adolescence

ในวันรุ่งขึ้น ทั้งที่ยังเหลือวันหยุดในใบลาพักการเรียนอีก 3 วัน แต่คาโอรุก็ต้องการที่จะมาโรงเรียนให้ได้ ค่อนข้างลำบากและใช้เวลามากทีเดียวในการเดินทาง แต่ก็มีคนใจดีช่วยเหลือตลอดทางที่ผ่านมาทำให้คาโอรุถึงโรงเรียนได้โดยสวัสดิภาพ แม้ว่าจะเป็นเวลาสายมากที่นักเรียนทุกคนเข้าเรียนไปแล้วก็ตาม

ขณะที่คาโอรุกำลังลากสังขารตัวเองเข้าประตูโรงเรียน อาซาโตะก็กำลังเดินเข้าประตูโรงเรียนเหมือนกัน (อะไรจะบังเอิญขนาดนี้อ่ะ : ผู้เขียน) ด้วยใบหน้าที่เบื่อหน่าย

“มิเนคุระ นายมาสาย!” คาโอรุตะโกนเรียกแถมรีบกะเผลกเข้ามาหา

“นายก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอหัวหน้า” อาซาโตะหันไปตามเสียงเรียก พร้อมส่งประโยคกระเซ้าคนเจ็บ แต่ไม่รู้ทำไมที่เขากลับนึกขำกับวิธีเดินของคาโอรุที่พยายามมาหาเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย และรู้สึกโล่งใจที่ใบหน้านั้นไม่มีร่องรอยของน้ำตาเหมือนเมื่อวาน

“ฉันไม่ยอมหรอกนะ ฉันจะทำให้นายไม่อยากอยู่คนเดียวอีกต่อไป จะให้นายยอมรับให้ได้”

“นายนี่มัน….ถามจริงเหอะ ทำไมต้องมายุ่งกับฉันขนาดนี้ด้วย”

คาโอรุหยุดชะงักกับประโยคนี้โดยสิ้นเชิง

“…ฉัน…” คาโอรุก้มหน้าก้มตาพูดได้แค่คำเดียว ฉับพลันมีรถเก๋งสีดำวิ่งเข้ามาจอดเทียบอย่างเร่งร้อน ชายชุดดำ

สวมแว่นตาปกปิดใบหน้า 3 คนลงจากรถตรงเข้าหาทั้งคู่ แต่ที่ให้ถูกคือตรงมาหาอาซาโตะมากกว่า

“มิเนคุระ อาซาโตะใช่มั๊ย? บอสของเราต้องการพบช่วยไปกับเราด้วย” 1 ใน 3 คนพูดขึ้นพร้อมผายมือไปที่รถเพื่อเชื้อเชิญ

“พวกนายเป็นใคร?” ชายชุดดำไม่ตอบคำถามใด ๆ

“งั้นก็ไม่ไป” อาซาโตะหันหลังกลับไม่ใยดี แต่ส่งสายตาให้คาโอรุที่ยืนงง ๆ อยู่เดินเข้าไปในโรงเรียนพร้อมกับตน

“บอสสั่งว่าแม้จะทำให้บาดเจ็บบ้างก็ต้องพาไปให้ได้” จบประโยคทั้ง 3 คนก็กระโจนเข้าหา อาซาโตะผลักคาโอรุออกห่าง และใช้ฝ่าเท้าวาดวงใส่ใบหน้าของหนึ่งในนั้นอย่างแรงจนล้มลงกับพื้น

“ฉันไม่อยากไปพวกนายจะทำอะไรได้” พูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันกวนโทสะ พร้อมฟาดกำปั้นไปที่หน้าของคนที่ 2 ที่เข้ามาเป็นเครื่องประกอบการบรรยาย

เมื่อเห็นว่า 2 คนที่ได้รับการฝึกมาอย่างดียังไม่สามารถสู้กับเด็กอายุ 15 คนเดียวได้ ชายชุดดำที่เหลืออยู่จึงใช้วิธีใหม่ทันที

ในขณะที่อาซาโตะกำลังสนุกกับการจัดการเพื่อนของเขาอยู่

“หยุดนะ!!!!” ปรากฎอาวุธสีเงินขนาดเหมาะมือวาววับ คมปลาบจ่ออยู่ที่คอของคาโอรุ ได้ผลชงัดอาซาโตะหยุดเคลื่อนไหวทันที

“ถ้าไม่อยากให้เพื่อนมารับเคราะห์ล่ะก็ ทำตามที่เราบอกแต่โดยดีเถอะ”

อาซาโตะทำหน้าเคร่งเครียดจ้องไปทางคาโอรุและชายชุดดำสลับกันไป

ในขณะที่ชายชุดดำนั้นกำลังสนใจอยู่กับท่าทีของอาซาโตะโดยไม่ระวังตัวประกัน คาโอรุได้จังหวะใช้ไม้เท้ากระแทกเข้าที่ท้องของชายชุดดำอย่างจังและหลุดจากการควบคุมมาได้ แต่ขาเจ้ากรรมไม่เป็นไปตามที่ต้องการคาโอรุไม่ทันจะพ้น

ชายชุดดำที่ฟื้นตัวได้รวดเร็ว ใช้สันมือกระแทกเข้าที่ท้ายทอยของคาโอรุอย่างแรง

เมื่อถูกเล่นงานจุดสำคัญเช่นนี้คาโอรุทำอะไรไม่ได้นอกจากภาพของอาซาโตะที่เลือนลางในสติ และล้มลงกับพื้น ฝ่ายชายชุดดำคิดว่าสถานการณ์เป็นต่อแล้วเมื่อมีตัวประกันที่ดิ้นไม่ได้อยู่ในมือ

“จะเอายังไง?”

ชายชุดดำคนเดิมถามอาซาโตะที่ยืนนิ่งมองดูร่างไร้สติของคาโอรุถูกมีดคมจ่อที่คอ

“เชอะ!” อาซาโตะสบถสีหน้าเคร่งเครียด เดินไปแย่งคาโอรุจากมือชายชุดดำ แล้วอุ้มขึ้นรถพร้อมกับที่ตัวเองก็เข้าไปนั่ง เมื่อแน่ใจว่าไม่เหลือร่องรอยใด ๆ แล้ว รถเก๋งสีดำก็แล่นออกไปโดยที่ไม่มีใครในโรงเรียนได้ทันรับรู้แม้สักคน

****************************************************************************

“ตรู๊ด!!!” เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นรบกวนความเงียบ ในห้องประธานของสำนักงานใหญ่ตระกูลมิเนคุระ

“สวัสดีครับ” คาคุลูกน้องคนสนิทรับสายแทนเจ้านาย เมื่อได้ฟังจุดประสงค์ของอีกฝ่ายแล้วจึงเดินมาพร้อมถือหูโทรศัพท์ไร้สายมาหาเจ้านายซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะประธาน พลางก้มลงกระซิบบอก

“ประธานอิจิดะกรุ๊ปครับ” ฝ่ายนายเมื่อได้ทราบชื่อก็ทำหน้าเบื่อหน่าย

“งั้นบอกปัดไปมั๊ยครับ?” คาคุเสนอ

“ไม่…จะคุยละกัน” รับโทรศัพท์ที่คาคุยื่นให้มาแนบหู

“มิเนคุระครับ”

“สวัสดีครับ..มิเนคุระซัง สบายดีมั๊ยครับ?”

อีกฝ่ายมีเสียงเย้ยหยันมาตามสายทำให้ผู้ฟังรู้สึกงง

“สบายดีครับ ขอบคุณที่ถามไถ่ ไม่ทราบว่าอิจิดะซังมีธุระด่วนอะไรไม่ทราบครับถึงได้ติดต่อมาเองแบบนี้”

“ฮะ ฮะ ฮะ จะพูดกับผู้นำตระกูลมิเนคุระ ก็ต้องโทร.มาด้วยตัวเองสิครับจึงจะสมน้ำสมเนื้อ จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรมากมายนักหรอกครับ เพียงแต่อยากจะคุยเรื่องที่เคยเสนอไปอีกครั้งเท่านั้น”

“อิจิดะซังครับ ผมคิดว่าผมได้แจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนแล้วนะครับว่าผมไม่ต้องการจะรวมหุ้นกับโครงการที่คุณเสนอ

เพราะว่ามันค่อนข้างไม่มั่นคง แถมยังบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนอีกด้วย”

มิเนคุระเปล่งเสียงเครียดเขาต้องปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกเท่าไหร่ ผู้ชายคนนี้ถึงจะเข้าใจซักที

“มิเนคุระซัง ผมว่าคุณฟังข้อเสนอใหม่ของผมคราวนี้ก่อนดีกว่า คิดว่าเมื่อได้ฟังแล้วคุณอาจจะอยากร่วมมือกับผมเดี๋ยวนี้เลยก็ได้”

“อะไร?” เสียงของมิเนคุระเครียดจนคาคุรู้สึกกังวลได้

“ลูกชายของคุณอยู่กับผม อ้อ…แล้วก็เพื่อนของเขาด้วยอีกคน”

“ว่าไงนะ?!!” มิเนคุระตะโกนใส่หูโทรศัพท์เสียงดังลั่น

คาคุสะดุ้งสุดตัวรีบวิ่งเข้ามาใกล้

“ท่านครับ”

“แหม…ว่าแต่สมกับเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 เลยนะครับ เก่งกาจซะจนลูกน้องของผมที่ไปเชิญที่โรงเรียนสะบักสะบอมกลับมาทีเดียว”

“ต้องการอะไร?” หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง มิเนคุระก็เปล่งเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างเคียดแค้น

“คุณรู้ดี ฟังนะ! ผมให้เวลาคุณคิดแค่ 2 วันเท่านั้น ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รับรองความปลอดภัยของลูกคุณ”

พอจบประโยคก็วางหูทันทีโดยไม่ให้มิเนคุระได้ซักต่อ เขาวางโทรศัพท์ช้า ๆ ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้พลางกุมขมับสีหน้าเคร่งเครียด

“ท่าน” คาคุเดินเข้ามาใกล้

“….ตั้งแต่มาการ์เร็ตตายฉันก็ตั้งใจว่าจะทำแต่งานสุจริตไม่แตะต้อง ไม่ข้องเกี่ยวกับโลกมืดอีกต่อไป แต่มันไร้ประโยชน์จริง ๆ ฉันทำให้ลูกตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกเป็นครั้งที่ 2”

“หมายความว่า คุณหนูถูกพาตัวไปเหรอครับ?” คาคุเสียงหลง

“ใช่..”

“แจ้งตำรวจ” ยังไม่ทันที่คาคุจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากด เจ้านายของเขาก็คว้าข้อมือบางนั้นไว้ได้เสียก่อน

“อย่านะ!!!”

“ฉันไม่อยากแจ้งตำรวจอีกแล้ว”

“แต่…ท่านครับ” คาคุสีหน้าเป็นกังวล

“เข้ามาใกล้ ๆ อีกสิ คาคุ” เมื่อเจ้านายสั่งลูกน้องก็ต้องทำตาม

คาคุขยับเข้ามายืนใกล้ ๆ จนมองเห็นดวงตาคมเข้มที่ฉายแววอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด มิเนคุระซบหน้ากับมือขาวเนียนของคาคุ

“…เรียกอากิระทีสิ…” คาคุเบนสายตา ใบหน้าของเขาแดงอย่างเห็นได้ชัด

“…อากิระซัง” เสียงที่อ่อนหวานเปล่งราวกระซิบ

“เสียงของเธอทำให้ฉันสบายใจนะ” พลางหลับตาเหมือนต้องการพักผ่อนและครุ่นคิด

“ผู้ชายคนนั้น กำลังจนตรอกเต็มทีล่ะสิ คงคิดจะใช้เงินร่วมทุนของเราไปปิดปากพวกตำรวจที่กำลังจะสาวมาถึงตัวแต่ฉันไม่มีทางยอมหรอก!!” ฉับพลันดวงตามที่ลืมขึ้นก็ฉายแววรุ่งโรจน์

“เด็กคนนั้นเป็นสิ่งสำคัญของฉัน เป็นสิ่งมีค่าเพียงชิ้นเดียวที่ฉันได้รับจากมาการ์เร็ต ฉันจะไม่ผิดพลาดเหมือนเมื่อ 8 ปีก่อนแน่นอน มันให้เวลา 2 วัน คาคุ…จัดการสืบดูว่ามันเอาเด็ก ๆ ไปซ่อนไว้ที่ไหน แล้วกลับมารายงานฉันภายในพรุ่งนี้ได้รึเปล่า?”

“เด็ก ๆ ? นอกจากคุณหนูแล้วยังมีคนอื่นด้วยเหรอครับ?”

“มันพูดถึงเพื่อนของเด็กคนนั้นด้วย คิดว่ามีคนเดียวนะ เธอจะจัดการให้ฉันได้มั๊ย?” คาคุโค้งตัวรับคำสั่ง

“แน่นอนครับ…สิ่งที่ท่านสั่งจะได้ภายในพรุ่งนี้ครับ”

“ขอบใจมากนะ”

“ขอตัวนะครับ” พอจบประโยค คาคุก็ออกไปจากห้องประธานอย่างเรียบร้อย มีเพียงแต่อุณหภูมิของข้อมือที่ถูกสัมผัสเพิ่มสูงขึ้นจนรู้สึกรุ่มร้อนไปทั้งตัวเท่านั้น

****************************************************************************

เปลือกตาบางสวยเริ่มขยับเล็กน้อย เป็นเวลานานเท่าใดไม่อาจทราบ คาโอรุเริ่มทบทวนเหตุการณ์ได้ไม่ยากเย็น แต่ทันทีที่เขาพยายามขยับตัวก็ถูกกระตุกจากบางอย่างที่พันข้อเท้าทั้งสองของเขาไว้ด้วยกันทำให้เขาไม่สามารถขยับลุกขึ้นยืนจากท่านั่งนี้ไปได้ ส่วนมือก็ถูกมัดไพล่หลังไว้ คาโอรุกวาดสายตาไปรอบ ๆ เขาไม่พบสิ่งใดนอกจากความมืด เขาพยายามหลับตาสงบสติอารมณ์ เขาคิดว่าบางทีสายตาเขาอาจชินกับความมืดทำให้มองเห็นอะไรได้ แต่ช่างเปล่าประโยชน์เมื่อเขาลืมตาอีกครั้งก็พบความว่างเปล่าเช่นเคย เขามองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเฝือกสีขาวที่พันข้อเท้าของเขาอยู่เท่านั้น เสียงหายใจเริ่มหอบถี่ หัวใจเต้นเร็วและแรงขึ้น แรงขึ้นเป็นลำดับ

คาโอรุเลิ่กลั่กหันซ้ายมองขวาเพื่อหาแสงสว่าง เนื้อตัวเริ่มสั่นเทา เหงื่อกาฬไหลย้อยจนเสื้อชุ่มโชก แม้อยากเปล่งเสียงก็ไม่สามารถทำได้ทุกอย่างจุกอยู่ที่ลำคอ

“หัวหน้าห้อง…นี่…นายฟื้นแล้วเหรอ?” เสียงทุ้มกังวานทำลายความเงียบ

คาโอรุหันไปตามเสียงเรียก อาการเมื่อสักครู่หายเป็นปลิดทิ้ง เสียงที่ตอนแรกไม่มีออกมากลับกลายเป็นเสียงสะอื้น

น้ำตาแห่งความโล่งอกไหลอาบแก้ม

“มิเนคุระเหรอ? ..ฉันนึกว่าฉันอยู่คนเดียวซะอีก”

“ถูกจับมาพร้อมกันจะอยู่คนเดียวได้ไงล่ะ? เฮ้..ว่าแต่นายร้องไห้เหรอ”

คาโอรุอยากใช้มือปาดน้ำตา แต่ไม่สามารถทำได้เลยปล่อยเลยตามเลย

“เปล่า”

“ขี้แยชะมัด”

“ก็บอกว่าเปล่า!”

“กลัวความมืดเหรอ?” คำถามนี้ คาโอรุหยุดชะงักไปพักหนึ่ง

“ไม่ใช่…ฉันไม่อยากอยู่คนเดียว”

“แต่ฉันชอบอยู่คนเดียว”

“ทำไมล่ะ?”

“ก็ถ้าฉันอยู่คนเดียว พวกมัน 3 คนเอาฉันไม่อยู่หรอก เพราะมันเอานายเป็นตัวประกันน่ะแหละฉันถึงต้องยอมให้มันจับมา”

สีหน้าของคาโอรุซีดกะทันหัน สำนึกผิด

“…ฉัน…ฉันขอโทษนะ”

“เออ….ใช่ นายมันวุ่นวาย”

ความเงียบก่อตัวขึ้นมาอีกครั้งหลังจบประโยคกระแทกใจของอาซาโตะ

“เฮ้! นี่ ฉันพูดอยู่คนเดียวหรือไง?” อาซาโตะส่งเสียงดัง

“ก็…นายบอกว่าฉันวุ่นวาย”

“นายนี่!!” อาซาโตะทำเสียงขุ่น

“สถานการณ์อย่างนี้ยังมีอารมณ์มางอนฉันอีกเหรอ? ยังกะผู้หญิง”

“ใช่สิ!! ฉันมันขี้แย วุ่นวาย แถมยังเหมือนผู้หญิงอีก ตกลงไม่มีอะไรดีซักอย่างสินะ นายรำคาญใช่มั๊ยล่ะ? OK ฉันจะไม่ยุ่งกับนายอีกแล้วจะปิดปากเงียบ จะให้นายอยู่คนเดียวให้สมใจเลย!” คาโอรุร่ายยาวเป็นชุดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าโกรธ

“ได้ไงล่ะ? ก็ฉันรู้ว่มีนายอีกคนอยู่แล้วจะให้ฉันอยู่คนเดียวได้อีกเหรอ?”

อาซาโตะชักเริ่มสนุกกับอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ ของคาโอรุ เลยพูดแหย่เข้าไปอีก ทั้งที่ในเวลาอย่างนี้ไม่น่าจะมีอารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเขาเลยแท้ ๆ ทั้งที่ครั้งแรกที่เคยถูกจับมานั้นทรมานยิ่งนัก ประโยคที่เขาแหย่เมื่อกี้ไม่มีเสียงใด ๆ ตอบมาอีกเลย อาซาโตะชักหงุดหงิดเต็มที

“นี่!!” ยังไม่ทันจะพูดสิ่งใดต่อ ประตูห้องก็ถูกเปิดออก แสงสว่างที่ลอดเข้ามาทำให้นักโทษ (?!?) ทั้งสองต้องหรี่ตา ปรากฎชายร่างท้วม ศรีษะล้าน สวมชุดสูทสีเทา ในปากที่ดูหยาบกระด้างสีคล้ำคาบซิการ์อยู่ เดินเข้ามาใกล้ โดยข้างหลังมีชายชุดดำกลุ่มเดิม เขาตรงมาที่อาซาโตะ

พร้อมพยักเพยิดให้ลูกน้องของเขาไปพยุงเด็กหนุ่มที่ถูกมัดให้ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเขา

“ว่าไง…ผู้สืบทอดรุ่นที่ 3 ยินดีมากที่เธอมาเที่ยวบ้านพักของฉัน”

“อย่ามาทำเล่นลิ้นหน่อยเลย ฉันไม่ได้อยากมาเที่ยวซักหน่อย แถมคนของนายก็บังคับพาฉันมาที่นี่เองต่างหาก”

อาซาโตะจ้องคนตรงหน้าด้วยดวงตาสีน้ำตาลทองเขม็ง จนอีกฝ่ายถึงกับผงะ

“เฮอะ! เชื้อไม่ทิ้งแถวจริง ๆ นะ แต่เอาเถอะยังไงฉันก็ต้องให้แกมีชีวิตอยู่ไปก่อนจนกว่าพ่อแกจะให้คำตอบกับฉันในอีก

2 วันข้างหน้า” เมื่อตั้งสติจากดวงตาคู่นั้นได้ เขาก็แค่นเสียงเย้ยหยันพร้อมอัดควันเข้าเต็มปอดก่อนจะพ่นใส่หน้าอาซาโตะเป็นการท้าทาย

อาซาโตะได้ฟังเนื้อความในประโยคก็หัวเราะในลำคอ

“ไม่มีทางหรอก ผู้ชายคนนั้นเห็นผลประโยชน์ดีกว่า ใช้ฉันเป็นตัวประกันยังทำให้เขาตัดสินใจยากกว่าขู่วางระเบิดโรงแรมที่ชินจูกุซะอีก”

“….ก็อาจเป็นได้…. แต่ไม่มีทางหรอก ฉันคำนวณไม่ผิดพลาดแน่นอนยังไงแกก็เป็นผู้สืบทอดที่หมอนั่นยอมแลกชีวิตเมียของมันไม่ใช่เหรอ?” ได้ฟังดังนั้นทำนบสติขาดผึงในตัวอาซาโตะ

“แก!!! แกรู้ได้ไง!!!”

พลางกระชากตัวออกจากชายชุดดำที่จับเขาไว้แต่ถูกมัดมือมัดเท้าไว้อย่างนี้จึงไร้ผล

“โถ…เรื่องแค่นี้มันไม่เหนือบ่ากว่าแรงของลูกน้องของฉันหรอก” พลางหัวเราะเสียงดังเยาะเย้ยอาซาโตะ

“น่าสงสาร…เสียแม่ไปตั้งแต่ยังเด็ก ช่วยไม่ได้ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมืออีกครั้ง แต่ผู้ชายคนนั้นไม่ยอมเสียแกไปแน่นอน”

คาโอรุมองหน้าชายร่างท้วม กับมองอาซาโตะที่คลั่งแค้นสลับกันไป คำพูดที่ว่าแม่ของเขาไม่ได้มีสภาพเป็นมนุษย์อีกแล้วคงจะหมายถึงเรื่องนี้นั่นเอง ชายร่างท้วมหัวเราะอย่างสะใจเดินออกไป ส่วนชายชุดดำที่จับอาซาโตะไว้ผลักเขาไปชนกับคาโอรุ และพากันออกไปปิดประตูให้ทุกสิ่งอยู่ในความมืดเหมือนเดิม

“เจ็บใจนัก!!” อาซาโตะเค้นเสียงตะโกนใส่ประตูแน่นสนิทนั่น ราวกับจะหวังให้พวกนั้นได้ยิน

คาโอรุเจ็บปลาบที่ข้อเท้าเพราะตอนที่ชายชุดดำผลักอาซาโตะมานั้น ตัวของอาซาโตะทับอยู่ที่ขาของเขาพอดิบพอดี

ด้วยความที่ยังไม่หายดีทำให้ข้อเท้าเริ่มเกิดอาการงอแงไม่ฟังเจ้าของเสียแล้ว

หลังจากนั้น อาซาโตะที่อารมณ์เย็นลงมากแล้วก็รู้สึกตัวว่าเขาทับตัวของคาโอรุไว้อยู่ จึงเริ่มขยับตัวออก

“โอ๊ย!!”

“นายเจ็บเหรอ?”

“อืม…นิดหน่อย”

“ให้ตาย…” อาซาโตะบ่นแล้วขยับมาพิงผนังข้างตัวคาโอรุ

“แม่ของนายเสียแล้วสินะ”

“เออ..”

“ฉันก็เสียพ่อไปเหมือนกัน”

“รู้แล้ว” คาโอรุงงกับคำตอบ

“รู้ได้ไง?”

“ก็นายคลุ้มคลั่งที่โรงพยาบาลเรียก ‘พ่อ พ่อ’ ก็ต้องดูออกอยู่แล้ว”

“เหรอ?”

“นายเสียใจสินะที่แม่ตาย”

“นายร้องไห้ใช่มั๊ยที่พ่อตาย”

“อืม”

“ใช่” คาโอรุซบหน้ากับไหล่ที่ในอนาคตจะกว้างขวางกว่านี้อีกเบา ๆ

“เฮ้!” อาซาโตะสะดุ้งโหยงที่ใบหน้าสวยนั้นอยู่ใกล้เขาจนได้ยินเสียงลมหายใจ

คาโอรุมองขึ้นไปสบกับดวงตาสีน้ำตาลทองของอาซาโตะ

“ขอโทษนะที่ฉันวุ่นวายกับนายมากไปหน่อย ทั้งที่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนายเลย แต่ตอนที่พบกับนายฉันมองเห็นตัวเองด้วย ตัวฉันเมื่อก่อนที่ไม่แคร์อะไร จนสูญเสียสิ่งสำคัญในชีวิตที่เหลืออยู่ไป ฉันไม่อยากให้นายต้องสูญเสียแบบฉันอีกก็เท่านั้น”

ลมหายใจของคาโอรุเริ่มร้อนขึ้นจนอาซาโตะรู้สึกได้

“เฮ้!! นายเป็นอะไรรึเปล่า”

“แต่ไม่ต้องห่วงนะ…ถ้านายเลือกแล้วฉันก็จะไม่ยุ่งกับนายอีก…”

เสียงของคาโอรุขาดหายทั้งที่ยังพูดไม่จบ

อาซาโตะกระถดตัวจนสามารถใช้หน้าผากแทนมือในการวัดอุณหภูมิในร่างกายที่ใบหน้าของคาโอรุได้

“นาย!! มีไข้นี่!” คาโอรุลืมตาอย่างยากเย็น

“….อือ….ไม่รู้กระเป๋าฉันหาย…ไป…ไหน? …ฉันต้องกินยาระงับปวดอยู่น่ะ…”

“อะไรนะ!! แล้วนายถ่อสังขารมาโรงเรียนทำไมยังไม่หายดีแท้ ๆ” อาซาโตะตะโกนใส่หน้าคาโอรุ

“ฉันมีธุ…ระกับนายนี่…”

“โธ่เอ๊ย!! ไข้ขึ้นอย่างงี้แล้วจะทำไง บ้าชะมัด!!”

“…เออ…ใช่…ขอโทษทีที่บ้า…”

“ฉันไม่ได้ว่านาย!!” อาซาโตะไม่รู้จะทำอย่างไร ทางเดียวที่ทำได้คือ

“เฮ้!! มีคนเฝ้าใช่มั๊ย!!! เข้ามานี่หน่อย!!” เขาตะโกนสุดเสียง

“เข้ามาที หรือไปหากระเป๋าหมอนี่มาให้หน่อย!!!”

เสียงของอาซาโตะฟังไม่ได้ศัพท์ในหูของคาโอรุ

“นาย!! หัวหน้า!! อย่าเพิ่งหลับเซ่!!” อาซาโตะใช้ไหล่เขย่าใบหน้าของคาโอรุ

“เฮ้!! ทาเทวากิ คาโอรุ!! ตื่นเซ่! ปัดโธ่เว้ย!!!”

สติสุดท้ายของคาโอรุคือการได้ยินประโยคด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองของคนตรงหน้าที่เรียกชื่อของเขาเป็นครั้งแรก

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

ตั้งใจว่าเป็นรักโรแมนติคนะ เอ่อ...ไหงกลายเป็นบู๊ไปเสียแล้วล่ะเนี่ย?!? รับคำติชม และแนะนำได้ที่ [email protected] หรือ [email protected] ค่ะ

Hosted by www.Geocities.ws

1