myth

ในสติที่รางเลือน ไคล์ได้ยินเสียงของคนๆหนึ่งกำลังเรียกเขา และสัมผัสแผ่วเบาที่กำลังไล้อยู่ที่ผิวแก้มทำให้เขาเผลอเรียกชื่อของฮามิลออกไป แต่แล้วอ้อมแขนที่กอดเขาไว้อย่างอ่อนโยนเมื่อครู่นี้กลับรัดแน่นจนเขาแทบจะหายใจไม่ออก ไคล์พยายามที่จะยกแขนขึ้นดันร่างนั้นออกไป แต่ว่ามันก็ถูกยึดไว้อย่างง่ายดาย.. เขาได้ยินคำพูดแผ่วเบาที่ข้างหู2-3คำ และริมฝีปากของชายคนนั้นก็ประทับลงมา..

สัมผัสที่หนักหน่วงจากริมฝีปากของชายคนนั้นทำให้ภายในร่างกายของไคล์เกิดความรู้สึกที่แปลกประหลาดบางอย่าง เขาจึงรีบลืมตาทั้ง2ข้างขึ้นด้วยความตกใจและพยายามจะดิ้นหนีทันที แต่กลับพบว่าร่างกายของเขาถูกตรึงไว้ในอ้อมกอดของชายคนนั้น และมีดวงตาสีดำสนิทคู่กำลังจ้องมองมาที่เขาอย่างรอคอย ประกายบางอย่างภายในดวงตาของชายตรงหน้าทำให้ร่างกายของเขาไร้เรี่ยวแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนกระทั่งเขายอมโอนอ่อนผ่อนตามไปโดยที่ไม่ได้ขัดขืน ริมฝีปากที่กำลังสัมผัสเขาอยู่นั้นก่อให้เกิดความรู้สึกบางอย่างภายในร่างกายของไคล์ มันเป็นการรับรู้ที่แปลกใหม่ และ..ไคล์ก็พบว่าเขาไม่ได้รังเกียจมันเลยแม้แต่น้อย

ปลายลิ้นที่กำลังไล้เลียอยู่บนริมฝีปากของไคล์นั้นนุ่มนวลและหยอกเย้า จนทำให้เขาแทบจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างไปจนหมดสิ้น ไคล์นั่งนิ่งอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งมีมือข้างหนึ่งเลื่อนมาจับที่คางของเขาและกดลง บังคับให้ไคล์ต้องเผยอริมฝีปากขึ้นอย่างไม่มีทางขัดขืน ทันทีที่ริมฝีปากของเขาเปิดออก ลิ้นที่เคยไล้อยู่แค่เพียงริมฝีปากนั้นก็กลับสอดเข้าไปภายในปากของเขาพร้อมทั้งกวาดเข้าไปสำรวจภายในอย่างรวดเร็ว ไคล์ลืมตาขึ้นทันทีและใช้มือทั้ง 2 ข้างดันร่างของชายคนนั้นออกไปอีกครั้งหนึ่ง แต่มือที่ใหญ่และแข็งแรงกลับรวบข้อมือเขาเอาไว้ด้วยกัน โดยที่ไคล์ไม่มีทางที่จะขัดขืนได้เลย..

คามาลค่อยๆถอนริมฝีปากออกมาอย่างเชื่องช้า.. เขายิ้มเมื่อเห็นดวงตาสีเขียวนั้นค่อยๆลืมขึ้นมามองเขา แก้มที่ขาวเนียนแดงก่ำจนกลายเป็นสีชมพูเข้ม และคามาลรู้ดีว่า..นั่นไม่ใช่เพียงแค่เพราะพิษไข้อย่างเดียว

"เจ้าจำข้าได้หรือยัง.." คามาลถามขึ้นแล้วใช้มือกดร่างของไคล์เอาไว้เมื่อเด็กหนุ่มพยายามที่จะลุกขึ้นนั่งและถอยหนีจากวงแขนของเขา ไคล์มองใบหน้าของชายตรงหน้าอย่างพิจารณาและพยายามอย่างยิ่งที่จะนึกให้ได้ว่าชายคนนี้คือใคร ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างขึ้นทันทีเมื่อจำเขาได้

"ท่าน.. ท่านคือผู้ที่ประมูลตัวข้าไปได้ใช่มั้ย" ไคล์ถามและพยายามที่จะดันตัวให้ออกจากร่างของชายหนุ่มให้มากที่สุด คามาลเกร็งท่อนแขนเอาไว้ไม่ให้เด็กหนุ่มดิ้นหนี

"ความจริงข้าก็ไม่อยากให้เจ้าจำเรื่องนี้ได้ซักเท่าไหร่หรอกนะ ..แต่.. ก็ใช่ ข้าประมูลตัวเจ้าได้มาเมื่อกี้" เขาตอบพลางรอดูปฏิกิริยาของเด็กคนนั้น

ไคล์ใช้ฟันขบริมฝีปากอย่างคั่งแค้น..ให้ตายเถอะ..ผู้ชายในความฝันที่เขาคิดว่าเป็นฮามิลกลับกลายเป็นคนที่ประมูลตัวเขามาได้ซะนี่ แล้วที่แย่กว่านั้น..เมื่อกี้เขาเพิ่งโดนชายตรงหน้านี้ขโมยจูบ.. ไคล์เผลอมองไปยังริมฝีปากของชายคนนั้นอีกครั้ง แต่แล้วก็นึกโกรธตัวเองเมื่อเห็นดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นมองมาที่เขาอย่างรู้ทัน

"มีอะไรกับริมฝีปากของข้างั้นรึ ไคล์" ชายหนุ่มถาม เขายิ้มเมื่อเห็นดวงตาสีเขียววาววับขึ้นด้วยความโกรธ

"เปล่า.."ไคล์ตอบกระชากๆ แต่แล้วก็ต้องชะงักไป "ท่านรู้ชื่อข้าได้ยังไง" เขาถาม

คามาลไม่ได้ตอบทันที เขามองร่างตรงหน้าที่ดูเหมือนจะลืมว่าตัวเองเป็นไข้ไปแล้วเพราะโทสะที่เพิ่งเกิดขึ้นมา และยิ่งกว่านั้น.. ดูเหมือนว่าเธอจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ากำลังนั่งอยู่บนตักของเขา

"มีคนบอกข้าน่ะสิ" คามาลตอบ เขาไม่ได้โกหกซักหน่อย เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้บอกเท่านั้นเองว่าเขารู้ชื่อของเธอมาจากชายคนหนึ่งที่ท่าทางจะสนิทสนมกับไคล์เป็นพิเศษ..และเขาคิดว่า ชายคนนั้นจะต้องเป็นคนเดียวกับที่ไคล์ละเมอเรียกชื่อเขาออกมาด้วย ทันทีที่คามาลนึกถึงเรื่องของชายคนนั้นและไคล์ เขาก็หงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุทันที ดวงตาสีดำสนิทที่มีแววอ่อนโยนเมื่อมองร่างเล็กๆตรงหน้า กลับขุ่นมัวและกลายเป็นความเย็นชาโดยไม่รู้ตัว…

ไคล์ชะงักไปพักหนึ่งเมื่อเห็นแววตาของชายตรงหน้า ความเย็นชาและน่ากลัวอย่างประหลาดก่อตัวขึ้นภายในดวงตาคู่นั้นอย่างรวดเร็วจนไคล์ตั้งตัวไม่ทัน เมื่อชายคนนั้นผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วก็แทบจะทำให้ไคล์เสียหลักล้มลงทันที แต่ว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะมีมือที่แข็งแรงยื่นมาคว้าเอวของเขาเอาไว้ได้ทันท่วงที

"ท่านจะไปไหน!!" ไคล์ร้องเมื่อชายคนนั้นคว้าโคมไฟแล้วลากแขนของเขาเดินตรงไปยังประตูทางออกทางที

"เจ้าจะเดินไปดีๆ หรือจะต้องให้อุ้มไป" คามาลถาม น้ำเสียงที่แข็งกระด้างทำให้ไคล์ไม่กล้าขัดขืน จึงยอมเดินตามไปอย่างว่างาย แต่แล้วก็แปลกใจว่าอาการปวดหัวและทรมานเมื่อครู่กลับทุเลาลงจนแทบไม่รู้สึก ถ้าไม่เพราะอาการมึนงงที่ยังเหลืออยู่ ไคล์ก็คงคิดว่าไข้ของเขาหายไปแล้วแน่ๆ

**********************************

"ชาห์ดีน!..ชาห์ดีน!! มานี่ซิ" คามาลตะโกนเรียกทหารของเขา เพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวร่างของทหารผู้นั้นก็เดินมาคุกเข่าอยู่แทบเท้าเขาอย่างรวดเร็ว "คนทั้งหมดอยู่ที่ไหน.." คามาลถามโดยไม่สนใจกับร่างเล็กข้างๆที่พยายามจะแกะข้อมือออกจากมือเขาอยู่ตลอดเวลา

"ด้านนอกขอรับ ข้าน้อยให้คนจำนวนนึงออกติดตามพวกที่หนีไป ตอนนี้ก็จับกลับมาเกือบครบแล้ว ส่วนพวกที่ต่อสู้นั้นไม่มีใครมีชีวิตเหลือรอดอยู่เลยขอรับ"

คามาลพยักหน้า พร้อมทั้งออกแรงบีบข้อมือของไคล์แรงขึ้น จนร่างข้างๆนั้นเลิกดิ้นรนทันทีเพราะความเจ็บ

"ไม่ใช่'เกือบ' แต่ต้อง'ครบ' แล้วเฮดีนอยู่ไหน?" ชายหนุ่มถามทหารที่นั่งคุกเข่าอยู่แทบเท้าของเขา ชาห์ดีนเงยหน้าขึ้นตอบ โดยที่ไม่หันไปมองหน้าของไคล์แม้เพียงนิดเดียว

"ขอรับ ท่านเฮดีนกำลังสำรวจจำนวนคนอยู่ข้างล่างขอรับ"

คามาลพยักหน้า "เจ้าไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย พวกคนที่ถูกจับอยู่ก็ให้ส่งไปไว้ที่คุกของส่วนกลางให้หมด ส่วนพวกทาส…" คามาลหยุดคำพูดไว้ พร้อมทั้งเหลือบสายตาไปมองไคล์ที่กำลังยืนฟังบทสนทนาของพวกเขาอยู่ข้างๆ "ก็ทำตามแผนเดิมที่วางไว้" ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ อย่างน้อยก็สบายใจได้อย่างนึงล่ะนะว่า ไคล์ยังไม่รู้ว่าเขาตั้งใจจะปล่อยพวกทาสทุกคนไป

คามาลดึงไคล์ให้เดินตามไปโดยไม่สนใจว่า ร่างที่กำลังถูกลากนั้นแทบจะต้องวิ่งเพื่อที่จะตามให้ทัน เขาพาไคล์เดินลงมาข้างล่างที่ตอนนี้แทบจะไม่มีคนเหลืออยู่แล้ว สถานที่ๆมีคนมากมายมาอยู่รวมกันเมื่อสักครู่นี้กลับกลายเป็นบ้านเก่าๆหลังนึงที่ถูกทิ้งร้างไว้โดยที่ไม่ได้รับการดูแลรักษา ทหารส่วนใหญ่อยู่ด้านนอก และยังมีบางส่วนที่ยังคงเดินตรวจความเรียบร้อยอยู่ชั้นบน จึงเหลือเพียงแค่2-3คนเท่านั้นที่ยังยืนเฝ้าอยู่ตรงบริเวณนี้

ทันทีที่ทหารมองเห็นคามาล ทุกคนต่างก็ก้มตัวลงทำความเคารพอย่างรวดเร็ว จนไคล์อดแปลกใจไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้มีตำแหน่งอะไรกันถึงได้มีอำนาจทำให้ทหารเหล่านี้นอบน้อมได้เช่นนี้ และอีกเรื่องที่ยังคงคอยสะกิดใจเขาอยู่ตลอดเวลาก็คือว่า เรื่องที่ชายหนุ่มตรงหน้าพูดเกี่ยวกับทาสมันคืออะไร ความจริงเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟังหรอกนะ แต่มันช่วยไม่ได้นี่นา ก็ยืนพูดกันอยู่ข้างๆถึงจะไม่ได้ตั้งใจฟังก็ต้องได้ยินมั่งล่ะน่า แต่ไอ้เรื่องจะให้อ้าปากถามน่ะ ..ฝันไปเหอะ.. รับรองได้เลยว่าเขาไม่มีวันยอมเปิดปากพูดกับคนๆนี้เด็ดขาด

"คิดอะไรอยู่"

ไคล์สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินคำถาม เขามัวแต่คิดถึงแผนการณ์ต่างๆจนกระทั่งไม่รู้สึกตัวเลยว่าชายหนุ่มคนนั้นหยุดเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ ไคล์ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อปรับตัวให้เข้าใจกับคำถามพร้อมทั้งกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ ให้ตาย..นี่ทหารที่ยืนอยู่รอบๆเมื่อกี้หายไปไหนหมด!

"ข้าถามว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ไคล์" เขาถามขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แกมบังคับ ไคล์นิ่งเงียบ.. ไม่แม้แต่จะมองตอบด้วยซ้ำ คามาลยืนรอคอยอย่างอดทน "ไคล์ ตอบข้าเดี๋ยวนี้" เขาพูดซ้ำอีกครั้ง ดวงตาสีดำสนิทแข็งกร้าวจนน่ากลัว ไคล์รู้สึกหนาวสันหลังเยือกอย่างประหลาดจนแทบจะเผลอตอบออกไปแล้วถ้าไม่เพราะความโกรธและการที่เขาสามารถควบคุมสติเอาไว้ได้ล่ะก็ เขาคงจะต้องสูญเสียความตั้งใจที่มีไว้ตั้งแต่แรกอย่างแน่นอน "อย่าลองดีกับข้า" เสียงของคามาลเบาลงเรื่อยๆ ความเคยชินทำให้น้ำเสียงและดวงตาของเขาเย็นชาขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในปกครองของเขารู้ดีว่าใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดความอดทนของเขาแล้ว

แรงบีบที่แขนของไคล์หนักขึ้นเรื่อยๆ จนเขารู้สึกว่าข้อมือตัวเองแทบจะหักออกเป็นเสี่ยงๆแล้ว ยิ่งเมื่อครู่ที่แขนเพิ่งถูกพวกพ่อค้าทาสบิดทำให้ความเจ็บเพิ่มขึ้นอีกเป็นทวีคูณ ไคล์กัดฟันแน่นเพื่อลดความเจ็บปวดที่แขน ข้อมือของเขาชาดิกจนไม่มีแรง ขาทั้ง 2 ข้างก็แทบจะรับน้ำหนักร่างกายของเขาไม่ไหวอยู่แล้ว

"ตอบมา ไคล์" เสียงของชายคนเดิมดังเข้ามาในความคิดที่สับสนของเขาอีกครั้ง เขาไม่มีเวลาแม้จะคิดด้วยซ้ำ เพราะว่าร่างกายของเขากลับตอบออกไปโดยไม่รู้สึกตัว

"เปล่า.."ทันทีที่สิ้นเสียงของไคล์ความเจ็บปวดทุกอย่างก็หายไป ชายคนนั้นปล่อยข้อมือของเขา พร้อมๆกับที่เข่าทั้ง 2 ข้างของไคล์ทรุดลงไปนั่งบนพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง แขนของไคล์สั่น นิ้วมือที่ซีดเซียวค่อยๆมีสีเลือดฝาดขึ้น อาการชาลดลงแต่ก็เพียงแค่ครู่เดียวเท่านั้น เพราะช่วงเวลาหลังจากนั้นเพียงไม่นานทั่วทั้งแขนของเขาก็เจ็บปวดราวกับกำลังถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มแทง เขาพยายามนั่งนิ่งๆไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว เพราะว่าทุกครั้งที่ร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งของเขาเคลื่อนไหวก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้อาการที่แขนของเขาเลวร้ายยิ่งขึ้น

"เป็นอะไรมากมั้ย" เสียงของชายคนนั้นดังขึ้นใกล้ๆหู ไคล์รู้สึกว่าชายหนุ่มคนนั้นนั่งลงข้างๆเขา แต่ว่าไคล์ไม่แม้แต่จะเหลือบสายตาไปมองด้วยซ้ำ จนกระทั่งชายคนนั้นดึงมือของเขาไปนั่นแหละ ไคล์ถึงได้ร้องออกมา ดวงตาสีเขียวจ้องชายตรงหน้าด้วยความเจ็บและโกรธแค้น ไคล์เห็นชายหนุ่มคนนั้นมองตอบกลับมา ภายในดวงตาสีดำสนิทมีแววพึงพอใจถึงแม้ว่าใบหน้านั้นแทบจะไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกมาเลยก็ตามที นิ้วมือที่ใหญ่และแข็งแรงของชายตรงหน้าค่อยๆนวดไปตามท่อนแขนของไคล์อย่างแผ่วเบา ความเจ็บปวดเกิดขึ้นตามจุดที่ถูกนิ้วมือนั้นลากผ่านไป จนไคล์พยายามจะดึงแขนกลับทุกครั้ง แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะว่ามือที่แข็งแรงของชายคนนั้นยึดแขนเขาไว้แน่น

"อย่าดิ้น เดี๋ยวก็หายชาแล้ว" เขาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองไคล์ "เจ็บมากมั้ย?" เขาถามเบาๆ แต่คำตอบที่ได้รับก็คือความเงียบเหมือนเดิม "ยังไม่เข็ดรึไง" คามาลถาม เขารู้สึกว่าท่อนแขนของเด็กหนุ่มเกร็งขึ้นทันที และครู่หนึ่งก็มีเสียงตอบมาว่า

"ไม่แล้ว"

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองไคล์ ซึ่งตอนนี้กำลังเบือนหน้าหนีไปที่อื่นราวกับว่าเขาไม่มีตัวตนอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งคามาลสังเกตเห็นรอยแผลเป็นเล็กๆตรงมุมปากของไคล์จึงยื่นมือออกไปเชยคางของเด็กหนุ่มคนนั้นให้หันกลับมามองเขา แต่ไคล์กลับสะบัดหน้าหนี แต่ก็ไปได้ไม่ไกลนักเพราะว่ามือของคามาลข้างหนึ่งยังคงรวบข้อมือของไคล์เอาไว้อยู่

"อยู่เฉยๆ" เขาพูด พร้อมทั้งใช้นิ้วจับคางของไคล์เอาไว้แล้วบังคับให้หันมา คามาลมองรอยแผลแตกนั้นพร้อมทั้งใช้นิ้วชี้ปัดผ่านเบาๆแต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงด้วยความแสบ "เจ้านี่นิสัยเสียนะ เวลาเจ็บทำไมถึงไม่ร้องออกมา ดูสิ..ขบจนริมฝีปากแตกเป็นแผลขนาดนี้" คามาลพูดเบาๆ รอยแผลนั้นยังมีเลือดไหลซิบๆออกมาอยู่ เขาจึงดึงผ้าสีขาวผืนเล็กๆที่เขาใช้ติดตัวตลอดเวลาออกมาซับเลือดจากรอยแผลนั้นอย่างเบามือ ถึงแม้ว่าการต่อต้านของไคล์จะลดลง แต่คามาลก็ยังรู้สึกได้ถึงความไม่ไว้วางใจและความโกรธฉายออกมาจากแววตาสีเขียวคู่นั้นตลอดเวลา เขาจึงค่อยๆลดมือลงแล้วยื่นผ้าผืนสีขาวนั้นให้ไคล์

"เก็บเอาไว้ซับเลือด แผลของเจ้าไม่หนักหนาเท่าไหร่หรอก แต่ว่าอย่าไปกัดมันเข้าอีกก็แล้วกัน" ไคล์รับผ้าจากมือคามาลไปแล้วกดไว้บนแผลนั้นต่อ ความรู้สึกกดดันที่แผ่ออกมาจากชายคนนี้เริ่มน้อยลงพร้อมทั้งอคติของไคล์ที่มีต่อเขาก็ค่อยๆลดลงมาอีกด้วย ทำให้ไคล์ตัดสินใจว่าจะหยุดก่อสงครามกับชายตรงหน้าไว้ก่อน อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้ได้ว่าเขาชื่ออะไร

"เอ่อ..ขอบคุณมาก ท่าน?.."

คามาลเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นด้วยความแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงของไคล์ถามขึ้น

"คามาล" เขาตอบ เพราะว่าคำพูดของไคล์เมื่อสักครู่ทำให้เขานึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกชื่อตัวเองกับเด็กหนุ่มตรงหน้า "ข้าชื่อคามาล" ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยโดยไม่มีความรู้สึกใดๆแสดงออกมา นอกเสียจากดวงตาสีดำที่เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์และความคิดของเขา

"ขอบคุณมาก ท่านคามาล" ไคล์พึมพำคำพูดนั้นอีกครั้ง แล้วก็กลับเข้าสู่ความเงียบดังเดิม คามาลจึงค่อยๆลุกขึ้นยืน พร้อมทั้งดึงแขนของไคล์ให้ยืนตามด้วย

"คามาล" เสียงที่ดังขึ้นจากทางด้านหลังทำให้ชายหนุ่มหันกลับไปหาผู้ที่เรียกเขาช้าๆ

"อะไรรึ เฮดีน" ไคล์มองตามสายตาของคามาลไป และพบว่ามีชายอีกคนกำลังยืนอยู่ใกล้ๆ ท่าทางของเขาดูแล้วคงเป็นผู้ที่มีฐานะสูงพอควร เพราะว่าเครื่องแต่งกายที่คล้ายๆกับของคามาล และเครื่องประดับที่อยู่บนตัวก็ล้วนแล้วแต่น่าจะมีราคาแพงเกือบทั้งสิ้น

"ขอเวลาทางนี้หน่อยได้มั้ย" เฮดีนพูดกับคามาล หากแต่สายตากลับจับอยูที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆเกือบตลอดเวลา

"ได้สิ.. รอเดี๋ยวนะเฮดีน" คามาลดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว ก็มีชายร่างใหญ่ที่แต่งชุดทหารเดินมาก้มหมอบอยู่แทบเท้าของเขาเกือบจะทันที โดยที่ไคล์แทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่าชายคนนี้ยืนอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่

"กาซิม เจ้าพาเด็กคนนี้ออกไปรอข้าข้างนอก" คามาลสั่งชายคนนั้น แล้วส่งตัวของไคล์ให้ แต่แล้วก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ "แยกออกมาจากคนอื่นๆนะ" เขาสั่งทิ้งไว้เพียงเท่านั้นแล้วก็หมุนตัวเดินกลับไปหาเฮดีนอีกครั้ง

"มีอะไรรึ?" เสียงของคามาลที่แทรกผ่านเข้ามาในสมองของเฮดีนทำให้เขารู้สึกตัวทันทีว่าเขาเผลอมองเด็กหนุ่มที่เป็นคามาลซื้อตัวไว้นานเกินไป จนกระทั่งเขาไม่รู้สึกตัวเลยว่าเพื่อนของเขาเดินมายืนรออยู่ได้ระยะหนึ่งแล้ว และถึงแม้ว่าคามาลจะไม่แสดงอารมณ์อะไรออกมาทางสีหน้า แต่เฮดีนก็ยังคงพอเดาได้อยู่ดีว่าเพื่อนของเขาคงไม่พอใจนัก

"โทษที.. แต่ว่าข้ามีข่าวสำคัญ2เรื่องมาบอก เอาล่ะ..บอกข้ามาซิว่าเจ้าอยากฟังเรื่องร้ายหรือ..เรื่องร้ายกว่าก่อน" เขาพูดอย่างรวดเร็ว และพยายามทำให้ดูเหมือนว่าเรื่องที่กำลังจะพูดนั้นไม่สำคัญนัก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขารู้ดีว่าคามาลจะต้องโกรธสุดๆหลังจากที่ได้ยินแน่นอน

"แล้วแต่เจ้า" คามาลตอบอย่างไม่ใส่ใจนักเช่นกัน "ยังไงมันก็เรื่องร้ายทั้งคู่ ฟังเรื่องไหนก่อนก็คงไม่ต่างกันนัก"

เฮดีนพยักหน้า "จริงของเจ้า ถ้างั้นก็ฟังดีๆ ข้าจะเล่าเรื่องร้ายก่อนละกัน" เฮดีนกระแอม2-3ครั้ง แล้วเปลี่ยนสีหน้าจากที่เคยยิ้มแย้มตลอดเวลาเป็นเคร่งเครียดขึ้นทันที และนั่นทำให้คามาลรู้ว่าเรื่องที่เฮดีนพูดนั้นจะต้องสำคัญมาก "อาลี พ่อค้าทาสหนีไปได้.. พวกมันใช้นกต่อมาล่อเราแล้วหนีออกไปด้วยทางลับ พร้อมกับพรรคพวกของมันอีก 2-3 คน หนึ่งในนั้นเป็นเจ้ายักษ์ที่เราเจอตรงหน้างาน ข้าให้ทหารของข้าแบ่งเป็น 2 กลุ่มออกติดตาม แต่ก็พบว่ามันหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว" เฮดีนเหลือบมองใบหน้าของคามาลเพื่อหยั่งเชิงอารมณ์ดู แต่ก็พบว่ามันยังคงสงบนิ่งโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

"แล้วเรื่องร้ายกว่าล่ะ" คามาลทักเบาๆ เพื่อเร่งให้เฮดีนเล่าต่อ

"ข้าพบศพทหาร1ใน2กลุ่มที่ถูกส่งออกไปพร้อมๆกันนอนตายอยู่ จากสภาพศพดูแล้วคงถูกคนจำนวนมากรุมฆ่า และบนดาบที่ปักอยู่บนศพของทหารกลุ่มนั้น มีตราสัญลักษณ์ของเจ้าอยู่" ดวงตาของคามาลกร้าวขึ้นทันที

"สัญลักษณ์ของข้างั้นรึ!! เจ้าหมายความว่าคนของข้าเป็นสายให้ไอ้พวกนี้!" คามาลพูดเสียงดังจนเกือบจะกลายเป็นการตะโกน ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาในตัวของเขาอย่างรวดเร็ว"มันเป็นใคร!!" เขาถาม แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากเฮดีน

"ข้าไม่รู้ นี่เป็นปัญหาภายในของเจ้า ข้าคงยื่นมือเข้าไปช่วยไม่ได้มากนัก แต่สิ่งที่ข้าจะต้องรู้ให้ได้ก็คือ ใครจะรับผิดชอบเรื่องการตายของทหารของข้า" เฮดีนพูดกับคามาล น้ำเสียงที่เคร่งเครียดของเฮดีนทำให้คามาลแน่ใจว่า เพื่อนของเขาจะต้องไม่ยอมปล่อยให้เรื่องนี้จบไปง่ายๆแน่นอน

"ข้าเสียใจที่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นนะเฮดีน.. และข้าขอรับรองกับเจ้าว่า มันคนนั้นจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต" ชายหนุ่มพูดเบาๆ แต่หนักแน่นและจริงจัง

"เราเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน เจ้าอยากเห็นหน้าคนที่ลอบทำร้ายเจ้าเมื่อกี้มั้ย" เฮดีนถาม ใบหน้าที่เคร่งเครียดเมื่อครู่ค่อยๆถูกลบไปจากใบหน้าของเขา บรรยากาศเริ่มกลับเข้าสู่สภาพปกติอีกครั้ง คามาลพยักหน้าแล้วเดินตามเฮดีนไปที่ประตูทางออก "ข้าว่าเจ้าจะต้องแปลกใจ"

กลุ่มคน2-3คนที่รอดชีวิตจากการต่อสู้เมื่อสักครู่ถูกมัดอยู่รวมกันบนพื้นลานด้านนอก ซึ่งเฮดีนได้สั่งให้ทหารกลุ่มหนึ่งคอยเฝ้าเอาไว้ตลอดเวลา โดยที่แต่ละคนนั้นล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพที่สะบักสะบอมกันจนเกือบหมด จะเว้นก็แต่ชายผิวดำรูปร่างอ้วนใหญ่ที่แทบจะไม่มีบาดแผลอะไรอยู่บนตัวเลย และในตอนนี้ เขากำลังตะโกนโวยวายใส่ทหารที่ยืนอยู่รอบๆด้วยความโกรธเกรี้ยว

"พวกเจ้าทำอย่างนี้หมายความว่ายังไง!!! ไม่รู้รึไงว่าข้าคือใคร ไอ้พวกไร้มารยาท ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คอยดูเถอะ พวกเจ้าจะต้องถูกประหารจนหมด ถ้าท่านชี้ครู้เรื่องนี้ล่ะก็รับรองได้เลยว่าเขาไม่ปล่อยพวกเจ้าเอาไว้แน่ ไอ้พวกบ้า!! ข้าจะรายงานเรื่องนี้ให้ชี้คฟัง แล้วจะลากคอพวกเจ้าไปลงนรกให้หมด" เขาร้องโวยวายเหมือนคนบ้าคลั่ง

"บอกมานะว่าแกเป็นทหารของใคร บอกมา!! ข้าจะได้จัดการทั้งพวกเจ้าและเจ้านายของเจ้าให้หมด" เขาหันไปตะโกนใส่ทหารที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด แต่ก็กลับไม่ได้รับความสนใจเลยแม้แต่น้อย จนกระทั่งเขาสังเกตเห็นว่ามีชายหนุ่ม2คนกำลังเดินตรงมาทางเขา และทหารที่อยู่รอบๆทั้งหมดยกมือขึ้นแตะบ่าแสดงความเคารพอย่างพร้อมเพรียงจึงเดาได้ว่า 1 ใน 2 คนนี้จะต้องเป็นเจ้านายของไอ้พวกนี้แน่นอน

" แกสินะที่เป็นเจ้านายของไอ้พวกนี้ พวกแกไม่รู้รึไงว่าข้าเป็นใคร ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ เผื่อบางทีข้าอาจจะเปลี่ยนใจยอมยกโทษแล้วบอกให้ชี้คไว้ชีวิตพวกเจ้าก็ได้ แก้มัดข้าเร็วๆเข้า" บานูพูดด้วยเสียงอันดัง ความมืดทำให้เขาไม่สามารถเห็นใบหน้าของชายทั้ง2คนได้ชัดเจนนัก แต่ว่าลักษณะท่าทางของชายคนที่รูปร่างสูงกว่า ทำให้เขาคลับคล้าย คลับคลาว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนซักแห่ง "เจ้าสนิทกับชี้ครึ" บานูได้ยินเสียงชายคนนั้นถาม ฟังจากนํ้าเสียงแล้วคาดว่าคงยังหนุ่มอยู่ เขาจึงได้โอกาสพูดจาเป็นเชิงข่มยิ่งขึ้น

" ใช่แล้ว ไอ้หนุ่ม ข้าสนิทกับชี้ค ข้าสามารถบอกให้เขาฆ่าหรือไว้ชีวิตเจ้าก็ได้นะ เพราะฉะนั้นปล่อยข้าซะเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจบอกให้ท่านชี้คจัดการเอาเรื่องพวกเจ้าซะให้หมด" บานูค่อยยิ้มออกได้เมื่อมองเห็นชายทั้ง2คนปรึกษากันเบาๆ ก่อนที่จะหันไปเรียกทหารคนนึงให้ถือคบเพลิงเข้ามา บานูรอจนกระทั่งทหารคนนั้นนำคบเพลิงเข้ามาจนใกล้ จึงได้มีโอกาสพิจารณาใบหน้าของชายหนุ่มคนนั้นเต็มตา…

"เจ้า!" บานูอุทานออกมา เพราะเขาจำได้ทันทีว่านี่คือคนๆเดียวกับที่เขาสั่งให้ฆ่าในงาน "นี่เจ้าเองเรอะ!!"

คามาลมองชายตรงหน้าด้วยความสมเพช ดวงตาสีดำสนิทมีแววเย็นชาและคาดคั้นในเวลาเดียวกัน

"เจ้าบอกว่า เจ้าสนิทกับชี้คใช่มั้ย.."ชายหนุ่มยิ้มเย็นเยียบ "แต่แปลกนะ.. ข้าจำได้ว่าไม่เคยรู้จักเจ้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว…"

คำพูดนั้นทำให้บานูรู้สึกราวกับว่าฟ้ากำลังผ่าลงมายังสมองของเขา..ชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขา.. คนๆเดียวกับที่เขาสั่งให้ฆ่า คือ..ชี้ค!! และสัญลักษณ์สีทองคำเล็กๆที่ติดอยู่บนด้ามดาบขก็ยืนยันตำแหน่งและฐานะของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดีบานูนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก เขารู้เพียงอย่างเดียวว่า เขาได้ก้าวเข้าไปหาความตายเสียแล้ว

"น่าแปลกนะ ที่ข้าสนิทกับใครบางคนจนกระทั่งยอมทำตามที่เขาสั่งทุกอย่าง แต่กลับจำหน้าเขาไม่ได้เนี่ย เจ้าไม่คิดบ้างรึว่ามันแปลก" คมดาบสีขาววาววับที่จ่ออยู่บนคอหอยของบานูสะท้อนกับแสงไฟจนเป็นประกายแวววาวน่ากลัว

"บอกมา..ว่าเจ้าเป็นใคร" คามาลถามเสียงเย็นชา ความโกรธเกรี้ยวทำให้เขาแทบจะลงดาบแทงให้ชายคนนี้ตายไปต่อหน้าอยู่แล้ว แต่เขาจำเป็นจะต้องอดกลั้นไว้ก่อน บานูตัวสั่นกึก

"ข้าน้อยขอประทานอภัยโทษอย่างสูงขอรับ เอ่อ..ข้าน้อยมีนามว่าบานู..ขอรับ ท่านชี้ค" นิ้วมืออวบอ้วนของเขาบีบเข้าหากันด้วยความหวาดหวั่น

"ยินดีที่ได้รู้จักบานู..เอาล่ะ บอกมา..ว่าเจ้ามีปัญหาอะไรกับข้างั้นรึ ถึงได้รีบเข้ามาทักทายในงาน" บานูเสียวเยือกไปถึงสันหลัง เมื่อระลึกได้ว่าเขาได้ทำอะไรไว้บ้างในงานประมูลนั้น จึงได้แต่ก้มหน้าก้มตาพูดอึกอัก

"ข้าน้อยมิบังอาจขอรับ ข้าน้อยสมควรตายชดใช้ความผิดที่ทำลงไป" คามาลหัวเราะในลำคอ และเสียงหัวเราะนั้นทำให้ชายร่างอ้วนแทบจะไปลมไปต่อหน้าทันที

"เรื่องตายน่ะเจ้าตายแน่...แต่เจ้าคิดจะทำประโยชน์ให้ข้าบ้างมั้ยล่ะ" บานูรีบพยักหน้า "ดี บอกข้ามาสิว่าเจ้าเป็นอะไรกับเจ้าพ่อค้าทาสที่ชื่ออาลีนั่น แล้วเจ้ารู้มั้ยว่านอกจากเจ้าแล้ว ยังมีใครให้การสนับสนุนมัน"

ชายร่างอ้วนใหญ่ทำท่าใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า

"ข้าน้อยรู้จักกับมันเมื่อ2เดือนก่อนขอรับ มันมาขายทาสให้ข้า แล้วในวันนี้ข้าน้อยก็เป็นผู้ออกข้าใช้จ่ายบางส่วนให้มัน แลกกับตัวของ เอ่อ..ของทาสที่ท่านชี้คประมูลได้ไปน่ะขอรับ ส่วนจะมีใครอยู่เบื้องหลังมันอีกนั้นข้าน้อยไม่ทราบ" บานูตอบ พร้อมกับลอบมองปฏิกิริยาของชายหนุ่มตรงหน้าเป็นระยะๆ

"หมดแค่นี้รึ" คามาลถามสั้นๆ

"ขอรับ" บานูรู้สึกถึงน้ำหนักของดาบที่ถูกถอนออกไปจากลำคอของเขาแล้วก็ลอบถอนหายใจอย่างรวดเร็ว แต่แค่เพียงช่วงวินาทีนั้น คมดาบก็ถูกฟันลงมาอีกครั้ง โดยไม่เปิดโอกาสให้บานูมีโอกาสตั้งตัวเลยแม้แต่นิดเดียว สิ่งสุดท้ายที่เขาได้รับรู้คือความเจ็บปวดทรมานอย่างสุดแสนและลมหายใจที่ขาดห้วงไป เลือดสีแดงฉานพุ่งออกมาจากรอยที่ถูกตัดของลำคอกระจายไปทั่วบริเวณ..เขาสิ้นใจโดยที่ไม่มีโอกาสร้องแม้แต่แอะเดียว..

คามาลเก็บดาบเข้าฝักไปด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย..

"ข้าลดโทษให้เจ้าจากการที่เจ้ายอมรับสารภาพกับข้า อย่างน้อย..เจ้าก็ตายโดยไม่มีเวลาจะเจ็บปวด" เขาพูดกับศพของบานูที่มองมาเหมือนกับต้องการจะถาม "จัดการศพของมันด้วย.."

ไคล์นั่งรออยู่บนพื้นหินด้านนอกอีกฝั่งหนึ่งของตัวตึกอย่างรอคอย เขาถูกพาเดินผ่านกลุ่มทาส มาอย่างรวดเร็วโดยที่แทบจะไม่มีเวลามองอะไรทั้งนั้น แต่ถึงมองไปก็ไม่ทำให้ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมาเพราะว่าความมืดในยามค่ำคืนก็ทำให้เขามองอะไรไม่เห็นอยู่ดี ชายที่ถูกสั่งให้เฝ้าเขาอยู่นั้นยืนนิ่งราวกับตุ๊กตาหิน โดยที่ไม่มองมาที่ไคล์เลยแม้แต่น้อย และจากการแต่งกายที่เป็นชุดทหารทำให้ไคล์อดสงสัยไม่ได้ว่า คามาลที่เป็นเจ้านายของคนๆนี้จะมีตำแหน่งอะไรกัน ไคล์เดาว่าคงจะใหญ่ไม่ใช่ย่อยแหละ ถึงได้นำทหารจำนวนมากขนาดนี้มาใช้ได้ แต่ความคิดเรื่องของคามาลก็ถูกยุติไว้เช่นนั้น เมื่อภาพของฮามิลแทรกเข้ามาแทนภาพของคามาล ไคล์ถอนหายใจ อดคิดไม่ได้ว่าตอนนี้ฮามิลจะตามหาเขาไหม.. บางทีอาจจะไม่เลยก็ได้.. ในตอนที่เขากำลังหลับอยู่นั้น เขาคลับคล้ายคลับคลาว่าคนที่มาช่วยคือฮามิล แต่แล้วเมื่อลืมตาขึ้นมาก็กลับพบว่าความจริงแล้วคนๆนั้นคือ คามาล.. ไคล์หยุดความคิดไว้แค่นั้น เพราะไม่อยากจะรื้อฟื้นถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เขาต้องลืมตาขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือ เขาจะมีโอกาสหนีหรือไม่ ไคล์รีบเงยหน้าขึ้นมองรอบๆตัวทันที ภายในความมืดนั้นเขาเห็นเพียงแค่ทหารที่กำลังเฝ้าเขาอยู่เพียงคนเดียว และรอบๆด้านนั้นก็เป็นบ้านร้างหลายๆหลังที่ถูกสร้างไว้ติดๆกันเป็นพรืดเท่านั้น 'ถ้าหนีไปตอนนี้ล่ะ' ไคล์ค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นโดยที่ไม่ให้ทหารที่กำลังยืนหันหลังให้เขาอยู่รู้สึกตัวและพยายามก้าวออกไปให้เงียบที่สุด แต่แล้วปลายเท้าก็สะดุดกับก้อนหินที่วางระเกะระกะอยู่แถวนั้นจนแทบจะเสียหลักล้มลง ถ้าไม่มีมือของใครบางคนมาคว้าตัวของเขาเอาไว้จากทางด้านหลัง

"จะไปไหน?" เสียงของคามาลถามขึ้น ไคล์จึงรีบทรงตัวแล้วผละออกมาจากร่างนั้นทันที

คามาลยอมปล่อยมือโดยง่ายดายและรอจนกระทั่งไคล์หันกลับมา

"เปล่าครับ" ไคล์ตอบสั้นๆ แต่ภายในใจนั้นทั้งโกรธและเสียดายที่พลาดโอกาสหนีดีๆไป ไคล์รู้สึกว่าดวงตาสีดำคู่นั้นมองมาอย่างประเมิน แต่คามาลก็ไม่ได้ถามอะไรอีก

"กาซิม.. ทิ้งทหารไว้จัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย ส่วนเจ้าพวกนั้น จัดการจับไปขังให้หมด แล้วข้าจะตัดสินใจอีกทีว่าจะเอายังไงกับพวกมัน" เขาหันไปสั่งกับทหารที่ยืนอยู่ใกล้ๆซึ่งเป็นคนๆเดียวกับที่เขาสั่งให้เฝ้าไคล์ไว้ "ส่วนเจ้า" คามาลหันกลับมาทางไคล์อีกครั้ง "ไปกับข้า"

*****************************

คามาลดึงให้ไคล์เดินตามออกมาจนกระทั่งห่างจากตัวตึกที่ใช้สำหรับการประมูลพอสมควร ไคล์จึงสังเกตเห็นฝูงม้าจำนวนหนึ่งถูกผูกอยู่ในความมืด โดยมีทหาร 4-5คน คอยยืนเฝ้าพวกมันอยู่ เมื่อทหาร1ในนั้นหันมามองเห็นคามาล ก็รีบจุดคบเพลิงพร้อมขึ้นทั้งก้มตัวลงคุกเข่าทันที แต่ก็ดูเหมือนว่าชายหนุ่มไม่ได้สนใจอะไรมากนัก กลับหันมาพูดกับไคล์ว่า

"เจ้าขึ้นไปบนม้าสีดำตัวนั้นนั้น แล้วรอจนกว่าข้าจะกลับมา" เขาพูดทิ้งไว้แค่นั้นก็เดินจากไป โดยปล่อยให้ไคล์ยืนมองดู 'ม้า'ตัวที่เขาพูดถึงด้วยความตกตะลึง

ม้าตัวใหญ่ที่ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าทำให้ไคล์ถึงกับพูดอะไรไม่ออก ก็ในเมื่อตั้งแต่เล็กจนกระทั่งโตมาจนทุกวันนี้ เขายังไม่เคยเห็นม้าที่สวยงามและตัวใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลย และที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือเขายังไม่เคยขี่ม้าด้วยตัวเองเลยแม้แต่ครั้งเดียว..

ไคล์ยืนมองม้าตัวนั้นด้วยความหวาดระแวงว่าจะขึ้นไปขี่มันเอง หรือจะยืนรอคามาลและเอ่ยปากขอเปลี่ยนเป็นพาหนะอย่างอื่นแทนดี ไคล์ลองชั่งใจอยู่พักหนึ่งแล้วก็ตัดสินใจลองก้าวเข้าไปหามันช้าๆ แต่ทันทีที่ไคล์เดินเข้าไปใกล้ ม้าตัวนั้นก็สะบัดหัวพึ่บพั่บ พร้อมทั้งกระทืบเท้าหน้าแรงๆ จนทำให้เขาต้องถอยหลังกลับมาตั้งหลักอีกครั้ง โดยที่ทหารที่ยืนเฝ้าอยู่รอบๆไม่มีท่าทีว่าจะสนใจหรือเข้ามาช่วยเลยแม้แต่น้อย ไคล์ใช้ความพยายามอยู่หลายครั้งที่จะเดินเข้าไปหาม้าตัวนั้น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่ามันจะยอมให้เขาเข้าใกล้ได้ง่ายๆ จนกระทั่งได้ยินเสียงของชายคนหนึ่งดังขึ้นจากทางข้างหลัง

"มีอะไรให้ช่วยมั้ย?" ไคล์รีบหันไปทางต้นเสียงทันที และพบว่ามีเด็กหนุ่มผิวคล้ำคนหนึ่งยืนมองเขาอยู่ด้วยความสนใจ "จะขึ้นม้าตัวนั้นหรือไง?" เด็กคนนั้นถามอีก ไคล์จึงตอบว่า

"ใช่แล้ว.." เด็กคนนั้นพยักหน้า เส้นผมสีดำสนิทของเขาพลิ้วตามแรงเคลื่อนไหว แล้วจึงเดินเข้าไปจับสายบังเหียนที่คอม้าอย่างคล่องแคล่ว แล้วบอกให้ไคล์ขึ้นไป แต่เมื่อเห็นว่าไคล์ยังยืนนิ่งอยู่จึงถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

"นี่เจ้าขี่ม้าไม่เป็นหรือไงกัน" ไคล์ไม่ได้ตอบอะไร แต่ว่าหากมองจากสีหน้าของไคล์เวลานั้นก็คงเดาได้ไม่ยากนัก "นี่ข้าไม่อยากจะเชื่อเลย.. ชี้คซื้อตัวเจ้ามาได้ยังไงกัน!!"

คำพูดที่เด็กหนุ่มคนนั้นพูดออกมาทำให้ไคล์ถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปด้วยความตกตะลึง ดวงตาสีเขียวเบิกกว้างขึ้น

"เจ้าบอกว่าชี้คงั้นเหรอ" ไคล์ถามอีกครั้ง

"ใช่ ชี้ค คามาล เอล ซาเลม เจ้าไม่รู้หรอกหรือ" ไคล์ส่ายหน้าช้าๆ แต่ก่อนที่เด็กคนนั้นจะได้พูดอะไรต่อไป ก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงของคามาลเสียก่อน

"ฮัสซัน ข้าสั่งเจ้าไว้ว่าอะไร?" ทันทีที่ได้ยินเสียงของคามาลเด็กหนุ่มคนนั้นก็รีบยอบตัวลงทันที

"ขออภัยขอรับชี้ค" ฮัสซันก้มหน้าพูดเบาๆ

"ช่างเถอะ ยืนขึ้นได้แล้ว จะได้กลับกันเสียที" เมื่อได้ยินดังนั้นอัสซันจึงค่อยๆลุกขึ้นยืนพร้อมทั้งมองไปที่ไคล์ด้วยสายตาเชิงตำหนิ ที่ไม่ยอมคุกเข่าลงต่อหน้าชี้ค

"ทำไมถึงไม่ขึ้นม้า ไคล์" คามาลถาม ที่เห็นเด็กหนุ่มไม่ยอมทำตามคำสั่งเขา

"ผม..เอ่อ..ข้าน้อยมิบังอาจขอรับ ชี้ค" ไคล์ตอบเบาๆ โดยที่ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าของคามาล ชายหนุ่มที่ถูกขนานนามว่า ชี้ค

"ทำไมกันรึ เพียงแค่เจ้ารู้จักตำแหน่งข้า มันทำให้มีอะไรเปลี่ยนไปรึไง" คามาลถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงแววขบขันเอาไว้เต็มที่ "ช่างเถอะ กลับกันได้แล้ว" เขาเดินเข้าไปหาม้าสีดำตัวใหญ่ตัวนั้น แล้วกระโดดขึ้นไปขี่หลังมันอย่างง่ายดายโดยที่ไม่มีทีท่าว่าม้าตัวนั้นจะไม่พอใจเลยแม้แต่น้อย แต่ก่อนที่ไคล์จะได้ทำอะไรต่อไป มือของฮัสซันก็ยื่นมาจับแขนเขาไว้แล้วทำท่าจะดึงไปอีกทาง

"เจ้าจะพาไคล์ไปไหน ฮัสซัน" คามาลก้มหน้าลงมาถาม ร่างของชายหนุ่มที่อยู่บนหลังม้ายิ่งทำให้ดูสูงใหญ่และสง่างามยิ่งขึ้นไปอีก แต่ว่าภายในความรู้สึกของไคล์นั้น คามาลช่างดูน่ากลัวเป็นที่สุด

"ข้าน้อยจะพาเขาแยกไปขึ้นม้าอีกตัวขอรับ ข้าน้อยคาดว่าคงไม่เป็นการดีนักที่จะให้ทาสขี่ม้าตัวเดียวกับท่าน" ฮัสซันตอบ และคำพูดนั้นทำให้ไคล์รู้สึกโกรธขึ้นมาโดยทันที ใช่สิ.. เขาแทบจะลืมไปสนิทเลยที่เดียวว่าเขาอยู่ในฐานะอะไร ต้องขอบใจฮัสซันซะด้วยซ้ำที่ช่วยเตือนสติให้เขารู้ตัวว่า เขาถูกขาย ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เต็มใจก็เถอะ แต่เจ้านายที่ซื้อตัวเขามาก็คือคามาล เพราะฉะนั้นเขาจะมีสิทธิอะไรไปขัดขืนหรือออกปากออกเสียงได้..

"ไม่ต้อง ไคล์เจ้าไปกับข้า" เมื่อได้ยินดังนั้น ฮัสซันจึงปล่อยมือออกจากแขนเขา แล้วถอยออกไป แต่กระนั้น ไคล์ก็ยังยืนนิ่งอยู่กับที่ โดยที่ไม่ยอมจะขยับไปไหน "เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือไง มาที่นี่ ไคล์"

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองคามาล ดวงตาสีเขียวจ้องไปที่ชายตรงหน้าด้วยความเฉยเมยและเย็นชา

"ขอรับ ถ้านั่นคือสิ่งที่ท่านต้องการ" ไคล์ตอบ นิ้วมือของเขาจิกเข้าหากันแน่น และสิ่งนั้นก็ไม่ได้รอดพ้นสายตาของคามาลไปได้ เพราะเขารู้ถึงสิ่งที่ผิดปกติที่เกิดกับไคล์ทันที แต่ถึงกระนั้นคามาลก็ยังไม่คิดจะถามอะไรออกมาในตอนนี้

ชายหนุ่มนั่งรอจนกระทั่งไคล์เดินเข้ามาใกล้ระยะม้าพอสมควร แต่ก็ยังมีทีท่าลังเลและไม่ยอมปีนขึ้นหลังม้าเสียที จึงออกปากถามว่า

"เจ้าขี่ม้าไม่เป็นรึ?" ไคล์นิ่งเงียบไปแป๊บหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าตอบช้าๆ

"ขอรับ" เมื่อได้ยินดังนั้น คามาลจึงยื่นมือลงมาให้เด็กหนุ่ม และบอกว่า

"งั้นก็ยึดข้าเอาไว้ แล้วปีนขึ้นมา"

ไคล์อดแปลกใจไม่ได้ แต่ก็ยอมจับมือข้างนั้นไว้โดยดี และโดยที่เขาแทบจะไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยก็ถูกยกขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตัวนั้นได้ในเวลาเพียงครู่เดียว

"นั่งดีๆนะ" คามาลก้มลงมากระซิบที่ข้างหูเขาเบาๆพร้อมทั้งใช้มือข้างหนึ่งโอบเอวเขาไว้ให้ชิดกับตัวเอง แล้วหันไปตะโกนสั่งทหารคนอื่นๆที่ขึ้นไปนั่งรอบนหลังม้าจนพร้อมหมดทุกคนแล้ว "กลับ!!"

************************

"โว้ย!!!..!! นี่มันเกิดอะไรกันขึ้น!! การค้าของข้าป่นปี้หมดวันนี้" อาลีตวาดเสียงดังลั่น วัตถุต่างๆที่วางอยู่รอบตัวถูกปัดทิ้งระเนระนาด กระทั่งเขาควานไปเจอแก้วใบนึง จึงคว้ามันขึ้นมาบีบจนแตกกระจายคามือ.. "ทุกสิ่งทุกอย่างที่ข้าสร้างมากับมือ!!พัง!!! พังหมด" อาลีกัดฟันกรอด ให้ตายเถอะ เมื่อกี้เขาเกือบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้พบกับกองทหารของท่านอิสฮัคเสียก่อน ป่านนี้… อาลีคิดด้วยความแค้นใจ

แล้วการที่เขายิ่งต้องถูกพาตัวมาขังไว้ในห้องเล็กๆแบบนี้ยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาย่ำแย่เข้าไปใหญ่

"ทุกอย่างมันเป็นเพราะไอ้กองทหารบ้าๆนั่น" ความจริงแล้วอาลีไม่ได้ซาบซึ้งในการช่วยเหลือของอิสฮัคครั้งนี้ซักเท่าไหร่หรอกนะ เพราะว่าเขาไม่ชอบหน้าของคนๆนี้เลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆที่อายุอานามมันก็ยังน้อย แต่กลับฉลาดเป็นกรด มันตามเล่ห์เหลี่ยมของเขาทันทุกอย่าง แถมยังรู้ทันแผนการณ์ของเขาไปซะทุกเรื่อง และยิ่งการที่วันนี้อาลีพยายามเปิดประมูลทาสโดยไม่ให้อิสฮัครู้แต่กลับต้องซมซานมาขอความช่วยเหลือจากมัน ความจริงในข้อนั้นมันทำให้เขาแทบจะกระอักเลือดออกมาด้วยความแค้น แล้วในตอนนี้เขาก็ต้องหาเหตุผลที่ดีๆไปอธิบายให้ไอ้เด็กนี่เข้าใจอีกด้วย..

อาลีรีบเงยหน้าขึ้นทันทีที่ประตูถูกเปิดออก ทหารกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมทั้งบอกกับเขาว่า

"ออกมาได้แล้ว ท่านอิสฮัคต้องการพบเจ้า" อาลีถูกทหารกลุ่มนั้นเดินตามคุมไปจนถึงหน้าห้องๆหนึ่ง แล้วจึงเปิดประตูให้เขาเข้าไป

ภายในห้องโถงนั้น เขาเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังนั่งรออยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือขนาดใหญ่ด้วยความใจเย็น ใบหน้าคมเข้มที่ดูราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่เสมอจ้องมาที่อาลีจนทำให้เขารู้สึกราวกับว่าตัวเล็กลงไปถนัดใจ และสิ่งที่สะดุดตาของอาลีที่สุดก็คงจะเป็นทับทิมสีแดงเพลิงขนาดใหญ่ที่ถูกโยนเล่นอยู่ภายในมือของชายหนุ่มคนนั้นนั่นเอง

"ยินดีต้อนรับ อาลี เราไม่ได้พบกันนานเลยนะ เป็นยังไงบ้างล่ะ สำหรับการ'ค้าขาย'ของเจ้าในวันนี้ น่าเสียดายนะ ที่ข้าไปไม่ทันร่วมงาน ข้าเลยพลาดของดีไปเยอะ" อิสฮัคทักทายขึ้น ด้วยคำพูดที่ดูแล้วเหมือนกับจะเป็นการเยาะเย้ยถากถางมากกว่าจะเป็นการถามไถ่ทุกข์สุขจากใจจริง อาลีกัดฟันยิ้มให้ด้วยท่าทางที่อ่อนน้อมและสำรวมเป็นที่สุด 'ให้ตายเถอะไอ้เด็กบ้า' เขาคิด

"มิได้เลยครับ ท่านอิสฮัค ข้ารู้สึกเสียใจด้วยซ้ำที่ลูกน้องของข้าทำงานไม่ได้เรื่อง ข้าสั่งให้คนไปรายงานท่านเป็นคนแรกแต่คงมีการผิดพลาดเกิดขึ้น ท่านจึงมิได้ข่าวคราวกระมัง" อาลีตอบโดยพยายามรักษาน้ำเสียงเอาไว้ให้เป็นปกติที่สุด

"อืม..นั่นสินะ คนของเจ้ามันใช้ไม่ได้จริงๆนั่นแหละ ไม่รู้ยังไง เจ้ารู้สึกยังไงบ้างล่ะว่า ถ้าการที่คนในปกครองของทำอะไรไปโดยพลการโดยคิดว่าเรื่องมันจะจบลงไปได้ง่ายๆ ทำเหมือนกับว่ามองไม่เห็นหัวเจ้านาย แต่พอถึงเวลาจริงๆเข้าก็ไปไม่รอด.." อิสฮัคทำท่าสนับสนุนด้วยเต็มที่ ใบหน้าที่หล่อเหลาและอ่อนวัยของเขา เมื่อวางตัวเป็นผู้มีอำนาจก็ทำได้อย่างสง่างามจนทำให้คนอื่นๆภายในห้องดูราวกับรูปปั้นตัวเล็กๆไปจนเสียหมด และยิ่งสำหรับอาลี คำพูดเมื่อสักครู่ เหมือนกับตบหน้าเขาอย่างจัง

"ข้าน้อยไม่ทราบว่าท่านหมายถึงอะไร" ชายหน้าบากเงยหน้าขึ้นถามด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวขึ้น

"อ้าว.. ก็ข้าหมายถึงลูกน้องเจ้าน่ะสิ.. เมื่อกี้เราก็กำลังพูดกันถึงเรื่องนี้อยู่ไม่ใช่รึ ข้าแค่อยากรู้ความรู้สึกเวลาที่เจ้ารู้ตัวว่าลูกน้องทำตามคำสั่งของเจ้าไม่ได้น่ะมันเป็นยังไง… ทำไมถึงทำหน้าอย่างนั้นล่ะ.. แล้วเจ้าลงโทษลูกน้องของเจ้ายังไงบ้าง ลองบอกข้ามาหน่อยสิ" ชายหนุ่มพูดด้วยใบหน้าธรรมดาเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นหมายความถึงเรื่องของลูกน้องอาลีจริงๆ และนั่นทำให้ชายที่สูงวัยกว่าอึกอักทันที เมื่อรู้ว่าเขาถูกต้อนให้จนมุมเสียแล้ว

"ข้า.."

อิสฮัคเลิกคิ้ว "เป็นอะไรไปล่ะ อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่ได้ลงโทษลูกน้องคนนั้นเลย.. ใช้ไม่ได้นะอาลี ถ้าเป็นข้า.. แค่โบยหรือจับขังล่ะก็ยังน้อยไปด้วยซ้ำ" อิสฮัคมองมาที่อาลีเป็นเชิงขู่

"ข้า…ข้าจะรับฟังไว้ครับ" ชายหน้าบากตอบเสียงแผ่ว โดยที่ไม่มองอิสฮัคเลยแม้แต่น้อย

"ช่างเถอะอาลี ลืมเรื่องลูกน้องของเจ้าไปก่อนก็แล้วกัน.. แต่ตอนนี้ ข้าอยากจะให้เจ้าดูของสิ่งนี้ซักหน่อย" อิสฮัคหันไปพยักหน้าเรียกทหารคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆแล้วส่งทับทิมที่อยู่ในมือให้ เพียงแค่ช่วงเวลาไม่นานทับทิมเม็ดนั้นก็มานอนสงบนิ่งอยู่ในมือของอาลีทันที

"เจ้าได้มันมาจากไหน" อิศฮัคถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด อาลียืนมองทับทิมเม็ดนี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ว่า เขาได้มันมาจากอาหมัดอีกต่อหนึ่ง

"ลูกน้องข้า อาหมัด ข้าได้มาจากเขา" อาลีตอบ "ท่านมีอะไรรึครับ" อิสฮัคไม่ตอบ แต่กลับสั่งให้ทหารคนหนึ่งให้ไปนำตัวลูกน้องของอาลีออกมา

อาลียืนรอแค่เพียงแป๊บเดียว ร่างของอาหมัดก็ถูกลากเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่โดยง่ายดาย

"เอาล่ะ ตอบมาว่าเจ้าได้ทับทิมเม็ดนี้มากจากไหน อาหมัด ข้าไม่มีเวลาจะเสวนากับพวกเจ้าอีกแล้ว ถ้ายังรักชีวิตล่ะก็ จงตอบมาเสียโดยดี" อิสฮัคพูดด้วยน้ำเสียงเครียดต่ำลงเรื่อยๆ อาหมัดมองทับทิมภายในมือของอาลีแล้วก็ตอบอย่างรวดเร็ว

"ข้าได้มันมาจากเศรษฐี2คนที่เข้ามาในงานประมูล" ชายร่างใหญ่พยักหน้าด้วยความมั่นใจ

"แล้วเจ้ารู้มั้ยว่ามันเป็นใคร"

อาหมัดส่ายหน้า "ข้าไม่รู้"

อิสฮัคหันไปทางอาลี "แล้วเจ้าล่ะ"

อาลีส่ายหน้า "ข้าไม่แน่ใจ" เพียงเท่านั้น ดาบเล่มหนึ่งก็ถูกจ่อที่คอหอยของเขาทันที

"คนๆนั้นเป็นใคร.." อิสฮัคถามอีกครั้ง และนั่นคือคำถามสุดท้าย ถ้าหากว่าอาลีไม่ตอบก็เท่ากับว่าเขาเจตนาฆ่าตัวตาย "ข้าไม่แน่ใจ.. แต่ถ้าเป็นพ่อค้าที่มาจากต่างเมืองและข้าไม่เคยเห็นมาก่อน ก็มีผู้ชาย2คน" อาลีกลืนน้ำลายแล้วหลับตา พยายามนึกภาพออกมาให้ได้มากที่สุด "คนหนึ่งหน้าตาดี ไม่สิ..เรียกได้ว่าหล่อ หน้าตาหล่อมาก ดวงตาสีดำ ผิวสีคล้ำ ส่วนอีกคน ท่าทางใจเย็น ผิวออกเหลือง และเตี้ยกว่าคนแรก" อาลีตอบ"ข้าจำได้แค่นี้" เมื่อได้ยินดังนั้น อิสฮัคจึงโบกมือให้แก่ทหารคนนั้น และดาบก็ถูกยกออกไป

"คนเดียวกันมั้ย อาหมัด"

ชายร่างใหญ่รีบตอบทันที "แน่นอน คนเดียวกันแน่ๆขอรับ"

อิสฮัคยิ้มเย็นชา "ถ้าเช่นนั้น… ชายคนที่เจ้าพูดถึงก็คือ ชี้ค"

อาลีตาโต "เป็นไปไม่ได้.. ไอ้หนุ่มคนนั้นน่ะนะ" เขาก้มลงมองทับทิมภายในมือด้วยความตกตะลึง

"ถ้าฟังจากลักษณะที่เจ้าพูดมา แล้วก็สิ่งที่อยู่ภายในมือเจ้าล่ะก็ ไอ้หนุ่มคนที่เจ้าพูดถึงน่ะ คือชี้คแน่นอน… 'ชี้คคามาล เอล ซาเลม' ชี้คหนุ่มรูปงาม " อิสฮัคทวนชื่อของคามาลด้วยน้ำเสียงเยาะๆ "แล้วเจ้ารู้มั้ยว่าการที่เจ้าวิ่งโร่มาขอความช่วยเหลือจากข้าในคืนนี้มันจะทำให้อะไรเกิดขึ้นบ้าง" ชายหนุ่มถามเสียงกร้าว "รู้มั้ยว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าหากว่าการสืบสวนของชี้คสาวมาจนถึงตัวข้าได้!! ถ้าเขารู้ว่าคนที่ช่วยเจ้าเอาไว้คือข้า!!" เขาตวาด ความทรงอำนาจในน้ำเสียงนั้นทำให้อาลีถึงกับหน้าถอดสี.. ในเวลานี้เขากำลังกลัว.. ทั้งเรื่องของชี้ค และ..เรื่องของอิสฮัคด้วย แต่ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปทันที "แต่ไม่ต้องกลัวหรอก.. เพราะข้าจะไม่ฆ่าเจ้า.. และยิ่งไปกว่านั้น คามาลก็ไม่มีทางจะสาวเรื่องมาถึงตัวข้าได้" อิสฮัคยิ้มเย็นชา และคำพูดนั้นทำให้อาลีทั้งโล่งใจและแปลกใจระคนกัน จนอดถามออกไปไม่ได้ว่า

"ท่านมีแผนการณ์อะไรรึ?"

อิสฮัคหัวเราะในลำคอ "เก็บมันซะ…"

colorfulheart.gif (1721 bytes)

โปรดติดตามตอนต่อไป

แนะนำติขมได้ที่ [email protected]

Hosted by www.Geocities.ws

1