www.geocities.com/kularptip
แม่และเด็ก
l ฉันท้องหรือ พบคำตอบที่มากว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"l 3 อย่า ภัยร้ายทำลายปัญญาลูก l
ห้ามตอกตะปูในบ้านเดี๋ยวจะแท้งลูก l การอุ้มและการให้ลูกดูดนมที่ถูกวิธ l คุยเฟื่องเรื่องหลังคลอด l
l แม่ไม่เจ็บนม ถ้าลูกดูดถูกท่า l เป็นคุณแม่เมื่อ 35 l ย่ายายสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ l
l อย่ากังวลใจ หากลูกเดิน-พูดช้ากว่าเพื่อน l ลูกไม่ยอมช่วยตัวเอง l บันทึกอาการหนูน้อยก่อนพบแพทย์ l
เริ่มเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรให้สำเร็จ l ภัย..จากกระดูกสันหลังคด l ผื่นคันในเด็ก l การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน

ฉันท้องหรือ พบคำตอบที่มากว่า "ใช่" หรือ "ไม่ใช่"

ถาม: ฉันเพิ่งแท้งและมีอาการกล้ามเนื้อเกร็งอยู่เกือบ 2 สัปดาห์ก่อนที่จะรู้ตัวและ มีเลือดไหลแพทย์ทำการ ตรวจการตั้งครรภ์อยู่หลายครั้ง และทุกครั้งก็บอกฉันว่าผล การตรวจดูก้ำกึ่งมาก ฉันไม่เข้าใจเลย ฉันรู้แต่ว่ามีอยู่สองอย่างคือ คุณท้อง หรือไม่ ท้องเท่านั้น นอกจากนั้นพวกเขายังไม่เคยบอกว่าระดับ hCG ของฉันต่ำมากในตอน นั้น (ที่ 47) ฉันไปพบแพทย์รายใหม่ และแพทย์ก็บอกว่าระดับ hCG ของฉันควรอยู่ ที่ 10,000 ฉันคิดว่าแพทย์รายแรก ๆควรจะรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น และควรรู้ด้วยว่า ฉันอาจจะกำลังแท้ง ฉันเชื่อว่าพวกเขาเพียงแต่ปกปิดไม่ให้ฉันรู้เท่านั้น คุณเคยได้ ยินเรื่องการตั้งครรภ์แบบก้ำกึ่งไหม นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเรื่องแบบนี้

ตอบ: ดูเหมือนว่าคุณเพิ่งผ่านช่วงเวลาที่น่าเศร้าและสับสนมากมาหมาด ๆ และดู เหมือนว่าแพทย์ของคุณควรจัดการกับปัญหาได้ดีกว่านี้ การตั้งครรภ์แบบก้ำกึ่งไม่ใช่ เรื่องไร้สาระ ปัญหาจริง ๆ แล้วอยู่ที่ผลการตรวจที่ออกมาแบบก้ำกึ่งมากกว่า เพื่อให้ เข้าใจเรื่องนี้ดีขึ้น เราควรมาศึกษาเรื่องการตรวจสอบการตั้งครรภ์ให้เข้าใจเสียก่อน

การให้คำจำกัดความว่าการตั้งครรภ์เริ่มที่ใดดูจะเป็นเรื่องยาก การตั้งครรภ์เริ่มเมื่อ เสปิร์มผ่านไปยังไข่หรือเปล่า หรือเริ้มที่การรวมตัวของโครโมโซม หรือเมื่อตัวไซโกธ ที่เพิ่งเกิดมีการแบ่งตัวเกิดเป็นเอ็มบริโอ หรือเมื่อเอ็มบริโอฝังตัวในมดลูก หรือเมื่อ สัญญาณแรกเกิดขึ้นคือการที่ประจำเดือนไม่มาตามกำหนด

พูดจริง ๆ แล้ว การตรวจการตั้งครรภ์เพียงหนึ่งหรือสองครั้งก็สามารถบอกได้ว่าตั้ง ครรภ์หรือไม่ และนั่นก็เป็นที่มาของปัญหาใหม่คือ ค่าเริ่มต้นใดจะบ่งบอกสถานะการ ตั้งครรภ์ เมื่อผลออกมาเป็นบวก ก็ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไป แต่นั่นก็ไม่มีข้อสรุปที่แท้ จริงเรื่องค่าเริ่มต้นที่บอกสถานะการตั้งครรภ์ ที่จุดเริ่มต้น ตัวเลขอาจเปลี่ยนไปตาม ชนิดของการทดลองและแล็บ รวมทั้งตัวผู้หญิงแต่ละคนด้วย และคงไม่เกินไปนักถ้า จะบอกว่าการตั้งครรภ์ที่มีแนวโน้มไปสู่การแท้งมีค่า เป็นการตั้งครรภ์แบบก้ำกึ่ง

การตรวจการตั้งครรภ์คือการวัดค่า hCG ของมนุษย์ hCG คือฮอร์โมนแรกที่หลั่งมา จากเยื่อรกก่อนที่จะมีการเกิดตัวของเยื่อรกเสียอีก รกมีสองหน้าที่คือ เป็นที่แลก เปลี่ยนโลหิตและอาหารระหว่างมารดาและทารก และสร้างฮอร์โมนเพื่อรักษาการตั้ง ครรภ์ ช่วงแรกของการตั้งครรภ์รกจะสร้าง hCG ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อรูปรีที่เพิ่งปล่อยไข่ออก มา เพื่อให้มีการผลิตโปรเจสเตอโรนออกมาป้องกันการบีบตัวของมดลูก hCG มีค่าสูง สุดประมาณ 10 สัปดาห์ก่อนลดลงเมื่อรกสามารถสร้างฮอร์โมนเองได้

hCG มีการไหลเวียนในกระแสโลหิตของมารดาและถูกกรองออกไปด้วยไต ซึ่งทำให้ เกิดผลการตรวจครรภ์ต่าง ๆ กันไป การตรวจครรภ์แบบที่ทำเองที่บ้านนั้นให้ผลเป็น บวกเมื่อประจำเดือนของคุณมาล่า 2-3 วัน อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ การตรวจสอบก็ให้ผล ไม่เหมือนกัน บางอย่างสามารถตรวจ hCG ได้ระดับต่ำกว่าและให้ผลแบบเร็วมาก แต่ การตรวจเร็วไปก็ทำให้ได้ผลเป็นลบได้แม้ว่าคุณจะตั้งครรภ์อยู่ก็ตาม หากคุณสงสัยผล ที่ได้ ลองตรวจใหม่หลังจากนั้นสัก 2-3 วัน หรือไปพบแพทย์

การตรวจเลือดเพื่อหา hCG นั้นแม่นยำกว่าและให้ผลก่อนที่ประจำเดือนของคุณจะมา คลาดเคลื่อนเสียอีก สิ่งนี้ก็นับเป็นผลเชิงปริมาณเช่นกันเนื่องจากเป็นการทดสองใช่/ ไม่ใช่ แต่การตรวจเลือดเพียงครั้งเดียวสามารถให้ผลเชิงปริมาณกับคุณได้ โดยให้ รายละเอียดจำนวนหน่วย hCG ในโลหิตของคุณ การได้ผลเป็นตัวเลขช่วยให้คุณ เทียบผลที่ได้ทั้งสองแบบได้ ซึ่งสำคัญมากเพราะระดับ hCG จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วใน การตั้งครรภ์ช่วงแรก ๆ

ดร. อามอส กรุนโบม ผู้อำนวยการศูนย์แม่และเด็กที่โรงพยาบาลเซนต์ลุกรูสเวลท์ ใน นิวยอร์ค และรองประธานของ OnHealth กล่าวว่า "ค่า hCG นี้ควรเพิ่มเป็นเท่าตัวทุก ๆ 2-3 วันในช่วงแรก หากคุณทำการตรวจครรภ์ 2 ครั้งห่างกัน 2-3 วัน และผลออกมาต่ำ กว่า 50 ทั้งคู่ คุณแน่ใจได้ค่อนข้างแน่ว่าคุณไม่ได้ตั้งครรภ์" ถ้าระดับ hCG ของคุณไม่ เพิ่มขึ้น อาจมีบางอย่างผิดปกติ และแพทย์ของคุณควรทราบในข้อนี้

ผู้หญิงที่เคยได้รับการฉีด hCG เช่น Profasior Pregnyl เพื่อแก้ปัญหาการมีบุตรยากอาจ ได้ผลการตรวจเป็นบวกได้ทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หากทำการตรวจเร็วเกินไป ทั้งนี้ควรรอ สัก 5-14 วันเพื่อให้ฮอร์โมนสลายตัว โดยขึ้นอยู่กับประมาณ hCG ที่ได้รับและตัวบุคคล หลังจากนั้นการตรวจครรภ์ 2 ครั้งติดต่อกันก็จะบอกผลได้ชัดเจน หากผลครั้งที่สองออก มาสูง การมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น

ข้อสำคัญอีกสองสามข้อเกี่ยวกับการตรวจการตั้งครรภ์และ hCG คือ มีช่วงกว้างสำหรับ ระดับ hCG ที่เรียกว่า "ปกติ" ในบางช่วงของการตั้งครรภ์ และสถานการณ์ที่ต่างกันไป อาจส่งผลต่อการอ่าน hCG เช่น ทารกในครรภ์ที่เป็นแฝดมักให้ผลการอ่านที่สูงกว่าทา รกคนเดียว การท้องนอกมดลูกมักให้ผลการอ่านที่ต่ำ สิ่งควรจำอีกอย่างคือหลังจาก 6 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ hCG จะใช้เวลานานขึ้นในการเพิ่มค่า และหลายสัปดาห์หลัง จากนั้นระดับ hCG ก็จะลดลง และเมื่อนั้นการตรวจระดับ hCG ก็จะไม่จำเป็นอีกต่อไป ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ระวังอย่าด่วนสรุปผลการตั้งครรภ์โดยยึดค่า hCG ดร. อามอส กรุนโบม กล่าวว่า "เมื่อคุณเห็นหัวใจทารกเต้น นั่นเป็นตัวบอกที่ดีกว่าว่ากำลังเกิด อะไรขึ้นกับการตั้งครรภ์ของคุณ"

ที่มา: sanook.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3 อย่า ภัยร้ายทำลายปัญญาลูก

คุณอาจแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าสิ่งที่คุณกำลังทำกับลูกน้อยของคุณอยู่ มันได้กลายเป็นการปิดกั้นขวางทางเส้นใยสมองที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ให้หยุดชะงักลงจากผลการกระทำของคุณโดยไม่ได้ตั้งใจ และถ้าเป็นบ่อยครั้งย่อมไม่เป็นผลดีต่อลูกหลานของคุณแน่

แน่นอนคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายต่างก็มีเจตนาดีกับลูกของตัวเอง แต่สิ่งต่อไปนี้ คุณพ่อคุณแม่ต้องพึงระวังให้เป็นอย่างดี ในเรื่องของ "อย่า" ซึ่งนับเป็นภัยต่อการพัฒนาสติปัญญา และความเชื่อมั่นในตนเองของลูกน้อยของคุณ คุณลองสังเกตตัวเองดูด้วยว่าคุณเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่เข้าข่ายชอบใช้คำว่า "อย่า" ดังในกรณีต่อไปนี้หรือไม่ ถ้าใช่รีบแก้ไขก็ยังไม่สายเกินแก้ค่ะ

1. "อย่า" ขัดจังหวะ
ขึ้นชื่อว่าเด็ก ส่วนใหญ่จะมีช่วงความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมในระยะเวลาอันสั้น เด็กจะมีสมาธิใจจดจ่อต่อสิ่งใดก็ตามได้ไม่นาน ดังนั้นหากเด็กกำลังสนใจเรื่องใดอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเล่น หรือสนใจต่อเสิ่งแวดล้อมรอบข้างอย่างจริงจัง อาทิ แกอาจจะนั่งพินิจเปิดปิดกล่องกระดาษอยู่คนเดียว หรือเปิดดูสมุดภาพในหนังสืออยู่ คุณก็ควรปล่อยให้เขาได้เรียนรู้สิ่งนั้นให้เสร็จก่อน อย่าเพิ่งสอดแทรกหรือขัดจังหวะเด็ดขาด เพราะช่วงเวลานั้นแหละที่เส้นใยสมองของเขากำลังโยงใยทำงานอยู่ คุณพ่อคุณแม่ต้องอดใจรอสักนิด รอจนกว่าลูกจะหันเหความสนใจไปทำเรื่องอื่น จึงนำเสนอความคิดใหม่ให้เขา และอย่าลืมที่จะยกย่องชมเชยผลงานที่เขาทุ่มเทความสนใจด้วยล่ะ

2. "อย่า" เดินหนี
เด็กจะไวต่อความรู้สึกว่าคุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจเขาอย่างเต็มที่ไหม คุณหันมาประสานตาและวางจากงานที่กำลังทำอยู่แล้วสนใจเขาหรือเปล่า แน่นอนคุณอาจจะทำงานบ้านไม่ได้มากอย่างที่ต้องการ หลายครั้งจำเป็นที่จะต้องละมือจากงานที่ทำ แต่เชื่อเถอะเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยของคุณอย่างประเมินค่าไม่ได้ เขาจะสื่อความรู้สึกรับทราบว่าคุณสนใจ ใส่ใจรับฟังเรื่องของเขาหรือไม่ เด็กเล็กจะไวต่อความรู้สึกใส่ใจเป็นพิเศษ คุณอาจจะเห็นได้จากอาการดึงมือของคุณให้ลุกตามเขาไป หรือดึงเสื้อผ้าเพื่อให้คุณทุ่มเทความสนใจให้เขาอย่างเต็มที่

แต่ถ้าคุณละเลยต่อสิ่งเหล่านี้ หรือถึงขั้นเดินหนีสิ่งที่เขาตั้งใจจะให้คุณรับฟังเขา ก็เท่ากับคุณไปชะลอการกระตุ้นพัฒนาการของเขา และถ้าเป็นบ่อยครั้ง เชื่อขนมกินได้เลยว่า เขาจะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จนถึงขั้นไม่อยากเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองกำลังสนใจไปดื้อ ๆ แล้วคุณจะมาเรียกร้องให้เขารับฟังคุณและมาเสียใจภายหลังไม่ได้นะจะบอกให้

3. "อย่า" ใช้คำสั่ง "อย่า" อย่าทำนั่น…อย่าทำนี่…
แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติของคุณพ่อคุณแม่ในการออกคำสั่งของลูก ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจไปเสียแล้ว ทั้งที่คำสั่งห้ามของคุณพ่อคุณแม่ก็แทบจะมีอยู่เรื่องเดียวก็คือ เรื่องอันตรายจากการเล่นสนุกของลูกนั่นเอง แต่คุณรู้ไหมการใช้คำสั่ง "อย่า" อย่างพร่ำเพรื่อและไม่มีวินัย มีผลต่อพัฒนาการของเด็กอย่างมาก การเล่นสนุกของเด็กที่จะเป็นอันตรายต่อผู้อื่นหรือก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น ขว้างปาสิ่งของหรือส่งเสียงดังในขณะที่น้องตัวเล็กนอนหลับอยู่ หรือการนำดินสอเทียนไปขีดเขียนบนผนังห้องรับแขก เป็นเรื่องที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่ที่จะไม่ใช้คำสั่งห้าม

แต่การสั่งห้ามไม่จำเป็นต้องเป็นการเผชิญหน้าถลึงตาขู่เสมอไป คุณแม่ควรจะหันเหความสนใจของเด็กไปยังเรื่องอื่น เช่น หากเด็กต้องการขีดเขียนกำแพงด้วยดินสนเทียน คุณก็นำปากกาสีสวยและกระดาษมาแลกเปลี่ยนกับดินสอเทียนในมือของเด็ก หรือของเล่นชิ้นโปรด สิ่งอื่นที่คุณทราบดีว่าลูกของคุณจะหัวร่อทุกครั้งเมื่อเห็นสิ่งของนั้น ๆ มาหลอกล่อ เพื่อเบนความสนใจของเขาแทน

สิ่งที่คุณพึงระวังมากที่สุดคือ คุณพ่อคุณแม่ควรหยุดคิดชั่วครู่ก่อนจะออกปากสั่งห้ามด้วยคำว่า "อย่า" ตรีกตรองให้ถี่ถ้วนก่อนว่าเด็กตั้งใจจะทำอย่างไร และคำสั่งห้ามที่หลุดออกมาเป็นคำสั่งที่ถูกต้องแล้ว

อีกประการก็คือคุณจะต้องปลูกฝังวินัยเรื่องคำสั่งห้ามด้วย ต้องเข้าใจง่ายและคงที่ คุณแม่จะต้องย้ำจนลูกน้อยเข้าใจว่าวินัยเรื่องนี้มีความหมายอย่างไร เพราะคุณจะต้องกระทำตามคำพูดคำสั่งห้ามเสมอ

คำสั่งห้าม คำว่า "อย่า" หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน เป็นไปไม่ได้แน่ที่เด็กจะทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ เพราะเด็กเล็กในวัยนี้ยังไม่มีความคิดมากพอที่จะแยกแยะระหว่างความถูกและความผิดได้ แต่คุณต้องมีศิลปะในการใช้คำสั่ง ควรอธิบายเหตุและผลให้เด็กเข้าใจ ไม่ว่าจะต้องอธิบายซ้ำซากมากขนาดไหน แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกน้อยของคุณในการพัฒนาสติปัญญา และยังเป็นผลดีในการปลูกฝังวินัยให้เขาด้วย

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือคุณพ่อคุณแม่จะต้องพึงรู้และยอมรับเสียก่อนว่า เด็กมองโลกด้วยสายตาตัวเอง เด็กแต่ละคนมีจิตใจเป็นของตัวเอง ไม่ได้กระทำเพื่อให้สอดคล้องกับผู้ใหญ่ คุณไม่มีทางจะเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กให้เป็นไปตามความต้องการของคุณได้เลย ดังนั้นจึงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะฝืนบังคับในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ที่มา: sanook.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ห้ามตอกตะปูในบ้านเดี๋ยวจะแท้งลูก

ความเชื่อที่ว่าห้ามตอกตะปูในบ้านเดี๋ยวจะแท้งลูกนี้อาจจะไม่ค่อยมีคนได้ยินกันมากนัก แต่นี่ก็เป็นอีกกุศโลบายหนึ่งที่คนสมัยโบราณนำมาใช้ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับหญิงตั้งครรภ์ ความเชื่อนี้เป็นอย่างไรเราลองมาดูกันดีกว่า

ความเชื่อ
โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก! โป๊ก! สมศักดิ์กำลังขะมักเขม้น อยู่กับการซ่อมราวบันได ด้วยเกรงว่าภรรยาสุดที่รัก ซึ่งกำลังท้องอ่อน ๆ จะไม่ปลอดภัย

อรชร: "พี่จ๋า วันก่อนแม่เขาบอกมาว่าไม่ให้ตอกตะปูในบ้านไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวลูกเป็นอะไร นะพี่?"
สมศักดิ์: "โอ้ย..นี่อรเชื่อแม่ด้วยเหรอ พี่กลัวว่าถ้าปล่อยให้ราวบันไดมันโยกเยกอย่างนี้ อรนั่นแหละจะเป็นอะไรมากกว่า ว่าแต่ว่า อรจ๋า ขอน้ำพี่กินสักแก้วสิจ้ะ"
อรชร: "รอเดี๋ยวนะพี่" อรชรผละจากากรล้างผักมาเตรียมน้ำให้สามี ระหว่างรอน้ำจากภรรยา สมศักดิ์ก็เลยคั่นเวลาด้วยการเข้าห้องน้ำ
อรชร: "น้ำได้แล้วค่ะ" อรชรเดินดุ่ม ๆ โดยไทันได้ระวัง ด้วยกลัวว่าสามีจะรอนาน แต่แล้ว…
อรชร: "ว..วะ..ว้าย…ย !!! คุณพระช่วย"

สมศักดิรีบออกจากห้องน้ำทันทีเมื่อได้ยินเสียงร้อง แล้วก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นภรรยาสุดที่รักนอนไม่เป็นที่อยู่ที่พื้น

สมศักดิ์ "………. ????"

ความคิด
จากตัวอย่างข้างบนนี้ คุณคิดว่าที่อรชรประสบอุบัติเหตุตกบันไดครั้งนี้ เป็นเพราะไม่เชื่อคำเตือนของแม่หรือเปล่า หรือว่าเป็นเพราะความเผลอเรอของตัวสมศักดิ์เอง

ใช่แล้วค่ะ นี่เป็นอีกกลอุบายอันแยบยลของคนสมัยก่อน อย่างที่เราทราบกันดีว่า พูดเฉย ๆ ไม่มีใครฟังก็ต้องใช้วิธีการขู่ ว่าจะแท้งลูกบ้างอย่างที่ นพ. ม.ร.ว. ทองทิศ ทองใหญ่ ได้เคยบอกไว้เมื่อฉบับที่แล้วนั่นแหละค่ะ ว่าเรื่องของเรื่องก็คือ ที่ห้ามไม่ให้ตอกตะปูก็เพราะว่าบางครั้งเราอาจจะเก็บอุปกรณ์ไม่เรียบร้อย โอกาสที่จะทำให้คนท้องเกิดอุบัติเหตุก็มีได้มากขึ้น ฉะนั้นก็ตัดไฟเสียแต่ต้นลม เรื่องก็ไม่เกิดใช่ไหมล่ะคะ

ที่มา: sanook.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การอุ้มและการให้ลูกดูดนมที่ถูกวิธี

การอุ้มที่ถูกต้อง คืออุ้มลูกให้ลำตัวหันเข้าหาแม่ และแนบชิดตัวแม่ หัว คอ และลำตัวของลูกอยู่ในแนวเดียวกัน ให้หน้าลูกชิดกับเต้านมแม่ คางแนบติดกับเต้านม ลูกอ้าปากกว้างอมลึกถึงลานนม


การอุ้มและการให้ลูกดูดนมที่ถูกวิธีการอุ้มที่ถูกต้อง คืออุ้มลูกให้ลำตัวหันเข้าหาแม่ และแนบชิดตัวแม่ หัว คอ และลำตัวของลูกอยู่ในแนวเดียวกัน ให้หน้าลูกชิดกับเต้านมแม่ คางแนบติดกับเต้านม ลูกอ้าปากกว้างอมลึกถึงลานนม


ลูกจะนอนดูดนมในลักษณะที่สงบ มีความสุขและความพอใจ สังเกตได้จากมือและเท้าลูกนิ่ง มือที่กำเริ่มคลายออก การดูดจะเป็นจังหวะช้าๆสม่ำเสมอ อาจเห็นเต้านมกระเพื่อมไปตามจังหวะการดูด ถ้าลูกดูดได้น้ำนมมากอาจได้ยินเสียงกลืนนม


การดูดที่ถูกต้องลูกจะดูดอย่างเดียว ไม่ใช่ทั้งดูดและดึงเต้านมไปด้วย ดังนั้นเต้านมจะไม่ยาน และหัวนมจะไม่ถูกดึงให้ยืดยาวออก และข้อสำคัญ ขณะดูดนมแม่ แม่จะไม่เจ็บหัวนม เพราะเหงือกลูกกดลงบนลานหัวนม ไม่ได้กดที่หัวนม ถ้าเจ็บหัวนมต้องรีบหาสาเหตุเพื่อแก้ไขเสียแต่เนิ่นๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก กลุ่มนมแม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

คุยเฟื่องเรื่องหลังคลอด

เก้าเดือนของการรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีคุณได้รับการดูแลอย่างดีจากแพทย์ พยาบาล ญาติมิตรที่มาแสดงด้วยความยินดี วันเวลาในโรงพยาบาลช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนจฝัน เอาละค่ะ ถึงเวลาจัดกระเป๋าเก็บของกลับบ้านแล้ว คราวนี้คุณจะเริ่มมีคำถามมากมายในความคิด แล้วเริ่มตื่นตระหนกว่าเราจะไปหาคำตอบที่ไหนดีล่ะเนี่ย ฉบับนี้ เราจะมาคุยกันถึงเรื่องของสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับคุณในช่วงหกอาทิตย์แรกหลังคลอดจะได้เตรียมตัวรับมือก่อนล่วงหน้าได้ไง

ดูดเร็ว ดูดบ่อย ดูดถูกวิธี คือกุญแจสำคัญในการให้นมแม่ได้สำเร็จ

วันแรกๆ ทารกยังไม่ได้ต้องการอาหารอะไรมากมาย เพราะยังมีอาหารสะสมจากในท้องแม่ ไม่ต้องกังวลว่าน้ำนมจะไม่พอให้ลูก กระเพาะหนูยังเล็ก แค่สองช้อนชาก็เต็มกระเพาะหนูแล้ว ถ้ารีบให้เกินกว่านั้น กระเพราะหนูอาจจะกางเกินกว่าความจำเป็นได้จ้า.........

น้ำคาวปลา(Lochia)
การให้นมแม่แก่ลูกจะทำให้ร่างกายหลังสารอ็อกซิโทซิน ซึ่งจะลดปริมาณน้ำคาวปลาและช่วยให้มดลูกหดตัวเร็วขึ้น น้ำคาวปลาจะเป็นสีคล้ำในวันที่ 4 และลดปริมาณลงเรื่อยๆ และไม่ควรมีกลิ่นผิดจากประจำเดือนธรรมดา หากมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์

มดลูกหดตัว
คุณอาจจะรู้สึกว่ามดลูกหดตัวในระหว่างการให้นม ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ จะรู้สึกมากในอาทิตย์แรก และจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ

รู้สึกคัดหน้าอก
เนื่องจากเริ่มมีการผลิตน้ำนมในช่วงนี้ ถือเป็นระยะที่คุณและลูกกำลังพยายามที่จะจัดระบบการให้นมลูกอยู่ ถ้าคุณแม่กลัวเจ็บและหยุดให้นมลูก ก็จะทำให้หน้าอกยิ่งคัดเพิ่มขึ้นค่ะ บางครั้งลูกจะหงุดหงิดเมื่อดูดนมจากหน้าอกที่คัด เพราะอมลานนมไม่สะดวก ในกรณีเช่นนี้ ให้บีบน้ำนมออกก่อนเพื่อลดอาการคัด แล้วจึงให้ลูกดูดนมค่ะ

เจ็บหัวนม
อย่าลืมว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่กำลังวางรากฐานของการให้นมแม่อยู่ เพราะฉะนั้น พยายามให้นมลูกสองเต้าทุกครั้งที่ให้นม อาจจะสลับกันข้างล่ะ 5 นาที ในช่วงแรกๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลานานจน ถึงข้างล่ะ 15 นาที แล้วจึงเริ่มการให้นมด้านใดด้านหนึ่ง การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้หัวนมทนการดูดของลูกได้ดีขึ้น สำหรับกรณีหัวนมแตก ให้เริ่มให้นมข้างที่ไม่เจ็บก่อน เพราะช่วงแรกลูกจะดูดแรงเนื่องจากความหิว แล้งจึงสลับไปให้ด้านที่เจ็บในภายหลัง แต่ขอให้จัดท่าให้ถูกต้องเพื่อช่วยลดอาการเจ็บ

สำหรับหัวนมที่แตกนั้น
มีวิธีดูแลแบบง่ายๆและแสนจะเป็นธรรมชาติแต่ได้ผลดี คือการบีบน้ำนมแม่นี้แหละค่ะ ทาไว้รอบๆ หัวนมแล้วผึ่งให้แห้ง ไม่ควรปิดไว้ให้อับเพราะจะทำให้หายช้า ไม่ควรใช้ผลิตภันฑ์ที่มีสารจากปิโตรเลียม หรือวาสลิน เวลาอาบน้ำ ล้างด้วยน้ำธรรมดาไม่ต้องล้างด้วยสบู่เพราะจะทำให้หัวนมที่แห้งยิ่งแตกกันไปใหญ่

รับประทานอาหาร
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพิ่มขึ้นประมาณ 500 แคลลอรี่ในกรณีที่น้ำหนักตัวปกติ ถ้าคุณน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์ ก็อาจจะต้องเพิ่มจำนวนแคลอรี่ พยายามเพิ่มสารอาหารจำพวกโปรตีนและแคลเซียม เพราะมีความจำเป็นต่อการผลิตน้ำนม ดื่มน้ำประมาณ 8-10 แก้ว รวมทั้งน้ำซุป นม และน้ำผลไม้

ลูกมีแก๊ส
เนื่องจากช่วงแรกระบบย่อยของเด็กทารก ยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ จึงมีแก๊สอยู่เสมอ บางคนอาจจะเข้าใจว่าลูกเป็นโคลิก พยายายมสังเกตอาหารที่คุณรับประทานว่าทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายท้องหรือเปล่า อาหารที่มีแก๊สส่วนใหญ่จะเป็นพวกผักดิบ กระหล่ำปลี หอม กระเทียม อาหารนม และช็อคโกแล็ต หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกคาเฟอีน และแอลกอฮอล

อาการเหนื่อย
เป็นเรื่องปกติของครอบครัวที่มีสมาชีกใหม่ เพราะลูกอาจยังดูดนมถื่และตื่นบ่อย ยังนอนไม่เป็นเวลา เพราะกำลังปรับตัวเข้ากับโลกใหม่ของเขาคุณแม่อาจจะหาเวลานอนตอนลูกนอน หรือให้คุณพ่อช่วยดูลูกไปก่อน เพราะถ้านอนไม่พอก็จะมีผลต่อการผลิตน้ำนม เรื่องงานบ้าน หรือการสังสรรค์อาจจะปล่อยวางไปบ้างก็ไม่ว่ากันค่ะพอร่างกายปรับได้แล้วก็จะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น

หากท้องผูก
พยายามอย่าทานยาช่วยถ่าย เพราะจะไปถึงลูกด้วยนะคะ ลองทานอาหารประเภทผักผลไม้ช่วยดีกว่า ถ้าจำเป็นต้องทานยาให้ปรึกษาแพทย์ทุกครั้งและอย่าลืมระบุด้วยว่ายังให้นมลูกอยู่

อารมณ์ซึมเศร้าหลังคลอด
เป็นเรื่องปกติ พยายามคุยกับคุณพ่อถึงเรื่องนี้ใว้ก่อนและบอกให้คอยให้กำลังใจด้วย อย่าเข้าใจว่าเป็นเรื่องส่วนตัว คุณพ่อจะได้เตรียมตัวรับมือได้ถูก สำหรับตัวคุณแม่ก็พยายามให้คุณพ่อดูแลลูกบ้าง อาจจะออกไปเดินเล่นพร้อมกัน อย่าปฏิเสธความช่วยเหลือจากคนอื่น คุยกับคุณแม่คนอื่นๆบ้าง (เราไม่ได้อยู่ในสภาพการณ์เช่นนี้คนเดียว) ทานอาหารนอกบ้านและอย่าลืมดูแลตัวเองด้วยนะคะ ก่อนคุณพ่อออกไปทำงานฝากดูลูกก่อน ในขณะที่คุณจะได้มีเวลาแต่งหน้าแต่งตัวให้สดชื่น

เรื่องคำแนะนำที่แตกต่างกัน
จากคนรอบข้างที่ผู้ปรารถนาดีเป็นเรื่องปกติค่ะ แทนที่จะรู้สึกหงุดหงิดหรืออึดอัด ให้รู้สึกดีเถอะค่ะ ว่ามีคนรักและห่วงลูกเราและตัวเราเยอะแยะ หากคำแนะนำต่างจากสิ่งที่คุณเชื่อ อย่าเพิ่งถกเถียงไป เงียบใว้เก็บมาคิดดู หากมีโอกาสก็ค่อย ๆ อธิบายเหตุผลของคุณ เรื่องการเลี้ยงลูกมีหลายทางเลือกไม่มีอะไรที่ถูกที่สุด และผิดที่สุดหรอกค่ะ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ความสะดวกใจของคุณ ท้ายที่สุดลูกคนนี้ก็ลูกของคุณการตัดสินใจเลือกอะไรให้ลูกอยู่ที่ตัวคุณเอง หากคุณมั่นใจว่าได้ให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขาแล้ว เวลาจะเป็นสิ่งพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นค่ะ

ทำตัวให้สบายคลายเครียด
เมื่อกลับถึงบ้านพยายามหามุมสงบพิเศษสำหรับคุณและลูกในช่วงให้นม ดูมุมที่ทีบรรยากาศสบายๆ ไม่ร้อนไม่หนาวเกินไป มีเพลงฟังให้สบายอารมณ์ หาโต๊ะเล็กๆพร้อมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ อาทิ สำลีชุบน้ำต้มสุก กระดาษทิชชู น้ำดื่มสำหรับคุณแม่ หมอนหนุนแขน ถังขยะเล็ก ๆ ฯลฯ มาวางใว้ในระยะเอื้อมมือถึง มีที่ให้คุณพ่อมานั่งให้กำลังใจ คอยจับมือลูก เพราะเวลาให้นมเป็นเวลาพิเศษสำหรับครอบครัว พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนต่าง ๆ

นี่เป็นเพียงบางเหตุการณ์บางความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ในระยะหลังคลอด ซึ่งเป็นระยะเวลาที่คุณกับลูกน้อยเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความสัมพันธ์ อันแนบแน่นของครอบครัวใหม่ แม้จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายแต่จะประทับรอยยิ้มใว้ใจหัวใจคุณพ่อคุณแม่ไม่รู้ลืม

ขอบคุณข้อมูลจาก จุลสาร สายธารรัก
กลุ่มนมแม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แม่ไม่เจ็บนม ถ้าลูกดูดถูกท่า

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อการให้นมอย่างถูกวิธี

หาเก้าอี้ที่นั่งสบายในขณะให้นมได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเมื่อย หรืออาจจะนอนให้นมก็ได้ซึ่งแม่หลายคนพบว่าเป็นท่าที่สบายที่สุด หลับพักผ่อนไปได้ทั้งแม่ทั้งลูก

อุ้มลูกในระดับที่เหมาะสม ช่วงแรกๆ ที่ลูกยังเล็กอาจต้องใช้หมอนรองข้อศอกและอีกใบวางบนตัก ปัจจุบันคุณสามารถหาหมอนให้นมโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรูปตัวยูที่ใช้วางบนตักโอบรอบเอวไปถึงใต้ศอกได้ไม่ยาก

ขณะให้นม ดูให้แน่ใจว่า คางของลูกแนบชิดที่อกคุณ ศีรษะ คอ และหลังของลูกตรงแนบกับตัวคุณ

ปากของลูกน้อยจะต้องอมลานนมของแม่มิด ลำตัวแนบชิดกับแม่ ระวังไม่ให้ลูกดูดตรงเฉพาะหัวนม มิฉะนั้นจะเป็นสาเหตุให้หัวนมแตกและลูกดูดน้ำนมแม่ไม่ได้เท่าที่ควร

หาเครื่องดื่มวางไว้ใกล้มือ อาจเป็นน้ำเปล่า น้ำอุ่น น้ำเต้าหู้ น้ำขิง น้ำนม ฯลฯ ตามที่คุณชอบ แม่หลายคนจะรู้สึกกระหายน้ำหลังจากให้นม

การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ควรทำให้คุณเจ็บ ถึงแม้ว่าอาจมีการเจ็บหัวนมในช่วงแรกๆ แต่ก็จะหายไปในไม่ช้า หากลูกได้ดูดนมในท่าที่ถูกต้อง

ไม่ควรจับเวลาให้นมลูกว่า ให้นมข้างละกี่นาที ควรให้ลูกกินนมให้เกลี้ยงเต้าไปทีละข้าง เพื่อที่ลูกจะได้คุณค่าจากน้ำนมครบถ้วนทั้งน้ำนมส่วนหน้าและส่วนหลัง และจะทำให้กระบวนการผลิตน้ำนมของแม่ทำได้อย่างเต็มที่ด้วย

เมื่อลูกน้อยแสดงว่าได้ดูดนมหมดข้างหนึ่งแล้ว (ปกติจะปล่อยปากจากหัวนม) ให้อุ้มลูกนั่ง มือหนึ่งจับใต้คางลูก อีกมือหนึ่งลูบเบาๆ ที่หลัง เพื่อช่วยให้ลูกเรอไล่ลมที่อาจมีในท้องลูก ก่อนที่จะให้นมอีกข้างหนึ่ง อาจดูว่าถึงเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมหรือยัง เพื่อที่ว่าหากลูกหลับหลังจากนั้น คุณจะได้วางลูกลงนอนได้เลย

เมื่อการให้นมแม่เริ่มลงตัว ท่านั่งของคุณและตำแหน่งของลูกจะปรับให้เข้ากับคุณไปเอง

ขอขอบคุณข้อมูล จาก หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เป็นคุณแม่เมื่อ 35

พญ.นิศานาถ ธนะภูมิ

เมื่อก่อนนั้นถ้าแม่อายุมากแล้วตั้งท้องก็มักจะเป็นท้องลูกคนที่ 5-6-7-10 แต่เดี๋ยวนี้จนอายุ 35 เข้าไปแล้ว ก็ยังไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เป็นแม่กันเลย ลูกคนแรกที่แม่อายุ 35 ปีขึ้นไปเขาจะให้เกียรติ์เรียกแม่ว่า “elderly primigravida” แปลกันตรงๆ ว่าเป็นแม่ครั้งแรกเมื่อสูงอายุ!!!

ถ้าคุณเป็นแม่ครั้งแรกเมื่ออายุ 35 หรือมากกว่านั้น คุณก็ไม่ใช่คนแรกหรือไม่มีเพื่อนเอาเสียเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ สถิติชี้ให้เห็นว่าวิถีชีวิตของผู้คนในโลกนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ในจำนวนการตั้งครรภ์ทั้งหมดมีถึง 44% ที่แม่มีอายุเกิน 30ปีขึ้นไป และแม่ที่มีอายุ 35-39 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 60% และแม่ที่มีอายุ 40-44 ปีก็ไม่น้อยหน้ากันเท่าไรนัก มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากเดิมมากถึง 50%

อายุแม่ที่มากขึ้นเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น
เป็นเรื่องปกติธรรมดาของการที่เรามีอายุมากขึ้น เราก็ย่อมมีโอกาสที่จะมีโรคที่เกี่ยวกับความสูงอายุกล้ำกรายเข้ามาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเรื่องของเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ซึ่งก็มักจะมีผลต่อการตั้งครรภ์และการคลอด เมื่อเทียบกับแม่ที่อายุน้อยกว่า30 ปี การที่มีโรคเหล่านี้อยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์นั้นมีอยู่เพียง 5.5% แต่ในแม่ที่อายุมากกว่า35 ปีนั้น พบว่ามีโรคเหล่านี้อยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์มากเป็น 11.8% และในเรื่องของการเกิดภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ (เช่น การตั้งครรภ์ที่ก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูงในแม่ ซึ่งแต่เดิมเรียกว่าครรภ์เป็นพิษ การตั้งครรภ์ที่ก่อให้เกิดเบาหวานในแม่ (หมายความว่าทั้งๆ ที่ก่อนตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นเบาหวานหรือความดันสูงอยู่ก่อน แต่การตั้งครรภ์นั่นแหละเป็นตัวทำให้เกิดภาวะทั้ง 2 อย่างนี้ขึ้นมาได้ และเมื่อคลอดเสร็จภาวะเหล่านี้ก็จะดีขึ้นและหายไป) ซึ่งก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาได้ทั้งกับแม่และลูกในท้อง ในแม่ที่อายุ 20-29 ปี จะพบการเกิดภาวะเหล่านี้ได้ 10.43% แต่ในแม่ที่อายุ 35-39ปี จะพบได้สูงถึง19.29%

อายุแม่ที่มากขึ้นมีผลต่อการคลอด
จริงๆ แล้วพบว่าแม่ที่มีอายุมากขึ้นนั้นมีโอกาสที่ลูกจะตายในท้องโดยเฉพาะในช่วงเดือนท้ายๆ ของการตั้งครรภ์ได้มากกว่าคุณแม่อายุน้อย ในสถิติพบลูกตายในท้อง 1 รายใน 1000 รายของการตั้งครรภ์ในแม่ที่มีอายุน้อย แต่พบได้มากถึง 1 ใน 400 ของแม่ที่อายุ 35 ปีขึ้นไปในการคลอดก็มักจะพบว่าต้องมีการกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์คลอด และพบว่ามีภาวะเด็กเครียด(หัวใจเด็กเต้นผิดปกติ) เมื่อมีการบีบตัวของมดลูกขณะเจ็บครรภ์คลอดมากขึ้น ต้องช่วยทำการคลอดด้วยการช่วยดูดดึงเด็กออกด้วยสุญญากาศหรือคีม หรือการคลอดโดยการผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้องมากกว่าแม่ที่มีอายุน้อย

อายุแม่ที่มากขึ้นมีผลอะไรต่อลูก
ที่รู้กันอยู่ก็เรื่องของ Down’s syndrome (trisomy ที่ 21) หรือที่คนไทยมักเรียกกันว่าเด็กดาวน์ เป็นเรื่องของความผิดปกติของโครโมโซมที่ไม่รู้ว่าทำไมจึงเกิดขึ้นได้ แต่รู้ว่าพบได้มากขึ้นในแม่อายุมาก เด็กเหล่านี้มักจะมีระดับสติปัญญาต่ำกว่าเด็กปกติ ส่วนเรื่องของโครโมโซมที่ผิดปกติอื่นๆ เช่นPatau’s syndrome(trisomyที่13), Edward’s syndrome (trisomyที่18) ก็พบได้มากขึ้นในแม่ที่อายุมากเช่นกัน แต่พบได้ไม่บ่อยนัก และนี่ก็ไม่ได้หมายความว่าแม่อายุน้อยจะไม่พบเอาเสียเลย ดังนั้นการฝากครรภ์และค้นหาว่าเด็กในครรภ์มีภาวะผิดปกติของโครโมโซมหรือไม่นั้นจะช่วยให้การดูแลและตัดสินใจที่จะสละเด็กหรือทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงหรือดำเนินต่อไปเป็นไปได้อย่างถูกต้องขึ้น อย่างไรก็ดีปัญหาเรื่องความพิการหรือความผิดปกติอื่นๆ ของเด็กนอกเหนือจากเรื่องของโครโมโซมที่กล่าวแล้วนั้นก็มักไม่มีสถิติว่ามีข้อแตกต่างมากไปกว่าที่เกิดจากแม่ที่มีอายุน้อย

อายุแม่ ความเสี่ยง
25 1 : 1,500
30 1 : 900
35 1 : 400
36 1 : 300
37 1 : 230
38 1 : 180
39 1 : 135
40 1 : 105
42 1 : 60
44 1 : 35
46 1 : 20
48 1 : 16
49 1 : 12

ข้อดีของแม่ที่มีอายุมากก็มีเหมือนกัน
นั่นก็คือแม่มักจะเข้าใจและพร้อมที่จะดูแลสุขภาพของตัวเองไม่ว่าจะการกิน การออกกำลังกาย และการมาฝากครรภ์สม่ำเสมอตามนัดของแพทย์ได้ดีกว่าแม่ที่อายุน้อย น้ำหนักของลูกเมื่อแรกคลอดก็มักจะได้มาตรฐานดี การให้ความร่วมมือกับแพทย์ในการดูแลตัวเองและเด็กในครรภ์ และความอดทนช่วยเบ่งคลอดทำได้ดีกว่าแม่ที่อายุน้อย

การดูแลเรื่องการฝากครรภ์อื่นๆ ก็ไม่ต่างจากคนท้องทั่วไป ดังนั้นก็ไม่ต้องกลัวๆ กล้าๆ อยากจะมีลูกก็รีบๆ ตัดสินใจมีเสียเร็วๆ ก่อนที่จะอายุ 35 แต่ถ้ายังปลงใจไม่ได้35 แล้วเพิ่งมีก็ไว้ค่อยดูแลลูกในท้องตามแนวทางที่กล่าวมาแล้ว และแน่นอนควรฝากครรภ์แต่เริ่มแรกที่ประจำเดือนขาดและรู้ว่าท้องแล้ว ควรปรึกษาสูติแพทย์ถึงเรื่องเหล่านี้เพื่อการตัดสินใจค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นเพื่อการดูแลแก้ไขและรักษาแต่เนิ่นๆ พบแพทย์ตามนัดทุกครั้งอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้ลูกที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เขาจะเป็นได้ และให้คุณแม่มีผลจากภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้......เช่นกัน

ขอขอบคุณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ย่ายายสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม

กลุ่มนมแม่เผยผลสำรวจ 98.3% ของย่ายายสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

๐ 99.4% ยืนยันว่านมแม่มีประโยชน์
๐ 55.9% ของคุณย่าคุณยายเชื่อว่าการทำงานนอกบ้านของแม่ และการที่แม่ไม่มีเวลาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

กลุ่มนมแม่เผยผลสำรวจคุณย่าคุณยายจำนวน 947 ราย ที่มีหลานคนสุดท้ายอายุไม่เกิน ๒ ปี พบว่าจำนวนร้อยละ 98.3 ของตัวอย่างสำรวจสนับสนุนให้ลูกสาวหรือลูกสะใภ้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทั้งนี้เพราะเชื่อมั่นว่านมแม่มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ทำให้ลูกมีสุขภาพดี ร่างกายแข็งแรง ทำให้ลูกมีภูมิคุ้มกัน และที่สำคัญคือช่วยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 1.7 ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพราะ เชื่อว่าแม่ไม่มีนมให้ลูกหรือหัวนมบอดหรือหัวนมเล็ก แม่ไม่มีเวลาต้องทำงานนอกบ้าน และแม่มีปัญหาสุขภาพ

กลุ่มนมแม่เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรได้ทำการสำรวจครั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2548 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาข้อมูลประกอบการระดมสมองเรื่อง “สานสายใยใจย่ายาย“ ในวันที่ 12 มีนาคม 2548 ที่โรงแรม แกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) ทั้งนี้ เพราะ ผลการสำรวจของกลุ่มนมแม่ ในกลุ่มแม่และกลุ่มพ่อ เมื่อปี 2547 แสดงให้เห็นชัดว่า คุณย่าคุณยายเป็นผู้มีอิทธิพลสำคัญต่อความสำเร็จของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

แพทย์หญิงสุวิมลกล่าวว่า จากกลุ่มตัวอย่างพบว่า ร้อยละ 75 ของกลุ่มตัวอย่างเชื่อว่าตัวเองมีอิทธิพลในการส่งเสริมให้แม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยผ่านการสอน เตือน คอยชี้แนะ ช่วยเตรียมอาหารและช่วยดูแลหลาน

“ข้อมูลอีกชุดหนึ่งที่เราเห็นว่ามีนัยสำคัญคือความเชื่อ โดยส่วนใหญ่ของคุณย่าคุณยายคือประมาณร้อยละ 54.9 เชื่อว่าการให้นมแม่อย่างเดียวโดยไม่กินน้ำในระยะแรกของหลาน จะเป็น

ผลเสียเพราะกลัวว่าจะเป็นสาเหตุให้หลานตัวเหลือง ซีด ร่างกายขาดน้ำ ลิ้นเป็นฝ้า ส่วนที่เหลือ ร้อยละ 45.1 มั่นใจว่าการให้นมแม่อย่างเดียวโดยไม่ต้องให้น้ำนั้นเป็นผลดีต่อหลานตัวเองและส่วนใหญ่ของกลุ่มตัวอย่างนี้ เห็นว่าควรให้กินนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือน”

“จากผลสำรวจครั้งนี้ กลุ่มนมแม่จะรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อ องค์การยูนิเซฟ กระทรวงสาธารณสุขและสสส.เพื่อผลักดันให้องค์กรระหว่างประเทศหน่วยงานราชการตลอดจนภาคเอกชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และให้การสนับสนุนสังคมไทยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้สำเร็จต่อไป” แพทย์หญิงสุวิมลกล่าว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อย่ากังวลใจ หากลูกเดิน-พูดช้ากว่าเพื่อน

"เดินก่อนพูด หรือพูดก่อนเดิน" อย่างไรถึงจะปกติ???

เป็นคำถามยอดฮิตของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่อาจจะกังวลใจเมื่อเห็นลูกคนอื่นมีพัฒนาการที่ไม่เหมือนกับลูกตัวเอง ซึ่งในความจริงแล้ว พิศวาท พีระปกรณ์ เจ้าหน้าที่สถานรับเลี้ยงเด็กพี. เนอสเซอรี่ ไขข้อข้องใจว่า เด็กแต่ละคนจะมีพัฒนาการแต่ละช่วงที่แตกต่างกันไป

เด็กจะมุ่งมั่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เด็กที่มีใจจจดจ่อกับการเดิน ก็จะพยายามทุ่มเทฝึกฝนจนเดินได้ จนทำให้ไม่ได้ใส่ใจที่จะฝึกหัดพูด ในขณะที่เด็กอีกคนหนึ่งกลัวการล้ม ทำให้มีเวลาสนใจกับการฝึกพูดมากกว่าการเดิน

"เด็กก็มีภารกิจที่ต้องทำคือ ต้องผ่านพัฒนาการแต่ละช่วงให้สำเร็จ เหมือนผู้ใหญ่ทำงาน ดังนั้น จึงต้องใช้เวลามากบ้างน้อยบ้าง แตกต่างกันไปในงานแต่ละอย่าง ความถนัด รวมทั้งยังมีปัจจัยเสริมที่ทำให้สำเร็จ ซึ่งการคาดหวังให้ลูกทำงานสองชิ้นในเวลาเดียวกัน คงเป็นไปไม่ได้"

ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กยังมีคำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายด้วยว่า ก่อนอื่นต้องดูก่อนว่าลูกเราเป็นคนอย่างไร เรียบร้อยหรือชอบลุย ถ้าเขาไม่สนใจว่าจะเจ็บตัวก็ต้องช่วยลุ้นให้เดิน ถ้าเขากลัวมากๆ ก็อย่าเพิ่งไปเร่งรัด ให้เขาพร้อมด้วยตัวเอง

เพราะถ้าเด็กกลัวเจ็บ กลัวล้ม ผู้ใหญ่ต้องฝึกให้เขาเกิดความมั่นใจในการเดิน เช่น ช่วยจูงมือ หาอุปกรณ์มาช่วยให้เดินอย่างมั่นใจมากขึ้น ถ้าเขาไม่สนใจการเดิน แต่ชอบพูด ก็ควรชวนพูดคุย กระตุ้นให้เขาพูดตาม อาทิ เปิดเพลงให้ฟัง เปิดหนังสือให้ดูภาพสัตว์สวยๆ และสอนพูดทีละคำ เป็นต้น

"สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ใหญ่จะต้องช่วยกันทำให้เขามีความสุขในขณะที่เขากำลังปฏิบัติภารกิจนั้นๆ จนสำเร็จ" พิศวาทให้ข้อคิดทิ้งท้าย

ถ้าคุณพ่อคุณแม่เข้าใจความแตกต่างของเด็กแต่ละคนแล้ว ปัญหาลูกเดินก่อนพูดหรือพูดก่อนเดิน ก็คงจะไม่เป็นปัญหาให้กังวลใจอีกต่อไปแล้ว

ขอขอบคุณ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลูกไม่ยอมช่วยตัวเอง

สาเหตุเด็กไม่ยอมช่วยตัวเอง

ช่วยเหลือเด็กมากเกินไป จนทำให้เด็กเคยชินกับการให้คนมาช่วยในทุก ๆ สิ่งและเด็กก็รู้ตัวว่าตัวเองจะไม่ยอมทำอะไรถ้าไม่มีผู้ใหญ่อยู่ด้วย เมื่อความช่วยเหลือลดลงเด็กเลือกใช้วิธีร้องไห้ อาละวาด พยายามดึงผู้ช่วยเหลือกลับคืนมา


ขาดความมั่นใจ เด็กที่อยู่ในอารมณ์ที่หวั่นไหว ไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจต่อปัญหาต่าง ๆ รอบตัว จะร้องให้เก่ง พยายามเรียกหาคนที่มาทำให้ตัวเองเกิดความมั่นใจเพิ่มขึ้น เช่น เมื่อแม่มาใกล้ๆ เด็กจะรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย การสร้างทักษะต่าง ๆ ให้ลูก เช่น มีความสามารถในการเล่นและความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น แต่การเข้าไปช่วยเด็กมากเกินไปพร้อมกับดุว่าเด็กไปพร้อมกัน นอกจากจะไม่ช่วยเพิ่มทักษะแล้ว ยังทำให้เด็กมองตนเองไม่ดี เกิดเป็นความไม่มั่นใจในตัวเองต่อไป

เป็นพฤติกรรมที่เรียกร้องความสนใจเพื่อให้พ่อแม่เข้ามาดูแลเพิ่มขึ้น สภาพในเด็กโตที่มีน้องใหม่ พ่อแม่ให้ความสนใจและให้เวลากับพี่คนโตลดลง จนทำให้เด็กรู้สึกใจหายกลัวว่าพ่อแม่ไม่รัก ในบางครอบครัวที่พ่อแม่มีงานยุ่งอยู่ตลอดเวลาทำให้ละเลยเด็กไป เด็กหลายคนที่ไม่ยอมทานข้าวเองจนพ่อแม่ต้องเข้ามาป้อนข้าว ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะดุว่าไปด้วยขณะที่ป้อนข้าวให้ แต่พ่อแม่ก็มีเวลาให้กับเด็กเพิ่มขึ้นในระดับความต้องการของเด็ก ในสายตาของเด็กที่พ่อแม่ดุว่าก็เท่ากับพ่อแม่ไม่รัก ดังนั้นการที่เด็กได้เวลาและความสนใจจากพ่อแม่เพิ่มขึ้นแต่เด็กเองก็จะมีความมั่นใจในตัวเองลดลงด้วยเช่นกัน

วิธีการป้องกัน

ทำความเข้าใจพัฒนาการความคิดแต่ละวัยและฝึกลูกให้มีความสามารถในการช่วยเหลือตนเองไปตามวัย


การลดความช่วยเหลือมิได้หมายความว่าการแสดงความรักจะลดลงตามด้วย ควรเน้นชัดเจนว่าเมื่อเวลาที่ลูกช่วยตัวเองได้พ่อแม่ภาคภูมิใจ โดยการแสดงความชื่นชนในความสามารถ และควรไปเพิ่มเวลาในการฝึกทักษะด้านอื่น


ผลของการไม่ยอมช่วยตัวเองของเด็ก

ติดเป็นนิสัย ทำให้ติดกับการพึ่งพาคนอื่น การใช้มือไม่คล่องแคล่ว ขาดทักษะที่จะคิดแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่มีอยู่


มีปัญหาในการเข้าสังคม เพราะเด็กจะยึดติดกับผู้ใหญ่ที่เด็กเห็นว่าช่วยแก้ปัญหาได้ มากกว่าที่จะใช้เวลาอยู่กับเด็กด้วยกัน และเด็กที่ไม่ยอมช่วยเหลือตนเองมักติดกับความรักสบาย ทำให้ทักษะในการเล่นมีน้อย ร้องให้เก่ง ปรับตัวไม่เป็น


อาจพบว่าผลการเรียนต่ำกว่าความสามารถ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กมักจะคิดแก้ปัญหาไม่เก่ง คิดช้าและคิดได้ไม่หลากหลายวิธี การทำงาน เขียนหนังสือช้าและมีความรับผิดชอบในด้านต่าง ๆ ของตนเองต่ำ


สัมพันธภาพระหว่าง พ่อ แม่ ลูกไม่ดี เพราะสุดท้ายผู้ใหญ่มักจะทนพฤติกรรมนี้ไม่ได้ เมื่อเด็กโตขึ้นและอาจแสดงความรำคาญเด็กออกมาชัดเจน

การรักษา

แก้ที่สาเหตุ


ขอให้อดทนกับคุณภาพงานที่เด็กทำในระยะแรก ซึ่งจะไม่เรียบร้อยหรือเสร็จช้าโปรดมองจุดที่ดี และให้การยอมรับเฉพาะอย่างของเด็ก


แสดงท่าทีที่นุ่มนวล สม่ำเสมอ พูดสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่าต้องการให้ลูกทำเอง และคอยให้กำลังใจเป็นระยะ จะทำให้เด็กหันกลับมาช่วยตัวเองได้เพิ่มขึ้น


พ.ญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ กลุ่มงานจิตเวชเด็กและวัยรุ่น
โครงการเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บันทึกอาการหนูน้อยก่อนพบแพทย์

 

น้องเอิร์ทถึงวัยกำลังคลาน ซึ่งคุณแม่ก็รู้สึกดีที่หนูน้อยมีพัฒนาการเป็นที่น่าชื่นใจ แต่ไอ้ที่ไม่น่าชื่นใจก็คือ การที่น้องเอิร์ทไปไหนมาไหนมากขึ้น จึงเป็นโอกาสในการคว้าสิ่งของต่างๆ เอามาเข้าปาก วันดีคืนดีจึงได้เรื่อง ก็น้องเอิร์ทมีทีท่าไม่สบาย ถ่ายอุจจาระบ่อยและเหลวผิดปกติ ท่าจะท้องเสีย อย่างนี้ต้องให้ดื่มน้ำมาก ๆและรีบพาไปพบอาหมอ

แต่คราวที่แล้วอาหมอซักนั่นถามนี่ จะคุณแม่ตอบไม่ถูกเพราะไม่ได้จำเอาไว้ ซึ่งอาหมอก็แนะนำว่า การสังเกตอาการของคุณแม่มีประโยชน์ในการวินิจฉัยโรคของน้องเอิร์ทมาก คราวนี้คุณแม่จึงไม่ลืมที่จะจดจำอาการของลูกไว้ด้วย

สิ่งที่ควรบอกแพทย์มีดังนี้

1.มีไข้หรือไม่?
-มี (อุณหภูมิก่อนมาถึงโรงพยาบาล……………..องศาเซลเซียส)
-ไม่มี

2.สีผิวของเด็ก
-แดง
-ซีด
-เหงื่อออก

3.การหายใจ
-ดัง
-ขัด
-เร็ว
-ช้า

4.เด็กมีอาการ
-ไอ
-จาม
-ตาระคายเคือง
-เจ็บหู
-อื่นๆ

5.เด็กมีอาการ
-ปวด
-ร้องไห้มาก
-หวีดร้อง
-ดิ้นไปดิ้นมา
-ไม่หม่ำอาหารมากี่มื้อ
-อื่นๆ

6.การเคลื่อนไหว
-ผิดปกติ
-กระตุก
เกร็ง
-อยู่นิ่งๆ

7.เด็กได้
-อาเจียนออกมาเกือบหมด
-อาเจียนอย่างรุนแรง
-อาเจียนระหว่างกินอาหาร

8.หนูน้อยถ่ายอุจจาระ
-สีผิดปกติ
-เหนียวข้น
-มีกลิ่น
-บ่อยหรือไม่?

9.เด็กมีผื่นคันลักษณะ
-เป็นปื้น
-ขึ้นทั้งตัว

10.ลักษณะของผื่นมีสี……..บริเวณ………

11.เด็กมีอาการ
-ซึม
-หงุดหงิด
-กระวนกระวาย
-ทุกข์ทรมาน

ขอขอบคุณ นิตยสาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เริ่มเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรให้สำเร็จ

ให้ลูกได้มีโอกาสมาดูดนมแม่ภายในหนึ่งชั่วโมงแรกหลังคลอด
ให้ลูกอยู่ในห้องเดี่ยวกับคุณแม่ทั้งกลางวันและกลางคืน ให้ลูกดูดนมแม่ทันทีเมื่อมีอาการหิว

ในวันแรกๆ ให้ลูกดูดนมได้ประมาณ 8-12 ครั้งภายในทุก 24 ชั่โมง ครั้งละประมาณ 10+15 นาที หรือจนกว่าลูกทำท่าจะอิ่ม หลังจากนั้นพอเข้าวันที่ 4-6 หลังคลอดลูกควรได้ดูดนมอย่างต่ำ 6-8 ครั้ง ภายในทุก 24 ชั่วโมง ถ้าลูกไม่ร้องขอเท่าที่คำแนะนำ ควรพยายามให้ดูดนมทุก 4 ชั่วโมงเพื่อให้แน่ใจว่าลูกได้รับอาหารเพียงพอ

ไม่ควรให้นมผสม น้ำ น้ำหวาน น้ำส้ม ฯลฯ โดยเด็ดขาด เว้นแต่ว่ามีเหตุจำเป็นทางการแพทย์

หากคุณต้องแยกจากลูกและไม่สามารถให้นมลูกดูดโดยตรงได้ให้บีบน้ำนมเก็บไว้ให้ผู้อืนป้อนลูกจากปลายช้อนหรือจากแก้วเล็กจะดีกว่าใส่ขวดป้อน โดยเฉพาะในช่วงแรก เพราะลูกอาจติดขวดนม และปฏิเสธการดูดนมแม่ในภายหลังได้

ระหว่างวันแรกและวันที่สองของการคลอด ควรหาโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาช่วยแนะนำให้ทุกอย่างเรียบร้อยดี ทั้งเรื่องวิธีการให้นมแม่ ท่าให้นมที่ถูกวิธี ฯลฯ

ให้นมแม่อย่างเดียวตลอดเวลาในช่วงหกเดือนแรกของชีวิต หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารเสริม

ถ้าเป็นไปได้ ให้ลูกยังคงได้รับนมแม่ต่อไปในช่วงขวบแรกของปีหรือนานกว่านั้น

ขอบคุณข้อมูลจาก จุลสาร สายธารรัก
กลุ่มนมแม่

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ภัย..จากกระดูกสันหลังคด

กระดูกสันหลังคดหรือโก่งงอผิดปกติจะส่งผลกระทบต่อเด็กให้มีรูปร่างหรือบุคลิกไม่สมส่วน และอวัยวะภายในร่างกายทำงานได้อย่างไม่เต็มระบบด้วย ปัจจุบัน คุณพ่อคุณแม่ นำเด็กที่มีโรคกระดูกสันหลังคดมาพบแพทย์มากขึ้นเรื่อย แม้แพทย์ได้ตรวจสุขภาพเด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิด แต่เด็กบางคนอาจกระดูกสันหลังคดเมื่อโตขึ้นได้ โรคนี้ส่งผลต่อสุขภาพของเจ้าตัวเล็กอย่างไรบ้าง และเราจะทราบได้อย่างไร

เรามีวิธีตรวจสอบอย่างง่าย ๆ ปกติลำสันหลังทั่วไปประกอบด้วยกระดูก 33 ชิ้น แบ่งเป็น 4 ส่วน คือ ส่วนคอ ประกอบด้วยกระดูก 7 ชิ้น ส่วนสันหลัง ประกอบด้วยกระดูก 12 ชิ้น โดยจะมีกระดูกที่เป็นซี่โครง ยื่นออกไปทางทรวงอก ภายในกระดูกทรวงอกนี้ จะมีอวัยวะสำคัญ เช่น หัวใจ ปอด หลอดเลือด ระบบประสาทต่าง ฯลฯ

ส่วนบั้นเอว ประกอบด้วยกระดูก 5 ชิ้น มีอวัยวะภายในที่สำคัญคือ ช่องท้อง ตับ ไต ม้าม ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ ฯลฯ และส่วนที่เป็นอุ้งเชิงกราน และก้นกบ ประกอบด้วยกระดูก 9 ชิ้น เมื่อเรามองโครงสร้างของกระดูกจากด้านหน้าหรือด้านหลัง ในคนปกติจะเห็นว่า กระดูกทั้งหมดเรียงต่อกันเป็นแนวตรง

มีบางคนกระดูกสันหลังอาจเอนไปทางซ็ายหรือขวาบ้างเล็กน้อย ก็ไม่ถือว่าผิดปกิต แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมามองกระดูกสันหลังทางด้านข้าง จะเห็นว่ากระดูกสันหลังปกติจะเรียงตัวอย่างโค้ง ๆ เล็กน้อย คล้ายตัวเอช ของพยัญชนะภาษาอังกฤษ โดยกระดูกคอจะโค้งไปข้างหน้า กระดูกสันหลังจะโค้งสลับกลับไปข้างหลัง กระดูกบั้นเอวจะโค้งสลับกลับไปด้านหน้า และกระดูกก้นกบจะโค้งสลับกลับมาด้านหลังอีกครั้ง

ความสำคัญของกระดูกสันหลังมีดังนี้

รูปร่างของเรายืนตัวตั้งตรงอยู่ได้ ซึ่งเป็นความสมดุลย์ของกะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลังส่วนกลาง และของกระดูกแขนขาที่ช่วยในการเดินหยิบจับสิ่งของได้คล่อง

เป็นที่ยึดจับตัวของกล้ามเนื้อ

ช่วยให้มีทรวงอก เพื่อเอื้ออำนวยต่อการทำงานระบบการหายใจ ปอดและหัวใจ

ช่วยให้มีช่องท้องภายใน มีอวัยวะสำคัญ เช่น กระเพาะ ลำไส้ ตับ ไต ม้าม เป็นต้น

ภายในลำของกระดูกสันหลังยังจะมีช่องสำหรับเส้นไขสันหลังที่ต่อมาจากสมองลงมา จากไขสันหลังจะมีเส้นประสาทยื่นต่อออกไปสู่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ลำตัว แขน ขา ทำให้ร่างกายมีการทำงาน ถ้าหากว่าเส้นประสาทเสียไป อาจทำให้เป็นอัมพาตหากความโค้งของกระดูกที่มองจากด้านข้างนี้มีการเบี่ยงเบนไปจากปกติไม่ว่าจะโค้งไปทางด้านซ้ายหรือขวามากเกินไป คือ หลังคด จะส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ได้แก่

ผลต่อรูปร่าง ถ้ากระดูกโค้งไปด้านข้างมาก ๆ พัฒนาการขชองรูปร่างจะไม่สวยงาม ตัวเอียง ไหล่และสะโพกเอียง เปรียบเหมือนเสากระโดงเรือที่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง จะทำให้เรือเอียงไปด้วย การบังคับทิศทางก็ลำบาก เพราะกล้ามเนื้อทั้งสองข้างไม่สมดุลกัน ข้างหนึ่งหย่อนข้างหนึ่งตึงกว่า ปวดหลังบริเวณบั้นเอว อาจมีผลกระทบต่อการคลอดในเพศหญิง และยังอาจทำให้ตัวเตี้ย ลงไปเรื่อย ๆ

ส่งผลต่อกระดูกทรวงอกให้บิดเบี้ยว ทำให้การเคลื่อนไหวของระบบหายใจและปอดขยายตัวออกได้จำกัด ปริมาตรของออกซิเจนที่หายใจได้จึงน้อย มีส่วนทำให้เป็นหวัดหรือปอดบวมง่าย กินอาหารไม่ได้ผอมซีด อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงการเคลื่อนไหวร่างกายจะไม่คล่องแคล่วดังเด็กปกติ

ศ.เกียรติคุณ น.พ.เจริญ โชติกวณิชย์ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ ร.พ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ กล่าวว่า โรคนี้ถ้าเป็นไม่มากไม่มีอาการ เช่น อาการตัวร้อนเป็นไข้ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่วิตก และพาเด็กมาพบแพทย์เหมือนโรคทั่วไป เด็กก็จะไม่ได้รับการนำตัวมาพบแพทย์ ทั้งที่โรคนี้เป็นกันได้ตั้งแต่แรกเกิดถึงวัยรุ่น มีสาเหตุมากมาย แต่ร้อยละ 80 หรือมากกว่าเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ

ประเทศไทยมีการวิจับพบเด็กไทยมีกระดูกสันหลังคด ที่ต้องทำการรักษา 1 ต่อ 10,000 คน และที่กระดูกสันหลังคดน้อยแต่ไม่ต้องรักษาก็มีจำนวนไม่ใช่น้อย เหตุที่ระยะหลังพบโรคนี้ในเด็กมากขึ้น และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น ซึ่ง ศ.เกียรติคุณ น.พ.เจริญ ได้เล่าให้ฟังว่า บางครอบครัวมีพี่น้องหลังคด หรือ ฝาแฝดหลังคด บางครอบครัวมีลูกคนเดียวโดยเฉพาะลูกผู้หญิงยิ่งเป็นที่กังวลไจของคุณพ่อคุณแม่ และเป็นปมด้อยของเด็กน้อย

โรคกระดูกสันหลังคด สามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้

กระดูกสันหลังปกติตั้งแต่แรก แต่มาคดในภายหลังส่วนใหญ่ ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรค แต่อาจเกี่ยวกับสารฮอร์โมนบางอย่าง ที่ควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูกสันหลังให้เปลี่ยนไป พบได้ร้อยละ 80 หรือมากกว่า แบ่งออกเป็น
- กลุ่มอายุประมาณ แรกเกิด - 1 ปี จะเริ่มยืนและเดินแต่กลุ่มนี้ร้อยละ 90 จะหายได้เอง ซึ่งเป็นความแปลกของธรรมชาติ

- กลุ่มอายุประมาณ 3-10 และ 10-18 ปี โดยกระดูกสันหลังจะเพิ่งมาคดตอนโต ซึ่งถ้าเป็นไม่มาก ก็ไม่จำเป็นต้องรักษา แต่แพทย์อาจต้องติดตามดูอาการในเด็กบางราย เพราะกระดูกสันหลังอาจเพิ่มความคดขึ้นเรื่อย ๆ และมากจนผิดปกติได้ ซึ่งจะทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ

แพทย์จะใช้วิธีวัดองศาความคดของกระดูก ถ้าพบว่าคดระหว่าง 30-40 องศา จะแก้ไขได้ด้วยการใส่เสื้อสำหรับแก้ความคด ถ้าใส่ได้ดีก็จะได้ผล แต่ถ้าใส่ไม่ดีความคดก็จะเพิ่มขึ้น ต้องแก้ไขด้วยวิธีการผ่าตัด ต้องใส่เหล็กดามให้กระดูกสันหลังกลับมาเหมือนเดิม

กระดูกสันหลังคดตั้งแต่แรกเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ อาจจะเกิดจากยาที่คุณแม่รับประทานระหว่างตั้งครรภ์ ฯลฯ กลุ่มนี้เกิดจากกระดูกผิดปกติ เช่น การเจริญของกระดูกไม่เท่ากันหรือไม่สมดุลกัน โดยถ้ากระดูกสันหลังคดแล้วจะคดมากขึ้น แพทย์จะทำการรักษาทันที เพราะถ้าเด็กเป็นมาก ๆ อาจเป็นอัมพาตได้

มีความผิดปกติเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาทอยู่แล้ว เช่น มีความผิดปกติของสมอง สมองพิการ โรคโปลิโอ โรคของระบบกล้ามเนื้อ ฯลฯ จะมีโอกาสกระดูกสันหลังคดเมื่อโตขึ้นได้

โรคเท้าแสนปม ร่างกายจะมีปุ่ม และหรือปานตามตัว และพบกระดูกสันหลังคดร่วมด้วยประมาณ 30%

ศ. เกียรติคุณ น.พ. เจริญ ได้แนะนำวิธีตรวจกระดูกสันหลังของเด็กอย่างง่าย โดยให้เด็กยืนตัวตรง แล้งดูแนวสันหลังว่าตรงหรือไม่ จากนั้นให้เด็กก้มหลังลง มือแตะพื้น ถ้ามองตามเส้นแนวกระดูกสันหลังแล้วไม่คด ก็แสดงว่าปกติแต่ถ้าสงสัยก็ควรพาเด็กไปพบแพทย์ เพื่อให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยและติดตามผลว่าอาจมีอาการมากขึ้นในระยะยาวต่อไป หรือไม่ในอนาคต

"สนับสนุนข้อมูลโดย"
โรงพยาบาลสมิติเวช

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผื่นคันในเด็ก

ผื่นคันที่พบบ่อยในเด็กโดยเฉพาะในระยะ 5 - 10 ปีหลังนี้พบว่า โรคผื่นภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยที่สุด เนื่องจากมลภาวะเป็นพิษในอากาศเพิ่มขึ้นมาก

โรคผื่นภูมิแพ้ เป็นโรคที่มีสาเหตุหลายอย่างร่วมกันทั้งพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยเด็กได้รับการถ่ายทอดความผิดปกติของผิวหนังที่ไวต่อการกระตุ้นและผิวแห้งมาจากพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ ซึ่งท่านอาจเป็นโรคหอบหืด โรคแพ้อากาศหรือโรคภูมิแพ้ก็ได้ ผื่นภูมิแพ้จะมีลักษณะเฉพาะของแต่ละวัย

โดยวัยทารกจะเริ่มเป็นผื่นแดง คันมากที่แก้ม , ใบหน้า , ศีรษะและแขนขาด้านนอก ส่วนใหญ่ผื่นจะอักเสบ แดง บวม มีน้ำเหลืองเยิ้ม วัยเด็กโต ( อายุ 2 - 3 ปีขึ้นไป ) ผื่นที่หน้าจะลดลง ผื่นจะเป็นบริเวณข้อพับต่างๆ ( ข้อพับแขน ข้อพับขา ข้อมือ ข้อเท้า ซอกคอ ) ผื่นจะคันมากเวลามีเหงื่อออกมา

เด็กเกาบ่อย ทำให้ผิวหนังหนาขึ้นเป็นร่องๆและมีขุยแห้ง ในเด็กวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ ผื่นจะเป็นเฉพาะบริเวณที่ระคายเคืองหรือเกาได้ง่าย เช่น บริเวณแขน ต้นคอและมือ เป็นต้น ดังนั้นในบางราย อาจต้องแยกโรคกับโรคผื่นแพ้สัมผัส ( contact dermatitis ) ซึ่งจะเป็นเฉพาะบริเวณที่ไปสัมผัสสารที่แพ้ เช่น มือแพ้น้ำยาล้างจาน ผงซักฟอก หรือถุงมือยาง แพ้สายนาฬิกาข้อมือ แพ้น้ำหอม เป็นต้น

ผื่นภูมิแพ้มักจะเริ่มเป็นในเด็กทารกภายใน 2 ปีแรกและจะเป็นเรื้อรังเป็นๆหายๆนานเกิน 6 เดือนหรือรายที่มีประวัติภูมิแพ้มากในครอบครัว อาจเป็นไปจนโตเข้าวัยผู้ใหญ่ได้

โรคนี้จะกำเริบถ้าได้รับปัจจัยกระตุ้น เช่น ผิวหนังแห้งมากในหน้าหนาว เหงื่อออกมากในหน้าร้อน เกามากผื่นจะยิ่งเห่อมาก ผิวหนังถูกระคายเคืองจากสบู่ ผงซักฟอกที่ตกค้างในเสื้อผ้า เสื้อผ้าเนื้อหนาหยาบหรือสาก ทายาที่เหนียวเหนอะหนะ อาหารที่แพ้ง่ายๆบางชนิด เช่น ไข่ นมวัว ถั่วต่างๆ อารมณ์ที่หงุดหงิด , เครียดและในเด็กปัจจัยที่สำคัญสุดท้าย คือ การติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัสบางชนิด

ดังนั้นหลักในการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ง่ายๆ คือ ระวังอย่าให้ผิวแห้ง โดยหมั่นชะโลมครีมหรือโลชั่นเคลือบผิวไม่ให้แห้ง เลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้โรคกำเริบข้างต้น ทาครีมสเตอรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนังตามคำแนะนำของแพทย์ ระวังไม่ให้ผิวหนังติดเชื้อ เลี่ยงการเกาโดยใช้ยาลดการคันและตัดเล็บให้สั้น

ผื่นที่คันมากอีกโรคในเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่แออัด ค่อนข้างยากจน คือ โรคหิด ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อกันทางสัมผัสคลุกคลีกับคนที่มีเชื้อหิด ซึ่งเป็นเชื้อปรสิตชนิดหนึ่ง ดังนั้นจะได้ประวัติเป็นกันหลายคนในครอบครัว

ผื่นมีลักษณะเป็นตุ่มแดงและตุ่มใสเล็กๆ กระจายตามบริเวณที่ผิวหนังบางๆ เช่น ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า บริเวณผิวหนังย่นๆรอบข้อมือ ข้อศอก รักแร้ ในแม่อาจเป็นผื่นบริเวณรอบหัวนม ใต้ราวนม บริเวณหน้าท้อง รอบสะดือ ขาหนีบ อวัยวะเพศ ในทารกอายุน้อยๆจะพบผื่นบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าร่วมด้วย ผื่นจะคันมากในเวลากลางคืน การรักษาให้หายขาดต้องรักษาพร้อมกันทุกคนที่เป็นในครอบครัว ทายาฆ่าเชื้อหิดและกำจัดเชื้อให้หมดตามเสื้อผ้า เครื่องนอนโดยต้ม ตากแดดจัดๆ เป็นต้น

โดย ศ.พญ.สุจิตรา วีรวรรณ
แพทย์ประจำศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบัน

การเลี้ยงลูกในยุคปัจจุบันดูจะเป็นปัญหากับพ่อแม่มาก ว่าเลี้ยงอย่างไรให้เก่งบ้าง เป็นอัจฉริยะบ้าง ส่วนใหญ่จะเน้นพัฒนาสมอง เพราะสังคมยุคนี้ต้องฉลาด มีปฏิภาณ ไหวพริบดี ทันสมัยจึงจะอยู่รอดปลอดภัย ท่ามกลางกระแสแปรปรวนทางเศรษฐกิจ

เราลืมว่าปู่ย่า ตายาย มักจะอวยพรลูกหลานให้ "อยู่ดี มีสุข" หรือ "ร่มเย็น เป็นสุข" มากกว่าจะอวยพรให้เป็นอัจฉริยะ เพราะท่านผ่านโลกมามาก ทราบว่าอัจฉริยะอย่างเดียวไม่พอสำหรับการดำรงชีวิตที่ประสบความสำเร็จและมีสุข

ดังนั้นเด็กยุคใหม่ที่คาดหวังน่าจะเป็น "เก่ง ดี และมีสุข" สมบูรณ์ทั้งไอคิว และอีคิว ลองพิจารณาดูความจริงของชีวิตที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้เรียบเรียงไว้น่าสนใจ

ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการยอมรับ เขาจะเป็นคนที่พอใจในตนเอง
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยการให้กำลังใจ เขาจะเป็นคนเชื่อมั่นในตนเอง
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความยุติธรรม เขาจะเป็นคนมีใจเป็นธรรม
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเป็นมิตร เขาจะมีความรักและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความรักและความอบอุ่น เขาจะเป็นคนมีศรัทธาในชีวิต
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยคำตำหนิติเตียน เขาจะเป็นคนล้มเหลว
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความก้าวร้าว เขาจะเป็นคนที่กร้าวแข็ง
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความเย้ยหยัน เขาจะเป็นคนขลาดอาย
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความละอาย เขาจะเป็นคนขี้ระแวง
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความมานะ เขาจะเป็นคนอดทน
ถ้าเลี้ยงเด็กด้วยความชื่นชม เขาจะเป็นคนซาบซึ้งในคุณค่า

ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านหยุดคิดเรื่องอื่น นิ่งสัก 1 นาทีเพื่อพิจารณาข้อแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิในการเลี้ยงดูเด็ก วิเคราะห์ดูถึงปัญหา นำมาซึ่งปัญญาที่เหมาะสมและถูกต้องต่อไป

โดย ศ.จ.เกียรติคุณพ.ญ.ชนิกา ตู้จินดา
โรงพยาบาลสมิติเวช

 

 

Hosted by www.Geocities.ws

1