โดย อักแนส ([email protected])
ข้าพเจ้าไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองได้สัมผัสกับความตายถึง 2 ครั้ง ภายในเดือนเดียวกัน สัมผัสกับความตายที่ว่านี้ไม่ใช่สัมผัสด้วยตัวเอง แต่เห็นบุคคลที่ข้าพเจ้ารัก และเคารพหมดลมหายใจไปต่อหน้าต่อตาด้วยโรคภัยไข้เจ็บที่ทางการแพทย์ ปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ ทั้งสองท่านนั้นคือ คุณพ่อและคุณอาของข้าพเจ้าเอง ทั้งสองท่านเผชิญกับสภาพที่เรียกว่าผู้ป่วยระยะสุดท้าย คุณพ่อข้าพเจ้าป่วยด้วยโรคลูคิเมีย หรือมะเร็งเม็ดโลหิตขาวชนิดเฉียบพลัน ส่วนคุณอา ทรมานกับโรคไตเรื้อรังมานานถึง 13 ปี เมื่อถึงจุดที่ท่านไม่อาจยืนหยัดต่อสู้กับความเสื่อมสภาพของร่างกายต่อไปได้ ท่านก็ทำใจ แต่ท่านทั้งสองมีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง มีพระเจ้าอยู่ในใจเสมอ และสิ่งนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อว่าจิตวิญญาณของท่านทั้งสองอยู่กับพระเจ้า
ข้าพเจ้าอยากแบ่งปันประสบการณ์ดังกล่าว เผื่อเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่าน เมื่อคุณพ่อข้าพเจ้าร่างกายอ่อนแอลงมาก แต่จิตใจท่านยังคงเข้มแข็งถามท่านครั้งใด ท่านไม่เคยท้อแท้ ท่านมีศรัทธาที่มั่นคงเชื่อมั่นว่าตนอยู่ในศีลในพรของพระเจ้าเสมอ ถึงแม้ร่างกายจะจากโลกนี้ไป แต่จิตวิญญาณท่านมุ่งตรงที่พระองค์ ข้าพเจ้าคิดว่าตรงนี้สำคัญมาก ช่วงระยะเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานและบุคคลใกล้ชิดสำคัญมากๆ ต่อผู้ป่วย
ข้าพเจ้าเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับ "จิต" จิตในที่นี้หมายถึง "จิตวิญญาณ" ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Spirit ไม่ใช่แค่จิตทางด้านร่างกาย (psychology) จิตนั้นมีพลัง มีคลื่นจิต ช่วงระยะเวลาที่คนไข้เจ็บป่วยอยู่นั้น ควรทำให้จิตของเขาสงบและมีความสุขให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ภาวนา หรือแม้แต่เสียงเพลงเบาๆ ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย การคิดและพูดแต่สิ่งดีๆ ถึงแม้คนไข้กำลังหลับอยู่หรืออยู่ในขั้นโคม่าไม่รู้สึกตัวแล้วก็ตาม แต่ดวงจิตเขาสามารถรับรู้ได้ถึงพลังแห่งการสวดมนต์ภาวนาหรือเสียงต่างๆ นั้น การที่ประสาทหูได้รับเสียงสวดมนต์ หรือสัมผัสถึงคลื่นที่ก่อให้เกิดความสงบในจิตใจจะช่วยผู้ป่วยได้มาก
เคยมีบันทึกการทดลองที่ต่างประเทศว่า เขาแบ่งผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นผู้ป่วยที่รักษากับการแพทย์แผนปัจจุบัน ส่วนกลุ่มที่สองก็เช่นเดียวกัน เหมือนกับกลุ่มแรกทุกประการ เพียงแต่กลุ่มที่สองนี้พิเศษกว่ากลุ่มแรกตรงที่มีคณะนักบวชหญิงสวดมนต์ภาวนาให้กำลังใจ ผ่านรูปภาพของผู้ป่วย กลุ่มที่สองนี้คณะซิสเตอร์ไม่เคยเห็นหรือรู้จักผู้ป่วยกลุ่มนี้ และกลุ่มผู้ป่วยก็ไม่ทราบด้วยว่ามีคนสวดมนต์ภาวนาให้ ผลปรากฏว่าผู้ป่วยกลุ่มที่สองมีอาการดีกว่ากลุ่มแรกอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นผลของพลังจิตและการสวดมนต์ภาวนา หากจะยกตัวอย่างใกล้ตัวเที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ หากผู้ป่วยได้รับ การดูแลเอาใจใส่จากทีมแพทย์และพยาบาลอย่างเต็มที่เต็มใจ ย่อมได้ผลดีกว่าทีมแพทย์และพยาบาลที่ตรวจไปตามหน้าที่ ถึงแม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาและยาเหมือนกันก็ตาม แต่ผลที่ได้จะไม่เหมือนกัน กรณีนี้รวมถึงญาติผู้ป่วยด้วย
ข้าพเจ้ามั่นใจว่าเรื่อง "จิต" นี้สำคัญ เพราะเพียงแค่จิตสงบ แม้ไม่สามารถเยียวยารักษาร่างกายให้หายได้ แต่หากจิตใจเข้มแข็ง ผู้ป่วยก็มีความสุขได้ เรื่องพลังการสวดมนต์ภาวนาที่ส่งผลต่อจิตนั้น ประสบการณ์ตรงที่ข้าพเจ้าตระหนักชัดเจนมากที่สุด เมื่อตอนที่ข้าพเจ้าต้องเผชิญต่อภาวะที่กำลังจะสูญเสียคุณพ่อไป ข้าพเจ้าและพี่น้องอยู่ข้างเตียงท่าน และเห็นท่านกำลังหายใจอ่อนลงๆ ทุกขณะ ทุกคนร้องไห้ไม่หยุด คุณแม่ข้าพเจ้าก็เริ่มสวดนำ
"เยซู มารีอา ยอแซฟ ข้าพเจ้าขอถวายดวงใจ สติปัญญา และชีวิตแด่ท่าน
เยซู มารีอา ยอแซฟ โปรดช่วยข้าพเจ้าเมื่อใกล้จะตาย
เยซู มารีอา ยอแซฟ โปรดช่วยข้าพเจ้าให้สิ้นใจอย่างราบรื่นในศีลในพรของท่าน"และทุกคนก็สวดตามไปเรื่อยๆ พร้อมกับส่งกำลังใจอธิษฐานตามนั้น ผ่านสัมผัสตัวท่าน ท่านจากเราไปอย่างสงบ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็ถึงภาวะที่เสียใจมากที่สุดในชีวิต ร้องไห้อย่างหนัก หรือที่เขาเรียกว่าร้องไห้จนตัวโยน แต่หลังจากมีบาทหลวงนำสวดทำพิธีได้สักพัก จิตใจข้าพเจ้าก็เริ่มสงบ นี่คือผลและพลังของการสวดมนต์ภาวนา
ข้าพเจ้าสารภาพตามตรงว่าข้าพเจ้าเพิ่งตระหนักถึงบทสวด "เยซู มารีอา ยอแซฟ" ได้คราวนี้เอง เนื่องจากสวดทุกวันก็สักแต่ว่าออกเสียงไม่ได้ตั้งสติอธิษฐานจิตไปกับบทสวดนั้นจริง ๆ หลังจากเหตุการณ์นี้ ข้าพเจ้าถึงได้ "อิน" ข้าพเจ้าจึงอยากบอกกับท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ว่า อย่ารอให้ถึงเวลาที่เราได้ "อิน" เลย ขอให้ตระหนักเสียตั้งแต่วันนี้เถิด และขอย้ำอีกครั้งว่า สิ่งสำคัญที่สุดในตัวมนุษย์ คือ "จิตวิญญาณ" ไม่อย่างนั้นเราจะมีบทสวด "เชิญเสด็จมาพระจิตเจ้าข้า" หรือ?
หมายเหตุ
ข้าพเจ้าเชื่อว่าจากบทสวดภาวนา "เยซู มารีอา ยอแซฟ" และกำลังใจของพวกเราพี่น้อง กอปรกับความดีทั้งหลายได้ส่งดวงจิตวิญญาณของคุณพ่อไปสู่พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน
หากจิตของผู้ป่วยในขณะที่ร่างกายกำลังอ่อนแอเต็มที่ กำลังเตลิดคิดถึงอะไรอย่างอื่นอยู่ อาจจะเป็นอดีต ความทุกข์ ความกังวล ความไม่สบายใจต่างๆ ก็อาจทำให้จิตไม่สงบก่อนจากร่างกายไปก็ได้ แต่ถ้าหากได้รับการสวดมนต์ภาวนา จะช่วยให้ผู้ป่วยมีจิตสงบคิดถึงพระเจ้า และผู้ป่วยก็จะจากไปอย่างสงบ อยู่ในศีลในพรของพระเจ้า