บทที่ 1

   เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นองค์พระจิตเจ้า

 

 

เป็นไปได้หรือที่จะกล่าวถึงองค์พระจิตเจ้าว่า เป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ เป็นไปได้ไหม ที่จะกล่าวถึงพระจิตเจ้าได้โดยไม่เบื่อหน่าย พูดได้ไม่รู้จักจบ พระจิตเจ้าไม่ใช่เรื่องลอยๆ ไร้ประโยชน์ หรือเป็นเรื่องราวที่น่าเบื่อหน่าย

แน่ทีเดียว การกล่าวถึงพระจิตเจ้า มิใช่เรื่องง่าย เหตุว่าเรามองไม่เห็น ไม่ง่าย เพราะไม่มีใครเคยเห็น ไม่เคยเผชิญหน้า (ยน. 1,18; 1ยน4,12) แต่เป็นสิ่งลึกลับที่นำเราไปถึงสิ่งที่เรามองไม่เห็น ให้เราลองใช้คำเปรียบเทียบดู เหมือนเด็กคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นอูฐ แต่เขาอยู่ใกล้ทะเลเคยเห็นเรือมากมาย ดังนั้น เพื่อจะได้เข้าใจว่าอูฐคืออะไร เราบอกเขาว่า อูฐก็เป็นเสมือนเรือที่แล่นในทะเลทราย เราใช้ เคล็ดลับของความเหมือน เพื่อบอกถึงความจริงที่เรามองไม่เห็น

คำว่าเหมือน

ในชีวิตประจำวัน เรามักใช้คำว่าเหมือนบ่อยมาก เช่น ชีวิตเหมือนรถจักรยาน ถ้าไม่เคลื่อนที่ก็หกล้ม สติปัญญาเหมือนกับร่มชูชีพ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราเปิดออก มนุษย์ที่ขาดน้ำใจก็เหมือนกับฆ้อนที่ไม่มีด้าม ประสบการณ์ส่วนตัวก็เหมือนกับไม้จิ้มฟัน คำภาวนาเหมือนโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ติดต่อกับพระเจ้าได้ เพื่อนแท้รอคอยการยอมรับ เหมือนกับตู้ไปรษณีย์ที่รอรับจดหมาย เด็กเหมือนกับผม หากมีผมน้อยก็ต้องการดูแลรักษา คำว่า "เหมือน" เป็นคำพูดที่ไม่ทำให้เราเบื่อหน่าย แต่ทำให้สนุก น่าฟัง เราคงเคยได้ยินบทประพันธ์ที่ว่า ตัวเราเปรียบเสมือนฤดูใบไม้ร่วง ขณะยืนอยู่ที่โคนต้น เรามองเห็นใบไม้ร่วงมากมาย ดังนั้นคำว่าเหมือนเป็นคำพูดที่เข้าใจได้ แม้แต่เด็กๆ ก็สามารถสรรหาความเหมือนได้เอง เฟเดริก กล่าวว่า แม่ของฉันเหมือนคนดับเพลิง วยังไม่ทันเรียกก็มาถึงแล้ว ส่วน อเลกซานเดอร์ กล่าวว่า ย่าของฉันเหมือนเครื่องดูดฝุ่น ยังไม่ทันวางของอะไร ทุกอย่างก็หายไปในพริบตาเดียว ส่วนหลุยส์ทันสมัยกว่าบอกว่า แม่ของฉันเหมือนเครื่องผสมปูน ซึ่งหมุนตัวตลอดเวลา ลูกา บอกว่า ปู่ของฉันสั่นเหมือนกับเครื่องซักผ้า การใช้คำว่าเหมือนทำให้เราเข้าใจความหมาย ได้ชัดเจน-น่าฟัง คำว่าเหมือนเหมาะกับสมัยนี้ที่ดูมากกว่าฟัง ดังเช่นโทรทัศน์ ถ้าเราใช้คำว่า "เหมือน" ก็สามารถพูดถึงพระจิตเจ้า ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจได้อย่างถูกต้องและทันสมัย ด้วยวิธีดังกล่าว พระวาจาของพระเจ้า ช่วยให้เราเข้าใจพระจิตเจ้าได้เป็นอย่างดี เมื่อเอ่ยถึงพระจิตเจ้า พระคัมภีร์มักใช้คำว่าเหมือนใช้ตัวอย่างและสัญญลักษณ์ที่ล้ำค่า ใช้สิ่งที่มองเห็นได้ เพื่อหมายความถึงสิ่งที่มองไม่เห็น พระคัมภีร์ ใช้สัญญลักษณ์ 3 ประการ คือ ลม ไฟ และนกพิราบ เมื่อกล่าวถึงพระจิตเจ้า

ให้เราวินิจฉัยสัญญลักษณ์ 3 ประการนี้ เราจะได้พบกับความงดงาม ภาพชัดเจนขององค์พระจิต พระบุคคลที่สามในพระตรีเอกภาพ โดยไม่ต้องกล่าวว่า จับไม่ได้ มองไม่เห็น

 

พระจิตเจ้าเป็นของขวัญที่สอนเราให้มอบของขวัญแก่คนอื่น

ผู้ศักดิ์สิทธิ์ผู้หนึ่งเข้าไปในเขตหมู่บ้าน และพักอยู่ใต้ต้นไม้ ท่านเห็นชายคนหนึ่งในหมู่บ้านวิ่งออกมาหาท่าน ร้องขึ้นว่า ก้อนหิน ก้อนหิน ขอก้อนหินอันประเสริฐของผม ผู้ศักดิ์สิทธิ์ถามว่า ก้อนหินอะไรกัน เขาก็เล่าว่า เมื่อคืนพระเป็นเจ้าปรากฏในฝันแก่เขา บอกเขาว่า ถ้าหากมีใครเข้ามาในเขตหมู่บ้านก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน คนนั้นแหละเป็นนักบุญ และก็ให้ขอก้อนหินอันประเสริฐ เพื่อเขาจะได้กลายเป็นเศรษฐีตลอดไป ผู้ศักดิ์สิทธิ์จึงควานหาในย่าม ที่สุดก็พบก้อนหิน จึงหยิบออกมาส่งให้แก่ชายคนนั้น พลางกล่าวว่า ไม่ทราบว่าก้อนนี้ใช่ไหม? ฉันพบในป่าแห่งหนึ่งหลายวันมาแล้ว และก็ได้เก็บไว้เฉยๆ ชายคนนั้นสังเกตหินก้อนนั้นด้วยประหลาดใจ มันเป็นก้อนเพชรแท้ๆ ก้อนใหญ่ที่สุดในโลก เพราะใหญ่เท่ากับหัวคน เขาจึงรับก้อนเพชรนี้ไป ตลอดคืนเขานอนไม่หลับพลิกไปพลิกมาบนที่นอน วันรุ่งขึ้นแต่เช้า เมื่อตื่นขึ้นมาก็กลับไปหาผู้ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้งหนึ่งกล่าวว่า "ขอความร่ำรวยของท่านให้แก่ผมเถิด ความร่ำรวย ที่ทำให้ท่านสามารถมอบเพชรเม็ดนี้ ให้กับผมอย่างง่ายดายเช่นนี้"

 

Hosted by www.Geocities.ws

1