
ประเทศอาหรับ ดินแดนแห่งทะเลทรายที่มีประวัติมานานนับพันๆปี ดินแดนแห่งกฎเกณฑ์ ตำนาน และความลึกลับ
ในทะเลทรายที่อ้างว้างไร้ผู้คน มีปราสาทหลังหนึ่งถูกสร้างไว้อย่างงดงาม ตัวตึกทั้งหมดถูกทาด้วยสีขาว และแบ่งออกเป็นสัดส่วนอย่างกว้างขวาง หลังคาที่มีลักษณะคล้ายกับโดมสะท้อนกับแสงแดดที่ส่องลงมาทำให้ดูราวกับปราสาททั้งหลังกลืนหายไปกับแสงอาทิตย์ ต้นไม้นานาชนิดแผ่กิ่งก้านปกคลุมส่วนต่างๆของปราสาทจนเป็นเงาครึ้มไปทั่วบริเวณ กลิ่นกำยานจางๆถูกลมพัดกระจายไปในอากาศ ปนกับกลิ่นของดอกไม้นานาชนิดที่บานอยู่ภายในสวนด้านข้างของปราสาท ลานกว้างขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางของสวน ถูกปูด้วยอิฐสีแดงเป็นแนวยาวไปจนถึงตัวตึกด้านหน้า ร่างสูงโปร่งร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ริมบ่อน้ำพุกลางลาน ผมสีดำสนิทที่ยาวเกือบถึงเอวถูกรวบไว้หลวมๆทางด้านหลัง ดวงตาเรียบเฉยที่มีสีเดียวกับเส้นผมจ้องมองหยดน้ำที่กระเด็นเป็นฝอยเล็กๆในบ่ออย่างสงบนิ่ง
ชี้ค เสียงเรียกเบาๆดังขึ้นทางด้านหลังของเขา ทำให้ร่างที่กำลังยืนเฉยละสายตาจากบ่อน้ำและหันมาทางต้นเสียงช้าๆ
อะไรรึ ฮัทซัน เด็กหนุ่มผิวคล้ำร่างเล็กนั่งคุกเข่าก้มหน้าอยู่ที่พื้น
วันนี้ชี้คจะเข้าไปในเมืองใช่ไหมขอรับ ฮัทซันถามและเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อรอฟังคำตอบจากชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่า ชี้ค เขาเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า ใช่แล้วฮัทซัน เจ้าไปบอกชาห์ดีนให้เตรียมอูฐไว้ด้วยล่ะ แล้วเจ้าเตรียมตัวรึยัง? เขายิ้มให้กับเด็กหนุ่มเล็กน้อย
ขอรับชี้ค ผมจะไปบอกชาห์ดีนให้เตรียมตัวเดี๋ยวนี้ ฮัทซันตอบเขา และลุกขึ้นโค้งให้แล้วถอยออกไป เมื่อฮัทซันผละไปแล้ว ร่างสูงโปร่งก็หันหน้ากลับไปที่บ่อน้ำตามเดิม ความเงียบค่อยๆกลับเข้ามาปกคลุมภายในบริเวณสวนของปราสาทอีกครั้ง
ตลาดสินค้าในตัวเมืองอาหรับช่วงกลางวันมีคนเดินไปมาพลุกพล่าน พ่อค้าชาวอาหรับที่ตั้งร้านขายเป็นแผงลอยตามทางเดิน ต่างพยายามร้องขายของของตนเองแข่งกับร้านอื่นๆที่ตั้งอยู่ใกล้ๆและขายสินค้าชนิดเดียวกัน ชายหนุ่มร่างเล็กบางร่างหนึ่งเดินสำรวจไปตามร้านค้าต่างๆที่พยายามลดราคาแข่งกัน เขาแต่งกายด้วยชุดปิดคอสีขาวที่ยาวถึงข้อเท้า ศีรษะถูกโพกไว้ด้วยผ้าที่ชายยาวจนเกือบถึงเอวและคาดทับด้วยเชือกหนังสีดำรอบศีรษะ ซึ่งเป็นการแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวทะเลทราย เพื่อปกป้องความร้อนที่รุนแรง ของดวงอาทิตย์ ผิวสีขาวที่กลืนกับสีของผ้าและดวงตาสีเขียวเข้มนั้นแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนที่มีเชื้อสายอาหรับแท้ เขาเดินไปเรื่อยๆจนกระทั่งพบกับซอยเล็กๆซอยหนึ่งที่มีร้านขายของเก่ามากมายตั้งอยู่ข้างใน เสียงเอะอะและคนที่เดินไปมาอย่างมากมายในซอยทำให้เขาสนใจที่จะเดินเข้าไป
พ่อหนุ่ม เสียงๆหนึ่งเรียกเขาจากทางมุมมืดของตึกเล็กๆที่ตั้งอยู่บริเวณที่ไม่มีคนพลุกพล่านนัก เพราะเป็นมุมอับของซอย เขาเห็นร่างของคนแก่ๆคนหนึ่งนั่งอยู่ที่พื้นบริเวณนั้น พ่อหนุ่ม เชิญทางนี้สักครู่ได้ไหม ดวงตาที่ฝ้าฟางของชายแก่คนนั้นจ้องมาที่เข้าและยิ้มน้อยๆ เขาจึงเดินไปหาชายคนนั้นช้าๆ เจ้าชื่ออะไร ชายแก่คนนั้นถาม
เราชื่อไคล์ เขาตอบและนั่งลงบนพรมถักเก่าๆฝั่งตรงข้ามกับชายชรา
อืม.. เจ้าเรียกข้าว่าอัสรามก็ได้ เจ้าไม่ใช่คนที่นี่ใช่ไหม
ไคล์พยักหน้าแล้วตอบ เราเดินทางมากับกองคาราวาน
ชายแก่มองหน้าเขาแบบพิจารณาและเงียบไปพักใหญ่ๆ เจ้าเชื่อในโชคชะตามั้ย เขาถามขึ้น
ไคล์มองชายแก่อย่างแปลกใจก่อนที่จะหัวเราะออกมา ท่านเป็นหมอดูหรือ อัสราม
ชายแก่ยิ้ม แล้วเจ้าเชื่อมั้ยล่ะ
ไคล์นั่งคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า เราเชื่อ แต่ไม่ใช่ทุกเรื่อง
อัสรามพยักหน้า ดีแล้วล่ะ โชคชะตาของคนเรามันเปลี่ยนแปลงได้ เจ้าเคยมีคนรักหรือยังพ่อหนุ่ม
ไคล์หัวเราะแล้วส่ายหน้า ไม่มีหรอก อัสราม ท่านถามทำไมรึ?
ชายแก่นิ่งเงียบแล้วจ้องหน้าเขาอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า พ่อหนุ่ม ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเจ้ากำลังเดินทางมาหาเจ้าแล้ว โชคชะตาและดวงดาวจะเป็นตัวนำทางชีวิตของเจ้า
ไคล์มองหน้าชายชราอย่างงงๆ เรา..ไม่เข้าใจที่ท่านพูดเลย
ไม่มีใครหนีโชคชะตาพ้น ยอมรับมันแต่โดยดีเถอะ ชายชรายิ้ม
ไคล์ลุกขึ้นและบอกกับชายชราว่า เราต้องไปก่อนล่ะ อัสราม แล้วว่างๆเราจะมาคุยกับท่านใหม่ ก่อนที่จะเดินออกมาจากมุมตึกนั้น เสียงเบาๆของชายชราลอยมาเข้าหูของเขา แล้วเจ้าจะเข้าใจ เมื่อถึงเวลา
ไคล์หันกลับไปมองชายชราที่ยังคงนั่งมองมาทางเขาพักหนึ่งและเดินต่อไป
บริเวณริมกำแพงเมืองด้านนอก ที่เป็นที่ตั้งชั่วคราวของกองคาราวาน กระโจมเล็กๆเกือบยี่สิบหลังถูกตั้งขึ้นอย่างง่ายๆรวมกันอยู่เป็นกลุ่มๆ อูฐนับสิบตัวถูกกั้นล้อมไว้ในรั้วทางด้านหลังของกระโจม กองคาราวานเหล่านี้มักจะมีคนหลายเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์ มารวมกันอยู่เพื่อเดินทางไปเรื่อยๆ ผ่านทะเลทรายและแวะตามเมืองต่างๆเพื่อค้าขายสินค้าและแลกเสบียง หลังจากนั้นจึงออกเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นต่อๆไป การเดินทางแต่ละครั้งกินเวลานานเกือบเดือน จึงยากที่จะวกกลับมาที่เมืองเดิมได้ นอกจากถึงคราวจำเป็นจริงๆ และมักจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเสมอในระหว่างการเดินทาง เช่นพายุทะเลทราย การปล้นสดมภ์ กองโจร การฆ่าชิงทรัพย์ และการลักพาตัว ถึงแม้จะมีบทลงโทษบางอย่างที่รุนแรงแต่คนในกองคาราวานแต่ละคนก็ต้องระวังตนเองไว้ด้วย โดยเฉพาะการถูกลักพาตัวไปขายเป็นทาสซึ่งเกิดขึ้นบ่อยที่สุด
ภายในกระโจมเล็กๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ท้ายขบวน พื้นกระโจมถูกปูไว้ด้วยพรมผืนเล็กๆที่ถูกทออย่างประณีต ซึ่งเป็นของพื้นเมืองที่พ่อค้าชาวซีเรียนำมาขายในราคาถูก และผ้าผืนโตที่ถูกปูไว้อีกด้านหนึ่งเพื่อใช้สำหรับเป็นที่นอน ตรงมุมห้องมีตะเกียงเก่าๆดวงหนึ่งวางไว้ที่พื้นรวมกับกองหนังสือต่างๆมากมาย ร่างของไคล์นั่งพิงผนังกระโจมริมหน้าต่างที่หันออกไปหาทะเลทราย บนตักมีหนังสือเล่มหนาเล่มหนึ่งที่ถูกเปิดค้างอยู่วางไว้ ผ้าคลุมผมสีขาวถูกถอดวางไว้ข้างๆตัว ผมสีน้ำตาลเข้มถูกเสยไว้ลวกๆ เส้นผมบางส่วนตกลงมาระบริเวณใบหน้า ผิวสีขาวเนียนบางกับใบหน้าที่สวยและอ่อนเยาว์ราวกับผู้หญิง ทำให้ดูแปลกจากคนเดินทางในทะเลทรายทั่วไป แก้มมีสีชมพูอ่อนๆระเรื่อเนื่องจากความร้อนของอากาศ ดวงตาทั้งสองข้างปิดสนิท เสียงลมหายใจแผ่วๆเป็นระยะ อย่างคนที่กำลังหลับสบาย
ไคล์..ตื่นสิ.. เสียงเรียกเบาๆดังขึ้นข้างตัวไคล์ เขาจึงค่อยๆขยับตัวและลืมตาขึ้น ดวงตาสีเขียวที่ยังมีแววสะลึมสะลือ มองไปที่คนมาใหม่
ฮามิล..มีอะไรหรือ ไคล์ถามเพื่อนสนิทของเขาที่นั่งอยู่ข้างๆ ฮามิลมีผิวคล้ำและกร้านแดดตามแบบชาวทะเลทราย ดวงตาและผมมีสีน้ำตาลไหม้ ซึ่งแตกต่างกับไคล์อย่างสิ้นเชิง เขามีหน้าที่ควบคุม และรักษากฎของกองคาราวาน ฮามิลเก่งด้านการต่อสู้และเป็นคนที่ฉลาดมาก รวมทั้งหน้าตาที่คมเข้มและรูปร่างที่แข็งแรงของเขาทำให้มักจะมีผู้หญิงทั้งในกองคาราวานและตามเมืองที่ผ่านไปมาสนใจเขาเสมอ
ทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้ล่ะไคล์ แล้วเมื่อตอนเช้าไปไหนมา ข้าตามหาเจ้าตั้งนาน ฮามิลถามไคล์อย่างเป็นห่วง
เราไม่ใช่เด็กๆแล้วนะฮามิล เมื่อเช้าเราเข้าไปในเมือง หาหนังสือมาอ่านเล่นน่ะ แล้วเจ้าล่ะ ฮามิล ไคล์ตอบพร้อมกับขยับตัวเล็กน้อย แล้วหยิบหนังสือบนตักเลื่อนไปวางไว้บนที่นอน ฮามิล มองหน้าไคล์แล้วถอนหายใจ
ข้าไปสำรวจพื้นที่ขายของมาน่ะ แล้วทำไมเจ้ามาปลูกกระโจมไว้ตรงนี้ล่ะ ไคล์ เจ้าไม่ระวังตัวเลยนะ เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย ตรงนี้ไม่ค่อยจะมีคนผ่านมาเสียด้วย
ไคล์มองไปด้านนอกหน้าต่างครู่หนึ่งก็หันกลับมาตอบฮามิลว่า เราไม่ชอบตั้งกระโจมไว้หัวขบวน เจ้าก็รู้ เราอยากอ่านหนังสือเงียบๆมากกว่า ฮามิล
ฮามิลเอามือกุมหน้าผากแล้วบ่นว่า เจ้านี่มันจริงๆเลยนะ เมื่อไหร่ถึงจะเลิกดื้อซักที เอาล่ะๆข้าไม่ขัดเจ้าแล้วล่ะไคล์ ให้ข้าย้ายมานอนเป็นเพื่อนไหม เขาถามไคล์อีกทีหนึ่งเพื่อความแน่ใจ
ไคล์หัวเราะแล้วบอกว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าไม่ต้องทิ้งงานการ ทิ้งกระโจมมาเฝ้าข้าเลยหรือ ฮามิล ข้าโตแล้วนะ ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแต่พวกเราจะพักอยู่ที่นี่นานแค่ไหนก่อนจะออกเดินทางต่อน่ะ ฮามิล
เพื่อนของเขานั่งนึกอยู่สักพักแล้วตอบว่า กว่าสินค้าจะหมดก็คงอีกราวๆ3อาทิตย์น่ะ ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะ ถ้าเจ้าไม่อยากพักที่นี่จะออกไปพักที่โรงแรมในเมืองก็ได้นะ ฮามิลถอดผ้าคลุมผมและหยิบหนังสือที่มุมห้องมาเปิดอ่านผ่านๆ
คืนนี้ข้าต้องเป็นเวรเฝ้ายามนะไคล์ ถ้ายังไงว่างๆจะแวะเข้ามาคุยกับเจ้าแล้วกัน อย่าเพิ่งรีบนอนล่ะ
ไคล์มองหน้าฮามิล ผมสีน้ำตาลไหม้ของเขายาวระอยู่ที่ต้นคอ นี่เจ้าจะเฝ้ายามหรือจะคุยกับข้ากันล่ะเนี่ย ตอนนี้ก็ยังบ่ายอยู่ เจ้าจะไม่นอนพักซักหน่อยเหรอ ไคล์ถามฮามิล คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้ม
ก็ดี ไคล์ ข้าจะนอนที่นี่ล่ะ พอมืดแล้วปลุกข้านะ ไปหาอะไรกินกัน แล้วฮามิลก็ขยับลุกมาทางไคล์แล้วล้มตัวนอนข้างๆ กระดุมเสื้อถูกปลดออก 2-3 เม็ด
อะไรกัน ฮามิล กระโจมเจ้าก็มี ไม่ห่วงของหน่อยเลยรึ ไคล์ถามฮามิลแล้วหยิบหนังสือเล่มที่อ่านค้างไว้ขึ้นมาจากเตียง ฮามิลหัวเราะ แล้วตอบว่า ของก็ห่วงอยู่หรอก แต่นอนที่นี่ดีกว่า ข้าไม่อยากตามหาเจ้าตอนเวลาอาหารเย็นซักเท่าไหร่หรอก เดี๋ยวข้านอนเพลินตื่นไม่ทันเจ้าก็จะกินไม่รอข้าน่ะสิ
ไคล์หัวเราะอย่างร่าเริง เพราะอย่างนี้แหละนะฮามิล สาวๆที่ชอบเจ้าคงไม่พอใจซักเท่าไหร่ เดี๋ยวถ้าเจ้าไม่มีคนรักล่ะก็ อย่ามาโทษข้านะ เมื่อพูดจบไคล์ก็นั่งอ่านหนังสือเล่มเดิมอย่างสนใจ ดวงตาสีเขียวมองไล่ไปตามบรรทัดของตัวหนังสือ คิ้วทั้งสองข้างขมวดเขาหากันเล็กน้อย ฮามิลนอนหันหน้าไปทางไคล์ สายตาจับอยู่ที่ร่างกายบอบบาง และนิ้วเรียวยาวสีขาวที่กำลังเปิดหน้าหนังสือช้าๆ ลมอ่อนๆที่พัดเข้ามาจากทางหน้าต่างทำให้ผมของไคล์ตกลงมาปรกใบหน้าบ่อยครั้ง ฮามิลทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เงียบไป
ฮามิล ทำไมสีผิวของข้าไม่เหมือนกับเจ้านะ ไม่แข็งแรงเหมือนเจ้าด้วย ทั้งๆที่ข้าก็ออกเดินทางหลังเจ้าไม่นานแท้ๆ เสียงของไคล์แทรกดังความเงียบขึ้นมา ฮามิลขยับลุกขึ้นนอนเท้าแขน
ข้าว่าผิวของเจ้าก็ขาวดีอยู่แล้วนี่ไคล์ ฮามิลพูดพลางมองแขนของไคล์ ที่กำลังพับแขนเสื้อทั้งสองข้างขึ้นเพื่อลดความร้อน
ข้าไม่ชอบผิวสีขาวแบบนี้เลย มันดูแปลก ข้าว่าสีผิวอย่างเจ้าดูดีกว่าอีก.
ฮามิลยิ้ม ข้าว่าเจ้าเป็นแบบนี้น่ะดีแล้วล่ะ อย่าคิดมากเลย แต่เพราะเจ้ามีสีผิวอย่างนี้น่ะสิ ถึงต้องระวังตัว อืม..จริงสิ วันนี้ไปเที่ยวในเมืองที่ไหนมาบ้างล่ะ ฮามิลถามอย่างสนใจ
ไคล์นั่งนึกแล้วตอบ ก็ไปที่ตลาดน่ะ ไปดูหนังสือแล้วก็สินค้าที่จะซื้อไปขายเมืองอื่น เขาเงียบไปพักหนึ่งแล้วพูดต่อว่า แต่ว่าวันนี้ข้าไปเจอชายแก่คนหนึ่งท่าทางแปลกๆนะ ไคล์บอกฮามิล
เจ้าไปเจอที่ไหนไคล์ ฮามิลถาม คิ้วทั้งสองข้างขมวดเข้าหากันทันที
ข้าเจอเขาระหว่างทางน่ะ เขาเรียกให้ข้าหยุด..เขาพูดจาแปลกๆที่ข้าไม่เข้าใจอยู่2-3ประโยคนะ
ฮามิลถามไคล์ต่อว่า เขาพูดกับเจ้าว่าอย่างไร ไคล์
ไคล์ค่อยๆลำดับความคิดแล้วเรียงคำพูดออกมาช้าๆ เขาบอกว่า ความเปลี่ยนแปลงกำลังเดินทางมาหาข้า ดวงดาวและโชคชะตาจะเป็นตัวกำหนดชีวิตของข้า และก็ ไม่มีใครหนีโชคชะตาพ้น
ฮามิลลุกขึ้นนั่งคิด ไคล์มองฮามิลอย่างแปลกใจ
คงไม่มีอะไรหรอกไคล์ คนแก่ก็อย่างนี้ล่ะ อย่าไปสนใจเลย ข้าจะนอนแล้วนะ ไคล์ อย่าลืมปลุกข้าล่ะ ไคล์พยักหน้าแล้วก้มลงอ่านหนังสือต่อ ฮามิลล้มตัวลงนอนอีกครั้ง แต่ภายในสมองกลับครุ่นคิดถึงคำพูดของชายแก่ และลางสังหรณ์ของคนที่เดินทางในทะเลทรายมานานทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
ชี้ค ขอรับ ฮัทซันคุกเข่าอยู่ตรงหน้ากระโจมหลังหนึ่ง ร่างกายถูกหุ้มไว้ด้วยเสื้อตัวหนา ไฟที่ถูกจุดไว้รอบด้านกระโจมทั้ง4ด้านลุกอย่างรุนแรง แต่ก็ช่วยบรรเทาความหนาวของอากาศในทะเลทรายยามค่ำคืนไม่ได้มากนัก ลมหายใจเข้าออกของฮัทซันมีไอสีขาวออกมาเป็นระยะ ๆ
เข้ามาสิฮัทซัน เสียงของคนที่อยู่ด้านในตอบกลับมา เด็กหนุ่มค่อยๆก้มตัวผ่านประตูผ้าเข้าไปข้างใน ภายในกระโจมได้รับการตกแต่งด้วยพรมผืนหนาที่พื้น ฟูกนวมขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้ริมหน้าต่าง ร่างของชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนฟูกนั้น แสงไฟจากตะเกียงที่ถูกจุดไว้ข้างกาย ทำให้เกิดเงาพาดไปในห้อง ชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดปิดคอสีขาวซึ่งกระดุมถูดปลดออก2-3เม็ด และคลุมไว้ด้วยเสื้อคลุมกำมะหยี่สีดำอย่างลวกๆกลืนเป็นสีเดียวกับเส้นผม แขนเสื้อทั้งสองข้างถูกปล่อยชายยาว ดวงตาสีดำสนิทมองไปที่ผู้มาใหม่เป็นเชิงถาม
ท่านจะรับอาหารเลยไหมขอรับ ชี้ค เด็กหนุ่มถามพร้อมกับหยิบข้าวของที่วางระเกะระกะอยู่รอบตัวขึ้นมาจัดเก็บอย่างเรียบร้อย
ไม่ล่ะฮัทซัน ขอชาให้ข้าซักถ้วยก็พอ ชายหนุ่มตอบเรียบๆ มีดสั้นที่อยู่ในมือสะท้อนแสงไฟจากตะเกียงเป็นประกายวาววับ ดาบโค้งเล่มใหญ่ถูกเสียบอยู่ในฝักแขวนไว้ใกล้ๆตัว เด็กหนุ่มออกไปจากกระโจมพักหนึ่งก็กลับเข้ามาพร้อมกับถุงหนังและถ้วยใบเล็กๆหนึ่งใบ
วางไว้ตรงนั้นล่ะฮัทซัน เดี๋ยวถ้าข้าต้องการอะไรแล้วข้าจะเรียกเจ้าเอง เขาพูด ฮัทซันวางถุงลงบนโต๊ะเล็กตัวเล็กๆ ใกล้กับทางเข้ากระโจมและก้มตัวลงคำนับแล้วออกไป ชายหนุ่มลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะตัวนั้น และหยิบถุงหนังที่ฮัทซันวางไว้ขึ้นมา น้ำชาอุ่นๆถูกรินลงในถ้วยจนเต็ม เขาได้ยินเสียงพูดคุยเบาๆของทหารภายนอกดังสลับกับเสียงปะทุของกิ่งไม้ที่กำลังไหม้ไฟรอบๆกระโจมเกือบตลอดเวลา เขากลับมานั่งพิงผนังริมหน้าต่างที่เดิม เข่าข้างหนึ่งชันขึ้น แขนพาดไว้ที่ขอบหน้าต่าง ถ้วยในมือถูกยกขึ้นจิบทีละนิด ความร้อนและความหวานของน้ำชาช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้แก่ร่างกายเล็กน้อย ชาที่ชาวทะเลทรายนิยมดื่มมักจะมีรสหวานจัด เพื่อช่วยลดความเหนื่อยจากการเดินทางและลดความกระหาย ภายนอกหน้าต่าง ทะเลทรายในยามกลางคืนดูน่ากลัว ความมืดปกคลุมจนทำให้มองออกไปไม่ได้ไกลนัก ลมที่พัดมาเรื่อยๆอาจก่อตัวกลายเป็นพายุทะเลทรายที่รุนแรงได้ทุกเวลา ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าที่ไม่มีเมฆแม้สักก้อนเดียว ดวงดาวนับล้านๆดวงส่องแสงเป็นสีสันต่างๆกันในความมืด ความเงียบรอบๆตัวทำให้เขานั่งมองทิวทัศน์ข้างนอกไปเรื่อยๆจนลืมเวลา จนกระทั่งเสียงเพลงเบาๆที่ลอยมาในอากาศและเสียงหัวเราะของทหารที่เดินตรวจยามทำให้เขารู้สึกตัวและละสายตาจากบรรยากาศภายนอกได้ อากาศรอบตัวเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เขาจึงวางถ้วยชาไว้ข้างๆแล้วขยับตัวลงนอน ดวงตาทั้งสองจ้องอยู่บนหลังคากระโจม เรื่องราวต่างๆผุดขึ้นมาในสมองของเขา ภาพในสมัยเด็กๆและการเดินทางออกทะเลทรายครั้งแรกร่วมกับชี้ค-เอลดินพ่อของเขา วิธีดูดาวเพื่อหาทิศและเพื่อทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าที่เขาได้เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นเด็กๆ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของชี้ค-เอลดิน เพราะหลังจากที่แม่ของเขาเสียไปด้วยโรคระบาด ชี้ค-เอลดินก็ไม่ได้ให้กำเนิดลูกกับใครอีกเลย ถึงแม้ว่าการมีภรรยาหลายคนจะเป็นเรื่องธรรมดาในหมู่สังคมมุสลิม ผู้ชายที่มียศศักดิ์มักจะเลี้ยงผู้หญิงไว้ในวังของตนเป็นจำนวนมากมายเพื่อแสดงถึงความมีเกียรติที่เรียกกันว่า ฮาเร็ม พ่อของเขาก็มีผู้หญิงในฮาเร็มเป็นจำนวนมาก แต่พ่อก็รักแม่มากจนไม่ยอมมีลูกกับใครอีก พ่อตั้งชื่อของเขาว่า คามาล ซึ่งเป็นชื่อของน้องชายคนที่พ่อรักที่สุด ที่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็กๆ ชี้ค-เอลดินรักคามาลมาก ท่านสอนเรื่องต่างๆมากมายให้เขา หาครูและอาจารย์ที่เก่งที่สุดในแต่ละด้านมาให้ เขาเป็นเด็กที่ฉลาด เรียนรู้เรื่องต่างๆได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว พ่อจึงมักพาเขาร่วมออกเดินทางไปในทะเลทรายเสมอ คามาลสนใจเรื่องของการฟันดาบและการดูดาวมาก
การเดินทางในทะเลทรายมีอันตรายมาก เจ้าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องน้ำ ถึงแม้เจ้าจะไม่มีอาหารเจ้าก็ยังสามารถดื่มน้ำประทังชีวิตได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าขาดน้ำ เจ้าก็จะไม่มีวันรอดออกไปจากทะเลทรายได้เป็นอันขาด พ่อของเขาสอนเรื่องนี้อยู่เสมอ ซึ่งคามาลรับฟังและทำตามทุกครั้งที่ออกทะเลทราย จนกระทั่งคามาลมีอายุได้ราวๆ 20 ปี พ่อของเขาก็ได้เสียชีวิตลง และเขาได้ขึ้นรับตำแหน่งเป็น ชี้ค คามาล เอล ซาเลม ต่อจากพ่อภายหลังจากนั้นไม่นาน ชี้ค-เอลดินได้เคยสร้างปราสาทหลังหนึ่งไว้บนโอเอซิสกลางทะเลทราย เพื่อเป็นที่พักและเป็นของขวัญให้แก่คามาลในวันเกิดตอนอายุ 16 ปีของเขา คามาลพักอยู่ที่นี่ตลอดเวลาหลังจากที่พ่อเสียชีวิต เขาจะเข้าไปในเมืองเมื่อมีธุระจำเป็นหรือซื้อสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น
ชายหนุ่มค่อยๆละสายตาจากเพดาน เขาขยับตัวหันไปทางหน้าต่าง เขาจำเป็นต้องเข้าเมืองไปในครั้งนี้เนื่องจาก ข่าน*-เฮดีน เพื่อนของเขาต้องการพบ คามาลสนิทกับเฮดีนตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็ก จนกระทั่งตอนโตก็ยังติดต่อกันเสมอ เฮดีนเป็นเหมือนพี่ชายของคามาล และมักจะเหน็บคามาลอยู่บ่อยๆเรื่องที่เขาไม่ยอมมีภรรยาจริงๆจังๆซักคน คามาลมีฮาเร็มในวังเช่นเดียวกับคนทั่วๆไป แต่เขาก็ไม่เคยสนใจใครได้นานเลยแม้แต่คนเดียว
เจ้าจะเดินตามรอยพ่อของเจ้าไปถึงไหนล่ะ คามาล ผู้หญิงสวยๆ ว่าง่ายๆก็มีอยู่รอบกายเจ้าตั้งมากมาย ทำไมเจ้าถึงไม่ยอมมีลูกกับพวกนางสักคนล่ะ ข้าอยากเห็นหลานชายของข้าจริงๆนะ คามาล เฮดีนบ่นทุกครั้งเมื่อได้พบกัน และคามาลก็ได้แต่หัวเราะอย่างไม่ใส่ใจเท่านั้น ผู้หญิงในฮาเร็มของเฮดีนมีร่วมร้อยคน และเขาก็ชอบนำมาเป็นของขวัญให้คามาลบ่อยๆ
เจ้าชอบผู้หญิงแบบไหนล่ะคามาล ชอบแบบเด็กๆ หรือว่าแบบมีอายุ หรือว่าชอบผู้ชายล่ะ ข้าจะได้นำมาให้เจ้าถูก เฮดีนชอบแหย่คามาลอยู่เสมอ และมักจบลงด้วยการเจ็บตัวทั้งคู่ รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่ริมฝีปากของชายหนุ่ม เขามั่นใจว่าคราวนี้ คงจะต้องได้ของขวัญแปลกๆและคำถามจากเฮดีนอีกแน่นอน แต่นอกจากการไปพบเพื่อนของเขาในครั้งนี้แล้ว คามาลยังมีเหตุผลอื่นในการเดินทางด้วย ลางสังหรณ์ของเขาต้องการให้เขาออกเดินทางไปให้ถึงเมืองโดยเร็วที่สุด ชาวทะเลทรายมีความเชื่อมั่นในเรื่องโชคลางของตนเองอย่างมาก และคามาลก็เช่นเดียวกัน เขาถอนหายใจเบาๆ ลุกขึ้นดับไฟในตะเกียงใกล้ๆตัว แล้วค่อยๆหลับตาลง
แสงแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในตอนเช้าทำให้ไคล์ค่อยๆลืมตาขึ้น ดวงตาสีเขียวกระพริบถี่ๆหลายครั้งก่อนที่จะยันตัวลุกขึ้นนั่ง
ตื่นแล้วหรือ ไคล์ ฮามิลก้มตัวผ่านประตูเล็กๆของกระโจมเข้ามา ในมือถือจานที่มีขนมปังวางอยู่จนเต็ม
ฮามิล ข้าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ไคล์ถามฮามิลแบบงงๆ ผ้าห่มผืนหนาถูกดึงออกไป มือข้างหนึ่งยกขึ้นเสยผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าที่ ฮามิลมองไคล์แล้วยิ้ม
เมื่อวานตอนที่ข้าตื่นมาตอนเย็น ข้าเห็นเจ้ากำลังนอนหลับสบายเลยไม่ได้ปลุก หิวมั้ย ไคล์ ข้าเอาขนมปังมาให้ เขาส่งจานขนมปังให้ไคล์ แล้วนั่งลงตรงข้าม
ขอโทษด้วยฮามิล ที่เมื่อคืนไม่ได้อยู่คุยเป็นเพื่อนเจ้า ไคล์หยิบขนมปังขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วส่งจานคืนให้ฮามิล
ไม่เป็นไรหรอกไคล์ เจ้าหลับไปน่ะดีแล้ว ฮามิลมองร่างเล็กบางที่นั่งอยู่ตรงข้าม เขาได้พบกับไคล์เมื่อ2ปีที่แล้ว ตอนที่เขาเดินทางผ่านไปยังเมืองท่าเล็กๆแห่งหนึ่ง ไคล์มาขอร่วมเดินทางไปกับกองคาราวานด้วย ในตอนแรกฮามิลเกือบจะเห็นไคล์เป็นผู้หญิง ถ้าไม่ใช่เพราะการแต่งกายกับน้ำเสียง และเป็นครั้งแรกที่ฮามิลยอมให้คนแปลกหน้าร่วมเดินทางไปด้วยง่ายๆ ไคล์มีผิวที่ขาวสะอาดแปลกจากคนทั่วไป เขากับไคล์สนิทกันอย่างรวดเร็ว เพราะไคล์ชอบถามเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางจากเขาตลอดเวลา.. ชายหนุ่มหลับตาลงพักหนึ่ง ในช่วงแรกฮามิลรำคาญตัวเองที่มักจะเป็นห่วงไคล์มากเกินไปอยู่เสมอ เขาไม่อยากยอมรับกับตัวเองว่า..เขาสนใจในตัวไคล์ ไม่ใช่แบบเพื่อน ไม่ใช่แบบน้องชาย แต่เป็นคนรัก แบบผู้ชายที่พึงจะรักคนๆหนึ่งได้
ฮามิล.. ชายหนุ่มลืมตาขึ้นทันที เจ้าเหนื่อยมากหรือ ไคล์นั่งอยู่ข้างเขา น้ำเสียงที่ถามแสดงความเป็นห่วงอย่างจริงใจ
เปล่าหรอกไคล์ อย่าใส่ใจเลย ฮามิลรู้อยู่แก่ใจดีว่าไคล์เห็นเขาเป็นพี่ชาย และเขาก็ไม่อยากให้ไคล์รังเกียจเขา วันนี้ถ้าเจ้าจะออกไปไหนก็บอกข้านะ เมื่อคืนมีคนหายไปอีกแล้ว เจ้าต้องระวังตัวไว้หน่อย
ไคล์พยักหน้า และก่อนที่ฮามิลจะได้พูดอะไรต่อไป ไคล์ก็ถามขึ้นว่า ฮามิล..ใครหายไป
ฮามิลถอนหายใจ ไลล่า ลูกสาวของซาอัดน่ะ เมื่อคืนตอนข้ากับพวกที่เฝ้ายามได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากกระโจมของซาอัด แต่พอไปถึงก็เจอแต่ร่างของซาอัดนอนสลบอยู่ แต่ว่าไลล่าลูกสาวของเขาถูกจับตัวไป หน้าของไคล์สลดลงเล็กน้อย
ไลล่าที่ชอบมาเล่นแถวนี้บ่อยๆน่ะหรือ ฮามิลพยักหน้า
ไคล์นึกถึงเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่มักรวบผม 2 ข้าง และมาทักทายเขาบ่อยๆ ทั้งคู่เงียบไปพักใหญ่ ฮามิลตบไหล่ของไคล์เบาๆ แล้วพูดว่า ไคล์ เจ้าอย่าคิดมากเลยนะ ข้าจะพยายามตามหาเด็กคนนั้นอย่างเต็มที่ ไคล์เงยหน้ามองคามิลแล้วยิ้ม เปลี่ยนเสื้อผ้าซะสิไคล์ ข้าจะคอยอยู่ข้างนอก วันนี้เจ้าจะไปไหน ข้าจะไปเป็นเพื่อน ฮามิลพูดแล้วดึงไคล์ให้ลุกขึ้นยืน ร่างของไคล์สูงแค่เพียงบ่าของเขาเท่านั้น
เมื่อไหร่เจ้าจะเลิกสูงนะฮามิล ข้าตามเจ้าไม่ทันซักที ฮามิลหัวเราะ เขาอยากดึงร่างบางๆที่อยู่ตรงหน้าเข้ามากอดให้เต็มที่
ข้าว่าเจ้าสูงอยู่เพียงแค่นี้ก็ดีแล้วล่ะไคล์ วันนี้เจ้าจะไปไหน
ไคล์นั่งนึก ข้าจะไปร้านขายหนังสือเก่า ว่าแต่วันนี้เจ้าไม่ตั้งร้านหรือ ฮามิล ไคล์ถาม
ไม่ล่ะ วันนี้ปิดร้าน1วัน ไปเที่ยวกับเจ้าไง ฮามิลตอบ เขาชอบที่จะเห็นรอยยิ้มขอองไคล์ ชอบที่ไคล์หัวเราะอย่างร่าเริง
งั้นสาวๆก็เสียใจแย่เลยสิเนี่ย ไคล์แหย่ฮามิลอย่างสนุกสนาน เขารู้ดีว่าร้านของฮามิลขายดีกว่าทุกร้านที่ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน เพราะพวกผู้หญิงมักจะชอบมาซื้อของกับฮามิล ฮามิลบ่นพึมพำอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะเดินออกจากกระโจมไป
เมื่อไคล์เดินออกมาก็เห็นฮามิลกำลังยืนคุยกับเด็กๆกลุ่มหนึ่งอยู่
พี่ไคล์ เด็กชายคนหนึ่งทักเขาขณะที่เขากำลังเดินเข้าไปหา ฮามิลหันมามองไคล์เล็กน้อย ไคล์แต่งตัวด้วยชุดขาวตามปกติ ผ้าคลุมผมสีเดียวกับเสื้อยาวจนถึงเอวเช่นเดียวกับฮามิล แต่ต่างกันที่ความสูงและสีผิวของฮามิลที่เข้มกว่าอย่างชัดเจน
ข้าอยากเจอชายแก่ที่พูดจาแปลกๆกับเจ้า ฮามิลพูดขึ้นหลังจากที่ผละจากเด็กๆมาแล้ว และกำลังเดินผ่านเข้าประตูเมือง ไคล์พยักหน้า
ได้สิฮามิล ข้าจะพาเจ้าไป ทั้งคู่เดินแวะไปตามร้านของเก่าและร้านขายหนังสือ เสียงทักทายดังมาจากร้านแผงลอยของกองคาราวานตาม2ข้างทางไคล์พยักหน้าและยิ้มให้กับคนที่ทักเขา จนกระทั่งเดินมาถึงซอยแคบๆที่ไคล์เคยมาครั้งหนึ่งแล้ว ที่นี่ไง ฮามิลไคล์บอก ฮามิลมองไปรอบๆตึกที่ตั้งอยู่ในซอยนั้น ความเก่าของตัวตึกและความเงียบจนอึมครึม ดูราวกับไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย กำแพงหินที่กั้นระหว่างตัวตึกและถนนมีรอยร้าวเกิดขึ้นอย่างน่ากลัว
เจ้ามาที่นี่แน่หรือไคล์ ฮามิลถาม
ไคล์มองกวาดไปทั่วๆซอย เมื่อวานที่ข้ามามันไม่ใช่แบบนี้นี่.. ในซอยนี้มีร้านขายของตั้งอยู่ตั้งเยอะ ไคล์เดินตรงเข้าไปในซอยทันที ฮามิลจึงรีบก้าวเท้าเดินตามไปติดๆ จนกระทั่งไคล์หยุดอยู่ตรงหน้าตึกๆหนึ่ง ผนังตึกมีรอยร้าวอยู่ทั่ว ดวงตาสีเขียวมองอย่างไม่เชื่อสายตาของตนเอง พรมสีซีดๆที่เก่าและเปื่อยจนขาดวิ่นถูกวางทิ้งไว้บนพื้นที่มีฝุ่นจับจนหนา เหมือนกับไม่ได้รับการดูแลมานาน อิฐแต่ละก้อนที่ถูกวางเรียงไว้เป็นพื้นระเบียงของตึกไม่มีแม้แต่ร่องรอยของรอยเท้าคน ฮามิลเดินมาหยุดที่ด้านหลังไคล์แล้วพิจารณาสภาพรอบๆ เสียงกระแอมไอและเสียงหัวเราะแทรกขึ้นมาในความเงียบ ไคล์และฮามิลหันไปทางต้นเสียงทันที ภายใต้ตัวตึกที่ตั้งอยู่ในมุมมืดและเล็กที่สุดอีกฝั่งหนึ่ง มีร่างของชายฉกรรจ์หลายคนนั่งอยู่ ดวงตาของคนพวกนั้นจ้องมาที่ไคล์อย่างน่ากลัว แล้วแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ฮามิลดึงตัวไคล์ไปข้างหลัง มือข้างหนึ่งจับดาบที่เหน็บไว้ที่เอวและพร้อมที่จะดึงออกมาทันทีที่มีอะไรเกิดขึ้น
ไคล์ เดินออกไป ฮามิลพูดเบาๆ ดวงตายังจ้องที่คนกลุ่มนั้นตลอดเวลา ไคล์พยักหน้าแล้วค่อยๆเดินผละออกมา ชายบางคนในกลุ่มแลบลิ้นเลียริมฝีปากแบบน่ารังเกียจ ฮามิลค่อยๆก้าวเท้าตามไคล์ไปช้าๆ จนถึงทางเดินที่เป็นถนนใหญ่ ฮามิลจึงคลายมือที่กำดาบลง แล้วพาไคล์เดินห่างออกมาจากซอยนั้นอย่างรวดเร็ว
เจ้าคิดยังไงถึงเข้าไปในซอยนั้นน่ะ ไคล์ ฮามิลถามเมื่อเดินมาถึงหน้าโรงแรมเล็กๆที่มีผู้คนเดินอยู่ขวักไขว่
ไคล์นิ่งเงียบ ข้าขอโทษ ฮามิล แต่เมื่อวานที่ข้าเข้าไปมันไม่ได้เป็นแบบนั้นจริงๆนะ เชื่อข้าเถอะฮามิล เขาพูดออกมาเสียงแผ่วๆ ดวงตาแสดงความรู้สึกผิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ฮามิลถอนหายใจแล้วเงยหน้าขึ้นครู่หนึ่ง ก่อนที่จะพูดว่า ข้าเชื่อเจ้าแน่นอน ไคล์ ช่างมันเถอะ ไม่ต้องกังวล ฮามิลยิ้มแล้วพูดต่อไปอีกว่า เจ้ายังไม่ได้ซื้อหนังสือเลยนี่นา มีร้านไหนที่อยากไปอีกไหม แต่ตอนนี้ข้าเริ่มหิวแล้วล่ะ เราไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า ฮามิลตบหลังไคล์เบาๆแล้วเดินนำออกไป..
![]()
โปรดติดตามตอนต่อไป
*(ข่าน (Khan)-ตำแหน่งผู้ปกครอง มองโกเลีย เปอร์เชีย และอัฟกานิสถาน)