|
|
|
|
| สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าให้ตั้งหัวเมืองอุตรดิตถ์ขึ้น เมื่อราว พ.ศ. 2430 และให้เมืองอุตรดิตถ์เป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัย |
| และเมืองลับแลก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นเมืองขึ้นของเมืองพิชัยด้วย แต่เมืองพิชัยตอนนั้น แบ่งการปกครองออกเป็น 5 อำเภอ เชื่อกันว่าตอนนั้น ที่ว่า |
| การอำเภอตั้งอยู่ที่เมืองทุ่งยั้ง หรือตำบลทุ่งยั้งจนถึง พ.ศ. 2444 พระพิศาลคีรีได้ย้ายที่ว่าการอำเภอเมืองทุ่งยั้งไปตั้งที่ม่อนจำศีล ต่อมาย้ายไปตั้งที่ |
| บ้านพักนายอำเภอลับแล เมื่อ พ.ศ. 2457 ต่อมา พระศรีพนมมาศ นายอำเภอคนแรกของเมืองลับแลจึงย้ายที่ว่าการอำเภอมาตั้งที่ม่อนสามิทร์แทน |
| ซึ่งเป็นที่ว่าการอำเภอลับแลในปัจจุบัน |
| พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเมืองลับแลเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2444 พระราชหัตถเลขาของพระองค์ ตอนหนึ่งมีดังนี้ |
| " เมื่อวันที่ 24 เวลาเข้า 1 โมง ได้ขึ้นม้าเจ้านครลำปาง ตั้งแต่ริมน้ำขึ้นไปเป็นที่น้ำท่วมแลเป็นป่าแดงแล้วจึงถึงป่าไม้ ซึ่งเป็นที่ร่มมากว่าแล้ง |
| ป่าไม้ริม ถนนนี้เขาได้ห้ามไว้ข้างละ 5 เส้น ไม่ให้ผู้ใดตัด พออกจากป่าก็ถึงท้องนาเมืองลับแล แลเห็นภูเขาตั้งเป็นคันเทือกใหญ่ยาวที่ปากถนนนั้นก็มี |
| บ้านเรือนตั้งขึ้นมากมายหลายหลัง แต่พอพ้นจากป่านี้ไปภูมิประเทศก็เปลี่ยน แลดูเหมือนประเทศชวาในมณฑลเปรียงคาร์ ถนนผ่านไปในท้องนามี |
| สายน้ำไปริมทางบ้านข้ามไปข้าง เป็นน้ำซึ่งปิดด้วยฝายให้ล้นมาตามลำราง เมื่อจะเปิดเข้านาแห่งใหม่ ก็ตั้งทำนบเล็กๆ ให้น้ำล้นถึงนาได้ เมือน้ำมาก |
| ไปก็ไขเปิดให้ตกไปเสียได้ ต้นข้าวในท้องนาอ้วน และวงใหญ่งามสะพรั่งสุดสายตาดีกว่าที่ชวา แต่กระนั้นพวกราษฏรยังพูดว่า ปีนี้ฝนน้อยไปไม่งาม |
| เหมือนเมื่อปีกลาย การที่น้ำน้อยไปฤามากไปไม่เป็นอันตรายถึงทำให้นาเสียข้าวในนานั้นเอง คงจะได้ข้าวอยู่เสมอ เว้นไว้แต่ถ้าฝนงามดีกอข้าวก็ |
| ยิ่งใหญ่งามมากขึ้น |
| เมื่อสุดที่นาก็ถึงหมู่บ้าน ซึ่งล้วนเป็นสวนต้นผลไม้มีหมากเป็นต้น ปลูกเยียดยัดกันเต็มแน่ไปในหมู่บ้านเช่นนี้ก็คล้ายกับชวา |
| แต่ของเราดีกว่าที่ล้วน แต่เป็นผลไม้มีผลทั้งสิ้นและเป็นหมู่ใหญ่กว่าที่ตามถนนที่กั้นรั้ว และปลูกเรื่อยเป็นบ้านๆ ติดกันไป แปลกอย่างเดียวแต่ |
| เพียงเรือนสูงกับเรือนต่ำเท่านั้น แต่เป็นเรือนหลังใหญ่ๆ เสาโตๆ ไม่มีเรือนไม้ไผ่ เมื่อเข้าในหมู่บ้านแล้วก็กลับออกท้องนาเช่นนั้นไปตลอดจตถึง |
| เขาที่ว่าการอำเภอ ตั้งที่เขาจำศีลเป็นเขาย่อม แต่ตั้งอยู่ในกลางทุ่งล้อมรอบงามดี เข้าตั้งพลับกลาบนยอดเขานั้น ซึ่งได้ขุดเป็นรางน้ำ เดินรอบเขาแล |
| มีทางขึ้นหลายทาง ขึ้นได้ด้วยม้าบนพลับพลานั้นแลเห็นแผ่นดินล้อมรอบเป็นที่งดงามมากราษฏรได้ตั้งกระบวนนั้นถึง 25 เชือก ราษฏร ได้ขึ้นมาหา |
| เป็ฯอันมาก แจกเสมาและแจกเงินตามสมควร ได้ปักหลักตรงกลางยอดเขานั้นไว้ เพื่อ่จะสร้างลับแล ซุ้มน้อยด้วยศิลาแลง อันมีมากอยู่ในแถบนั้น |
| แล้วจะเชิญพระเหลือ ซึ่งจะได้สร้างขึ้นใหม่ด้วยทองชนวนพระชินราช ซึ่งหล่อใหม่ตามแบบองค์เดิมขึ้นมาไว้เป็นที่สักการะบูชาในเมืองลับแล นั้น |
| ครั้นกินข้าวกลางวันแล้วมีเทศน์เรืองพระแท่นศิลาอาสน์กัณฑ์ 1 ออกจากเขาจำศีล เพื่อจะไปดูฝายต้นน้ำระยะทางสัก 50 เส้นเศษ |
| อันการที่ทำฝายนั้นเขาก็ฉลาดทำมากใช้หลักไม้สักเล็กๆ ปักเรียงตลอดขวางลำห้วยลงไปเป็นชั้นๆให้ลาดเขาลงไปคล้ายรูปลอกที่กั้นด้วย |
| ซีเมนต์ล้วนขนาบด้วยไม้ไผ่ทั้งลำ กรุด้วยกิ๊กไม้กรวดทรายฝายนั้นกว้างกั้นน้ำอยู่ประมาณสัก 6 วา 7 วา น้ำไหลสูงกว่านอกฝาย 4 ศอกเศษ |
| เกือบ 5 ศอก ถ้ามากก็ไหลข้ามฝายไปฝายเล็กลำห้วยกว้างประมาณ 7 วา 8 วา ฝายใหญ่ๆ ยังมีอีกหลายฝาย แต่ระยะห่างไกลเวลาไม่พอ |
| จะไปดูในเมืองลับแลนี้ว่ามีประมาณสัก30 ฝาย กลับโดยทางเดินมาจนถึงแยกถนนศรีพนม จึงได้เลี้ยวไปตามถนนศรีพนม |
| ถนนนี้ไปในระหว่างท้องนาและสวนจนสิ้นเขตเมืองลับแล " |
|
อ้างอิงจาก ฟู บุญถึง และคณะ . ( ม.ป.ป.) . ลับแลหรือจะแลลับ , สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอลับแล |