A JOURNAL OF OUR RELATIONSHIP
คำนำ
ความทรงจำที่เกิดขึ้นทั้งหมดในเล่มนี้ คงเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก แต่ก็เป็นความทรงจำที่น่าจดจำและบันทึกความรู้สึกที่ดีตลอดการเดินทางไว้เป็นตัวอักษร อาจจะยากสักนิดที่ต้องมาตามย้อนอารมณ์, ความสนุกสนาน, ความทรงจำ, และ ความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน ณ. สถานที่ต่างๆ ตามเวลาที่ผ่านไป แล้วลงบันทึกไว้ อาจจะต้องใช้รูปถ่ายเป็นเครื่องมือในการจำและเรียงลำดับสถานที่เวลา อาจมีอะไรหลายอย่างที่คงจะถูกลืมไปบ้าง เนื่องจากข้าพเจ้าขี้ลืม แต่ข้าพเจ้าก็รักบันทึกเล่มนี้เหลือเกิน
รักเพื่อน
Lily (Cu) Chaithirasakul
เอาล่ะน่ะ
วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2540
หลังจากการสอบที่ UMAINE แผนการเที่ยวของพวกเราก็เป็นความจริงขึ้น เกือบไปแล้ว เกือบไม่ได้ไปแล้ว ข้าพเจ้ายอมรับว่าขี้เกียจมาก ไม่ค่อยอยากไปเท่าไร สาริน บอกว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ไป บางทีการเดินทางครั้งนี้อาจยกเลิกไปโดยปริยาย มีมี่สัญญากับพี่ไหมเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ามีมี่จะไปส่งพี่ไหมกลับเมืองไทยที่Boston เพราะพี่ไหมและคณิตจะกลับเมืองไทยและเครื่องบินจากBangor ไป Boston ในวันนั้นไม่มี และถ้าพวกเราไม่ไปFlorida พี่ไหมและคณิตก็ต้องนั่งConcord ไป Boston (เออว่ะ เกี่ยวอะไรกับพวกเราว่ะ) เอาล่ะ ช่วยเพื่อนรักษาสัญญา สัญญาว่าจะไปก็ต้องไป (ตามแบบแฟนที่ดีของพี่เบิร์ด)
เพราะฉะนั้นการเดินทางครั้งนี้ค่อนข้างรกรุงรังพอสมควร แต่สนุกน่ะ เช่ารถไป เป็นรถBuick, MA ไปเอารถกับพี่ปรัชญาที่ Airport, Bangor ตอน10.00 เช้าวันที่ 20 ธันวาคม รถข้าพเจ้ามี พี่ปรัชญา,มีมี่,สาริน, พี่ไหม, และข้าพเจ้า คณิตต้องไปรถอีกคันกับพี่Oddy เพราะรถไม่พอ เราเดินทางด้วยกัน 2คัน ข้าพเจ้าโทรจองโรงแรมที่ Townline Inn ไว้สองห้อง พี่ปรัชญากับคณิตนอนด้วยกัน ข้าพเจ้าและสาวสวย(น้อยกว่าข้าพเจ้า) ทั้งสามอยู่อีกห้อง น่าเกลียดไปนิด แต่เจ้าหญิงได้นอนเตียง..เปล่าน่ะไม่ได้หมายความว่าคนใช้นอนพื้น (เพราะหลังจากนั้น ข้าพเจ้านอนพื้นเกือบทุกคืน) เพียงแต่เพื่อนๆของเจ้าหญิงเสียสละนอนพื้นเองต่างหาก คืนนั้นไม่มีใครนอนหลับสักเท่าไร แต่ก่อนนอนก็มีการวางแผนการเดินทางเล็กน้อย และเราติดต่อนุได้แล้ว นุจะไปกับพวกเรา หลังจากมีความคิดชั่วร้ายที่จะปลีกหนีพวกเราตามลำพัง แต่โดนคณิตด่าเล็กน้อยว่า ลูกผู้ชายไม่ควรถอนคำพูด จอมยุทธ์ไม่กลืนน้ำลายแล้วพูดใหม่--- ข้าพเจ้ามั่วเอาเอง แต่มันก็พูดทำนองนั้น แต่อย่างไรก็แล้วแต่นุก็มากับพวกเราจนได้ตามที่ตกลงกัน ลูกผู้ชายพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ--จากคำพูดของนุเอง ตามฟอร์มดูหนังจีนมากไปหน่อย
ตอน7.00น.ของวันที่ 21 ธันวาคม ข้าพเจ้าและพี่ปรัชญาไปส่งคณิตกับพี่ไหมด้วยกันที่Logan Airport อากาศหนาวมาก หลังจากนั้นเราก็ไปรับนุด้วยกันทั้งหมด แต่ แต่ก่อนไปรับไอ้อ้วนเราควรไปซื้อเสบียงสำหรับการเดินทาง ทายสิอะไรสำคัญที่สุด ถูกต้อง มาม่า ขอบคุณ มาม่าที่ทำให้เรามีชีวิตรอด ท้องไม่ร้องตอนกลางคืนและมีอะไรกินตอนเช้า ข้อเสียอย่างเดียวคือ ต้องระวังผมร่วงเพราะกินมาม่าเยอะไปหน่อย คนที่ต้องระวังมากที่สุดคือ พี่ปรัชญา,มีมี่, และนุ (ฮิฮิ พวกผมน้อย) จะว่าไปการเดินทางก็เริ่มต้นตอนนี้ล่ะ เอาล่ะ พวกเรามีกันครบแล้ว ชาย2หญิง2 และเจ้าหญิงอีกหนึ่ง รวมกันเป็น5มนุษย์ไฟฟ้า จริงๆแล้ว5มนุษย์ขี้เหล้ามากกว่า ทำไมถึงได้สมญานี้แล้วจะรู้เองเวลาอ่านต่อๆไป เรามีราชรถ1คัน เสบียงและเสื้อผ้าอยู่ข้างหลัง ของจำเป็นอยู่ข้างหน้า เช่น น้ำ, ขนม, หมอนของมีมี่ เนี่ยถ้าขาดหมอนลายดอกอันนี้..คงแย่
เริ่มการเดินทางจากบ้านนุตอน 11 โมงวันที่ 21 Newton, MA ขอประทานโทษเถอะ คุณนุหลังจากที่เมื่อคืนนี้ไม่ได้นอนเนื่องจากต้องมาดู 8เทพอสูรมังกรฟ้าอีก16ม้วนจาก32ม้วนให้จบภายในคืนเดียว อยู่บนรถคุณท่านหลับตลอดทาง แฮะแฮะ อย่าว่าแต่นุเค้าเลย ข้าพเจ้าเองก็หลับ..ลืมตาที อืมเรากำลังเติมน้ำมันรถอยู่ แต่ยังอยู่ใน Mass ลืมตาที อืม อยู่ Connecticut แล้ว ลืมตาที เอ๊ะอยู่ NY แล้วหรอ เร็วจัง อ้าวเรากำลังจะผ่านเข้า New Jersey มีมี่ขับรถตลอดทาง ขับเยอะพอสมควร (พอสมควรที่จะต้องเปลี่ยนมือแล้วน่ะ ไม่ใช่ไกลพอสมควร) ตกฟ้าค่ำ ประมาณว่าที่ Delaware มีการเปลี่ยนมือคนขับ เริ่มมีบทสนทนาที่มีข้าพเจ้าและนุร่วมด้วย มีการท้าทายเล็กน้อยเกี่ยวกับการเดินทางรวดเดียวให้ถึงFloridaเลยโดยไม่ต้องหยุดพัก ฮั่นแน่..ท้าทายมาก ท้าทายข้าพเจ้ามาก ดูสิว่าตั้งแต่ Boston-Florida ข้าพเจ้าจะมีความสามารถในการนอนได้เยอะแค่ไหน ส่วนการขับรถให้เป็นการท้าทายของคนอื่นเถอะ ข้าพเจ้าขอนอนดีกว่า แหม..เจ้าหญิงก็ต้องนอนเยอะๆ ตื่นมาจะได้สวยๆสมกับเป็นคนของประชาชน เดินทางตอนกลางคืน อืมม์รู้สึกตัวอีกทีก็เพราะต้องแวะ Rest Area ที่ South Carolina เดินทางต่อ นุกับพี่ปรัชญาผลัดกันขับตลอดทาง ส่วนข้าพเจ้าหลับตลอดทางจนประมาณสักตี 4 ข้าพเจ้าตื่นเต็มที่นั่งเป็นเพื่อนนุมันขับรถตลอดทาง พอประมาณ 8 โมงเช้าเราอยู่แถว Jacksonville ก็เปลี่ยนมือเป็นข้าพเจ้าขับรถ เอาล่ะในที่สุด เจ้าหญิงก็ต้องทำงานเพื่อประชาชนบ้างล่ะ ขอโทษจริงๆเพื่อนๆ ข้าพเจ้าขอสารภาพหน่อย ระหว่างขับรถ ข้าพเจ้าง่วงมาก ง่วงอีกแล้ว สารินต้องคอยป้อนปลาหมึกเต่าทองตลอดทาง ให้ง่วงแต่ต้องทำเก่ง จะทำให้ทุกคนผิดหวังไม่ได้ ในที่สุดก็ถึง Orlandoซ่ะที แหมแย่จริงๆ รถติดซะนี่ อย่างไรก็ตาม ก็ถึงKissimeeจนได้ แล้วเราก็หาโรงแรมกัน ราคาแพงมาก ก็พยายามหาที่ๆเราพอใจในราคาและสภาพห้องที่สุด แล้วเราก็ได้จนได้ ไม่น่าเชื่อ วันนี้เป็นวันที่ 22 แล้วน่ะ เราข้ามวันที่ 21 ตอนกลางคืนอย่างหมางเมิน
lily
วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2540
เข้าโรงแรม Enterprise ได้ก็เที่ยงแล้ว โธ่..! ขอนอนสักงีบน่ะ เดี๋ยวจะไปเที่ยวต่อล่ะ แหมก็ขับรถกันมาทั้งคืนเพื่อมาเซฟวันเที่ยว ครึ่งวันของวันนี้จะเป็นเวลาสำหรับการที่เราไม่ได้วางแผนไว้ เพราะฉะนั้นก็น่าจะไปเที่ยว John F. Kennedy Space Center ล่ะ ข้าพเจ้าจำได้ว่า มันก็คือ NASA นั่นเอง เป็นสถานที่น่าสนใจมาก ตั้งอยู่ที่ Cape Carneveral เป็นสถานที่สำหรับปล่อยจรวดของ NASA (National Aeronautics And Space Administration) ข้างในมีอะไรให้ดูเยอะ มีทัวร์ไปดูตามสถานที่สร้างจรวด (สถานที่ที่เป็นความลับ), สถานที่ปล่อยจรวด, และที่ควบคุม เหมือนกับในหนังที่เราดูเรื่อง Apollo 13 นอกจากนี้ก็มีทั้งประวัติของเครื่องต่างๆ เช่น Apollo ต่างๆ รวมทั้งนักอวกาศที่ตายในอวกาศ น่าสงสาร กอปรกับว่าข้าพเจ้าเพิ่งดูเรื่อง Apollo 13 ที่ Tom Hank เล่นก่อนที่จะมาเที่ยวคราวนี้พอดี เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอินกับภาพและเรื่องราวที่ข้าพเจ้าเห็นพอสมควร (เศร้า) นอกจากนี้ เราก็ได้ดูหนังวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่นอกโลก เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ดาวเทียมที่หมุนรอบโลก เป็นเมืองๆหนึ่งที่มีคนมากมายอยู่ เค้าพูดถึงเด็กคนหนึ่งที่มีลูกสาวคอยเป็นห่วงทุกคน วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่เด็กคนนี้จำได้คือ เด็กได้ยินพ่อคุยกับตาว่าบนดาวเทียมนี้มีน้ำไม่พอ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องหาน้ำเพิ่มและสำรวจดูว่า มีดาวหางที่เป็นน้ำแข็งจะตกเข้าไปในดาวพฤหัสทุกๆหลายๆปี มีโอกาสที่จะเข้าไปเอาดาวหางหรือส่วนหนึ่งของมันมาเป็นน้ำของดาวเทียมนี้ได้ การเดินทางไปเอาน้ำของพ่อชะงักขาดการติดต่อ ระหว่างที่ทุกคนเป็นห่วงว่าพ่ออาจจะตายได้ก็ปรากฏว่าเค้ารอดชีวิตและนำน้ำมาให้ทุกคนได้สำเร็จ เป็นหนัง 3มิติ หรือ 3D สนุกหรือ hmm.. น่าสนใจและน่าจินตนาการตามมากกว่า และบอกให้เรารู้ว่า คนเราช่างคิดช่างฝันแค่ไหน โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์, นักดาราศาสตร์ที่ต้องสร้างและค้นหาอะไรมากมายก็ต้องมีจินตนาการล้ำลึกพอสมควร ก็สมควรแล้วที่เค้าได้ทำงานที่NASA เราอยู่ที่นี่จนดึก ถ่ายรูปนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆน่ะถ้าเทียบกับวันอื่นที่ถ่ายกันอย่างบ้าระห่ำ
หลังจากนั้นเราก็พยายามหาร้านอาหารไทยกัน ปรากฏว่าร้านอาหารไทยที่ข้าพเจ้าเคยกินนั้นปิด สงสัยเค้ากลับเมืองไทยช่วง Christmas เลยต้องไปกินอาหารจีนร้านที่เราเคยกินกัน ก็เหลาน่ะ หรูแต่หน้าร้านธรรมดามาก อร่อยดี ผัดผักคะน้า อร่อยมาก ถึงโรงแรมแล้ว โอ้ยยย นอนดีกว่า อือมมม พรุ่งนี้ใส่ชุดอะไรดีน่ะ Good Night จ้าาาา
lily
วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2540
วันนี้เราเลือกที่จะไป Epcot เป็นที่แรก ตื่นกันแต่เช้า สาวๆไม่อาบน้ำสักคน เยี่ยม! ที่นี่ อากาศกำลังดี ประมาณ 70 องศาF.กว่าๆ ขับรถไปดีกว่า ไปถึงแล้วก็ประมาณเกือบ 10โมง คนเยอะกว่าที่คิด คิวยาวมาก ตั้งใจจะเข้าอะไรมากมายก็ต้องเลือกที่ที่คิวน้อยที่สุด ต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีความอดทนพอที่จะเข้าคิวรอคิวยาวขนาดนั้นได้ เข้าได้อัน2อันก็ต้องเลือกไปที่อื่นดีกว่า
Epcot แบ่งแยกเป็น 2 โลก ส่วนวิทยาศาสตร์และส่วนโลกนานาชาติ หลังจากที่เข้าส่วนวิทยาศาสตร์ได้สักที่สองที่ ก็เริ่มเปลี่ยนใจ หมดความอดทนในการเข้าคิว ก็ตกลงกันว่าไปเข้าส่วนนานาชาติ จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว การมาเที่ยวครั้งนี้สนุกกว่าครั้งก่อนเยอะมาก เพื่อนๆทุกคน แหม จะชมว่าน่ารัก ก็ดูกระไรอยู่ เนื่องจากข้าพเจ้าไม่เคยชมใครมาก่อน (นอกจากตัวเอง) เอาว่ะชมก็ชม ทุกๆคนสนุกสนานมาก น่ารัก ดูๆ ข้าพเจ้าจะซึมและงี่เง่าที่สุด ขอโทษน่ะเพื่อนๆ ข้าพเจ้าพอดีมีเรื่องกลุ้มใจน่ะ แต่จริงๆแล้วไม่ได้ซึมน่ะ แค่เรียบร้อยขึ้น ทำตัวให้สมกับเป็นเจ้าหญิงไง พอเราเข้าสู่ส่วนนานาชาติ กอรปไปด้วย Mexico, Japan, Canada, Sweden, Italy, Germany, England, America, China, France, and Morocco แต่ล่ะประเทศจะมีอะไรที่แตกต่างกันออกไป เช่น Mexico มีร้านอาหาร, ขายของ, ชมเรือ และมีการแสดงดนตรีหน้าตึก เราเข้าข้างในและยืนฟังเพลงอยู่ข้างนอกสักครู่ก็ไปต่อ ที่ Sweden ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าจัดเรียงประเทศอย่างไร แต่ที่ Swedenมีโชว์ของพวกไวกิงค์และมีการฉายหนังเกี่ยวกับประเทศของตัวเอง (โชว์ของพวกไวกิงค์ เรานั่งเป็นเรือวนรอบ) พอออกมาก็มีร้านขายของ มีตัวประหลาดประจำชาติของเค้าแน่ๆเลย ต่อจากนั้น ก็ถึงประเทศจีน มีร้านอาหาร, ขายของ, โชว์ของคนเล่นเก๋งจีน เรายืนดูสักพัก อินว่าเราเป็นคนเล่นเองแล้วก็เป็นจอมยุทธ์หญิง หรือเจ้าหญิงจีน เดินวนรอบๆก็เดินออกมา พวกที่เหลือแอบถ่ายรูปรอเราอยู่ จะว่าไปเค้าไม่ได้แอบหรอก แต่ข้าพเจ้าช้าเองเพราะมัวแต่จินตนาการตัวเองเป็นจอมยุทธ์หญิงมากไปหน่อย ต่อจากจีนก็เป็นคิวเมืองเบียร์ เมืองคนขี้เมา แต่ไม่มีใครกินเบียร์น่ะ เพราะแต่ล่ะคนจะไปรอจิบไวน์ที่ FRANCE แหมพูดถึงไวน์ก็ต้องขอนินทาสักนิดว่า ทัวร์นี้ขี้เมาทั้งนั้น รายคุณหญิงอรุสา ถ้าไม่เมายามค่ำคืนเป็นนอนไม่หลับ แล้วจะลำบากถึงสารินทีต้องนอนเป็นเพื่อนเคียงข้างคุณหญิงเธอทุกคืน เพราะฉะนั้นหล่อนต้องถูกกรอกไวน์หรือเบียร์ทุกคืน อีก3คนที่เหลือเป็นพวกขี้เมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วง คุณทั้งสามหาดื่มหาชิมอยู่เรื่อยจนพอใจ ก็ตามใจ ข้าพเจ้า ก็ได้ชิมนิดๆหน่อยๆพอรู้รสชาติ แต่พวกนี้ห้ามไม่ให้ข้าพเจ้าดื่มเยอะเพราะเค้ารู้ว่าข้าพเจ้ายามเมาแล้วบ้า ให้เมาไม่ได้ เดี๋ยวบ้า ต่อดีกว่าน่ะ นินทาเป็นสิ่งไม่ดี
ที่เยอรมัน, ก็ยืนฟังเพลงสักพัก เต้นรำเล็กๆ ถ่ายรูปน้อยๆ ก็เดินทางต่อ โอ้ยย ไกลมาก ไกลประมาณ30ชั่วก้าวถึงอิตาลีจนได้ ที่อิตาลีไม่มีอะไรมากมายนอกจากเสาสวยๆ แล้วข้าพเจ้าก็ถ่ายรูปกับเสา ไป ต่อดีกว่า ถึงญี่ปุ่นแล้ว ก็เดินดูที่ญี่ปุ่น ข้าพเจ้าดู Menu ก็ค้นพบว่าที่นี่มี Taipanyaki ซึ่งเป็นอาหารญี่ปุ่นที่ข้าพเจ้าชอบมาก จะเป็นเก้าอี้ครึ่งวงกลมและมีกุ๊กมาผัดอาหารให้เรากิน เค้าขอให้เรารอประมาณ15นาทีก็ถึงคิว คนเยอะพอควร เป็นญี่ปุ่นกันเองมากินก็เยอะ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ไปลองกินอาหารของชาติอื่นบ้าง เหมือนที่เราชอบไปลองชาติอื่นๆ บนโต๊ะ Taipanมีคนร่วมjoin ด้วย 2คน เป็นคู่สามีภรรยา ตัวภรรยาคุยกับเราเพราะเค้าเคยอยู่ Portland, Maine. เค้าชวนคุยเพราะเค้าเห็นใบขับขี่ของพี่ปรัชญาว่ามาจาก Maine ที่พี่ปรัชญาโชว์ใบขับขี่ก็เพราะพี่แกกับคุณสารินสั่งสาเกมากินกัน เห็นม่ะมีสาเหตุ มีสาเหตุ ข้าพเจ้า,นุ,และมีมี่ สั่ง Green Tea มากัน หลังจากนั้นเราก็เดินดูMuseum แล้วก็ร้านขายของ ข้าพเจ้าซื้อของได้เล็กน้อยสำหรับทำกับข้าวญี่ปุ่น อ้อ ร้านอาหารที่พวกเรากินกลางวันนี้ชื่อ Mitsukoshi ไม่ใช่จำได้หรอก บังเอิญถ่ายรูปคู่กับป้ายร้านน่ะ ต่อจากญี่ปุ่นก็เป็นโมร๊อกโค ที่นี่เป็นเมืองของ อาลาดินกับตะเกียงวิเศษน่ะ สถานที่นี้สวยถูกใจมาก แต่ไม่เห็นตะเกียงหรอกน่ะ เห็นขายแต่หมวกแบบอาละดินและพรมเยอะแยะ ก็ดูเสื้อผ้าของโมร๊อกโค ชอบเหมือนกัน แต่ไม่มีตังค์ซื้อ ลืมบันทึกว่าเราผ่านอเมริกามาอย่างเฉยเมยและเพิกเฉยมาก
เอาเถอะมาถึง France แล้ว ได้ดูการแสดงของคนใบ้หน้าขาวอยู่ในลูกโป่งใสๆตอนจบพอดี มีมี่และสารินเข้าคิวรอซื้อเค็กมากินกัน ทุกอย่างที่นี่ต้องเข้าแถวหมด บางทีใช้เวลาเข้าแถวมากกว่าเที่ยวซะอีก เค็กที่ข้าพเจ้าโปรดปรานชื่อ นโปเลียนชื่อเดียวกับจักรพรรดิ์ของฝรั่งเศส อร่อยมากแต่จำรสชาติไม่ค่อยได้ รู้แต่ข้างบนและข้างล่างเป็นขนมปังแข็งๆ ส่วนตรงกลางเป็นครีม อร่อยมาก(ขอย้ำ) และแพงมาก พี่ปรัชญาและนุซื้อไวน์มากิน ก็ขอเค้าชิมนิดหน่อยพอเป็นพิธีและถ่ายรูป อายน่ะ ข้าพเจ้าโดนAlcoholเข้านิดหน่อยก็หน้าแดงเหมือนนางอาย ต่อมาก็เดินไปเจอ Beauty and the beast ด้วย The beast น่ารักอย่างที่คิดไว้จริงๆ แต่คิวถ่ายรูปยาวมาก เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าตัดใจไม่ถ่ายรูปกับเค้าดีกว่า ต่อจากนั้นก็ต้องข้ามสะพานไปอังกฤษ เค้ามีสะพานจริงน่ะ ก็จินตนาการว่าข้ามช่องแคบอังกฤษ จากฝรั่งเศสสู่อังกฤษก็แล้วกัน คุณหนูมีมี่วิ่งร่าเข้าไปเข้าคิวถ่ายรูปกับซินเดอเรร่า ชุดสีฟ้า ข้าพเจ้านั่งดูด้วยความสมเพชเล็กน้อย ดูสิ..เนี่ยเด็กปริญญาโททุนรัฐบาลน่ะเนี่ย แต่ก็ช่างคิดว่ามันอายุประมาณ 12-13 ปีล่ะกัน ทุเรศ เจ้าหญิงนั่งอยู่ข้างๆทั้งคนไม่รู้จักมอง (นี่คือความคิดที่แท้จริง) ที่อังกฤษมีร้านขายของเยอะเช่นร้านขายเครื่องชงชา, ถ้วยชาม, ตุ๊กตาทหาร, lion King, และหมากรุกรูปสวยๆเยอะ และมีผับ ตามฟอร์ม ทุกคนรอข้าพเจ้าอยู่ที่ผับเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ข้าพเจ้ายังฝันอยู่รอบๆ เมื่อข้าพเจ้าเดินมาถึงผับ ขี้เมาเค้าเริ่มกันแล้ว สั่งเบียร์ สั่งคอกเทลมาดื่มกันใหญ่ และเหมือนเช่นเดิม ข้าพเจ้าได้แค่จิบพอเป็นพิธี จากที่อังกฤษ ฟ้าเริ่มค่ำอีกแล้ว ยามพรบค่ำ (เค้าเรียกว่ายามผีตากผ้าอ้อม) ข้าพเจ้า ได้ถ่ายรูปกับ ดอก English Roseด้วย พาให้นึกถึงเจ้าหญิงไดอาน่า ผู้น่าสงสาร เฮ้อเป็นเจ้าหญิงนี่ลำบากน่ะ อย่างที่ข้าพเจ้าลำบากอยู่นี่ไง คานาดาเป็นที่สุดท้ายของส่วนนานาชาติ ที่นี่มีปราสาทที่ถูกสร้างเป็นโรงแรมของคานาดาอยู่ เราไม่ได้เข้าไปดูอะไรเท่าไร
เอาล่ะ เราเริ่มกลับไปสู่ส่วนวิทยาศาสตร์อีกครั้งแล้วก็พยายามเข้าให้ได้ให้หมด เช่นส่วนLion King พูดถึงทรัพยากรธรรมชาติ, ส่วนใต้น้ำมีขึ้นลงลิฟท์, การสื่อสารในอนาคตที่เป็นลูกโลกวงกลมใหญ่ๆ ต่อจากนั้นก็ไปเข้าของEllen ที่เป็นการพูดถึง การSave Energy ของโลกของเรา แล้วก็เป็นการชอปปิ้ง เท่มาก ข้าพเจ้าไม่ได้ซื้ออะไรเลย แต่ข้าพเจ้าแอบแวะไปส่ง Email ให้เยลลี่ และ เพจหาโก๋แป๊ปนึง ชอปปิ้งเสร็ฐ เราก็กำลังจะเดินไปดู firework ต่อ ขณะกำลังเดินเข้าสู่ส่วนของนานาชาติอีกครั้ง ความกลมของโลกก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้งด้วยเหตุการณ์พบปะเพื่อนของเอ๋ เอ๋เจอส้ม เพื่อนกลุ่มหินอ่อนจากธรรมศาสตร์ที่เค้าอยู่ที่ DC เค้ามีมากัน4 คน สองคู่ (อิจฉา) เรามากัน 5 คน ชาย 2 หญิง 2 เจ้าหญิงอีก 1 ขอย้ำ เจ้าหญิงคือข้าพเจ้าเอง ดูfirework สวยมาก สวยอย่างที่คิดเลย แต่ว่าตอนที่เคยมาคราวที่แล้วช่วง Spring Break เดือนมีนาคม สวยกว่า คนเยอะ เราเลยรอสักพักเพื่อให้เคลียร์คนให้น้อยลงแล้วค่อยเดินทางกลับ อืมม กว่าจะถึงโรงแรมก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว ก็กินมาม่า อาบน้ำนอน วันนี้แย่หน่อยมีมี่แย่งเข้าห้องน้ำเป็นคนแรก เค้าคงไม่รู้หรอกว่าข้าพเจ้าชอบเข้าห้องน้ำเป็นคนแรก แต่เอาเถอะให้เด็กเข้าก่อน ข้าพเจ้าต้องรู้สึกเสียสละมากกว่านี้แล้ว หมดไปแล้วสำหรับการผจญภัยที่ Epcot, DisneyWorld, Florida สารินไม่ยอมให้นอนกอด นอนคนเดียวก็ได้
Lily
วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2540
วันนี้เป็นวันคริสต์มาสอิฟ (Christmas Eve) เรามุ่งตรงสู่ Magic Kingdom พี่ปรัชญาจ่ายตังค์ให้ไปก่อนตามแผน ดูแผนที่แล้ว เราน่าจะเดินหรือเล่นอะไรที่สนุกที่สุดก่อน ก็เลยตัดสินใจเข้าสู่ Tomorrow Land วิ่งเลยน่ะ พวกเราวิ่งตรงเข้าไปสู่ Space Mountain ก่อนเลย แหมก็ดูภายนอกมันไม่มีแถวนี่นา แถมดูเวลาแล้ว ก็บอกว่า รอประมาณ 25 นาที เอ๊ะ ก็ไม่นานเท่าไร ดูๆไปก็ไม่ค่อยมีคนต่อแถวยาวนัก วิ่งเข้าไปเลย พวกเราวิ่งเข้าไปข้าวในเลย อุ๊ยตายว้ายกรี๊ด กูละกลุ้ม อุ้ย พูดจาไม่เพราะ หญิงล่ะกลุ้ม คิวยาวเป็นบ้าาาเลย มันหลอกเราให้ต้องมารอข้างในอีกยาวมาก แต่ก็สนุกกับการรอคอย ไม่ค่อยน่าเบื่อเท่าไร เพราะมีการเดินอยู่ตลอดเวลา แถววกไปวนมามาก เค้าเก่งจริงๆน่ะ พาให้เรานึกถึงการจัดแถวที่เราเรียนในวิชา Production Management การจัดแถวที่แตกต่างกันไปตามสถานการณ์และลักษณะของการบริการ ต่อจากนั้นเราก็เข้าไปดู ET ที่มนุษย์ต่างดาวหลุดออกมาจากหลอดแก้ว กรี๊ดกันสลบ น่ากลัวมาก เคยเข้ามาแล้วครั้งนึงก็ยังกลัวอยู่เลย รอคิวไปก็ดูหมอให้พี่ปรัชญากับมีมี่ไป. แต่ล่ะอันที่เราเข้าไปก็เป็นอันที่เลือกสรรแล้วว่าตื่นเต้นน่าติดตามและต้องเข้าไปเล่นให้ได้ เราก็ไปเล่นรถ GoodYearกัน ขับคนละคันแต่ข้าพเจ้าขี้เกียจขับและกลัวการนั่งคนเดียว อย่างว่าเจ้าหญิงต้องมีนางหนมเคียงข้าง เพราะฉะนั้นมีมี่ก็เลยนั่งรถเป็นเพื่อน รถที่แข่งเร็วมาก เร็วตายเลย ตื่นเต้นมาก มากจนเกือบหลับ เลิกเลย ไม่เห็นสนุกเลย ไปดีกว่า
ก็ไปต่อที่ Toon Town เจอบ้านของ Mickey Mouse, Minney Mouse, Donald Duck. ก็ถ่ายรูปเยอะแยะ เริ่มถูกกระแนะกระแหนเล็กน้อยว่าทำตัวเป็นนางแบบ แหมก็เราอยากเป็นลารา (ดารา)นี่ ลาราไม่รักเหล็ก (เด็ก) lily เป็นลารา post ท่าถ่ายรูปทุกรูปแบบเท่าที่จะทำได้ ถ่ายไปมีฟิลม์เท่าไรกี่ม้วนก็ถ่ายไปให้หมด ที่น่าสังเกตุและควรสังเกตุมานานแล้วก็คือ ฟิลม์ส่วนใหญ่ของที่นี่จะเป็นแค่ 24 รูปในขณะที่ของเมืองไทยจะเป็น 36 รูป กล้องของพี่ปรัชญาทำพิษตามฟอร์ม ถ่ายรูปได้เล็กน้อย แหมเล็กน้อยจริงๆน่ะตัวเอง อยู่ช่วงToonTown ก็ไม่มีอะไรจะเล่นนอกจากถ่ายรูป เราก็เลยตัดสินใจเดินทางต่อข้ามไปยัง Fantasy Land ก็ไปเล่นพวก Snow-white Adventure มีการเข้าคิวรอถ่ายรูปกับ Little Mermaid แหมก็แน่นอนล่ะ หนุ่มๆ2คนของทัวร์ฉันตื่นตาตื่นใจ อยากถ่ายรูปกับคุณนางเงือกน้อยแน่นอน (เพราะพี่แกสงสัยว่าจะใส่ชุดอะไรถ่ายหนอ ถ้าไม่ใช่ชุดเกาะอก) เพียงแต่หนุ่มสองคนของเราวาสนาแห่งความลามกมันไปไม่ถึงดวงดาว เพราะคิวยาวมาก (พ่อๆAmerican อุ้มลูกเข้าไปดูนางเงือก คงลามกเหมือนกัน) พี่แกก็ได้แต่ฝันและพยายามชะโงกชะแง้มองหาก็ไม่เห็น น่าผิดหวังแทนจริงๆ หลังจากนั้นเราก็ไปเล่นม้าหมุน ข้าพเจ้าไม่ได้เล่นด้วยหรอกเพราะกลัวว่าตัวเองจะเวียนหัวแล้วกลายเป็นภาระให้กับทุกคน กอรปกับว่าไม่ได้พกยาดมมาด้วย ก็เลยผิดหวังนั่งดูพวกเด็กโค่งไม่ยอมโตเล่นอยู่พักใหญ่ หลังจากนั้นเราก็ไปรอดูพาเหรด ระหว่างรอพาเหรด ข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสจ้างให้เค้าตัดกระดาษเป็นรูปหน้าด้านข้างของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็แปลกใจพอสมควร ไม่เคยรู้ว่าด้านข้างของตัวเองจะเป็นอย่างนั้น จมูกเชิดน่าดูเลยเหมือนเด็กเอาแก่ใจตัวเองเลย แต่ทุกคนบอกว่านี่ล่ะข้าพเจ้าแน่นอน การตัดกระดาษของเค้าเป็นไปอย่างเร็วมาก โดยไม่มีการร่างก่อนเลย การตัดกระดาษเร็วมากและคิวยาวมาก คนตัดเป็นผู้หญิงมีอายูและใส่แว่นตาพิเศษหนาเตอะเลย พอเสร็จปุป รออีกสักพัก
ขบวนพาเหรดก็เริ่มขึ้น เป็นขบวนสำหรับฉลองวันคริสต์มาส เริ่มต้นที่ Mickey Mouse และจบที่ซานตาคลอส รู้สึกชอบมาก เหมือนได้เจอเพื่อนเก่าที่รู้จักกันมานาน และมาพบกันอีกครั้ง ไม่แปลกหรอกก็เรารู้จักMickey Mouse มาตั้งแต่เรายังเล็กนิหน่า แล้วจริงๆแล้ว Mickey Mouse ก็แก่มากแล้ว Mickey Mouse จริงๆแล้วมีอายุมากกว่า 65 ปีแล้วนิ และDisney World, Florida ก็มีอายุเท่ากับข้าพเจ้านี่ล่ะ ขบวนพาเหรดจบลงด้วยความเต็มตื้นอิ่มหัวใจของใครหลายๆคน อย่างน้อยก็ข้าพเจ้านี่ล่ะ เรากลับไปต่อที่ fantasy Land อีกครั้ง กับ Snow-white Adventure น่ากลัวมาก ข้าพเจ้ากลัวน่ะเพราะเร็วมาก ต่อจากนั้นเราก็ข้ามไปที่ Frontier Land ที่มีล่องแก่ง รถไฟภูเขา ก็ได้เล่นทั้งสองอันน่ะล่ะ แต่รถไฟภูเขาปิดชั่วคราวเราต้องกลับมาเล่นทีหลัง เพราะฉะนั้น หลังจากเล่นล่องแก่งซึ่งสนุกมากและพี่ปรัชญาไม่ได้เล่นด้วยตามฟอร์ม (พี่แกกลัวความสูง) ข้าพเจ้าลัดคิวจะเข้าไป จะว่าไปก็ไม่ได้ลัดคิวน่ะเพียงแต่ดูไม่ออกว่าคิวอยู่ไหนและคิดว่าเอาเร็วไว้ก่อนเพราะเอือมกับการรอคิว โชคดีเราได้เล่นล่องแก่งเร็วมาก รู้สึกว่าเราจะพบกลุ่มคนไทยเยอะพอสมควรที่ Magic Kingdom เนี่ย
ต่อจากล่องแก่งเราก็ไปที่ Adventure Land พวกเราเหนื่อยและเมื่อยมาก ข้าพเจ้าลืมไปแล้วว่า Jungle Cruise เป็นยังไง ก็เลยแนะนำให้ทุกคนไปเล่นกัน หลอกลวง หลอกลวงเป็นที่สุดไม่ใช่ Jungle Cruise หรอกน่ะที่หลอกลวงพวกเรา แต่เป็นคิวต่างหาก คิวยาวมากและมีการลัดเลาะให้เราดูไม่ออกเลยว่าคิวยาวขนาดไหน เพราะฉะนั้นเราจะมีกำลังใจว่าคิวไม่ยาวเท่าไรนัก แต่จริงๆแล้วเรารอนานมากเกือบชั่วโมง เมื่อยก็เมื่อย โมโหก็โมโห แต่ในที่สุดเราก็ได้ขึ้นเรือ ความสนุกไม่ได้อยู่ที่การผจญภัยซะแล้ว ความสนุกอยู่ที่เราได้นั่งต่างหากเนื่องจากเมื่อยมาก จบจากนี่ เราก็ไปหาที่นั่งพักจริงๆซะที มีมี่และสารินขอไปเข้าห้องน้ำ และทั้งสองก็หายไปนานมาก เหลือให้เราสามคนที่เหลือสงสัยว่าจะตกห้องน้ำ แต่จริงๆแล้วพี่แกไปคุยโทรศัพท์ หลังจากนั้นไม่นานเราก็ไปเข้า Pirate of the Caribbean กลัวว่าคิวจะยาว ใจเลยไม่ค่อยอยากเล่นแต่พอเข้าไปก็พบว่าไม่มีคิวเลยนี่น่า สนุกดี นี่ยังไม่มีอะไรไม่สนุกเลยน่ะเนี่ย ต่อจากนั้นเราก็ย้อนกลับไปที่ Frontier Land อีกครั้งเพื่อไปเก็บ รถไฟภูเขา แล้วทั้ง 4 ก็อยากไปเข้าบ้านผีสิง แต่ข้าพเจ้าไม่อยากเข้า กอปรกับขบวนพาเหรดตอนกลางคืนกำลังจะเริ่ม
ข้าพเจ้าจึงขอตัวดูขบวนพาเหรดดีกว่าเพราะอยากรู้ว่ามีความแตกต่างเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหนกับเมื่อ Spring ที่แล้ว รอนานมากและผิดหวังว่าไม่มีความแตกต่างเลย ช่วงที่ข้าพเจ้าดูพาเหรด ทั้ง4คนที่เหลือก็ไปเข้าบ้านผีสิงและเรืออะไรก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าไม่ได้สนใจมาก พอจบขบวนพาเหรดข้าพเจ้าก็มารอพวกที่เหลือ ฮั่นแน่ทุกคนยังไม่มาเราก็แอบไปShopping ดีกว่า พอกลับมาพวกเราก็มาดู Firework อีกครั้งที่Magic Kingdom หลังจากที่เมื่อวานดูของ Epcot มาแล้ว เฮ้อ สวย สวยกว่ากันเยอะเลย อาจเป็นเพราะวันนี้เป็นวัน Christmas Eveด้วย เฮ้อพรุ่งนี้ก็Christmas แล้วสิน่ะ พวกเราเดินทางกลับบ้าน เอ้ย กลับโรงแรม พูดคุยกันนิดหน่อย ตอนแรกพี่ปรัชญาตั้งใจว่าจะไม่เข้า MGM Studio เพราะจำได้ว่าไม่มีอะไร ข้าพเจ้าก็เริ่มคิดอย่างนั้นเหมือนกันที่ MGM ไม่มีอะไรสนุกนอกจาก Tower of Horror แต่ .. แต่พี่ปรัชญาทรยศโดนคู่ขาออดอ้อนหน่อยก็ใจอ่อน แหมไม่ต้องมาทำไม่รู้ไม่ชี้น่ะว่าคู่ขาพี่แกน่ะใคร ก็มีแต่นังนุตัวดีนั่นล่ะ ปล้ำกันทุกคืน นึกว่าสาวๆเค้าไม่รู้ไม่เห็นหรือไง เอาล่ะดูก่อน ถ้ายังไงก็ขอดูก่อน ทุกคนไม่อยากให้ข้าพเจ้าอยู่โรงแรมคนเดียว อันตรายผู้หญิงอยู่คนเดียว สวยซะด้วย แหมก็พวกนี้ไม่รู้หรือไงน่ะว่าบางทีการอยู่คนเดียวก็อาจสร้างสถานการณ์ได้ เฮ้อ ดึกแล้ว นอนดีกว่า หลับฝันดีน่ะจ๊ะ คนดี
Lily Chaithirasakul
วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2540
Merry Christmas จ้าทุกคน การเดินทางเร็วจริงๆ มาจนถึงวันที่ 5 ของการเดินทางแล้ว วันนี้เราจะไป MGM Studio ตอนแรกข้าพเจ้าว่าจะไม่ไปเพราะรู้ดีว่า ถ้าเทียบระหว่าง MGM Studio กับ Universal Studio อย่างหลังดีกว่า แต่เมื่อทุกคนอยากจะไปและคงเป็นกังวลว่า ถ้าข้าพเจ้าอยู่คนเดียวอาจจะได้ดิบได้ดีเกินไป เราก็เลยไม่ควรทำตัวให้ทุกคนเป็นห่วง เราตื่นสายกันทุกคนและไปถึง MGM สายเกือบ 11โมง เรียกได้ว่าไปถึงยังไม่ได้ทำอะไรก็ต้องดูพาเหรดของ เฮอร์คิวลิซพอดี เฮอร์คิวลิซเป็นฮีโร่จากกรีกที่ Disney สร้างเป็นหนังการ์ตูนช่วง Summer เรื่องล่าสุด ข้าพเจ้าได้มีโอกาสดูเรื่องนี้กับมีมี่และพี่ไหม ข้าพเจ้าชอบการ์ตูนเรื่องนี้ ประสาทดี เรายืนดูพาเหรดด้วยกัน
ขอขัดจังหวะนิดนึง ที่ MGMนี้ข้าพเจ้าถ่ายรูปเยอะมาก ถูกล้อเป็นนางแบบประจำ ฝนเริ่มตกปรอยๆ อากาศไม่ดีเลย ก่อนเข้า MGM มีขายชุดกันฝนสีเหลืองรูป Mickey Mouse อยากได้เหมือนกัน แต่รู้ไหมค่ะว่าราคาเท่าไร $4 กว่าๆค่ะ ดูอาจจะไม่แพง แต่ถ้าดูคุณภาพแล้ว ก็ไม่สมราคาเท่าไรนัก วันนี้ทุกคนเตรียมตัวพร้อมสำหรับ Tower of Horror เพราะฉะนั้นเราจึงตรงไปสู่จุดมุ่งหมาย ฝนตกคนยังไม่เยอะและคิวยังไม่ยาวมาก
คราวนี้ นุ, สาริน, และ มีมี่ สามารถลากพี่ปรัชญาไปเล่นกับพวกเราได้ Tower of Horrorมีประวัติน่ะ เป็นตึกที่สร้างมาจากหนังสือและเป็นหนังเรื่อง Twilight Zone เป็นเรื่องของลิฟท์ของโรงแรมที่หนึ่ง วันหนึ่ง ชั้น12กำลังจัดงานเลี้ยง ลิฟท์จากชั้น1กำลังจะขึ้นไปชั้น12 ประกอบไปด้วย เด็กผู้หญิงพร้อมพี่เลี้ยง, นักร้องสาว, ผู้ชาย, และ คนขับลิฟท์ ปรากฏว่าวันนั้น อยู่ดีดี ลิฟท์หายไปขณะกำลังขึ้นสู่ชั้น11 หลังจากนั้นโรงแรมนี้ก็กลายเป็นโรงแรมผีสิงแล้วก็ร้างไป อีก60ปีถัดมา มีคนมาค้นพบว่าเป็นการกระทำของเด็กสาวที่เป็นพี่สาวของเด็กผู้หญิงที่อยู่ในลิฟท์ เนื่องมาจากความอิจฉาที่มีต่อน้อง แต่ในที่สุดวิญญาณของน้องก็ทำความเข้าใจกับพี่ที่อายุ60แล้วและอาถรรณฑ์ของลิฟท์ก็หายไป กลับมา อย่าเพลิน แหมฟังข้าพเจ้าเล่าจนเพลินเชียวน่ะ ที่รู้น่ะเพราะบังเอิญได้ดูหนังเรื่องนี้พอดี พวกเราเข้าไปข้างในกัน มีมี่เกิดอาการงี่เง่าเล็กน้อย และมีการวางแผนการส่วนตัวเพื่อที่จะหนีไม่ยอมขึ้นลิฟท์นี้ แผนการณ์ของคุณเธอมีดังนี้ คุณหล่อนแกล้งทำคอนเทกซ์เลนหลุดจากตาข้างขวา (ไง ฉัน จำ แม่น ไหม มีมี่) ก็เจอน่ะแต่กว่าจะใส่กลับเข้าไปได้แทบแย่เพราะมีมี่ตาเล็กและเพิ่งเริ่มหัดใส่อยู่ ทำให้ต้องได้รับความช่วยเหลือจากข้าพเจ้าและสาริน ข้าพเจ้าเป็นคนแหกตาให้กว้าง(ซึ่งยากมาก)และสารินเป็นคนใส่Contact-Laneให้ และในที่สุด แผนการร้ายของมีมี่ก็ไม่สำริดผล เราก็ได้ขึ้นในที่สุด ต่อจากนั้นเราก็ไปดูการแสดงสดของ Beauty and The Beast ที่อยู่ข้างๆ Tower of horror ฝนตกปรอยๆตลอดทาง แต่ก็ยังพอเดินได้ หลังจากนั้น เราก็ได้มีโอกาสเดินมาถึงร้านขายของพวกเจ้าหญิง ข้าพเจ้าได้มีโอกาสติงต๊องโดยได้ยืมสินค้าในร้านเพื่อมาถ่ายรูป เช่น มงกุฏเจ้าหญิง, ไม้นางฟ้า, กระเป๋า ยืมน่ะ แค่ยืมมาถ่ายรูป ไม่ได้ซื้อเลย ทุกคนทำหน้าสมเพชข้าพเจ้ามาก มีแต่สารินที่คอยยุงส่งเสริม แต่ก็รู้ว่ามันหลอกล่อให้เราดูทุเรศแล้วก็ถ่ายรูป ระหว่างนั้น นุก็ถามพวกเราทุกคนว่า อยากกินอะไร กิน Steak ไหม ข้าพเจ้าก็เออออตาม ยังไงก็ได้ หิว ทุกคนไม่มีใครปฏิเสธหรอก เนื่องจากหิวกันทุกคน หิวจนสมองไม่ทำงานแล้ว นุพาเดินไปที่ Brown restaurant เป็น Restaurant ชื่อดังจาก Hollywood คิวรอยาวมาก ก็ฝากชื่อไว้ ระหว่างรอสารินและมีมี่ก็ไปหาห้องน้ำ คราวนี้คงไปเข้าห้องน้ำจริงๆ กลับมาพร้อมกับบอกว่า มี Buffe ด้วย หัวละ $15 ข้าพเจ้าว่าอาหารจะเป็นยังไงน่ะ เค้าบอกว่าเหมือนอาหาร York Common ที่ Umaine ลาเลย ดังนั้น เรากินอะไรที่มันหรูๆ ดีกว่า เพราะฉะนั้นเราก็รอจนได้โต๊ะ ข้าพเจ้าสั่งปลามากิน จากประสบการณ์ ถ้ากินอาหารที่เราไม่คุ้นเคย เราควรสั่ง Seafood มากิน ปรากฏว่า อาหารของข้าพเจ้าอร่อยเกือบที่สุด ทุกคนสั่งไวน์มากิน ยกเว้นข้าพเจ้าและมีมี่ ถ่ายรูปออกมา หน้าแดงประจานความขี้เมาของแต่ล่ะคนจริงๆ
ออกมาก็เดินเพื่อจะไปเข้า Movie Ride ด้านหน้าทำเหมือนโรงหนังที่ China Town, Hollywood LA มีรอยมือรอยเท้าของดาราหลายคนเหมือนกันน่ะ ก็ยืนเข้าแถวเหมือนกัน ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ แต่เราก็ไม่ได้ตากฝนหรอกน่ะ ภายในเป็นเรื่องราววิวัฒนาการของหนังและ หนังดังๆ มีการแสดงเล็กๆน้อยๆของคนขับเรือนำเที่ยว สารินโดนตวาดนิดหน่อยว่ามองอะไร แต่ก็เป็นการแสดงน่ะ ไม่ใช่ตวาดจริงๆ ดูๆแล้วก็ตลกดี สารินตกใจนิดหน่อย เราก็หัวเราะใหญ่เลย ต่อจากนั้นเราก็มาเตร่ๆสักพัก มีมี่เกิดอยากได้ตุ๊กตาขึ้นมา ก็เข้าไปอ้อนพี่ปรัชญาว่า เฮียค่ะ เฮียขา ซื้อตุ๊กตาให้มีมี่หน่อยน่ะค่ะ ให้หนูหน่อยน่ะค่ะ แต่เฮียแก งก เคี่ยว ฟ้าเริ่มพลบค่ำแล้ว เราเข้าไปดูการอัดเสียงของหนังการ์ตูน เป็นการแสดงโชว์โดยท่านผู้ชมกันเอง เค้าสนุกดี น่าเบื่อเล็กน้อยเพราะรอคิวนานแต่ได้ดูนิดเดียว พอเดินออกมาฟ้าก็มืดจริงๆเหมือน1ทุ่มทั้งๆที่ยังไม่ถึงเวลา ก็จะเดินไปเข้า Star War นุถามว่าข้างในเป็นยังไงเพราะข้าพเจ้าไม่อยากเข้าไปเท่าไร ข้าพเจ้าก็ตอบว่า Star War ก็เหมือนกับ Body War ของ Epcot น่ะ ปวดหัวและไม่สนุกเลย (สำหรับข้าพเจ้า อาจเป็นเพราะเคยมาหลายครั้งแล้วก็ได้) ดังนั้นทุกคนจึงไม่เข้าแล้วก็เดินไปเรื่อยๆ
เราเดินไปจนถึง New York Avenue ก็มีโอกาสได้ถ่ายรูปบ้างแล้วเราก็เดินไปดู กบMuffet And Miss Piggy เป็น 3D สนุกและตลกดีเหมือนกัน แต่ใช้เวลาไม่นานนักรอคิวนานกว่า พอเดินออกมาฟ้าค่ำแล้วจริงๆ ก็เห็น MGM ติดไฟฉลองปีใหม่ 98 และ คริสต์มาสสวยเชียวเป็นทางยาวๆ ก็ได้ถ่ายรูปตามฟอร์ม ไม่มีอะไรทำมั้งก็ถ่ายแต่รูป ฟังเพลงที่เปิด ฝนเริ่มตกหนักแล้ว เราเข้าไปดู AFI เป็นองค์กรอะไรสักอย่างที่เกี่ยวกับหนังนี่ล่ะ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสถ่ายรูปกับโลงศพปลอมๆของ Evita Peron เป็นโลงจริงที่ใช้ถ่ายทำเรื่อง Evita ที่แสดงโดยมาดอนนา ก็เอามาทำเป็นหนังเพลง Composed By Tim Rice หนังเรื่องนี้ได้รางวัลเพลงยอดเยี่ยมจาก Academy Award ส่วนมาดอนนา ได้ Golden Award มีมี่ซื้อรูปเอลวิสส่งไปให้พ่อ ส่วนข้าพเจ้าซื้อ สการ์เลตจาก Gone with The Wind ราคาแพงพอควร 90เซนต์แน่ะ ปกติโปสการ์ดใบหนึ่งราคาประมาณ 28-30 เซนต์ แต่ที่นี่แพง ฝนตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เราเข้าไปหาไอติมกินกัน หลังจากนั้นพวกเราก็เข้าไปดูเบื้องหลังการถ่ายทำหนังเรื่อง 101 Dalmatian, หมานรก ก็เดินเยอะไม่มีการนั่งเกิดขึ้น ตายล่ะหว่า เมื่อยจะแย่อยู่แล้วแต่ระหว่างรอคิว นุก็ดูโหวงเฮ้งให้มีมี่
พอเดินออกมาเราก็เริ่มคุยกัน มีมี่อยากรีบไปShopping ส่วนข้าพเจ้าไปไหนก็ได้ ก็เลยนัดเจอกัน เพราะฉะนั้น สี่คนที่เหลือยกเว้นมีมี่ ก็เลยไปเล่น Tower of Horror อีกรอบ คราวนี้เราเก็งไว้ว่าเราจะเอารูปถ่ายในตอนที่เราอยู่ในลิฟท์ แล้วเราก็ได้จริงๆด้วย รูปออกมาสวยดีและทุกคนก็ซื้อไว้เป็นที่ระลึก ฝนตกรูปออกมาจึงมีละอองน้ำฝนเกาะติดไปในรูปด้วย ต่อจากนั้นเราก็ได้ Shopping จริงๆแล้วเราก็พบมีมี่โดยบังเอิญ ช่วงเวลานั้นยังไม่ดึกเท่าไร ก็เดินShopping ด้วยกัน ต่างคนต่างเดินไปเรื่อยๆ แล้วก็มารอมาเจอกันที่ร้านขาย Poster รูปดาราที่มีลายเซ็นดาราจริงๆ รูปของMichael Jacksonพร้อมลายเซ็นจริงราคาตั้งเกือบ$900แน่ะ หลังจากนั้นเราก็ไม่รอดู Firework ของMGM เพราะฝนตกหนักมาก, เหนื่อย, เมื่อย, และเบื่อ เราก็เลยกลับโดยแวะไปหาอะไรกินกันต่อ อากาศเริ่มหนาวมากกอรปกับฝนตก ก็ต้องใส่เสื้อเพิ่ม ไปกินSuSHi Bar กัน ไม่อร่อยเลยแถมข้าพเจ้าไม่ชอบกินปลาดิบ ก็เลยต้องรอกุ้งเทมปุระมากิน ก็พอกินได้ให้อิ่มท้อง แต่ยอมรับว่าเป็นมื้อที่ไม่อร่อยที่สุดสำหรับทัวร์นี้ กินอิ่มก็กลับโรงแรม เตรียมตัวพร้อมสำหรับการเดินทางสู่ New Orlean ในวันพรุ่งนี้
Good Night
Lily Cu
วันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2540
กว่าการเดินทางจะเริ่มต้นก็เที่ยงแล้ว ไม่ได้หาอะไรกินเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากมาม่า เก็บของ นุชักช้าเกินไปตามฟอร์ม เป็นคนสุดท้ายแล้วก็ทำอะไรช้ามาก โดนข้าพเจ้าดุตลอด จะว่าไปก็ไม่ได้ดุอะไรรุนแรง แค่กระแนะกระแหนนิดๆหน่อยๆให้ได้รู้สึก แต่คุณชายใหญ่ท่านก็ไม่ได้รู้สึกรู้สมอะไรกับเค้านักหรอก มีข้อแก้ตัว ตลอด นึกว่าจะได้เริ่มเดินทางซะที คุณชายใหญ่ก็ขอแวะโทรศัพท์หายาหยีแป๊ปนึง อิจฉาจริงๆ จำไว้ ได้ใหม่ลืมเก่า
เอาล่ะได้เดินทางจริงๆซะที ข้าพเจ้ารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร เวียนหัว ปวดหัวรู้สึกเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป ทำให้ดูหงุดหงิด รำคาญตัวเอง มีมี่เป็นคนเริ่มขับรถเป็นคนแรก ข้าพเจ้าก็หลับไปพักใหญ่ การเดินทางผ่านไป 2 รัฐกว่าจะถึงหลุยส์เซียน่าที่นิวออลีน เราขับรถผ่าน Alabama, Mississippi แล้วเราก็ถึง New Orleans ตอนดึกพอดี เราพยายามหาโรงแรม ระหว่างแวะเติมน้ำมันและถามทาง สารินเป็นคนลงจากรถไปถามทางจากคนผิวดำคนนึง คนผิวดำคนนั้นขอเรี่ยไรเงินจากสาริน สารินก็เลยวิ่งหนีเข้าไปในปั๊มน้ำมันและถามทางคนอื่นต่อ ข้าพเจ้าและทุกคนเริ่มเห็นอันตรายจริงๆแล้วว่าทุกๆที่เราควรระวังตัว
เราจึงคิดหาโรงแรมที่ให้ความปลอดภัย เราเริ่มที่ Day Inn แต่ก็หวังว่าจะได้ที่ถูกๆกว่านี้ แล้วก็ใกล้ French Quarter เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องหาที่จอดรถในเช้าวันถัดไป พยายามหาโรงแรม ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจว่า โอเค นี่เป็นเมืองใหญ่ถ้าจำเป็นก็ต้องยอมจ่ายแพง ถ้ายังไงก็หาที่ไม่เกิน$150 ละกัน เพราะอย่างไรก็หาร5 แล้วเราก็ได้อย่างใจ $128 จาก Marriott Hotel โรงแรมหรู เราได้ชั้น 19 ห้อง1901 ได้ Breakfast 2 คนก็ยกให้นุกับพี่ปรัชญาไป เฮ้ย คืนนั้นข้าพเจ้านอนไม่หลับเลย นุกรนตลอดเลยจนข้าพเจ้าต้องลุกมาเอียงคอให้เค้านอนในมุมอื่น จะได้ไม่กรน แต่พอนุหยุดกรน ขอโทษเถอะ มีมี่เกิดกรนขึ้นมาอีกคน ข้าพเจ้าไม่ต้องนอนกัน แต่ที่โรงแรม แหมบอกตรงๆครบทุกอย่าง มีเซฟให้ด้วยน่ะ มีเตารีด พร้อมโต๊ะ มีที่เป่าผม มีเครื่องทำกาแฟด้วย พูดง่ายๆ อยากทำอะไรก็ทำด้วยตัวเองน่ะ โรงแรมไม่มีช่วยหรอก เฮ้ย นอนไม่หลับ จบสำหรับวันนี้ดีกว่า
Lily Chaithirasakul
วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2540
ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์หงุดหงิด ต้องขอย้อนความเมื่อคืนเล็กน้อย เนื่องจากลืมเขียนถึงการเที่ยวของเมื่อคืน อากาศหนาวมากเมื่อคืน ต้องขอเดินกอดแขนนุตลอด มีมี่ก็เดินเบียดๆกับสาริน หนาวจนต้องขอนุดูดบุหรี่สักอึดใจ (ดูดแก้หนาวน่ะ ไม่ได้ติดน่ะ) ก็เดินที่ French Quarter หาอะไรกินกัน ก็ดูดูไป ของกินที่โด่งดังที่สุดของ New Orleans คือ Oyster และ Seafood จริงๆแล้วฝรั่งเค้าไม่ค่อยกล้ากินของดิบเท่าไร แต่เราสั่งตั้ง 2 จาน 2จานก็2 pound แล้วก็สั่ง Shrimpมากิน อร่อยดี เราก็สงสัยคำว่า Cajun and BA You ว่ามันคืออะไร นุเริ่มสงสัยก่อน แล้วเราก็ได้รู้ว่า Cajun คือชื่อกลุ่มคน ฝรั่งเศสที่ French Quarter กลุ่มนี้หนีมาจากไหนไม่มีใครทราบแต่ก็เป็นกลุ่มฝรั่งเศสกลุ่มใหญ่สุดของที่ New Orleans ประมาณศตวรรษที่ 18 หลังจากนั้นอีกไม่นาน พวกนี้ก็ขายFrench Quarterให้ รัฐบาล America (แกมบังคับขายน่ะ) ก็ขายสิ้นเรื่องสิ้นราวไป ส่วน BA You เป็นชื่อการรวมตัวของแม่น้ำที่มาบรรจบกับที่ New Orleans ไม่แน่ใจน่ะ เดี๋ยวไปถามนุเอาเองล่ะกัน เดินบนถนนที่เป็นต้นกำเนิดจังหวะ Jazz แต่เราก็คุยกัน นุกับข้าพเจ้าก็คุยกันว่า นี่มันไม่ต่างอะไรไปจากพัฒน์พงษ์เลยย่ะ ถนนโลกียะชัดๆ ผับ, บาร์เติมไปหมด หนาวมาก เดินกลับโรงแรมดีกว่า
เอาล่ะมาเริ่มต้นที่ตอนเช้ากันซักที นุกับพี่ปรัชญาไปBreakfast กันที่ชั้น37 สูงแล้วก็เห็นวิวกว้างดี ข้าพเจ้ากับสารินแอบไปดู อยากจะแอบกินเหมือนกัน แต่ดูๆแล้วเค้าเช็ค ก็เลยไม่เอาดีกว่า ท่าทางจะแพงมาก ข้าพเจ้าอารมณ์ไม่ค่อยจะดีเท่าไร ข้าพเจ้ายอมรับ อากาศหนาว หนาวจนแทบทนไม่ได้ จริงๆแล้วอุณหภูมิไม่สูงเท่าไร แต่ลม Wind-chill แรงมาก เราเริ่มเดินจากทางซ้ายของ Canel Street เดินไปหา Jackson Square จุดเริ่มต้นของการเดินทาง แต่กว่าพวกเราจะเดินไปถึง ช้ามากแวะโน่นแวะนี่ ดูเครื่องโลหะบ้าง ดูร้านภาพอิโรติกบ้าง ซื้อของบ้าง อากาศหนาวมาก แล้วก็ถึงจนได้ เราก็พยายามจะควบคุมการเดินทางให้เป็นไปอย่างใจ แต่อากาศไม่สนับสนุนเลย ข้างหลังของ Jackson Square เป็นโบสถ์แห่งหนึ่งกำลังมีพิธีแต่งงาน จริงๆพิธีจบแล้วแต่เจ้าบ่าวเจ้าสาวถ่ายรูปกันอยู่ พวกเราไม่เห็นป้ายห้ามเข้าเนื่องจากมีพิธีและไม่มีคนมาห้ามพวกเราด้วย เราเข้าไปด้วยกันหมด ได้ถ่ายรูปโดยมีเจ้าบ่าวเจ้าสาวเป็นBackground เจ้าสาวหน้าปึ้งคงจะรำคาญและไม่พอใจพวกเราที่เห็นเค้าเป็นแค่ Background ฮิฮิ สมน้ำหน้า อยากได้แต่งงานก็ต้องลำบากอย่างนี้ล่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก ยอมรับน่ะว่าอิจฉาเค้า อยากแต่งบ้าง แต่ดูๆแล้ว 5คนนี้ส่อแววขึ้นคานหมด ไม่เว้นหญิงเว้นชาย ไม่งั้นคงไม่สนิทกันขนาดนี้ ช่วยด้วย อยากแต่งงาน ฮ่าฮ่าฮ่า ฮือฮือ ฮือ J
ข้าพเจ้าอารมณ์เริ่มดีขึ้นนิดหนึ่ง นุแซวว่าได้ถ่ายรูปล่ะสิ อารมณ์ดีเชียว เค้าไม่รู้รึไงน่ะว่ารูปถ่ายมันจะติดตัวเราตลอดกาล เพราะฉะนั้นเราควรจะมีความทรงจำที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามมีหลายรูปที่ข้าพเจ้าเนี่ยหน้าเหมือนก้นพี่เบิรด์เลย เออ มันสวยไหมน้อ French Quarter มีตึกเยอะสวยด้วย ข้าพเจ้าชอบสถาปัตยกรรมของตึกยุคนี้มาก ตึกทุกตึกมีอดีตอันยาวนาน คิดจินตนาการแล้วรู้สึกดีจริงๆ แต่ให้นอนคงไม่เอา ที่บอกว่าจะนอนเพราะมีตึกหลายตึกถูกดัดแปลงเป็นโรงแรมบ้าง ธนาคารบ้าง ร้านอาหารบ้างหรือแหล่งโลกียะบ้าง แล้วแต่สภาพแวดล้อมของถนนจะพาไป บางถนนจะมีแต่สถานโลกีย์ แต่บางถนนเช่น Royal Street จะมีแต่ร้านขายของ ฮิฮิ กระซิบเบาๆ ร้าน Sex shop เยอะมากเลย ก็เลยได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตามากกว่า ดูว่ามันมีอะไรบ้างขายอะไรบ้าง ก็ได้ความรู้พอสมควรเช่น Spanish Fly นี่ก็คือยาปลุกเซ็กซ์ มีของปลอมของผู้ชายและผู้หญิงขายเยอะ วีดีโอ เครื่องอำนวยความสะดวกพันนั้นเยอะจริงๆ เอ เราจะกระซิบนานไปหน่อยหรือเปล่าหว่า แต่ก็บอกให้รู้ว่า French Quarter เนี่ย อย่างเนี้ยน่ะ Sex Shop, bar, pub. Oyster, seafood, แหล่งโบราณคดีอยู่รวมกันได้ น่าสนใจให้อยู่อีกวันก็ไหว แต่อยู่เพราะเหตูผลน่าสนใจข้อไหนหรอ ก็แล้วแต่ล่ะคนจะคิดกันไป
โรงแรมให้เราจอดรถได้ถึง 4โมงเย็น นาฬิกาเราเดินเร็วกว่าที่นี่ 1 ช.ม. เนื่องจากที่นี่ใช้ Center time ซึ่งน้อยกว่า Eastern time 1 ช.ม. เพราะฉะนั้น 4 โมงของเค้าก็5 โมงของเรา เวลายังมี เราไปหาอะไรกินกันดีกว่า นุสั่ง Oyster อีกแล้ว ไม่รู้จะเพิ่มพละกำลังทาง Sex ขนาดไหน แหมถ้าแถมไวน์อีกแก้ว เราคงอยู่ใกล้ๆนุไม่ได้อีกแล้ว ข้าพเจ้าสั่ง Shrimp Sandwich มีมี่สั่งอะไรก็ไม่รู้ แต่สารินสั่งกุ้งแปลกๆมากิน เป็นกุ้งตัวเล็ก เปลือกแข็งๆแล้วสีแดงสดมาก เยอะเต็มจานเลยดูน่ากลัวไม่น่ากินเท่าไร ร้านนี้คนเยอะมากและมีคนเสริฟน้อย แต่คนเสริฟก็ทำหน้าที่ได้ดี คือให้กำลังใจว่าจะมาบริการเราตลอดเวลา yes yes แต่กว่าอาหารจะมาก็นานพอควร วงเล็บพี่ปรัชญาสั่งแซนวิช Turkey กินไม่หมดต้องให้นุช่วยกิน มีมี่รู้สึกว่ายังShopping ไม่เสร็ฐ ก็เลยขอตัวอีกแล้ว สารินไปเป็นเพื่อน ข้าพเจ้าและ Bodyguard อีก2 กลับไปโรงแรมเอารถ ปรากฏว่ารถรออยู่ข้างล่างแล้ว สักครู่เราก็เดินทางเตรียมไป Crossways ข้าม Lake ของ New Orleans เป็น Largest Crossways in the World ยาวถึง 28 ไมล์ เสียค่าข้ามประมาณ $1.5
ข้าพเจ้าเริ่มง่วง(อีกแล้ว) พี่ปรัชญาขับรถ สารินอยากขับต่อบนสะพานสักครั้ง ปรากฏว่าสะพานไม่มีที่stopเลย ตอนแรกพี่ปรัชญาขับช้าเพราะอยากดูวิว ข้าพเจ้าเหนื่อยเลยหลับไป มารู้อีกทีตอนหลังว่าไม่เห็นวิวเลยนอกจากน้ำกับฟ้า จากที่พยายามจะขับช้าๆเพราะอยากดูวิว ก็ต้องเปลี่ยนเป็นขับเร็วๆเพราะไม่มีอะไรจะดู แต่ที่แน่นอนข้าพเจ้าหลับ จุดหมายปลายทางของเราก็คือ Atlanta, Georgia ก็เดินทางตลอด Directly ถึงนอกเมืองAtlanta ประมาณเที่ยงคืนแล้ว ก็พักที่ Econo Lodge คนดูแลเป็นแขก แต่เป็นโรงแรมเดียวของตลอดการเดินทางที่มี 3 เตียงและข้าพเจ้าได้นอนเตียงเล็ก เฮ้ย ในที่สุดก็ได้สบายซะที อากาศหนาว นอนซะทีน่ะ ที่รัก
Lily Chaithirasakul
วันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2540
อากาศหนาวจริงๆซะแล้ว มีลมแรง จุดหมายของเราจริงๆก็คือ the world of cola Atlanta มีอะไรน่าสนใจเยอะน่ะ เมื่อปีที่แล้ว Atlanta เป็นเมืองสำหรับการจัดการแข่งขันโอลิมปิกและก็เกิดเหตุการณ์หลั่งเลือดอันเนื่องมาจากวินาศกรรม ก็ยังจับมือคนดมไม่ได้ แถมคนพบระเบิดยังโดนกล่าวหาเองซะอีก โอลิมปิกครั้งนี้เป็นครั้งที่ ครบ100 ปีของโอลิมปิกพอดี จำไม่ได้ว่า ครบ100 ปี หรือ ครั้งที่ 100 แต่ก็100นี่ล่ะ ข้าพเจ้าจำได้แต่เมื่อตอนจะประกาศว่าเมืองไหนได้ ข้าพเจ้ายอมรับว่าเชียร์กรีกให้ได้เพราะกรีซเป็นเมืองเริ่มต้นของโอลิมปิก แต่สปอนเซอร์ของโอลิมปิกส่วนใหญ่อยู่ที่ Atlanta นี่ไงล่ะนี่ไงที่ทำให้ Atlanta ได้จัด โอลิมปิกครั้งนี้ Coca Cola, CNN ก็มี Head Quarter อยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นก็อย่าแปลกใจที่ได้จัดโอลิมปิก
เรามีเวลาอยู่ที่ Atlanta แค่ 1 วันเพราะงั้น ต้องเก็บเกี่ยวสิ่งสำคัญ เราเริ่มต้นที่ The World Of Cola เลย ข้างหน้ามีที่เล่น Skate น้ำแข็งเล็กๆอยู่มีคนเล่นเยอะเค้ามารอเข้า Coke Museum เพราะเปิดเที่ยงครึ่ง เราจอดราชรถของเราตรงข้ามที่นั่น วันนี้เป็นวันอาทิตย์ จึงจอดได้ เอ๊ะหรือจอดไม่ได้ก็ไม่รู้ ช่างเถอะ กูจะจอด พวกเรามาก่อนเวลา ก็เลยต้องรอ ระหว่างรอก็ถ่ายรูปตามระเบียบ ถ่ายกับป้ายโค้กบ้าง กับขวดโค้กบ้าง รูปตัวการ์ตูนจาก Warner Brother กัดสารินไปหนึ่งที ถูกสารินตามกระทืบจนปวดหลังเลย แถมคุณเธอยังกระแนะกระแหนอีกว่าแก่แล้วไม่เจียม แหมยังก่ะคุณเธอสาวนักแน่ะ เรารอจนได้เข้าไปในตัวตึก พี่ปรัชญากับนุชักช้ามัวแต่ดูดยากันอยู่ข้างนอก จนตามเข้าไม่ทัน เราก็เลยไปรอเค้าข้างใน แหมที่นี่เค้าหัวการค้ามาก ตามคิวแล้ว เค้าจะให้เราขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น4เลย แล้วผ่านตามห้องต่างๆลงมาจนถึงเจอร้านขายของแล้วเราก็จะimpress จนซื้อของของมันจนได้ ขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้น4 ก็เจอกับ History ของCoke เครื่องทำน้ำCola เครื่องใส่น้ำลงไปในขวด เห็นขวดCoke เป็นของประเทศต่างๆหมุนวนรอบไปหมด ฮั่นแน่ ดีใจจัง เห็นของไทยด้วยเป็นตัวหนังสือไทย แหมภูมิใจจริงๆ เดินข้ามไปอีกห้อง ก็เจอกับวิวัฒนาการของโฆษณาโค้ก เช่น Always Coke ทำนองนั้น ก็จะเห็นตั้งแต่ปี 80s จนถึงปัจจุบัน บางอันเราก็เคยเห็น บางเราก็ไม่เคยเห็นมาก่อน ก็เจอกับ ตู้ Computer ที่โชว์ ประวัติศาสตร์ของโลก ควบคู่ไปกับประวัติศาสตร์ของโค้ก ตามศตวรรษต่างๆ 70, 80, 90 ต่อๆกันไป
ข้าพเจ้ายืนดูอยู่พักใหญ่ด้วยความสนใจแล้วก็ได้ดูรอบๆ จะมีห้องโชว์ของของโค้ก พวก ถาด, ถ้วย, ป้ายตามปีต่างๆเยอะแยะไปหมด ต่อจากนั้น ห้องสุดท้ายในความทรงจำของข้าพเจ้าก็คงจะเป็นห้องดื่มโค้กฟรี ค่าเข้า $7 เออ คุ้มไหมน่ะ มาดูห้องนี้ก็คุ้มล่ะ พวกเราช่วยกันชิมน้ำอัดลมรสชาติต่างๆจากประเทศต่างๆภายใต้สังกัดของโค้ก ของไทยเป็นน้ำอัดลมยี่ห้อ Mellow รสชาติลิ้นจี่ อร่อยมาก Apricot ของญี่ปุ่นก็อร่อย แต่ที่แย่ที่สุดก็คงเป็น น้ำอะไรไม่รู้ของ Italy ของชาติอื่นๆก็แตกต่างกันไป ข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงคนพูดกันถึงน้ำอัดลมจากเมืองไทยเยอะพอควร ก็เกิดความภูมิใจ (อีกแล้ว) ว่าเค้าคงชอบ แต่ เอ เค้าชอบหรือเปล่าก็ไม่รู้น่ะเพราะเค้าแค่เรียกเพื่อนมาชิมกัน เค้ามีให้ดื่มโค้กฟรีด้วยน่ะ แต่กว่าจะได้ ก็ต้องรอ ไม่ใช่ว่ารอ การบริการน่ะ เค้าเป็นเครื่องโยนน้ำโค้กมาเข้าถ้วย เหมือนน้ำพุกระโดดน่ะ สนุกดี
ต่อจากนั้น เราก็ได้เดินลงมาจนถึงชั้นล่างสุดที่ ข้าพเจ้าบอกไว้ตอนต้นของวันนี้ ว่าพี่แกหลอกให้ซื้อของตอนจบ ดูๆแล้วทุกคนก็ดูเหมือนจะตกกับดักแห่งการซื้อนี้หมด ไม่เว้นแม้แต่กลุ่มเรา ไม่เว้นแม้แต่พี่ปรัชญา ฮ่าๆๆๆ คุณชายนุ ทุเรศ ซื้อของเลียนแบบเราทุกอย่างเลย ข้าพเจ้าจำได้ แถมบอกให้ซื้อหมีโค้กให้หน่อยก็ไม่ยอม จริงๆแล้ว มันก็จะซื้อให้ล่ะ แต่ข้าพเจ้าไม่เอาเอง ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเอาอะไรจากคนอื่นนิหน่า พวกเราซื้อของกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พี่ปรัชญา แต่ เอ พี่แกซื้ออะไรน่ะ จำไม่ได้แล้ว พี่ บอกทีเด่ะ ข้าพเจ้าถูก Cashier กวนตีนนิดหน่อยเพราะข้าพเจ้าอยากได้ถุงกระดาษ ในขณะที่ ทุกคนได้ถุงพลาสติก คน Cashier บอกว่า $5 ข้าพเจ้าตกใจแล้วเค้าก็หัวเราะ แหม มีความสุขจริงๆน่ะกับการได้รังแกเราเนี่ย ระหว่างซื้อของ ข้าพเจ้าก็ทะเลาะกับนุตลอดทางเพราะต่างคนต่างแย่งกันเอาชนะว่าใครซื้อของเลียนแบบใคร แต่มันก็เลียนแบบเรา แถมยังมาแก้ตัวอีก
ต่อจากนั้น เราก็ออกมา ดูแผนที่กัน แต่ล่ะคนมีเป้าหมายในการดูแผนที่ไม่เหมือนกัน ตัวไดโว่นุดูแผนที่ หาChina Town หาของกิน แต่เราก็หิวเหมือนกัน แต่ข้าพเจ้าและคนอื่นๆดูแผนที่เพราะอยากไปดูหลุมฝังศพของ Dr Martin Luther King Jr. ก็ตามหากันจนเจอ หลังจากนั้น เราก็ไปสวนสาธารณะ Concentranial Park ที่เกิดเหตูการณ์วินาศกรรมขึ้น ก็เห็นเสาเยอะแยะ แล้วก็เห็นโรงแรม Omni ที่ อยู่ในตึกของ CNN นุเค้าอยากหา China town , มีมี่อยากซื้อถ่านใส่ฟิลม์ เราก็เลยเดินไปที่ตึก CNNก็ถามทาง ระหว่างที่นุถามทาง เราก็ถือโอกาสสำรวจภายในของ CNN Headquarter แต่การสำรวจก็ไม่นานนัก ก็ถูกตามตัว (คือข้าพเจ้ายอมรับผิด คือชอบหนีหายไปไหนไม่รู้ ต้องให้เพื่อนๆตามหรือ รอ อยู่เรื่อยเลย) เอ้ย เหมือนทัวร์ธงสีเหลืองเลย
ภายใน CNN ก็มี Studio Tour ที่ต้องเข้าตามเวลา ประมาณ $7 ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ข้าพเจ้าอดเข้า คุณชายใหญ่แกหิว รีบตามกลับเร็วๆเพราะท่านหิวจัดมาก เจ้าหญิงก็หิวมากเหมือนกัน แต่ต้องรู้จักความอดทน เหมือนปลาอดทนที่ต้องว่ายน้ำจากขั้วโลกเหนือมาขั้วโลกใต้ อดทน โอ้ย หิวเหมือนกัน ก็เลยรีบเดินไปที่รถ แล้วก็ขับวนดู Georgia Tech ก่อน ก่อนที่เราจะออกไปบน Highway เพื่อหา China town Atlanta เป็นเมืองใหม่และ ใหญ่ Georgia Tech ก็เป็น University ที่มีแต่ตึกใหม่ๆ ไม่มีสถาปัตยกรรมที่ดูเป็นประวัติศาสตร์เท่าไรนัก อากาศไม่ดีอีกเลยนับตั้งแต่ วันที่เราไป MGM Studio อากาศหนาว พาให้ขี้เกียจเดิน ข้าพเจ้าขี้เกียจและเดินน้อยมาก เจ้าหญิงไม่ควรขี้เกียจ ต้องคอยเตือนตัวเองไว้เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีกับประชาชน หลังจากนั้นเราก็ออกไปหาChina town กัน หาอยาก ข้าพเจ้าเจอ Magazine แนะนำการท่องเที่ยว และการกิน ของ ที่นี่ เราก็เจอโฆษณาร้านอาหารไทย เราหากันจนเจอแต่ร้านปิด ทุเรศจริงๆ เราก็เลยมากินร้านอาหารจีนข้างๆ ร้านอาหารจีนคล้ายๆร้านอาหารของเมืองไทยบางแห่งที่ข้าพเจ้าเคยไป เป็นร้านที่ปนกับกิจกรรมภายในครอบครัว มีโทรทัศน์ให้ลูกนั่งดูทีวี มีโซฟาสำหรับรับแขก และมีโต๊ะสำหรับคนข้างนอก อาหารที่สั่งในวันนี้อร่อยมากพอควร ใช้ได้เลยทีเดียว
หลังจากกินอาหารเสร็จ เราก็เตรียมตัวเดินทางสู่ Ashville, North Carolina มีมี่นั่งข้างหน้าเพื่อคอยดูทางเพราะคุณหญิงแกเคยมาแล้ว แล้วก็เล่านิยายให้พวกเราฟัง โดยเฉพาะข้าพเจ้าฟัง ฟังมาหลายเรื่องแล้ว นิยายส่วนใหญ่ ก็เป็นนิยายแปลปนลามก คุณหญิงแกอ่านเยอะจริงๆ จำชื่อตัวละครได้หมด ข้าพเจ้าโปรดปรานการฟังนิยายจากคุณมีมี่มาก ตกฟ้าค่ำคืนนั้น นุก็เลยตัดสินใจสารภาพความจริงให้พวกเราฟังในรถว่า เค้าอ่าน คาสสาโนว่า มาแล้ว 16 เล่มจบ นุก็เล่าให้พวกเราฟังถึงประวัติโดยย่อของคาสสาโนว่า แหม ประหลาดดีแท้ คาสสาโนว่านี่มีจริงน่ะ เค้าเขียนเรื่องเค้าเองเมือตองแก่อายุประมาณ60 ปีแล้วตอนเป็นบรรณรักษ์ห้องสมุด เค้ามีประวัติดังนี้ คาสสาโนว่า เกิดมาในครอบครัวที่พ่อแม่หย่าร้างกัน พ่อแต่งงานใหม่กับผู้หญิงลูกติด แม่ก็อยู่อีกทาง คาสสาโนว่าอายุได้ประมาณ 10กว่าขวบก็ไปอยู่กับพ่อ ก็เกิดหลงรักพี่สาวที่เป็นลูกติดแม่เลี้ยง แต่พี่สาวมีแฟนแล้ว คาสสาโนว่าก็ชอบขัดขวางคู่รักไม่ให้มีอะไรกัน พี่สาวก็ถือโอกาสกำจัดคาสสาโนว่าไปให้พ้นทาง เค้าก็เลยกลับไปอยู่กับแม่อีกครั้งแม่พาให้ไปเป็นนักบวช สมัยก่อนเป็นนักบวชมีอำนาจมาก แล้วพอคาสสาโนว่าเริ่มเทศนาเป็น ก็ไปเทศตามปราสาทต่างๆ นั่นล่ะ ก็ไปได้สาวเรื่อยมา แต่ท้ายสุดพี่แก ก็ตายโดยไม่มีใครเคียงข้าง
นุก็เล่าให้พวกเราฟัง คืนนั้นก็เลยมี Affect นิดหน่อย มีมี่ บอกพวกเราว่าได้ยินเสียงนุละเมอ ทุบเตียงเสียงดัง มีมี่ก็เลยสงสัยว่า นุเกิดอาการเก็บกด เออ หรือพี่ปรัชญาเค้าไม่ยอมจ๊ะ คืนนั้นน่ะ แต่ คืนนั้น ระหว่างฟังนิยายทั้งหลายแหล่ ระหว่างทางก็เป็นการขับรถขึ้นภูเขา เห็นดาว เหมือนกำลังขึ้นสวรรค์ (ห้ามคิดลามก เออ หรือเราคิดเองหว่า) แต่ก็พาให้นึกถึงเพลงบิน ที่คิดจะบินกลับสวรรค์แล้วไม่กลับลงมาอีก เราเข้าเขต Ashville แล้ว ก็เตรียมตัวหาโรงแรม ข้าพเจ้าก็บอกว่าหาโรงแรมที่อยู่ใกล้ๆปราสาทละกัน เราก็ได้ Plaza Hotel ซอยก่อนซอยปราสาทนี่เอง มีมี เก่งมาก บอกว่าเอาใกล้ๆ ก็พามาที่ใกล้ๆจริงๆ จริงๆแล้วมันไม่ใช่ปราสาทหรอก เป็นบ้านน่ะ บ้าน Builtmore House เป็นบ้านที่ใหญ่ที่สุดใน America อากาศหนาวมาก ข้าพเจ้านอนพื้น และ นอนไม่ค่อยหลับ แต่คืนนั้นมีโอกาสได้เขียนpostcard หาม่าม้า หา อากง แล้วก็หาตัวเอง เอ้อ พอเราเขียนทุกคนก็เขียนตาม อย่างว่าเลียนแบบ ลารา ขอโทษเถอะ คุณนุเขียนใหญ่เลย แถมบังอาจมาเขียนใส่postcard ของเราด้วย ดึกแล้ว นอนดีกว่า พรุ่งนี้จะไปดูบ้านใหญ่ๆกันน่ะ
lily จ้าาาาาาาาาาา
วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2540

แย่แล้ว โธ่ แย่จริงๆด้วย ข้าพเจ้าเห็นหิมะตก โธ่ คิดว่าวันนี้จะเป็นวันที่ข้าพเจ้ามีความสุขที่สุดวันหนึ่ง อากาศดีๆ ดูวิวสวยๆ มองอะไรงามๆ ถ่ายรูปแยะๆ แล้วก็เตร่ไปเตร่มา ทำไงดีล่ะ หิมะตก อะไรอะไรก็ถูกปกคลุมด้วยหิมะไปซะหมด วันนี้สารินกับพี่ปรัชญาใส่เสื้อเหมือนกัน เป็นเสื้อของ Jazz จาก French Quarter คู่นี้เค้าคล้ายๆกันในรสนิยม แต่คุณสารินแย่กว่า ชอบเตรียมเสื้อผ้ามาน้อยๆแล้วมาหาเอาดาบหน้า แล้วเค้าก็ถ่ายรูปคู่กันให้โลกรู้ว่า ใส่เสื้อเหมือนกัน สีเดียวกัน ราคาเดียวกัน พี่แกย้ำว่าถูกด้วย สงสัยลืมคูณ exchange rate ของ dollar กับ Baht. ในโลกนี้ไม่มีอะไรถูกสำหรับคนไทยอีกแล้ว การเดินทางเริ่มต้นกับปรอยละอองหิมะ ซอยถัดไปเองก็ Builtmore House แล้ว
งานนี้คุณมีมี่เป็นไกด์เติมตัวในฐานะที่เคยมาแล้ว ดูคุณท่านวางตัวก็ไม่สมกับที่หล่อนเคยมาเล้ย เอ้อๆ เดี๋ยวน่ะ ขอมีมี่คิดนิดเดียว เอ๊ะๆ เดี๋ยวน่ะ รู้สึกว่า .. กูละเบื่อ เราเริ่มต้นที่การซื้อตั๋วเข้าดูบ้าน บ้าน Builtmore House เป็นบ้านที่สร้างโดยลูกชายคนเล็กของ Henry Vanderbilt ที่ชื่อ George Washington Vanderbilt. ตระกูล Vanderbilt เป็นตระกูลใหญ่และมีอำนาจในทางการเมือง การศึกษา การธุรกิจ หลายอย่าง มีมหาวิทยาลัย Vanderbilt ด้วยน่ะ แต่อยู่ที่ไหนข้าพเจ้าไม่ทราบได้ แล้วจะสืบมาให้รู้กัน ลูกชายคนเล็ก George สร้างบ้านนี้ก่อนจะได้ภรรยา เขาเบื่อเมืองใหญ่ๆ เช่น NY หรือ Rhode Island อ้อลืมบอกไป ที่ New Port, Rhode Island พ่อของเขา Henry Vanderbilt เป็นคนสร้างบ้านที่ใหญ่ที่สุดของ New Port, Rhode Island ที่ชื่อ Breaker House แล้ว George เป็นคนชอบท่องเที่ยวมาก วันหนึ่ง เค้าเกิดมาเจอที่ที่สวยมากที่ Asheville, North Carolina, เค้าก็มาสร้างบ้านไว้ที่นี่ พอตอนบ้านใกล้เสร็ฐ เค้าก็มาภรรยามาเมื่อตอน ค.ศ. 1900 บ้านหลังนี้มีเนื้อที่ประมาณ 8000 Acres ใหญ่มาก คู่นี้มีลูกสาวคนเดียว และได้รับมรดกหมด แต่ลูกสาวกลับไม่ได้อยู่บ้านหลังนี้ และไปตายที่ England, แล้วก็มีลูกชาย 2 คนจากสามีคนแรกแล้วก็ช่วยกันดูแลบ้านหลังนี้อยู่ ทายาทตระกูลนี้เสียภาษีให้บ้านหลังนี้ไม่ไหว ก็เลยเปิดบ้านให้คนเข้าชม ได้ชมปราสาทและการปลูกองุ่นทำไวน์กิน
เราก็ได้เข้าไปชมข้างใน เค้ามี walkman ให้ฟังเพื่อฟังประวัติของบ้านหลังนี้แต่พวกเราไม่อยากฟัง เป็นself-guide กันเอาเอง ก็เลยได้เดินอย่างละเอียด แล้วอ่านปนเดากันเองอีกต่างหาก โดยเฉพาะข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสศึกษาประวัติและสถาปัตย ตามที่ตัวเองชอบ มีความสุขมาก ดูตามห้อง ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าความหรูหราของภายในไม่สมกับความหรูหราภายนอกสักเท่าไรนัก ตัวบ้านภายนอกหรูมาก แต่ข้างใน ข้าพเจ้าว่ามันก็งั้นๆ ไม่หรูอย่างที่ข้าพเจ้าคิด อาจเป็นเพราะอิทธิพลของความทันสมัยหลังยุคศตวรรษที่18 ซึ่งมีความทันสมัยมากขึ้น ข้าพเจ้ามีความสุขกับการดูสถาปัตยกรรมของบ้านนี้มาก เดินออกมาข้างนอก ฝนตกปรอยๆ อยากเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำอยู่ข้างนอกถูกสร้างต่างหากออกไป
ลืมบอกไปว่า บ้านนี้มีทั้งหมด 250 ห้องก็รวมหมด ห้องเจ้านาย ห้องครัว ห้องรับแขก ยันห้องคนใช้ แวะไปดูห้องคนใช้ที่ชั้นล่าง ดูเหมือนห้องพักตามหอพักมหาวิทยาลัย สารินกับมีมี่และพี่ปรัชญา ลงความเห็นกันว่า ดูดีกว่าหอที่ Estabroke , Umaine, ซะอีก ฮิฮิ สงสัยพวกนี้เคยเป็นคนใช้ที่นี่ เดินต่อมาดูห้องครัวห้องซักผ้า ห้องรีดผ้า ก็ได้เห็นห้องอบผ้าห้องใหญ่ แล้วก็เห็นตารางว่าห้องไหนจะได้น้ำอุ่นน้ำเย็น ห้องไหนต้องทำอะไร ตารางยาวเป็นร้อยกว่าชื่อแน่ะ มีห้องเก็บอาหารกระป๋อง, เก็บผักผลไม้, ห้องเก็บขวดดอง, ห้องเก็บไวน์, มีกระดิ่งเรียกจากเจ้านายด้วยน่ะ ลงชั้นใต้ดินก็เจอลานโบว์ลิ่ง 2 แถว, ห้องนั่งเล่น, ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับอาบน้ำ, แล้วก็ว่ายน้ำ วุ่นวายสับสนมาก จินตนาการตามเวลาที่เค้ามีแขกเต็มบ้าน มีงานเลี้ยง รถม้าผ่านไปผ่านมาแล้วก็คนใช้วิ่งวุ่น ทุกคนเต้นรำจิบไวน์ เดินไปเดินมา น่าสนุกน่ะ ข้าพเจ้าอยากลองมีชีวิตอย่างงี้บ้างจังเลย คงจะมีความสนุก แต่ไม่ได้พูดถึงความสุขน่ะ เพราะข้าพเจ้าคิดว่าความสุขอยู่ที่ใจ ความสนุกอยู่ที่กาย แต่ข้าพเจ้าอยากเต้นรำเป็นที่สุด เฮ้อ.. ใฝ่ฝัน ใฝ่ฝัน
เดินออกมาจากห้องน้ำก็ไปshopping มีร้านขายของ 2-3 ร้าน แล้วก็มีเบเกอรี่ ข้าพเจ้าได้ซื้อของนิดหน่อยเท่านั้น ทุกคนก็ซื้อของนิดหน่อย เช่น postcard เพราะของแพงมาก shopping เรียบร้อยเราก็ออกมาข้างนอก ถ่ายรูป อากาศหนาว เราไม่มีเวลาเท่าไรเพราะต้องไป winery สถานที่ทำไวน์ของตระกูล รวมทั้งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพวกขี้เมากลุ่มเราด้วย มีร้านอาหาร ที่เราต้องรีบไปเพราะ lunchที่นั่น ร้าน Bistro มีถึงเวลา บ่ายสามโมงเท่านั้น เรามัวแต่เดินเล่น จนข้าพเจ้าคิดว่า เราจะไปไม่ทัน แหม ก็ห่วงกินนิหน่า แต่มีมี่และนุก็มาเราเดิน garden ของที่นี่ก่อน แต่วิวที่นี่สวยจริงๆ สวยเหมือนรูปวาดเลย เสน่ห์ของสวนและป่าเขายามหน้าหนาวก็แปลกไปอีกแบบ ข้าพเจ้ารู้สึกดื่มด่ำและชื่นชมกับบรรยากาศของที่นี่มาก และจินตนาการว่า หน้า Fall คงจะสวยมาก อือมม น่าจะสวยมาก เอ้อ แต่หิวข้าว เพราะฉะนั้น เราต้องรีบเดินทาง อ้อ ลืมบอกไปอย่าง บ้านหลังนี้ถ่ายหนังเรื่อง Richy Rich ด้วยน่ะ วิวมาจากนั้นทุกอย่าง ดูแล้วจำได้ มีทุกฉาก หลังจากนั้นเราก็นั่งรถBus ของบ้านนี้ไปลงที่ที่จอดรถ เราไม่สามารถจอดรถใกล้ๆบ้านได้ แล้วเราก็ขับรถไปที่ winery ก็ไปจองคิว เค้ามี pager เรียกตัวเมื่อมีโต๊ะ แล้วเราก็ได้เบอร์ 20 แล้วเราก็เอาเวลาที่รอโต๊ะไปดูเครื่องและวิวัฒนาการผลิตไวน์ ห้องเก็บไวน์ ลัง และเครื่องกลั่นไวน์ เดินต่ออีกหน่อยก็มีให้ชิมไวน์ของเค้า ก็ลองไวน์ต่างๆ ทั้งขาวและแดงที่ดังๆ
ข้าพเจ้าผู้เป็นเด็กดีของพ่อแม่และเป็นเจ้าหญิงที่แสนดีของประชาชน ก็ได้แต่จิบและส่งที่เหลือต่อให้คนข้างๆ คนที่โชคดีมากที่สุดคือ นุนั่นเอง แต่ถึงแม้จะจิบนิดเดียว หน้าเค้าก็แดงจะแย่ จนน่าขายหน้าแย่เลย แต่งานนี้ นุดีกับข้าพเจ้ามาก ยอมให้ข้าพเจ้ากลั่นแกล้งได้ตลอดเวลาแต่ก็คอยหาวิวสวยๆให้ข้าพเจ้าได้ถ่ายรูป จะว่าไปก็เป็นเพราะนุยังไม่เจอจุดอ่อนของข้าพเจ้าว่าอยู่ตรงไหน ฮิฮิ มันโง่ แถมกล้องก็เป็นของข้าพเจ้า จริงๆแล้วกล้องของคณิต แต่คณิตให้ข้าพเจ้ายืมนิ เพราะฉะนั้นก็ต้องได้ชื่อว่าเป็นกล้องของข้าพเจ้าและข้าพเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าท้วงว่านี่กล้องของใคร พวกนี้ก็บอกว่ากล้องคณิต ไอ้พวกทุเรศ
แล้วเราก็ได้ยินเสียงบีบบีบเรียกตัวว่าได้โต๊ะเมื่อเราอยู่ที่ร้านขายไวน์ ไวน์ที่ข้าพเจ้าชิมแล้วชอบที่สุดก็คือ ไวน์ขาว Chanin Blanc ของ Builtmore ที่ Bistro พี่ปรัชญากับ สาริน ดื่มไวน์ต่อ แต่นุดื่ม Sparkling Wine ไวน์ของทั้งสองของพี่ปรัชญารินมาจากขวดเดียวกัน นุเดินมาชิม บอกว่าคนละขวดไม่เหมือนกัน นุบอกว่าของสารินเปรี้ยวกว่า ต่อมาสารินก็เริ่มประสาทแดกอุปทานว่ามันไม่เหมือนกัน มีมี่ผู้มาจากfood science ทดสอบ Sensory โดยนุและสารินต้องหลับตาชิม ก็อุตสาห์บอกว่าคนละขวดทั้งๆที่สารินก็รู้ทั้งรู้ แต่ก็ให้ชิมจากแก้วๆเดียวกันเท่านั้น มั่วกันใหญ่ พี่ปรัชญาexpert ชิมก็รู้ว่ามาจากขวดเดียวกันแน่นอน มีการถ่ายรูปประจานขี้เมาอีกตามเคย แต่คราวนี้ประจานข้าพเจ้าด้วย Menuมีให้เลือกไม่มากนัก ก็สั่งอะไรเท่าที่มี รู้สึกว่าข้าพเจ้าจะสั่งไก่มากิน ก็กินด้วยกันจนเย็นก็เดินทางออก หิมะตกหนักขึ้น พี่ปรัชญาขับรถ ตอนนี้ล่ะที่เราได้เล่นเกมส์บนรถ ก็ไม่ใช่เกมส์วิเศษวิโสอะไรนักหรอก ก็แค่ทายปัญหาปัญญาอ่อนโดยคนปัญญาอ่อนเป็นคนถาม คนปัญญาอ่อนเค้าก็เริ่มถามคำถามแรกว่า งูเมื่อมันตกลงถังขยะจะฉกอะไรก่อนแล้วก็ตามด้วยปลาอะไรที่ว่ายน้ำจากขั้วโลกเหนือมายังขั้วโลกใต้สุดท้ายที่ข้าพเจ้าพอจะบันทึกได้เต็มที่ก็คงเป็น บังอะไรที่อยู่ตามห้างสรรพสินค้า คำตอบทั้งสามคือ งูฉกกะปรก, ปลาอดทน, และบังไลเลื่อน ก็คำตอบเป็นอย่างนี้ก็อย่าคิดอะไรเลยน่ะว่าจะมีคนปัญญาดีที่เค้าตอบได้น่ะ
หลังจากนั้นการขับรถเป็นของใครข้าพเจ้าไม่ทราบแน่เนื่องจากหลับตลอด แต่จิตใต้สำนึกบอกว่าเป็นพี่ปรัชญาและมีมีมี่นั่งข้างๆ มีมี่เค้ามีเหตุผลน่ะว่าจะได้ดูแผนที่,เปลี่ยนเทป,และคุยเป็นเพื่อนพี่ปรัชญา พี่เค้าจะได้ไม่ง่วง หนุจ๋าตอนกลางวันพี่เค้าไม่ง่วงหรอก แต่มีมี่ก็มีประโยชน์น่ะ อย่างน้อยก็ทำให้รถไม่เงียบ รถจะเงียบเวลาเดียวคือมีมี่หลับ ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้ว่าใครคุยใครหลับ รู้แต่ตัวเองหลับถ้าตื่นมาก็แกล้งคน แต่คราวนี้ขา้พเจ้าถูกแกล้ง จะมีใครก็มีแต่นังนุตัวแสบนั่นล่ะ มันซื้ออมยิ้มมาอมไปเลียไปก็จะมาเอาเข้าปากเรา ไอ้ทุเรศ แล้วมันก็เล่นใหญ่เลย ข้าพเจ้าก็กรี๊ดกร๊าดใหญ่ ดีใจมีคนเล่นด้วย เอ้ยไม่ใช่ สกปรก ขยะแขยง แล้วอมยิ้มมันเป็นรูปนิ้วหัวแม่โป้ง หัวแม่มือสีแดง แถมมีปลอดสำหรับเก็บเวลาอมไม่หมดด้วยน่ะ กูละเบื่อ พอนุอมไม่หมด มันก็ใส่ปลอก จะเอาไว้แกล้งข้าพเจ้าต่อ เพราะฉะนั้นมันต้องถูกกำจัด ฮ่า ฮ่า ฮ่า แล้วมันก็ถูกกำจัด
เราเดินทางตรงไป Virginia Tech เป็นUniversityที่พี่ปรัชญาได้รับการเข้าเรียนแต่พี่แกบ้าเลือกมาMaine เอาล่ะตรงเข้าสู่เมือง Blackberg, Virginia เราเดินทางท่ามกลางสายหิมะอ่อนๆ อันตรายพอสมควร แต่ก็ยังพอไปได้ เราถึงเมืองอย่างปลอดภัย และเห็นหิมะสูงมาก เมืองดูคุ้นๆ เปล่าไม่ได้เคยเกิดหรือผ่านเมืองนี้หรอก แต่ดูความแตกต่างของ Brewer, Maine and Blackbeg, Virginia แล้ว ไม่แตกต่างหรอก เหมือนกันยังไงไม่รู้ ต่อจากนั้นเราก็หาโรงแรม ก่อนหาโรงแรมเราก็เข้าไปดูภายในVirginia tech (VT) ก่อน มองไม่ค่อยเห็นแต่ก็รู้ว่าอยู่ไหน เอาล่ะหาโรงแรมจริงๆซะที แล้วเราก็ได้โรงแรม Blackberg Hotel โรงแรมทันสมัยด้วยน่ะ มีการใช้การ์ด เข้าห้องพักด้วย แต่จริงๆแล้วเป็นการ์ดของ holiday inn ข้าพเจ้าก็สมมติฐานเลยว่า โงแรมนี้เมื่อก่อนเคยเป็น Franchise ของ Holiday Inn มาก่อน พอชำนาญอะหังการได้ ก็เลยเลิก แล้วเปลี่ยนมาเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เจ้าของเก่าเจ้ง แล้วเราก็ได้โรงแรม คืนนี้หนาวมาก หิมะตกตลอด ข้าพเจ้ารู้สึกว่าต้องแย่แน่ๆ นอนข้างล่างต้องหนาว มีมี่เสียสละนอนพื้นให้ แล้วข้าพเจ้าก็เงยหัวและตัวขึ้นมานอนบนเตียงกับสาริน แหม จะปล้ำสารินก็กระไรอยู่ เอาล่ะนอนท่ามกลางหิมะภายนอกที่ตกอย่างไม่หยุด
lily cu
วันที่ 30 ธันวาคม 2540
เริ่มสายทีล่ะนิด เนื่องจากเหนื่อยและขี้เกียจตื่น เราเฉื่อยวันเฉื่อยคืน แต่ก็ออกเดินทางไปสู่ VT ที่ VT นี่ดูคุ่นๆเหมือนUmaine ยังไงก็ไม่รู้ พี่ปรัชญาบอกมีความรู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่เลือก Umaine เออ พูดจริงหรือเปล่าน้า เค้าเห็นแต่university ไม่ได้เห็นตัวนักเรียนสักคน ถ้าได้เห็นสาวสาวญี่ปุ่นน่ารักน่ารักอาจจะติดใจก็ได้ว่ามันชื่นหูชื่นตา นี่ไม่ได้หมายความว่าพี่เค้าเจ้าชู้น่ะ เค้าเป็นคนรักเดียวใจเดียว มีจิตรักแท้ในวิญญาณ แต่สาวๆน่ะอาหารตาอาหารใจเท่านั้นเอง
ยังไงก็แล้วแต่เราก็เข้าVT แล้วก็ถ่ายรูปจนได้ ละอองตกอยู่ตลอดเวลา ก็จอดรถหน้าBookstore สารินมีความหวังว่าอาจจะได้เข้าไปซื้อของที่ระลึก เช่น เสื้อยืดสำหรับวันถัดไป ข้าพเจ้ารู้น่ะ ฮิฮิ J แต่bookstore ปิด อุตสาห์เดินฝ่าฝนไปที่ Library ก็ปิด ก็เลยยืนถ่ายรูป อยากได้รูปเดี่ยว คุณนุนรกก็เดินเข้ามาเลย สาวงามควรมีชายหนุ่มเคียงข้าง ไม่ควรมีรูปเดี่ยว ดูมันพูด แถมยังทรยศคิดจะผลักเราลัมไปบนหิมะซะอีก เดชะบุญที่ข้าพเจ้าเฉลียวใจซะก่อน ดึงเสื้อเชิ้ตมันไว้ก็เลยได้มีโอกาศอันดีแก้แค้นคืนที่มันทำให้เราเสียใจผลักเราล้มไม่สำเร็ฐ
แล้วข้าพเจ้าก็ปาหิมะใส่มันแล้วก็ใส่มีมี่ด้วย เล่นหิมะนิดหน่อยพอเป็นกระไส แล้วก็ขึ้นรถ เดินทางไปหาอะไรกินกัน วันนี้รู้สึกเราจะกิน Mc Donald แล้วก็เดินทางต่อ มุ่งตรงสู่ DC เราเข้าสุ่ DC ตอนประมาณ บ่าย 5 โมง ยังเร็วมากแต่ฟ้าค่ำซะแล้ว ต้องหาโรงแรมก่อน ข้าพเจ้าจำได้ว่าเคยมาพักแถวๆใกล้ๆตัวเมือง เราหาไม่เจอซะที วนอยู่นั่นล่ะ Route 50, Route 1, 6St, 7st. New York Ave ,Rhode Island Ave, Etc. หาจน 2 ทุ่มก็ยังหาไม่เจอเลย ก็เลยตัดสินใจกินข้าวก่อน พี่ปรัชญาก็แสดงความช่ำชองเส้นทาง DC ม๊ากมาก ผิดตลอดแล้วเราก็เข้าร้านอาหารผิดอีก ไปเข้าร้านอะไรก็ไม่รู้ แต่เราก็สั่ง Basic อาหารจีนมากินกัน ก็เช่น เป็ดย่าง ไก่ย่าง หมูแดง เกี๊ยวน้ำ อาหารก็งั้นๆล่ะ ไม่มีอะไรแปลกพิสดาร ต่อจากนั้น เราก็หาโรงแรมต่อ ข้าพเจ้าก็ใช้ six sense ว่าต้องข้ามสะพานก่อน แล้วเราก็เจอ Super8 Motel แต่มันเห็นว่าเรามากัน5 คน ไม่ยอมรับ
ต่อจากนั้นเราก็ต้องซ่อนหัว 1 คน เข้า Howard Johnson แล้วเราก็จองพัก 2 คืน คืน 30 และ 31 ราคาไม่เท่ากันเหมือนตอน christmas ที่ Enterprise ราคาในคืนวัน Christmas ก็แพงกว่า อากาศหนาวมาก เข้านอนดีกว่า ข้าพเจ้าได้นอนเตียงอีกแล้ว ไชโย คืนนี้ข้าพเจ้าได้รับข่าวจากแอนว่า bank reject employment application ของข้าพเจ้า ทำให้ข้าพเจ้าได้ตัดสินใจว่าจะโทรศัพท์คุยกับที่บ้าน ว่าเราไม่มีอะไรต้องรอคอยที่นี่อีก และไม่คิดว่าจะมีปัญญาหางานทำที่นี่ได้ จึงโทรหาป๋า ป๋าไปตีกอฟท์ ก็เลยโทรหางี่กู้ คุยกันก็เลยตกลงใจกลับบ้าน กำลังจะนอน ก็เสียใจที่ต้องกลับบ้าน ยังอยากอยู่ที่นี่กับเพื่อนๆอยู่เลย งี่กู้บอกว่า คืนนี้ของที่เมืองไทยมีงานปีใหม่ โธ่ เป็นครั้งแรกที่ไม่มีข่พเจ้าเพราะฉะนั้นให้โทรหาทุกคนตอนที่ข้าพเจ้าตื่นขึ้น ข้าพเจ้าเสียใจที่ต้องกลับบ้าน มีมี่ปลอบใจ นุตบหัวปลอบใจ ก็สบายใจขึ้น แต่ เอ๊ะ ข้าพเจ้าไม่ใช่หมาน่ะ นี่เจ้าหญิงน่ะ
lily ผู้น่าสงสาร
วันที่ 31 ธันวาคม 2540
วันสุดท้ายแห่งปีแล้ว เหลือเชื่อว่าเราจะมีความอดทนมาจนถึงวันสุดท้ายของปีจนได้ ข้าพเจ้าตกใจตื่น ต้องบอกว่าตกใจตื่นเพราะมีนัดจะโทรศัพท์กับที่บ้านตอนที่ที่บ้านมีงานปีใหม่อยู่ เฮ้อ..ยุ่ง สายทางโน้นไม่ค่อยได้ยินเสียงข้าพเจ้าเท่าไรนัก ต้องตะโกน ก็ตะโกนจนทุกคนในห้องตื่นหมด ขอโทษค้า แต่มันไม่รู้จะทำไงแล้วนิ เอาน่า นานๆโทรที อย่าด่ากันเลย หลังจากนั้นทุกคนก็ทยอยตื่น คืนนี้จะต้องนอนโรงแรมนี้ต่ออีก 1 คืน เพราะฉะนั้นก็ต้องล๊อกกระเป๋าดีดี ทยอยอาบน้ำแต่งตัวทีละคน แล้วก็รีบๆออกจะไปกินติ่มซ้ำที่ China Town ใน DC คราวนี้ไม่หลงแน่ รู้แล้วว่าอยู่บนถนน 7St แต่ก็ยังจำชื่อร้านไม่ได้อยู่ดี แต่จำได้ว่าข้าพเจ้าเคยมากินแล้วอร่อย หลังจากนั้นเราก็ถึงร้านตอน 11.00 โมง แฮ่ แฮ่ เรามาเวลาร้านเปิดพอดีเด่ะ แสดงให้รู้ว่าหิวจัด ตะกละจัดนี่เอง
ต่อจากนั้นเราก็เริ่มเดินทางกว่าจะได้เที่ยวก็เที่ยงกว่าแล้ว เริ่มที่ Monument ขอบอกก่อนว่าอากาศหนาวมาก หนาวจริงๆ เสื้อผ้าที่เตรียมมาไม่พอเลย อากาศหนาวแถมWindchill อีกต่างหาก โอ้ยล่ะ เรายืนเข้าแถวเข้าMonument ต้องเที่ยงกว่าๆ คิวที่จะได้คือ 12.30 แต่ว่าเราไม่มีบัตร ต้องไปเอาบัตร และเมื่อพี่ปรัชญาวิ่งไปเอาบัตร ปรากฎว่าเป็นบัตรตอนบ่ายโมงครึ่ง ซึ่งเราต้องรออีก 1 ชั่วโมง ข้าพเจ้าโกรธมาก ไม่เอาแล้ว กูไม่ขึ้นก็ได้ว่ะ ไม่ได้ง้อเลย ข้าพเจ้าเดินกลับมารอที่รถโดยไม่สนใจใคร รู้ว่านิสัยไม่ดีแต่ไม่เอาแล้ว เข็ด แต่ทุกคนก็เดินกลับมา ข้าพเจ้าเดินมาถึงรถก่อนคนอื่นๆ นั่งรอในรถนาน ภายในรถอบอุ่น แต่ร่างกายข้าพเจ้ายังปรับสภาพไม่ได้ ต้องขอบอกว่า สุขภาพยังไม่คงที่ ร่างกายยังไม่สมบูรณ์พอ ทุกคนชวนกันไป Jefferson ก่อน ข้าพเจ้าขับรถให้เพราะอยู่ในที่นั่งคนขับพอดี ก็ได้ไปยืนคุยกับ Tom or Thomas Jefferson ถ้าคุยว่าเพื่อนเก่าแล้วกลับมาเจอกันอีก ตอนที่ยืนถ่ายรูปไปมา ก็ได้พบกลุ่มคนไทย แต่ก็ตามสังคมไทย ไม่มีการทักทายกันหรอกถ้าไม่รู้จักกัน มีอยู่ครั้งหนึ่งที่แปลกใจที่มีคนมาทักก็คือ ครั้งที่ Magic Kingdom Shopping อยู่กับMemi อยู่ ผู้หญิงคนนึงเค้าเข้ามาทัก คนไทยหรอค่ะ ..ค่ะ.. หิมะตกปรอยๆ
ระหว่างที่เราอยู่มี Jefferson ต่อจากนั้นเราก็เดินทางกลับMonumentค่ะ เพื่อรอขึ้นคราวนี้มีคนเข้าใจผิด ไม่มีบัตรเหมือนเรา ฮิฮิ สมน้ำหน้า ก็เราเจอมาแล้วก็ต้องมีคนอื่นเจอเหมือนเราแล้ว ก็ขึ้นไป Monument สูงประมาณเท่าตึก 55 ชั้น ลิฟท์มีแค่ 1 ตัว ก็เป็นธรรมดาที่คนรอคิวยาวมาก ตามเคย เจอแขกสกปรกเห็นแก่ตัวแซงคิวอีกแล้ว คงต้องขอประจานกันหน่อย นี่ไม่ได้ว่าแขกทั้งหมดน่ะ แต่แขกที่ข้าพเจ้าเจอทั้งหมดในการเดินทางครั้งนี้เหมือนกันหมดต่างหาก แซงคิว, แย่งเขา,ลอดช่องมาแซงคิว เหมือนกันหมดแล้ว ไม่ได้แอบทำหรือว่าลับๆล่อๆเลย พี่แกทำอย่างเปิดเผยและหน้าตาเฉยมากเหมือนกับว่าสิ่งที่เค้าทำอยู่นั้นเป้นธรรมชาติมาก ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีคนอย่างนี้อยู่ในโลก ฮ่าฮ่า.. หัวเราะอย่างสมเพชและขมขื่นกับโลกใบนี้จริงๆ
แล้วเราก็ได้ขึ้น Monument กับแขกกลุ่มนั้น ด้วยความรังเกียจเป็นที่สุด ข้าพเจ้ารังเกียจขยะแขยงจริงๆ แต่เพื่อนๆข้าพเจ้าที่ ABAC ไม่มีใครเป็นอย่างนี้เลยน่ะ ข้างบนของ monument เป็นกระจกแล้วเราก็เห็นสถานที่สำคัญจากกระจกแต่ล่ะข้าง เช่นข้างหนึ่งเห็น white house ข้างขวา เห็น Capital Hill แล้วก็จะเห็น Jefferson and Lincoln แล้วก็เห็น แพนทากอนของทหารอเมริกาด้วย ที่เป็นตึกรูป5เหลี่ยมน่ะ เห็นแต่ไกลๆ ไกลมาก
ลงมาจาก Monumnet เราก็เดินติอไปที่ Jewish Museum ก็ต้องเช็คอาวุธก่อนเดินทางเข้าไป โอ้ย เค้าต้องระวัง อันตรายมาก คนที่เกลียดยิวมาดูก็คงจะสะใจ แต่คนยิวมาดูเองก็คงจะโกรธ ข้าพเจ้าและแก๊งขี้เมาที่ไม่มีความสัมพันธ์กับชาวยิวก็ดูสิ่งเหล่านี้ด้วยความเหลือเชื่อ รู้สึกแย่ (สารินรู้สึกมากแต่ทุกคนก็รู้สึกด้วย) ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนสามารถโหดร้ายได้ขนาดนี้ ฮิตเลอร์เป็นนายทหารที่ชื่นชอบNazi และ นาซีเป็นพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในเยอรมัน ฮิตเลอร์ก็ใช้charismaของเค้าเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นผู้นำเยอรมันโดยเฉพาะเค้าเจาะจงไปที่เด็กๆให้เป็นนาซีที่ดี แล้วเค้าก็เริ่มdiscriminate พวกยิว จนถึงขั้นขับออกจากประเทศ แต่ก็ยังกีดกันเกี่ยวกับประเทศที่จะให้ไป คือพูดง่ายๆไม่ให้หนีแต่ก็ไม่ให้ทีอะไรด้วย จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่2 ฮิตเลอร์ก็ออกคำสั่งให้ฆ่าชาวยิวด้วยวิธีการต่างๆมากมาย น่าสงสารและน่าเวทนามาก จะเห็นรูปถ่ายกองผมของชาวยิวใหญ่มาก กองเป็นภูเขา เห็นรองเท้าของจริงที่เป็นหลังฐานสุดท้านก่อนที่พวกยิวจะตาย ข้าพเจ้าได้ลองเดินเข้าไปในตู้รถไฟที่เป็นตู้ขนคนยิวไปตายจริงๆ เห็นมาตราการการฆ่าด้วยวิธีต่างๆ เห็นสมบัติ, ของใช้ที่เหลือก่อนที่พวกยิวจะถูกฆ่าตาย สลดมาก พูดได้คำเดียวว่าสลดกับสิ่งที่เห็นมาก แล้วก็มานึกดูว่าสิ่งเหล่าน้จะเกิดขึ้นอีกมั้ย ก็มาได้คิดว่า จริงๆแล้วมันเกิดขึ้นอยู่ทุกวันแหละ โดยเฉพาะเมื่อ 2-3 ปีก่อน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของประเทศรวันดาระหว่างชาว รวันดา2เผ่ากันเอง น่ากลัมาก มนุษย์ช่างเลวร้ายเสียจริงๆ เดินออกมาด้วยความรู้สึกที่หดหู่,สลดอยู่ แล้วก็มีการถกเถียง ข้าพเจ้าเคยอ่านคอลัมภ์ภาษาไทยนานมาแล้ว เค้าเล่าถึงคนที่มีความคิดแปลกๆ ขอไม่บอกว่าดีหรือไม่ดี แต่เค้าให้ความเห็นว่า ถ้าฮิตเลอร์ไม่สั่งฆ่าชาวยิว 5 ล้านคน 5 ล้านคนนี้จะเพิ่มจำนวนประชากรให้โลกอีกเท่าไรก็เป็นความคิดที่แปลกเหลือเกินและอยู่ในใจของข้าพเจ้ามาตลอด รีบเดินไปที่จอดรถแล้วก็ไป Lincoln ต่อ
ที่นี่ข้าพเจ้าไม่ได้ลงไปอีกครั้ง (เมื่อคราว spring break ก็ไม่ได้ไป) รออยู่ในรถเพราะหนาวมาก รอจนแก๊งขี้เมามาก็ไปหาร้านอาหารไทย ข้าพเจ้าหลับตลอดทางก็เลยไม่ได้มีส่วนร่วมในการดูแผมที่ ถ้าจะว่าไปแล้ว ทัวร์คราวนี้ข้าพเจ้าสบายที่สุดเพราะทำงานน้อยที่สุด แล้วทำตัวเป็นเจ้าหญิงที่สุด (ก็ข้าพเจ้าเป็นเจ้าหญิงจริงๆนิ) ขอโทษค่ะเพื่อนๆ เรามาแถวเขตยอร์จทาวน์แล้วก็เจอร้านอาหารไทยชื่อ Pad Thai คนเสริฟ์แล้วเพราะต้องใส่แว่นตา ตอนแรกมารยาทไม่ค่อยดี ต่อมาได้ยินเราวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่แคร์ว่าเค้าจะได้ยินหรือเปล่า เราก็ได้เห็นจิ้งจกเปลี่ยนสีหน้ามือเป็นหลังมือ เข้ามาเอาใจค่ะขาตลอด เฮ้อ มนุษย์ หนอ มนุษย์ ช่างพลิกแพลงปลิ้นปล้อนเหลือเกิน
เราเดินทางกลับโรงแรม ไม่มีความคิดที่จะออกมา count down อย่างที่จะทำหรือตั้งใจจะทำในตอนต้น เราไม่ได้ count down อะไรทั้งนั้น พี่ปรัชญาหลับสนิท ตามด้วยมีมี่ นุคุยโทรศัพท์กับที่บ้าน ข้าพเจ้าก็โม้กับสาริน ระหว่างที่ โม้กับสาริน เสียงคงดังไปหน่อย คุณมีมี่ละเมอสาปแช่งพวกเราว่า จำไว้น่ะ ไม่เห็นใจคนจะหลับจะนอน แช่งให้ปีหน้านอนไม่หลับ นึกว่าด่าจริง แต่พี่แกจำไม่ได้ว่าแช่งชาวบ้านไว้ พวกเราก็เลยได้รู้ว่า อย่าไปแหย่มีมี่ตอนมันหลับ ดุชิปแป๋งเลย ไม่รู้คนหรือเสือ แหมจะเทียบเป็นตัวอื่นก็ไม่กล้า เดี๋ยวโดนมันด่ากับแช่งอีก รู้กันเลย เรื่องนี้ถือว่าเห็นเรื่องประวัติศาสตร์ของมีมี่ต้องจารึกไว้ถึงความดุของมัน แล้วเราก็นับถอยหลังวันขึ้นปีใหม่กับวันปีเก่าในโรงแรมโดยไม่ออกไปข้างนอก เพราะหนาว ดูอุณหภูมิแล้วก็ประมาณ -3 องศาF Cool man ไม่ไหวน่า รู้สึกว่าตัวเองคิดถูกแล้ว ต่อจากนั้นเราก็นอน ได้นอนเตียงด้วย (แอบหอมแก้มสาริน 1 ที โกหกน่ะ )
lily chaithirasakul
วันที่ 1 มกราคม 2541
ตื่นขึ้นก็รู้แล้วว่าหนาวมาก เอาล่ะเราไปกินกันเถอะ ตั้งใจว่า วันนี้อย่างน้อยต้องถึง Boston เมื่อวานเรายังไม่ได้ชื่นชม White House เราก็เลยขับรถไปชื่นชมกันก่อนที่จะออกจาก DC ก็จอดรถตรงหน้า White House แล้วเดินตรงไปข้างหลัง ต้องเรียนให้ทราบสักนิดว่า จริงๆแล้ว ข้างที่เราถ่ายรูปเป็นประจำคือข้างหลัง ส่วนข้างหน้าคือ ข้างที่เราหันหน้าตรงสู่ White House แล้วเห็น Monument ด้วย อ้อ ลืมบอกไป สวัสดีปีใหม่ค่ะทุกๆคน White House วันนี้ปิด ไม่เปิดให้เราเข้าชม ก็ดีขี้เกียจเข้าอยู่เหมือนกัน อากาศหนาวมากเพราะ windchill หนาวจริงๆ ก็ถ่ายรูปหน้าwhite house อยู่พักใหญ่ ก็เริ่มเดินทางสู่Boston
ระหว่างอยู่ในรถก็เลยคุยกันว่ามันเป็นไปได้น่ะที่เราจะขับdirectlyให้ถึง Maine เลย แวะกินที่ MC Donald ที่ MaryLand exitอะไรก็ไม่รู้ คราวนี้ข้าพเจ้าก็เริ่มเดินทาง มีการทะเลาะกับนุเล็กน้อย แหมทำเป็นจะดูพระอาทิตย์ตกดิน อินกับเพลงกับธรรมชาติ ข้าพเจ้าหมั่นไส้มาก กูไม่ให้ดูโว้ย ก็เลยแกล้งมันตลอดจนพระอาทิตย์ตกไปจริงๆเลย แล้วก็มีการหยอกล้อกับทุกคน หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็เผลอพูดออกมาว่า จะกลับตรงสู่Maine เลยน่ะ Final Decision เป็นของข้าพเจ้า ทุกคนก็ร้อง อ๋ออออออ หรอออออออ ยาวมากกกกกก เอาล่ะกูผิดมุขอีกแล้วแต่ก็โชคดีที่ทุกคนลืมง่าย ผ่าน ก็ขับรถไปเรื่อยๆ แวะที่ๆนานที่สุดคงเป็นที่ Connecticut ลงไปเข้าห้องน้ำ อากาศหนาว แต่เผอิญเหลือบเห็นไอศครีม Vender Machine เอาล่ะอยากรู้ว่าเป็นยังไงก็ขอตังค์นุ 1 เหรียญแบ่งกันกิน (จริงๆแล้วแย่งกันกิน) อร่อยดี ของฟรี แล้วส่งนุที่บ้าน ตอนนี้ประมาณ 9 โมงครึ่ง ไม่มีใครอยู่บ้านและคุณชายก็ปีนเอาทางหน้าต่างเพราะลืมเอากุญแจไปด้วย สาธุ ช่างมีความรับผิดชอบดีจริงๆ อายุเท่าไรแล้วว่ะเนี่ย
อย่างไรก็ตาม ทุกคนขอเข้าห้องน้ำและก็ออกเดินทาง ออกมาได้นิดหน่อย (งานนี้ข้าพเจ้าขับรถเองเพราะเป็นตัวเมืองBoston ที่ข้าพเจ้าเชี่ยวชาญมากและขี้เกียจบอกทาง) คุณมีมี่ลืมกระเป๋าตังค์ไว้ที่บ้านนุ ย้อนกลับไปเอามา เฮ้อ กูละเบื่อ เอาล่ะเริ่มการเดินทางสู่Maine ซะที ก็กะว่าจะถึงMaine ประมาณตี 2 ข้าพเจ้าขับรถและสารินนั่งหน้าคอยป้อนอาหาร เติมน้ำมันที่ Route 1 แล้วข้าพเจ้าสามารถขับได้ถึงแค่ Portland ก็ต้องเปลี่ยนมือ เพราะง่วงมาก
หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็หลับ มารู้สึกตัวอีกทีแวะ exit 16 เข้าห้องน้ำ ก็กว่าจะหาทางสู่ 95 ได้อีกครั้งก็นานพอสมควร แล้วก็สู่ Bangor ข้าพเจ้าหลับอีกแล้ว ตื่นมาอีกที ตายห่า อุ้ย ขอโทษที่ไม่สุภาพ แต่ข้างนอกมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากหิมะล้วนๆ เป็นฝุ่นละอองจนมองไม่เห็นทางและต้องอาศัยความชำนาญมาก ก็ขอบคุณตัวเองที่คิดถูกที่ให้พี่ปรัชญาขับ แหมขอด่าตัวเองนินึง ต้องขอบคุณพี่ปรัชญาถึงจะถูกที่เป็นคนขับ ไม่ใช่ขอบคุณตัวเอง แล้วเราก็ถึง Orono, Maine โดยสวัสดิภาพ ข้าพเจ้าอาบน้ำ เข้านอน มีมี่โทรมาบอกสารินว่า ที่บ้านมีมี่ Heater เสีย พี่ปรัชญาและขาวผ่องอยู่เป็นเพื่อน ก็ชวนมานอนบ้านนี้ก็ไม่มา เอาล่ะ ขอจบ ความทรงจำของการเดินทาง และการหลงตัวเองแต่เพียงเท่านี้
Lily, Princess Of Maine
| [Biography] | [Articles] | [Photo Album] | [Email Address] | [Favorite Links] |