ความมืดที่แสนอ่อนโยน
Fan Fiction จากเรื่อง Love Mode ของ Shimizu Yuki โดย "kyudo19"
"ฮารุโอมิ ตื่นเถอะ ฉันอยากออกไปเดินเล่น" คิอิจิเขย่าร่างเด็กหนุ่มผู้มีหน้าที่ดูแลเขาเบาๆ
ฮารุโอมิปรือตาขึ้นช้าๆ ห้องทั้งห้องยังมืดสนิท เขาคาดว่าคงจะยังเป็นกลางดึกอยู่ แต่นี่เป็นคำสั่งจากคิอิจิ - เจ้านายคนสำคัญถึงอย่างไรก็ต้องทำโดยไม่ต้องมีคำถาม
เขาลุกขึ้นจากฟูกนอน แล้วรีบตามออกไปโดยไม่ลืมจะฉวยผ้าห่มขนสัตว์ผืนใหญ่ที่ใช้ในหน้าหนาวของคิอิจิไปด้วย
"นี่.. แล้วนั่นไม่หนาวหรอกรึ" ฮารุโอมิถามเมื่อเห็นว่าคิอิจิสวมเพียงชุดยูกาตะบางๆ แม้จะเดินออกมาข้างนอกแล้วก็ตาม
"ถ้าหนาวแล้วจะทำยังไงล่ะ" คิอิจิหันมาตอบยิ้มๆ ดวงตามีประกายประหลาดที่ฮารุโอมิจะได้เห็นนานๆครั้ง และเฉพาะเวลาที่ได้อยู่กันตามลำพังสองคนเท่านั้น
ฮารุโอมิตอบด้วยการก้าวเข้าไปใกล้ๆ พร้อมคลี่ผ้าห่มในอ้อมแขนเตรียมจะคลุมร่างบอบบางนั่นทว่าคิอิจิกลับถอยห่าง แล้วส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ
"ยังไม่เอาหรอก ตอนนี้อยากหนาว.." คิอิจิตอบเสียงเบาใบหน้าฉายแววเศร้าที่เขาไม่เข้าใจแล้วออกเดินช้าๆเข้าไปในสวนอันกว้างใหญ่ของตระกูลอาโอเอะ
ฮารุโอมิเดินตามไปอย่างเงียบๆ เขาได้ยินเสียงฝีเท้าของคิอิจิดังอยู่ข้างหน้าในความมืด คืนนี้ไม่มีแม้กระทั่งแสงจันทร์ ไม่รู้ว่าจะหาอะไรรื่นรมย์ได้จากสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ทายาทคนโตของตระกูลอาโอเอะชอบทำอะไรแปลกๆอยู่เสมอ บางครั้งก็ดูร่าเริงสนุกสนานแต่บางครั้งก็เงียบขรึมและห่างเหินจนยากที่จะเดาได้ว่ารู้สึกอะไรอยู่ ความคิดของเขาล่องลอยต่อออกไปนอกรั้วบ้านอาโอเอะ ณ เวลานี้ เทียนหลี่จะทำอะไรอยู่ และเป็นอย่างไรบ้าง ที่บาดเจ็บเมื่อคราวนั้นจะหายแล้วหรือยังเงินที่ให้ไปอาจจะไม่พอรักษา ขอบตาของฮารุโอมิร้อนผ่าว เขาจะคิดไหมว่าได้ถูกพี่ชายคนเดียวทอดทิ้งไปแล้ว พลันเขาก็รู้สึกได้ว่าเสียงฝีเท้าข้างหน้าหายไป ฮารุโอมิพยายามเพ่งมองหาร่างของคิอิจิข้างหน้าแต่ก็ไม่พบอะไรนอกจากความว่างเปล่า
"คิอิจิ!" เขาเรียกหาเบาๆด้วยความกังวลในตอนแรกและกลายเป็นเกือบตะโกนเมื่อไม่มีเสียงตอบ ฮารุโอมิวิ่งสลับเดินด้วยความว้าวุ่น นึกถึงคำที่โชโงะ อาโอเอะประกาศิตไว้ แกต้องดูแลคิอิจิ เฝ้าไว้อย่าให้คลาดสายตา แล้วนี่ แค่เพียงเดินตามมาติดๆ เขายังปล่อยให้คิอิจิหายไปได้ต่อหน้าต่อตา หัวใจฮารุโอมิเต้นแรงด้วยความตระหนก หันหน้าหันหลังอย่างละล้าละลัง มือเย็นเฉียบ
คิอิจิหายไปไหนกัน!! แต่ขณะที่กำลังตกใจอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกดังขึ้นจากข้างหลังเมื่อหันไปก็เห็นคิอิจิยืนพิงต้นไม้ด้วยท่าทีผ่อนคลายพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
"เหนื่อยแย่สินะ วิ่งหาคนที่เดินตามหลังมาติดๆเนี่ย" คิอิจิพูดอย่างอารมณ์ดีไม่สนใจเลยว่าเมื่อหลายนาทีก่อนเกือบจะมีคนหัวใจวายตายเพราะหาเขาไม่เจอ
ฮารุโอมิถอนหายใจแต่ชั่วครู่ความโล่งอกก็ถูกแทนที่ด้วยความโกรธใบหน้าเครียดขึ้นมาทันที
"เล่นแบบนี้ทำไมกัน"
"แหม.. ก็แค่หลบแว่บเดียวแล้วย้อนมาเดินตามหลังเท่านั้นเอง ว่าแต่ตัวเองเถอะแอบเหม่อละสิ ทุกทีระวังแทนฉันทุกฝีก้าวไม่ใช่เรอะ"
ฮารุโอมิเงียบไป อันที่จริงเขาเองก็ผิดที่ไม่ระวังมันเป็นหน้าที่แท้ๆ โชคดีแค่ไหนที่ไม่เกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ เมื่อนึกได้ก็หายโกรธ และพูดอย่างจริงจัง
"ขอโทษด้วย"
"นี่..ไม่ได้จะพูดให้รู้สึกผิดหรอกก็ฉันตั้งใจให้หาไม่เจอเองนี่นะ ไม่เห็นต้องขอโทษเลย แต่ว่า "
"ทำไม" ฮารุโอมิสงสัย
"รู้สึกดีใจเหมือนกันที่นายทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนั้นเพื่อฉัน"
ฮารุโอมิหน้าแดงคิดไม่ถึงว่าคิอิจิจะสังเกตเห็นถึงขนาดนั้นเขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
"เอ้า จะเดินเล่นต่อไหมล่ะ วิ่งมาจนหายหนาวหมดแล้ว"
"ไม่กลัวฉันแกล้งอีกรึไง" คิอิจิถามยิ้มๆ
"มันเป็นหน้าที่ฉันที่ต้องเฝ้าดูแลนายอยู่แล้ว" ฮารุโอมิตอบเรียบๆแต่จริงจัง
"นี่.." คิอิจิเดินเข้ามาชิดฮารุโอมิ "ถ้าอยากแน่ใจว่าจะไม่ให้คลาดสายตาก็ขึ้นมาเดินข้างๆฉัน มาด้วยแต่ไปอยู่ข้างหลังแบบนั้น
ฉันก็ไม่รู้สึกต่างไปจากเดินเล่นคนเดียวหรอกนะ"
เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าคล้ายกับเจ้าหญิงในยุคโบราณเคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจของทั้งสองปะทะกัน
"และถ้าไม่อยากให้ฉันหนีไปไหนอีก ก็จับตัวฉันไว้สิ "
ฮารุโอมิรู้สึกว่าลำแขนของตัวเองถูกดึงขึ้นไปโอบล้อมร่างของคิอิจิอย่างช้าๆ และแม้ว่าต่อมาคิอิจิจะปล่อยมือออกจากแขนของเขาแล้ว ฮารุโอมิก็พบว่าเขาเองก็ไม่อยากจะคลายอ้อมกอดนั้น ทั้งคู่สบตากันนิ่ง และแม้ว่าจะเป็นคืนเดือนมืด ฮารุโอมิก็ยังเห็นแววอ่อนไหวในดวงตาดำสนิทของคิอิจิเมื่อได้อยู่ชิดกันถึงเพียงนี้
"แล้วฉันจะไม่หนีไปไหนอีก.." เสียงของคิอิจิกระซิบอยู่ข้างหูเขา
เสียงลมพัดเบาๆและกลิ่นหอมอ่อนๆที่มากับสายลมนั้นทำให้ฮารุโอมิรู้สึกว่าความมืดช่างงดงามและอ่อนโยนกว่าที่คิด ครู่หนึ่ง
ฮารุโอมิรู้สึกว่ายังมีความอบอุ่นหลงเหลืออยู่สำหรับเขาบ้างแม้ว่าที่ผ่านมาชีวิตจะช่างแสนโหดร้าย
"ไปกันเถอะ ฮารุโอมิ" คิอิจิผละจากอกเขาไปแล้ว ร่างบางๆนั้นออกเดินโดยไม่รอเขา ฮารุโอมิรีบตามไปโดยความรู้สึกวูบวาบที่ยังอยู่ในอก เมื่อเดินตามทัน คิอิจิก็เอื้อมมือมากุมมือเขาไว้โดยไม่พูดอะไร
ฮารุโอมิหัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัวเมื่อเผลอยกมืออีกข้างขึ้นมาจับเสี้ยวหน้าของตัวเองเบาๆ ราวกับจะระลึกถึงความอ่อนโยนที่ได้สัมผัสไว้ คงไม่ใช่ความฝันใช่ไหม ที่เมื่อครู่ อาโอเอะ คิอิจิ ประทับริมฝีปากลงบนผิวแก้มของเขาอย่างมีความหมายมากกว่าที่จะทำแค่เพียงหยอกล้อเหมือนทุกที
::::::::::::::::::::
ฮารุโอมิตื่นขึ้นมาอีกครั้งในตอนสาย เมื่อกวาดสายตาไปมองฟูกข้างๆก็ต้องสะดุ้งเมื่อพบว่าฟูกนั้นว่างเปล่า เขารีบลุกขึ้นแล้ววิ่งออกจากห้องนอน นี่เลยเวลาตื่นของคิอิจิมาตั้งครึ่งชั่วโมง ปกติเขาควรต้องเตรียมเสื้อผ้าให้คิอิจิเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ
ฮารุโอมิเหนื่อยหอบเมื่อวิ่งมาถึงห้องอาบน้ำที่หรูหราของคิอิจิ เขาเคาะประตูเบาๆ
"คิอิจิ ยังอยู่ในนั้นหรือ"
ฮารุโอมิค่อยๆเปิดประตูออกช้าๆ แล้วก็พบเจ้านายหนุ่มน้อยของเขากำลังนอนพาดคอไว้กับขอบอ่างอาบน้ำ เปลือกตาที่ปิดอยู่ทำให้เห็นขนตายาวสวยรับกับจมูกโด่งได้รูป ผมสีเข้มของคิอิจิแผ่ล้อมกรอบหน้าทำให้ตัดกับผิวแก้มขาวจัดจนดูซีดลงไปอีก
"ตื่นสาย" คิอิจิพูดโดยไม่ลืมตา แม้จะดูคล้ายต้องการตำหนิเขาแต่ริมฝีปากของคิอิจิกลับคลี่ยิ้มออกนิดๆ ราวกับพออกพอใจอะไรบางอย่าง
"ขอโทษ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม "
"เพราะเมื่อคืนงั้นรึ"
ฮารุโอมินึกคำที่จะพูดต่อไม่ออก เขารู้สึกแปลกๆเมื่อนึกถึงเรื่องเมื่อคืนจึงไม่สานต่อบทสนทนา และคุกเข่าลงข้างๆคิอิจิแทน
ก่อนจะเตือนด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ขึ้นอีกหรือ แช่น้ำอุ่นจนผิวแดงไปหมดแล้วเดี๋ยวก็หน้ามืดหรอก "
"ยังไม่ตอบฉันเลย"
"หือ?" ฮารุโอมิขานรับด้วยเสียงทุ้มๆในลำคอ
คิอิจิลืมตาขึ้นแล้วพลิกตัวหันมาสบตาเขา นัยน์ตาดำสนิทคู่นั้นมีแววอ่อนไหวปรากฏขึ้นอีกครั้งและฮารุโอมิเกือบจะทรงตัวไม่อยู่เมื่อร่างตรงหน้าโผขึ้นมากอดเขาไว้แน่น หยดน้ำจากร่างของคิอิจิยังคงอุ่นเมื่อหยดลงบนผิวหน้าของเขา ฮารุโอมิพยายามไม่ขยับเขยื้อนเพราะรู้ว่าอาจถูกผลักให้ตกน้ำเหมือนหลายๆครั้งที่ผ่านมา แต่คิอิจิกลับกอดเขานิ่งเป็นเวลานานโดยไม่มีทีท่าว่าจะแกล้งเขาแต่อย่างไร ครู่หนึ่ง ฮารุโอมิก็แตะไหล่คิอิจิเบาๆ
"ไปเช็ดตัวเถอะ เดี๋ยวไม่สบายนะ"
คิอิจิยังคงเฉยจนฮารุโอมิตกใจ
"เป็นอะไรรึเปล่า คิอิจิ"
คิอิจิจึงผละออกจากตัวเขาเล็กน้อยแต่ยังคงโอบแขนไว้รอบคอฮารุโอมิ ก่อนจะพูดว่า
"จนแล้วจนรอด ก็ไม่เคยกอดใครตอบเลยสินะ"
ฮารุโอมิสบตาคิอิจิด้วยความรู้สึกบางอย่างและเกือบจะพูดอะไรออกมา แต่..ทันใดเสียงเปิดประตูห้องน้ำก็ดังขึ้น ฮารุโอมิไม่ต้องหันไปมองก็รู้ดีว่าคนที่จะเข้าออกบริเวณบ้านที่เป็นส่วนของคิอิจิได้โดยไม่ต้องเกรงใจนั้นมีอยู่คนเดียว
"อรุณสวัสดิ์ เรจิ"
คิอิจิกล่าวอย่างยิ้มแย้มตรงข้ามกับหน้าของน้องชายที่ขรึมเป็นปกติจนดูน่ากลัว ฮารุโอมิหันไปมองผู้มาใหม่ แล้วกล่าวทักทายตามคิอิจิเบาๆ
"อะไรกัน ทุกทีอาบน้ำเสร็จแล้วไม่ใช่รึ" เรจิถาม คิ้วขมวดเล็กน้อยและปรายตามาทางฮารุโอมิอย่างสงสัย
คิอิจิยังคงยิ้ม
"อ้อ.. พอดีคุยกันอยู่น่ะ เอาละ ฉันจะขึ้นซะที ฮารุโอมิ" คิอิจิหันไปพูดในตอนท้ายกับ "คาชิม่า" ที่ตอนนี้ เปียกจากหยดน้ำเหมือนกับเพิ่งอาบน้ำไปด้วยอีกคนและปล่อยแขนที่กอดไว้ตั้งแต่แรกออก
"เสื้อคลุมล่ะ" คิอิจิถาม
ฮารุโอมิชะงัก เขารีบวิ่งมาจากห้องนอนเพราะตื่นสายแล้วยังลืมเตรียมเสื้อผ้าให้คิอิจิอีกอะไรมันจะแย่อย่างนี้
"ขอโทษ จะรีบไปเอามาให้เดี๋ยวนี้" เขาพูดแล้วรีบออกไปยังห้องแต่งตัวของคิอิจิที่อยู่ติดกัน
เรจิมองตามหลังคาชิม่าประจำตัวพี่ชายไปแล้วหันมาถามคิอิจิ
"เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยหรือ แล้วจะดูแลกันดีได้ยังไง"
คิอิจิตอบเสียงกระหยิ่มยิ้มย่องก่อนจะผลุบหายไปใต้น้ำอีกครั้งอย่างอารมณ์ดี
"ไม่หรอกเขายังไม่คุ้นกับนิสัยคนบ้านอาโอเอะเท่าไหร่น่ะ"
เรจิมองไม่เห็นใบหน้าของพี่ชายซึ่งบัดนี้ยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่ใต้น้ำด้วยรู้ดีว่าคาชิม่าผู้แสนสำรวมอย่างฮารุโอมิเริ่มจะหวั่นไหวอะไรเป็นกับเขาบ้างแล้ว นับตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงเมื่อครู่นี่เอง
::::::::::::::::::::
นับแต่เมื่อคืนความรู้สึกหลายอย่างเกิดกับฮารุโอมิจนเขาไม่มีสมาธิเหมือนที่เคย นับตั้งแต่แววตาประหลาดของคิอิจิ
รวมทั้งคำพูดและอากัปกิริยาจากเจ้านายหนุ่มน้อยที่ทำให้เขารู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วยังจะภาพตรงหน้านี่อีกเล่า
มันทำให้เขานึกถึงน้องชาย น้องที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา
เทียนหลี่
เรจิแปรงผมให้คิอิจิอย่างอ่อนโยน นิ้วมือเรียวแข็งแรงที่เคยถือดาบขู่ขวัญเขาในวันแรกที่ได้เข้ามาอยู่มาอยู่ในบ้านอาโอเอะ
บัดนี้กำลังคลี่ผมดำสลวยของพี่ชายออกเป็นกลุ่มๆ ก่อนจะเริ่มถักเป็นเปียอย่างชำนิชำนาญ ไหนๆเรจิก็มาแล้ว ใช้งานสักหน่อยดีกว่า คิอิจิพูดกับฮารุโอมิเมื่อครู่ที่ผ่านมา ก่อนจะส่งหวีให้น้องชายใช้ทำผมตัวเอง
"แล้วมีอะไรหรือ ถึงมาหาแต่เช้า วันนี้นายไม่ไปโรงเรียนก็จริงแต่ไม่เคยเห็นจะอยากอยู่บ้านนี่นะ" คิอิจิถามขึ้นเมื่อกลุ่มผมด้านหลังเริ่มจับตัวเป็นหางเปียสวย
"วันนี้บ้านน่าอยู่" เรจิตอบสั้นๆโดยไม่ละสายตาไปจากผมเปียตรงหน้า
"วันนี้ไม่อยู่หรือ" คิอิจิถามโดยไม่เอ่ยชื่อบุคคลที่สามซึ่งถูกพาดพิงในบทสนทนา
"ไม่อยู่" เรจิตอบอย่างรู้ดีว่าหมายถึงใคร
ฮารุโอมิอยู่ในบ้านอาโอเอะมานานพอที่จะเข้าใจคำพูดของสองพี่น้องอาโอเอะ โชโงะ นั่นเองที่เป็นตัวแปรสำคัญว่าจะทำให้บรรยากาศในบ้านเป็นอย่างไร
เขาคือพ่อผู้เกรี้ยวกราดและผู้ชายที่ซื้อหาคนด้วยเงิน!!!
"แล้วคนอื่นๆอีกล่ะ"
"ไม่เห็นใครเลย แล้วก็.. ที่มาหาก็เพราะไม่ได้เจอนานแล้วยังไงนายก็พี่ฉันไม่ใช่รึ" เรจิให้คำตอบขณะรัดปลายหางเปียเบาๆ
"เสร็จแล้ว"
คิอิจิลูบผมตัวเอง แล้วกล่าวขอบคุณน้องชาย
"ไหนๆก็เจอกันแล้ว อยู่ด้วยกันทั้งวันหน่อยเป็นไงให้ชูเฮมาอยู่กับพวกเราด้วย ดีไหม ฮารุโอมิ"
คิอิจิหันมาถามกับฮารุโอมิเป็นพิเศษเพื่อดูปฏิกิริยา เขาผงกศรีษะรับคำเบาๆ แม้ในส่วนลึกจะไม่อยากเห็นแววตาใสบริสุทธิ์ของชูเฮก็ตาม เพราะเด็กน้อยว่าง่ายคนนั้นมักมองเขาด้วยความชื่นชมอย่างที่น้องชายคนหนึ่งควรจะมีให้พี่ชายและมันเสียดแทงจิตใจของเขาเสมอมา
::::::::::::::::::::
หลังอาหารกลางวัน คิอิจิ เรจิ ฮารุโอมิ และชูเฮก็มารวมตัวกันอยู่ในห้องนั่งเล่นอีกด้านหนึ่งของบ้าน ความจริงห้องนี้กว้างขวางโอ่โถง มีเครื่องดนตรี หนังสือหลายร้อยเล่มและสิ่งอื่นๆที่สร้างความบันเทิงใจให้แก่ชีวิตและเป็นห้องที่เหมาะกับการรวมตัวของคนในตระกูลเป็นอย่างมากแต่น้อยครั้งที่เหตุการณ์เช่นนั้นจะเกิดขึ้น อาจเป็นเพราะหลายคนในบ้านหลังนี้ต่างก็มีชีวิตอยู่ด้วยความกลัว ความโกรธ ความกดดัน และความคับแค้นใจจนไม่สามารถจะให้ความสนใจกับปรัชญาในหนังสือหรือความไพเราะของดนตรีก็เป็นได้
คิอิจิเลือกหนังสือเล่มหนึ่ง นอนทอดตัวยาวบนตั่งโบราณแล้วอ่านหนังสือหนังสือนั้นด้วยท่าทีผ่อนคลายโดยมีชูเฮซึ่งเอาการบ้านจากโรงเรียนของตัวเองมานั่งทำบนโต๊ะเตี้ยๆใกล้ๆ
เรจิเดินไปที่แกรนด์เปียโนไม้โอ๊คซึ่งตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง เขานั่งลงเล่นด้วยมือข้างเดียวเพียงเบาๆในทีแรกและกลายเป็นเล่นทั้งสองมือจนเกิดท่วงทำนองไพเราะในเวลาต่อมา
ฮารุโอมินั่งนิ่งๆใกล้กับตั่งที่คิอิจินอนอยู่ เขาเริ่มชินกับการเฝ้าดูแลคิอิจิโดยไม่ได้กระดิกกระเดี้ยไปไหน เสียงของชูเฮถามปัญหาจากการบ้านกับคิอิจิดังขึ้นเป็นระยะและบางครั้งพี่น้องอาโอเอะก็เถียงกันเรื่องเพลงที่เรจิจะเล่น ดูไปแล้วแม้ว่าพี่น้องคู่นี้จะดูมีความลับเงื่อนงำในอดีตที่ทำให้มีท่าทีแปลกๆในบางครั้ง แต่แท้ที่จริงพวกเขาก็คงเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่ต้องการทั้งการยอมรับ อิสรภาพ และความรัก เหมือนคนทั่วๆไป
ผ่านไปได้สักครู่ คิอิจิก็ผล็อยหลับไปโดยมีหนังสือพาดอยู่บนอก ชูเฮยังคงทำการบ้านอยู่เงียบๆ ส่วนเรจิคงออกไปจากห้องได้พักใหญ่เพราะเสียงเปียโนหยุดไปได้ระยะหนึ่งแล้ว เสียงโต้ตอบของคิอิจิและเรจิที่เขาได้ยินก่อนหน้านี้ทำให้เขาคิดถึงเทียนหลี่อีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้ ผ่านไปนานแค่ไหนแล้วที่เขาไม่ได้พบเทียนหลี่ . ฮารุโอมิมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย และไม่นานก็รู้สึกว่ามีใครเข้ามาใกล้ เขาจึงหันขวับไปมอง
"เอ่อ พี่ครับ"
ชูเฮนั่นเอง เด็กชายตัวเล็กขยับมาอยู่ข้างเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ในมือของชูเฮถือหนังสือแบบเรียนกับดินสอแท่งหนึ่งท่าทางหวาดๆ
"ขอโทษนะครับ แต่ผมไม่แน่ใจว่าผมสะกดคำนี้ถูกรึเปล่าที่แปลว่า เหล็กน่ะครับ"
ชูเฮเกรงเขาจนเห็นได้ชัดมือเล็กๆของเด็กชายเริ่มสั่นด้วยความประหม่าเมื่อเห็นว่าฮารุโอมิยังคงนิ่งเฉย หน้าตาไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้ม
"เอ่อ.. ถ้าอย่างนั้นไว้ผมรอถามท่านคิอิจิตอนตื่นก็ได้ครับ " ชูเฮเตรียมจะถอยกลับไปนั่งที่เดิม
"ไหน" ฮารุโอมิตัดสินใจเอื้อมไปดึงหนังสือจากชูเฮเบาๆ แล้วมองหาคำยากในหน้าที่เด็กน้อยคั่นไว้ เขาแบมือรับดินสอจากชูเฮซึ่งรีบส่งให้เขาแต่โดยดี ฮารุโอมิค่อยๆเขียนตัวคันจิที่ถูกต้องไว้ส่วนบนของหน้ากระดาษแล้วโน้มตัวให้ชูเฮได้เห็นชัดๆ ก่อนจะอธิบายเพิ่มเติม
"เหล็ก ออกเสียงว่า เท็ตสึ เขียนเกือบถูกแล้วแต่ต้องมีขีดตรงกลางนี้ด้วย"
ชูเฮรับหนังสือและดินสอคืนไปจากเขาด้วยท่าทีดีใจ "ขอบคุณมากครับ . พี่"
รอยยิ้มและคำเรียกของชูเฮทำให้ฮารุโอมิหน้าขรึมขึ้นอีกครั้ง น้องชายของเขาเดินกลับไปที่เดิมอย่างร่าเริง เมื่อฮารุโอมิมองตามไปก็เห็นว่าคิอิจิตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้และยังนอนท้าวแขนมองเขาเสียด้วยนัยน์ตามีแววพอใจฉายอยู่อย่างชัด
เขาคงเห็นตอนที่สอนการบ้านเจ้าเด็กนั่นสินะ
ฮารุโอมิรีบหันกลับไปมองนอกหน้าต่าง คิดหรือว่านั่นจะแปลว่าเขายอมรับชูเฮเป็นน้องชายแล้ว เทียนหลี่เท่านั้นต่างหาก ที่เป็นน้องคนเดียวของเขา
พลันฮารุโอมิก็สังเกตเห็นละอองสีขาวโปรยปรายลงมาบนสวนภายนอก
พร้อมกับที่เสียงฝีเท้าของเรจิวิ่งตึงตังเข้ามาในห้อง
"หิมะตกแล้ว!"
เด็กหนุ่มผู้เคร่งขรึมอยู่เป็นประจำประกาศอย่างร่าเริง ชูเฮเงยหน้าจากการบ้านทันที แววตาแสดงความตื่นเต้น
"จริงหรือครับ ท่านเรจิ ดีจังเลย"
"ออกไปดูก็นะ ชูเฮ" คิอิจิเอ่ยปากอนุญาตเมื่อเห็นท่าทีของเด็กชาย
หลังจากชูเฮวิ่งตามเรจิออกไปในสวนแล้ว คิอิจิก็หันมาทางฮารุโอมิซึ่งนั่งเงียบ แล้วถามขึ้นเบาๆ
"ไม่อยากออกไปดูหิมะแรกของฤดูหนาวปีนี้บ้างรึ"
"ในนี้ก็มองเห็นนี่" ฮารุโอมิตอบโดยไม่แสดงความตื่นเต้น
คิอิจิลุกจากตั่งโบราณเดินมาหาเขาแล้วโน้มตัวลงเอามือทั้งสองข้างแปะบนหน้าเขาเบาๆ เหมือนเวลาที่ชอบทำเพื่อให้เขาเลิกเหม่อลอย
"ถึงยังไงก็ต้องไป คาชิมา ฮารุโอมิ เพราะเจ้านายของเธออยากออกไปดูนี่นะ" ใบหน้าสวยราวกับเจ้าหญิงยิ้มกับเขาอย่างน่ารัก
"จำได้ใช่ไหม ว่าต้องตามฉันไปทุกที่ อย่าให้คลาดสายตา"
ฮารุโอมิจึงต้องลุกขึ้นเดินไปเคียงข้างกับคิอิจิในที่สุด ถึงเวลานี้ เขาเริ่มสงสัยแล้วว่า ที่เขายอมขนาดนี้มันเป็นเพราะเขาเชื่อฟังคำประกาศิตของ โชโงะ อาโอเอะ เชื่อฟังคำสั่งของคิอิจิ หรือเป็นเพราะเชื่อฟังหัวใจตัวเอง--ที่อยากทำทุกอย่างเพื่อปกป้องคนที่"รัก"--กันแน่
::::::::::::::::::::
เมื่อหวีผมให้คิอิจิจนแห้งแล้ว ฮารุโอมิก็เตรียมปูฟูกนอน ขณะที่กำลังคลี่ผ้านวมคลุมอยู่นั้น คิอิจิก็ลุกขึ้นเปิดประตูห้องนอนแล้วก้าวเท้าออกไป
"คิอิจิ "
ฮารุโอมิเรียกหาเมื่อเดินตามไปก็เห็นคิอิจิยืนมองท้องฟ้าอยู่ที่ระเบียงหน้าห้องนั่นเองและยังคงใส่เพียงยูกาตะบางๆ โดยไม่สวมเครื่องกันหนาวอีกเช่นเคย ผมนุ่มสวยสยายอยู่เต็มบ่า ครู่หนึ่ง คิอิจิก็รู้สึกว่ามีใครคลุมผ้าห่มขนสัตว์ที่อบอุ่นลงมาบนร่างอย่างแผ่วเบา
"ก็บอกแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าฉันอยากหนาว" แม้จะพูดเช่นนั้น แต่คิอิจิก็ยังคงดึงผ้าห่มไว้กับตัวไม่ได้ปล่อยให้หลุดเลื่อนลงกับพื้น
"แล้วอยากไม่สบายด้วยหรือไง" ฮารุโอมิย้อนถาม
คิอิจิหัวเราะเบาๆ
"ความเจ็บปวดเพราะแค่ไม่สบายน่ะ ฉันไม่กลัวหรอก คนทุกคนในโลกนี้ต่างก็โอบอุ้มความเศร้า ความโกรธและความเกลียดจากความทรงจำไว้กับตัวเองทั้งนั้น นั่นน่ะเป็นความเจ็บปวดและบาดแผลที่ร้ายแรงกว่าอีกตั้งหลายเท่า"
ฮารุโอมินิ่ง นั่นเป็นความจริงไม่ใช่หรือ?
คิอิจิเงยหน้าขึ้นมองเขา ฮารุโอมิสังเกตเห็นใบหน้านั้นหมองลง แม้ว่าทั้งคู่จะอยู่ภายใต้ความมืดสลัวของท้องฟ้าที่มีเพียงแสงดาวไม่กี่ดวงก็ตาม
"ฮารุโอมิ ถึงเธอจะปกป้องฉันจากบาดแผลในอดีตไม่ได้แต่อย่างน้อยช่วยปกป้องฉันไม่ให้มีบาดแผลเพิ่มขึ้นอีกก็ยังดี" ร่างบางๆของคิอิจิเคลื่อนเข้ามากอดเขาไว้
"ฉันดีใจที่วันนี้เธอดีกับชูเฮแม้ว่าเธอจะยังยอมรับเด็กคนนั้นไม่ได้ก็ตามนี่ก็ส่วนหนึ่งของบาดแผลเธอใช่ไหมถึงฉันจะไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไรก็เถอะ"
ความอ่อนโยนที่ถ่ายทอดมาจากจากร่างที่เล็กกว่าเขาทำให้ฮารุโอมิรู้สึกเหมือนกับจะร้องไห้ ความอบอุ่นยังมีเหลืออยู่ในโลกนี้จริงๆ
"บาดแผลในจิตใจของคน ทุเลาลงได้ด้วยเวลาและความรักสำหรับอย่างแรก เธอต้องอดทนกับตัวเอง ส่วนอย่างหลัง " คิอิจิหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดด้วยเสียงที่เบากว่าเดิม
"เธอรู้ใช่ไหมว่าจะหาได้จากใคร" ดวงตาดำสนิทของคิอิจิมีแววอ่อนไหวปรากฏขึ้นให้เห็นอีกครั้ง
ฮารุโอมิยังคงยืนนิ่งแต่แววตาที่สะท้อนกลับมาให้คิอิจิได้เห็นนั้นทำให้รู้ว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่คิอิจิได้พูดออกไปทุกอย่าง
คืนนั้น ขณะเฝ้าดูแลคิอิจิให้หลับ เขายังคงคิดถึงเทียนหลี่ น้องชายผู้เป็นอีกครึ่งหนึ่งของชีวิตเขา โชคชะตาของเขาโหดร้ายเพราะทำให้ต้องพลัดพรากจากเทียนหลี่ แต่ขณะเดียวกันในความโหดร้ายนี้ก็ยังมีความอ่อนโยนหลบซ่อนอยู่และเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงให้เขามีชีวิตต่อไปได้
เทียนหลี่ สักวันเราคงได้พบกัน
ฮารุโอมิทอดสายตามองคิอิจิที่หลับสนิทแล้วก้มลงกระซิบเบาๆที่ข้างหูเจ้านายของเขาแม้รู้ว่าเจ้าตัวจะไม่มีทางได้ยินอย่างแน่นอน
"ขอบคุณมากนะ คิอิจิ"
เขารู้ว่าบาดแผลจะไม่มีวันหายตราบเท่าที่เขายังไม่พบเทียนหลี่ แต่อย่างน้อยพิษและความเจ็บปวดนี้ก็อาจจะทุเลาลงได้บ้างด้วยเวลา ....และความรัก
::::::::::::::::::::