ชมรมดูนกโคราช : Korat Birdwatching Club

ท่องเที่ยวป่าตะวันตก
ดูนก ชมทะเลหมอก ที่ “แก่งกระจาน”

            “แก่งกระจาน” เป็น “อุทยานแห่งชาติ” ที่มีพื้นที่ใหญ่ที่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีเนื้อที่ประมาณ 1,821875 ไร่ หรือประมาณ 2,915 ตร.กม.ครอบคลุมพื้นที่ อ.หนองหญ้าปล้อง อ.ท่ายาง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบชื้น ทำให้มีความชุ่มชื้นสูง มีฝนชุกอากาศเย็นสบายตลอดปี มีสัตว์ป่า ชุกชุม และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำสำคัญสองสายคือ แม่น้ำเพชรบุรี และแม่น้ำปราณบุรี เป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
                ด้วยสภาพพื้นที่โดยทั่วไปเป็นป่าดิบชื้นที่ยังคงความบริสุทธิ์อยู่มากกว่า 90% และอยู่ห่างจาก กรุงเทพฯ ไม่มากนัก จึงมีนักท่องเที่ยวเข้าไปชมความงามของธรรมชาติเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่ ชื่นชอบกิจกรรมการ “ดูนก” ซึ่งสามารถพบเห็นได้ง่าย ตลอดเส้นทางมากกว่า 300 ชนิด ผู้ที่ชื่นชอบการ “ดูผีเสื้อ” ซึ่งมีอยู่อย่างชุกชุมและ สามารถพบเห็นผีเสื้อหายากได้หลายชนิด และผู้ที่ชื่นชอบการชม “ทะเล หมอก” ซึ่งอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จัดเป็นสถานที่ชมทิวทัศน์และ ทะเลหมอกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งที่อยู่ ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของ อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน จึงเป็นเป้าหมายการมาเยี่ยมเยียนของผู้รักธรรมชาติทุกคน ทีมงานของ “ชมรมดูนก โคราช” ก็เช่นเดียวกัน จึงได้มาพร้อมกับ “บันทึกการเดินทาง” มาฝากทุกท่าน
                การเดินทางเริ่มขึ้นเมื่อช่วงเทศกาลปีใหม่ ประกอบด้วยทีมงาน“ชมรมดูนกโคราช”และ “กลุ่มเรารักษ์ป่า” โดยออกเดินทางในช่วงเวลาสายๆ ของวันที่ 30 ธันวาคม 2544 พวกเราใช้เส้นทางนครราชสีมา-สระบุรี-ทางเลี่ยงเมือง บริเวณบางปะอินทร์-ผ่าน จ.นครปฐม-เข้า จ.เพชรบุรี และจากตัวเมืองเพชรบุรี ตามถนน เพชรเกษมไปประมาณ 13 กม.ถึง อ.ท่ายาง เลี้ยวขวาตามถนน เลียบคลองชลประทาน แล้วเลี้ยวขวาอีกครั้งตามเส้น ทางหลัก ระยะทางประมาณ 34 กม.ก็ถึง อ.แก่งกระจาน ซึ่งอยู่บริเวณหน้าเขื่อน แก่งกระจาน พวกเราหยุดพักแวะซื้อเสบียงอาหาร แต่เนื่องจาก เป็นเวลาเย็นแม่ค้าบริเวณตลาดสด จึงเลิกขาย แยกย้ายกลับบ้านกันหมด เหลือเพียงอาหารแห้ง ตามตึกแถวร้านค้า จึงจำเป็นต้องตัดสินใจซื้อเข้าไปเป็น เสบียงอาหาร ด้านท้องฟ้าอากาศเริ่มมืด ปกคลุมเข้ามาเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นเวลา หกโมงเย็นกว่าๆ พวกเราเดินทางต่อเข้าไปอีก 4 กม.ก็ถึง ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งตั้งอยู่ริมเขื่อน แก่งกระจาน ปรากฏว่ารถยนต์ของนักท่องเที่ยวจอดเต็มหมด จุดกางเต้นท์ข้างศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ก็มีนักท่องเที่ยว กางเต้นท์ อยู่เต็มหมด พวกเรารีบติดต่อศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเพื่อชำระค่าธรรมเนียมกางเต้นท์คนละ 10 บาท/คืน (นำเต้นท์ไปเอง) ค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานฯอีกคนละ 20 บาทและรถยนต์สี่ล้อ 30 บาท (ชำระไว้ล่วงหน้า วันพรุ่งนี้เช้า จะได้เข้าตั้งแต่เช้าตรู่เวลา 05.00 น.)จากนั้นพวกเรารีบหาสถานที่กางเต้นท์ แต่กว่าจะหาสถานที่ได้ต้องใช้เวลานาน พอสมควร เพราะสถานที่กางเต้นท์มีน้อย แต่นักท่องเที่ยวมีมากกว่าปกติ จากนั้นจัดการอุ่นอาหารที่เตรียมมา แล้วรับประทานอาหารเย็นจนเรียบร้อย จากนั้นทุกคนต่างรีบเข้านอน เพื่อจะได้ ตื่นแต่เช้าโดยไม่สนใจการอาบน้ำ ให้เสียเวลา
                ระหว่างนอนเสียง “นกกระแตแต้แว๊ด” ซึ่งส่งเสียงร้องตั้งแต่เดินทางมาถึง ก็ยังคงบินร้อง วนเวียน ไปมารอบๆ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่เป็นระยะๆ แสดงว่ายังหาสถานที่นอนไม่ได้ และอาจเป็นไปได้ว่า พวกเรานักท่องเที่ยว บุกรุก เข้าไปอยู่ในสถานที่นอนของพวกมันเพราะนกกระแตแต้แว๊ด จะนอนอยู่กับพื้นดิน พวกเรานอนฟังเสียงนกกระแตแต้แว๊ด บินวนเวียนส่งเสียงร้องอยู่เป็นระยะๆ ด้วยความสงสาร จนกระทั้งหลับไป โดยไม่รู้ตัว
                เช้ามืดของวันที่ 31 ธันวาคม 2544 พวกเรารีบตื่นนอนล้างหน้าแปรงฟัน และเก็บสัมภาระ เพื่อเดินทาง ต่อไป “แคมป์บ้านกร่าง” เพื่อหาสถานที่พักกางเต้นท์และออกดูนกตั้งแต่เช้า “แคมป์บ้านกร่าง” เป็น “หน่วยพิทักษ์ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่ 4” เป็นแหล่งดูนก ผีเสื้อและ พรรณไม้ต่างๆ มีเส้นทางเดินป่า ศึกษาธรรมชาติ ซึ่งถือว่า เป็นแหล่งดูนกและดูผีเสื้อที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ เมื่อเดินทางไปถึง ปรากฏว่า มีนักท่องเที่ยวกางเต้นท์พักแรม อยู่มากมาย ต้องรอกลุ่มนักท่องเที่ยวชุดใดจะกลับ หรือเดินทางขึ้นไปชมทะเลหมอกที่ “แคมป์พะเนินทุ่ง” และไม่นาน พวกเราก็ได้ที่พัก เพราะมีนักท่องเที่ยว อีกกลุ่มเก็บเต้นท์และ สัมภาระออกไป หลังจากกางเต้นท์ที่พักเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินออกดูนก ตามถนนเส้นทางขึ้นไป “แคมป์พะเนินทุ่ง” ระหว่างทางพบกับ กลุ่มนักดูนกจากกรุงเทพฯ มาด้วยกัน  2 คน พวกเราพูดคุยสอบถาม จุดดูนกแลกเปลี่ยนกัน แล้วจึง แยกทางกันดูนก ที่นี่มีนกแปลกๆ มาก ส่วนที่ “อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่” เราจะพบนกอีกชนิดหนึ่ง แต่ปัญหาของพวกเราวันนี้ก็คือ มีรถวิ่งขึ้น-ลง สลับกันเป็นระยะๆ (เวลาขึ้นจาก บ้านกร่าง รอบที่ 1 เวลา 05.00-08.00 รอบที่ 2 เวลา 11.00-12.00 รอบที่ 3 เวลา 15.00-16.00 และเวลา ลงจาก พะเนินทุ่ง รอบที่ 1 เวลา 09.00-10.00 รอบที่ 2 เวลา 13.00-14.00 รอบที่ 3 เวลา17.00-18.00) และเป็นถนนลูกรังทำให้พวกเราต้องกินฝุ่นไปพร้อมๆ กับการหนีหายไปของนก เดินต่อไปเรื่อยๆ จนถึง กม.ที่ 17-18 เวลาประมาณ 10.30 น.ทีมงานที่ทำอาหาร ก็ขับรถนำอาหารไปส่ง ซึ่งเป็นทั้งมื้อเช้าและกลางวัน พร้อมๆ กัน สำหรับ ครึ่งวันแรกนี้พวกเราพบนกที่ประทับใจมากก็คือ “นกติ๊ดสุลต่าน” ซึ่งเป็นนกที่หาดูได้ยาก ชนิดหนึ่ง
                จากนั้นพวกเราเดินทางต่อจุดมุ่งหมายคือ “แคมป์พะเนินทุ่ง” ลักษณะทางเป็นถนนลูกรังแคบ-ชัน และคดโค้ง อยู่ประมาณ 3-4 จุด เจ้าหน้าที่จะให้รถวิ่งขึ้น-ลงเป็นเวลา การขับรถต้อง เร่งเครื่องส่งจึงจะขึ้นไปได้ และต้องพบกับ ปัญหาคือ รถที่สภาพไม่ดีหรือไม่ได้เร่งเครื่องส่งขึ้นไป หยุดจอดหนุนล้อและใช้คนช่วยดันเข็นขึ้นอยู่ระหว่างทางทำให้ รถของพวกเราต้องหยุดชะงักไปด้วยจนถึง กม.ที่ 30 จึงถึง “แคมป์พะเนินทุ่ง”
                “พะเนินทุ่ง” เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด คือ 1,207 เมตรจากระดับน้ำทะเล อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน ประมาณ 50 กม.เป็นสถานที่พักแรมโดยใช้บริเวณโดยใช้บริเวณไหล่ทางเป็นลานแคมป์ พื้นที่จึงไม่กว้าง นัก เพราะอยู่บนภูเขาสูง มีอากาศหนาวเย็นตลอดปี การพักแรมบริเวณนี้สะดวกต่อการชมทิวทัศน์ ภูเขาอันสลับซับซ้อน เรียงรายสุดสายตาและทะเลหมอก ซึ่งสามารถชมได้ที่จุดชมวิว กม.31-33 และ ในช่วงเวลา 05.00-08.00 น.จะมี หมอกให้ชมเกือบทุกฤดู แต่จะมีมากน้อยนานเท่าใดขึ้นอยู่กับอากาศของแต่ละวัน นอกจากนั้นยังสามารถชมพระอาทิตย์ ขึ้นในตอนเช้าและตกในตอนเย็นได้อีกด้วย
                พวกเราเดินชมทิวทัศน์และดูนกไปด้วย ซึ่งยังมีนักท่องเที่ยวพักแรมอยู่มาก แต่ส่วนหนึ่งก็ทยอย กลับลงไป และที่ “พะเนินทุ่ง”แห่งนี้ เป็นแหล่งดูนกอีกแห่งหนึ่งที่นักดูนกนิยมมาก เพราะเป็น พื้นที่ที่พบนก ชนิดใหม่ของประเทศ เมื่อปี 2536 คือ “นกกะลิงเขียดหางหนาม” ซึ่งเดิมพบใน ประเทศเวียดนาม ปัจจุบัน มีการพบนกชนิดนี้บ่อยขึ้น และ พวกเราได้พบกับกลุ่มนักดูนกมาจาก จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน พวกเราตั้งใจ อยากเห็น “นกกะลิงเขียดหางหนาม” และนั่งรออยู่จุดที่เคยมีคน พบเห็นเป็นประจำ คุณน้านักดูนกที่มาจาก จ.อยุธยา บอกว่า สงสัยจะตื่นกลัวคนวันนี้จึงไม่ออกมา เพราะตามปกติ จะออกมาให้เห็นทุกวัน จนเวลา 17.00 น. ซึ่ง เป็นเวลาลง พวกเราจึงจำเป็นต้องรีบลงไปด้านล่าง เพราะถ้า ไม่ลงไปในช่วงนี้ จะหมด เวลาและ เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้ลง ต้องรอวันพรุ่งนี้ อากาศในตอนเย็นเริ่มเย็น ตัวลง หมอกเริ่มมีให้เห็นบ้าง ตามทิวเขาอันสลับซับซ้อนมองดูสวยงามมาก พวกเราปรึกษากันว่า ถ้ามีเวลา มากกว่านี้จะต้อง มานอนพักแรมชมทะเลหมอกในยามเช้าให้ได้ แต่เนื่องจากครั้งนี้ พวกเราตั้งใจมาดูนก มากกว่า จึงขอกลับลงมาดูนกที่ “แคมป์บ้านกร่าง” อีกเส้นทางหนึ่งคือ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ
                รุ่งเช้าของวันที่ 1 มกราคม 2545 พวกเราเริ่มออก “ดูนก”บริเวณรอบๆ แคมป์บ้านกร่างและได้พบ กับ ลุงเหวี่ยน แจ่มแจ้ง เจ้าหน้าที่สายตรวจของอุทยานฯ และเล่าให้ฟังว่า มีนักดูนกพบ “นกกระเบื้องคอขาว” (white-throated rock-thrush) ที่ข้างบ้านพักเจ้าหน้าที่ ประมาณ 1 เดือน และมีนักถ่ายรูปนำหนอนมาวางล่อให้มัน ออกมาเพื่อจะได้ถ่ายรูปไปลงหนังสือ ทุกวันนี้ไม่ได้ให้แล้ว แต่มันก็จะออกมารอหนอนเหมือนเดิม พวกเราจึงเฝ้ารอดู จนเวลา 08.00 น.ก็พบ “นกกระเบื้องคอขาว” ตัวผู้ 1 ตัวออกมาจับนิ่งอยู่กับกิ่งไม้ ซึ่งถ้า ไม่สังเกตจะมองไม่เห็นเลย จากการเปิดคู่มือ “A guide to the birds of thailand” ไม่เคยพบนกชนิดนี้ ในพื้นที่แห่งนี้มาก่อน จากนั้นพวกเรา เดินออกดูนกบริเวณเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ปรากฏว่ามีนกจำนวนมาก ตลอดเส้นทางและได้พบกับกลุ่มนักดูนกจาก กรุงเทพฯประมาณ 7-8 คน มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งได้พูดคุย แลกเปลี่ยนประสบการณ์กันและเป็นการนำเด็กๆ ที่สนใจ เรื่องการดูนกมาเที่ยวชมธรรมชาติและดูนกไปด้วย จนกระทั่งเกือบเที่ยงวันพวกเราจึงกลับมารับประทานอาหาร และ เก็บสัมภาระเพื่อเดินทางกลับโคราชต่อไป สำหรับการดูนกวันนี้ นกที่พวกเราประทับใจมากที่สุดก็คงเป็น “นกกระเบื้องคอขาว” ซึ่งเป็นนกหาดูได้ยาก อีกชนิดหนึ่ง
                สรุปการผลการดูนก พวกเราพบนกทั้งสิ้น 47 ชนิด เป็นนกชนิดใหม่ของพวกเรามากถึง 12 ชนิดและจากการ พูดคุยกับนักดูนกกลุ่มต่างๆ และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ บอกว่า ถ้าไม่เป็นช่วง เทศกาลจะไม่ค่อย มีคนมาเที่ยวมากนัก และ จะสามารถพบเห็นนกมากกว่าร้อยชนิดแน่นอน
                พวกเราเดินทางกลับโคราชอย่างมีความสุข และสนุกสนานและตั้งใจไว้ว่า พวกเราจะกลับไปเที่ยว ชมผืนป่า ตะวันตกแห่งนี้อีกให้จงได้ นกที่หายากหลายชนิดที่พวกเรายังไม่เคยพบ ทิวทัศน์ทะเลหมอกสวยงาม ที่พวกเรายังไม่ได้ ดูยามเช้าตรู่ ผีเสื้อปีกสวยและพรรณไม้ดอก อันหลากหลายที่พวกเรายังไม่ได้ศึกษายังเป็น เสน่ห์ดึงดูดใจให้อยากไป “อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน” อีกไม่มีเสื่อมคลาย.

 

บันทึกการเดินทางโดย : ธงชัย แสงประทุม (HS3 JMO)

 

  1

Hosted by www.Geocities.ws

1