myth

คามาลสังเกตเห็นความประหม่าและเงอะงะของหมอที่พยายามจะรวบรวมสมาธิเพื่อตรวจอาการของไคล์ด้วยความยากลำบาก และสีหน้าของหมอที่ซีดเผือดพอๆกับของคนไข้บอกให้คามาลรู้ตัวว่าบรรยากาศในห้องนี้คงจะตึงเครียดมากเกินไป ชายหนุ่มจึงลองพยายามที่จะลดความอึดอัดลงเพื่อป้องกันไม่ให้หมอตื่นเต้นจัดจนตรวจโรคผิดพลาดหรือเป็นลมไปแทน ซึ่งจะยิ่งทำให้ต้องเสียเวลาออกไปเรียกหมอประจำวังคนอื่นๆมาช่วยพยาบาลอีก ชายหนุ่มจึงถามขึ้นเบาๆว่า

"เจ้าต้องการผู้ช่วยหรือเครื่องมืออะไรบ้างหรือเปล่า"

แต่แล้วคำถามที่แสนจะธรรมดานั้นกลับทำให้ชายแก่สะดุ้งเฮือกจนกระทั่งขวดยาในมือหล่นลงไปหกกระจายอยู่บนพื้นห้องเสียงดังสนั่นหวั่นไหว จนคามาลถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับพร้อมกับถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายกึ่งขบขัน เมื่อเห็นหมอรูปร่างอ้วนกลมคนนั้นรีบก้มลงเก็บเศษยาที่หกนองบนพื้นอย่างรวดเร็ว และปากก็พึมพำว่า

"ขอพระราชทานอภัยโทษ ข้าน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สมควรตาย ขอพระราชทานอภัยโทษขอรับ สมควรตาย"

คามาลส่ายหน้า

"ไม่ตายหรอก แต่ถ้าเกิดว่าไม่รีบลุกขึ้นมาทำหน้าที่หมอเดี๋ยวนี้ล่ะก็ เจ้าคงได้ตายตามที่ขอ"

ชายแก่หูผึ่งแล้วรีบผลุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว

"ขอรับ"

คามาลโบกมือเป็นเชิงให้เงียบ

"ดี เดี๋ยวข้าจะออกไปรอข้างนอก ถ้าเจ้ามีปัญหาอะไรล่ะก็ บอกทหารของข้าก็แล้วกัน.. กาซิม!!!" คามาลหันไปทางประตูแล้วตะโกนเรียก แต่ยังไม่ทันที่จะสิ้นเสียงคามาลดี องครักษ์ร่างยักษ์เมื่อครู่นี้ก็มาคุกเข่าหมอบอยู่ตรงหน้าของเขาเรียบร้อย

"คอยให้ความสะดวกแก่หมอหลวงด้วย ข้าจะคอยฟังผลการตรวจอยู่ที่ห้องโถง"

ชายแก่สังเกตเห็นว่าดวงตาของทหารที่ชื่อว่ากาซิมเหลือบมองเขา และมันเรียกได้ว่าโหดกว่าของชี้คหนุ่มตรงหน้าหลายเท่านัก แต่ตอนนี้เขาจะเปลี่ยนใจบอกปฏิเสธก็คงไม่ทันเสียแล้ว จึงได้แต่ยืนภาวนาในใจเงียบๆ

"อัลล่าห์ ขอให้ขาสามารถรอดกลับไปในคืนนี้อย่างปลอดภัยด้วยเถิด.."

*******************

"อาการเป็นยังไงบ้าง"

ไคล์หันไปตามเสียงของผู้ที่เดินเข้ามาในห้อง แล้วก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางหนึ่งอย่างเบื่อหน่าย

"อยากทานอะไรบ้างมั้ย" ร่างสูงใหญ่ของคามาลเดินมาหยุดที่ข้างเตียง แล้วก้มตัวลงมาถาม โดยทิ้งระยะห่างเอาไว้เล็กน้อย เพื่อไม่ให้ร่างเล็กบางที่นอนอยู่ตรงหน้าตกใจ แต่กระนั้นไคล์ก็ยังคงกระเถิบตัวหนีเพื่อยืดระยะให้ห่างออกไปอีก

"เจ้าหลับไปวันหนึ่งเต็มๆเลยนะ ไม่หิวบ้างรึไง?" คามาลถามย้ำอีกครั้ง

ไคล์พยายามนิ่งเงียบไว้โดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ถึงแม้ว่าท้องของเขาหิวจนไส้แทบจะขาดออกจากกันอยู่รอมร่อ แต่ความทะนงก็คอยเตือนไม่ให้เขาเอ่ยปากขอร้องกับคนที่เคยย่ำยีศักดิ์ศรีของเขามาแล้ว

"เอาเถอะ เจ้าอาจยังอ่อนเพลียอยู่ แต่ถ้าหิวเมื่อไหร่เจ้าก็บอกข้าก็แล้วกัน" ชายหนุ่มสรุป ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าไคล์พยายามเล่นสงครามเย็นกับเขาอยู่ คามาลยิ้มบางๆ 'เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะชนะ' เพราะอีกเพียงครู่เดียว ประตูห้องก็ถูกเปิดออก และอาหารนับหลายสิบชนิดก็ถูกลำเลียงเข้ามาตั้งไว้บนตั่งเล็กๆ ที่ไม่ห่างจากเตียงของไคล์มากเท่าไหร่นัก และคามาลก็ทิ้งตัวลงนั่งพิงหมอนอิงขนาดใหญ่ที่ถูกปูรองเตรียมไว้อย่างสบายอกสบายใจ

ไคล์พยายามข่มใจไม่มองภาพของอาหารที่เย้ายวนตรงหน้านั้นและมุดหลบเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนใหญ่แทน แต่กลิ่นที่หอมหวล ก็ยังคงตามเข้ามาหลอกหลอนเขาจนถึงที่ "เจ้าบ้านั่นคงไม่ปล่อยให้เราอดตายหรอกน่ะ อดทนไว้ก่อนไคล์ ถ้าเจ้าใจแข็งพอ อีกเดี๋ยวก็ได้กิน" เด็กหนุ่มพยายามคิดในใจ แต่แล้ว.. ความหวังทั้งหมดของเขาก็พังทลายลง เพราะคามาลพูดแทรกขึ้นมาว่า

"กาซิม วันนี้งดอาหารของไคล์นะ เจ้าตัวเขายังไม่อยากกิน" หลังจากนั้นไคล์ก็ได้ยินเสียงปิดประตูห้อง และทุกอย่างก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง หากแต่..กลิ่นอาหารยังคงลอยตลบอยู่ในห้องนั้น และแน่นอนว่า ร่างของคามาลก็ยังอยู่ในห้องด้วย เขาพยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจเพื่อไม่ให้จินตนาการถึงภาพอาหารอร่อยๆที่อยู่ห่างจากเขาไปเพียงไม่ถึงคืบ

"แน่ใจนะ ว่าจะไม่กินจริงๆ" เสียงของคามาลลอยมาตามลม พร้อมๆกับเสียงของจานและแก้วกระทบกันเบาๆ เหมือนกับจงใจให้ไคล์รู้ว่า เขากำลังกินอาหารที่อยู่ในมโนภาพของไคล์เหล่านั้นอยู่ จนกระทั่งในที่สุดไคล์ก็ต้องปัดผ้าห่มออกแล้วเปลี่ยนเป็นนอนตะแคงไปอีกฝั่งหนึ่งแทน เพราะผ้าผืนนั้นทั้งหนาและหนัก จนไคล์แน่ใจว่า ถ้าเขาไม่ตายไปซะก่อนเพราะความหิว ก็คงจะต้องมาตายเพราะขาดอากาศหายใจนั่นเอง

แต่ฉับพลันนั้นเอง ร่างกายของเขาก็กลับทรยศด้วยการส่งเสียงท้องร้องออกมาดังลั่น ไคล์อายจนหน้าแดง เช่นเดียวกับคามาลที่พยายามกลั้นหัวเราะจนตัวงอ เด็กหนุ่มพยายามไม่สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วข่มตาให้หลับกันไปให้หมดเรื่องหมดราว แต่แล้วจู่ๆร่างของเขาก็ถูกยกลอยขึ้นมาอยู่ในอ้อมแขนของคามาลและตรงไปยังโต๊ะอาหารทันที ไคล์เกร็งตัวพร้อมกับใช้ศอกกันให้ร่างของคามาลออกไป ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธ แต่ชายหนุ่มกลับเฉยแถมยังก้มลงกระซิบเบาๆที่ข้างหูว่า

"ก็เจ้าหิวไม่ใช่เหรอ ข้าก็เลยรับอาสาอุ้มไปส่งให้ถึงที่ไงล่ะ หรืออยากจะกินบนเตียง? ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งดี"

ไคล์กำหมัดแล้วทำท่าจะต่อยออกไป แต่คามาลก็ดักคอเขาไว้ก่อนว่า

"เจ้าหิวจนไม่มีแรงแบบนี้ ต่อยใครก็ไม่รู้สึกหรอก อีกอย่างถ้าเจ้าต่อยข้าล่ะก็ ข้าจะถือว่าเจ้าทำร้ายข้าก่อนละนะ" เขาหัวเราะในลำคอ เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มสงบลง แต่ก็ยังคงแสดงท่าทีฮึดฮัดและหงุดหงิดออกมา

"ข้าไม่ได้ขอร้องท่านซักหน่อย!!" ไคล์ตวาด

"เจ้าไม่ได้เอ่ยปากขอหรอก" คามาลตอบกลั้วหัวเราะ

ไคล์ต้องพยายามหักห้ามใจสุดขีดเพื่อไม่ให้ตัวเองเผลอตัวยกมือขึ้นบีบคอชายตรงหน้า เพราะรู้ว่าคามาลจงใจย้ำเรื่องน่าอับอายที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ให้เขาฟัง จนในที่สุดระยะทางจากเตียงจนถึงสำรับอาหารที่ดูเหมือนไกลแสนไกลในความคิดของไคล์ แต่กลับสั้นเพียงนิดเดียวในความคิดของคามาลก็สิ้นสุดลง ชายหนุ่มค่อยๆวางร่างของไคล์ลงบนเบาะปูรองนั่งที่สามารถเอนตัวลงนอนได้ แล้วจึงลุกไปนั่งบนหมอนอีกใบที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่ถึงคืบ ไคล์นั่งมองอาหารที่กองอยู่ตรงหน้าด้วยความงงงวย เพราะมันเยอะซะจนไม่รู้จะเริ่มกินจากอะไรก่อน อาหารมื้อนี้แค่มื้อเดียว สามารถเลี้ยงกองคาราวานได้ทั้งกองเลยแหละ ไคล์ลืมตัวหันไปถามชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยความพิศวง

"นี่อาหารของกี่คนกัน?"

คามาลหันมามองพร้อมกับเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นด้วยความแปลกใจ

"สองคน เจ้ากับข้าไง ทำไมรึ?"

ไคล์หันมาทำตาโต ดวงตาสีเขียวใสทำให้คามาลแทบอดใจคว้าร่างบอบบางขึ้นมากอดไม่ได้

"ปกติท่านทานคนเดียวหมดงั้นหรือ?"

คามาลหันกลับไปมองจานอาหาร แล้วก็ตอบว่า "ไม่"

ไคล์ยักไหล่ "ก็ว่างั้น นี่มันเลี้ยงคนได้เกือบหมดกองทัพแน่ะ"

คามาลยิ้มบางๆ ทำให้ไคล์ที่บังเอิญหันกลับมาพอดีถึงกับเผลอมองตาค้าง เขาเพิ่งเคยเห็นรอยยิ้มของคามาลชัดๆเดี๋ยวนี้เอง และมันทำให้ใบหน้าเย็นชาตลอดเวลาของคามาลนั้นดูอ่อนโยนลงหลายเท่า แถมยังทำให้เขาใจเต้นแปลกๆได้อีกด้วย แต่ว่าเขาก็รีบปัดความคิดนั้นทิ้งไป แล้วหันหน้ากลับไปที่จานอาหารทันที คามาลรู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบๆตัวไคล์ค่อยๆเป็นกันเองมากขึ้น อย่างน้อยก็คงจะจนกว่าไคล์จะนึกได้ล่ะมั้งว่ากำลังทำสงครามเย็นกับเขาอยู่ แต่ที่แน่ๆก็คือ ยกแรกเขาชนะล่ะ

*******************************

"นายกอง ฮามิลขังตัวเองอยู่ในกระโจมมาเกือบ 3 วันแล้วนะ ท่านจะไม่เข้าไปดูอาการสักหน่อยหรือ" หญิงแก่คนหนึ่งในกองคาราวานเดินเข้ามาหยุดยืนตะโกนที่หน้ากระโจมของหัวหน้ากองคาราวาน พร้อมกับนำขนมปัง และผลไม้ต่างๆติดมือมามากมายเพื่อจะนำไปส่งให้กับชายหนุ่มคนที่เธอเพิ่งกล่าวถึง "ข้ายังไม่ได้ขอบคุณเขาเรื่องที่เขาตามตัวไลล่ากลับมาให้ข้าเลย ท่านได้โปรดช่วยเรียกเขาออกมาพบข้าที่เถอะ" เธอพยายามขอร้องชายแก่ที่ถูกเรียกว่านายกองด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร ทำให้ชายแก่อดถอนหายใจออกมาไม่ได้

"ข้าว่าเจ้าควรปล่อยเขาเอาไว้คนเดียวนะ อย่าเพิ่งไปรบกวนเขาเลย เจ้าก็รู้ดีนี่ว่า เมื่อ3-4 วันก่อนมีเรื่องวุ่นวายขนาดไหน" เขาพยายามบอกปัดไป แต่ว่าหญิงคนนั้นยังคงยืนยันเจตนารมณ์เดิม

"ข้าทราบดี นายกอง เรื่องในวันนั้นพวกเราก็จำได้ดีอยู่ ก็ในเมืองออกวุ่นวายขนาดนั้น พวกทหารถืออาวุธเพ่นพ่านเต็มไปหมด แถมยังมีคนโดนฆ่าตายตั้งมาก ทั้งแสงไฟทั้งเสียงคนโวยวายก็ดังออกมาจนพวกเราแทบจะนอนไม่ได้ แต่ก็สมควรแล้วล่ะ กับเจ้าพวกคนโจรที่ลักพาตัวชาวบ้านไปเป็นทาสพรรค์นั้น ตอนแรกข้านึกว่าจะไม่ได้เจอกับลูกข้าอีกแล้วเสียอีก ก็เพราะได้ฮามิล กับพวกทหารของชี้คนั่นแหละ เพราะฉะนั้นท่านก็ควรจะให้ข้าได้พบและขอบใจฮามิลนะ มิฉะนั้นข้าก็จะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น จะนั่งมันอยู่ตรงนี้แหละ" เธอวางข้าวของลงกับพื้นแล้วนั่งปับลงไปอย่างแน่วแน่ "และอีกเดี๋ยวซาอัดสามีข้าก็จะตามมา ท่านจะว่ายังไงก็ตามใจ"

ชายแก่ถอนใจ "ข้าเกรงว่าเขาจะไม่ยอมให้เข้าพบน่ะซี แม้แต่ข้าเองยังไม่ได้เจอเขาเลย แล้วจะให้ข้าไปช่วยอะไรเจ้าได้"

หญิงคนนั้นจึงรีบลุกขึ้นยืนแล้วถลามายังร่างของนายกองอย่างรวดเร็วโดยลืมไปเลยว่า ทิ้งสิ่งของที่จะนำมาเยี่ยมฮามิลไว้บนพื้น

"ท่านบอกว่าท่านไม่ได้พบกับเขาเหมือนกันงั้นเหรอ…"เธอถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ชายแก่พักหน้า "ตายแล้ว!! นายกอง ท่านต้องรีบไปหาเขาเดี๋ยวนี้เลยนะ เร็วสิ!!" เธอกรีดเสียงแหลม พร้อมกับออกแรงดึงร่างของชายแก่ให้ลุกตามไป

"ทำไมล่ะ" เขาถามพร้อมกับพยายามขืนตัวเองกลับมา

"คงไม่ใช่ว่าเขาคิดสั้นทำอะไรลงไปนะ เพราะในเมื่อ.. ในเมื่อไคล์ไม่ได้กลับมาพร้อมกับไลล่าด้วย! ลูกสาวข้าพบกับไคล์ในงานประมูลทาส ไลล่าบอกว่าเขาถูกคนซื้อตัวไปในราคาแพงสุดๆเลย ข้าว่าท่านต้องรีบไปดูเขาเดี๋ยวนี้แล้วล่ะ" เธอตะโกนใส่หูเขา ทำให้ทั้งคู่รีบวิ่งตรงไปยังกระโจมของฮามิลที่ปิดเงียบมาถึง3วันเต็มๆทันที

"ฮามิล!! เปิดประตูให้ข้าหน่อย ฮามิล!!" นายกองตะโกนเรียกชายหนุ่มที่มีตำแหน่งเป็นผู้รักษาความสงบในกองคาราวานของตนเองเสียงดังสนั่น แต่ทว่า เสียงที่ตอบกลับมากลับมีแต่ความเงียบกริบ "ฮามิล!! เจ้าเป็นอะไรไป เปิดประตู นี่ข้านายกองนะ ฮามิล ถ้าเจ้าไม่เปิดล่ะก็ ข้าจะพังประตูเข้าไปเดี๋ยวนี้ล่ะนะ" เสียงโหวกเหวกของชายแก่ทำให้คนอื่นๆเริ่มเดินมามุงดูใกล้ๆ "ข้าว่าท่าทางไม่ดีแล้วล่ะ ทำไมมันถึงได้เงียบขนาดนี้ สงสัยข้าคงต้องพังเข้าไปดู ใครก็ได้ หามีดคมๆกับไฟมาให้ข้าที" นายกองหันไปตะโกนกับพวกคนอื่นๆที่อยู่รอบ ซึ่งทุกคนต่างก็รีบกระวีกระวาดจัดหาของมาให้ แต่ก็ยังคงบ่นวิจารณ์ถึงฮามิลและไคล์ไม่ขาดปาก

ทันทีที่มีคนยื่นมีดกับเทียนขี้ผึ้งจุดไฟมาให้ ชายแก่ก็เริ่มลนมีดเข้ากับเปลวเทียนทันที จนกระทั่งมันร้อนจนได้ที่ เขาจึงตะโกนถามออกไปอีกครั้งหนึ่ง "ฮามิล ถ้าข้านับ1-3แล้วเจ้าไม่ออกมา ข้าจะเข้าไปข้างในนะ 1……" เสียงจ้อกแจ้กจอแจค่อยๆเงียบลงเมื่อชายแก่เริ่มนับเลขตัวแรก แต่ภายในกระโจมของฮามิลก็ยังไม่มีเสียงใดๆดังลอดออกมา "2…" หลายๆคนเริ่มทำหน้าเคร่งเครียด เช่นเดียวกับที่บางคนวิงเวียนจนใกล้จะเป็นลม เพราะแน่ใจว่าฮามิลอาจจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้อีกต่อไปแล้ว ชายแก่สูดหายใจลึกๆ "3…" เขานับพร้อมๆกับที่มีเสียงดังมาจากทางด้านหลังของฝูงชนว่า

"พวกท่านมีธุระอะไรกับข้างั้นรึ?" เสียงที่ดังขึ้นทำให้คนที่มุงดูอยู่รอบๆนั้นรีบหันกลับไปทางต้นเสียงอย่างรวดเร็ว และพบว่าร่างของฮามิลยืนอยู่ที่นั่น "เกิดปัญหาอะไรขึ้น? ทำไมพวกท่านถึงมามุงกันที่กระโจมของข้าอย่างนี้ล่ะ แล้วท่านเป็นอะไรไป?" ฮามิลเดินผ่านฝูงชนที่พร้อมใจกันแหวกทางให้เขาด้วยสายตาที่ตื่นตระหนกราวกับเห็นผี เขาเดินมาหยุดที่ตรงหน้าของนายกองที่ทรุดลงนั่งกับพื้นอย่างงงงวย

"เจ้าใช่ฮามิลจริงๆเหรอ? เจ้าแน่ใจนะ" ชายหนุ่มมองนายกองด้วยสายตาที่งุนงงไม่แพ้กัน

"ก็ข้าน่ะสิ ท่านหมายความว่ายังไงกัน?" เขายืนมือให้ชายชราจับแล้วออกแรงดึงให้ลุกขึ้นอย่างง่ายดาย

"เจ้าหายไปไหนมา พวกข้าไม่เห็นตัวเจ้าไปหลายวัน เลยนึกว่า.." เขาหยุดไว้แค่นั้น เพราะบังเอิญหันไปเห็นบรรดาคนอื่นๆกำลังยืนฟังบทสนทนาระหว่างทั้งคู่อย่างใจจดใจจ่อ

"พวกเจ้าแยกย้ายกันไปได้แล้ว!! ไม่มีอะไรแล้ว!! เลิกๆ" เขาหันไปโบกมือไล่ ทำให้มีหลายคนทำหน้าผิดหวัง แต่ก็ยอมเดินจากไปด้วยดี จนกระทั่งบริเวณนั้นเหลือเพียงฮามิลและนายกอง2คนแล้ว ชายหนุ่มจึงตอบว่า

"ข้าออกไปสำรวจที่แถวนี้น่ะท่าน" ฮามิลทำหน้าลำบากใจ "คือ..ข้าตั้งใจว่าอาจจะหยุดอยู่ที่เมืองนี้ซักพักก่อน แล้วจะตามไปสมพบกับขบวนคาราวานของท่านทีหลัง เอ่อ..ข้าหมายถึง.. ข้าจะ.."

ชายแก่โบกมือเป็นเชิงให้เขาหยุดพูด "ข้ารู้ๆ เจ้าจะอยู่ตามหาไคล์นะสิ ..แต่.. ข้าก็ไม่อยากจะทำลายความหวังเจ้าหรอกนะ เพียงแต่ว่าโอกาสที่เจ้าจะควานหาไคล์พบน่ะ มันน้อยมากจนแทบเป็นไปไม่ได้เลยนะ"

ฮามิลพยักหน้า "ข้าทราบดี"

นายกองทำท่าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

"ฮามิล.. พูดจริงๆเลยนะ ข้ายอมรับว่าข้าไม่อยากจะเสียคนเก่งๆอย่างเจ้าไปเลย เพราะฉะนั้น ข้าจะให้โอกาสเจ้า.."

ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ

"1อาทิตย์ ฮามิล วันที่ออกเดินทางของเราคืออีก 4วันข้างหน้า แต่ข้าจะยืดเวลาออกไปให้เจ้าเพิ่มอีก1อาทิตย์ เพราะฉะนั้น เจ้ามีเวลาอีก 11วัน ในการตามหาไคล์และตัดสินใจ แล้วเจ้าจะออกเดินทางไปกับพวกข้าหรือไม่ก็ตามใจ"

 colorfulheart.gif (1721 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติขมได้ที่ [email protected]

Hosted by www.Geocities.ws

1