adolescence

เป็นเวลาเกือบอาทิตย์แล้วที่ไม่มีเสียงคอยไล่ตามหลังอาซาโตะและงานแข่งขันกีฬาประจำปีก็ผ่านไปโดยที่ทั้งเขาไม่ได้เข้าร่วมอะไรซักนิดเลย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงทุก ๆ วันก็เป็นไปตามที่อาซาโตะคาดไว้ ไม่มีใครเข้ามาทักพูดคุยกับเขาเลยแม้แต่คนเดียว จะมีก็เพียงอาจารย์สาวที่คุยกับเขาเป็นครั้งคราว จริง ๆ แล้วผลการเรียนตลอดมาของอาซาโตะไม่เคยตกต่ำค่อนข้างจะอยู่ในกลุ่มเรียนดีเสียด้วยซ้ำ เพียงแต่การปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ เท่านั้นที่ทำให้อาจารย์ประจำชั้นเป็นกังวล และในตอนนี้เริ่มมีข่าวลือไม่ค่อยดีเกี่ยวกับเขาออกมาอีกเหมือนจะคอยย้ำเตือนความโดดเดี่ยวให้กับเขามากขึ้นอีก

เด็กสาวในชุดนักเรียนเสื้อสีขาว คอปกกะลาสีสีดำ กระโปรงยาวในระดับที่ไม่เป็นที่เพ่งเล็งของอาจารย์ปกครองสีดำ ผมนุ่มสลวยอย่างที่เจ้าตัวภูมิใจยาวประบ่าเล็กน้อย ประดับด้วยกิ๊ปติดผมสีหวาน เดินถือของพะรุงพะรังพร้อมกระเป๋านักเรียนหยุดอยู่ที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เธอวางของลงใช้นิ้วมือเรียวกดกริ่งหน้าบ้านเป็นสัญญาณให้เจ้าของบ้านทราบว่ามีแขกมาเยี่ยม

“สวัสดี”

เด็กหนุ่มใบหน้าสวยเจ้าของบ้านออกมาต้อนรับและทักทายเธอ

“สวัสดีจ๊ะ”

“เข้ามาก่อนสิ…โห…ทำไมขนอะไรมาเยอะขนาดนี้ล่ะ?”

คาโอรุที่อาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถใช้ไม้ค้ำยันได้คล่องแคล่วยื่นมือไปช่วยถือของบางส่วนของเธอ

“จ๊ะ…คือวันนี้พวกมาโกโตะจะตามมาเยี่ยมทาเทวากิคุงด้วยน่ะจ๊ะ แล้วเลยว่าจะทำอะไรทานกัน ฉันก็เลยล่วงหน้าซื้อของมาก่อนน่ะ” เธออธิบายขณะขนของเข้าไปในครัว

“เอ๋…เหรอ”

“คือ โทษทีนะ ฉันบอกไปว่าทาเทวากิคุงอยู่บ้านคนเดียวทุกคนก็เลยถือโอกาสนิดหน่อย….”

“เอ่อ…โทษทีนะที่ไม่ได้โทร.มาก่อน ยังไงถ้าทาเทวากิคุงไม่สะดวกก็…”

“ไม่เป็นไร มากันเยอะ ๆ สนุกดีออกจะได้บอกขอบคุณที่อุตส่าห์จดโน้ตมาให้ทุกวันด้วย”

ใบหน้าของคาโอรุยิ้มแย้มแจ่มใส ทำให้ในใจของซาซากิเต็มตื้นมีความสุข

“กิ๊งก่อง”

เสียงกริ่งหน้าบ้านดังขึ้นให้ทราบว่ามีผู้มาเยือนใหม่

“คงจะมากันแล้วล่ะมัง” คาโอรุเอื้อมมือไปหยิบไม้เท้า แต่ซาซากิห้ามไว้

“ไม่ต้องจ๊ะ…ฉันไปเอง” พลางสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว

บรรดาเพื่อนร่วมชั้นทั้งหลายที่อยู่หลังประตูนั้น ส่งเสียงคุยกันอย่างกับนกกระจอกแตกรังทีเดียว ซาซากิเปิดประตูต้อนรับให้เข้ามากัน ทั้งหมดก็ประมาณ 10 กว่าคนเห็นจะได้ พอเข้ามาแล้วก็ทักทายเจ้าของบ้านตัวจริง ไต่ถามสารทุกข์สุกดิบและเริ่มบรรเลงงานสังสรรค์กันอย่างไม่ต้องมีใครบอกเลยทีเดียว บ้างก็นั่งทานอาหารที่ซาซากิเตรียมไว้ที่โต๊ะ บ้างก็ดูวิดีโอที่ยืมมา บ้างก็จับกลุ่มคุยกัน บรรยากาศเป็นที่สนุกสนานยิ่งนัก ยังผลให้เจ้าของบ้านรู้สึกสนุกสนานไปด้วย

“นี่ ทาเทวากิคุงรู้มั๊ย พอเธอไม่อยู่นะเอริน่ะทำงานตัวเป็นเกลียวเชียว”

เด็กสาวผมยาวถึงกลางหลังสีดำสนิทไว้ทรงแสกข้างขวาเพื่อนสนิทของซาซากิเปิดการสนทนาที่โต๊ะอาหาร

“อ๊ะ…ใช่.. แต่ทุกคนให้ความร่วมมือดีนะ ไม่ลำบากเท่าไหร่หรอก”

ซาซากิพูดตอบขณะที่กำลังง่วนกับการแกะห่อขนม

“ใครว่า…ไม่ใช่ทุกคนซะหน่อย!”

เพื่อนสาวตัวดีรีบพูดขัดประโยคทันที

“ที่ว่าไม่ใช่ทุกคนหมายถึงมิเนคุระเหรอ?” คาโอรุหันไปถามซาซากิ

“เอ่อ….อืม…นิดหน่อยจ๊ะ” ซาซากิพยักหน้ารับ

“ไม่หน่อยแล้ว…ตานั่นน่ะ เอริไปคุยก็ไม่ยอมคุยด้วย” เธอโพล่งออกมาด้วยท่าทีไม่พอใจ

“มาโกโตะ…”

“คนเราอยู่ห้องเดียวกันก็ต้องพูดคุยกันบ้างสิ นี่อะไร?ตานั่นน่ะแม้แต่ความประทับใจแรกพบยังเป็นศูนย์เลยนะ”

มาโกโตะพูดไปเรื่อย ๆ แล้วก็เอาขนมใส่ปากไปด้วย แถมยังพูดด้วยเสียงระดับ 8 หลอดอีก ทำให้กลุ่มอื่น ๆ ชักจะสนใจต่างเข้ามาในครัวกันทีละคนสองคนกันใหญ่ แล้วก็ช่วยกันวิพากษ์วิจารณ์ (นินทานั่นแหละ) อาซาโตะเป็นชุด ๆ เว้นเพียงซาซากิที่นั่งเงียบ ส่วนคาโอรุก็กำลังงง ๆ

“นี่ทุกคน พอเถอะเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรานะเอาเขามาพูดเสียหายแบบนี้มันไม่ดี” ซาซากิออกปากห้ามเล็กน้อย ทุกคนเงียบกริบ

“แหม…นี่เอริเธออย่าพูดเข้าข้างหน่อยเลยน่า ก็ที่ทาเทวากิคุงต้องเข้าโรงพยาบาลก็เพราะเขาผลักตกจากบันไดไม่ใช่เหรอ?” มาโกโตะโพล่งออกมาแบบไม่คิด

“อะไรนะ!?” คาโอรุตกใจกับคำพูดประโยคนี้มากถึงกับลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้กะทันหันจนเก้าอี้ล้มไปข้างหลังทีเดียว และเจ้าตัวเองก็เกือบจะล้มตามดีที่พวกที่อยู่ข้างหลังรับไว้

“เรื่องนี้….ทำไม?” คาโอรุพูดพลางมองหน้ามาโกโตะเพื่อหาคำตอบ

“เอ่อ…เอ๋?…ฉันพูดอะไรผิดเหรอ?” มาโกโตะชักงงแถมยังสายตาน่ากลัวของคาโอรุอีก

“เรื่องที่ว่าเขาผลักผมตกลงมาน่ะ มาเอดะไปได้ยินมาจากไหน?”

“เอ๋….ก็เรื่องนี้เขาลือกันในโรงเรียนให้แซ่ด”

“ลือ? ข่าวลือ? พวกคุณไม่ได้รู้เรื่องจริงใช่มั๊ย?”

“แล้วมันไม่จริงเหรอ?” เพื่อนอีกคนพูดแทรกเข้ามา

“ก็ไม่จริงน่ะสิ!”

“ผมแค่สะดุดขอบบันไดแล้วก็ตกลงมาเองนะ แถมตอนนั้นเขาก็ลงไปก่อนผมชั้นนึงแล้ว”

“…เอ๋??????” ทุกคนฮือกันใหญ่กับข้อเท็จจริง

“…ถ้างั้นหมอนั่นก็…แล้วทำไมไม่พูดออกมาล่ะว่าไม่ได้ทำน่ะ?” เด็กหนุ่มในกลุ่มเอ่ยขึ้นแทรกบรรยากาศ

“พวกคุณจะเชื่อเขาเหรอ?”

คาโอรุหันไปตอบคำถามนี้ด้วยสายตาจริงจัง ทำให้ทุกคนถึงกับนิ่งอึ้ง

“ที่เขาไม่คุยกับใครเพราะพวกคุณถ้าไม่มีธุระก็ไม่เฉียดใกล้เขาและถึงแม้จะคุยก็คุยกับเขาอย่างเสียไม่ได้รึเปล่า?คิดดูว่าเป็นใครใครจะอยากคุยด้วยดี ๆ ที่บอกว่าเขาไม่มีความประทับใจแรกพบ พวกคุณรึเปล่าที่ทำให้ความประทับใจแรกพบไม่ดี ที่เขาไม่มีเพื่อนซักคนเพราะพวกคุณไม่เห็นเขาเป็นเพื่อนมาตั้งแต่แรกแล้วพวกคุณสร้างกำแพง และผลักเขาออกไปเพียงเพราะเรื่องสมัยเด็กที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้ เพราะงั้นถึงสิ่งที่เขาพูดจะเป็นความจริง 100% แต่พวกคุณก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องโกหก 120% แน่นอน”

ใบหน้าสวยที่นิ่งขึงจริงจัง กับดวงตาสีดำสนิทที่สุกใสพร้อมทั้งประโยคที่มีเหตุและผล ทำให้ทุกคนต่างจ้องมองและตั้งใจฟังเนื้อความของประโยคนั้นเป็นอย่างดี เมื่อเห็นดังนั้นคาโอรุก็พูดต่อ

“อย่าลืมสิ อายุเท่ากัน รูปร่างเหมือนกันสิ่งที่เราต้องการ สิ่งที่เราอยากได้ โดยพื้นฐานแล้วเขาก็ต้องการ อยากได้เหมือนกัน และยังเป็นเด็กเหมือน ๆ กัน”

บรรยากาศแสนตึงเครียดภายในบ้านที่คาโอรุเป็นคนสร้างส่งผลให้ซาซากิอึดอัดพอควร แต่เธอก็ไม่พูดแสดงความคิดเห็นอะไรมีเพียงแต่เด็กหนุ่มสาวทุกคนในกลุ่มเท่านั้นที่ต่างส่งเสียงพูดคุยกันอื้ออึง

“งั้นเหรอ? มาคิด ๆ ดูอาจจะจริงนะ” เด็กหนุ่มผมยาวในกลุ่มพูด

“นั่นสิ” อีกหลายคนเสริม

“เอาล่ะ…เอาล่ะ…จบเล็คเชอร์ของหัวหน้าห้องแล้วนะ ไปดูวีดีโอกันเถอะฉันยืมมาตั้งเยอะแยะอย่าให้เป็นหมันเลยนะ”

มาโกโตะชักชวน ทุกคนก็เลยเฮโลกันไปที่หน้าทีวีกัน

“เมื่อกี้เท่ห์จังนะหัวหน้าห้อง”

มาโกโตะแอบขยิบตาให้คาโอรุ ทำเอาคาโอรุเขินกับท่าทางของเธอผิดกับเจ้าตัวที่ยิ้มร่าเดินไป แต่ก็เธอคนนี้แหละที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำกิจกรรมพร้อมๆ กับซาซากิ แต่บุคลิกของเธอเป็นคนแจ่มใสร่าเริงทำให้สร้างบรรยากาศสนุกสนานได้ไม่ยากเลย และเพราะเป็นคนตรงไปตรงมาทำให้บางครั้งเธอก็พูดอะไรไม่ค่อยคิดแต่ก็เป็นเด็กสาวที่มีเสน่ห์มากทีเดียว คาโอรุยิ้มและชวนซาซากิไปนั่งดูวีดีโอด้วยกันกับเพื่อน ๆ

เวลาก็ล่วงเลยมาจนดึกแล้ว หลังจากที่ช่วยกันเก็บกวาดพอสะอาดทุกคนก็ลาเจ้าของบ้านกลับ คาโอรุไม่ลืมจะขอบคุณทุกคนที่จดโน้ตให้ หลังจากนั้นคาโอรุก็จัดการธุระส่วนตัว สำรวจดูเตาแก๊สและปิดไฟเรียบร้อย เขาก็เดินไปที่ห้องนอนเพื่อเข้านอน ภายในห้องนอนไม่มีอุปกรณ์เครื่องใช้อะไรมากมายมีเพียงชั้นหนังสือ โต๊ะทำงานกับเก้าอี้ ผนังทาสีขาวทำให้ดูสว่างในความมืด และเตียงเดี่ยวที่จัดอยู่ติดกับหน้าต่างทำให้เวลานอนนั้นสามารถจะเห็นดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจนและวันนี้ก็เป็นวันพระจันทร์เต็มดวงเสียด้วย แสงสีขาวนวลจากแสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างเข้ามาทำให้คาโอรุแทบจะทำทุกอย่างได้โดยไม่ต้องเปิดไฟทีเดียว เขาวางไม้ค้ำใกล้ ๆ กับเตียงและขึ้นไปบนที่นอนอย่างค่อนข้างลำบาก ขณะที่ยังไม่หลับตาคาโอรุก็ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ได้ยินมาในวันนี้

“ไม่น่าเชื่อเลย มนุษย์เรานี่ถ้ามีความแตกต่างสักเล็กน้อยก็กลายเป็นการมีอยู่ที่เลวร้ายไปได้ แต่จะโทษทุกคนก็ไม่ได้

นิสัยส่วนตัวของมิเนคุระก็มีส่วนทำให้ทุกคนคิดอย่างนั้นด้วย….ทำไมนะ…ทำไมถึงอยากอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ทั้ง ๆ ที่มนุษย์น่ะทำอย่างนั้นไม่ได้ซักหน่อย”

แล้วคาโอรุก็เผลอหลับไปทั้งอย่างนั้น

*******************************************************************************

“กิ๊งก่อง”

“กิ๊งก่อง”

“กิ๊งก่อง” เสียงกระดิ่งหน้าบ้านของคาโอรุที่กดซ้ำ ๆ กันบ่งบอกถึงความเร่งร้อนของผู้มาเยือนได้เป็นอย่างดี

คาโอรุที่ตอนนี้อยู่ในสภาพเพิ่งตื่น (เพราะเสียงกริ่งน่ะแหละ) ค่อย ๆ เดินลงบันไดอย่างระมัดระวังและสงสัยอยู่ในทีว่าใครกันนะมาหากันตั้งแต่เช้า (นี่มัน 10 โมงแล้วนะนู๋คาโอรุ : ผู้เขียน)

พอเปิดประตูบ้านออกไปก็พบใบหน้าบูดสุด ๆ ของเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลทองเพื่อนร่วมชั้นที่เขาเพิ่งคิดถึงไปเมื่อคืนนี้เอง

“นายทำอะไรน่ะ หัวหน้าห้อง?!”

อาซาโตะเปิดประโยคแรกด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดเข้ากับใบหน้าที่บ่งบอกอารมณ์สุดๆ

“อะไร?” คาโอรุงง ๆ กับท่าทางของอาซาโตะ แต่ก็กะเผลกไปเปิดประตูบ้านให้

อาซาโตะโถมตัวเข้ามากระชากคอเสื้อของคาโอรุทันทีอย่างไม่ทันตั้งตัวด้วยเรี่ยวแรงที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ทำให้ตัวของคาโอรุเกือบไม่ติดพื้นทีเดียว

“นายทำอะไร? ไปพูดอะไรกับพวกนั้น!”

อาซาโตะเค้นคอคาโอรุถาม

“พูดอะไร? กับใคร? ยังไง? นี่ฉันงงไปหมดแล้วนะ”

คาโอรุอึดอัดที่ลำคอ พยายามแกะมือของอาซาโตะออก

“ก็พวกในห้องน่ะสิ พวกนั้นท่าทางเปลี่ยนไป พยายามพูดกับฉัน ให้ความสนใจชักชวนทำนั่นทำนี่ทั้งที่เมื่อก่อนแทบจะเห็นฉันเป็นอากาศอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะนายเหรอ?!” อาซาโตะตะโกนใส่หน้าคาโอรุ

“นั่น…ก็ดี….ไม่ใช่เหรอ?” คาโอรุตอบด้วยหน้าซีด ๆ

“ฉันไม่ต้องการ!!!”

“ฉันไม่ต้องการแบบนี้! นายเลิกยุ่งจุ้นจ้านกับฉันซะที รึเจ็บที่ขายังน้อยไป?!”

“นายไม่ได้เป็นคนทำซักหน่อย อย่าพูดทำนองให้คนอื่นเข้าใจผิด ๆ สิ”

เสียงหายใจของคาโอรุถี่และแรงขึ้นเนื่องจากปกคอเสื้อที่รัดแน่นเข้าตามแรงของอาซาโตะ

"เข้าใจผิดอะไร?!" อาซาโตะตะโกนใส่หน้าฝ่ายตรงข้ามไม่ยั้ง

"หายใจ....ไม่ออก.....แค่ก...." คาโอรุพูดเสียงแผ่วเบา

แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายนึกขึ้นได้ เขาปล่อยคอเสื้อของคาโอรุ แต่สีหน้ายังไม่เปลี่ยน

"อย่ามายุ่งกับฉันอีก นายมันไม่รู้อะไร ไม่รู้หรอกว่าฉันเจออะไรมาบ้าง อย่ามาทำท่าเป็นนักบุญคอยช่วยเหลือฉัน นายมันคนโกหก"

เมื่อไม่ได้กำเสื้อของอีกฝ่าย อาซาโตะก็เปลี่ยนเป็นกำมือตัวเองแทนเสียแน่น

"....ฉัน...." คาโอรุพูดได้แค่คำเดียว อาซาโตะก็หันหลังกลับไปซะแล้ว

"ฉันไม่ได้ต้องการเป็นนักบุญอะไรนะ...เพียงแต่ฉันรู้ว่าตอนที่ปิดกั้นตัวเองจากคนอื่นๆ มันทรมานแค่ไหน? ฉันแค่อยากให้นายออกมา ลองเชื่อใจคนอื่นอีกซักครั้ง ฉันไม่รู้ว่านายเจออะไรมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของมนุษย์ไม่ใช่เหรอ? ยังมีส่วนอื่น ๆ อีกมากมายที่ดี นายจะไม่ลองสัมผัสหรือไง?"

ได้ฟังประโยคนี้อาซาโตะก็หัวเราะในลำคอด้วยสีหน้าตึงเครียด

"สิ่งที่เรียกว่า 'มนุษย์' คือ สวะ 'การปฏิสัมพันธ์' คือ โรคติดต่อ 'การไว้ใจคนอื่น' คือ หนทางหายนะไงล่ะ"

หยาดน้ำใสไหลออกจากดวงตาสีดำเข้มเมื่อจบประโยค อาซาโตะตกตะลึงกับใบหน้าเปื้อนน้ำตาที่งดงามนั้น

"นาย...ทำไมพูดแบบนั้น นายเหมารวมทุกคนแม้แต่พ่อกับแม่ของนายก็ใช่อย่างนั้นเหรอ?จะบอกว่าพวกท่านเป็นสวะงั้นเหรอ?"

แม้ดวงตาจะมีหยาดน้ำที่ไหลออกมาไม่หยุด แต่คาโอรุก็ยังจ้องมองบุคคลตรงหน้าอย่างแน่วแน่อย่างมองหาคำตอบ

"แม่ของฉันไม่ได้มีสภาพเป็นมนุษย์อีกแล้ว เพราะปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และไว้วางใจ 'ผู้ชายคนนั้น' จนวาระสุดท้ายแม่ก็ยังเชื่อใจ 'ผู้ชายคนนั้น' ไม่เปลี่ยน ถึงไปสู่หนทางหายนะได้เร็วกว่าใครเพื่อนยังไง"

สองแขนเรียวที่วาดวงได้ไม่กว้างนัก พยายามโอบกอดร่างตรงหน้าเอาไว้อย่างเต็มเหยียด ใบหน้าที่ซบกับไหล่ของอีกฝ่ายร้องไห้อย่างสุดกลั้น

"...นาย..." อาซาโตะงงงวยกับท่าทางของคาโอรุเป็นที่สุด

เขาไม่รู้จะทำยังไงแต่พอได้เห็นใบหน้านั้นก็ทำให้อารมณ์ของเขาคลายลงและปล่อยให้อีกฝ่ายร้องจนพอใจ

"นายร้องไห้ทำไม?"

สิ้นเสียงสะอื้นสุดท้ายอาซาโตะก็ไต่ถามคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงที่เบาลงอย่างเห็นได้ชัด

"ขอโทษ" คาโอรุยังไม่ยอมคลายวงแขนนั้น พูดเสียงแผ่วเบา

"ฉันเห็นหน้าของนายแล้วมันทนไม่ได้"

"หน้าของฉัน?"

"นายทำหน้าโดดเดี่ยว แปลกแยก จะอาศัยอยู่คนเดียวบนโลกนี้ ทั้งที่นายเหงาแท้ ๆ "

เหมือนแทงใจดำ อาซาโตะปัดแขนทั้งสองของคาโอรุออกทันที และหันหลังกลับออกไปจากประตูบ้าน

"มิเนคุระ! นายทำได้เหรอ!!! เพียงคนเดียวชั่วชีวิต จะอยู่ไปคนเดียวชั่วชีวิตได้เหรอ?!!"

คาโอรุไม่ยอมแพ้ตะโกนไล่หลังอาซาโตะไป

"ได้ซี่!! เพราะฉันเลือกแล้ว!"

"คนโกหก"

"แล้วแต่จะคิดสิ นายมันเก่งอยู่แล้วนี่!"

เด็กหนุ่มผมทองแสร้งทำเป็นไม่สนใจใบหน้าเปื้อนน้ำตาแสนสวยพลันทิ้งเอาไว้ข้างหลังและเดินออกไปอย่างไม่ใยดี ทั้งที่ในหัวใจได้บันทึกทุกอย่างเอาไว้อย่างไม่อาจลืมเลือนไปได้แล้ว

ในขณะเดียวกันคาโอรุเองก็ไม่อาจลืมเหตุการณ์ในวันนี้ได้เลย

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

คราวนี้เร็วกว่าคราวอื่นหลายช่วงตัวค่ะ แนะนำ ติชมดุด่าได้ที่ [email protected] ค่า

Hosted by www.Geocities.ws

1