adolescence

ซากุระร่วงหล่นพลิ้วสะบัดตามสายลมดังจะเปลี่ยนผืนฟ้าให้กลายเป็นสีของซากุระไปเสีย ราวกับจะคอยต้อนรับเหล่าเด็กนักเรียนเข้าใหม่ที่ส่งเสียงอื้ออึงดังไปทั่วบริเวณในเช้าวันแรกของการเปิดเทอม “โรงเรียนมัธยมซากะ”

สองมือที่กำกระเป๋าแนบอกแน่นสั่นเล็กน้อย ไรผมชื้นเหงื่อผุดพรายกับริมฝีปากสวยสีแดงช้ำเนื่องจากการขบกัดบ่งบอกถึงความกลัว มีเพียงดวงตาใสที่ฉายแววไม่ยอมแพ้ เด็กหนุ่มรูปร่างบอบบาง ผมสีอ่อนดวงตาสีดำสนิทน่าค้นหาซึ่งเป็นเด็กนักเรียนเข้าใหม่ในปีนี้กำลังถูกรุมล้อมด้วยกลุ่มนักเรียนวัยสูงกว่าตนประมาณ 5-6 คนด้วยบรรยากาศตึงเครียด (ติดจะข่มขู่เสียด้วยซ้ำ)

ที่ตึกหลังโรงเรียนที่ซึ่งอันตรายที่สุดในโรงเรียนชนิดว่าแม้แต่อาจารย์ก็ไม่กล้าเดินผ่าน

“ผม..ผมจะรีบไปเรียนกรุณาหลีกทางด้วยเถอะครับ” เสียงใสกังวานราวกับแก้วเนื้อดีที่ตกกระทบพื้นดังขึ้นเป็นประโยคแรกหลังจากถูกล้อมอยู่นาน

“จะรีบไปไหนล่ะยังไม่ได้คุยอะไรกันเลยอยู่เป็นเพื่อนคุยกับพวกพี่ก่อนเถอะน่า” หนึ่งในกลุ่ม(ที่กำลังจะ)รังแกเด็กพูด

“ก็มันใกล้จะเข้าเรียนแล้วนี่พวกคุณก็มีกันตั้งเยอะแยะทำไมไม่คุยกันเองล่ะ” หนุ่มน้อยกัดฟันพูดอีกที เสียงหัวเราะครืนกับคำพูดแสนไร้เดียงสาของเด็กน้อย เสียงขยี้ก้นบุหรี่กับพื้นของรุ่นพี่ที่ท่าทางจะเป็นหัวหน้ากลุ่ม เขาลุกขึ้นเดินตรงมาหา “เหยื่อ” อย่างแสนจะใจเย็นและวางมาด

“เอาอย่างนี้ถ้าไม่คุยก็จ่ายค่าเสียเวลามาซะ และค่อยไป” เจ้าหัวหน้ากลุ่มพูด

“ทำไมต้องจ่ายด้วยล่ะ!”

“อ้าว!...ก็น้องเดินมาทางนี้ทำท่าเหมือนจะคุยกับพวกพี่นี่นาแต่กลับไม่คุยทำให้พวกพี่ต้องเสียเวลาอันมีค่าไปเปล่า ๆ

ก็ต้องมีค่าเสียเวลาด้วยซี่!!!” เจ้ารุ่นพี่อีกคนพูดเสริมความเข้าใจ

“เรื่องอะไรพวกคุณน่ะแหละไร้สาระ ไม่มีเหตุผลเลย!!!” เด็กหนุ่มพูดเตรียมพร้อมขยับหนีแต่ไม่ได้เพราะถูกกันเอาไว้ทุกทิศทางท่าทางจะตกในวงล้อมเสียแล้ว รุ่นพี่คนเดิมเริ่มรำคาญ

“ส่งมาดี ๆ เถอะน่าจะได้ไม่เจ็บตัว!” เขาตะคอกด้วยเสียงอันดัง ทำเอาผู้ฟังสะดุ้ง

“ไม่!!!”

“หน้าตาอย่างนี้นึกว่าจะร้องไห้แล้วซะอีกสงสัยต้องทำอย่างอื่นซะแล้วล่ะมั๊ง” เจ้าหัวหน้ากลุ่มพูดพร้อมกับใบหน้าเหมือนเสือที่กำลังจะเล่นกับเหยื่อ พอพูดจบเจ้าลูกน้องทั้งหลายก็ปฏิบัติตามแบบไม่ต้องสั่งเลยทีเดียว คนหนึ่งในกลุ่มกระชากคอเสื้อรุ่นน้องหน้าสวยเงื้อหมัดเตรียมจะชกเต็มที่

“แซ่ก!!” เสียงฝีเท้าแหวกหญ้าดังขึ้น ทุกคนมองเป็นตาเดียว ร่างที่ปรากฎอยู่นั้นเป็นเด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลออกสีทองยามสัมผัสกับแสงอาทิตย์ สวมต่างหูห่วงทองส่องประกายจัดได้ว่าหน้าตาดีไม่น้อยทีเดียว แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าพวกอันธพาลสวมเครื่องแบบหันมาสนใจผู้มาใหม่ก็คือสายตาที่เหมือนจะหาเรื่องของเด็กหนุ่มคนนี้นี่แหละ คนหนึ่งในกลุ่มเดินเข้าขวางหน้า

“ว่าไงน้อง จะไปไหนเหรอ?” ยิงคำถามลองเชิงผู้มาใหม่

“จะไปไหนมันเรื่องของฉัน อย่างนายมีสิทธิ์ถามด้วยเหรอ” น้ำเสียงค่อนไปทางดูถูกดูแคลนพร้อมสายตาเย็นชาทำให้อารมณ์ของอีกฝ่ายเดือดขึ้นในทันที

“เฮ้ย!! ถามดี ๆ ตอบแบบนี้ได้ไงวะ!!”

“แค่ฉันพูดด้วยก็ดีเท่าไหร่แล้วพวกที่ขอเงินคนอื่นไปวัน ๆ ไม่ต่างกับขอทานอย่างนี้น่ะ” สายตายิ่งเย็นชายิ่งกว่าเก่าเข้าไปอีก

“แกว่าไงนะ!!!” พลางกระชากคอเสื้อด้วยอารมณ์เดือดดาล เจ้าหัวหน้ากลุ่มเดินมาใกล้พร้อมกับพูดว่า

“เฮ้ย! ไอ้น้อง แกใหญ่มาจากไหนวะถ้าไม่อยากโดนอัดจนพ่อแม่จำไม่ได้ล่ะก็ขอโทษมาซะก่อนดีกว่า” ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียวหมด แทบจะไม่มีใครสนใจ “เหยื่อ” รายเก่าเสียแล้ว เพราะ “เหยื่อ” รายใหม่นี้น่าอัดปากมากกว่าเป็นไหน ๆ ฉับพลันเด็กหนุ่มจ้องตาหัวหน้ากลุ่มเขม็งด้วยสายตาคมกริบและแสนจะเย็นชา

“ฉันชื่อ มิเนคุระ อาซาโตะ” เท่านั้นแหละทุกคนนอกจากหนุ่มน้อยที่ได้ชื่อว่าเป็นเหยื่อเก่าต่างหน้าซีดเผือด รวมทั้งหัวหน้ากลุ่มและรุ่นพี่ที่อุตส่าห์กระชากคอเสื้อค้างเอาไว้กลับปล่อยโดยดีแถมยังตัวสั่นอีกด้วย เจ้าหัวหน้ากลุ่มละล่ำละลักพูด

“ขะ.. ขอโทษครับ พวกผมไม่ทราบจริง ๆ ว่าเป็นท่าน”

เด็กหนุ่มหน้าสวยงงงันแต่อาซาโตะไม่มีท่าทางอะไรเลยไม่ตอบอะไรทั้งสิ้น เขาก้าวออกไปอย่างไม่สนใจใยดี พวกรุ่นพี่แสนซ่าส์ที่ตอนนี้ไม่เหลือมาดทำหน้าราวกับสุนัขกลัวเจ้าของลงโทษยังไงยังงั้นเปิดทางให้เขาแต่โดยดี

“เฮ้! นายน่ะมาได้แล้วจะเข้าเรียนแล้วไม่ใช่เหรอ” อาซาโตะพูด เด็กหนุ่มยังงงอยู่แต่ก็ตามออกไปโดยดีทิ้งพวกรุ่นพี่ไร้มาดเอาไว้ข้างหลัง

“ขอบคุณมากนะที่ช่วยฉัน”

“ฉันไม่ได้ช่วยนายซักหน่อย” อาซาโตะเดินไปโดยไม่มองคู่สนทนา

“ถึงยังไงก็ช่วยไปแล้วล่ะ ขอบใจนะ อ้อ! ฉันชื่อทาเทวากิ คาโอรุ นายก็อยู่ปี 1 ใช่มั๊ย ว่าแต่นายคงดังมากล่ะสินะพวกนั้นแค่นายพูดชื่อออกไปก็กลัวกันหมดแล้วยอดไปเลย”

อาซาโตะหยุดเดินกะทันหันจนคาโอรุเกือบจะเดินชนหลังเขาเสียแล้ว

“ฉันเกลียดชื่อนี้!!” อาซาโตะเข่นเขี้ยวพูด จากนั้นก็เดินหายไปอย่างรวดเร็วปล่อยคาโอรุไว้โดยที่คาโอรุเดินตามไม่ทันเสียแล้ว

ในวันแรกของการเรียนแทบเรียกได้ว่าสบายมาก ในชั่วโมงแรกของการเรียนซึ่งเป็นชั่วโมงโฮมรูมนั้นก็เพียงแนะนำชื่อกับสถานศึกษาเก่าเท่านั้น อาจารย์ที่ปรึกษาก็แนะนำกฎระเบียบพื้นฐานภายในโรงเรียนที่ควรทราบยังไม่มีการเรียนการสอนที่เป็นจริงเป็นจังนัก

วันนี้นักเรียนปี 1 ทั้ง ม.ต้น และ ม.ปลายดูจะสบายที่สุด คาโอรุวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในตึกเรียนของนักเรียนม.ปลายและเข้าห้องเรียนช้ากว่าใครเพื่อนทำให้เป็นจุดสนใจตั้งแต่วันแรกแล้วล่ะ ไม่เพียงแค่มาสายเท่านั้นแต่ด้วยรูปร่างหน้าตาของคาโอรุต่างหากที่ทำให้ทุกคนในห้องมองกันเป็นตาเดียว

“ทาเทวากิ คาโอรุใช่มั๊ย? มาสายนะเรา นั่งที่ได้แล้ว”เสียงใสค่อนไปทางหวานแต่ฟังน่าเกรงขามของอาจารย์สาวหน้าตาสะสวยอายุคงไม่ถึง 25 ปี แต่เธอผูกผมเกล้าไว้บนศรีษะแถมยังสวมแว่นตาอีกทำให้ดูมีคุณวุฒิและเป็นที่ยำเกรงของนักเรียน เธอเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของห้องม. ปลาย ปี1/2 ที่คาโอรุกำลังจะเข้าสังกัดนี้แหละ เธอพูดพลางชี้เป็นตรงที่นั่งว่าที่หนึ่ง คาโอรุเดินก้ม ๆ

เข้าไปนั่งเรียบร้อย สายตาก็เหลือบไปเห็นคนที่นั่งข้าง ๆ เขาไม่ใช่ใครก็คนที่ช่วยเขาเมื่อกี้นี้เองที่เดินเร็วเป็นบ้า ที่แท้ก็อยู่ห้องเดียวกันอีกต่างหาก

อาซาโตะหันมาสบตาพอดี คาโอรุยิ้มให้แต่อาซาโตะกลับหันมองออกไปนอกหน้าต่างโดยอัตโนมัติ (ท่าจะเก้อเสียแล้วน้า นู๋คาโอรุ : ผู้เขียน)

เสียงสัญญาณดังเป็นเวลาเลิกชั่วโมงโฮมรูมพวกเด็กผู้หญิงพากันลุกมารุมอยู่ที่โต๊ะของคาโอรุ เด็กสาว ๆ พวกนี้ชอบนักล่ะกับเด็กผู้ชายหน้าสวย ๆ เพราะทำให้พวกหล่อนไม่รู้สึกว่าต้องวางตัวลำบากนักและไม่ค่อยรู้สึกกลัวด้วยทำให้เป็นเพื่อนกันได้ไม่ยากนักหรอก หล่อน(ทั้งหลาย)ต่างก็ยิงคำถามมากมาย มีแอบจับแก้มจับผมของคาโอรุจนเหมือนคาโอรุเป็นของเล่น(ของพวกหล่อน)ก็ไม่ปาน ส่วนพวกเด็กผู้ชายคนอื่น ๆ ในห้องต่างก็เริ่มจับกลุ่มกันได้แล้วและถามไถ่ประวัติกันซะจนเสียงดังไปหมดและไม่ว่าห้องไหน ๆ ก็เหมือนกันซะด้วย บรรยากาศในห้องดูสนุกสนานเป็นกันเองต่างจากเด็กหนุ่มที่นั่งข้างๆ คาโอรุที่ตอนนี้จิตใจแสนจะห่อเหี่ยว อาซาโตะเหลือบตามองตามเสียงกรี๊ดสนั่นของสาว ๆ เป็นระยะ

“เงียบหน่อยได้มั๊ย หนวกหู!!!!” ได้ผลทุกคนเงียบทันตา อาซาโตะทำสีหน้ารำคาญก่อนจะก้าวฉับ ๆ ออกจากห้องไป พอพ้นออกไปจากห้องเสียงที่เงียบไปก็กลับดังขึ้นอีกเหมือนเดิม พวกเด็กผู้หญิงต่างพากันซุบซิบ(นินทา)กันจนคาโอรุชักสนใจ

“มีอะไรเหรอ?” คาโอรุที่ยังงงกับท่าทีของอาซาโตะและทุกคนในห้องเอ่ยถาม

“ก็...เอ๋... ทาเทวากิคุงไม่รู้หรอกเหรอ?”

“อะไร?”

“ก็มิเนคุระคุงน่ะสิ เขาเป็นลูกยากูซ่า!!!”

สายตาของคาโอรุหยุดนิ่งตั้งใจฟังเป็นอย่างดี

“มีอิทธิพลที่สุดในแถบนี้ไม่มีใครกล้าหาเรื่องหรอกนะ”

“แล้วก็เรื่องนั้นไง”

“ใช่ ใช่” พวกหล่อนคุยเสริมกัน

“อ้อ.. แล้วก็สมัยประถมน่ะเคยมีเด็กที่พยายามสนิทกับเขานะแต่ว่าเขากลับทำร้ายเด็กคนนั้นโดยเอามีดคัตเตอร์แทงด้วยล่ะ

เด็กคนนั้นเข้าโรงพยาบาลตั้งเกือบเดือนแถมทางพ่อแม่ก็เอาเรื่องไม่ได้ด้วยนะเพราะเป็นลูกชายคนโตของตระกูลมิเนคุระล่ะ”

ยิ่งพูดเสียงพวกหล่อนก็ยิ่งค่อยลงไปอีก

“ได้ยินว่าตอนแรกพ่อแม่ของเด็กคนนั้นก็ไม่ยอมหรอกนะแต่อยู่ดี ๆ ก็เงียบไปแล้วก็ย้ายออกไปจากเมืองนี้ไปเลยล่ะ”

“นั่นมันตอนประถมนะตัวแค่นั้นก็รู้จักแทงคนแล้วสมเป็นลูกยากูซ่าจริง ๆ เขาคงจะสอนให้ลูกเขาฆ่าคนตั้งแต่เด็กเลยล่ะมั๊ง

โตมาจะได้สืบทอดกิจการน่ะ ตั้งแต่เรื่องนั้นแพร่ออกไปก็ไม่มีใครคบเขาอีกเลยล่ะก็น่ากลัวออกอย่างนั้นนี่นา”

“พอรู้ว่ามีมิเนคุระคุงอยู่ห้องเดียวกับฉันนะฉันล่ะทำอะไรไม่ค่อยสะดวกเลยกลัวจะไปไม่ถูกตาถูกใจเขาเข้าอาจแย่ก็ได้นะเนี่ย”

“ทาเทวากิคุงก็ระวังไว้ล่ะอย่าไปคบเชียวเดี๋ยวจะเหมือนกับเด็กคนนั้น” พวกหล่อนบรรยายสรรพคุณความน่ากลัวของอาซาโตะให้คาโอรุฟังเสร็จสรรพ ท่าทางของพวกหล่อนออกจะกลัวอาซาโตะอยู่มาก ๆ ผิดกับในความคิดของคาโอรุ

“มิน่าพวกรุ่นพี่นั่นถึงได้กลัวเขา แต่ว่า...ไม่มีใครคบเลยแม้แต่คนเดียวเหรอเนี่ย”

“อย่างนี้ไม่เหงารึไงกันนะ”

catndog.gif (3077 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำ-ติชม-ดุด่าได้ที่ [email protected] นะค้า

Hosted by www.Geocities.ws

1