม!! ไม่อย่างนั้นคนรักของคุณต้องตายแน่ ๆ !!”  อากิระมองสถานการณ์ที่ตกเป็นรองอย่างเงียบ ๆ เขามองที่ใบหน้าที่แทบจะไร้สติของคาคุ…ในขณะที่ดวงตาทั้งสองคู่ประสานกัน คาคุก็เข้าใจความคิดของอากิระในทันที

“…ท่านครับ…ไม่นะครับ…” 

“ฉันไม่มีทางเลือก…คาคุ…”

“ไม่ได้นะครับ…อย่าให้มันจับคุณหนูไปได้..ไม่ได้นะครับ!!”  คาคุพยายามดิ้นแต่เรี่ยวแรงที่มีอยู่ช่างน้อยนิดนัก…กระทั่งขยับมือยังไม่ไหว ริมฝีปากบางได้แต่พร่ำพูดขณะกำลังถูกพยุงไป…หยาดน้ำตาไหลผสมกับสายเลือดเป็นสีแดงจาง ๆ บนใบหน้างาม…

“…ชีวิตผมไม่มีค่าขนาดนั้น…ท่านครับ…ได้โปรด…”  ในที่สุดใบหน้าเปื้อนน้ำตาก็ลับหายไปในรถสีดำคันหนึ่ง…ขณะที่อาซาโตะก็ถูกลากเดินเพื่อขึ้นรถอีกคัน…เขาเดินผ่านผู้เป็นพ่อไปโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว…

“อาซาโตะ…คาคุ…”  รถสีดำเมื่อม 3 คันแล่นออกไปจากสายตา…ในวันนี้มิเนคุระ อากิระ…ได้ทำสิ่งผิดพลาดอีกครั้งแล้ว…

************************************************************************

“ทำไมล่ะ? ฉันน่ะอยากให้ทาเทวากิคุงไปนะ”  เด็กสาวยังไม่ยอมแพ้ ใบหน้าของเธอเป็นสีแดงจัด…

“จริง ๆ นะ…ผมไม่อยากไป”

“เพราะเค้าไม่อยู่เหรอ  ร่างเล็กกระตุกเล็กน้อย…เอริมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่เจ็บปวด เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น…แต่สีหน้าของคาโอรุกับบ้านอันเย็นชืดบ่งบอกได้เป็นอย่างดี…อาซาโตะไม่อยู่ที่นี่

“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก…”

“…ทาเทวากิคุงชอบเค้าเหรอ  คาโอรุเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวครู่หนึ่ง…แล้วเบือนหน้าไปทางอื่นทันที

“…ไม่ใช่…หรอก”  เด็กหนุ่มตอบโดยไม่สบตาเธอแม้แต่น้อย…ความรู้สึกเจ็บปวดพลุ่งพล่านขึ้นในใจเด็กสาว…นิ้วภายใต้ถุงมือสีขาวกำแน่นและสั่นระริก…

“ทำไมล่ะ? ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วย…ทั้ง ๆ ที่ฉัน…ฉันน่ะ…”

“..ซาซากิ 

“ชอบเธอแท้ ๆ”  เอริพูดความในใจด้วยเสียงอันดัง…ในขณะที่เธอเองก็ไม่ต้องการแม้แต่น้อยกับการสารภาพรักเช่นนี้…ดวงตาสีดำสนิทของคาโอรุเบิกกว้างขึ้น…ใบหน้าของเด็กสาวแดงจัดและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา…

“ซาซากิ…?”

“ฉัน…ชอบเธอ…ชอบมาตั้งแต่แรก ตั้งแต่ที่พบกันครั้งแรก…ฉันมองทาเทวากิคุงมาตลอด…” 

“ปิ๊งป่อง !! ปิ๊งป่อง!!”  เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นขณะที่คาโอรุกำลังลังเลว่าจะตอบอะไรไปกับเด็กสาว…

“ตุ๊บ ตึง!!” 

“คาโอรุคุง อยู่รึเปล่า!? เปิดประตูเร็วเข้า!!!”  เสียงทุบประตูและเสียงกังวานของหญิงสาวดังขึ้นหน้าบ้านอย่างร้อนรน…คาโอรุละจากเอริที่ยังคงยืนนิ่งไปเปิดประตู…ใบหน้าที่ชื้นเหงื่อทั้งที่อากาศหนาวกับแววตาสีเขียวเข้มตระหนกตกใจก็เคลื่อนใกล้เข้ามา…

“…คาโอรุคุง!! มากับฉันเดี๋ยวนี้เลย!! อาซาโตะถูกลักพาตัว!!”  น้ำเสียงของเอเล็คตร้าสะท้อนเข้าโสตประสาทของเด็กหนุ่ม…ทว่าแทบจะไม่ปะติดปะต่อกันในความคิดของคาโอรุ…ร่างเล็กเพียงยืนแข็งทื่อ ส่วนเอริที่ได้ยินพอดีก็หน้าเสีย…

“…ลักพาตัว…คะ…ใครกัน  ใบหน้าของคาโอรุซีดลงพอ ๆ กับหิมะเบื้องนอก…นิ้วมือเรียวเล็กสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่…

“เธอมากับฉัน!! เดี๋ยวนี้!!”  เอเล็คตร้ากระชากแขนของเด็กหนุ่มฉุดดึงให้ไปด้วยกัน…เนื่องจากคาโอรุยังคงยืนนิ่งอยู่ด้วยดวงตาสีดำสนิทตื่นตระหนก…

“ทาเทวากิคุง!!!”  น้ำเสียงสั่นสะท้านของเอริดังขึ้นด้านหลังทำให้เด็กหนุ่มต้องชะงัก…คาโอรุหันไปมองเด็กสาวที่ยืนสั่นระริกและหยาดน้ำตาไหลอาบแก้ม

“เธอบอกว่า…ไม่ได้ชอบเค้าไม่ใช่เหรอ? เรื่องลักพาตัวนั่นก็ควรปล่อยให้ตำรวจจัดการสิ…”  เด็กสาวปาดทางน้ำตาตัวเองเร็ว และแรงจนรู้สึกเจ็บ…เธอรู้ดี…รู้ดีที่สุด แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังพยายามหลอกตัวเองต่อไปโดยพยายามทำใจให้เชื่อคำพูดที่ไม่เป็นความจริงของเด็กหนุ่ม…คาโอรุมองเด็กสาวที่พยายามสารภาพความรู้สึกกับเขา…เห็นใบหน้าและดวงตากลมโตหม่นหมองและเศร้าสร้อยแล้วรู้สึกเจ็บแปลบ…แต่ทว่า

“คาโอรุคุง…เร็วเข้าเถอะ”  เอเล็คตร้าดึงมือเรียวอีกครั้ง…เธอไม่สนใจเอริแม้แต่น้อย สิ่งที่เธอคิดมีเพียงเรื่องของอาซาโตะเท่านั้น…คาโอรุปล่อยมือจากเธอหันมาหาเอริช้า ๆ

“…ขอโทษนะ…ซาซากิ”  เด็กหนุ่มพูดขึ้น…ภายในใจมีแต่ความเสียใจไม่มีที่สิ้นสุด…ทั้งกับเด็กสาว และอาซาโตะ…น้ำเสียงที่แผ่วเบาสั่นเล็กน้อยจนแทบไม่ได้ยิน แต่  เอริได้ยินชัดเจนยิ่งกว่าเสียงรถออฟโรดที่ติดเครื่องรอไว้ของเอเล็คตร้าเสียอีก…เด็กสาวปล่อยร่างตัวเองทรุดกับพื้นพลางร้องไห้เสียงดังโดยไม่อายใคร…คาโอรุไม่หันกลับไปมองเธออีกเลยในขณะที่ขึ้นรถไปกับเอเล็คตร้า…ใบหน้าที่ปรากฏในดวงตาสีเขียวเข้มของหญิงสาว…เป็นใบหน้าที่รู้สึกผิดและเจ็บปวดโดยไม่มีน้ำตา…

************************************************************************

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำ ติ-ชม ดุด่าได้นะคะ [email protected] เอ่อ...ยังมีคนอ่านกันอยู่มั๊ยคะ (หายไปนานกัวคนอ่านทิ้ง) ^^

Hosted by www.Geocities.ws

1