|
โลกของนก กำเนิดนก
นกเป็นสัตว์เลือกอุ่นที่มีกระดูกสันหลัง
ซึ่งมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานโดยมีโครงสร้างกระดูกและ
กล้ามเนื้อคล้ายคลึงกัน
โดยเฉพาะเกล็ดขาที่มีลักษณะเป็นเกล็ดเช่นเดียวกัน
รวมทั้งการออกไขและตัวอ่อนมีฟันพิเศษ
สำหรับเจาะเปลือกไข่ออกมาเหมือนกัน
ทั้งนี้จากหลักฐานที่ยืนยันทฤษฎีดังกล่าว
คือ การขุดพบซากดึกดำบรรพ์อายุ
ประมาณ 130
ล้านปีที่แคว้นบาวาเรีย
ประเทศเยอรมัน เมื่อปี พ.ศ.2504
ซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวมีลักษณะของสัตว์
เลื้อยคลาน
ขณะเดียวกันก็มีขนปกคลุมลำตัวเช่นเดียวกับนก
นักวิทยาศาสตร์
เรียกซากดึกดำบรรพ์ที่ค้นพบชิ้นนี้ว่า
อาร์คีออพเทอริกซ์
ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของนกในปัจจุบัน
วิวัฒนาการของนก
หลังจากที่อาร์คิออพเทอริกซ์ได้ถือกำเนิดขึ้นมา
ต้องใช้เวลาอีกหลายล้านปีผ่านช่วงวิวัฒนาการหลายยุค
หลายสมัย
จึงเกิดต้นตระกูลของนกชนิดต่างๆ
มากมายตามสภาพแวดล้อม
โดยมีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงรูปทรง
ภายนอกและโครงสร้างภายใน
ตลอดจนอวัยวะต่างๆ
ให้เหมาะสมแก่การบิน
โดยขาหน้าได้พัฒนากลายเป็นปีกสำหรับบิน
ลำตัวมีลักษณะเพรียว
ไม่มีอวัยวะที่จะทำให้เกิดแรงต้าน
โครงกระดูกถูกปรับเปลี่ยนให้มีขนาดเล็กลงรวมกลุ่มกันอยู่
ตอนกลาง
มีคอ ปีก และขาติดกันอยู่
กระดูกสันหลังสั้นเชื่อมติดกันโดยตลอด
ด้านท้ายเป็นกระดูกตะโพกที่ยาวเรียว
แต่แข็งแรง
กระดูกอกใหญ่มีสันสูงตรงกลาง
เป็นที่ยึดกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่ใช้ในการบินระหว่างกระดูกสันหลังกับกระดูก
อกมีกระดูกซี่โครงชุดหนึ่งยึดตามแนวตั้ง
เป็นแกนช่วย
พยุงทางด้านข้าง
กระดูกซี่โครงแต่ละอันมีแขนงก้านหนึ่งยื่นไป
ซ้อนทับกับกระดูกซี่โครงอันถัดไป
ทำให้มีโครงร่างแข็งแรงยิ่งขึ้น
ช่วยป้องกันอวัยวะภายในที่อยู่ในโครงกระดูกได้อย่างดี
นอกจากนี้กระดูกนกยังมีลักษณะกลวงเป็นโพรงภายในทำให้มีน้ำหนักเบา
สามารถพยุงตัวในอากาศได้ง่ายและมีถุงลม
กระจายอยู่ทั่วไปเพื่อช่วยในการหายใจ
เนื่องจากนกจำเป็นต้องใช้อากาศเป็นจำนวนมากระหว่างบิน
โครงสร้างของขนนก
ขนนก
เกิดจากเซลล์ที่อยู่ภายใต้ผิวหนังค่อยๆ
ขยายตัวขึ้นเป็นตุ่มแข็ง
แล้วงอกยาวขึ้นเป็นฝักรูปกระสวยฝังลึก
ลงไปในเนื้อเยื่อของผิวหนังชั้นใน
เพื่อรับเส้นเลือกที่มาหล่อเลี้ยงเป็นอาหาร
ต่อมาจึงค่อยๆ สร้างก้านขนและเส้นขน
เมื่อโตเต็มที่กระสวยจึงแยกออกโผล่ขึ้นมาเป็นขนนก
เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่
โครงสร้าง
ของก้านขนและเส้นขนจะแข็ง
เพราะเป็นโครงสร้างที่ตายแล้ว
เมื่อถึงระยะเวลาผลัดขนจึงจะหลุดร่วงไปขนนกแบ่งออกเป็น 2
ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.ขนคอนทัวร์
(contour)
เป็นขนที่พบมากที่สุดบนตัวนกคลุมอยู่ชั้นนอกสุด
ไม่ว่าจะเป็นขนปกคลุม
ลำตัว ขนปีก และขนหาง
เป็นขนที่บอกรูปร่างและสีสันของนกแต่ละตัว
และทำหน้าที่ในการทรงตัวปรับทิศทาง
ขณะบิน
2.ขนดาวน์หรือขนอุย
(down)
เป็นขนที่สั้นและนุ่มมาก
ก้านขนด้านนอกสั้นหรือไม่มีเลย
ขนดาวน์ซ่อนอยู่ใต้
ขนคอนทัวร์
และพบมากกับลูกนกที่เพิ่งฟักออกจากไข่ใหม่ๆ
ทำหน้าที่ช่วยรักษาความร้อนไม่ให้
สูญเสียไปจากร่างกาย
ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น
ขนนกไม่ได้ขึ้นปกคลุมทั่วทั้งตัวนก
แต่ที่เราเห็นเหมือนขนปกคลุมทั่วตัวนก
เพราะเส้นขนเรียงตัว
เป็นระเบียบ
แนวขนที่สำคัญมี 2 แนว คือ
1.แนวทางขนปีก
เป็นแนวทางที่อยู่บนปีก
จำแนกออกได้เป็น 4 ประเภท
คือ
-ขนปลายปีก (primary feather)
เป็นขนที่อยู่บริเวณปลายปีก
-ขนกลางปีก (secondary feather)
เป็นขนที่อยู่บริเวณกลางปีก
ขนปลายปีกและขนกลางปีกมีขนาดใหญ่
แข็งแรง
มีความสำคัญในการบิน
-ขนคลุมปีก (wing covert)
เป็นขนขนาดเล็กอยู่ด้านบนของปีก
คลุมโคนก้านขนปลายปีกและขนกลางปีก
-ขนปีกน้อย (alula)
เป็นก้านขนสามสี่เส้นอยู่ที่กระดูกนิ้วช่วยให้เกิดช่องอากาศเล็กๆ
สำหรับเพิ่มพื้นผิว
ช่วยบังคับความเร็วของการบินเมื่อเวลาร่อนลงหรือหยุดเกาะ
2.แนวทางขนหาง
เป็นขนที่อยู่ส่วนหาง มี 2
ส่วน คือ
-ขนหางเป็นขนที่อยู่ปลายสุดของหางทำหน้าที่เป็นหางเสือสำหรับบังคับทิศทางและรักษาการทรงตัวขณะบิน
อยู่ในอากาศ
นกบางชนิดสามารถแผ่ขนหางได้
เช่น ไก่งวง
-ขนคลุมหาง
มีอยู่หลายแถวติดกับขนหาง
นกบางชนิดก็แผ่ขนคลุมหางได้
เช่น นกยูง
นอกจากมีสีสันสวยงามแล้ว
ขนนกยังช่วยปกคลุมลำตัวเพื่อป้องกันอันตรายจากสิ่งมีคม
และความร้อนจากแสง อาทิตย์
รวมทั้งช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่โดยขยับขนให้ตั้งขึ้นหรือแนบชิดกับลำตัว
ที่สำคัญที่สุดคือ
ขนนกทำหน้าที่ในการบินและลอยตัวกลางอากาศ
สีของขนนกเกิดจากเม็ดสีต่างๆ
ทำให้เกิดเป็นสีเหลือง แดง
เขียว ฯลฯ ต่างกันออกไป
สำหรับนกที่ไม่มีเม็ดสี
จะมีขนเป็นสีขาว
เช่น นกยาง นกนางนวลฯลฯ
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสีขนคือ
การสะท้อนและหักเหของแสงอันเป็นผล
จากคุณสมบัติทางกายภาพของเส้นขน
สีของขนนกมีความสำคัญคือ
ช่วยพลางตัว
ให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม
เพื่อประโยชน์ในการหลบซ่อนศัตรูหรือเพื่อซุ่มจับเหยื่อ
และช่วยดึงดูดเพศ
ตรงข้ามในฤดูผสมพันธุ์
นกต้องดูแลขนของตัวเองให้สะอาดอยู่เสมอ
เพราะถ้าขนสกปรกจะทำให้ขนปีกติดกัน
และนกอาจตกลงมา
ในเวลาบินได้
ทั้งยังเป็นการขับไล่แมลงและไรที่เกาะหากินอยู่บนตัวนก
นกบางชนิดใช้วิธีอาบน้ำด้วยการจุ่มหัวลงไป
ในน้ำอย่างรวดเร็ว
แล้วใช้ปีกตีน้ำให้กระเซ็นไปทั่วตัว
ส่วนนกที่ไม่ชอบลงมายังพื้นดิน
จะออกมาอาบน้ำโดยการตากฝน
เช่น นกเงือก
นกที่บินร่อนโฉบได้เก่ง
เช่น นกนางแอ่น นกแซงแซวจะใช้วิธีโฉบลงไปที่ผิวน้ำเพื่อให้ตัวเปียกอย่างรวดเร็ว
ภายหลังจากอาบน้ำแล้ว
นกจะไซ้ขนโดยสะบัดลำตัวให้น้ำกระเซ็นออกมา
แล้วใช้ปากแตะที่ต่อมน้ำมันตรงโคนหาง
ซึ่งจะ
ถูกระตุ้นให้หลั่งน้ำมันออกมา
เมื่อโคนปากของนกไปแตะ
จากนั้นนกจะนำน้ำมันที่ติดอยู่ที่ปากไซ้และลูกไล้ไปตามเส้นขน
จนเรียบแห้งสวยงาม
พวกนกน้ำ เช่น นกเป็ดน้ำ จะใช้ต่อมน้ำมันทาตามขน
เพื่อไม่ให้ขนเปียกขณะที่อยู่ในน้ำ
ปีกและการบิน
การบินของนกเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากและซับซ้อน
โดยมีปีกเป็นตัวหลักในการพยุงตัวให้อยู่ในอากาศและ
ผลักดันให้เคลื่อนที่ไปในอากาศได้
ปีกของนกเมื่อมองในด้านตัดจะมีรูปร่างเพรียวลม
ด้านบน โค้งนูน
ส่วนด้านล่างเว้า
เมื่อขอบปีกด้านหน้าปะทะกับอากาศในเวลาที่นกกระพือปีก
ความแตกต่างของรูปร่าง
พื้นผิวปีกทำให้ความกดอากาศ
ด้านใต้ของปีกมากกว่าความกดอากาศด้านบนของปีก
ความแตกต่างของความกดอากาศดังกล่าว
ทำให้เกิดการลอยตัว
ยกให้นกลอยสูงขึ้นได้
และหากขอบหน้าของปีกนกถูกยกขึ้นให้
สัมพันธ์กับทิศทางของการเคลื่อนไหวมีผลให้นกลอย
ตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
สิ่งที่ทำให้นกสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้นั้นอยู่ที่นกใช้การกระพือปีกดันให้ตัวเองบินไปข้างหน้าไม่ได้
กระพือปีกขึ้นลงแบบธรรมดา
เมื่อปีกของนกกางออกเต็มที่
เวลากระพือลงบริเวณปลายปีกจะหมุนไปรอบๆ
และดันให้
อากาศผ่านไปทางข้างหลัง
ทำให้นกพุ่งตัวไปข้างหน้า
และนกจะกระพือปีกขึ้นกลับไปอยู่ในตำแหน่งที่
พร้อมจะกระพือลง
ให้นกเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อีกครั้ง
เมื่อนกกระพือปีกติดต่อกัน
จึงทำให้สามาราถบินไปมา
ในอากาศได้และในเวลา
ที่ต้องการลงเกาะกิ่งไม้
นกต้องเหยียดขาไปข้างหน้า
พร้อมกับแผ่ปีกและกางขนหางออกเพื่อชะลอความเร็วก่อนหยุดบิน
นอกจากนี้
ขนนกยังมีบทบาทกำหนดลักษณะการบินของนกให้แตกต่างกัน
โดยขนปลายปีกจะทำหน้าที่ในการ
เคลื่อนที่และผลักดันลำตัวไปข้างหน้า
ส่วนขนกลางปีกเป็นขนปีกที่ส่วนบนโค้ง
ส่วนล่างแบนใช้ในการลอยตัวสำหรับ
ขนหางมีความสำคัญสำหรับเป็นหางเสือช่วยการทรงตัวในระหว่างบิน
ช่วยบังคับทิศทางและชะลอความเร็วเมื่อจะหยุดบิน
ปีกของนกมีขนาดและรูปร่างต่างกันออกไป
เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของนกแต่ละชนิด
ดังนี้
1.ปีกแคบและสั้น
เหมาะสำหรับการบินเร็วๆ
ช่วงสั้น
ส่วนใหญ่พบในนกที่อาศัยอยู่ตามป่า
เช่น นกเขา นกปรอด เป็นต้น
2.ปีกแบน
เรียวบาง และลู่ไปทางด้านท้าย
ช่วยให้บินได้เร็วและเลี้ยวไปมาอย่างคล่องแคล่ว
พบในนกที่บินหากิน
ตลอดเวลา
เช่น นกนางแอ่น
และนกที่บินย้ายถิ่นเป็นระยะทางไกลๆ
เช่น นกชายเลน
3.ปีกแคบและยาว
เหมาะสำหรับการร่อนโดยเฉพาะพบในนกทะเลที่ชอบร่อนเหนือน้ำทั้งวัน
โดยแทบไม่ กระพือปีกเลย
เช่น นกบู๊บบี้
4.ปีกโค้งใหญ่และปลายขนปีกแยกจากกัน
สำหรับร่อนที่สูงช่วยให้นกบินลอยตัวได้สูงขึ้นและร่อน
ตามลมได้ดี
พบในนกขนาดใหญ่ที่ร่อนหากินระดับสูง
เช่น นกอินทรี แร้ง
การบินของนกยังมีรูปแบบต่างกันออกไป
4 แบบ ดังนี้
1.การบินโบกปีก
(flapping) เป็นการบินโบกปีกขึ้นลง
แบบที่เห็นนกบินทั่วไป
นกขนาดใหญ่จะประสบปัญหา
เมื่อเริ่มต้นบิน
ต้องใช้วิธีต่างๆ
เพื่อช่วยพยุงตัว
นกอินทรีใช้วิธีโผลงจากที่สูง
นกยางใช้ขายาวผลัก
ตัวให้ขึ้นไปในอากาศ ก่อนแล้วจึงกระพือปีก
ส่วนนกที่หากินบนน้ำ เช่น
นกกระทุง
จะใช้เท้าที่เป็นพังผืดวิ่งพุ้ยไปบนน้ำระยะหนึ่งก่อนจึงออกบิน
2.การบินร่อนลดระดับ
(gliding)
เป็นรูปแบบที่ง่ายที่สุดของการบิน
เพียงทิ้งน้ำหนักตัวไปข้างหน้าให้มากกว่า
แรงต้านของอากาศ
นกก็สามารถร่อนและลดระดับลงต่ำได้
3.การบินร่อนรักษาระดับ
(soaring) โดยไม่ต้องโบกปีกเลย
ส่วนใหญ่ต้องเป็นนกขนาดใหญ่ถึงจะร่อนแบบนี้ได้
โดยไม่เสียการทรงตัว
นกที่มีปีกกว้างใหญ่ เช่น
นกอินทรีจะอาศัยอากาศร้อนที่ลอยตัวขึ้นจากพื้นดินช่วยพยุงตัวให้ร่อน
อยู่กลางอากาศ
ส่วนนกทะเลที่มีปีกแคบเรียวยาวจะใช้กระแสลมช่วยพัดตัวพุ่งไปข้างหน้า
และจะร่อนอยู่ด้วยแรงเฉื่อย
จนมีกระแสลมพันมาใหม่
4.การบินทรงตัวอยู่กับที่
(hovering) เป็นการบินโดยกระพือปีกเร็วๆ
จนเกิดแรงยกต้านแรงโน้มถ่วง
ของโลก
ให้ทรงตัวนิ่งอยู่กลางอากาศ
ส่วนใหญ่เป็นนกตามทุ่งโล่ง
เช่น เหยี่ยวขาว นกกะเต็นปักหลัก
อย่างไรก็ตามมีนกหลายชนิดบินไม่ได้
เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากการบิน
ปีกจึงหดเล็กลงจนบิน
ไม่ได้เลย เช่น
นกกระจอกเทศ
ซึ่งเดินหากินอยู่ตามทุ่งโล่ง
ไม่จำเป็นต้องบินหาอาหารจึงมีขายาวสำหรับวิ่งแทนการใช้
ปีกบิน
นกเพนกวินที่อาศัยอยู่แถบขั้วโลกใต้
ปีกพัฒนาให้ทำหน้าที่คล้ายคลีบ
สำหรับว่ายน้ำจับสัตว์น้ำกินอย่างคล่องแคล่ว
ปาก
นกมีความจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากปากในการดำรงชีวิตหลายประการ
ทั้งนี้นกสามารถใช้ปากทำพฤติกรรม
ต่างๆ
ได้อย่างคล่องแคล่ว
ไม่ว่าจะเป็นการจิกฉวยสิ่งของกินอาหาร
สร้างรังหรือช่วยป้องกันตัว
ปากของนกมีแผ่นแข็ง
เป็นปลอกหุ้มอยู่
บริเวณใกล้โคนปากด้านบนยกสูงเป็นสันเล็กน้อยและมีช่องจมูกเปิดออก
ตรงบริเวณนี้นกแต่ละชนิด
มีปากต่างกัน
เพื่อให้เหมาะสมกับอาหารที่กิน
-นกกินเนื้อสัตว์
มีปากงองุ้มแหลมคม
เพื่อฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆ
ก่อนกลืนลงไป เช่น เหยี่ยว
นกเค้า
-นกกินเมล็ดพืช
มีปากสั้นแข็งแรง เพื่อขบเมล็ดพืชที่มีเปลือกให้แตก
เช่น นกยาง นกกะเต็น
ส่วนนกอ้ายงั่ว
จะใช้ปากแปลมพุ่งแทงทะลุตัวปลา
แล้วจึงโผล่มากินบนผิวน้ำ
สำหรับนกกาน้ำที่มีปากยาวเช่นกัน
แต่ตรงปลายปาก
จะงุ้มแหลมลงมาเพื่อจับปลาไม่ให้หยุด
นกปากห่างมีปากแบบพิเศษที่มีช่องตรงกลางปากแยกต่างออกจากกันเพื่อใช้คาบ
หอยโข่งที่กลมลื่นไม่ให้หยุด
-นกกินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้
มีปากเรียวยาวและโค้งลงเล็กน้อย
เพื่อให้สามารถสอดเข้าไปในเกสรดอกไม้
ได้
แล้วใช้ลิ้นแบบพิเศษที่พักเป็นหลอดยื่นออกจากปากเพื่อดูดน้ำหวาน
เช่น นกกินปลี
-นกกินแมลง
มีปากสั้นแบนกว้าง
และมีขนแข็งที่โคนปากไว้ช่วยต้อนแมลงเข้าปาก
เช่น นกตบยุง นกแอ่น
ส่วนนกหัวขวานมีปากขนาดใหญ่ยาวตรงและแข็งแรงไว้สำหรับเจาะต้นไม้หาหนอนหรือแมลงเป็นอาหาร
และยังมี
กะโหลกแข็งแรงเป็นพิเศษ
สามารถทนแรงกระแทกเวลาเจาะต้นไม้ได้ดี
-นกเป็ดน้ำ
มีปากแบนใหญ่
เพื่อใช้ไซ้หาอาหารในน้ำ
ขณะที่นกชายเลนส่วนใหญ่มีปากเรียวยาวและเล็กเพื่อใช้
จิ้มลงไปจับสัตว์เล็กๆ
ในเลนกินเป็นอาหาร
บางชนิดปากตรง เช่น
นกตีนเทียนบางชนิดโค้งลง
เช่น นกอีก๋อย
บางชนิดงอนขึ้น เช่น
นกชายเลนปากงอน
ขาและตีนนก
แม้นกจะเป็นสัตว์ที่มีปีกและบินได้
แต่ยังต้องพึ่งพาขาและตีนในการดำรงชีวิตอย่างมาก
นกจำเป็นต้องใช้ตีน
เพื่อเกาะ เดิน
ว่ายน้ำ
บางชนิดใช้ตีนส่งอาหารเข้าปาก
เช่น นกแก้ว
ขาและตีนของนกมีวิวัฒนาการให้เหมาะสำหรับ
สภาพแวดล้อมแบบใดแบบหนึ่ง
นกแต่ละชนิดจึงมีลักษณะของขาและตีนแตกต่างกัน
ดังนั้นขาที่ปรับตัวและมีประโยชน์
ในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง
อาจไม่มีประโยชน์ในสภาพแวดล้อมแบบอื่นเลยก็ได้
นิ้วตีน
นกส่วนใหญ่มีนิ้วตีน 4 นิ้ว
โดยมี 3
นิ้วอยู่ทางด้านหน้า
และนิ้วหัวแม่ตีนอยู่ทางด้านหลัง
สำหรับใช้เกาะกิ่งไม้
หรือยึดตัวเมื่อยืนหรือเดิน
แต่นกที่อยู่ตามพื้นดิน
เช่น นกกระแตแต้แว้ด
มีนิ้วหัวแม่ตีนเล็กลง
เพราะว่าไม่จำเป็นต้องใช้
นิ้วหัวแม่ตีนเกาะกิ่งไม้
ส่วนนกที่บินไม่ได้และชอบวิ่งไปตามพื้นดิน
เช่น นกกระจอกเทศ
ซึ่งจำเป็นต้องใช้ตีนวิ่งหลบภัย
อย่างรวดเร็วเสมอ
นิ้วตีนจึงเหลือเพียงนิ้วด้านหน้า
2 นิ้วเท่านั้น
นกที่หากินตามแหล่งน้ำ
ก็มีนิ้วตีนต่างกัน
นกเป็ดน้ำมีแผ่นพังผืดขึงติดอยู่ระหว่างนิ้วทั้งสาม
เพื่อใช้ว่ายน้ำ
แต่ไม่ขึงไปถึงนิ้วหัวแม่ตีน
ส่วนนกกาน้ำและนกกระทุงที่มีพังผืดสำหรับว่ายน้ำเช่นกัน
จะมีพังผืดขึงติดตลอดทั้ง
4 นิ้ว
เวลาที่เกาะกิ่งไม้นกจะใช้นิ้วทั้งสีจับไปข้างหน้ารอบๆ
กิ่งไม้ สำหรับนกเป็ดผีและนกคู้ท มีหนังเป็นแผ่นบางๆ
คล้ายกับ
ใบพายที่นิ้วด้านหน้าทุกนิ้ว
ช่วยให้ดำและว่ายน้ำได้ดี
นกที่เดินหากินบนจอกแหน
เช่น นกพริก
มีนิ้วทั้งสี่ยาวเป็นพิเศษ
และมีเล็บที่ยาวตรงออกไปอีก
ทั้งนี้เพื่อช่วยพยุงตัวให้เดินบนจอกแหนได้โดย
ไม่จมลงไปในน้ำ
นกที่หากินตามลำต้น เช่น
นกหัวขวานและนกไต่ไม้
มีขาสั้นและแข็งแรงช่วยให้ไต่ตามต้นไม้อย่างคล่องแคล่ว
ส่วนใหญ่นกหัวขวานมีนิ้วตีนอยู่ด้านหน้า
2 นิ้วและด้านหลัง 2 นิ้ว
สำหรับเกาะต้นไม้ในแนวดิ่งโดยมีขนหางแข็งไว้คอย
ค้ำจุนอีกด้วย
เกล็ดขา
เกล็ดที่ปกคลุมขานก
เป็นโครงสร้างหนึ่งของนกที่คล้ายกับสัตว์เลื่อยคลาน
เกล็ดขาของพวกเป็ดและนกชายเลน
ชายเลน มีขนาดเล็กเรียงตัวโดยที่ขอบของเกล็ดมาชนต่อกัน
เกล็ดของนกกระจอกเรียงเป็นแผ่นซ้อนกันไป
นกกางเขน
มีเกล็ดเป็นปลอกขนาดใหญ่คลุมส่วนขาไว้
ส่วนนกอินทรีและนกเค้าบางชนิดจะมีขนปกคลุมขา
จนกระทั่งถึงนิ้วตีน
เล็บ
เล็บนกยื่นออกมาจากปลายนิ้ว
มีรูปร่างต่างกันตามหน้าที่
เช่น
เหยี่ยวมีเล็กแหลมคมสำหรับฉีกเนื้อสัตว์เป็น
อาหาร
นกยางมีเล็บเป็นซี่ๆ
สำหรับแต่งขน
สำหรับลูกนกโฮทซิน(Hoatzin)
ที่อาศัยอยู่แถบป่าอเมซอนในทวีปอเมริกาใต้
มีเล็บอยู่ที่ปีก
ลูกนกจะใช้เล็บสำหรับเกาะปีนต้นไม้ในช่วงที่ยังบินไม่ได้
เมื่อโตขึ้นเล็บนี้จะหายไป
เดือย
นกตัวผู้หลายชนิด
โดยเฉพาะพวกไก่จะมีเดือยอยู่ทางด้านหลังของขาไว้ใช้ต่อสู้กับศัตรู
แกนข้างในเดือยเป็น
กระดูกและมีปลอกแข็งหุ้มอยู่
นกบางชนิดมีเดือยมากกว่า 1
อัน
การรับความรู้สึก
นกก็เหมือนสัตว์ทั่วไปที่จำเป็นต้องมีประสาทรับความรู้สึกที่ดี
ประสาทรับรู้ของนกบางอย่าง
อาจถูกดัดแปลงจน
มีประสิทธิภาพดีกว่าของสัตว์อื่น
โดยเฉพาะในส่วนของการมองและได้ยิน
ทั้งนี้เพื่อการใช้ชีวิตให้อยู่รอดในธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นการบิน หากิน
หรือหลบหลีกศัตรู
จำเป็นต้องพึ่งประสาทรับรู้ความรู้สึกทั้งสิ้น
ตานก
นกมีตาขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว
นกที่หากินกลางวันมีลูกตารูปทรงกลมหรือแบน
ส่วนนกหากินกลางคืน
มีลูกตาทรงกระบอก
นกมีหนังตาชั้นที่ 3
เป็นอวัยวะเด่นที่แตกต่างจากสัตว์อื่น
ใช้สำหรับเปิดปิดนัยน์ตาแทนการกระพริบ
ตาด้วยหนังตาชั้นนอก
และช่วยป้องกันตามเมื่อนกบินปะทะลมหรือดำน้ำ
ตำแหน่งของดวงตา
ตำแหน่งของดวงตาบนหน้ามีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและการดำรงชีวิตของนกมาก
นกที่ชอบหากินตาม พื้นดิน
เช่น นกพิราบ
มีตาอยู่ด้านข้าง
เพื่อมองหาอาหารหรือศัตรูได้รอบตัว
ส่วนนกล่าเหยื่อมีดวงตาใหญ่ค่อนไปทาง
ด้านหน้า
ช่วยให้มองเหยื่อและกะระยะได้ดี
รวมทั้งยังสามารถมองเห็นได้ไกล
นกที่เดินหากินอยู่ตามหนองน้ำ เช่น นกยาง
มีตาค่อนมาทางด้านล่าง
เพื่อมองหาเหยื่อซึ่งอยู่ในที่ต่ำกว่าระดับตา
เมื่อมีศัตรู นกยางต้องชูคอขึ้นเพื่อให้มองเห็นภาพ
ด้านหน้า
สำหรับนกปากซ่อม
ซึ่งเวลาหาอาหารไม่จำเป็นต้องใช้ตาช่วย
เพราะมีประสาทสัมผัสอยู่ปลายปากที่ใช้ทิ่มลงไป
ในเลนเพื่อหาอาหาร
ดังนั้นตามของนกปากซ่อม
จึงค่อนไป อยู่ด้านท้าย
เพื่อระวังภัยจากศัตรู
พื้นที่การมองเห็น
นกแต่ละชนิดมีพื้นที่ที่ตามองเห็นไม่เท่ากัน
นกพิราบมองเห็นภาพได้กว้างที่สุดถึง
340 องศา เหยี่ยวมองเห็น
ภาพด้านหน้าได้มาก
แต่เห็นด้านข้างน้อยกว่า
เหยี่ยวจึงจำเป็นต้องหันหัว
ช่วยในการมองขณะที่ตานกเด้าอยู่ด้านหน้า
ทำให้มองได้ไม่เกิน 90 องศา
แต่ตาสองข้างของนกเค้าก็รับภาพร่วมกันเกิดเป็นภาพสามมิติ
ช่วยกะระยะได้อย่างแม่นยำ
การรับรู้เสียง
หูของนกได้รับการพัฒนาอย่างมาก
และทำงานประสานกับประสาทการทรงตัว
นกไม่มีใบหู หูนกเป็นช่องอยู่
ตรงข้างหัว
แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ
หูชั้นนอก
เป็นช่องนำคลื่นเสียงเข้าสู่เยื่อแก้วหู
แล้วส่งต่อไปยังหู
ชั้นกลางและ
ถ่ายทอดผ่านเยื่อบางๆ
ที่กั้นอยู่ไปสู่หูชั้นใน
พวกนกเค้าที่หากินกลางคืน
มีโครงสร้างของหูไวต่อ
เสียงมากทำให้ในที่มืด
ไม่ว่าาเหยื่อจะเคลื่อนไหวอย่างเงียบกริบสักเพียงใด
นกเค้าก็ยังสามารถได้ยินเสียง
และรู้ตำแหน่งของเหยื่อได้
การรับรู้กลิ่น
ความสามารถในการรับรู้กลิ่นของนกมีน้อย
เนื่องจากได้รับการพัฒนาน้อยมาก
แต่นกกีวีในนิวซีแลนด์มีการ
รับรู้กลิ่นดีมาก
เพราะนกกีวีสายตาไม่ค่อยดี
และออกหากินในตอนกลางคืน
จึงต้องใช้การดมกลิ่นในการหาอาหารโดยใช้
รู้จมูกที่ติดอยู่ตอนปลายของปากสูดกลิ่นดินที่ขุดลงไปเพื่อหาไส้เดือนเป็นอาหาร
แร้งก็เป็นนกอีกชนิดหนึ่งที่มีการรับรู้กลิ่น
ดีกว่านกชนิดอื่น
การรับรู้สัมผัส
นกไม่สามารถรับรู้สัมผัสได้ดี
เพราะผิวหนังของนกมีขนปกคลุมอยู่
แต่นกก็มีเซลล์รับรู้ความรู้สึกสัมผัส
เหมือนกัน
ส่วนมากอยู่บริเวณปาก
โดยเฉพาะนกที่ต้องหาอาหารด้วยวิธีใช้ปากทิ่มลงไปในเลน
เช่น นกชายเลน ต้องใช้
การรับรู้สัมผัสช่วยด้วยเวลาหาอาหาร
เอกสารอ้างอิง
หนังสือ "คู่มือดูนกเบื้องต้น"
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
2543

|