ถ้ามีคนถามฉันว่า อะไรเป็นสิ่งที่หาได้ค่อนข้างยากในประเทศทีพัฒนาแล้ว ฉันตอบได้ทันทีว่า นํ้าใจ และ รอยยิ้ม ข้อสรุปนี้เป็นของฉันเอง หากมีใครมาแย้งว่าไม่ใช่ ก็ช่วยไม่ได้นะ เพราะจากประสบการณ์ที่ฉันได้ผ่านมามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เมื่อปลายปี 2541 ฉันพาครอบครัวไปเที่ยวเมืองไทย เดินทางโดยสารการบิน China Airline การเดินทางค่อนข้างยุ่งยากเพราะต้องนั่งรถไฟไปที่ ฮอลแลนด์ และขึ้นเครื่องที่ท่าอากาศยาน Shippold Holland ช่วงนั้นสายการบินอื่นๆเต็มหมด มีแต่ของจีนไต้หวันเท่านั้นที่ไม่เต็ม แต่ไม่มีการบินตรงจากเยอรมันไปบางกอก เลยต้องพากันเดินทางอย่างทุลักทุเลหน่อย เพราะสัมภาระค่อนข้างเยอะ |
|
|
กว่าจะได้ขึ้นเครื่อง ต้องคอยกันหลายชั่วโมง แอร์โฮสเตส ช่วยหาที่นั่งให้เพราะเขาเห็นว่าเรามีเด็กมาด้วย ตอนนั้นยายหนูอายุได้สามขวบเศษ ไม่ค่อยโยเย ชวนแอร์โฮสเตสคุย
ได้ของเล่นมาเยอะแยะเลยไม่ค่อยกวน เครื่องบินไปได้ประมาณ 7-8 ชั่วโมง ก็มีประกาศของกัปตันถามว่ามีแพทย์อยู่ในเครื่องหรือไม่ มีผู้โดยสารท่านหนึ่งไม่สบายต้องการความช่วยเหลือด่วน
ประกาศหลายครั้งก็ไม่มีแพทย์ท่านไหนไปแสดงตัว เขาเลยประกาศหาบุคลากรทางการพยาบาล สามีสะกิดบอกให้ลุกไปดูหน่อย เขาจะดูลูกเอง ฉันเองกลัวๆกล้า เดินเข้าไปดู ก็เห็นสุภาพสตรีวัยกลางคนท่านหนึ่ง นั่งขาสั่น เหงื่อออก อยู่ในเคบินของพวกแอร์โฮสเตส ข้างๆมีหญิงสาววัยราวยี่สิบเศษๆ นั่งด้วยคอยช่วยพูดคุยถามอาการ |
ฉันแนะนำตัว หญิงสาวผู้นั้นทำท่าโล่งใจ และเล่าให้ฟังว่าเขาเป็นพยาบาลแผนกสูติเวช ไม่ค่อยรู้เรื่องอายุรเวชเลย เขาเองก็กลัวเหมือนกัน ตลอดเวลาฉันสื่อสารกับพยาบาลคนนี้เป็นภาษาเยอรมัน คนไข้ฟังรู้เรื่องแต่พูดไม่ได้ หล่อนพูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ฉันเลยพูดกับคนไข้ภาษาอังกฤษ ทั้งคนไข้และพยาบาลสาวคนนี้เป็นชาวฮอลแลนด์ทั้งคู่ ฉันวัดความดันโลหิต วัดชีพจร และสอบถามอาการ ถามถึงโรคประจำตัว หล่อนไม่มีโรคประจำตัวอะไร ชีพจร ความดันเลือดปรกติ แต่เจ้าหล่อนยังมีอาการขาสั่นไม่หยุด และไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ เจ็บหน้าอกแต่อย่างใด ยังคงสนทนาได้เป็นปรกติ ฉันถามเขาว่าเคยมีอาการอย่างนี้มาก่อนหรือไม่ หล่อนส่ายหน้า กลัวการเดินทางไหม หล่อนบอก "นิดหน่อย" ฉันจัดที่ให้คนไข้ได้นอนสบายๆ แล้วมาปรึกษากับพยาบาลฮอลแลนด์ เจ้าหล่อนสีหน้าไม่ดีเลย และบอกตรงๆว่าเขากลัวว่าคนไข้อาการจะแย่ลง เขาลางานเพื่อมาพักผ่อน แท้ๆ
ยังต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้อีก ฉันบอกกับเขาว่า ฉันเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนนบ่อยๆ ต้องลงรถไปช่วยคนเจ็บบ่อยครั้ง อย่างนั้นก็น่ากลัวเช่นกัน แต่เหตุการณ์แบบนี้ก็เพิ่งเจอเป็นครั้งแรกเช่นกัน
|
|
|
คุยกันได้ไม่นาน ก็มีบุรุษสูงอายุท่านหนึ่งเดินมาดูคนไข้ เขาแนะนำตัวว่าเป็นบุรุษพยาบาล เขาดูอาการคนไข้ แล้วบอกว่าเราควรจะฉีด Diazepam เข้าเส้นเลือดให้คนไข้ เขาคิดว่าอาการของคนไข้มีสาเหตุมาจากความกลัวในการเดินทางทางอากาศ ส่วนฉันถึงแม้จะเห็นด้วยกับการสรุป-
วินิจฉัยโรค เพียงใด แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับการฉีด Diazepam บุรุษพยาบาลท่านนั้นอยู่ด้วยไม่นานก็เดินกลับไปที่นั่ง
ฉันชวนคนไข้พูดคุย ขณะที่เขาสนทนาอาการสั่นก็จะลดลงบ้าง ฉันกับพยาบาลชาวฮอลแลนด์ผลัดกันวัดชีพจรคนไข้
มีช่วงหนึ่งที่เครื่องบินตกหลุมอากาศ คนไข้ก็มีอาการขาสั่นมากขึ้น หายใจเร็วขึ้น
พยาบาลฮอลแลนด์หน้าเสีย ถามฉันว่าจะทำอย่างไร จะฉีดยาให้คนไข้ดีไหม แล้วเขาก็พรํ่าบ่นอีกว่ามาเที่ยวแท้ๆ ไม่น่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เลย เขาไม่ต้องการรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น ฉันต้องปลอบเขาอีกให้ใจเย็นๆ คนไข้ได้ยินตลอด เลยพูดเสริมว่า หากเกิดอะไรกับเขาขึ้น เขาจะไม่ยอมให้ใครมากล่าวหาเราหรอก ฉันเองตอนนั้นความกลัวหายไปหมดแล้ว มัวแต่คิดว่าจะแคร์คนไข้อย่างไรต่อไป เพราะเขาเริ่มหอบ เขาไม่มีประวัติ Asthma หรือ โรคตา ฉันขอ Oxygen ให้คนไข้ หลังได้รับ Oxygen คนไข้สั่นน้อยลง |
หลังจากนั้นไม่นานนักกัปตัน ก็ออกมาดูอาการคนไข้ และถามฉันว่า จะให้เครื่องลงฉุกเฉินที่นคร Angara ประเทศ Turkey เพื่อส่งคนไข้เข้าโรงพยาบาลที่นั่นดีไหม ฉันถามพยาบาลฮอลแลนด์ หล่อนเห็นด้วย ฉันก็เห็นด้วยเช่นกัน แต่คนไข้ไม่ยอม เขาอยากไปลงที่กรุงเทพฯ ซึ่งกว่าจะถึง ก็อีก หกชั่วโมง อีกไม่นานกัปตันก็ติดต่อแพทย์ที่ตุรกีได้ พยาบาลชาวฮอลแลนด์ รายงานอาการคนไข้ แพทย์บอกว่าไม่ต้องฉีด Diazepam ให้ oxygen อย่างเดียว ถ้าคนไข้คิดว่าไหวก็ให้ไปเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯเอา เพื่อนร่วมวิชาชีพหน้าตาเครียดใหญ่
อาการคนไข้เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับอาการสั่นที่ขาหายไป ฉันชวนหล่อนคุยบ่อยๆ คุยถึงสถานที่ๆน่าท่องเที่ยวต่างๆในเมืองไทย ไม่นานคนไข้ก็ง่วง และ หลับลงในที่สุด ฉันจึงถือโอกาสกลับไปนั่งที่
ยายหนูกับพ่อนอนหลับปุ๋ย แอร์โฮสเตสนำอาหารมาให้ทาน เมื่ออิ่ม ฉันลุกไปดุคนไข้อีกครั้ง เขานอนหลับ พยาบาลฮอลแลนด์บอกให้ฉันไปนอนเขาก็จะนอนเช่นกัน แอรโฮสเตสผลัดดูคนไข้ให้
|
|
|
ฉันหลับไปเมื่อไรก็ไม่รู้ มาตื่นอีกทีเมื่อ กัปตันประกาศให้ผู้โดยสารกลับที่นั่ง รัดเข็มขัด อีกไม่นานก็จะถึงที่หมายแล้ว แอร์โอสเตสบอกว่าคนไข้ตื่นแล้ว ตอนนี้ดื่มนํ้าชาอยู่ แล้วเขาก็ขอที่อยู่ของฉันไป เมื่อเครื่องจอดที่ท่าอากาศยานแล้ว ฉันลํ่าลาคนไข้ ศูนย์เปล กับแพทย์มารับคนไข้ พยาบาลชาวฮอลแลนด์วิ่งมาถามฉันว่าให้ที่อยู่กับสายการบินไปหรือเปล่า ฉันพยักหน้า เจ้าหล่อนสีหน้าไม่ดี บอกฉันว่ากลัวว่าจะมีปัญหาภายหลัง ฉันบอกเขาว่าอย่ามองทุกอย่างในแง่ร้ายไปหมด ตอนนี้ควรจะโล่งใจได้แล้วที่คนไข้อยู่ในการดูแลของแพทย์ เราทำ หน้าที่ของเราดีที่สุดแล้ว ถ้าใครจะมาฟ้องร้อง ก็จะไม่ยอมหรอก ฉันบอกเขาให้พักผ่อนที่เมืองไทยให้สนุก อย่าไปคิดอะไรมาก
ขากลับ ฉัน แจ้งยืนยันการจองที่นั่งกลับ กับทางโรงแรม Landmark ซึ่งพักอยู่ขณะนั้น พนักงานโรงแรม บอกว่าทางสายการบิน upgrade ให้ได้ที่นั่งในแผนกผู้โดยสารชั้นหนึ่งทั้งครอบครัว เพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้ช่วยเพื่อนผู้โดยสารด้วยกัน และได้รับการบริการเป็นอย่างดีทีเดียว ฉันอดคิดถึงพยาบาลฮอลแลนด์ไม่ได้ เจ้าหล่อนจะปลื้มไหมนะกับการที่ได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน หรือว่าเจ้าหล่อนยังกลัวว่าจะโดนฟ้องร้องอีก เจ้าหล่อนคงจะได้รับบริการอย่างดีเป็นการตอบแทนจากสายการบินเช่นกัน สำหรับฉัน อิ่มใจมาก และนานกว่าอิ่มท้องด้วย
|
แต่อย่างไรก็ตามอยากชมพยาบาลคนนี้ด้วยที่ยอมลุกมาดูคนไข้โดยสมัครใจ ถึงแม้จะกลัวมากก็ตาม
นี่แหละนะ " อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเอง เหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้า สุราลัย สู่แดนดิน "
|