เด็กกรุงที่เมืองนอก

วันเดินทางไปอเมริกาวันแรกของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเดินทางพร้อมแนน เพื่อนสนิทของน้องชายของข้าพเจ้าเอง น้องชายข้าพเจ้ารอข้าพเจ้าอยู่ที่อเมริกาแล้ว แนนมีพ่อและแม่มาส่ง ข้าพเจ้ามีป่ะป๋าคนเดียว การร่ำลาเป็นไปโดยไม่รู้ตัว ป๋าไปล่ะน่ะ จบ แนนงงมาก แนนนึกว่าเราจะมีการร่ำลาด้วยน้ำตานองหน้า แต่กลับไร้อารมณ์สิ้นดี แนนถามว่า เนี่ยน่ะ แค่เนี้ยน่ะ ข้าพเจ้าก็งง มันจะเอาอะไรว่ะ ดีแค่ไหนไม่ต้องเสียฟอร์มร้องไห้ ถ้าจะร้องไห้ก็แสดงว่าไม่อยากไป แต่ข้าพเจ้าอยากไปนี่ แล้วจะร้องไปทำไม

เราสองสาวเดินทางด้วยเครื่องบิน Northwest Airline เรานั่งใกล้ๆกับพวก Business class smoking area, ซึ่งแย่มาก เราสองคนเหม็นกลิ่นบุหรี่มาก ทำให้นอนไม่หลับทั้งคู่ แนนนั่งข้างในและข้าพเจ้าก็นอนข้างนอก ที่นั่งเป็นแบบสามที่นั่ง เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าก็นั่งติดกับผู้ชายอีกคน เขาเป็นคนไต้หวัน ข้าพเจ้าคุยกับเค้าเพราะเค้าเห็นข้าพเจ้าเริ่มเขียนDiary เค้าก็คงอยากรู้ว่าข้าพเจ้าเขียนตัวหนังสืออะไร ข้าพเจ้าก็บอกว่าเป็นภาษาไทย แล้วเราก็คุยกัน

เพื่อนร่วมเดินทางคนนี้เป็นคนสูงอายุแล้วสักหน่อย เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์อยู่ที่ Umass Dartmouth เมือง Dartmouth พอข้าพเจ้ารู้ว่าเค้าสอนฟิสิกส์ ข้าพเจ้าก็หัวเราะแล้วก็บอกเค้าว่า ฟิสิกส์เป็นวิชาที่ข้าพเจ้าเกลียดที่สุด และ ตกบ่อยที่สุด ข้าพเจ้าไม่เคยเข้าใจเรื่อง ความเร็วแสง ความเร็วเสียง เลย แล้วข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสรื้อฟื้นวิชาฟิสิกส์ เค้าสอนข้าพเจ้าเกี่ยวกับการเดินทางของเครื่องบิน ว่าทำไมเครื่องบินถึงบินขึ้นทางเหนือ ก็เป็นเพราะโลกของเรามันนูนตรงกลาง ถ้าเครื่องบินเลี่ยงที่จะบินตรงได้ เราก็จะลดเวลาการบินได้ แล้วเค้าก็สอนความเร็วเสียงกับแสง ข้าพเจ้าเก่งฟิสิกส์ตอนนี้เอง

พอเครื่องถึงChicago เราก็ต้องcheck Immigration ที่นี่ หิมะตก เราก็ขึ้นเครื่องที่เล็กลงมานิดนึง แต่เครื่องบินดีเลย์เกือบสองชั่วโมง ข้าพเจ้าและแนนมึนหัวมาก อาจารย์สอนฟิสิกส์ของข้าพเจ้าย้ายไปนั่งที่อื่นซะแล้ว เหลือเรานั่งกันแค่สองคน เราเมาเครื่องบินแน่นอน เมื่อเราเดินทางถึงBoston แย่มากเครื่องที่เราจะขึ้นมันยกเลิกการเดินทาง ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ข้าพเจ้าจึงโทรหาเพื่อนที่อยู่ที่นี่ก็คือ ธีระ โชคดีมากที่ธีระอยู่ที่บ้าน เค้าจึงOffer ให้ข้าพเจ้ามาพักก่อนแล้วให้น้องชายของข้าพเจ้ามารับที่นี่อีกทีหนึ่ง แล้วธีระก็โทรหาน้องข้าพเจ้า แต่ไม่อยู่เลยฝากข้อความไว้ แล้วน้องชายของข้าพเจ้าก็โทรกลับมา ปรากฏว่ากระเป๋าของเราสองสาวอยู่ที่Bangor Airport แล้ว ข้าพเจ้าไม่มีเสื้อผ้าใส่ ก็ยืมแนนเอา ข้าพเจ้าเลยมาพักที่บ้านธีระเป็นการชั่วคราวกับแนน แล้วน้องชายก็ตามมาในวันรุ่งขึ้น

น้องชายข้าพเจ้า พิซัง ไม่ได้มารับข้าพเจ้าคนเดียว แต่มีเพื่อนที่ Maine มาด้วยอีกหนึ่งคน ชื่อพี่Oddy พี่โอ๊ตเป็นคนสูงใหญ่ สาวๆญี่ปุ่นแอบชอบพี่เค้า สาวๆบอกว่า พี่โอ๊ต Dark tall and handsome เราเดินทางกลับMaine ด้วยกันสี่คน พี่เค้าบอกว่า เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ระหว่างทางจากBoston ถึง Maine คือ บ้านช่องจะเล็กลงและลดลง คนจะผมยาวขึ้น หนวดเคราจะเฟิ้มขึ้น ต้นไม้จะเยอะขึ้น ยิ่งเปลี่ยนแปลงมากเท่าไร แสดงว่าเรายิ่งบ้านนอกมากเท่านั้น พี่เค้ายังบอกอีกว่า Orono เมืองที่ Umaine อยู่นั้นจะมี Downtown อยู่ด้วย เราก็ตื่นตาตื่นใจ อือม์ มีDowntownด้วย เค้าให้เราสองคนสังเกต พอเราเข้าExit 50 ของ95 แล้วขวา มีป้าย welcome to Orono ผ่านป้ายนี้ประมาณสองนาที เอ๊ะถึงUmaine แล้วหรอ ไหนล่ะ Downtown พิซังบอกว่า ผ่านมาแล้วไง ที่มีบ้านหน่อยๆแล้วมีไฟเขียวไฟแดง 2 อันที่เราผ่านมานั่นล่ะ แค่นั้นล่ะ Downtown แล้ว จบ ข้าพเจ้าบอกได้เลยว่า ใช้เวลาผ่านDowntown เพียง 3 ลมหายใจแน่นอน เราอยู่บ้านนอกแล้วแน่นอน

จากเด็กกรุงของเมืองไทยมาเป็นเด็กบ้านนอกของเมืองนอก แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากนั้น ข้าพเจ้าหลงรักบ้านนอกซะแล้ว

Back

 

[Biography] [Articles] [Photo Album] [Email Address] [Favorite Links]

 

Hosted by www.Geocities.ws

1