ทะเลหมอก

by นู๋ลี๋

การเดินทางคราวนี้เป็นไปด้วยความเรียบง่าย ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นคนต้นคิดที่จะไปคราวนี้ เสกับจีจี้เป็นคนต้นคิด เค้านัดหมายข้าพเจ้ามาเนิ่นนานแล้ว ข้าพเจ้าก็ตอบรับตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะไปไหน จังหวัดอะไร ถ้าเค้าเอาเราไปขายล่ะ แล้วถ้าโดนขายแล้วถูกตีกลับล่ะ โดนขายน่ะไม่เท่าไร โดนตีคืนเนี่ยสิแย่มากเลย พอพอ กลับมา กลับมา คิดเวอร์ไปโน่นแน่ะ ข้าพเจ้ารู้แต่ว่า เสมาจองตัวข้าพเจ้าก่อน เค้าก็ต้องได้ตัวข้าพเจ้าก่อนในช่วงปีใหม่ เอาล่ะ ก็หลวมตัวok ไปแล้ว ไปไหนก็ไป ไปก็ไปด้วยกัน ตอนแรกมีอีกหลายคนจะไปด้วย เช่นปู พิศ แต่ทั้งสองก็ติดภาระกิจ เพราะฉะนั้นก็เหลือ เส พี่เม้ง จีจี้ พี่เอ๋แฟนจีจี้ และ ข้าพเจ้า (กขค ถึง ฮ ล่ะ) กับรถ โคโรล่าของพี่เอ๋ เสนัดเจอข้าพเจ้าที่ตึก CP Tower โก๋ไปส่ง รถติดบนทางด่วนมาก ก็เจอกันที่ MC Donald แต่บังเอิญข้าพเจ้าไปสายก็เลยไปตามเสที่ชั้น17 ก็ไม่รู้หรอกว่าเค้าอยู่ชั้นไหน เดาสุ่มเอา บังเอิญมาก เสอาศัยอยู่ชั้นนั้นพอดี ก็ลงมาเจอที่ที่เรานัดหมายอีกทีหนึ่ง ข้าพเจ้ายังไม่ได้กินอะไรก็เลยซัดMC fish ไปหนึ่งอัน

แล้วเราก็เคลื่อนขบวนไปเพลินจิต หาจีจี้และพี่เอ๋ ไปถึงก็ไปนั่งซื่อบื้อ หน้าตึกและสัมภาระเต็มไปหมดเหมือนอีบ้ายังไงอย่างนั้น ข้าพเจ้านั่งรอจีจี้อยู่คนเดียว ในขณะที่เสกับพี่เม้งขึ้นไปตามหา แต่จีจี้และพี่เอ๋ไปกินข้าวที่ Central เราก็รอจนมา แล้วเราก็เคลื่อนขบวนกันจริงๆซะที ขึ้นทางด่วนที่พระราม4ไป ความทรงจำข้าพเจ้ายังดีอยู่เพราะเพิ่งกินอิ่ม ต้องขอยอมรับสักนิดว่ามาเที่ยวคราวนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสมองมาด้วย เพราะไม่ได้เป็นเจ้าหญิง แต่คราวนี้เป็นหนู เพราะฉะนั้นเรียกข้าพเจ้าว่านู๋ลี๋น่ะ เราเดินทางผ่านไปเรื่อยๆ ที่ต้องบอกว่าไปเรื่อยๆเพราะข้าพเจ้าไม่มีความรู้เรื่องเส้นทางคราวนี้ ได้แต่นั่งรถ ร้องเพลง ร้องหิว ร้องง่วง หลับ และถ่ายรูป ก็บอกแล้วว่าลืมเอามันสมองมาด้วย ก็คุยกับเสตลอดทางตามประสาคนไม่ได้คุยกันมานาน คุยไปพี่เอ๋ จีจี้ พี่เม้งก็ขำข้าพเจ้า เราเองก็งง เออ นู๋ลี๋พูดอะไรตลกหว่า ก็ป่าวนี่หว่า รู้แต่ว่าถูกกลั่นแกล้งตลอดทาง มีแท็กซี่บ้างล่ะ มีมอเตอร์ไซด์บ้างล่ะ มีรถทัวร์บ้างล่ะ จะขับไล่ไสส่งข้าพเจ้าตลอดเวลา ใช่สิเรามันคนนอกนี่ ทีใครทีมันล่ะกัน พี่เอ๋เป็นคนเริ่มขับรถเพราะรถเขานี่ ข้าพเจ้าก็ชมว่ารถเครื่องยังดีน่ะ ก็โดนหาว่าประจบ กลัวถูกถีบตกรถล่ะสิ กลัวโดนทิ้งล่ะสิ โธ่เอ๋ย เพื่อน ข้าพเจ้าเที่ยวเมืองนอกมานักต่อนัก ถ้ากลัวโดนทิ้ง ก็ไม่ใช่นู๋ลี๋น่ะซี่ เชอะ จ้างให้ก็ไม่กลัวหรอก ก็พวกพี่เค้าก็ขับไปที่เหลือก็คุยไปหลับไปบ้าง

จนแวะนครสวรรค์เข้าห้องน้ำ ก็ต่อไปจนถึงอุตรดิตถ์ พี่เอ๋หมดแรง(ม้า) เปลี่ยนมือเป็นพี่เม้งขับ พี่เอ๋ก็นั่งข้างคนขับรถ จีจี้มานั่งข้างหลัง โอ้โฮ พี่เม้งขา พอพี่เม้งไม่ได้นั่งข้างหลังแล้ว ข้าพเจ้านั่งข้างหลังสบายๆเลยล่ะค่ะพี่ขา ฮิฮิ J ก็หลับๆตื่นๆ มารู้ตัวอีกทีพี่เค้ามาถึงเชียงรายตอนตี4.30 เสกับจีจี้ยังหลับสนิท ข้าพเจ้าวิ่งไปเข้าห้องน้ำ ช่วงที่เข้าห้องน้ำ เกิดคิดได้ เฮ้ย ไม่มีใครรู้ว่าเราออกนอกรถนิหว่า เลยรีบออกไปข้างนอก เฮะ กลัวถูกทิ้งมากๆเลย (สารภาพความจริง) บอกพี่เค้าว่า ปวดท้อง สงสัยไส้เลื่อนเพราะถนนไม่ดี กระแทกกระทั้นตลอดทางเลย สงสัยไส้สลับที่ แต่พี่เค้าบอกว่า ไม่ใช่หรอก เธอหิวน่ะ อ้าวหรอ ไม่รู้สิ ก็บอกแล้วลืมเอาสมองมาด้วย พี่เค้าก็ขับมุ่งตรงสู่ดอยตุง แม่ฟ้าหลวงเลย

เราไปถึงดอยตุงก็ประมาณ 5.30 เกือบ6 โมงตรง แต่เค้าเปิด 8 โมง เราก็เดินถ่ายรูปเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ไปกินข้าว ตัวเองเค้าน่ะง้งงง เออ วันนี้วันที่ 31 อีกแล้วน่ะ โธ่ข้าพเจ้าเที่ยวทีไร วันคืนไม่เคยรู้ตัวสักกะทีนึงเลย ไม่เอาล่ะ คราวหน้าเราจะต้องตั้งใจกว่านี้แล้ว เอ๊ะยังมีคราวหน้าด้วยหรือ Ticket เข้าสวนและตำหนักแม่ฟ้าหลวง รวมราคาแล้วก็คนละ 100 บาท เราก็ถ่ายรูปแหลก ถ้าดูรูปแล้วเราว่าเราไปเป็นนายแบบดีกว่า อย่าปงอย่าเป็นมันเลยผู้หญิงเนี่ย ถ่ายรูปกันเยอะมาก แหมยังกะแต่ละคนสวยนักแน่ะ ที่แน่ๆคือเหม็นทุกคน ฮิฮิ ก็ยังไม่มีใครอาบน้ำสักคน ซกมกน่าดูเลย เปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อถ่ายรูปเท่านั้นเอง กะล่อนจริงๆแต่ละคนเนี่ย ที่ว่าเนี่ยรวมนู๋ลี๋ด้วยน่ะเนี่ย ดอกไม้ที่สวนแม่ฟ้าหลวงมีเยอะมาก หลากพันธุ์ไม้หลากสีสรร เสียอย่างเดียวน้อยไปหน่อยไม่สมราคาเลย ข้าพเจ้าเห็นใบบอนต้นใหญ่ พานให้นึกถึงโดโด้ถ่ายรูปโป๊มีแค่แค่ใบใบบอนปิด ฮิฮิ อยากถ่ายบ้างน่ะ ฮิฮิ ดอกไม้ที่ประทับใจข้าพเจ้าก็คือดอกลำโพง พวกพี่เค้าบอกว่ากินแล้วจะเป็นบ้าแล้วทุกคนก็รวมหัวกันแกล้งข้าพเจ้าว่าข้าพเจ้ากินมันเข้าไปแล้ว เลยบ้าโธ่นู๋ลี๋โดนแกล้งอีกแล้ว แต่จริงๆแล้วทุกคนบ้าโดยที่ไม่ต้องกินต่างหาก ตอนนั้นเถียงไม่ทัน มาเถียงเอาตอนนี้ก็ได้(ว่ะ)

ต่อจากนั้นเราก็เดินออกจากสวนและเดินไปตำหนักแม่ฟ้าหลวง ก็มีโอกาสได้เข้าไปในที่ประทับของสมเด็จย่า ก็ได้เห็นความเรียบง่ายจนน่าประทับใจของพระตำหนักดอยตุง วิวสวยมากแล้วเราก็ถ่ายรูปอีกแล้ว ฮิฮิ ต่อจากนั้นเราก็ออกมาตรงร่ม นั่งจิบกาแฟกัน ข้าพเจ้ากินกาแฟไม่เป็นก็นั่งดูและทำเท่ใต้ร่ม รู้ไหมตัวเองคำว่าตุงแปลว่าธงล่ะ ไหว้พระธาตุได้มีโอกาสไหว้พระนาคปรก2 องค์ ก็ดีใจมาก ถ้าไม่มีคนบางคนมาบอกเราว่า ต้องไหว้2องค์พร้อมกันน่ะ ข้าพเจ้าคงชื่นมื่นกว่านี้แน่ๆ หลังจากนั้นเราก็กินไอติม ไอติมแพง คนขายบอกว่า ไอติมบนภูเขาต้องแพงกว่าข้างล่าง อ๋อ Transportation cost นี่เอง แล้วข้าพเจ้าก็ได้ไปหยอดเหรียญลงไปในหลุมด้วยล่ะ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าหลุมนั้นคืออะไร แล้วหยอดไปเพื่ออะไร เห็นเค้าทำก็ทำมั้ง แต่งกกว่าเพราะข้าพเจ้าใช้เหรียญสลึงหยอด แต่ตัวเองข้าพเจ้ามีเหตุผลของการใช้เหรียญสลึงน่ะ ข้อแรก เป็นการทดลอง ข้อสอง เหรียญสลึงเป็นสีทอง ข้าพเจ้าชอบ

หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อ ว่าจะไปแม่สาย ขณะขับรถลงดอย เราก็ได้เห็นป้ายไปแม่สาย 26 กม สั้นมากเลย เอาล่ะไปเลย ที่แท้ถนนเส้นนี้ไม่มีในแผนที่ เป็นถนนที่คดเคี้ยวมากและหักศอกมากๆเลย ข้าพเจ้าจะอ๊อก หน้าซีด เปิดกระจกก็แล้ว พี่เอ๋เห็นข้าพเจ้าไม่ไหวแน่ๆ เสกับพี่เม้งก็อาการไม่ดี พี่เอ๋ก็เลยหยุดรถให้พักก่อน พี่เม้งขอเป็นคนขับเองแล้วข้าพเจ้าก็ไปนั่งข้างหน้า ก็ดีขึ้น ใช้เวลาประมาณ 29 นาที เราก็มาถึงแม่สาย ที่รัก ท่านจะเชื่อหรือไม่ว่า วิ่งทางคดเคี้ยวบนภูเขา ผ่านป่าผ่านดอยมาเจอหมู่บ้านก็ดูบ้านนอกเหลือเกิน แต่ทันใดนั้น เราก็ทะลุสู่ตัวอำเภอแม่สายอย่างรวดเร็ว รวดเร็วเกินไป พิเศษสำหรับนู๋ลี๋โดยเฉพาะ แหม! ขอบคุณจริงๆค้า น่าขอบคุณด้วยหนึ่งอ๊วก

เรามาถึงแม่สายก็เที่ยงกว่าๆพอดี ก็จะไปหาอะไรกินกันแล้วล่ะ และถ่ายรูปกับ northernmost Point Of Thailand ดีมากเลย ร้อน คนเยอะมาก เจอป้ายทะเบียนรถของพม่าด้วยล่ะ แปลกดีน่ะ พวกเราก็จะหาอะไรกินกันในโรงแรม แต่บังเอิญคนเต็ม เค้าจัดบุฟเฟต์ให้พวกทัวร์ เราก็เลยต้องออกมา พี่เม้งแน่ะว่าไปกินที่เชียงแสนดีกว่า หาอะไรริมน้ำโขง โรแมนติกกว่าเยอะ (พี่เค้ารู้ใจ) เราก็ทนหิวนิดหน่อย แต่ก็ได้ผ่านสามเหลี่ยมทองคำด้วยน่ะ แต่ไม่เห็นมีอะไรเลย ขายแต่ของ อยากได้ยาบ้าน่ะ พวก ไง ซ่าม่ะ ก็แวะถ่ายรูปกับป้ายสามเหลี่ยมทองคำ ฮิฮิ มีพวกเด็กแม้ว มานั่งท่อง “ถ่ายรูปกับหนูไหมค่ะ 3 คน 50 บาท ส่งหนูเรียนหนังสือ” ท่องกันใหญ่เลย พอถ่ายรูปลงมา พี่เอ๋ก็ท่องมั่ง ฮิฮิ ตลกดี เราก็ขับรถเลยไปจนถึงเชียงแสน เชียงขอน แล้วก็แวะหาอะไรกินกัน แม่น้ำโขงแย่หน่อย แห้งขอดเชียว ไม่มีน้ำเท่าไรเลย อย่างว่า หน้าแล้งก็อย่างนี้ล่ะ น้ำน้อย จากเชียงแสน เรากินข้าวเที่ยงเสร็จก็บ่ายแก่ ก็เดินทางต่อสู่ดอยผาตั้ง พวกนี้เค้าตกลงว่าจะไปหาที่นอนที่ดอยผาตั้งกัน ที่ภูชี้ฟ้าคนคงเต็มแล้ว หนทางสู่ดอยผาตั้งขรุขระมากมากเลย ก็กระแทกกระทั้นตลอดทาง แต่ก็สนุก มีความรู้สึกว่า กระทบกระเทือนภายในมากเลย ก็เลยบอกว่า พอกลับพระนคร ข้าพเจ้าคงต้องไป repair เครื่องในหน่อยแล้วล่ะ มันพังหมดแล้ว ฮิฮิ แต่ข้าพเจ้าสงสารน้องเชอรี่มากมากเลยล่ะ (น้องเชอรี่คือชื่อรถที่ข้าพเจ้าตั้งให้)

ที่ดอยผาตั้ง ห้องพักเต็มหมดแล้ว ห้องมันเล็กเท่าห้องรับแขกที่โรงงานเลย ไม่ใช่โรงแรมน่ะ แต่เป็นรังหนูให้อยู่ แต่ก็ยังเต็ม เราต้องกางเต้นท์อยู่แย่จริงๆ แต่ก็คงสนุก เราได้จุดที่ดีที่จะตั้งเต็นท์เพราะอยู่ใกล้กับโต๊ะปิกนิก โชคดีมากที่ข้าพเจ้าเอาถุงนอนของเก่งมา ต้องขอบคุณเจกเบิ้มที่เตือนข้าพเจ้าไว้ ไม่งั้นข้าพเจ้าคงต้องนอนบนหนังสือพิมพ์แน่ๆเลย แล้วเรา(เสกับข้าพเจ้า) ก็อหังการอาบน้ำและสระผมบนนั้น โธ่ ถัง ห้องน้ำมีอยู่สองห้อง แต่คนในเต็นท์มีมากกว่า 30 คน แต่ก็อาศัยที่เข้าห้องน้ำเป็นคนแรกๆเสมอ ก็เลยไม่มีปัญหาต้องรอห้องน้ำ ห้องอาบน้ำแย่หน่อยแย่กว่าห้องน้ำตามปั๊มซะอีก จะนั่งสระผมก็ไม่ได้ เพราะก็อกน้ำอยู่ใกล้ๆกับโถส้วม ก็ต้องยืนสระผม หนาวก็หนาว น้ำก็เย็น แต่ก็ผ่านมาได้หมดล่ะ ประสบการณ์ชีวิต มันส์ดีจริงๆ เอาอีกม่ะ ขอคิดดูก่อนน่ะ J หลังจากนั้นเราก็มานั่งกินข้าวกัน เชื่อม่ะค่าตั้งเต็นท์และใช้น้ำไฟ ถูกมาก แค่ 100 บาท รวมแล้ว5 คนน่ะ เฉลี่ยก็20บาทต่อคน คืนแรกเราไม่เสียเงินเพราะนอนในรถ คืนนี้เสีย100บาท ฮิฮิ ดีใจ ประหยัดเนื่องมาจากความงกเป็นเหตุ กับข้าวที่กินกันก็มี ขาหมู ไก่ทอด แพงมากสี่ร้อยกว่าบาทแน่ะ ปาหัวหมาชัดๆเลย หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็โดนบังคับให้ดูหมอ ก็นั่งดูหมอให้ทุกคน ก็สนุกดี แต่ข้าพเจ้าเครียดมากเพราะพรุ่งนี้ก็ต้นปีใหม่แล้ว ข้าพเจ้าไม่อยากดูหมอให้รู้สึกไม่ดีกับต้นปี แต่ยังไงก็แล้วแต่ ก็ดูไปก่อนแล้วกัน ก็ดีที่ทุกคนไม่เชื่อเพราะแม่หมอก็ไม่เชื่อ ดูไปอย่างนั้นล่ะ ไม่อยากให้เพื่อนไปเสียตังค์กับสิ่งที่ไม่จำเป็น หลังจากนั้นเราก็นั่งเล่นรัมมี่กันในเต็นท์ ข้างนอกหนาวมาก ข้างในอุ่นดี และข้าพเจ้าก็เล่นแพ้ เชอะ ล้างมือในอ่างทองคำมานานแล้วนิ ก็อย่างนี้ล่ะเพื่อความปลอดภัยกลัวโดนฉุด (คือเพื่อนๆกลัว เจ้าตัวไม่ได้กลัวเลย) ข้าพเจ้าเลยได้นอนกลาง 2คู่อยู่ขนาบข้าง หลับเพราะกินยาเข้าไป Good Night จ้า

1/1/99

ข้าพเจ้ารู้สึกตัวตั้งแต่ตี 4.30 เพราะเสียงนาฬิกาปลุกของพี่เอ๋และพี่เม้ง ก็ok น่ะ เค้าลุกขึ้นมาปิดแล้วนอนต่อ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าก็นอนต่อบ้าง ใครไม่ปลุก ข้าพเจ้าก็ไม่มีวันลุกหรอก แต่พอประมาณตี5 ได้ยินเสียงคนข้างนอกโหวกเหวกกันแล้วว่าจะไปดูพระอาทิตย์ พวกเราทั้ง5ก็ยังนอนกันอยู่ดี สักพัก ทุกคนก็ทยอยกันลุกขึ้น ข้าพเจ้าก็ต้องลุกบ้าง จีจี้สมกับที่เที่ยวบ่อยเก็บที่นอนคล่องมาก ข้าพเจ้าพยายามเก็บถุงนอนของเก่ง ซึ่งเก่งสอนข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังเก็บไม่ได้ จีจี้ต้องช่วยเก็บของเรา

พี่เม้งออกมาจุดไฟข้างนอก เป็นไฟแบบตั้งแค้มป์น่ะ ทำให้รู้สึกว่าเหมือนในข่าวตอนดึกที่กรุงเทพหน่อยว่า คนทางเหนือหนาวจนต้องผิงไฟตอนกลาวคืน ข้าพเจ้าหนาวเหมือนกัน ข้าพเจ้าไปแปรงฟัน เข้าห้องน้ำ รู้สึกว่าตัวเองโชคดี ไม่ต้องรอห้องน้ำเลยอย่างที่กลัวไว้แต่ต้นเพราะห้องน้ำน้อยคนเยอะ หลังจากนั้นเราก็เตรียมตัวเก็บข้าวของ พี่เม้งและพี่เอ๋เก็บเต็นท์ แหมคุณจีจี้และคุณเสผัดป้งแต่งหน้ากะเตรียมถ่ายรูป ข้าพเจ้าก็จำไม่ได้ว่าตัวเองแต่งหน้าหรือเปล่าเพราะสลึมสลือเต็มที่ อย่างที่บอกเที่ยวคราวนี้ลืมเอาสมองมาด้วย แต่ก็จนด้วยหลักฐานทางภาพถ่ายซึ่งข้าพเจ้าโทรมมาก เลยรู้ว่าตัวเองไม่ได้แต่งหน้าแน่นอน ไม่สวยอยู่คนเดียวอย่างว่าเราไม่มีหวานใจมา Cheer up ให้ต้องดูสวยนิหว่า

เราเก็บข้าวของจนหมดจดเพราะหลังจากดอยผาตั้งแล้ว เราจะไปต่อที่ภูชี้ฟ้าทันที เพราะฉะนั้นเราก็ขึ้นรถไปจุดสูงที่สุดของดอยผาตั้ง จากทางขึ้นไปนี้ทางไกลมาก ประมาณ800เมตร แต่เป็น800เมตรที่ทรมานมากทางลื่นมาก เราเดินเพียงลำพัง ข้าพเจ้าเดินช้าเพราะไม่ชำนาญทางเลย เดินด้วยความหวาดกลัวมากทางชัดและลื่น ข้าพเจ้าเกือบตัดสินใจกลับหลังหันแล้ว แต่จริงๆตัดสินใจไปแล้วว่ากูไม่ดูก็ได้ ข้าพเจ้ากลัวมาก แต่ก็ถอยไม่ได้อีกแล้วเหมือนกันเพราะทางบังคับให้เราเดิน น่ากลัวมาก ไม่ได้กลัวอะไรเลย กลัวล้มกลัวหล่น เพราะทางด้านข้างคือผาที่หล่นลงไปได้ ตายแหงๆ เดินคนเดียวเป็นความรู้สึกแรกในชีวิตที่อยากมีใครสักคนอยู่ข้างๆ ขอร้องล่ะ ช่วยมาเดินจูงมือเรา ทำให้เราอบอุ่นเพราะขณะที่เดินนั่น ข้าพเจ้าว้าเหว่เหลือเกิน อ่อนแอมาก แหมแย่จริงๆ ข้าพเจ้าไปถึงทุกคนรอข้าพเจ้าอยู่ ฟ้ามืดมากแยกคนไม่ออก ข้าพเจ้าร้องหาเสเสียงสั่นด้วยความกลัวจริงๆ เสเจอข้าพเจ้าแล้วและจูงไปที่ที่จองที่นั่งอยู่ เราได้นั่งหน้าๆ ยังไม่เห็นอะไรมากนัก ข้าพเจ้าเหนื่อยและเวียนหัว นั่งลงสักพักข้าพเจ้าก็อ๊อกออกมา แต่บังเอิญไม่ได้กินอะไรลงท้องเลย เพราะฉะนั้นเลยไม่มีอะไรออกมา สักพักเราก็ดีขึ้น เสคอยเป็นกำลังใจให้ตลอดเวลา

จนถึงเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้น ไม่สามารถหาคำบรรยายที่ไหนมาเปรียบได้ ข้าพเจ้ารู้แต่ว่า ข้าพเจ้าได้หลงเสน่ห์ทะเลหมอกนี้ซะแล้ว งามเหมือนฝันและอยากอยู่อย่างนี้อยากเห็นสิ่งนี้ทุกวันทุกเช้า แค่นี้ก็พอแล้ว แล้วเราก็ถ่ายรูปมากมาย ฮิฮิ สวยเหลือเกิน สวยจนเรารู้ว่ามีเราอยู่ในรูปก็คงทำให้ความงามของวิวลดลงแน่ๆ แต่ก็ (จำเป็น) ต้องถ่ายเพื่อที่จะเป็นหลักฐานว่าข้าพเจ้ามาน่ะ เนี่ยนู๋ลี๋เหยียบและสัมผัสเองน่ะ

ต่อจากนั้นเราก็ไปต่อที่ภูชี้ฟ้า ขับรถไปเจอแอ่งน้ำ ความที่กลัวว่าแอ่งนี้จะลึก พวกเราชาวหมูจึงพร้อมใจกันลงจากรถเพื่อให้รถผ่านไปได้ พวกเราก็เดินทางจนถึงตีนทางขึ้นภู เราก็เตรียมขึ้น ข้าพเจ้าก็เตรียมนั่งรอ เพราะข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าขึ้นไม่ไหวแน่ เพราะข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นป้ายทางขึ้นรถ ถ้ามีรถขึ้นล่ะก็ไกลแน่นอน แล้วพี่เอ๋ก็ถาม ปรากฏว่า 1.5กมที่รถสามารถไปถึง เพราะฉะนั้นเราก็ขึ้นรถ พอถึงเราก็ต้องขึ้นอีกประมาณ 800เมตร ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่าข้าพเจ้าจะรอข้างล่าง รอได้ รอได้ แต่ทุกคนโดยเฉพาะเสเกลี้ยกล่อมเก่งมาก ข้าพเจ้าก็ขึ้นด้วยความทรมาน ทรมานจริงๆ เกิดมาไม่เคยทรมานอย่างนี้มาก่อน ก็บอกว่าให้เดินกันไปก่อน ข้าพเจ้าช้าหน่อยก็ได้ ข้าพเจ้าเกรงใจที่ให้ทุกคนมารอข้าพเจ้า แต่ทุกคนก็รอและช่วยcheer up ข้าพเจ้ามาก ชีวิตต้องสู้ นำแสดงโดยนู๋ลี๋ แล้วข้าพเจ้าก็ถูกลากขึ้นภูชี้ฟ้าจนได้ ยัง ยังไม่มีเวลาชมวิว ใครจะมองอย่างไงก็ช่าง ขอข้าพเจ้าพักก่อน ไม่ใช่เหนื่อยเฉยๆ แต่เหนื่อยชิบหายเลย ชิบของ PentiumII ซะด้วยที่หายน่ะ สักพักข้าพเจ้าก็เริ่มมีสายตากว้างไกลพอที่จะดูวิวแล้ว ในขณะที่ทุกคนไปถ่ายรูป พี่เม้งเดินไปถ่ายไกลมาก และน่าหวาดเสียวมาก ข้าพเจ้ากลัว ความสูง ข้าพเจ้าเดินไปบอกเสว่าขอบคุณน่ะที่พามาดูความสวยงามขนาดนี้ ไม่เคยเห็นมาก่อน และขอบคุณที่ช่วยเป็นกำลังใจและสอนเราให้เรามีความพยายามมากขึ้น และสุดท้ายขอบคุณที่ให้ข้าพเจ้าได้รู้ตัวเองว่าเป็นโรคกลัวความสูงอ่อนๆ เพราะข้าพเจ้าไม่ค่อยกล้าเดินไปตามชะง่อนผาเพื่อถ่ายรูปน่ะ ไม่ได้บอกใครแต่ข้าพเจ้าขาสั่นตลอดที่อยู่บนนั้น ฮิฮิ :-P ถ่ายรูปหมดม้วนอีกแล้ว เราก็เดินทางลง ง่ายขึ้นแต่ทางขรุขระก็ต้องพยายาม เอ ข้าพเจ้านี่ก็คุณหนูเหมือนกันน่ะ

เราเดินทางมาและก็ขึ้นรถต่อไปยังรถของเรา แต่เราก็แวะกินข้าวที่เชิงเขาก่อน อาหารอร่อยและก็ไม่แพงจนเกินไป เราเดินทางลงเขา ไม่รู้ไปทางไหนเพราะหลับ แต่ก็เห็นอำเภอเทิง แล้วก็เข้าเชียงราย เราไม่ได้เข้าตัวเมืองเชียงราย ตกลงอย่างไรไม่รู้ ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องจริงๆทั้งๆที่ตั้งใจฟัง คือจะเอาข้อมูลมาเขียนDiary ของตัวเอง แต่ก็ฟังไม่รู้เรื่อง ขับไปสักพักข้าพเจ้าก็กล้าถาม (คือกลัวถูกด่าว่าโง่น่ะ) เห็นผ่านโน่นผ่านนี่ ไม่รู้เรื่อง แต่ก็รู้ว่าท้ายสุด เราก็เข้าเชียงใหม่ ไม่รู้จริงๆว่าเข้าเชียงใหม่พอถึงก็เย็นแล้ว เราแวะไปไหว้พระครูบาศรีวิชัยที่ตีนดอยสุเทพก่อน หลังจากนั้นเราก็หาที่พัก เราหาที่พักไม่ได้เลย แย่มาก แต่เราก็พยายามมากเลยน่ะ แล้วเราก็หาที่กินกันก่อนดีกว่า

พี่เอ๋นำทางเราไปกินที่ร้านกาแล ต้องผ่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาลัยนี้สวยน่าอยู่จริงๆ แต่ข้าพเจ้าคิดว่าน่าจะมีตึกเก่าๆเยอะหว่านี้ แต่เป็นเพราะไม่รู้ว่ามหาลัยนี้มีมากี่ปีแล้ว อาจจะไม่นานเลยไม่มีตึกที่เป็นสถาปัตยกรรมสวยๆให้ดู แต่บรรยากาศดี พวกเราคิดเหมือนกันว่า เหมาะที่จะตั้งครอบครัวจัง แล้วเราก็คุยกันถึงเอม่อน ว่าเอม่อนช่วงที่เรียนที่ม.เชียงใหม่ เอม่อนทำมาหากินกับการขายยาคุมกำเนิด เอม่อนเคยส่งจดหมายมาให้ข้าพเจ้าตอนที่เรียนอยู่ว่า ตอนนี้ยาคุมชนิดไหนขายดีที่สุด เสียดายที่ไม่ได้เรียนที่นี่จังง่ะ หลังจากนั้นเราก็พาที่พักต่อ ข้าพเจ้าโทรหาปะป๋าให้ป๋าเช็คว่า โรงแรมที่ป๋าพักอยู่น่ะมีห้องว่างหรือเปล่า แต่ก็ไม่มี ป๋า offered ให้พวกเราไปนอนด้วย โธ๋ป๋าขา พวกเราน่ะ 5 คน รวมป๋าอีก 2 เป็น7คนในห้องเดียวกันเนี่ยน่ะ เป็นไปไม่ได้ เราก็ยังพยายามหาต่อ และทุกคนก็มีน้ำใจให้ข้าพเจ้าไปพักกับป๋ามากเลยแต่จะไม่มารับน่ะ ให้ข้าพเจ้ากลับไปกับป๋าเลย จะบ้าหรอ ป๋าของข้าพเจ้าจะขึ้นดอยตุงพรุ่งนี้ แล้วข้าพเจ้าก็เพิ่งลงจากดอย ให้ข้าพเจ้าไปกับป๋าอีกเนี่ยน่ะ รักแค่ไหน แต่เวลาเที่ยวก็ต้องเอาตัวรอดเหมือนกันน่ะ พ่อก็พ่อเถอะ แต่ข้าพเจ้าก็รู้ว่าพวกนี้แกล้งข้าพเจ้า แต่มันเล่นแกล้งจนเครียดนี่ก็ไม่ไหวน่ะ ป๋าโทรเช็คว่าข้าพเจ้าได้ที่พักหรือเปล่า เช็คจนพวกนี้รู้เลยว่า ข้าพเจ้าเนี่ยลูกรัก แน่นอน ป๋ามีลูก4คน แต่ใครๆก็บอกว่าป๋าทำตัวเหมือนมีลูกคนเดียว ป๋าโทรมานับ10ครั้งตลอดคืนนั้น เพราะป๋าบอกให้แวะไปหาที่โรงแรมที่ป๋าพัก อยากเห็นหน้า จะบ้าหรอ อยู่ไหนก็ไม่รู้

เราได้ที่พัก เป็นApartment ให้เช่ารายเดือนและรายวัน คืนล่ะ 400 บาท เราก็เช่า 2 ห้อง มีอาบน้ำอุ่นด้วย ชีวิตผกผันเร็วมาก เมื่อคืนอยู่ดอย นอนกลางดินกินกลางทราย แล้วอยู่ดีดีเราก็เข้าเมืองศิวิไลน์ เร็วมาก โอ้ย พระเจ้า ปรับตัวไม่ทัน ปรับตัวไม่ได้ ทำไงดีน้า พอได้ที่พักเราก็อาบน้ำ เสเข้านอน พี่เม้งก็เช่นกัน แต่ข้าพเจ้าต้องไปหาป๋า โชคดีโรงแรมอยู่ใกล้ๆไนท์บาซ่า ตอนแรกข้าพเจ้านึกว่าทุกคนจะนอน ข้าพเจ้าก็ตั้งใจจะเรียกสามล้อไปโรงแรมหาป๋า แต่พอดี จีจี้และพี่เอ๋จะไปเดินเล่นที่ไนท์บาซ่าพอดี เราก็เลยไปด้วยกัน โชคดีจัง แต่พอไปถึง ป๋าไปดูประกวดนางงามที่งานกาชาดที่สนาม 700ปีของเชียงใหม่ เราเลยคลาดกัน ไม่ได้เจอกัน แตะข้าพเจ้าก็แวะโรงแรมซื้อแคบหมูกลับบ้าน แต่รถพี่เอ๋เต็ม ข้าพเจ้าเลยไปฝากไว้ที่ป๋า เราเดินสนุกมาก ซื้อเทียนไปฝากคนที่ office แล้วเรากับจีจี้ก็ซื้อกระเป๋าใบเล็กๆเหมือนกัน แต่เราก็ตกลงกันว่าเราจะไม่ถือไปวันเดียวกัน ฮิฮิ แล้วเราก็กลับที่พัก แต่ก่อนกลับเราเกิดหิวอีก และเราก็ไปหาอะไรกินกัน ก็ได้กินโจ๊กช้างม่อย ข้าพเจ้าไม่รู้ว่า ช้างม่อยแปลว่าอะไร ข้าพเจ้าคิดและพูดอย่างที่คิดว่า คนเหนือคงเรียกหมูว่าช้าง และ ม่อยคงแปลว่าปดจนละเอียด เพราะโจ๊กที่เรากินนั้นเป็นโจ๊กหมูที่หมูนั้นบดจนละเอียดจริงๆ แต่เราก็เถียงกันว่าไม่ใช่ ช้างม่อยคงแปลว่าช้างตาย เป็นชื่อถนน เพราะมีชื่อช้างคลานด้วย แต่ในที่สุดผู้รู้ก็บอกข้าพเจ้าว่า ช้างม่อยแปลว่าช้างหลับ อ๋อหรอ เค้าคงไม่หลอกเราหรอก แต่เค้าชอบอำเราน่ะ เอ ทำไงดี เอาไว้เช็คอีกทีล่ะกัน แล้วเราก็กลับที่พัก ไปนอนดีกว่า หลับฝันดีแล้วกันน่ะจ๊ะ

นู๋ลี๋

วันที่ 2/1/42

วันนี้เราตื่นกันสายมากพอควร แล้วเราก็ไปดอยสุเทพกัน เสและพี่เม้งอยากขึ้นดอยสุเทพ เราแวะกินอาหารก่อนที่ร้านกิ่งแก้ว เป็นร้านก๋วยเตี๋ยว แล้วเราก็ขึ้นดอย ข้าพเจ้าไม่ขึ้นรออยู่ข้างล่าง เดินช้อปปิ้ง เออว่ะ เรามันคุณหนูจริงๆด้วย คนเยอะมาก ข้าพเจ้าได้ไหว้ แม่ธรณีที่ตีนทางขึ้นพระธาตุ แล้วข้าพเจ้าไปซื้อข้าวโพดกินดีกว่า แบ่งกับจีจี้และพี่เอ๋ที่ไม่ขึ้นไปเหมือนกันเพราะเค้าขึ้นไปหลายทีแล้ว ระหว่างที่รอก็มีคนแก่คุยกัน เราก็นั่งฟัง ฟังไปฟังมาเค้าได้ยินเราพูดว่าข้าพเจ้าไม่ได้ขึ้น เค้าก็ถามว่าทำไมข้าพเจ้าไม่ขึ้น ข้าพเจ้าบอกว่าขึ้นไม่ไหวแต่เราก็รอเสกับพี่เม้ง

พอทั้งสองลงมาเราก็เดินทางต่อไปดูสวนกล้วยไม้ชื่อดัง สายน้ำผึ้งsomething แต่แย่มาก ขายของเก่าชัดๆ เพราะเหลือแต่ดอกไม้เหี่ยวๆและผีเสื้อตาย แล้วก็แมวสยาม แถมยังมีร้านอาหารและมีทัวร์ลง ข้าพเจ้าเกลียดแมว ไม่สนใจ ถ่ายรูปอย่างเดียวกับดอกไม้ จริงๆแล้วข้าพเจ้าไม่ชอบถ่ายรูปกับดอกไม้เท่าไร เพราะความงามของดอกไม้มันบดบังความงามของเราหมด ไม่เคยมีผู้หญิงไหนถ่ายรูปกับดอกไม้สวยๆแล้วตัวคนสวยกว่าดอกไม้นั้นเลย นี่เป็นสัจธรรม หลังจากนั้นเราก็คุยต่อว่าเราจะไปไหน ข้าพเจ้าบอกว่าอยากไปอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย แล้วเราก็ตรงสู่สุโขทัย ผ่านลำพูน เราแวะกินไก่ฟางย่างข้างทางที่ลำพูน ลำพูนผ่านลำปาง ไชโย แวะถ่ายรูปกับรถม้าก่อน ข้าพเจ้าบอกว่าข้าพเจ้าไม่ขึ้นน่ะ รถม้าน่ะ สงสารม้า ข้าพเจ้าหนักมาก ประกอบกับว่า ระหว่างทางที่รถม้าวิ่งชมเมือง ข้าพเจ้าเห็นหมอกpollution สูงมาก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าไม่ขึ้นแน่นอน แต่ ฮั่นแน่ มีแต่อีกแน่ะ แต่ขอถ่ายรูปกับรถม้าน่ะ แล้วเราก็ถ่าย หัวล่ะ 10 บาท เราไปเดินดูของเลหลังเป็นพวกเซรามิก ถูกดี แต่กลัวแตก ต่อจากลำปางเราก็ผ่านแพร่แล้วเข้าสุโขทัยตอนค่ำ

ระหว่างทางในสุโขทัย พวกเราก็คุยสัพเพเหระ เช่นเรื่องทองศรีสัชนาลัยบ้างล่ะ เรื่องโน้น เรื่องนี้ มากมาย ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องในสิ่งที่เค้าพูดกัน แต่ สิ่งที่ข้าพเจ้ากำลังสนใจอยู่ก็คือ ฟ้า ดวงจันทร์เต็มดวง และ ผี น่ากลัวมาก

เราตกลงกันไปพักในอำเภอสวรรคโลก มีโรงแรมอยู่ เราได้โรงแรมคืนล่ะ 400บาท 2 ห้อง หลังจากได้โรงแรมเราก็ไปดูว่ามีอะไรกินบ้าง ก็ได้กินข้างถนน แต่อร่อยน่ะ แล้วเราก็เห็นมีคนขี่มอเตอร์ไซด์มาซื้อเต็มไปหมดเลย แสดงว่าต้องอร่อยจริงๆ เราจอดรถใกล้ๆวงเวียน ข้าพเจ้าเห็นองค์เทพอะไรสักอย่างสะกิดใจมากนั่งอยู่บนลูกโลก สะกิดใจจริงๆ ข้าพเจ้าค่อนข้างจะเงียบเพราะมัวแต่นึกถึงอยู่ จนเราเข้าไปใน 7-11 ซื้อขนมกินสำหรับพรุ่งนี้ ข้าพเจ้าก็ถามเด็กในนั้นว่า นั่นเทพอะไร เขาตอบข้าพเจ้าไม่ได้ Oh God ข้าพเจ้าเดินมาถามคนขายขนมข้างนอก เค้าก็ไม่รู้ แต่เค้าบอกว่า ตอนท้องลูก เค้าฝันถึงท่านและถูกหวย ข้าพเจ้าทนไม่ได้ มีอะไรสักอย่างดลใจให้ข้าพเจ้าขอยืมเงินจีจี้ วิ่งไปซื้อพวงมาลัยมาไหว้ท่าน แล้วเราก็กลับ ระหว่างที่เราอยู่แถวนั้น พวกนี้แซวรองเท้าข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าใส่รองเท้าเดินหิมะมาและไม่มีแตะมาเปลี่ยน ข้าพเจ้าเข้านอนเร็ว แต่ทุกคนยังนั่งอยู่ในห้องดูประกวดนางสาวเชียงใหม่ คืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับ กลัวผี ถ้าผีมา มันจะหลอกใครก่อนว่ะ เราแน่ๆเลย จีจี้เกิดวันอะไรน่ะ เออ วันพฤหัส หรือ อาทิตย์ แต่จีจี้นอนพื้นคงรอดตัวก่อน เสเกิดวันเสาร์ วันนี้แข็งรอดตายแน่นอน เหลือแต่ข้าพเจ้า วันอังคาร เอ วันนี้จริงๆไม่เจอหรอกน่ะ แต่ไม่แน่น่ะ โอยคิดสารพัดจนนอนไม่หลับ แต่ในที่สุดก็คงหลับ แล้วก็ฝันถึงองค์เทพนั่งบนลูกโลกว่ามีคนมาบอกว่า ท่านคือใคร แต่ก็จำไม่ได้ ส่วนเสฝันถึงเพื่อนที่ทำงานว่าโดนไล่ออก กลัวถึงคราวตัวเองบ้างอะไรทำนองนั้น โอย กลัวผี ช่วยด้วย

นู๋ลี๋

วันที่ 3/1/42

วันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว เฮ้อ เหนื่อย เหนื่อยที่ไม่ได้ทำอะไรเลย นอนเยอะจนเหนื่อย เราตื่นกันเช้ากว่าวันก่อน แล้วเราก็เดินทางเข้าสู่อำเภอเมืองเพื่อไปเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์ เราแวะกินเกาเหลาเลือดหมูที่ท่ารถทัวร์ในอำเภอสวรรคโลกก่อนจะเดินทางอย่างแท้จริง มีคนรอรถทัวร์เยอะ แล้วเราก็เดินทางไปถึงอุทยานตอนประมาณ 8 โมงเช้า อากาศแจ่มใส ไปไหว้พ่อขุนรามคำแหงก่อนที่จะตระเวณถ่ายรูปกันอย่างบ้าระห่ำ ข้าพเจ้าชื่นชมสถาปัตยกรรมของสุโขทัยมาก จริงอยู่มันก็คล้ายๆกับของอยุธยา ความแตกต่างอยู่ที่ สุโขทัยเสื่อมโทรมตามกาลเวลาและตามความเสื่อมโทรมของอารยธรรม แต่ของอยุธยาไม่ได้เป็นการเสื่อมแต่เป็นเพราะถูกทำลาย ความเสื่อมของสุโขทัยยังพอจะให้เห็นรูปร่างและความงามอยู่บ้าง ดูแล้วก็ยังเย็นตาเย็นใจ แต่ที่อยุธยากลับหมองเศร้าและไม่เหลืออะไรเลย สลดทุกครั้งที่ไปดูแต่ก็ยังชอบไป มีความรู้สึกผูกพันเสมอกับอยุธยา กลับมา lily กลับมา เรามาเที่ยวสุโขทัยน่ะย่ะหล่อน เราแวะหลายวัด ข้าพเจ้าชอบวัดที่มีพระองค์ใหญ่ๆที่อยู่ภายในอุโบสถที่สุด แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็จำชื่อไม่ได้เลย อย่างที่บอกตอนต้นไม่ได้เอาสมองมา ความจำจึงอยู่ในระยะสั้นๆ แต่สวยมาก ข้าพเจ้าต้องมาอีกครั้งแน่นอน ต่อจากนั้นเราก็ไปหาวัดช้างล้อม พี่เม้งเล่าให้พวกเราฟังว่า สมัยก่อนที่นาของชาวบ้านแถวนี้ถูกช้างทำลาย พอพวกชาวบ้านตามไล่ต้อน ช้างก็หายเข้าไปในวัดช้างล้อม หลายต่อหลายครั้งชาวบ้านก็เลยทนไม่ได้ ทำลายช้างที่อยู่รอบอุโบสถจนหมดสิ้นเลย เมื่อข้าพเจ้าไปถึงวัดช้างล้อมก็เกือบเที่ยงแล้ว เราก็ถ่ายรูปก็ได้เห็นการบูรณะเล็กน้อย คือปั้นตัวช้างขึ้นมาใหม่เฉพาะสี่มุมอุโบสถเท่านั้น เราเดินทางกันต่อจนถึงนครสวรรค์ ก็คุยกันถึงจุดที่จะส่งข้าพเจ้า พอดีป๋าโทรเข้ามา พี่เอ๋เลยแนะนำว่าให้เจอกันที่นครสวรรค์สิ แล้วข้าพเจ้าก็จะได้กลับกับป๋าเลย การนัดแน่ะเป็นไปอย่างวุ่นวายมาก แต่ก็นัดตรงร้านอาหารโกยีแถวอุทยานสวรรค์ของนครสวรรค์ แล้วข้าพเจ้าก็กระโดดรถขึ้นรถตู้กลุ่มคนสูงอายุมา ฮิฮิ เดินทางเข้าเมือง รถติดบ้าง แถวสระบุรี ตลาดไท เราขึ้นทางด่วนตรงธรรมศาสตร์รังสิตแล้วก็กลับถึงบ้านตอน10โมง

การเดินทางครั้งนี้จะว่าไปก็คงประทับใจกับสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต กับความงามของทะเลหมอก ซาบซึ้งกับมันจนต้องตั้งชื่อdiaryบทนี้ว่าทะเลหมอก วันที่ข้าพเจ้าได้เห็นทะเลหมอกเป็นวันที่ 1 มกราคม 1999 ข้าพเจ้าก็ได้แต่คิดว่า ข้าพเจ้าเริ่มปีใหม่ที่สวยงาม หวังและฝันว่าจะเป็นเช่นนั้น

นู๋ลี๋

Back

 

[Biography] [Articles] [Photo Album] [Email Address] [Favorite Links]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1