|
|
|
|
| เมื่อประมาณพุทธศักราช 1500 เป็นสมัยแห่งอาณาจักรโยนกนคร ซึ่งมี " นครนาคพันธ์สิงหนวัติโยนกชัยบุรีเชียงแสน" เป็นราชธานี คือ |
| อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน เกิดสงครามรบพุ่งกันเนืองๆ และมีโรคระบาดเกิดขึ้น จึงมีราษฏรประมาณ 20 ครอบครัวเกิดความเบื่อ- |
| หน่ายและประสงค์จะทำมาหากินทำเลแห่งใหม่ จึงได้ยกให้ หนานคำลือ กับ หนานคำแสน เป็นหัวหน้าอพยพครอบครัว ลูกเด็กเล็กแดง ทรัพย์สมบัติ |
| ทรัพย์สมบัติเท่าที่พอจะนำไปได้บรรทุกเกวียน มุ่งเดินทางล่องใต้ โดยได้รับคำบอกเล่าจากวิญญาณ "เจ้าปู่พญาแก้ววงษ์เมือง" (อดีตกษัตริย์องค์ที่ 13 |
| แห่งโยนกนคร) ว่ามีแหล่งทำมาหากินอันอุดมสมบรูณ์ มีน้ำตกและธารน้ำไหลตลอดฤดูกาล ดินฟ้าอากาศร่มเย็น ไม่หนาวไม่ร้อน ชาวบ้านจึงอัญเชิญ |
| วิญญาณของปู่พญาแก้ว วงษ์เมืองไปด้วยเพื่อเสาะหาแหล่งหากินในความฝันนั้น |
| การเดินทางได้ใช้เวลาอันยาวนานผ่านจังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ ยังไม่พบแหล่งทำกินตามที่กล่าวไว้ จนในที่สุดก็บรรลุถึงหุบเขาลับแล เห็นว่ามี |
| ภูมิประเทศถูกต้องตามความฝันทุกประการ คือประกอบด้วยน้ำตก ธารน้ำไหล ดินฟ้าอากาศชุ่มชื้น มีภูเขาเตี้ย อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด แสงแดด |
| ส่องถึงพื้นดิน เพียงครึ่งวัน จึงตกลงใจปักหลักสร้างบ้านเมืองครั้งแรกขึ้นที่บ้าน "เชียงแสน" ช้าง ม้า วัว ควาย ที่นำมาด้วยก็ให้อยู่ที่บ้านคอกควาย |
| บ้านคอกช้าง (ยังมีชื่ออยู่ที่ตำบลฝายหลวง และตำบลศรีพนมมาศจนถึงปัจจุบัน) |
| เมื่อตั้งบ้านเรือนได้แล้ว ก็มีการเลือกผู้ปกครองขึ้นที่ประชุมมีมติยกให้หนานคำลือ เป็นเจ้าแคว้น (เทียบเท่า กำนัน) ยกหนานคำแสนเป็นเจ้าหลัก |
| (เทียบเท่าผู้ใหญ่บ้าน) เจ้าหนานทั้งสอง ได้ปกครองลูกบ้าน ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข แบ่งปันพื้นที่ ทำมาหากิน ทำสวน ทำนา เลี้ยงสัตว์ เจริญก้าวหน้าได้ |
| 7 ปีแล้ว บัดนี้ เราได้ลงหลักปักรากมั่นคงแล้วสมควรกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอน นำข่าวความสำเร็จไปรายงาน ให้ญาติพี่น้องทราบเถิด และเนื่องจาก |
| เมืองลับแล ขาดพระภิกษุสงฆ์ จะเทศนาอบรมสั่งสอน ประชาชน และประกอบพิธีกรรทางศาสนา ก็ยังขัดข้องทั้งพระธรรมและพระไตรปิฏก ก็ยังไม่มี |
| สมควร ไปนิมนต์ พระมาอยู่สัก 6 รูป ที่ประชุมตกลงกันว่าจะไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนเดิม โดยมอบหมายให้หนานคำลือ เป็นหัวหน้านำราษฏร 10 กว่า |
| คน บรรทุกของกินของใช้ ของแปลกๆ ต่างนำไปฝากญาติพี่น้องของต้น ได้ออกเดินทางรอนแรมจากเมืองลับแล มุ่งสู่โยนกนคร คราวนั้น |
| กำเนิดวัดเจ้าเง้ามูลศรัทธา วัดแห่งแรก |
| เมื่อเจ้าแคว้นและราษฏร เดินทางมาถึงเชียงแสนแล้ว ก็ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าเรืองธิราช กษัตริย์องค์ที่ 21 แห่งโยนกนคร ได้กราบทูลถึงความเป็ฯมา |
| ในการอพยพและความเป็นอยู่ของราษฏร ที่ไปตั้งถิ่นฐานให้ทรงทราบ พร้อมกับไปถวายของต่างๆ ที่นำมาด้วยแด่พระองค์ และขอพระราชทานพระสงฆ์ |
| และพระไตรปิฏกกลับไปเมืองลับแลด้วย |
| พระเจ้าเรืองธิราช ทรงสนพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงให้ศลีให้พร ขอให้ราษฏรของเจ้าแคว้นอยู่เป็นสุข พร้อมกันนั้น ได้พระราชทานพระสงฆ์จำนวน |
| 6 รูป พระธรรม พระไตรปิฏกและเครื่องใช้สอยเกี่ยวกับศาสนพิธี มอบให้หนานคำลือ เจ้าแคว้นนำกลับไปเมืองลับแลต่อไป |
| หนานคำลือกราบขอบพระทัยและนำพระสงฆ์ และราษฏรกลับไป ครั้นถึงเมืองลับแลราษฏรก็ดีใจ ช่วยกันสร้างวัดขึ้นเป็นแห่งแรก |
| ชื่อว่า " วัดเจ้าเง้ามูลศรัทธา" ( คือวัดใหม่ ตำบลฝายหลวง ในปัจจุบัน) อาคารวัดเดิมอยู่ตรงบริเวณสนามโรงเรียน ซึ่งชำรุดหักพังลงหมดแล้ว ให้เป็นที่ |
| พำนักแก่พระสงฆ์ และเป็ฯที่ประกอบศาสนกิจ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา |
| กำเนิดซิ่นตีนจก และงานประดิษฐ์ฝีมือ |
| ต่อมาเจ้าแคว้นได้กำเนิดบุตรธิดา คนหนึ่งชื่อว่า "สุมาลี" เจ้าหลักก็ให้กำเนิดธิดาเช่นกันชื่อว่า " สุมาลา" ทั้งสองมีรูปร่างหน้าตาสวยงามกิริยา |
| มารยาทเรียบร้อยเข้าลักษณะเบญจกัลยาณี สติปัญญาเ)ลียวฉลาดมีอุปนิสัย ชอบในทางเย็บปักถุกร้อย ประดิษฐ์งานฝีมือต่างๆ สามารถคิดค้นและริ่เริ่ม |
| ประดิษฐ์ทอหูก พิศดารขึ้น คือ ทอผ้าซิ่นตีนจก ซิ่นมุกไหม หน้าหมอนหก หน้าหมอนแปด ถึงกุลา ผ้าห่มหัวเก็บผ้าเสื้อติดกระดุม ฯลฯ และยังชักชวน |
| อบรมสั่งสอนให้หญิงสาวทั่วไปรู้จักทำกันให้แพร่หลายทั่วงไปด้วย ยังความปลาบปลื้มใจแก่เจ้าแคว้นและเจ้าหลักเมืองเป็นอันมาก |
| ชื่อเสียงประดิษฐ์ เช่น ซิ่นตีนจก ยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ เจ้าแคว้นและเจ้าหลักประสงค์จะนำสิ่งประดิษฐ์ ไปถวายแก่พระเจ้าเรืองธิราช เจ้าแคว้น |
| จึงรวบรวมสิ่งประดิษฐ์ที่งดงามทุกชนิด พร้อมด้วยนางสุมาลี นางสุมาลา ธิดาทั้งสองอออกเดินทางไปยังโยนกนครอีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงราชธานี จึงได้นำ |
| สิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เข้าเฝ้าถวายต่อพระเจ้าเรืองธราชพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรแล้ว ทรงพอพระทัยเป็นอันมาก ตรัสชมเชยในฝีมือ และสอบถามถึง |
| ช่างประดิษฐ์ เจ้าแคว้นกราบทูลความจริงว่า เป็นฝีมือของข้าพระพุทธเจ้ากับธิดาของเจ้าหลัก พระองค์จึงรับสั่งให้นำช่างทั้งสอง คือ นางสุมาลีและ |
| นางสุมาลา เข้าเฝ้าเพื่อดูตัว เจ้าแคว้นดีใจที่สุดรับปากว่า จะพาเข้าเฝ้าในวันรุ่งขึ้น |
| เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารครองเมือง |
| เมื่อเจ้าแคว้นได้นำตัวนางสุมาลี และนางสุมาลา เข้าเฝ้าพระเจ้าเรืองธราชตามรับสั่ง พระองค์พิเคราะห์ดูแล้วเห็นว่า หญิงสาวทั้งสองคนมีลักษณะ |
| รูปพรรณผิดแผกจากสามัญชนทั่วไป คือ มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการที่จะเป็นชายาาแห่งราชบุตรของพระองค์ได้ จึงเอ่ยปากขอนางทั้งสองต่อ |
| เจ้าแคว้น และเจ้าหลัก เพื่ออภิเษกให้เป็ฯชายาของเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารราชบุตรจะขัดข้องหรือไม่ เจ้าแคว้นก็ตอบว่า "เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น |
| เป็นวาสนา แก่ธิดาของข้าพระพุทธเจ้าและเจ้าหลักอย่างหาที่เปรียบมิได้ แล้วแต่จะทรงพระกรุณา ข้าพระพุทธเจ้าไม่ขัดข้องประการใด เจ้าหลักก็ไม่ |
| ขัดขัอง" พระองค์ก็พอพระทัยยิ่งนัก จึงประกาศกำหนดให้มีพิธีอภิเษกสมรสพระราชบุตรภายใน 6 เดือน ครั้งถึงกำหนด 6 เดือนแล้วเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร |
| พร้อมด้วยพระญาติ สมณชีพราหม์ จากโยนกนคร เดินทางมุ่งยังเมืองลับแลครั้นถึงก็ได้ประกอบพิธีอภืเษกสมรสตามพระราชประเพณีเป็นที่เอิกเกริก |
| อภิเษกสมรสแล้ว ก็แต่งตั้งให้นางสุมาลีและนางสุมาลาเป็นพระชายาขวาและได้สร้างวังขึ้นใกล้เคียงกับวัดป่าแก้วเรไร |
| (คือบริเวณวัดเจดีย์คีรีวิหาร ยังมีซาก คูเวีงปรากฏอยู่ ) และเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ก็ได้ขึ้นครองเมืองลับแลเป็นปฐมตั้งแต่ พ.ศ. 1513 เป็นต้นมา |
| เมื่อเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารได้ขึ้นครองเมืองลับแลแล้ว ก็มีราษฏรอพยพมาอยู่เพิ่มาากขึ้น พระองค์จัดแบ่งปันที่อยู่ให้ คือ ราษฏรเชื้อสายเชียงแสน |
| ตั้งบ้านเรือนอยู่ตั้งแต่ บ้านคอกช้าง บ้านต้นเกลือถึงบ้านท้องลับแล พวกเชื้อสายจากเวียงจันทร์ ซึ่งอพยพอยอู่ด้วยให้ตั้งบ้านเรือนออยู่ที่บ้านกระดาน |
| บ้านนาแต้ว บ้านนาทะเล และบ้านปากฝาง |
| พระองค์ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงปกครองแบบบิดาปกครองบุตรโดยใช้หลักคุณธรมใช้ พระคุณ ไม่ใช้พระเดช ตัดสินคดีด้วยความ |
| มีพระเมตตาอบรมสั่งสอนให้ราษฏรเป็นพลเมืองดี คราใดที่เกิดแผ่นดินแห้งแล้งพืชผลไม่อุดมสมบูรณ์ ข้าวยากหมากแพงหรือเกิดโรคระบาด พระองค์ |
| จะเสด็จไป " ม่อนจำศีล " เพื่อถือศีลภาวนาอธิษฐานขอให้เหตุร้ายของบ้านเมืองจงสงบระงับลง ก็จะสำเร็จลงตามความปรารถนา เสมอมา ยังความรัก |
| และเคารพศรัทธาจากราษฏรเป็ฯอันมาก |
| ด้านศาสนา |
| พระองค์ทรงมีจิตใจฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อ พ.ศ. 1519 พระองค์มีพระดำริ จะสร้างสถูปเจดีย์เพื่อประกาศพระศาสนา |
| จึงได้เสด็จไปยังโยนกนคร เพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงรายอัญเชิญมาบรรจุที่สถูปนี้ เจดีย์วัดป่าแก้วเรไร |
| ( วัดเจดีย์คีรีวิหารปัจจุบัน) เจดีย์นี้จึงเป็ฯเจดีย์แห่งแรกของเมืองลับแลที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนไว้) และมีผู้เฒ่า |
| ผู้แก่เล่าให้ฟังว่า " ถึงสันศีลวันธรรม จะมีดวงไฟสุกสว่าง ลอยขึ้นเหนือพระเจดีย์อยู่เป็นประจำ และใน พ.ศ. 1525 หลังจากปราบพวกขอมแล้วพระองค์ |
| เสด็จไปโยนกนครอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจากพระธาตุ จำนวน 32 องค์ เพื่อมาบรรจุไว้ที่สถูปเจดีย์ม่อนธาตุ ซึ่งสร้างขึ้นใหม่ และ |
| ยังได้ทรงสร้างวัดชัยจุมพล และสร้างวัดดอนชัยขึ้นอีกด้วย |
| ด้านการทหาร |
| เดิมมีชาวขอมตั้งเมืองอยู่ที่บริเวณบ้านทุ่งยั้งในปัจจุบัน มีชื่อว่า " กัมโพชนคร " ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านของขอม มีทหารและมีป้อมปราการ คือ |
| เวียงเจ้าเงาะ ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ เจ้าผู้ครองนครกัมโพธนคร ปรารถนาจะได้เมืองลับแลเป็นเมืองขึ้นต่อขอม จึงยกกองทัพมาเพื่อจะบังคับให้เมือง |
| ลับแลตกเป็นเมืองขึ้น แต่เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารไม่ยอมกลับยกกองทัพไปชุมพลเพื่อต่อสู้บ้านชุมพล ต่อมาเรียกบ้าน " ชัยจุมพล " เจ้าฟ้าฮ่ามได้นำทัพหน้า |
| เดินทางไปถึงหน้าบ้านเกาะกลาง ก็ปะทะทัพขอม จึงเกิดการรบพุ่งกันขึ้น เจ้าฟ้าฮ่ามก็ทรงบวงสรวงเทพยดาให้ช่วยคุ้มครองบ้านเมือง ก็เกิดขึ้นนิมิต |
| มหัศจรรย์ บังเกิดฝนตกลงท่ามกลางทหารขอม อย่างหนัก จนเกิดน้ำท่วมประดุจทะเล ( ซึ่งต่อมาเรียกบ้านนาทะเล ) กองทัพขอมถูกฝนตกน้ำท่วมติด |
| ต่อกันหลายวัน ทำให้ไพร่พลระส่ำระสาย เจ้าฟ้าฮ่ามกุมารก็เข้ารบพุ่งจนได้ชัยชนะและได้ฉลองชัยชนะกันที่บานดอนชัย ต่อมาเรียว่า " บ้านดอนชัย " |
| ซึ่งทั้งบ้านดอนชัย และบ้านชุมพล พระองค์ได้ทรงสร้างวัดไว้เป็นที่ระลึกทั้งสองแห่ง กองทัพขอมหลังจากพ่ายแพ้ต่อเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ในครั้งนั้นแล้วก็ |
| สภาพอ่อนแอ ไม่สามารถคิดอ่านจะไปทำศึกรบกวนอาณาจักรเมืองลับแลอีกต่อไป |
| เจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร ได้ครองเมือง ลับแลอยู่อย่างเย็นเป็นสุขเป็นระยะเวลายาวนาน ทำนุบำรุงบ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทั้งฝ่ายอาณาจักร และ |
| พุทธจักรราษฏร์มีความร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้า จนชราภาพลงและสวรรคต ยังความโศกเศร้าอาลัยรักของ อาณาประชาราษฏร์ เป็นอันมากจึงได้พร้อม |
| กันนำอัฐิของพระองค์ท่านประดิษฐาานไว้ ณ ม่อนอารักษ์ เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนทั่วไป ประชาชนเมื่อมีความทุกข์เดือดร้อนประการใด |
| กราบไหว้ บอกกล่าวก็มักสำเร็จผลตามประสงค์ ยังคงความเชื่อกันมาจนทุกวันนี้ |
|
อ้างอิงจาก ฟู บุญถึง และคณะ . ( ม.ป.ป.) . ลับแลหรือจะแลลับ , สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอลับแล |
|
คุณเข้ามาเป็นคนที่... |